สปสช.

All posts tagged สปสช.

“หมอเสริฐ”เปิดเกมรุกใหม่ เสนอรัฐบาลควบรวมกิจการ สปส.กับ สปสช.

Published กรกฎาคม 31, 2011 by SoClaimon

31 กรกฎาคม 2554, 11:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190454.

Pic_190454

หลังเปิดเกมรุกในธุรกิจโรงพยาบาลด้วยการเข้าซื้อ และควบรวมกิจการโรงพยาบาลต่างๆของประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ใน ที่สุด นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร และกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ จำกัด (มหาชน) หรือ BGH ก็ทำให้ผู้ถือหุ้นของกรุงเทพดุสิตเวชการ ซึ่งเป็นเจ้าของกิจการโรงพยาบาลกรุงเทพเดิม ได้รับมูลค่าตลาดรวมในธุรกิจนี้เพิ่มขึ้นถึง 1,900 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 57,000 ล้านบาท (30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

ขณะเดียวกันยัง สามารถรวบรวมโรงพยาบาลทั้งขนาดใหญ่และกลางที่มีชื่อเสียง อาทิ โรงพยาบาลสมิติเวช บีเอ็นเอช กรุงธน นนทเวช กระทั่งถึงโรงพยาบาลพญาไท เปาโล เมโมเรียล และอื่นๆไว้ในมือได้กว่า 30 แห่ง ในจำนวนโรงพยาบาลเหล่านี้ ยังมีเตียงอีกกว่า 4,600 เตียงที่พร้อมจะรองรับผู้ป่วยได้ตลอด 24 ชั่วโมงด้วย

ด้วยศักยภาพที่มากมายของโรงพยาบาลในมือ ทำให้กรุงเทพดุสิตเวชการผงาดขึ้นเป็นกลุ่มโรงพยาบาลที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย และใหญ่พอที่จะรองรับการเป็นศูนย์กลางของธุรกิจการแพทย์ (MIDICAL HUB) ที่ประมาณว่า อาจสร้างรายได้เข้าประเทศได้สูงถึง 450,000 ล้านบาทต่อปี

หาก รัฐบาลจะหันมาให้การสนับสนุนธุรกิจของโรงพยาบาลไทยอย่างจริงจัง และใช้ศักยภาพที่มีอยู่อย่างเต็มที่ ภายใต้การปฏิรูปโครงสร้างระบบการแพทย์ การรักษาพยาบาล และการสาธารณสุขของประเทศไทยใหม่

และในโอกาสที่ ประเทศไทย กำลังจะมีรัฐบาลใหม่ นพ.ปราเสริฐ ให้สัมภาษณ์กับ ทีมเศรษฐกิจ ว่า เขาหวังจะได้เห็นรัฐบาลใหม่เข้ามาสะสางปัญหา และบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพ ตลอดจนถึงการรักษาพยาบาลในหมู่คนไทยใหม่ “ผมอยากเห็นคนไทยมีสุขภาพที่ดี และได้รับการดูแลรักษาอย่างดี”

เพราะ ระบบการประกันสุขภาพ หรือการรักษาพยาบาลที่มีอยู่ในปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิประโยชน์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง) หรือระบบการรักษาพยาบาลภายใต้สิทธิการประกันตนกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) นั้น มีข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันอยู่มากจากนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมา

ทำให้ มีความจำเป็นจะต้องปฏิรูประบบการบริหารจัดการกันใหม่ และผู้ที่มีอำนาจจะรับเป็นเจ้าภาพเพื่อจัดการกับปัญหาความเหลื่อมล้ำที่มี อยู่ได้ ก็เห็นจะมีแต่รัฐบาล เท่านั้น

ประชาชนถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มหนึ่งซึ่งมีประมาณ 9-10 ล้านคน มีสำนักงานประกันสังคม ของ กระทรวงแรงงาน และสวัสดิการ ดูแลอยู่ ส่วนอีกกลุ่มซึ่งมีประชาชนอยู่ประมาณ 48 ล้านคน มีสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งกำกับดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุข เป็นผู้ดูแล

“คน 2 กลุ่มมีข้อได้เปรียบเสียเปรียบกันก็ตรงที่มนุษย์เงินเดือนซึ่งได้จ่ายเงิน สมทบเข้ากองทุนประกันสังคมเพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลตน โดยรัฐบาล และนายจ้างจ่ายสมทบให้อีกส่วนหนึ่งนั้น แทบจะไม่ได้ไปใช้สิทธิ์เพราะไม่ค่อยได้เจ็บป่วย แต่ถึงเวลาเจ็บป่วย ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล พวกเขากลับไม่ได้รับการดูแลรักษาด้วยบริการที่มีคุณภาพ เฉกเช่นเดียวกับผู้ใช้บริการบัตรทองของ สปสช.ซึ่งไม่ต้องจ่ายสักบาท”

นพ.ปราเสริฐ กล่าวว่า ถ้ายังปล่อยให้ 2 หน่วยงานต่างคนต่างทำงานกันเช่นนี้ ขณะที่การรักษาพยาบาล หรือการดูแลสุขภาพของคนไทยทุกหมู่เหล่า และทุกอาชีพ ยังไม่รวมศูนย์อยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงสาธารณสุข ปัญหาจะสั่งสมกลายเป็นดินพอกหางหมูไปเรื่อยๆ กลายเป็นปัญหาใหญ่ตามมาในอนาคต โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยต้องเข้าสู่การเป็นประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC : Asean Economic Community) ซึ่งต้องเปิดเสรีการค้า การลงทุน ตลอดจนถึงการบริการ และแรงงานในหมู่อาเซียน 10 ชาติด้วย

“ถึงเวลา นั้น ถ้ารัฐบาลไม่วางแผนอนาคตของการแพทย์ การสาธารณสุข และการดูแลสุขภาพของคนไทยทั้ง 64 ล้านคนอย่างรอบคอบ และรัดกุม ประเทศ และคนไทยก็อาจจะต้องใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เมื่อมีคนต่างด้าวที่ไม่ใช่คนไทยมาขอใช้สิทธิประโยชน์จากการรักษาพยาบาล หรือรักษาสุขภาพถ้วนหน้าด้วย”

กรรมการผู้อำนวยการกรุงเทพดุสิตเวชการ ยังให้ความเห็นต่อไปว่า รัฐบาลควรรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดให้ 2 หน่วยงานมาคุยกันเพื่อปรับปรุงระบบการรักษาพยาบาลของแต่ละฝ่ายใหม่ ภายใต้หลักการที่ว่า รัฐจะดูแลสุขภาพของคนไทยทุกคนอย่างมีคุณภาพ

ในความเห็นของ นพ.ปราเสริฐนั้น โรงพยาบาลเอกชนขนาดกลาง สามารถจะเข้ามามีส่วนร่วมในการเปิดให้ผู้ประกันตนไปใช้สิทธิประโยชน์จากการ รักษาพยาบาลได้มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าเพียงแต่ สปส. จะเอาเงินก้อนใหญ่กว่า 800,000 ล้านบาทออกมาใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยการเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลต่อหัวของผู้ ประกันตนขึ้นอีก เช่น จากที่เคยจ่ายอยู่เพียงหัวละ 2,000 กว่าบาท ก็ควรจะเพิ่มเป็นหัวละ 3,000 กว่าบาท

“นอกจากผู้ประกันตนจะได้รับ บริการการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพมากขึ้นแล้ว ยังจะมีโรงพยาบาลเอกชนเข้าร่วมในการรับรักษาพยาบาลผู้ประกันตนเพิ่มขึ้นด้วย แทนที่จะมีแต่โรงพยาบาลเอกชนขอออกจากระบบไป และละทิ้งมนุษย์เงินเดือนที่จ่ายค่าประกันตนเพื่อการรักษาพยาบาลปีละหลายบาท ไป…

ด้วยเหตุผลนี้ ยังจะทำให้มีโรงพยาบาลเอกชนเกิดขึ้นอีกมากมายทั้งในเมือง และในต่างจังหวัดด้วย และเมื่อมีโรงพยาบาลเอกชนที่มีคุณภาพสูงๆเข้ามาร่วมโครงการมากขึ้น ก็จะทำให้ประชาชนที่ใช้สิทธิ์ประกันสังคมได้มีโอกาสเลือกที่จะเข้ารับบริการ ในโรงพยาบาลเอกชนที่ดีๆ และมีคุณภาพมากขึ้นเช่นกัน”

นพ.ปราเสริฐ ยังให้ข้อคิดต่อว่า การเพิ่มวงเงินค่ารักษาพยาบาลแก่ผู้ประกันตนในวันนี้ ย่อมจะดีกว่าการวาดภาพอนาคตว่า ผู้ประกันตนจะได้รับเงินบำเหน็จบำนาญเท่าไหร่เมื่อเกษียณอายุ หรือเมื่อไม่ได้ทำงาน เพราะการทำเช่นนั้น เท่ากับเก็บเงินก้อนโตที่ได้จากรัฐบาล และผู้ประกันตนในแต่ละปีไปสร้างอำนาจต่อรองให้แก่ตนในการนำเงินก้อนไปลงทุน หรือไปฝากกินดอกเบี้ยกับธนาคาร หรือสถาบันการเงินต่างๆแทนที่จะนำมาใช้ตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง

“ส่วนโรงพยาบาลของรัฐซึ่งมีบุคลากรทางการแพทย์มากกว่า และมีเครื่องไม้เครื่องมือที่สมบูรณ์กว่า น่าจะให้บริการการดูแลสุขภาพ และรักษาพยาบาลแก่ประชาชนในระดับรากหญ้าซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ที่ด้อย โอกาสในการเข้าถึงการรักษาพยาบาลที่ดีไป…

เนื่องจากยังมีคนไทยอีก เป็นจำนวนมากที่ไม่มีความสามารถในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้ ที่สำคัญรัฐบาลควรต้องวางแผนอย่างเร่งด่วนเพื่อดูแลสิทธิการรักษาพยาบาลของ คนไทยให้ดี และไม่ปล่อยให้คนต่างชาติที่เข้าเมืองมาโดยผิดกฎหมายนำสิทธิประโยชน์ และงบประมาณจำนวนมากไปใช้”

การปฏิรูปโครงสร้าง และระบบการดูแลสุขภาพของคนไทยให้ได้รับการรักษาพยาบาลที่ดี ยังเป็นโอกาสที่รัฐบาลจะได้มองเห็นภาพรวมของการจัดสรรงบประมาณ และทำให้การบริหารจัดการบุคลากรทางการแพทย์เป็นไปอย่างสอดคล้องกับสภาพความ เป็นจริง ไม่ใช่แออัดอยู่แต่ เฉพาะในโรงพยาบาลของรัฐ เช่นเดียวกัน ยังสามารถบริหารจัด การกับระบบการจัดหายาคุณภาพเพื่อจ่ายให้แก่ประชาชนด้วย

เมื่อ รัฐจัดการกับโครงสร้างการดูแลสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศได้เป็นอย่างดี กลุ่มโรงพยาบาลเอกชนก็อาจรวมตัวกันเพื่อลดต้นทุนด้านการจัดซื้อเครื่องมือ แพทย์ ตลอดจนถึงบุคลากรทางการแพทย์ที่ขาดแคลนได้ ขณะเดียวกันยังสามารถจะรับการส่งต่อคนไข้หนักๆได้ง่ายขึ้นด้วย

การเต รียมความพร้อมในสิ่งเหล่านี้ จะทำให้ระบบการดูแลสุขภาพ และรักษาพยาบาลของประเทศไทย แข็งแกร่งพอจะเข้าสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีก 4-5 ปีข้างหน้าได้ เพราะจะมีทั้งแพทย์ พยาบาล จากฟิลิปปินส์ กัมพูชา หรือเวียดนาม ฯลฯ เข้ามาตั้งคลินิกรักษาคนไข้ในประเทศไทยได้

และถ้ารัฐบาลส่งเสริมให้ ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาค เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติเข้ามารักษาพยาบาลเพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่เข้ามารักษาในโรงพยาบาลชั้นนำกว่า 1.5 ล้านคนต่อปี เพิ่มเป็นปีละ 4.5 ล้านคน ขณะที่คนไข้แต่ละคนจะมีผู้ติดตามเดินทางมาด้วย 1-2 คนด้วยแล้วล่ะก็ การเป็น Medical Hub ของประเทศไทยในภูมิภาคนี้ ก็ย่อมจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอย่างมาก

“เพราะศักยภาพ การรักษาของโรงพยาบาล และแพทย์ไทยเวลานี้มีสูงมาก โดยเฉพาะที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ซึ่งนอกจากจะมีคนไข้จากยุโรป และอเมริกา เดินทางมาเข้ารับการรักษาเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีคนไข้ในเอเชียด้วยกันนิยมเดินทางมารักษาตัวกันที่ประเทศไทยมากขึ้นด้วย เพราะแพทย์เก่ง และราคาไม่แพงนั่นเอง” นพ.ปราเสริฐ กล่าวในที่สุด.

ทีมเศรษฐกิจ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมเศรษฐกิจ
  • 31 กรกฎาคม 2554, 11:30 น.

สปสช.ของบโครงการหลักประกัน สุขภาพเพิ่มอีก4หมื่นล้านบาท

Published กุมภาพันธ์ 17, 2011 by SoClaimon

16 กุมภาพันธ์ 2554, 20:00 น.

ผ่านทางสปสช.ของบโครงการหลักประกัน สุขภาพเพิ่มอีก4หมื่นล้านบาท – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_149520

 

สปสช.ของบโครงการหลักประกันสุขภาพ ในปีงบ 2555 เพิ่มขึ้นอีก 4 หมื่นล้านบาท เป็น 1.6 แสนล้านบาท เพิ่มค่าเหมาจ่ายให้โรงพยาบาลอีกหัวละ 703 บาท

เมื่อวันที่ 16 ก.พ. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี  เปิดเผยหลังการหารือกับ นายอัมมาร สยามวาลา นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ (ทีดีอาร์ไอ) ในฐานะกรรมการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) พร้อมคณะผู้บริหาร ว่า คณะผู้บริหาร สปสช.ได้มายื่นขอพิจารณาเพิ่มงบประมาณ สำหรับค่ารักษาพยาบาลเหมาจ่ายรายหัวในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สำหรับปีงบประมาณ 2555 อีก 40,000 ล้านบาท หรือเพิ่มเป็น 160,000 ล้านบาท จากปี 2554อยู่ที่ 120,000 ล้านบาท คาดว่า จะสามารถนำเรื่องดังกล่าวเสนอให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ได้ในวันอังคารที่ 22 ก.พ.นี้

“สปสช.ขอเพิ่มงบสำหรับค่ารักษาพยาบาลเหมาจ่ายรายหัวจาก 2,546 บาทต่อรายต่อปีในปีนี้ เป็น 3,249 บาทต่อหัวต่อปี ในปีงบประมาณ 2555 หรือเพิ่มขึ้น 703 บาทต่อหัวต่อปี ซึ่งจะทำให้งบประมาณโครงการนี้เพิ่มขึ้นอีก 40,000 ล้านบาท เพราะประชาชนมีโอกาสเข้าถึงการรักษาพยาบาลมากขึ้น อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ก็เพิ่มเป็น 4 ครั้ง ทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น ผมจะไปหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อพิจารณาว่าจัดสรรงบประมาณให้ได้เท่าไหร่ เพราะงบประมาณปี 2555 มีอยู่จำกัด พร้อมทั้งนำเสนอนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคาดว่าจะสามารถนำเรื่องนี้เสนอครม. พิจารณาได้ในวันอังคารหน้า” นายไตรรงค์ กล่าว

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 กุมภาพันธ์ 2554, 20:00 น.

 

ชำแหละต้นตอโรงพยาบาลเจ๊ง สปสช.ยังไม่พ้นข้อครหา

Published ตุลาคม 12, 2010 by SoClaimon

11 ตุลาคม 2553 เวลา 17:30 น.

ผ่านทางชำแหละต้นตอโรงพยาบาลเจ๊ง สปสช.ยังไม่พ้นข้อครหา.

สปสช. แสดงภาพให้รับรู้โดยทั่วกันว่าสามารถดูแลคนทั้ง 47 ล้านคนได้ด้วยงบประมาณเพียงแสนล้านบาท เกิดเป็นแรงกดดันแก่กองทุนสวัสดิการข้าราชการและกองทุนประกันสังคม….

โดย….ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

สถานการณ์ทางการเงินของโรงพยาบาลสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ไตรมาส 2 ของปี 2553 จากรายงานสถานะการเงินหน่วยบริการชัดเจนว่ากำลังขาดทุนระดับ 3 ใน 4 หรือ 570 แห่ง เฉลี่ยโรงพยาบาลละ 2,273,686.20 บาท

ข้อสังเกตหนึ่งถึงต้นตอของปัญหาคือ กลไกการจัดสรรงบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเป็นปัจจัยหลักให้หน่วยบริการประสบปัญหาทางการเงินอย่างซ้ำซ้อนต่อเนื่อง ตามรายงานวิเคราะห์ว่าสาเหตุหลักของการขาดทุนมีด้วยกัน 5 ข้อ

1.การจัดสรรและการหักเงินเดือนงบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่สอดคล้องกับบริบทที่แท้จริงของ หน่วยบริการ (โรงพยาบาล) เพราะเดิมทีหน่วยบริการต่างๆ ได้รับงบจากกองทุนอื่นๆ (ประกันสังคม สวัสดิการข้าราชการ) จึงทำให้ภาพรวมทางการเงินดำเนินการอยู่ได้ แต่หลังจากมีการประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานของกองทุนหลักประกันสุขภาพว่าใช้งบประมาณคุ้มค่า สามารถควบคุมค่าใช้จ่ายพื้นฐานคือผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยในสำเร็จ

เป็นเหตุให้กองทุนต่างๆ มีการควบคุมรายจ่ายตาม อาทิ สิทธิข้าราชการมีการควบคุมระบบผู้ป่วยในด้วย DRG (กำหนดเพดานจ่าย) และกำลังขยายไปควบคุมระบบผู้ป่วยนอก ส่วนกองทุนประกันสังคมได้จ่ายงบแบบปลายปิด (รายได้ต่อหัว) เช่นเดียวกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

นั่นหมายความว่า สปสช. แสดงภาพให้รับรู้โดยทั่วกันว่า สามารถดูแลคนทั้ง 47 ล้านคนได้ด้วยงบประมาณเพียงแสนล้านบาท เกิดเป็นแรงกดดันแก่กองทุนสวัสดิการข้าราชการและกองทุนประกันสังคม ที่จะต้องปรับลดเพดานค่าเบิกจ่ายตาม

ภาระทั้งหมดนี้จึงตกอยู่กับ “หน่วยบริการ” ที่จะต้องรับแบกไว้เอง เพราะข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือหน่วยบริการสามารถอยู่ได้เพราะใช้วิธี “หมุนงบ” จาก กองทุนอื่นมาช่วยยื้อกองทุนสปสช.ที่ขาดทุน แต่เมื่อกองทุนสวัสดิการข้าราชการและกองทุนประกันสังคมปรับลดเงินสนับสนุนลง เป็นเหตุให้เงินส่วนนี้หายไป โรงพยาบาลขาดทุนในที่สุด

ข้อมูลการวิเคราะห์กำไรและขาดทุนจากราคาทุนของรายได้ค่ารักษาพยาบาลปี 2552 ระบุชัดว่ารายได้ค่ารักษาพยาบาล สปสช.ขาดทุน 13,783.02 ล้านบาท รายได้จากการตามจ่าย สปสช. ขาดทุน 140.22 ล้านบาท ราย ได้สปสช.อื่นๆ กำไร 918.99 ล้านบาท รายได้ค่ารักษาแรงงานต่างด้าวกำไร 125.90 ล้านบาท รายได้ค่ารักษาเบิกคลัง (ผู้ป่วยใน) กำไร 1,009.25 ล้านบาท รายได้ค่ารักษาเบิกคลัง (ผู้ป่วยนอก) กำไร 1,726.67 ล้านบาท รายได้ค่ารักษาเบิกต้นสังกัดกำไร 306.09 ล้านบาท รายได้ค่ารักษาประกันสังคมกำไร 59.79 ล้านบาท รายได้ค่ารักษาพ.ร.บ.บุคคลที่ 3 กำไร 190.70 ล้านบาท รวมแล้วขาดทุน 9,585.85 ล้านบาท

2.ผลสืบเนื่องจากการควบคุมค่าใช้จ่ายทำให้ความสามารถทางการแข่งขันของหน่วยบริการสำกัดสำนักงานปลัดฯ มีน้อย ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ วัสดุเวชภัณฑ์ รวมทั้งไม่ได้รับงบลงทุนใหม่หรือขยายกิจการมานานกว่า 10 ปี ทำให้ผู้ป่วยที่มีกำลังจ่ายย้ายไปรักษาที่หน่วยบริการสังกัดอื่น

3.การได้รับการชดเชยไม่เป็นธรรมจากกองทุนต่างๆ มากขึ้น โดยหน่วยบริการต้องรองรับอัตราจัดสรรที่กองทุนต่างๆ จัดให้ ทั้งๆ ที่หน่วยบริการมีเงื่อนไขการใช้งบประมาณมากกว่านี้

4.ค่านิยมของผู้ป่วยมองว่าหน่วยบริการสังกัดอื่นๆ ปลอดภัยและมั่นใจ เห็นได้จากการไหลของเงินออกจากระบบโรงพยาบาลสังกัดสำนักปลัดฯ ที่มีต้นทุนจากสปสช.ไปยังโรงพยาบาลสังกัดอื่นๆ โดยเฉพาะ “งบตามจ่าย” สำหรับการส่งผู้ป่วยไปรักษาต่อถึง 20%

5.ไม่มีหน่วยงานกลางของรัฐบาลในการสร้างความเป็นธรรมระหว่างกองทุนต่างๆ กับผู้ให้บริการ นอกจากนี้ควรบริหารโรงพยาบาลแบบแยกส่วน เพราะแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกัน

คลังเดินหน้าศึกษาตั้งกองทุนประกันสุขภาพ ขรก.

Published ตุลาคม 7, 2010 by SoClaimon

5 ตุลาคม 2553, 18:36 น.

ผ่านทางคลังเดินหน้าศึกษาตั้งกองทุนประกันสุขภาพ ขรก. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_116543

“คลัง” เดินหน้าศึกษาตั้งกองทุนประกันสุขภาพ สางปัญหารายจ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการพุ่งทุกปี เล็งดึงบริษัทประกันบริหารงานกองทุน หวังกำหนดค่าเบี้ยประกันที่แน่นอนทุกๆ ปี…

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้รับมอบนโยบายจากนายมั่น พัธโนมัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในการศึกษาการจัดตั้งกองทุนประกันสุขภาพว่า จะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในการจัดตั้งกองทุนประกันสุขภาพสำหรับ ข้าราชการ เพื่อให้กองทุนดังกล่าวมีส่วนช่วยทำให้รัฐบาลรู้ตัวเลขงบประมาณที่แน่ชัดว่า ในแต่ละปีนั้นจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเท่าใด และจะยังทำให้เกิดความสะดวกในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า รายจ่ายเรื่องค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี

ทั้งนี้ แนวคิดการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวมีอยู่หลากหลายแนวทาง เบื้องต้นอาจจะเป็นกองทุนที่มีหน่วย งานเข้ามาดำเนินการบริหาร เช่น สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือจะให้บริษัทประกันภัยเข้ามาดำเนินการบริหาร และรัฐบาลจ่ายค่าเบี้ยประกันให้กับบริษัทประกัน โดยจะหารือในรายละเอียดกับฝ่ายบริหารของกระทรวงภายในสัปดาห์นี้

นาย รังสรรค์ กล่าวด้วยว่า การจัดตั้งกองทุนประกันสังคมนั้น มีอยู่หลากหลายแนวความคิด เบื้องต้นอาจจะมีหน่วยงานเข้ามาดำเนินการบริหาร เช่น สปสช. หรืออาจจะให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารกองทุน โดยรัฐบาลก็จะจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ ถ้าจ้างกับบริษัทประกันเพื่อประกันสุขภาพให้กับข้าราชการและญาติ ก็อาจจะมีการกำหนดค่าเบี้ยประกัน เช่น 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ตรงนี้ก็จะทำให้เราสามารถรู้รายจ่ายที่แน่นอนว่าจะต้องจ่ายเท่าใดในแต่ละปี จะเป็นการแก้ปัญหางบรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปีได้ ส่วนการควบคุมเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้นก็เป็นหน้าที่ของบริษัทประกันที่จะเข้ามาบริหารกองทุนฯ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 ตุลาคม 2553, 18:36 น.

tags:
รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ กรมบัญชีกลาง มั่น พัธโนทัย กระทรวงการคลัง สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช.

%d bloggers like this: