สมประสงค์ บุญยะชัย

All posts tagged สมประสงค์ บุญยะชัย

กลุ่มชินฯ เมินดีแทค-ทรู เปิด3จี คลื่นความถี่เดิม

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 20:46 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127753.

Pic_127753

นายสมประสงค์ บุญยะชัย

ผู้บริหารกลุ่มชินยัน 3จีแท้ง ไม่กระทบรายได้บริษัทฯ ระบุ ไม่หวั่นดีแทค-ทรูมูฟ บริการ3จีบนคลื่นความถี่เดิม เพราะกว่าจะพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้เชื่อว่า3จีจะประมูลได้แล้ว ทำนายปี54 บริการด้านข้อมูลจะโตขึ้น 20% เมื่อเทียบจากปีก่อน…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น (SHIN) เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 พ.ย. จะมีการประชุมระดับบริหารของบริษัทในเครือ เพื่อจัดทำแผนธุรกิจในปี 2554

ด้าน น.ส.ทมยันตี คงพูลศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักลงทุนสัมพันธ์ SHIN กล่าวว่า ระยะนี้เป็นช่วงของการจัดการแผนธุรกิจปีหน้า เพื่อให้บริษัทมีการขยาย ตัวอย่างต่อเนื่องรวมทั้งเพื่อหาการลงทุนใหม่ ๆ เพราะบริษัทมีเงินสดค่อนข้างมาก โดยบริษัทยังคงมุ่งการลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม อย่างต่อเนื่อง แม้บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส(ADVANC)จะไม่มีใบอนุญาต(ไลเซ่นส์) 3จีเข้ามาในปีนี้ รายได้ของบริษัทก็จะยังขยายตัวแข็งแกร่ง

ขณะที่นายพรรัตน์ เจนจรัสสกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวางแผนและวิเคราะห์การตลาด ADVANC กล่าวว่า ปี 54 คาดว่าบริการด้านข้อมูล( DATA)ของบริษัท จะเติบโต 20% เมื่อเทียบจากปีก่อนนี้ หนุนให้สัดส่วนรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 30% ของรายได้รวม เป็นผลจากการขยายตัวของสมาร์ทโฟน แอร์การ์ด และการออกโปรโมชั่นที่หลากหลาย นอกจากนี้บริษัทได้ตั้งงบลงทุนปี 54 ไว้ที่6,000 ล้านบาท ส่วนใหญ่ใช้กับการปรับปรุงโครงข่ายที่มีอยู่เดิม และขยายเพิ่มเติมบางส่วน แม้อายุสัมปทานจะเหลือไม่มาก แต่ต้องพัฒนาโครงข่ายเพื่อรองรับลูกค้าที่มี 30 ล้านรายให้เพียงพอ และต้องการเป็นผู้ให้บริการโครงข่ายที่ดีที่สุด

ส่วนกรณีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ DTAC กับ ทรูมูฟ จะให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G บนคลื่นเดิม 850 MHz นั้นมองว่า คงต้องใช้ระยะเวลา เพราะต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตามมาตรา 22 และ13 และกว่าจะพัฒนาเชิงพาณิชย์ได้จริง เชื่อว่าน่าจะมีการประมูลใบ อนุญาต 2.1 GHZแล้ว

ส่วนรายได้จากการให้บริการด้านข้อมูลปีนี้ คาดว่าจะโต 30% เนื่องจากตลาดสมาร์ทโฟนเติบโตอย่างรวดเร็วจากปีก่อน รวมถึงแอร์การ์ด ก็มีการเติบโตสูงมาก ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าแอร์การ์ด 180,000ราย ขณะที่การใช้งานโทรศัพท์ (VOICE) คาดว่าการเติบโตจะอยู่ใน ระดับทรงตัว เนื่องจากยังไม่มีความคืบหน้าในการประมูล 3G จึงทำให้อุตสาหกรรมสื่อสารที่ถึงจุดอิ่มตัวไม่มีการการพัฒนาเพิ่ม ขึ้น ทำให้บริษัทยังคงเป้ารายได้ปีนี้โต 5% แม้ช่วงรวม 9 เดือนจะโต 7.3% แต่ไตรมาส 4 จำเป็นต้องทำการตลาดโดยใช้เงินจำนวนมาก.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 20:46 น.

ไทยคมลั่นกู้หน้าวงโคจรดาวเทียม

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192577.

Pic_192577

ไทยคมลั่นกู้หน้าวงโคจรดาวเทียม หลังรัฐบาลไร้กึ๋นจ่อทำไทยเสียสิทธิ์ เตรียมถกเครียดค่าใช้จ่ายไอซีที

นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานคณะกรรมการบริหารบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ในฐานะบริษัทแม่ของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้ทีมไทยคมกำลังดำเนินการประสานงานเพื่อหาทางรักษาวงโคจรดาวเทียมของประเทศที่ 120 องศาตะวันออก และ 50.5 องศาตะวันออกเอาไว้ หลังจากที่ได้รับไฟเขียวจากกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ให้ไทยคมไปดำเนินการในเรื่องดังกล่าว

“เรายื่นข้อเสนอเรื่องนี้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว เพราะหากเป็นเรื่องดาวเทียมไทยคมเรามีความชำนาญ ก็คิดว่าน่าจะสามารถรักษาวงโคจรไว้ได้ ไม่มีปัญหา แม้ว่าสิทธิ์วงโคจรที่ 120 องศาตะวันออกกำลังจะสิ้นสุดต้นปีหน้าก็ตาม โดยขณะนี้กำลังเจรจากับผู้ให้บริการดาวเทียม 2-3 ราย ซึ่งมีดาวเทียมค้างวงโคจรอยู่แต่ไม่ได้ให้บริการภายใต้หลักการดังกล่าว เราสามารถขอเช่าและลากมาไว้ที่วงโคจรของประเทศไทยได้”

อย่างไรก็ตาม รายละเอียดในการดำเนินการกับดาวเทียมที่จะลากมารักษาวงโคจรนั้นเป็นเรื่องที่ไทยคมต้องหารือกับกระทรวงไอซีทีในรายละเอียด ทั้งในเรื่องของค่าใช้จ่ายและการให้บริการทางธุรกิจด้วย แต่ในส่วนของการประสานงานนั้นเราช่วยดำเนินการเรื่องการประสานงานการจัดหาดาวเทียมโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย แต่หากที่สุดมีการลากดาวเทียมมายังวงโคจรแล้วเรื่องค่าใช้จ่ายการดำเนินการเป็นเรื่องที่ต้องถกให้ลงตัวก่อน

นายสมประสงค์ยังกล่าวอีกว่า เนื่องจากไทยคมกำลังดำเนินการเพื่อยิงดาวเทียมดวงใหม่ ไทยคม 6 ซึ่งมีแผนที่จะส่งขึ้นสู่วงโคจรในเดือน มิ.ย. 2556 ไทยคม 6 จึงเป็นเป้าหมายทางธุรกิจอันดับต่อไปของไทยคม การจะดำเนินการกับดาวเทียมที่จะถูกลากไปรักษาวงโคจรของประเทศจึงต้องหารือกันภายใต้เงื่อนไขทางธุรกิจที่รัดกุมและรับได้ด้วยกันทั้ง 2 ฝ่าย คือทั้งไอซีทีและไทยคม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ ครม.ได้มีมติให้บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ไปศึกษาการลากดาวเทียมจากต่างประเทศมาเพื่อรักษาตำแหน่งวงโคจรดังกล่าว แต่เนื่องจากผลการศึกษาออกมาแล้วระบุว่าไม่คุ้มค่าการลงทุนเนื่องจากต้องใช้เงินลงทุนสูงมาก อีกทั้งต้องบริหารจัดการดาวเทียมที่ลากมาไว้ตำแหน่งดังกล่าวให้เกิดประโยชน์และคุ้มค่าการลงทุน ซึ่ง กสท ไม่มีความเชี่ยวชาญ และเห็นว่าตามสัญญาสัมปทานแล้ว ไทยคมจะต้องมีดาวเทียมสำรองอยู่แล้ว จึงเห็นว่าควรให้ไทยคมช่วยรักษาตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมเหมือนในอดีต.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

กสท ทุบดีแทคเหี่ยวสนิท เอไอเอสทุ่มหมื่นล้านเตรียมผุด 3 จีเดือด

Published เมษายน 1, 2011 by SoClaimon

1 เมษายน 2554, 06:15 น.

ผ่านทางกสท ทุบดีแทคเหี่ยวสนิท เอไอเอสทุ่มหมื่นล้านเตรียมผุด 3 จีเดือด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_160410

 

กสท ดับฝันดีแทคให้บริการ 3 จี อ้างไม่ยอมรับเงื่อนไขสละ สิทธิ์เรียกร้องค่าเสียหายลงทุนเอชเอสพีเอ หาก ครม.ล้มสัมปทาน ขณะที่เอไอเอสเตรียมทุ่ม 1 หมื่นล้านบาท ผุดบริการ 3 จี ในโครงข่ายเดิม

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) ว่า ที่ประชุมบอร์ดยังไม่อนุมัติการให้บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค เปิดให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม 850 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ด้วยระบบเอชเอสพีเอแบบเชิงพาณิชย์ เนื่องจากดีแทคยังไม่ยอมรับเงื่อนไขการสละสิทธิ์ โดยจะไม่เรียกร้องความเสียหายจาก กสท หากคณะรัฐ–มนตรี (ครม.) มีมติว่าการแก้ไขสัมปทานโทรศัพท์มือถือที่ผ่านมา ได้ส่งผลเสียหายจริงจนนำไปสู่การยกเลิกหรือเพิกถอนสัมปทาน

ทั้งนี้ กสท ได้ส่งเงื่อนไขดังกล่าวให้ดีแทคตั้งแต่วันที่ 17 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งดีแทคได้ตอบกลับมาในวันที่ 28 มี.ค.ว่ายอมรับในเงื่อนไขบางข้อ ส่วนเงื่อนไขการสละสิทธิ์เรียกร้องความเสียหายยังไม่มีการตอบกลับมาแต่อย่างใด ขณะที่บริษัท ทรูมูฟ จำกัด ยังไม่มีเงื่อนไขดังกล่าว เนื่องจากยังอยู่ในช่วงการทดสอบการให้บริการ 3 จี  บนคลื่นความถี่เดิม และยังไม่ใช่การให้บริการแบบเชิงพาณิชย์

“ต้องรอให้ดีแทคตอบกลับหนังสือมาก่อน ถึงจะเสนอให้บอร์ดพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งบอร์ด กสท และฝ่ายกฎหมาย กสท มีความเห็นว่าควรมีการป้องกันสิทธิ์ เพราะเราเป็นผู้อนุมัติให้ลงทุน ซึ่งดีแทคอาจมาเรียกร้องความเสียหายได้ หาก ครม.มีมติให้เพิกถอนสัมปทาน”

นอกจากนี้ ในส่วนของแผนการลงทุน 3G+ หรือ 3 จีพลัส ยังไม่สามารถเข้าสู่การพิจารณาใน ครั้งนี้ได้ เนื่องจากมีรายละเอียดในการสร้างโครงข่าย การอัพเกรดสถานีฐาน การทำระบบเชื่อมต่อที่กำหนดว่าจะต้องสร้างสถานีฐาน 3,000-5,000 สถานี โดยคาดว่าจะนำเข้าที่ประชุมบอร์ดในคราวหน้า หลังจากนั้นจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสำนัก–งานการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และเสนอที่ประชุม ครม.พิจารณาอนุมัติต่อไป

ด้านนายสมประสงค์ บุญยะชัย รองประธานกรรมการ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส ได้รายงานถึงข้อพิพาทและการดำเนินงานให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทว่า ขณะนี้ทีโอทียังไม่ได้ดำเนินการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากบริษัทแต่อย่างใด แต่หากทีโอทีจะดำเนินการเรียกร้องค่าเสียหายกรณีต่างๆ บริษัทสามารถแย้ง ได้ว่ากรณีของภาษีสรรพสามิต  ระหว่างทีโอทีกับ บริษัทนั้นได้เข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการไปแล้วตั้งแต่ปี 51 ซึ่งอยู่ในระหว่างการทำคำชี้ขาด

ขณะที่นายวิเชียร เมฆตระการ หัวหน้าคณะเจ้าหน้าที่บริหารของเอไอเอส กล่าวว่า บริษัทตั้งงบลงทุนปีนี้ไว้ที่ประมาณ 10,000 ล้านบาท แบ่งเป็นใช้ลงทุนในการขยายโครงข่าย 3 จี ประมาณ 2,500 ล้านบาท และส่วนที่เหลือจะใช้ลงทุนในการขยายโครงข่าย 2 จี เดิม

นายพงษ์อมร นิ่มพูลสวัสดิ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการเงิน เอไอเอส กล่าวว่า ที่ประชุมผู้ถือหุ้นยังได้มีมติอนุมัติในการออกและเสนอขายหุ้นกู้ วงเงินไม่เกิน 20,000 ล้านบาท ซึ่งการออกหุ้นกู้อาจจะออกไม่เต็มวงเงินที่มีการอนุมัติไว้

ส่วนระยะเวลายังไม่สามารถระบุได้ เนื่องจากต้องพิจารณาถึงภาวะของตลาดเงินและความเหมาะสมด้วย สำหรับเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้จะนำไปใช้ เพื่อเป็นเงินทุนหมุนเวียนและลงทุนโครงข่าย รวมทั้งชำระหนี้ที่จะครบกำหนดชำระปีนี้ จำนวน 15,800 ล้านบาท จากสิ้นปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทมีหนี้รวม 56,000 ล้านบาท.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 1 เมษายน 2554, 06:15 น.

 

“เอไอเอส”ในวันซีซั่น เชนจ์ ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด “เทมาเสก-สิงเทล”อยู่หรือไป?

Published มกราคม 24, 2011 by SoClaimon

24 มกราคม 2554, 05:01 น.

ผ่านทาง\”เอไอเอส\”ในวันซีซั่น เชนจ์ ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด \”เทมาเสก-สิงเทล\”อยู่หรือไป? – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_143473

 

สิงคโปร์ เทเลคอมมูนิเคชั่น (สิงเทล) ตกเป็นข่าวครึกโครมในประเทศไทยอีกครั้ง เมื่อผู้บริหารของบริษัท เดินสายขอเข้าพบกับ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.กระทรวงการคลัง และนายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

ขณะเดียวกัน ประธานใหญ่เทมาเสกยังมีคิวนัดจะเข้าพบกับ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 1 ก.พ.นี้ด้วย

สิงเทล ซึ่งเป็นบริษัทลูก เทมาเสก โฮลดิ้ง บรรษัทการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลสิงคโปร์ และผู้ถือหุ้นใหญ่ของ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ของ แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่รายใหญ่ที่สุดในประเทศ กำลังตกเป็นเหยื่อของการเมืองที่เปลี่ยนมือมาเป็นกลุ่มใหม่ ซึ่งเป็นกลุ่มตรงกันข้ามกับ อดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่ขายเอไอเอสออกจากมือไปให้แก่ เทมาเสก โฮลดิ้ง เมื่อเกือบ 5 ปีก่อน

หลังจากที่รอดูท่าทีและทัศนคติที่ไม่ค่อยจะเป็นมิตรนักของรัฐบาลชุดนี้ ต่อการดำเนินกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยอย่างสงบมาเป็นระยะเวลาพอสมควร

จนกระทั่ง รมว.ไอซีที มีคำสั่งให้ คณะกรรมการตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน) สรุปผลการชี้ขาดการแก้ไขสัญญาสัมปทานให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระหว่าง บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กับเอไอเอส ภายใต้คำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองว่า ทำให้ ทีโอที เกิดความเสียหายคิดเป็นมูลค่า 75,000 ล้านบาท

คณะกรรมการตามมาตรา 22 ยังชี้ขาดให้สัญญาสัมปทานระหว่างทีโอที กับ เอไอเอส ต้องสิ้นสุดหยุดลง ณ วันที่ 30 ก.ย.2553 ด้วย และหากคู่สัญญาประสงค์จะต่อสัญญาออกไปให้เท่ากับที่ขอแก้ไขสัญญาเพื่อยืดอายุสัมปทานออกไปอีก 5 ปี หรือจนกว่าจะสิ้นสุดสัญญาในปี 2558 เอไอเอสจะต้องจ่ายส่วนแบ่งรายได้ให้กับทีโอที เพิ่มขึ้นจาก 25-30% เป็น 35% แทนที่จะจ่ายเพียง 20% ตามที่ได้มีการแก้ไขสัญญาไป

กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่จากสิงคโปร์ จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวอย่างที่เห็น!

แม้คีย์แมนในรัฐบาลไทยจะออกมายืนยันว่า การพบปะกันดังกล่าว เป็นเพียงการเข้าพบปกติ และเป็นไปเพื่อกล่าวคำ “สวัสดีปีใหม่” ต่อกันเท่านั้น แต่เมื่อเหตุแห่งการเข้าพบถูกผนวกเข้ากับเงื่อนเวลาที่ รมว.ไอซีที กำลังจะนำผลสรุปแนวทางการแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ว่า เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อให้ ครม.ตัดสินชี้ขาดว่า จะดำเนินการอย่างไรกับเอไอเอส

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ย่อมจะถูกมองว่าเป็นเรื่อง “ไม่ปกติ” ไปในทันที

ในสายตาของสื่อมวลชน เราย่อมจะมองว่า สิงเทล ต้องลุกขึ้นต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของเอไอเอสแน่นอน โดยเฉพาะเมื่อ เอไอเอส ดำเนินกิจการโทรคมนาคมในประเทศไทยมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่เดือน มี.ค.ปี 2533 ก่อนจะมี พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 เกิดขึ้นเสียอีก นอกจากนี้แล้ว ยังให้บริการแก่ลูกค้าคนไทยในเครือข่ายกว่า 30 ล้านเลขหมายด้วย

แนวคิด หรือความพยายามจะฝังเอไอเอส ให้จมดินด้วยข้อพิจารณาข้างต้น จึงไม่ง่ายอย่างที่มีคนบางกลุ่มในรัฐบาลคิด หรือพยายามจะทำ โดยเฉพาะเมื่อ เอไอเอส เป็นบริษัทเอกชนในตลาด หลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่กลายเป็นส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ และหนึ่งใน 3 ค่ายหลักของการลงทุนโครงสร้างในพื้นฐานทางด้านกิจการโทรคมนาคมของประเทศ

นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธาน บมจ.ชิน คอร์ป ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของสื่อมวลชนที่ติดตามข่าวความเคลื่อนไหวของเอไอเอส บริษัทในเครือชิน คอร์ป และการดำเนินนโยบายภายใต้การกำกับดูแลของ รมว.ไอซีที มาตลอด ปฏิเสธที่จะตอบคำถามใดๆเกี่ยวกับคำสั่งของ รมว.
ไอซีที และผลสรุปของคณะกรรมการตามมาตรา 22

เขายังไม่ให้ความเห็นใดๆกับ ทีมเศรษฐกิจ เกี่ยวกับการที่ผู้ถือหุ้นใหญ่ ของชิน คอร์ป เดินสายเข้าพบนายกรัฐมนตรี และคีย์แมนในรัฐบาลชุดนี้ นอกจากที่บอกกับเราแต่เพียงว่า ทุกวันนี้ การดำเนินธุรกิจของเอไอเอส และบริษัทในเครือ ยังคงเป็นไปตามปกติ และยึดหลักการตามเอกสารที่ทำขึ้นระหว่างราชการกับกิจการในเครือ

“โดยปราศจากความชอบ หรือไม่ชอบ ผมในฐานะผู้บริหาร ต้องพิจารณาทุกสิ่งที่สมควรจะกระทำ และหากตรวจสอบว่า ได้ทำทุกสิ่งครบถ้วนแล้ว อะไรจะเกิด ก็คงต้องปล่อยให้เกิด”

ซีอีโอใหญ่ ชิน คอร์ป ยังกล่าวด้วยว่า พนักงาน และผู้บริหารของบริษัทไม่มีเจตนาใดๆจะทำสิ่งที่ผิดกฏหมาย ทั้งไม่เคยมีความประสงค์ที่จะมีเรื่องมีราวกับรัฐ จริงๆแล้ว เราพร้อมให้ความร่วมมือกับรัฐในทุกๆด้าน และทุกๆเรื่อง เพื่อทำเรื่องที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ส่วนรวม ยกระดับการใช้ และการลงทุนในกิจการโทรคมนาคมของประเทศขึ้นเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจประเทศไปด้วยในตัว

“อย่างที่บอก ปัจจุบันเรายึดถือการดำเนินงานตามเอกสารทางราชการ และดูแลให้มีการปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆอย่างครบถ้วน ส่วนการดำเนินธุรกิจในอนาคต ก็คงเดินหน้าต่อไปตามกฎกติกา ที่ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งกำลังมีการสรรหา และแต่งตั้งคณะกรรมการกันภายในปีนี้”

เราถามเขาว่า การที่มีต่างชาติถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมของประเทศ ทำให้หลายฝ่ายกังขาว่าคลื่นความถี่จะตกเป็นของต่างชาติไปด้วย เขามีความเห็นอย่างไร

นายสมประสงค์ ตอบว่า คลื่นความถี่เป็นทรัพย์สินของคนไทย และควรเป็นของคนไทย เอไอเอส ก็เป็นบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ของไทย อยู่ภายใต้กฎหมายไทย และดำเนินการตามสิ่งที่ได้รับอนุญาต

“เราไม่สามารถดำเนินการใดๆตามอำเภอใจได้ เมื่อสัญญาสัมปทานสิ้นสุด หรือระยะเวลาการได้รับใบอนุญาตสิ้นสุด คลื่นความถี่ที่มีอยู่ ก็ต้องคืนรัฐ  เพื่อให้รัฐสามารถนำคลื่นนั้นไปจัดสรรใหม่ได้  เพราะคลื่นไม่ได้ใช้แล้ว จะหมดไป หรือสูญหายไปไหน คลื่นยังคงมีอยู่อย่างเดิม ไม่เหมือนผืนป่า หรือต้นไม้ ที่เมื่อถูกตัดไปแล้ว ก็หมดไป”

เขายังคงมีความเชื่อด้วยว่า สังคมไทยในยุคปัจจุบัน มีการพัฒนาไปมากแล้ว และมีความเข้าใจกับเรื่องเช่นนี้เป็นอย่างดี จริงๆแล้ว ความรักในชาติ เป็นพฤติกรรมที่สามารถจะตอบสนองได้ในทุกทาง ตามหน้าที่ของความเป็นพลเมืองที่ดีของประเทศ ตั้งแต่ทำตามกฎหมายครบถ้วน เสียภาษี และตอบแทนสังคม และ เอไอเอส ก็มีโครงการที่ตอบแทนสังคมหลากหลายรูปแบบซึ่งก็ทำอย่างจริงจังมาโดยตลอด

นายสมประสงค์ กล่าวด้วยว่า ผู้บริหารหลายคนของ เอไอเอส ก็เป็นคนไทย แม้จะมีต่างชาติปะปนอยู่บ้าง แต่ก็อยากให้มองในแง่บวกว่า การที่มีต่างชาติเป็นผู้บริหาร หรือพนักงานร่วมทำงานด้วย น่าจะช่วยถ่ายทอดความรู้ และประสบการณ์ต่างๆ  รวมถึงวิธีคิดให้คนไทยได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้น ในขณะที่โลกในยุคปัจจุบัน และอนาคตนั้น ไร้ซึ่งพรมแดน

“ที่ผ่านมา จะเห็นว่า เอไอเอส ก็ไม่มีนโยบายฟ้องร้องทีโอที แต่เน้นการเจรจาเป็นหลัก เพราะเราต่างคนต่างทำหน้าที่ ก็เป็นคนไทยด้วยกัน และเป็นเจ้าของประเทศร่วมกันนั่นละ”

ปัญหาที่ทำให้กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ใน ชิน คอร์ป และ เอไอเอส ต้องเดินสาย “ปฏิบัติการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด” ในวันที่อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ก็เพราะ คณะกรรมการตามมาตรา 22 ภายใต้ พ.ร.บ.ร่วมทุน ปี 2535 ในชุดที่ตั้งขึ้นตามคำสั่งของ รมว.ไอซีที เพื่อหาข้อสรุปเรื่องการแก้ไขสัญญาสัมปทานระหว่าง ทีโอที กับ เอไอเอส จำนวน 7 สัญญา ได้นำเสนอผลสรุปว่าการแก้ไขสัญญาสัมปทานโดยให้มีการลดส่วนแบ่งรายได้จาก 25-30% ลงเหลือ 20% และขยายอายุสัมปทานออกไปอีก 5 ปี นับจากปีที่สิ้นสุดสัญญาเดิม 30 ก.ย.2553 เป็น 30 ก.ย. 2558 นั้น ทำให้ ทีโอที เสียหายคิดเป็นมูลค่ารวม 75,000 ล้านบาท

คณะกรรมการตามมาตรา 22 ยังเสนอให้ กระทรวงไอซีที มีคำสั่งให้สัญญาสัมปทานที่ได้มี การแก้ไขกันระหว่าง ทีโอที กับ เอไอเอส สิ้นสุดลง ณ วันที่ 30 ก.ย.2553 ด้วย ส่วนการดำเนินการจากนั้นถัดมา ทีโอทีจะต้องไปเจรจากับเอไอเอส ว่า หากต้องการให้บริการในกิจการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ต่อไป เอไอเอสจะต้องดำเนินการดังนี้

1.ทำสัญญาเช่าใช้โครงข่าย และ 2. จ่ายส่วนแบ่งรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 35% เพราะถือเป็นการขยายอายุสัญญาสัมปทาน โดยกำหนดระยะเวลาการให้เช่าโครงข่าย 5 ปีเช่นเดิม และให้สิ้นสุดสัญญา ณ วันที่ 30 ก.ย. 2558

ขณะเดียวกัน ก็ให้ทีโอทีไปเจรจาเรียกเก็บเงินส่วนแบ่งรายได้สำหรับบัตรเติมเงินล่วงหน้า (พรีเพด) ให้เป็นไปตามสัญญาเดิมคือ อัตรา 25-30% ของรายได้ ซึ่งเป็นอัตราก่อนที่จะมีการแก้ไขสัญญาเพื่อปรับลดส่วนแบ่งรายได้สำหรับบัตรเติมเงินให้เหลือ  20%  ตลอดอายุสัญญาสัมปทาน

โดยส่วนแบ่งรายได้สำหรับบริการรายเดือน (โพสต์เพด) ให้ จ่ายในอัตราขั้นบันได คือ ปีที่ 1-5 จ่ายส่วนแบ่งรายได้ 15% ปีที่ 6-10 จ่าย 20% ปีที่ 11-15% จ่าย 25% ปีที่ 16-25% จ่าย 30% โดยให้เป็นไปตามสัญญาหลัก

ทีโอที ยังจะต้องหาข้อสรุปให้ได้ว่า จะฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานทั้ง 7 ครั้งด้วยหรือไม่ เช่น การแก้ไขสัญญาเพื่อให้ เอไอเอสกระจายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ได้ การไม่ให้ ทีโอทีถือหุ้นร่วม จนทำให้เสียโอกาสในการรับเงินปันผล รวมถึงการขอลดส่วนแบ่งรายได้ และยืดอายุสัมปทานออกไป เป็นต้น

พิจารณากันตามท้องเรื่อง และคำสั่งของ รมว.ไอซีทีที่ให้คณะกรรมการตามมาตรา 22 ยึดคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่ออดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2553 เป็นหลักแล้ว

ในฐานะสื่อ เราอดสงสัยไม่ได้ว่า เอไอเอส จำเป็นจะต้องจ่ายค่าเสียหายอื่นใดอีก

จริงๆแล้วคำสั่งศาลที่ให้ ยึดทรัพย์อดีตนายกรัฐมนตรีจำนวน 46,373.68 ล้านบาท พร้อมดอกผล และให้คืนเงิน 30,247 ล้านบาทแก่ทายาทไปนั้น เป็นคำสั่งที่เกิดขึ้นเฉพาะตัวของอดีตนายกฯ ไม่เกี่ยวกับตัวบริษัทไม่ว่าจะเป็น ชิน คอร์ป หรือเอไอเอส เมื่อพิจารณาจากคำสั่งศาลที่ว่า ทรัพย์สินที่เกิดจากการขายหุ้นทั้งมูลค่าหุ้นและเงินปันผลให้แก่เทมาเสกเป็นทรัพย์สินที่ได้มาโดยไม่สมควรในฐานะนายกรัฐมนตรี

คำสั่งยึดทรัพย์สิน จึงเป็นเหตุและผลที่ตอบทุกโจทย์ในตัวเองได้อย่างดีอยู่แล้ว

ส่วนการพิจารณาของคณะกรรมการตามมาตรา 22 ของ พ.ร.บ.ร่วมทุน ปี 2535 นั้น ในข้อเท็จจริงยังปรากฏว่า ทุกบริษัทที่ดำเนินกิจการโทรคมนาคมล้วนแต่ขอแก้ไขสัญญาสัมปทานทั้งกับทีโอที และ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (แคท) ด้วยกันทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสัมปทานโครงข่ายโทรศัพท์พื้นฐานในเขต กทม. และต่างจังหวัดทั่วประเทศ อย่าง บริษัท เทเลคอมเอเชีย ที่กลายมาเป็น ทรู คอร์ปอเรชั่น, ทีทีแอนด์ที หรือผู้วางระบบโครงข่ายเคเบิ้ลใยแก้ว อย่าง บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล และ คอมลิงค์ จนถึงค่าย เอไอเอส, ดีแทค ของ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด

แต่ละค่ายล้วนขอแก้ไขสัญญาสัมปทานรายละไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งทั้งในสาระสำคัญของการขอลดส่วนแบ่งรายได้ลง หรือการขอขยายอายุสัมปทานออกไป

ถ้าถามว่า การแก้ไขสัญญาสัมปทานที่ทำขึ้นภายใต้เงื่อนไข และข้อปฏิบัติที่ต่างเป็นที่ยอมรับของทั้งสองฝ่ายตลอดช่วงระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ทำให้ ทีโอที และ แคท เสียหายหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด คำตอบหาได้ไม่ยาก  เพราะมีหลักฐานเป็นเอกสารบ่งชี้ไว้ชัดเจนในทุกขั้นตอนของการแก้ไขสัญญา

ที่สำคัญ คณะกรรมการกฤษฎีกาชี้ไว้เป็นบรรทัดฐานแก่รัฐบาลชัดเจนว่า แม้การแก้ไขสัญญาที่เกิดขึ้นจะไม่ได้นำเสนอให้คณะกรรมการตามมาตรา 22 พิจารณา หรือเสนอให้ ครม.เห็นชอบ หรือมีผลทำให้การแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาโดย ทีโอที หรือ แคท กระทำไปโดยไม่มีอำนาจก็ตาม

แต่กระบวนการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญาอันเป็นนิติกรรมทางปกครอง สามารถแยกออกจากข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตที่ทำขึ้นได้ และข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตที่ทำขึ้นนั้น ยังคงมีผลอยู่ตราบเท่าที่ไม่มีการเพิกถอน หรือสิ้นผลโดยเงื่อนเวลา หรือเหตุอื่น

หาก  ครม.ซึ่งมีอำนาจตามกฎหมายพิจารณาถึงเหตุแห่งการเพิกถอน ผลกระทบ และความเหมาะสม โดยคำนึงถึงประโยชน์ของรัฐ และประโยชน์ของสาธารณะแล้วว่า การดำเนินการที่ไม่ถูกต้องนั้น มีความเสียหายอันสมควรต้องเพิกถอนข้อตกลงต่อท้ายสัญญาอนุญาตที่ทำขึ้น ก็ชอบที่จะเพิกถอนข้อตกลงนั้นได้ แต่หากพิจารณาว่ามีเหตุผลความจำเป็นเพื่อประโยชน์ของรัฐ หรือประโยชน์สาธารณะ และเพื่อความต่อเนื่องของการให้บริการสาธารณะ

ครม.ก็อาจใช้ดุลพินิจพิจารณาให้ความเห็นชอบให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญานั้นๆได้ตามความเหมาะสม

ข้อความทั้งหมดนี้ชัดเจน ถ้ารัฐบาลจะพิจารณาเรื่องนี้อย่างโปร่งใส และเป็นธรรม ทั้งแก่เอกชนผู้ให้บริการ และสาธารณชนผู้รับบริการ.
ทีมเศรษฐกิจ

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มกราคม 2554, 05:01 น.

 

‘อภิสิทธิ์’ เคลียร์สัญญามือถือ สั่ง ‘จุติ’ หอบทุกสัมปทานเข้าครม.แก้ครหาเลือกปฏิบัติ

Published มกราคม 21, 2011 by SoClaimon

21 มกราคม 2554, 06:30 น.

ผ่านทาง\’อภิสิทธิ์\’ เคลียร์สัญญามือถือ สั่ง \’จุติ\’ หอบทุกสัมปทานเข้าครม.แก้ครหาเลือกปฏิบัติ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_142949

 

 

“อภิสิทธิ์” สั่ง “จุติ” เสนอแนวทางแก้ไขสัญญาสัมปทานให้ ครม.พิจารณาพร้อมกันทุกสัญญามือถือ ป้องกันคำครหาเลือกปฏิบัติ “สิงเทล” เครือเทมาเสก รอเวลาพบนายกฯ หวังเคลียร์ปมสัญญาสัมปทานเอไอเอส บอร์ดทีโอทีสั่งตรวจสอบและเตรียมข้อมูล พร้อมสะสางเอกชนค้างจ่ายค่าเอซี 50,000 ล้านบาท…

 

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้รับแจ้งถึงการขอเข้าพบของผู้บริหารระดับสูงของกลุ่มบริษัท   สิงคโปร์   เทเลคอมมิวนิเคชั่น   หรือสิงเทล บริษัทในเครือกลุ่มเทมาเสก โฮลดิ้ง ซึ่งถือหุ้นในกลุ่มบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอสแล้ว แต่ยังไม่เห็นรายละเอียดว่ามีประเด็นอะไรบ้าง ทั้งนี้ ได้สั่งการให้นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ไปรวบรวมแนวทางแก้ไขสัญญาสัมปทานโทรศัพท์มือถือทุกสัญญาเข้าสู่ที่ประชุม ครม.พร้อมกันทุกราย เพื่อป้องกันปัญหาการเลือกปฏิบัติ จะได้ไม่มีข้อครหา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ในข้อกังวลว่ากลุ่มสิงเทล ซึ่งเป็นเครือข่ายเดียวกันกับเทมาเสก โฮลดิ้ง ที่เป็นบริษัทของรัฐบาลสิงคโปร์นั้น จะเกิดปัญหาความสัมพันธ์ หากมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการแก้ไขสัญญาสัมปทานนั้น   นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ไม่มีปัญหา เนื่องจากเป็นการปฏิบัติตามข้อกฎหมาย ซึ่งผู้เข้ามาลงทุนในประเทศไทยต้องให้ความเคารพกฎหมายของไทย

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวยืนยันว่า การเข้าพบของกลุ่มสิงเทลนั้น ไม่มีการล็อบบี้เรื่องของสัญญาสัมปทานเอไอเอสแต่อย่างใด หากเป็นการสอบถามข้อมูลและหารือกันตามปกติเท่านั้น และยืนยันว่าการจะพิจารณาเกี่ยวกับการแก้ไขสัญญาสัมปทานอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย โดยจะให้ความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย และจะไม่เลือกปฏิบัติฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และการพัฒนาอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในประเทศ

“คู่สัญญาเดิมคือเอไอเอส และทีโอที แต่ตัวโครงสร้างผู้ถือหุ้นนั้นมีการเปลี่ยนแปลงไป โดยเป็น กลุ่มของเทมาเสกที่เข้ามาถือหุ้น ขณะที่กลุ่มผู้ถือหุ้นรายย่อยก็มีการเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน ซึ่งการพิจารณาในส่วนของโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่เปลี่ยนแปลงไปนั้น ก็ต้องหารือกับผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายว่าจะมีผลอย่างไรหรือไม่ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลจะปฏิบัติตามกฎหมาย ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย และจะไม่เลือกปฏิบัติ”

ด้านนายสมประสงค์ บุญยะชัย รองประธานกรรมการเอไอเอส กล่าวถึงกรณีสิงเทล ผู้ถือหุ้นเอไอเอส เดินสายเข้าพบรัฐบาลว่า ไม่มีความเห็นในเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นเรื่องของผู้ถือหุ้น ส่วนกรณีการนำผลการพิจารณาของคณะกรรมการมาตรา 22 เข้าสู่ ครม.นั้น ในฐานะบริษัทก็จะดำเนินตามขั้นตอนที่ควรจะเป็น ภายใต้การตัดสินใจของคณะกรรมการบริษัท

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานบอร์ดทีโอที กล่าวว่า ได้มอบหมายให้ฝ่ายบริหารไปรวบรวมความเสียหาย ที่เป็นผลสืบเนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเกี่ยวข้องกับสัญญาสัมปทานมือถือเอไอเอส เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม และจะสามารถเดินหน้าได้ทันที เมื่อ ครม.มีมติออกมา นอกจากนี้ยังให้ไปรวบรวมคดีข้อพิพาทต่างๆ โดยเฉพาะคดีที่ใกล้หมดอายุความ เพราะเกรงว่าจะกระทบต่อรายได้ของทีโอที

นอกจากนี้   ที่ประชุมยังได้หารือถึงการหยุดจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่ายแบบแอ็คเซ็สชาร์จ (เอซี) เลขหมายละ 200 บาทต่อเดือน ของบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และบริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด หรือดีพีซี ที่ได้หยุดจ่ายค่าเอซี ตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.2549 จนถึงปัจจุบัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 50,000 ล้านบาท ซึ่งการหยุดจ่ายดังกล่าวกระทบต่อฐานะการเงินของทีโอที จากเดิมมีรายได้ค่าเอซีปีละ 14,600 ล้านบาท จึงให้ฝ่ายบริหารไปเร่งเจรจากับกสท ในฐานะเจ้าของสัมปทานมือถือดีแทค ทรูมูฟ เพื่อให้จ่ายค่าเอซีที่คั่งค้าง หากตกลงกันไม่ได้ ก็ต้องเข้าสู่กระบวนการฟ้องร้องอนุญาโตตุลาการต่อไป รวมถึงตรวจสอบความเสียหายกรณีการหักรายได้จากส่วนแบ่งรายได้ไปจ่ายภาษีสรรพสามิตในช่วงที่ผ่านมา

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การหยุดจ่ายค่าเอซีนั้น เนื่องจากค่ายมือถือต้องการเปลี่ยนการจ่ายจากค่าเอซีเดือนละ 200 บาทต่อเลขหมาย เป็นการจ่ายค่าเชื่อมโยงโครงข่ายแบบอินเตอร์คอนเนคชั่นชาร์จ (ค่าไอซี) ที่คิดราคาตามอัตราการโทร.เข้า-ออกนาทีละ 1.07 บาท โดยทีโอที ก็ต้องจ่ายค่าไอซีให้ค่ายมือถือด้วยเช่นกัน   ซึ่งเป็นการดำเนินการตามประกาศว่าด้วยการใช้และเชื่อมโยงโครงข่ายโทรคมนาคม ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) แต่ทีโอทีได้ยื่นฟ้องร้อง กทช.ต่อศาลปกครองว่าการออกประกาศดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งทีโอทีไม่ตกลงที่จะทำสัญญาไอซีกับค่ายมือถือทุกราย เนื่องจากรอความชัดเจนและการตัดสินของศาลก่อน.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 มกราคม 2554, 06:30 น.

 

เอกชนยังไม่สิ้นหวังประมูล 3 จี ยันทุกฝ่ายวิน-วินขืนช้าไทยยิ่งเสียโอกาส

Published กันยายน 21, 2010 by SoClaimon

21 กันยายน 2553, 06:00 น.

ผ่านทางเอกชนยังไม่สิ้นหวังประมูล 3 จี ยันทุกฝ่ายวิน-วินขืนช้าไทยยิ่งเสียโอกาส – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_112730

สมประสงค์-ทอเร่-ศุภชัย

สมประสงค์-ทอเร่-ศุภ ชัย บอสใหญ่เอไอเอส-ดีแทค-ทรู ประสานเสียงดันประมูล 3 จี เชื่อมั่นประเทศไทยไม่สามารถรอได้อีกต่อไป เผยนอกจากลาว-เขมรจะนำหน้าไปก่อนแล้ว ขณะนี้เวียดนามยังทิ้งห่างไปอีกช่วงตัว เพราะเปิดทดลองบริการ 4 จีแล้ว…

จาก กรณีที่ศาลปกครองสูงสุด เมื่อวันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมา มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) เพื่อขอทุเลาการบังคับตามคำสั่งศาลปกครองกลางที่สั่งคุ้มครองชั่วคราวให้ ยุติการเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จีของ กทช.ที่จะมีขึ้นวันที่ 20 ก.ย. ตามที่บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ กสท ได้ยื่นฟ้อง กทช. ว่าไม่มีอำนาจนำคลื่นความถี่มาเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี และศาลปกครองสูงสุดนัดคู่กรณี ทั้ง กทช. และ กสท มารับฟังคำวินิจฉัยวันที่ 23 ก.ย.นี้นั้น

นายสมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส เปิดเผยว่า การเร่งรัดให้เกิดการประมูลใบอนุญาต 3 จีเป็นสิ่งที่จำเป็น ประเทศไม่สามารถรอคอยได้อีกต่อไป เพราะจะสูญเสียโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ ที่สำคัญคนไทยรอคอยมานานมากแล้ว “อยากให้มองว่า หากการประมูล 3 จีล่าช้าออกไป ทั้งชาวไทย และประเทศจะเสียโอกาส ซึ่งพวกเราเสียโอกาสมามากแล้ว ตรงนี้สำคัญที่สุด”

3 จีเกิดช้าไทยยิ่งเสียโอกาส

ทั้ง นี้ การเปิดประมูล 3 จี ซึ่งเป็นการออกใบอนุญาตมูลค่าเริ่มต้น 12,800 ล้านบาท และคาดว่าราคาจะขยับสูงขึ้นไปอีก จากการแข่งขันกันระหว่างผู้เข้าร่วมประมูล 3 ราย แย่งกันประมูลใบอนุญาต 2 ใบนั้น จะนำเม็ดเงินมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทเข้ารัฐ ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประเทศโดยตรง ไม่ต่างกับการนำส่งเม็ดเงินในรูปของส่วนแบ่งรายได้ภายใต้สัมปทาน ซึ่งแต่เดิมส่งมอบให้บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) และ กสท

“ผมไม่ อยากให้มองปัญหานี้เป็นเรื่องของความขัดแย้งของหน่วยงาน อยากวิงวอนให้หันหน้าเข้าหากัน ร่วมกันหาทางออก ทีโอที และ กสท ยังมีทางออก ผมเชื่อเช่นนั้น”

นอกจากเงินจากการประมูลที่จะทำรายได้ให้รัฐแล้ว นายสมประสงค์ กล่าวว่า การสร้างและลงทุนโครงข่าย 3 จียังจะช่วยยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจในประเทศโดยรวม จึงไม่น่าต้องรอคอยอีกต่อไป “การสร้างโครงข่ายต้องใช้เวลา ยิ่งล่าช้ายิ่งเสียโอกาส ประสิทธิภาพของโครงข่าย 3 จี เป็นสิ่งที่ประเทศทั่วโลกพิสูจน์แล้วว่าเป็นอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง ที่ทรงประสิทธิภาพ ช่วยสนับสนุนยกระดับการศึกษา สุขอนามัย ถือเป็นการเปลี่ยนบริบทใหม่ของการสื่อสาร หากเกิดขึ้นได้”

อย่างไร ก็ตาม ไม่เชื่อว่าการเร่งออก พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ และกำกับการประกอบกิจกรรมวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (พ.ร.บ.กสทช.) จะทำได้ในเวลาอันใกล้ กว่ารัฐบาลจะคลอด กฎหมายได้อย่างเร็วที่สุดน่าจะใช้เวลา 3 เดือน ผ่านกระบวนการคัดสรรกรรมการอีกไม่ต่ำกว่า 6 เดือน จากนั้นเป็นขั้นตอนของการออกกฎระเบียบ เงื่อนไข ซึ่งน่าจะมีการรื้อทำใหม่ รวมแล้วน่าจะไม่ต่ำกว่า 1 ปี ขณะที่ กทช. ชุดปัจจุบันได้ดำเนินขั้นตอนทุกอย่างเสร็จสิ้นหมดแล้ว และเปิดเผยต่อสาธารณชนทุกขั้นตอน

ดีแทคไม่หมดหวังร่วมประมูล

ด้าน นายทอเร่ จอห์นเซ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวว่า ยังคงรอคอยวันที่ 23 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นวันที่ศาลปกครองสูงสุดนัดตัดสินกรณี กทช.อุทธรณ์ ขอเดินหน้าการประมูลต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ และยังคงเชื่อว่าการประมูลจะเดินหน้าต่อไปได้ “ผมมองตามหลักเหตุผล จึงทำให้เชื่อว่าการประมูล 3 จีจะเกิดขึ้นได้ ไม่อยากหมดหวัง เพราะประเมินจากหลายปัจจัยแล้ว เชื่อว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งแก่ประเทศไทย และคนไทย จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะ 3 จีจะช่วยสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ หากการประมูลล่าช้าออกไปประเทศไทยจะล้าหลัง” ส่วนการรอคอยการจัดตั้งคณะกรรมการ กสทช.ภายใต้กฎหมายใหม่นั้น ถือเป็นขั้นตอนต่อไป อย่างไรก็ตาม สำหรับดีแทคแล้วยังคงรอคอยวันที่ 23 ก.ย. และยังคงมองในแง่บวกอยู่

แนะทีโอที-กสท ปรับทัพรับ 3 จี

ขณะ ที่นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า นอกจากลาวและกัมพูชาจะให้บริการ 3 จีนำหน้าไทยไปกว่า 2 ปีแล้ว ขณะนี้ เวียดนามกำลังทดลองให้บริการเทคโนโลยี 4 จีอยู่ ทำให้ประเทศเหล่านี้ก้าวล้ำไทยไปหลายขั้น ทั้งที่ 3 จีจะช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของคนในพื้นที่ห่างไกล ตอนนี้อินเตอร์เน็ตคุณภาพดีมีให้บริการเฉพาะคนเมือง และหัวเมืองใหญ่ประมาณ 2 ล้านครัวเรือน จาก 20 ล้านครัวเรือนทั่วประเทศ การเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงจึงจะทำให้ไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด พัฒนาทันต่างประเทศ ดังนั้น ความล่าช้าที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งหมด “ผมคิดว่าเราไม่ควรรออีกต่อไป กทช.ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อกำกับ ดูแล ออกใบอนุญาต สร้างกลไกการแข่งขันเสรี เปลี่ยนอำนาจการผูกขาดจากรัฐบาล ซึ่งผลประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชน และขณะนี้ กทช.กำลังทำหน้าที่ของเขาอยู่ ส่วน กสทช.เชื่อว่าจะใช้เวลาอีก 2-3 ปีกว่าจะเกิดมีขึ้นและทำงานได้”

ส่วน กรณีของทีโอที และ กสท นั้น นายศุภชัยกล่าวว่า ไม่อยากให้มองว่าเมื่อเกิด 3 จีแล้วทีโอที และ กสท จะไปไม่รอด เพราะเครือข่ายไฟเบอร์ออพติกที่ 2 หน่วยงานมีอยู่ จะสร้างมูลค่าได้มหาศาลบน 3 จี หากวางกลยุทธ์ธุรกิจให้ถูกต้อง “ไม่อยากให้มองว่ามีใครได้ใครเสีย (win-loose) อยากให้มองว่า 3 จีทำให้ทุกคนได้หมด (win-win) ที่สำคัญคือ ประเทศชาติ และประชาชน แต่หาก 3 จีไม่เกิด จะมีคนเพียงไม่กี่คนที่ได้ ประโยชน์”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 กันยายน 2553, 06:00 น.

tags:
กทช. 3จี ศุภชัย เจียรวนนท์ ทอเร่ จอห์นเซ่น สมประสงค์ บุญยะชัย

%d bloggers like this: