สถาบันการเงิน

All posts tagged สถาบันการเงิน

ธปท.เผยแบงก์งัดกลยุทธ์ดึง ดอกเบี้ยตั๋วบีอีสูงลิ่ว หวังรักษาฐานลูกค้า

Published สิงหาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2554, 18:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193317.

Pic_193317

ธปท.เผย แบงก์งัดกลยุทธ์ดึงดอกเบี้ยตั๋วบีอีสูงลิ่ว หวังรักษาฐานลูกค้า หวั่นคนโยกเงินฝากหนี หลัง 11 ส.ค.นี้จะเริ่มลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 50 ลบ. ชี้ธุรกิจสถาบันการเงินไทยไม่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกกรณีสหรัฐฯและ ยุโรปมีปัญหา เพราะเน้นปล่อยกู้และทำธุรกิจในประเทศเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นางสาวนวพร มหารักขกะ ผู้อำนวยการอาวุโส สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า สัดส่วนของเงินฝากรวมตั่วแลกเงิน (บี/อี) สิ้นไตรมาส 2 ปีนี้ ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้น 14% จากระยะเดียวกันของปีก่อน เทียบกับที่ขยายตัว 11.6% ในไตรมาสก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก เพื่อแข่งขันกันระดมสภาพคล่องไว้รองรับสินเชื่อ และเป็นการรักษาฐานลูกค้าของตนไว้ หลังจากที่จะมีการลดการคุ้มครองเงินฝากเหลือ 50 ล้านบาทต่อบัญชี และปีหน้าลดเหลือเพียง 1 ล้านบาทต่อบัญชีที่จะเริ่มต้นในวันที่ 12 สิงหาคมนี้

“สัดส่วนการเร่งตัวขึ้นของ ตั๋ว บี/อี ที่เพิ่มขึ้นในไตรมาส 2 ส่วนหนึ่ง เป็นผลมาจากการลดการคุ้มครองเงินฝากลด ที่จะเริ่มในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นกลยุทธ์หนึ่งในการบริหารจัดการเพื่อระดมสภาพคล่องและรักษาฐานลูกค้า ของแต่ละแบงก์ไว้” นางสาวนวพร กล่าว

ผู้อำนวยการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวต่อว่า  ขณะนี้ยังไม่เห็นการโยกย้ายเงินฝากของประชาชน จากกรณีการลดความคุ้มครองเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ลง ซึ่งจากการตรวจสอบและติดตามทุกอย่างยังเรียบร้อยดี ส่วนหนึ่งเพราะที่ผ่านมาธปท. ธนาคารพาณิชย์ และกระทรวงการคลังได้มีการออกไปทำความเข้าใจกับประชาชนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็ได้กำชับให้ธนาคารพาณิชย์ดูแลสภาพคล่องของธนาคารให้ดี พร้อมทั้งเตรียมแผนรองรับหากเกิดกรณีมีการโยกย้ายเงินฝากจะสร้างผลกระทบต่อ ระบบ สำหรับแนวโน้มธุรกิจธนาคารพาณิชย์ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ยังน่าจะยังมีกำไรที่ดีต่อเนื่อง ซึ่งก็ต้องขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ การขยายตัวของสินเชื่อ ความเชื่อมั่นของประชาชนผู้บริโภคในระยะต่อไปด้วยว่าจะปรับตัวไปในทิศทางใด แต่โดยรวมยังอยู่ในทิศทางทีดี ส่วนปัญหาการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกซึ่งเป็นผลจากเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปมี ปัญหาถูกลดอันดับเครดิตและมีหนี้สาธารณะสูงนั้น มองว่ากระทบระบบธนาคารพาณิชย์ของไทยน้อยมาก เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ไทยเน้นลงทุนในประเทศเป็นส่วนใหญ่

“ธุรกิจธนาคาร พาณิชย์ไทย เราไม่ได้รับผลกระทบ จากปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ มากนัก เพราะลักษณะการทำธุรกิจของธนาคารในไทยก็เป็นแบบไทยๆ ที่เน้นทำธุรกิจอยู่ในประเทศ เพราะจากข้อมูลที่เราดูล่าสุด ภาคธนาคารของไทยไปลงทุนในต่างประเทศเพียง 1% ของสินทรัพย์รวมเท่านั้น ขณะที่การปล่อยสินเชื่อในต่างประทศก็มีเพียง 2% ของสินทรัพย์รวมเท่านั้น จึงมีผลกระทบจากสถานการณ์ปัญหาในต่างประเทศค่อนข้างน้อยมาก” นางสาวนวพร กล่าว

ทั้งนี้ ในไตรมาส 2 ของปีนี้ที่ผ่านมาระบบธนาคารพาณิชย์มีกำไรสุทธิ 4.5 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสแรกที่ 3.4 หมื่นล้านบาท ขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงานในไตรมาส 2 มีจำนวน 6.9 หมื่นล้านบาท จากไตรมาสแรก 5.8 หมื่นล้านบาท โดยกำไรส่วนใหญ่ 70% เป็นกำไรจากดอกเบี้ย ซึ่งอัตราส่วนรายได้ดอกเบี้ยรับสุทธิต่อสินทรัพย์เฉลี่ย(NIM) เพิ่มขึ้นจาก 2.4% เป็น 2.6% ในไตรมาสที่ 2 ขณะที่สินเชื่อโดยรวมขยายตัว 15.1% จาก 13.4% แบ่งเป็นสินเชื่อธุรกิจขยายตัว 14.9% จาก 12.2% สินเชื่อเพื่อการอุปโภคบริโภคขยายตัว 15.7% จาก 16.3% และสินเชื่อธุรกิจเอสเอ็มอีขยายตัว 12.2% จาก 9.6% โดยที่หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล)ในระบบต่ำเพียง 3% ลดลงจากไตรมาสที่ 3.2%

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 18:30 น.

ดีเดย์สถาบันคุ้มครองเงินฝาก เศรษฐีเงินล้านไม่สะท้านเหตุการณ์ปกติ

Published สิงหาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2554, 06:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193130.

Pic_193130

เริ่มต้นแล้ว 11 ส.ค.54 สถาบันคุ้มครองเงินฝาก…คุ้มครองเงินฝากทุกรายทั่วประเทศ ตามอัตราวงเงินความคุ้มครองที่กฎหมายกำหนด ธปท.รับประกันความพร้อม เช็กสถานการณ์เป็นปกติ

นายสิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยว่า วันนี้ (11 ส.ค.) ถือเป็นวันแรกที่ตาม พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551 กำหนดให้มีการคุ้มครองเงินฝากตามจำนวนที่กฎหมายกำหนด หลังจากที่เลื่อนการบังคับใช้มาเป็นวันนี้ ทั้งนี้ วงเงินฝากที่สถาบันจะให้การคุ้มครองรวมดอกเบี้ยคงค้างนับจากวันนี้เป็นต้นไป จะมีวงเงินคุ้มครองไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อผู้ฝาก 1 รายต่อ 1 สถาบันการเงิน

การคุ้มครองเงินฝากในวงเงินไม่เกิน 50 ล้านบาทดังกล่าว จะสิ้นสุดหลังจากนี้ 1 ปี และในวันที่ 11 ส.ค.2555 เป็นต้นไป ผู้ฝากเงินทุกบัญชีและทุกวงเงินจะได้รับความคุ้มครองเงินฝากวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อผู้ฝาก 1 ราย ต่อ 1 สถาบันการเงิน และผู้ฝากทุกคนทั้ง 100% จะได้รับความคุ้มครองเสมอกันหมด สำหรับผู้ฝากเงินที่จะได้รับคุ้มครองเต็มวงเงินก็คือผู้ฝากที่มีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งมีสัดส่วนอยู่ 98.5% ของผู้ฝากเงินทั้งหมดกับสถาบันการเงิน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การคุ้มครองเงินฝากที่รัฐบาลเคยรับประกันให้แก่ผู้ฝากทุกราย และทุกวงเงินนั้น มีอันยกเลิกไปอย่างสิ้นเชิง และจากนี้ไปจะคุ้มครองเฉพาะจำนวนที่กฎหมายกำหนดไว้เท่านั้น โดยบัญชีเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองจากสถาบัน สคฝ. มีจำนวนทั้งสิ้น 60 ล้านบัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 7.4 ล้านล้านบาท หากเกิดมีวิกฤติสถาบันการเงินล้ม หรือถูกสั่งให้ปิดกิจการ บัญชีเงินฝากเหล่านี้จะได้รับการคุ้มครองตามวงเงินที่กฎหมายกำหนด ผู้ฝากเงินจึงมั่นใจได้ และไม่ต้องตื่นตระหนก

สำหรับสถาบันการเงินที่จะได้รับการคุ้มครองเงินฝากมีอยู่ราว 38 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ/กรุงไทย/กรุงศรีอยุธยา/ กสิกรไทย/เกียรตินาคิน/ทหารไทย/ทิสโก้/ซีไอเอ็มบีไทย/ไทยพาณิชย์/ธนชาต/นครหลวงไทย/ ยูโอบี สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย)/ไอซีบีซี (ไทย)/ไทยเครดิต เพื่อรายย่อย/ แลนด์แอนด์เฮ้าส์ เพื่อรายย่อย/เมกะสากลพาณิชย์/ เครดิต อะกริกอล คอร์ปอเรท แอนด์ อินเวสเมนท์แบงก์

ส่วนสาขาของธนาคารต่างประเทศได้แก่ เจพีมอร์แกน เชส/ซิตี้แบงก์/ซูมิโตโม มิตซุย แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น/ดอยซ์แบงก์ /บีเอ็นพีพารีบาส์/มิซูโฮ คอร์ปอเรต/โตเกียว-มิตซูบิชิ ยูเอฟเจ/แบงก์ออฟไชน่า/อเมริกาเนชั่นแนล แอสโซซิเอชั่น/อาร์ เอช บี/อินเดียน โอเวอร์ซีส์/เดอะรอยัลแบงค์ อ๊อฟ สกอตแลนด์ เอ็น.วี./โอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น/ ฮ่องกง และเซี่ยงไฮ้ แบงกิ้ง คอร์ปอเรชั่น สำหรับ บริษัทเงินทุน ได้แก่ กรุงเทพธนาทร/สินอุต– สาหกรรม/ แอ็ดวานซ์ /เคร ดิตฟองซิเอร์ /ลินน์ ฟิลลิปส์ มอร์ทเก็จ /สหวิริยา/เอเซีย

ในส่วนของธนาคารของรัฐหรือธนาคารเฉพาะกิจ เช่น ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร และธนาคาร อาคารสงเคราะห์ นั้น กฎหมายฉบับนี้ไม่ได้ให้การคุ้มครองเงินฝากครอบคลุมไปถึง เนื่องจากเป็นธนาคารที่รัฐถือหุ้นและดูแลผู้ฝากเงินอยู่แล้วเต็มจำนวน นอกจากนี้แต่ละธนาคารยังมีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น เช่น ธนาคารอิสลาม หรือธนาคารออมสิน เป็นต้น

ทั้งนี้ เงินฝากที่กฎหมายนี้ครอบคลุม ได้แก่ เงินฝากกระแสรายวัน ออมทรัพย์ ประจำ บัตรเงินฝาก และใบรับฝากเงินที่เป็นเงินบาท ยกเว้นเงินฝากใน “บัญชีเงินบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ” เงินฝากที่มีอนุพันธ์แฝง

และเงินฝากระหว่างสถาบันการเงิน ส่วนเงินฝากในสหกรณ์ เงินลงทุนในกองทุนพันธบัตรต่างๆ เงินลงทุนในกองทุน RMF/LTF หรือหุ้นกู้ธนาคาร และหุ้นกู้บริษัทเอกชน จะไม่ได้รับความคุ้มครอง เนื่องจากสหกรณ์ไม่ได้เป็นสถาบันการเงินภายใต้กฎหมายคุ้มครองเงินฝาก ส่วนเงินลงทุนในกองทุนและหุ้นกู้ต่างๆ ก็ไม่ถือว่าเป็นเงินฝาก จึงไม่ได้รับการคุ้มครองเช่นเดียวกัน

ด้านนายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่า การธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ถึงวันที่ 10 ส.ค.ที่ผ่านมา ยังไม่มีการเคลื่อนไหวหรือโยกย้ายเงินฝากที่ผิดปกติของผู้ฝากเงิน ซึ่งมีเงินฝากเกินกว่า 50 ล้านบาท ซึ่งจะไม่ได้รับคุ้มครองจากสถาบันประกันเงินฝาก ตั้งแต่วันนี้ (11 ส.ค.) เป็นต้นไป แสดงว่าลูกค้ามีความเข้าใจและมั่นใจในเรื่องนี้ โดยในส่วนของธนาคารพาณิชย์ ธปท.ได้ขอให้มีการเตรียมความพร้อม ทั้งในเรื่องระบบการดูแลลูกค้าและสภาพคล่องเงินสด ซึ่งขณะนี้มีเพียงพอ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 06:00 น.

ดีเดย์ 11 ส.ค. คุ้มครองเงินฝากวงเงินไม่เกิน1ล้านบาท

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192970.

Pic_192970

“สคฝ.” คุ้มครองเงินฝากทุกรายทั่วประเทศ พรุ่งนี้ (11 ส.ค.) ตามอัตราวงเงินความคุ้มครองที่กฎหมายกำหนด พร้อมชูแผนกลยุทธ์ 3 ปีสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายสิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 11 ส.ค.54 นี้ นับเป็นวันแรกที่ตาม พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก 2551 กำหนดให้มีการคุ้มครองเงินฝากตามจำนวนที่ฝากไว้ รวมถึงดอกเบี้ยคงค้างจากเงินฝากดังกล่าวในวงเงินรวมไม่เกิน 50 ล้านบาทต่อรายผู้ฝากต่อสถาบันการเงิน และในวันที่ 11 ส.ค.55 เป็นต้นไป จะได้รับความคุ้มครองเงินฝากวงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อรายผู้ฝากต่อสถาบันการเงิน โดยผู้ฝากทุกคนทั้ง 100% จะได้รับความคุ้มครองเหมือนกันหมด และผู้ฝากที่ได้รับคุ้มครองเต็มวงเงินคือผู้ฝากที่มีเงินฝากไม่เกิน 1 ล้านบาทซึ่งมีอัตราส่วนสูงถึง 98.5% ของผู้ฝากทั้งหมด

นายสิงหะ กล่าวต่อว่า การคุ้มครองดังกล่าวเป็นการ “คุ้มครองประชาชนผู้ฝากเงินทุกราย” ในระบบสถาบันการเงินที่อยู่ภายใต้ความคุ้มครอง ตามอัตราวงเงินคุ้มครองที่กฎหมายกำหนด ซึ่งปัจจุบันบัญชีเงินฝากที่ได้รับความคุ้มครองโดย สคฝ. มีจำนวน 60 ล้านบัญชี หรือคิดเป็นจำนวนเงิน 7.4 ล้านล้านบาท ที่จะได้รับการดูแลในกรณีที่เกิดวิกฤติสถาบันการเงินปิดกิจการ ผู้ฝากเงินจึงมั่นใจได้ ไม่ต้องตื่นตระหนก อย่างไรก็ตาม สถาบันคุ้มครองเงินฝากยังเป็นกลไกที่จะสร้างวินัยทางการเงิน ซึ่งจะเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียร ภาพของระบบสถาบันการเงิน รวมทั้งยังช่วยพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันให้กับสถาบันการเงินต่างๆ ให้ดำเนินการอย่างระมัดระวัง โปร่งใส ซึ่งเป้าหมายสุดท้ายก็คือจะเป็นประโยชน์สูงสุดต่อผู้ฝากเงินทุกคน

นอกจาก นี้ ในวันที่ 11 ส.ค.54 วันเดียวกันนี้ ยังนับเป็นวันครบรอบการดำเนินการ 3 ปี ของสถาบันคุ้มครองเงินฝากอีกด้วย ซึ่งสถาบันคุ้มครองเงินฝากได้ยึดมั่นในภารกิจการทำหน้าที่ดูแลผลประโยชน์ของ ประชาชนผู้ฝากเงินกับสถาบันการเงินด้วยระดับมาตรฐานสากลอย่างต่อเนื่อง ก้าวต่อไปสู่ปีที่ 4 ของสถาบันคุ้มครองเงินฝากนี้ สคฝ.ได้เตรียมจัดทำ “แผนกลยุทธ์สถาบันคุ้มครองเงินฝาก 3 ปี” (2555-2557 ) เพื่อเป็นถ้อยแถลงเกี่ยวกับทิศทางในอนาคต และเป็นกลไกสื่อสารให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในองค์กรได้ยึดถือเป็นแนวปฏิบัติร่วม กัน ในการกำหนดแผนงานและตัวชี้วัดต่างๆต่อไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสถาบันไปสู่องค์กรแห่งความเป็นเลิศ มีการบริหารงานอย่างมีธรรมาภิบาล มีความรับผิดชอบต่อผู้เกี่ยวข้อง และมุ่งส่งเสริมสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงินต่อไป

ทั้งนี้ จากแผนยุทธศาสตร์หลักๆ ดังกล่าวได้มุ่งเน้นให้เกิดการขับเคลื่อนในประเด็นที่สำคัญ ได้แก่ การเป็นเลิศด้านการปฎิบัติการ (Operational Excellent) ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการดำเนินการกรณีที่สถาบัน การเงินถูกเพิกถอนใบอนุญาต มีระบบติดตามฐานะและดูแลการดำเนินงานของสถาบันการเงินและมีแผนรองรับกรณี เกิดวิกฤติ มีการบริหารเงินกองทุนคุ้มครองเงินฝากให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดมีกระบวนการ ชำระบัญชีที่มีประสิทธิภาพ มีการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงขององค์กร รวมทั้งพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้ครบถ้วนทันสมัย

นายสิงหะ กล่าวอีกว่า แผนกลยุทธ์ยังให้ความสำคัญกับการสร้างและพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความสามารถเพิ่มขึ้น และทำงานอย่างมีความสุข พร้อมดำเนินงานและบริหารสถาบันอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล (Good Governance) รวมทั้งสถาบันฯ ยังได้ให้ความสำคัญกับการมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อ สถาบัน (Effective Partnerships) และการประชาสัมพันธ์เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับระบบการคุ้มครองเงินฝาก และการเสริมสร้างภาพลักษณ์ของสถาบัน (Educated & Informed Stakeholders)

ผู้อำนวยการ สคฝ. กล่าวด้วยว่า “แผนกลยุทธ์สถาบันคุ้มครองเงินฝาก 3 ปี”จะเป็นเสมือนกรอบและทิศทางการดำเนินงานของสถาบัน ที่ได้ผ่านการประเมินสภาวะแวดล้อมและปัจจัยต่างๆที่เกี่ยวข้อง ทั้งภายในและภายนอกองค์กรด้วยเครื่องมือต่างๆ ที่เหมาะสมกับสถานการณ์ เพื่อให้สถาบันสามารถก้าวต่อไปโดยบรรลุวัตถุประสงค์ของการจัดตั้ง ตาม พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝาก พ.ศ.2551

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

‘กรณ์’หนุน3อุตสาหกรรมปักธงรบการค้าภูมิภาคอาเซียน

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

15 พฤศจิกายน 2553, 18:17 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127207.

Pic_127207

“รมว.คลัง” แนะเอกชนฉวยจังหวะบาทแข็งลงทุนนอก ขณะที่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 จะเป็นโอกาสประวัติศาสตร์ทางธุรกิจ ชี้ 3 อุตสาหกรรมที่ยังเติบโตได้ดี คือ รถยนต์ สถาบันการเงิน และ การรักษาพยาบาล

เมื่อวันที่ 15 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวในงานวันนักการตลาดปี 2010 ซึ่งจัดโดยสมาคมนักการตลาดแห่งประ เทศไทยว่า สนับสนุนให้ผู้ประกอบการฉวยจังหวะที่เงินบาทเทียบดอลลาร์สหรัฐปรับค่าแข็ง ขึ้นไปลงทุนต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการผลิตหรือการขยายตลาดการค้า โดยเน้นขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย กัน เนื่องจากยังมีช่องทางทางการตลาดอยู่มาก โดยเฉพาะการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ซึ่งรัฐบาลพร้อมสนับสนุน ทั้งด้านข้อมูลที่ว่า อุตสาหกรรมใดเหมาะสมสำหรับการลงทุนและการคิดยุทธศาสตร์การลงทุน

“การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนในปี 2015 ปฏิเสธไม่ได้ที่เป็นโอกาสประวัติศาสตร์ของประเทศสมาชิก รวมถึงไทย ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีข้อจำกัดจากประชากรที่มีฐานเพียง 60 ล้านคน และ เริ่มที่จะเข้าสู่สังคมสูงอายุในอีก 20 ปีข้างหน้า ขณะที่ เงินบาทแข็งค่า การลงทุนในต่างประเทศก็เป็นโอกาสสำคัญ” รมว.คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า มี 3 อุตสาหกรรมหลักที่ยังสามารถขยายตัวได้ดีในประเทศภูมิภาคเอเชียนี้ คือ 1.อุตสาหกรรมรถยนต์ ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วยังมีประชากรต่อจำนวนรถยนต์อยู่ในระดับต่ำ กล่าวคือ มีจำนวนรถยนต์ 49 คัน ต่อประชากรในกลุ่มอาเซียน 1,000 คน แต่ประเทศเวียดนามมีจำนวนรถยนต์ 5 คัน ต่อ 1,000 คน ส่วนพม่ามีเพียง 4 คัน ต่อ 1,000 คน ทั้งนี้ ในส่วนประเทศพม่านั้น เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่จะนำมาซึ่งโอกาสทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมรถยนต์ ที่มีอัตราการเติบโตได้ถึง 10 เท่าจากปัจจุบัน

2.อุตสาหกรรมสถาบันการเงินพิจารณาได้จากระดับการกู้ เงิน โดยจำนวนเงินกู้จากสถาบันการเงินในกลุ่มประเทศอาเซียนมีจำนวนเฉลี่ย 1,400 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน สิงคโปร์ 5,100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน ไทย 3,200 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน และ พม่ามีเพียง 7 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อคน สะท้อนว่า อุตสาหกรรมนี้ ยังมีการเติบโตได้อีกมาก และ3.อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ดูได้จากจำนวนประชากรต่อจำนวนแพทย์ โดยสิงคโปร์มีแพทย์ 170 คนต่อประชากร 100,000 คน ไทยมีเพียง 31 คนต่อประชากร 100,000 คน และยังมีอีกหลายประเทศที่ยังมีแพทย์ต่อประชากรในระดับต่ำ และ เป็นดัชนีเดียวที่ด้อยและสะท้อนให้เห็นการพัฒนาในแง่การแพทย์ที่สูงได้ อีก

นายกรณ์ กล่าวอีกว่า ความสำคัญต่อการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน โดยระบุถึงมูลค่าการค้าระหว่างประ เทศในกลุ่มอาเซียนที่มีการเติบโตมากกว่า 100% ต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ขณะที่ มีประชากรจำนวนมากถึง 600 ล้านคน ส่วนใหญ่หรือ 67% อยู่ในวัยทำงาน และมีประชากรที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปเพียง 5% เท่านั้น และมีเพียงไทยกับสิงคโปร์ที่มีประชากรวัยทำงานสูงสุดในระดับ 72% และ 74% ตามลำดับ ขณะที่ มีอัตราการเกิดใหม่ของประชากรน้อย หมายความว่า ในอีกไม่กี่ปีไทยกับสิงคโปร์จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุมากขึ้น

“ที่ผ่านมา เราไม่ได้ให้ความสำคัญกับการค้าระหว่างประเทศอาเซียนด้วยกันมากนัก ขณะที่ มูลค่าการค้าขายกับกลุ่มประเทศอาเซียนสูงกว่าประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะการค้ากับสหรัฐและอียูรวมกัน แม้แต่การลงทุนในไทยจากอาเซียนยังมีมูลค่ามากกว่าญี่ปุ่นที่เคยลงทุนในไทย สูงสุด” รมว.คลัง กล่าว

สำหรับการสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในประเทศ นายกรณ์ กล่าวว่า รัฐบาลก็ยังคงให้การสนับสนุนจาก การพัฒนาลดขั้นตอนทางด้านศุลกากร ซึ่งมีการแก้ไขกฎหมายไปรอบหนึ่งแล้ว และ ต้นปีหน้าจะมีการแก้ไขเพื่อปลดล็อกการค้าขายระหว่างกัน ทั้งนี้ สำหรับตัวชี้วัดความสะดวกทางธุรกิจหนึ่ง คือ ระยะเวลาในการจัดตั้งบริษัท ซึ่งสิงคโปร์ใช้เวลาจัดตั้งเพียง 3 วัน มาเลเซีย 11 วัน ส่วนไทย 32 วัน แม้จะเป็นเวลาไม่นาน แต่ในเชิงธุรกิจถือว่า มีความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งจุดนี้ กระทรวงการคลังก็ต้องอำนวยความสะดวกให้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 พฤศจิกายน 2553, 18:17 น.

สคฝ.แนะสถาบันการเงินดูแลความมั่นคง

Published กรกฎาคม 28, 2011 by SoClaimon

27 กรกฎาคม 2554, 21:10 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189565.

Pic_189565

สคฝ.ชี้ สภาพแวดล้อมการลงทุนเปลี่ยน แนะสถาบันการเงินคำนึงถึงการดูแลสถาบันการเงินของตนเองให้มี ความแข็งแรง เพราะผู้ฝากเงินจะเริ่มให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงของสถาบันการเงิน อัตราดอกเบี้ยสูงๆ

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. นายสิงหะ นิกรพันธุ์ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยว่าประเทศไทยกำลังมีสภาพแวดล้อมทางการเงินใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม พร้อมกับผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ถูกพัฒนามากขึ้น มีความหลากหลายและเงื่อนไขที่ซับซ้อน โดยสถาบันการเงินต่างๆ ปัจจุบันได้มีกลยุทธ์ในการรับมือด้วยการแข่งขันดึงดูดผู้ฝากเงิน ในขณะเดียวกันสิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องเปลี่ยนแปลงก็คือ สถาบันการเงินจะต้องคำนึงถึงการดูแลสุขภาพของสถาบันการเงินของตนเองให้มี ความแข็งแรงด้วย เพราะผู้ฝากเงินจะเริ่มให้ความสำคัญในเรื่องความมั่นคงของสถาบันการเงิน มากกว่าแต่ก่อนที่สนใจแค่อัตราดอกเบี้ยสูงๆ

“การแนะนำให้คนไปกระจายเงินฝากตามแบงก์ต่างๆ แบงก์ละ 1 ล้านบาท เพื่อรับมือกับการมีสถาบันคุ้ม ครองเงินฝากดูจะเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องมากเท่าไรนัก แต่ควรจะให้น้ำหนักกับเรื่องการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องกับประชาชน ในความสามารถพิจารณาดูความเสี่ยงของแบงก์ต่างๆให้ได้ ให้รู้จักลงทุน รู้จักเครื่องมือการลงทุนเพื่อกระจายให้เหมาะสมกับเป้าหมายการเงินของตนเอง จะเป็นประโยชน์กว่า”นายสิงหะ กล่าว

สำหรับผู้ฝากเงินอาจจะเลือกสถาบันการเงินที่จะฝาก ด้วยการพิจารณาปัจจัยต่างๆ ที่สนับสนุนความเชื่อมั่นของสถาบันการเงิน โดยผู้ฝากสามารถจะประเมินความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินจากข้อมูลต่างๆ ของสถาบันการเงิน เช่น ผลการดำเนินงานอัตราการเติบโตนโยบายการบริหารงานสัดส่วนเงินกองทุนต่อ สินทรัพย์เสี่ยงอัตราส่วน NPL การกันสำรอง หรืออันดับเรตติ้งที่จัดโดยองค์กรที่เป็นที่ยอมรับทั้งในและต่าง ประเทศ

นอกจากนี้ อาจจะดูเรื่องจุดแข็งของแต่ละสถาบันการเงิน ซึ่งผู้ฝากแต่ละรายอาจพิจารณาปัจจัยในการตัดสิน ใจเลือกฝากเงินกับสถาบันการเงินที่แตกต่างกันไป เช่น เรื่องความพร้อมทางเทคโนโลยี การกระจายสาขา คุณ ภาพการให้บริการของพนักงาน ความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ฯลฯ ซึ่งเป็นผลให้สถาบันการเงินต้องพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณภาพการให้บริการ มีสิ่งอำนวยความสะดวกทางเทค โนโลยี เช่น Internet Banking การส่งข้อความ SMS รายงานธุรกรรมทางการเงิน

“จากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเมื่อมีการปรับลดวงเงินคุ้มครองหลังวันที่ 11 ส.ค.54 เป็นต้นไปนั้น อาจจะทำให้มีการเคลื่อนย้ายเงินฝากบ้างเล็กน้อยในระยะสั้นเท่านั้น แต่ผลที่จะเกิดขึ้นในระยะยาวก็คือการที่สถาบันการ เงินจำเป็นต้องพัฒนาตนเองเพื่อให้แข่งขันได้ในทุกๆด้าน ซึ่งจะก่อประโยชน์ที่แท้จริงกับผู้ฝากเงินในที่สุด” ผู้อำนวยการสคฝ. กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 27 กรกฎาคม 2554, 21:10 น.

ธ.กรุงไทย คุมเข้มสินเชื่อธุรกิจโรงแรมรายใหม่หลังภาคใต้ประสบปัญหาทั้งปี

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

10 พฤศจิกายน 2553, 15:21 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/125904.

Pic_125904

แบงก์กรุงไทยคุมเข้มสินเชื่อผู้ประกอบการธุรกิจโรงแรมรายใหม่ หลังโรงแรมในภาคใต้ประสบปัญหาทั้งปี ส่วนลูกค้ารายเดิมพร้อมดูแลเต็มที่ ขณะที่สินเชื่อเอสเอ็มอีปีหน้าตั้งเป้าปล่อยใหม่ 5 หมื่นล้านบาท พร้อมรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 3

เมื่อวันที่ 10 พ.ย. นายเวทย์ นุชเจริญ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานธุรกิจขนาดกลาง ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า แผนสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อย (เอสเอ็มอี)ในปี2554 จะให้ความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อผู้ประกอบการโรงแรมรายใหม่ โดยเฉพาะภาคใต้มากขึ้น เนื่องจากธุรกิจโรงแรมมีปัญหาต่อเนื่องมาตลอดทั้งปี ล่าสุดปัญหาจากอุทกภัย ส่วนลูกค้าโรงแรมรายเก่าธนาคารดูแลอย่างเต็มที่ และหากธุรกิจมีปัญหาธนาคารได้เข้าไปช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้สำหรับเป้า หมายการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีในปีหน้า (2554) ยังมุ่งเน้นการรักษาส่วนแบ่งทางการตลาดอันดับที่ 3 โดยตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อใหม่จำนวน 50,000 ล้านบาท และทำให้ยอดสินเชื่อเพิ่มขึ้นสุทธิ 30,000 ล้านบาท หรือ 10% จากสิ้นปีนี้ยอดสินเชื่อดังกล่าวอยู่มี 260,000 ล้านบาท

“ปีหน้าสินเชื่อเอสเอ็มอีแข่งขันรุนแรง มีสถาบันการเงินบางตั้งเป้ารีไฟแนนซ์ 80 % ธนาคารกรุงไทย ต้องพยามรักษาฐานลูกค้าเก่า และปล่อยสินเชื่อรายใหม่ เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดอันดับ 3 รองจากธนาคารกสิกรไทย และธนาคารกรุงเทพ โดยสินเชื่อที่ปล่อยใหม่ จะเป็นลูกค้าเอสเอ็มอีรายย่อยที่ไม่มีหลักประกัน และเข้าไม่ถึงสถาบันการเงิน และเป็นซับพลายเออร์ ผลิตสินค้าส่งต่อให้เอสเอ็มอีรายใหญ่ของธนาคาร ส่วนลูกค้ารายเดิมที่ผ่อนชำระเงินกู้มาระยะหนึ่ง ธนาคารจะเปิดวงเงินโอดีให้อัตโนมัติ” นายเวทย์ กล่าว

นายเวทย์ กล่าวต่อว่า สินเชื่อเอสเอ็มอีที่ธนาคารมุ่งเน้นในปีหน้า ประกอบด้วย สินเชื่อแปรรูปสินค้าเกษตร สินเชื่อพลังงานทางเลือก และสินเชื่อในโครงการไทยเข้มแข็ง ซึ่งเชื่อว่าในปีหน้างบโครงการไทยเข้มแข็งจะออกมาจำนวนมาก เพราะหลังจากน้ำท่วมลดลง ก็จะมีงบประมาณออกมาซ่อมแซมถนนที่ได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ ล่าสุดธนาคารกรุงไทย และบริษัทเคทีบีลีสซิ่ง จำกัด ร่วมกับบริษัทสหการประมูล เพื่อให้ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ เป็นเจ้าของรถยนต์มือสอง ที่นำมาประมูลกับสหการประมูล โดยธนาคารกรุงไทย ปล่อยเงินกู้ให้กับบริษัทสหการประมูล วงเงิน 100 ล้านบาท เพื่อนำไปชำระเงินให้กับเจ้าของรถที่นำรถมาประมูล พร้อมกับเบิกเล่มทะเบียนรถยนต์ ในระหว่างรอขั้นตอนจัดสินเชื่อจาก บริษัท เคทีบีลีสซิ่ง จำกัด โดยวงเงินดาวน์คิดอัตราดอกเบี้ย 0 % ระยะเวลาสูงสุด 84 เดือน ส่วนวงเงินสินเชื่อที่เหลือคิดในอัตราดอกเบี้ยปกติ

นางสาวเสาวลักษณ์ ชัยเดชสุริยะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทสหการประมูล จำกัด กล่าวว่า ในแต่ละสัปดาห์บริษัทมีการจัดประมูลรถยนต์ 1,000 คัน โดยผู้ประมูลได้เป็นพ่อค้า 70 % และอีก 30 % เป็นบุคคลทั่วไปที่ประมูลนำไปใช้งาน ซึ่งจากร่วมกับธนาคารกรุงไทย และเคทีบีลีสซิ่ง ในครั้งนี้เชื่อว่าจะทำให้ผู้ประมูลเพิ่มขึ้น 10 %

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 พฤศจิกายน 2553, 15:21 น.

กองทุนฟื้นฟูเร่ขายโละหุ้น 13 บริษัท เดินหน้าหาเงินใช้หนี้

Published กรกฎาคม 18, 2011 by SoClaimon

18 กรกฎาคม 2554, 17:30 น.

กองทุนฟื้นฟูเร่ขายโละหุ้น 13 บริษัท เดินหน้าหาเงินใช้หนี้.

Pic_187290

กองทุนฟื้นฟูโละขายหุ้นลอตใหญ่ 13 บริษัท เดินหน้าหาเงินชดใช้หนี้สิน มีทั้งบริษัทอสังหาฯ อุตสาหกรรม ลิสซิ่ง สถาบันการเงิน พลังงาน และสินค้าอุปโภคบริโภค สนใจยื่นซองเสนอราคาเดือน ส.ค.นี้ …

วันที่ 18 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ได้ออกประกาศเมื่อวันที่ 12 ก.ค.ที่ผ่านมา โดยต้องการจำหน่ายหลักทรัพย์ประเภทหุ้นสามัญของ 13 บริษัท ซึ่งไม่ได้อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯได้รับกรรมสิทธิ์มาจากการเข้าฟื้นฟูธนาคารพาณิชย์ และ 56 ไฟแนนซ์ในช่วงที่ผ่านมา โดยวิธีซื้อซองเสนอราคา โดยเปิดให้ประมูลในช่วงวันที่ 1ส.ค.-31 ส.ค.ที่จะถึงนี้ ในเวลาราชการ เพื่อนำเงินมาชดใช้หนี้สินของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งเกิดขึ้นในการเข้าไปช่วยเหลือสถาบันการเงินในช่วงปี 2540 ประกอบด้วย1.หุ้นสามัญของบริษัทเวียงชัย ฮิลล์ จำกัด จำนวน 893 หุ้น 2.หุ้นของบริษัทสยามแผ่นเหล็กวิลาศ จำกัด จำนวน 240,000 หุ้น 3.หุ้นของบริษัทเอ็มอีซี ฟาร์อีสต์ อินเตอร์เนชั่นเนล จำกัด (มหาชน) 1,530,403 หุ้น 4.หุ้นบริษัทจี เอ ทีลิสซิ่ง จำกัด จำนวน121,568 หุ้น 5. หุ้นบริษัทที แอลลิสซิ่ง จำกัด จำนวน 81,944 หุ้น 6.หุ้นบริษัท เอส แคปปิตอล จำนวน 3 ล้านหุ้น 7.หุ้นบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม 119,100 หุ้น

8.หุ้นธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอีแบงก์)18,000 หุ้น 9.บริษัท ASEAN Finance Corporation Limited 979,000 หุ้น 10.บริษัทจี เอ็ม เอส พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) 5 ล้านหุ้น 11.บริษัทซีอาร์ซี ครีเอชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 187,306 หุ้น 12.หุ้นบริษัทอุตสาหกรรมวิวัฒน์ จำกัด จำนวน 2,000 หุ้น 13.หุ้นบริษัทอุตสาหกรรมวิวัฒน์เทรดดิ้ง จำกัด จำนวน 1,000 หุ้น ทั้งนี้ ผู้สนใจที่จะเสนอราคาจะต้องซื้อหุ้นทั้งจำนวนที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ประกาศขาย โดยจะซื้อเพียงบริษัทเดียว หรือหลายบริษัทก็ดำเนินการได้ โดยกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จะพิจารณาจากราคาประมูลที่สูงที่สุดเป็นเกณฑ์ และต้องเป็นราคาที่เหมาะสมและกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯยอมรับได้ ผู้สนใจสามารถซื้อซองเสนอราคาได้ที่ธปท.สำนักงานใหญ่ ตามวันและเวลาที่กำหนด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 กรกฎาคม 2554, 17:30 น.

ธอส.เสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบใหม่ “ซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ”

Published มิถุนายน 29, 2011 by SoClaimon

28 มิถุนายน 2554, 22:30 น.

ธอส.เสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากรูปแบบใหม่ “ซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ”.

Pic_182441

ธอส. เสนอผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์รูปแบบใหม่ “ซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ” ดอกเบี้ยสูงถึง 3.00% ต่อปี เงื่อนไขเปิดบัญชีขึ้นต่ำ 100,000 บาท กำหนดจำนวนเงินที่ฝาก – ถอน ครั้งต่อไป ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท ถอนได้เดือนละ 1 ครั้ง…

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นายวรวิทย์ ชัยลิมปมนตรี กรรมการผู้จัดการ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การ แข่งขันอัตราดอกเบี้ยเงินฝากของแต่ละสถาบันการเงินในปัจจุบัน ธนาคารจึงเสนอทางเลือกใหม่เอาใจลูกค้าเงินฝากรายย่อย ด้วยผลิตภัณฑ์เงินฝาก “ซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ” ดอกเบี้ยสูงถึง 3.00% ต่อปี เงื่อนไขเปิดบัญชีขึ้นต่ำ 100,000 บาท โดยกำหนดจำนวนเงินที่ฝาก – ถอน ครั้งต่อไป ไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท สามารถถอนได้เดือนละ 1 ครั้ง (กรณีถอนเกินจากที่ธนาคารกำหนด จะคิดค่าธรรมเนียม 0.50% ของจำนวนเงินที่ถอน แต่ไม่น้อยกว่า 500 บาท) ทั้งนี้จะรับฝากเฉพาะลูกค้ารายย่อย และนิติบุคคลไม่แสวงหากำไร

นายวรวิทย์ กล่าวต่อว่า สำหรับเงินฝาก “ซุปเปอร์ออมทรัพย์พิเศษ” เป็นผลิตภัณฑ์เงินฝากออมทรัพย์รูปแบบใหม่ที่ธนาคารได้คิดค้นขึ้นเพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าที่ไม่ต้องการฝากเงินในรูปแบบเงินฝากประจำ แต่ได้รับดอกเบี้ยเทียบเคียงเงินฝากประจำ โดยเงินฝากดังกล่าว จะได้รับผลตอบแทนคุ้มเกินคุ้มกับดอกเบี้ยที่สูงถึง 3.00% ต่อปี นอกจากนี้ยังได้สิทธิพิเศษไม่ต้องเสียภาษีอีกด้วยสำหรับดอกเบี้ยรับต่อปีไม่เกิน 20,000 บาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 มิถุนายน 2554, 22:30 น.

3แบงก์รัฐทุ่มหมื่นล้าน รีไฟแนนซ์บัตรเงินสด

Published มิถุนายน 26, 2011 by SoClaimon

24 มิถุนายน 2554, 21:29 น.
3แบงก์รัฐทุ่มหมื่นล้าน รีไฟแนนซ์บัตรเงินสด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181490

3 แบงก์รัฐทุ่ม 1 หมื่นล้าน รับแก้หนี้สินเชื่อส่วนบุคคล หวังลดภาระดอกเบี้ยมหาโหด-บรรเทาความเดือดร้อนชาวรากหญ้าที่มีวินัยการชำระ หนี้ดี ดีเดย์ วันนี้ (24 มิ.ย.-30 ก.ย.54)

เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ธนาคารกรุงไทย ธนาคารออมสิน และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ ได้ร่วมกันจัดทำโครงการรีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคลที่กู้ยืมจากสถาบันการ เงินและที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ให้กับผู้ที่มีประวัติการชำระหนี้ดี วงเงินรวมทั้ง 3 ธนาคาร อยู่ที่ 10,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นวงเงินของธนาคารกรุงไทย 4,500 ล้านบาท ธนาคารอออมสิน 4,500 ล้านบาท และไอแบงก์ 1,000 ล้านบาท เริ่มโครงการตั้งแต่วันที่ 24 มิ.ย. จนถึงวันที่ 30 ก.ย.54

“เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้มีรายได้น้อยที่มีวินัยทางการเงินดี ได้มีโอกาสในการลดภาระดอกเบี้ยเงินกู้ส่วนบุคคล ซึ่งปัจจุบันมียอดสินเชื่อส่วนบุคคลคงค้างจากการกู้ยืมจาก Non-Bank ประมาณ 1,070,000 ล้านบาท โดยมีจำนวนลูกค้าอยู่ประมาณ 6.5 ล้านบัญชี และเป็นผู้ถือบัตรเงินสด จำนวน 4 ล้านบัญชี วงเงินหนี้คงค้าง 60,000 ล้านบาท ขณะที่มีหนี้เสีย (เอ็นพีแอล) จากการที่ลูกค้าผิดนัดชำระเกิน 3 เดือน ประมาณ 2.6% เท่านั้น สะท้อนว่าลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าที่มีประวัติชำระหนี้ดี” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

สำหรับรายละเอียดของโครงการรีไฟแนนซ์สินเชื่อส่วนบุคคลนั้น มีวงเงินต่อรายไม่เกิน 300,000 บาท และหากผู้ขอสินเชื่อได้ขอสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิตด้วย จะถูกนำมาพิจารณาร่วมกัน ขณะที่ระยะเวลาผ่อนชำระจะต้องไม่เกิน 3 ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 14% ต่อปี และที่สำคัญ ผู้ขอสินเชื่อจะต้องมีสถานะหนี้ปกติตามข้อมูลเครดิตในวันที่ยื่นขอสินเชื่อ และมีประวัติการชำระเงินที่ดีย้อนหลังไป 1 ปี หากในกรณีที่มีการผิดนัดชำระบ้างในรอบ 1 ปีย้อนหลัง ธนาคารที่ร่วมโครง การอาจจะพิจารณาให้กู้โดยมีเงื่อนไขให้มีการค้ำประกันส่วนบุคคล และบุคคลค้ำประกันจะต้องมีสถานะหนี้ปกติตามข้อ มูลเครดิต ณ วันที่มายื่นค้ำประกันให้กับผู้กู้

ทั้งนี้ สินเชื่อส่วนบุคคลภายใต้การกำกับที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ประกอบด้วย 1.สินเชื่อให้แก่บุคคลธรรมดาโดยไม่ได้ระบุวัตถุประสงค์หรือมีวัตถุประสงค์ เพื่อให้ได้มาซึ่งสินค้าหรือบริการ และไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำ ไปใช้ในการประกอบธุรกิจ โดยเป็นสินเชื่อที่มีมีทรัพย์สินเป็นหลักประกัน และ 2.สินเชื่อที่เกิดจากการให้เช่าซื้อ/ การเช่าซื้อแบบลิซซิ่งในสินค้าที่ผู้ประกอบการธุรกิจไม่ได้จำหน่ายเป็น ทางการค้าปกติ ยกเว้นสินค้าประเภทรถยนต์และรถจักร ยานยนต์

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง กล่าวว่า สำหรับโครงการลดภาระดอกเบี้ยบัตรเครดิต โดยการออกสินเชื่อรีไฟแนนซ์บัตรเครดิต ตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.-22มิ.ย.54 พบว่า มีผู้มายื่นขอสินเชื่อกับธนาคารทั้ง 3 แห่ง จำนวน 11,191 ราย วงเงินประมาณ 1,622 ล้านบาท และมีการอนุมัติสินเชื่อแล้วประมาณ 1,626 ราย วงเงินประมาณ 180 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้ได้มีการปรับปรุงเงื่อนไขแนวทางปฏิบัติของธนาคารที่ร่วมโครงการไป แล้ว เพื่อให้ลูกหนี้บัตรเครดิตที่มีศักยภาพสามารถเข้าร่วมโครงการได้มากขึ้น

“ที่ผ่านมาปัญหาและอุปสรรคการดำเนินการก็มีอยู่บ้าง ซึ่งเราก็มีการทบทวนและแก้ไขปัญหาต่างๆ แล้ว โดยได้มีการประสานไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับการพิสูจน์รายได้ของผู้ขอสินเชื่อ โดยขอให้ ธปท.ผ่อนผันว่าแบงก์ไม่จำเป็นต้องขอหลักฐานเพื่อพิสูจน์รายได้จากผู้ขอกู้ เพิ่มเติมอีก เนื่องจากเห็นว่าโครงการดังกล่าวไม่ได้เป็นการก่อหนี้เพิ่มเติม ซึ่งทาง ธปท.ก็อำนวยความสะดวกในเรื่องดังกล่าวให้กับทั้ง 2 โครงการเลย” รมว.คลัง กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มิถุนายน 2554, 21:29 น.

ยันไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่คอนโดฯ

Published มิถุนายน 14, 2011 by SoClaimon

6 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.
ยันไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่คอนโดฯ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_124733

สมาคมอาคารชุดไทย ยันไม่เห็นสัญญาณฟองสบู่คอนโดฯ อาคารชุดวอนรัฐอย่าทำสับสน หวั่นธุรกิจภาคอสังหาล้มทั้งยืน …

นายธำรง ปัญญาสกุลวงศ์ นายกสมาคมอาคารชุดไทย เปิดเผยกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะปรับวงเงินสูงสุดต่อราคาประเมินสินทรัพย์สำหรับที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาท  เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดภาวะฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ว่า ข่าวที่ออกมาส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการในภาคนี้และประชาชนทั่วไป ทางสมาชิกสมาคมเห็นว่าข้อมูลที่ ธปท.ได้มานั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงมากและยืนยันว่าในภาวะปัจจุบันยังไม่มีสัญญาณการเกิดฟองสบู่แต่อย่างใด

ทั้งนี้ สัญญาณที่จะเกิดฟองสบู่ได้จะต้องประกอบด้วยปัจจัย 3 ด้านคือ 1. ตัวผู้ประกอบการ 2. ผู้ซื้อเก็งกำไร และ 3. สถาบันการเงิน โดยผู้ประกอบการนั้นต่างมีบทเรียนจากวิกฤติฟองสบู่เมื่อปี 40 มาแล้ว จึงมีความระมัดระวังมากขึ้น ขณะผู้ซื้อเก็งกำไรขณะนี้ลดลงเหลืออยู่ไม่ถึง 10% แล้ว เพราะมีโครงการใหม่ๆเกิดขึ้น การจะกว้านซื้อห้องชุดไว้เก็งกำไรทำไม่ได้ง่ายๆ ขณะที่สถาบันการเงินเองก็มีการเข้มงวดในการปล่อยกู้ “เมื่อสัญญาณเก็งกำไรทั้ง 3 ปัจจัยไม่มี จึงเป็นเรื่องที่ยากจะเกิดสัญญาณฟองสบู่ในขณะนี้”

นายสุภัค ศิวะรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารซีไอเอ็มบีไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ มีการสร้างคอนโดมิเนียมขึ้นมาเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีสัญญาณฟองสบู่เกิดขึ้น หาก ธปท.ออกมาตรการควบคุมสินเชื่อต่อหลักประกันทำให้กำลังซื้อลดลง และจะมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหม่ที่กำลังสร้างโครงการและมีสายป่านทางการเงินที่ไม่ยาว

นายธีรศักดิ์ สุวรรณยศ กรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย หรือไอแบงก์ กล่าวว่า หาก ธปท.มีการพิจารณาลดวงเงินการปล่อยสินเชื่อจริงจะมีผลกระทบต่อธุรกิจอสังหาริมทรัพย์อย่างแน่นอน เพราะจำนวนของคอนโดมิเนียมที่ล้นตลาดอยู่ 30,000-40,000 ยูนิต จะมีปัญหาขายไม่ออก เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคส่วนหนึ่งหดหายไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 6 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.
%d bloggers like this: