สดจากสนาม

All posts tagged สดจากสนาม

เปิดคู่มือพท.จับโกงเลือกตั้งระดมแดงกัดไม่ปล่อย

Published มิถุนายน 10, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์ : เปิดคู่มือพท.จับโกงเลือกตั้งระดมแดงกัดไม่ปล่อย.

  • 09 มิถุนายน 2554 เวลา 07:11 น.

เปิดคู่มือจับทุจริตโกงการเลือกตั้ง ที่พรรคเพื่อไทยจัดทำให้ กลุ่มเสื้อแดงและผู้สมัครของพรรคไปดำเนินการเฝ้าระวังโดยพุ่งเป้าไปที่บัตรและหีบเลือกตั้ง

โดย…ทีมข่าวการเมือง

การหาเสียงเลือกตั้งขณะนี้เป็นไปด้วยความเข้มข้น มีการขับเคี่ยวชิงไหวชิงพริบเพื่อให้ได้ชัยชนะ ทุกพรรคจึงต้องวางแผนกันละเอียดยิบ ทั้งเรื่องของรูปแบบการหาเสียง การเดินสายปราศรัย ประเด็นนโยบาย รวมถึงมาตรการป้องกันการโกงการเลือกตั้ง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยได้จัดทำคู่มือจับทุจริตโกงการเลือกตั้ง โดยให้กลุ่มเสื้อแดงและผู้สมัครของพรรคไปดำเนินการเฝ้าระวัง ซึ่งมีสาระน่าสนใจดังนี้

คู่มือดังกล่าวได้ระบุให้สมาชิกไปตรวจสอบเรื่องบัตรเลือกตั้ง ตั้งแต่เรื่องการพิมพ์บัตร โรงพิมพ์ ขั้นตอนพิมพ์ รวมถึงกระดาษ และให้ยับยั้งการพิมพ์เกิน โดยร้องให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด

ทั้งนี้ เนื่องจากมีการพิมพ์บัตรเกินจากจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 47.3 ล้านคน จำนวนพิมพ์ 53.5 ล้านใบ เกินประมาณ 6.2 ล้านใบ หรือประมาณ 11.5% โดยควรตรวจสอบ (Balance ตัวเลข) หรือกระทบยอดรวมระหว่างบัตรที่ใช้ : บัตรที่เหลือ : จำนวนผู้มาใช้สิทธิ : บัตรเสีย : คะแนนรวม เปิดเผยให้สาธารณชนได้ทราบก่อนประกาศผล และ กกต.ควรเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนรู้

นอกจากนี้ ให้ป้องกันตามขั้นตอนการดำเนินการเลือกตั้งภายในหน่วย

1.คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ตำรวจ 1 นาย ผู้ใหญ่บ้าน/กำนัน 1 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ (ราษฎร) ที่กำนัน/ผู้ใหญ่บ้านเสนอ จำนวน 69 คน (อาจถูกซื้อยกหน่วย (เลือกหน่วยหวังผล) ถูกคัดเลือกโดยฝ่ายคุมอำนาจ หรือรู้เห็นการโกงแต่ไม่กล้าทำอะไร)

2.อาสาสมัครคุมหน่วยและอ่านคะแนน 3.คนรวมคะแนนแต่ละหน่วย (กกต.) โกงระหว่างส่งคะแนน (หวังผลของแกนนำพรรครัฐบาล) นับจากหน่วยเขตเลือกตั้งจังหวัด เปลี่ยนใบส่งคะแนน อ่านไม่ตรง/รวมไม่ตรงที่เขต

สำหรับแนวทางดำเนินการมุ่งป้องกัน ยับยั้ง โดยให้มวลชนทั่วไปเกาะติดที่หน่วย ดูการนับคะแนน คนฝ่ายเราที่ได้รับ Training รู้ขั้นตอนการโกง และมีอุปกรณ์เก็บหลักฐาน ถ่ายรูปกระดานนับรวมคะแนนทุกระยะ (หน่วยละ 2 คน)

ขณะเดียวกันให้ตั้งศูนย์นับคะแนนคู่ขนาน จัดระบบไอทีบันทึกภาพ และรวมคะแนนให้เร็วกว่ารวมคะแนนที่หน่วย ชิงรายงานก่อนว่านำหรือชนะ ก่อนผลคะแนนไปถึงเขต (ออกสาธารณะให้เร็ว)

ทั้งนี้ สื่อจะแข่งขันความรวดเร็วการรายงาน จะต้องประยุกต์เทคโนโลยีที่ทันสมัยและรวดเร็วมาใช้แน่ จึงควรชี้ให้จุดสังเกตกับสื่อว่าคะแนนจากหน่วยกับที่รวมคะแนนจะตรงกันหรือไม่

นอกจากนี้ ให้ระวังเรื่องการโกงเลือกตั้งล่วงหน้า ซึ่งประกอบด้วย 1.ล่วงหน้าในต่างประเทศ 2.ล่วงหน้าในประเทศนอกเขต 3.ล่วงหน้าในประเทศในเขต และ 4.ล่วงหน้ากรณีย้ายเข้าไม่ถึง 90 วัน

ทั้งนี้ ต้องส่งคนไปเฝ้าในระหว่างเก็บ/คัดแยก ส่วนรูปแบบการทุจริตนั้น เช่น การเปลี่ยนบัตร/เปลี่ยนหีบ โดยในต่างประเทศจะมารวมที่กงสุล และส่งมาที่ไปรษณีย์ (มีผลไม่มาก) ในประเทศ (นอกเขตเก็บรวมที่ไปรษณีย์ ในเขตเก็บรวมที่ สน. การใช้สิทธิของผู้ที่ลงทะเบียนไว้ (ยอด 2 ล้านคน คาดว่ามาประมาณ 2 แสนคน (10%)) มาจริงเท่าใด ตรวจสอบตัวเลขอย่างไร ที่ผ่านมาไม่มีใครเฝ้าดูหรือตรวจสอบ ทางการข่าวใช้โกงกรณีที่ไม่มาใช้สิทธิ (90%) จะทุจริตให้ 2 พรรคแบ่งกันตามพื้นที่ นำบัตรที่พิมพ์เกินไปกาคะแนนแล้วหาโอกาสเปลี่ยนที่จุดคัดแยกไปรษณีย์ (กรณีล่วงหน้า)

ผู้ทุจริตรู้ว่าในทางปฏิบัติไม่อาจเปิดหีบพิสูจน์ เพราะเป็นอำนาจศาลและหลักฐานไม่มีมูลพอที่ศาลจะอนุญาต หากมีการทักท้วงอาจเกิดความวุ่นวาย และอาจกล่าวหาว่าขัดขวางการเลือกตั้ง (เป็นความผิดซึ่งหน้า) ซึ่งต้องระวัง

สำหรับการทุจริตในวันเลือกตั้งนั้น ให้ระวังขั้นตอนการรวมคะแนน โดยเฉพาะการเปลี่ยนใบคะแนน ทุจริตในหน่วย เช่น รวมไม่ตรง อ่านตัวเลขไม่ตรง ซื้อกรรมการยกหน่วย การเวียนเทียนบัตร (นำมาขึ้นเงิน) กรรมการแอบหย่อนบัตรเอง อาจทำให้บัตรเสียโดยวิธีต่างๆ ซึ่งอาจตั้งบุคคลคู่ขนานกับคณะกรรมการ (กรรมการเงา) และเซตระบบไอทีให้มีการรายงานผลออกสาธารณะทุกห้วงเวลา โดยเฉพาะที่หน้าหน่วย

ด้านนางธิดา ถาวรเศรษฐ์ รักษาการประธาน นปช. ได้แถลงตั้ง “ศูนย์ตรวจสอบการเลือกตั้ง 2554 นปช.แดงทั้งแผ่นดิน” โดยจะตั้งศูนย์ที่ชั้น 6 อิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว โดยจะเริ่มทำงานตั้งแต่วันที่ 11 มิ.ย. โดยจะมีการอบรมปฏิบัติการในการเฝ้าระวังตรวจสอบการเลือกตั้งทั่วไป โดยให้แต่ละจังหวัด อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน จัดตั้งคณะบุคคลเพื่อเรียนทางไกล ทำการฝึกอบรมพร้อมกัน หลังจากนั้นจะทำเป็นซีดีเพื่อนำไปให้แกนนำในแต่ละพื้นที่นำไปเผยแพร่ฝึกอบรมต่อไป

นางธิดา กล่าวอีกว่า ในช่วงที่มีการเลือกตั้งล่วงหน้าในวันที่ 26 มิ.ย. จนถึงวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งเป็นการเลือกตั้งครั้งใหญ่ จะมีการจับตาตั้งแต่การลงคะแนนล่วงหน้า การเก็บหีบเลือกตั้ง การดูแลบัตรที่ใช้เลือกตั้ง บัตรที่เหลือ และบัตรที่ถูกทำลาย โดยจะมี นปช.ไปปักหลักผลัดเปลี่ยนไปนอนเฝ้าการเลือกตั้งล่วงหน้าทั้ง 375 เขตทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้จะตรวจสอบไปยังที่ทำการไปรษณีย์ต่างๆ เนื่องจากพบว่าเป็นช่องทางในการสูญเสียและฉีกบัตรเลือกตั้ง

โฆษณา

คลี่ปริศนา”เช็ค44ใบ”มหากาพย์ซุกหุ้น”ชินคอร์ป”

Published มิถุนายน 8, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์ : คลี่ปริศนา”เช็ค44ใบ”มหากาพย์ซุกหุ้น”ชินคอร์ป”.

  • 08 มิถุนายน 2554 เวลา 14:18 น.

คลี่ปมธุรกรรมเงินปันผลจากหุ้นชินคอร์ปของยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หลัง แก้วสรร อติโพธิ ย้ำว่ามีการให้การเท็จต่อศาลฯ คดีถือหุ้นแทนพ.ต.ท.ทักษิณ หลังพบประเด็น เงินกว่า 68 ล้าน แตกเป็นเช็ค 44 ใบ ส่วนใหญ่ไม่ถึง  2 ล้านบาท

โดย…ปราฎา เหมทิวากร

**********************

แม้สังคมจะรับรู้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครปาร์ตี้ลิสต์เบอร์ 1 พรรคเพื่อไทย ถูกข้อกล่าวหา “ให้การเท็จ” ต่อศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แต่ข้อเท็จจริงของคดีนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน

ยิ่งใกล้โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งยิ่งทำให้มีการกล่าวถึงมากขึ้นจนเป็นประเด็นทางการเมือง!!

เนื่องจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ เคยให้การต่อศาลฯเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2552  ยืนยันว่า  หุ้นชินคอร์ปจำนวน 2 ล้านหุ้น เป็นการซื้อมาจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายเมื่อปี 2543 ก่อนที่พ.ต.ท.ทักษิณ จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

ยิ่งลักษณ์

“ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเล่นการเมือง เคยบอกว่าจะขายหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดให้กับ พานทองแท้ พยานจึงขอซื้อหุ้นจำนวน 2 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเก็บไว้เป็นของตัวเอง แต่เนื่องจากยังไม่มีเงินมากนัก จึงขอทำเป็นหนังสือสัญญาจ่ายเงินเมื่อทวงถามแบบไม่มีดอกเบี้ย” ยิ่งลักษณ์ ระบุในคำให้การ

แต่สุดท้ายด้วยหลักฐานบุคคลและเอกสารของฝ่ายโจทย์ ศาลฏีกาฯจึงมีคำพิพากษาออกมาว่า หุ้นชินคอร์ปทั้งหมดที่พ.ต.ท.ทักษิณ ขายให้บุคคลใกล้ชิดในครอบครัว แท้จริงแล้วยังคงเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งผิดตามกฎหมายป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ และเจตนารมย์ของรัฐธรรมนูญปี 2540

“คำคัดค้านของยิ่งลักษณ์ และพวก ว่า หุ้นชินคอร์ปจำนวนดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของตน เพราะได้ซื้อมาจาก พ.ต.ท.ทักษิณนั้น ศาลฟังว่าเป็นความเท็จ เป็นการสมทบให้ใช้ชื่อถือแทนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย” คำพิพากษาระบุ

ประเด็นก็คือ หลักฐานสำคัญที่  นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการและอดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)นำออกมาชี้ชัดก็คือเช็คปริศนาจำนวนมาก ที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างว่าเป็นเงินปันผลจากหุ้นชินคอร์ป ซึ่งได้ซื้อมาจากพ.ต.ท.ทักษิณนั้น ยังแฝงไว้ด้วยความคลุมเครือ และไม่ชัดเจนว่าเป็นการอำพรางธุรกรรมหรือไม่

เงื่อนปมที่มีการพบไล่เรียงจากการที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างต่อศาลฯว่า การซื้อหุ้นไม่ได้จ่ายเงินสด แต่เป็นตั๋วสัญญาจ่ายเงินเมื่อทวงถาม จำนวน 20 ล้านบาท

ต่อมาทั้งสองพี่น้องชินวัตร จึงมีการดำเนินธุรกรรมระหว่างกันตามที่ทำตั๋วสัญญาไว้

กล่าวคือ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้รับเงินปันผลตามหุ้นชินคอร์ปที่ถือไว้ 2 ล้านหุ้น ก็มีการโอนเงินนั้นกลับไปเป็นค่าหุ้นที่ซื้อจากพี่ชาย เมื่อปี 2543 โดยแตกเป็นเช็ค 2 ใบ ซึ่งใบแรก 9 ล้านบาท

และใบที่สอง นายแก้วสรร ตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการเขียนตัวเลขในเช็คผิดเป็น 13.5 ล้านบาท จึงมีการแก้ไขเหลือ 11 ล้านบาท เพื่อให้พอดีกับจำนวนค่าหุ้น 20 ล้านบาท

ส่วนที่เกินมา 2.5 ล้านบาท ได้สั่งจ่ายเช็คไปที่ น.ส.พินทองทา อ้างว่าเป็นค่าฝากเงินซื้อนาฬิกาจากต่างประเทศ

ไฮไลท์จริงๆของกรณีนี้ก็คือ เงินปันผลจากหุ้นชินคอร์ปในงวดที่เหลือ คืองวดที่ 2-6 นั้น  มีการตีเช็คเข้ามาถึงน.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวน 44 ฉบับ โดยเข้าบัญชี น.ส.ยิ่งลักษณ์    2 ฉบับ วงเงิน  2.1 ล้านบาท

ที่เหลือวงเงิน 68 ล้านบาทนั้น มีการน.ส.ยิ่งลักษณ์ อ้างในคำให้การว่า ได้นำมาตกแต่งบ้าน ทำสวน สนามฟุตบอล สระว่ายน้ำ ซื้อทองแท่ง เครื่องเพชร เครื่องประดับ

แต่สิ่งที่เป็นปริศนาของเช็คทั้งหมดก็คือ เหตุใดจึงมีการแตกเช็คเงินปันผลจำนวนมากถึง 44 ฉลับ และแต่ละงวด ก็เป็นเงินต่ำกว่า 2 ล้านบาท  บางงวด 1.5 ล้านบาท บางงวด 1 ล้านบาท โดยเลขที่เช็คจะเรียงกันเป็นตับ และวันที่ออกเช็คก็ไล่เรียงกัน

แก้วสรร

ตามปกติแล้วการโอนเงินปันผลของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์จะโอนเป็นก้อน ตามงวดบัญชี เช่น รายไตรมาส หรือรายปี ให้แก่ผู้ถือหุ้น หรือขึ้นกับว่าฝากหุ้นกับหน่วยงานใด หรือโบรคเกอร์ใด

มีการตั้งข้อสังเกต ในเรื่องนี้ว่า เหตุใดเช็คมีการถอนเป็นเงินสดเกือบทุกวัน ในกรอบที่ไม่ต้องทำรายงานตามกฎหมายฟอกเงิน

เพราะตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องรายงานที่มาที่ไป ประวัติของลูกค้า ที่ทำธุรกรรมที่เกินกว่า 2 ล้านบาท

นอกจากนั้น ยังเป็นปริศนาด้วยว่า หากเป็นการชำระค่าแต่งบ้านหรือซื้อทองคำจริง ควรชำระเช็คตรงไปยังผู้รับเหมาหรือผู้ขายสินค้าโดยตรงมากกว่า

สุดท้ายศาลฎีกาฯ ตัดสินว่า ข้อกล่าวอ้างของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการใช้เงินสด 68 ล้านบาทมาแสดง ข้ออ้างว่าหุ้นเป็นของตัวเองจึงรับฟังไม่ได้พร้อมชี้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นหนึ่งในนอมินีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ในการถือหุ้นชินคอร์ปช่วงดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเท่านั้น

นายแก้วสรร มองว่า ในเรื่องนี้ ยังไม่มีคำตอบจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นอัยการ  , คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) รวมถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ ควรเดินหน้าต่อ

พร้อมยืนยันว่า การเมืองเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายมีความเสมอภาคกัน เสียงข้างมากย่อมนำพาประเทศ แต่สิ่งที่ไม่สามารถทำได้อย่างเด็ดขาดคือ การนำเอาอำนาจที่ได้จากคะแนนเสียงเลือกตั้ง หรือได้จากความเสมอภาคทางการเมือง มาทำลายความเสมอภาคทางกฎหมาย

ย้อนคำให้การ”ยิ่งลักษณ์”อดีตมีผลผูกพันปัจจุบัน

Published มิถุนายน 7, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์ : ย้อนคำให้การ”ยิ่งลักษณ์”อดีตมีผลผูกพันปัจจุบัน.

  • 07 มิถุนายน 2554 เวลา 16:29 น.

ย้อนคำให้การ “ยิ่งลักษณ์” ในส่วนของการถือครองหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น ที่ส่งผลให้กลุ่มเครือข่ายพลเมืองฯนำโดยนพ.ตุลย์-แก้วสรรยื่นเรื่องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบ “ความสุจริต”

โดย….ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย

กลายเป็นประเด็นทางการเมืองสำคัญพอสมควรสำหรับอนาคตทางการเมืองของ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ผู้ที่มีหลายสถานะทางการเมืองในเวลานี้ ตั้งแต่ ผู้สมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 พรรคเพื่อไทย, ผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย และ โคลนนิ่งของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ภายหลังจากเกิดความเคลื่อนไหวของกลุ่มเครือข่ายพลเมืองคัดค้านนิรโทษกรรมคอรัปชั่นทักษิณ (คนท.) นำโดยนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.)และ นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ แกนนำเครือข่ายคนเสื้อหลากสี

ยิ่งลักษณ์

ประเด็นสำคัญที่ใช้ในการเคลื่อนไหวของคนท. คือ “ความสุจริตของยิ่งลักษณ์” อันเป็นการขยายผลมาจากคดียึดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยพุ่งเป้าไปที่การให้การเท็จของยิ่งลักษณ์ต่อคตส.และต่อศาลฎีกาในส่วนของการถือครองหุ้นบริษัท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ที่เตรียมให้หน่วยงานของรัฐดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งล่าสุดทางยิ่งลักษณ์พร้อมประกาศสู้ตามหลักนิติธรรมของกระบวนการยุติธรรม

มาดูกันว่าคำพูดอะไรของยิ่งลักษณ์ในอดีตถึงได้กลายเป็นวิบากกรรมให้กับตัวเองในปัจจุบัน

เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม 2552 ยิ่งลักษณ์ ในฐานะผู้คัดค้านที่ 4 เข้าเบิกความต่อหน้าองค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาฯ สรุปความได้ว่า ก่อนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ จะเล่นการเมืองเคยบอกว่าจะขายหุ้นชินคอร์ปทั้งหมดให้กับนายพานทองแท้ จึงขอซื้อหุ้นจำนวน 2 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 10 บาท ซึ่งเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาดเก็บไว้เป็นของตัวเอง แต่เนื่องจากยังไม่มีเงินมากนัก จึงขอทำเป็นหนังสือสัญญาจ่ายเงินเมื่อทวงถามแบบไม่มีดอกเบี้ย ซึ่ง พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าอะไรเพราะเห็นว่าทำงานให้บริษัทมานาน ไม่ได้เป็นการถือหุ้นแทน พ.ต.ท.ทักษิณ แต่การซื้อหุ้นดังกล่าวไม่ได้รายงาน ก.ล.ต.เนื่องจากเป็นจำนวนหุ้นไม่ถึง 1 %

“เนื่องจากชินคอร์ป มีทีมผู้บริหารมืออาชีพบริหารงานแล้ว โดยตั้งแต่ถือหุ้นชินคอร์ป ได้รับเงินปันผลจำนวน 6 ครั้ง รวมมูลค่าประมาณ 97,200,000 บาท โดยงวดแรกเมื่อเดือนพฤษภาคม 2546 ได้จำนวน 9 ล้านบาท แต่ได้นำไปโอนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นค่าซื้อหุ้นทั้งหมด ส่วนงวดที่ 2 ได้จำนวน 12 ล้านบาทเศษ จำไปชำระให้ พ.ต.ท.ทักษิณ 11 ล้านบาท ส่วนที่เหลือจ่ายให้กับ น.ส.พิณทองทา เป็นค่านาฬิกาที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ ส่วนเงินที่เหลือเก็บเข้าบัญชีออมทรัพย์”

“สำหรับเงินปันผลที่ได้มาไม่ได้โอนเข้าบัญชี พ.ต.ท.ทักษิณ หรือ คุณหญิง พจมาน ชินวัตร (ขณะนั้น) เนื่องจากเป็นรายได้ของตนเอง โดยทำเรื่องขอกู้เงินธนาคาร 60 ล้านบาท นำไปใช้ในการสร้างบ้านบนเนื้อที่ 4 ไร่ครึ่ง พื้นที่ใช้สอบ 2,500 ตารางเมตร และนำเงินรายได้ค่าปันผลมาตกแต่งสวน ทำสนามฟุตบอล สระว่ายน้ำ จำนวน 20 ล้านบาท เก็บไว้ใช้ส่วนตัว 6 ล้านบาท ซื้อทองคำ 13 ล้านบาท ซื้อเครื่องเพชร 11 ล้านบาท ซื้อเงินตราต่างประเทศ 10 ล้านบาท สำรองไว้ 8 ล้านบาท”

ยิ่งลักษณ์ เบิกความต่อไปอีกว่า ในปี 2544 หุ้นชินคอร์ป มีการแตกพาร์จากราคา 10 บาท เหลือ 1 บาท ทำให้พยานมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเป็น 20 ล้านหุ้น แต่ยังมีมูลค่ารวมเท่าเดิม ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2549 ได้ขายหุ้นให้กับบริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้ง ในเครือกลุ่มทุนเทมาเส็กประเทศสิงคโปร์ ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท เมื่อหักค่าใช้จ่ายต่างๆ แล้ว ได้เงินประมาณ 912.3 ล้าน โดยการขายหุ้นดังกล่าวขายพร้อมกับ นายพานทองแท้ น.ส.พิณทองทา และนายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน และได้นำเงินดังกล่าวเข้าบัญชีออมทรัพย์ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน เงินส่วนหนึ่งนำไปบริจาคมูลนิธิไทยคม นำไปลงทุนกองทุน ใช้หนี้ และปล่อยกู้ แต่ถูก คตส.สั่งอายัดไว้จำนวน 337 ล้านบาท

“พ.ต.ท.ทักษิณ จากคนที่ทำประโยชน์ให้ประเทศชาติ กลับถูกกล่าวหาว่าเป็นคนทุจริตคดโกง รวมไปถึงญาติพี่น้องไม่สามารถอยู่รวมกันได้อย่างอบอุ่น ดิฉันไม่ใช่นักการเมืองยังถูกผลกระทบเล่นงาน นับตั้งแต่ที่พี่ชายและครอบครัวถูกกล่าวหา ก็มีหมายเรียกให้ดิฉันไปเป็นพยาน แต่สิ่งที่ คตส.ทำแตกต่างกับคนอื่น ไม่ยอมให้คนครอบครัวชินวัตรนำทนายความเข้าร่วม ดิฉันต้องถูกคน 7-8 คน รุมถามด้วยคำถามนำ อยู่นานถึง 9 ชั่วโมง หุ้นทั้งหมด พ.ต.ท.ทักษิณ มีก่อนที่จะเข้ารับตำแหน่งทางการเมือง และดิฉันก็ซื้อหุ้นนั้นมาด้วยความสุจริต ขอศาลให้ความเป็นธรรมด้วย” น.ส.ยิ่งลักษณ์ เบิกความตอนท้ายด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

 

แก้วสรร / นพ.ตุลย์

ต่อมา 26 กุมภาพันธ์ 2553 ศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ อม.1/2553 ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา เล่ม 127 ตอน21ก ซึ่งพิพากษาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นบริษัทชินคอร์ปจำนวน 1,419,490,150 หุ้น โดยให้ครอบครัวเป็นผู้ถือหุ้นและรับเงินปันผลไว้แทน

ประเด็นที่เกี่ยวข้องกับน.ส.ยิ่งลักษณ์จนนำมาสู่การพิพากษาว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ยังเป็นผู้ถือหุ้นชินคอร์ปปรากฎในคำพิพากษาดังนี้

“สำหรับน.ส.ยิ่งลักษณ์ ซึ่งอ้างว่าได้รับเงินปันผลรวม 6 งวด เป็นเงิน 97,200,000 บาทเมื่อได้รับเงินปันผลงวดแรกจำนวน 9,000,000 บาทได้สั่งข่ายเช็คชำระให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณทั้งหมด เงินปันผลงวดที่ 2 จำนวน 13,500,000บาท ได้สั่งจ่ายชำระให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ แต่เลขานุการเขียนตัวเลขในเช็คผิดจึงแก้ไขไปจาก 13,500,000 บาท เป็น 11,000,000 บาท เงินปันผลงวดที่ 2 ที่เหลืออีก 2,500,000 บาท ได้สั่งจ่ายเช็คให้ผู้คัดค้านที่ 3 (น.ส.พินทองทา ชินวัตร) เป็นการคืนเงินที่ฝากน.ส.พินทองทา ซื้อนาฬิกาจากต่างประเทศ

ส่วนเงินปันผลงวดที่ 3 ถึงที่ 6 ได้สั่งจ่ายเช็ครวม 44 ฉบับ เป็นการสั่งจ่ายเข้าบัญชีธนาคารของน.ส.ยิ่งลักษณ์ จำนวน 2 ฉบับรวมเป็นเงิน 2,100,000 บาท เช็คอีก 42 ฉบับเป็นเงินสดรวม 68,000,000 บาท นำมาตกแต่งบ้าน ทำสวน สนามฟุตบอล และสระว่ายน้ำ ประมาณ20,000,000 บาท ค่าใช้จ่ายส่วนตัว 6,000,000 ซื้อทองคำแท่ง 13,000,000 บาท ซื้อเครื่องเพชรและเครื่องประดับ 11,000,000 บาท ซื้อเงินตราต่างประเทศประมาณ 10,000,000 บาท และสำรองไว้ที่บ้าน 8,000,000 บาท โดยมิได้ส่งเงินให้แก่พ.ต.ท.ทักษิณ แต่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่มีหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการใช้เงินสดจำนวนมากถึง 68,000,000 บาทมาแสดง ข้ออ้างของน.ส.ยิ่งลักษณ์จึงรับฟังไม่ได้”

ผลจากคำพูดของยิ่งลักษณ์ในอดีตซึ่งศาลได้มีคำพิพากษาเป็นที่ข้อยุติแล้วนั้นมีผลให้อย่างน้อยยิ่งลักษณ์ต้องเผชิญหน้ากับสองคดีสำคัญ คือ 1.การให้การเท็จต่อคตส.ในฐานะเจ้าพนักงาน และ 2.เบิกความเท็จต่อศาลฎีกาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177 ตามคำกล่าวโทษของคนท. ทำให้ต้องติดตามกันต่อไปด้วยใจระทึกว่ายิ่งลักษณ์จะผ่านด่านนี้ไปอย่างไร

อยากได้”คุณเธอ”ก็ต้องรับสภาพ

Published มิถุนายน 6, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์ : อยากได้”คุณเธอ”ก็ต้องรับสภาพ.

  • 06 มิถุนายน 2554 เวลา 11:37 น.

“เมื่อสมองถูกฝังโปรแกรมที่ทีมงานป้อนให้ การจะยกมือชูนิ้ว หรือการปราศรัยบนเวที ต้องเริ่มต้นอย่างนี้จบอย่างนั้น ทำให้สื่อคุ้นชินจนน่าเบื่อด้วยคำถามตามมาหากโชคดีเข้าสู่อำนาจรัฐ จะท่องคาถาบริหารประเทศหรือไม่”

โดย….อสนีบาต

เผลอแผลบเดียวเวลาหาเสียงของแต่ละพรรคเหลือแค่ไม่ถึงเดือน  ทุกนาทีจากนี้ล้วนมีความหมาย ใครจะปล่อยหมัดเด็ด พลิกกลยุทธ์ หรือเดินพลั้งพลาดจนจับได้ไล่ทัน  หาเสียงกล่าวร้าย หวังเปลี่ยนระบอบมีสิทธิ์ร่วงได้ในโค้งสุดท้าย

…ความพยายามผลักและดัน คนคนหนึ่งให้เกิดความฮือฮาราว นางงามรักเด็ก อาจเขย่าต่อมความรู้สึกตื่นเต้นกรี๊ดกร้าดระยะแรก  แต่เมื่อวันเวลาผันผ่าน ดูจะไม่ต่างกับสินค้ายี่ห้อใหม่ถูกโฆษณาไว้ซะดิบดี แต่เมื่อแกะออกมาลองลิ้มชิมรส เริ่มทำให้รู้ว่าแท้ที่จริงโดดเด่น แค่รูปแบบหีบห่อ  แต่คุณภาพภายในซึ่งเป็นหัวใจชี้ขาด ชนิด สด สะอาด  อร่อย สมคำร่ำลือ แท้ที่จริงอาจเคี้ยวไม่ได้กลืนไม่ลง เป็นแค่แท่งสี่เหลี่ยมแข็งโป้กเขวี้ยงหัวสุนัขแตกก็เป็นได้

…การตลาดแบบแหกตากำลังหลอกล่อผู้คนให้แห่กันเสพติดและมีเค้าลางจะระทมในภายหลังกันทั้งเมือง  ตราบใดที่ทุกความคิดผูกขาดจากเจ้าของพรรคตัวจริง  …อสนีบาต…ได้เข้าไปสัมผัส พูดคุยกับคุณเธอโดยตรง บอกกันตามตรงอด สงสาร จนอยากน้ำตาไหลเหมือนที่เธอต่อมน้ำตารั่วบนเวที  เพราะความเป็นตัวตนถูกกำหนดโดยคนไม่มีสิทธิทางการเมืองให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้

…ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมให้สัมภาษณ์พิเศษสื่อต้องถูกกำหนดให้ใส่ชุด ยกหีบเครื่องประดับราคาแพงสวมใส่ขับเน้นให้โดดเด่น  หรือจะลงพื้นที่ท้องนาท้องไร่หาเสียง ต้องจัดเครื่องแบบให้ติดดิน กว้านหารองเท้าผุๆพังๆสักครู่เข้ากับชาวรากหญ้า  หรือจะขึ้นปราศรัย ต้องยกนิ้ว ชูมือแบบนี้  แน่นอนจึงมีเสียงพึมพัมหลังเวทีส่งผ่านโสตประสาท… อสนีบาต  … ให้ได้ยิน  “ ดิฉันเป็นคนนะไม่ใช่หุ่นยนต์ “

… คน คนหนึ่งถูกกำหนดรูปแบบชีวิต จากเวิอร์คกิ้งวูแมน  กลายเป็น เดอะสตาร์กลางท้องนา  ต้องแสดงเรียลริตี้รายวัน  ทำให้คิดขึ้นโดยพลันกับการโหมปล่อยข่าวผ่านนักปลุกระดม ยัดเยียดนักเลือกตั้งรายนั้นรายนี้ให้เป็น   “เรยาการเมือง”   น่าจะเป็นกลยุทธ์เบี่ยงเบนประเคนจุดอ่อนตัวเองให้ผู้อื่น หวังกลบเกลื่อนความผิดปกติของตัวเองมากกว่า  เพราะดูไปดูมาแบบวันต่อวัน จากการจัดวางบทจากทีมงานภายในพรรค พบว่า ตัวเองนั่นแหละ คือเรยาขนานแท้ที่ต้องดิ้นรนทำทุกอย่างตามใบสั่งเพื่อให้ขึ้นสู่จุดสูงสุดทางการเมือง

…การที่ขบวนการปลุกระดม   ออกมาตั้งโต๊ะแถลงกล่าวให้ร้ายผู้อื่น ในช่วงเวลาที่ผ่านมา โดยไม่ได้มองดูเงาตัวเองเลยว่าด่างพร้อยขนาดไหนทั้งที่เคยประกาศยุผู้คนมาเผาเมือง  มันก็เป็นการถ่ายทอดความไร้เดียงสาให้คนมีสติคิดได้ว่าพอสักทีเถอะ “ ไอ้เบื๊อก”

…เหมือนอย่าง ที่ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ออกมาเตือนนั่นแหละท่าน   กับการกล่าวถึงนักปลุกระดมในคราบผู้สมัคร ส.ส.  หาเรื่องหาราว ไม่ต่างกับเด็กเลี้ยงแกะ จากกรณีเหตุการณ์ผู้บังคับบัญชารณรงค์นายทหารไปเลือกตั้ง แต่ไปใส่ความอ้างว่าเป็นการสั่งให้นายทหารต้องไปเลือกพรรคนั้นพรรคนี้   มันสมควรแล้วหรือกับบรรยากาศเลือกตั้งที่ต้องการหาความสงบ

…หรือแม้แต่การไปนั่งโต๊ะประชันวิสัยทัศน์ปรองดองออกทีวี ทำให้เห็นถึงความแตกต่างทางภูมิปัญญาระหว่างนักการเมืองรุ่นพ่อกับ รุ่นลูก  ที่กระดกลิ้นออกมารู้ไส้รู้พงว่าชีวิตนี้ต้องตะแบงไว้ก่อน ด้วยการอ้างประชาชนเป็นเกราะกำบังปกป้องผู้มีพระคุณที่ส่งเสริมให้ตัวเองกลายเป็นไพร่วีไอพี

…ทั้งๆที่หลักความเข้าใจประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข สอนให้คนเข้าใจว่าประชาธิปไตยคือการมีสิทธิเสรีภาพอย่างเท่าเทียมภายใต้ กติกา กฎหมายเดียวกัน มิใช่ประชาธิปไตยที่กำหนดนิยาม เพื่อข้าและเพื่อนาย

… อ้าวสาธยายไปซะไกล  ขอกลับมาที่เรื่องคุณเธออีกครั้ง    จะว่าไปแล้ว บทบาทของคนคนหนึ่งที่ดูแอ๊บแบ๊ว กำลังถูกผลักเข้าสู่แดนประหาร จากน้ำมือคนในวงศ์ตระกูลเดียวกันที่หน้ามืดตามัวทำอย่างไรก็ได้ให้กลับมามีอำนาจ ล้างความผิดทางการเมือง

เมื่อสมองถูกฝังโปรแกรมที่ทีมงานป้อนให้ การจะยกมือชูนิ้ว หรือการปราศรัยบนเวที ต้องเริ่มต้นอย่างนี้จบอย่างนั้น ทำให้สื่อคุ้นชินจนน่าเบื่อด้วยคำถามตามมา  หากโชคดีเข้าสู่อำนาจรัฐ จะท่องคาถาบริหารประเทศหรือไม่

…ปัญหาชาติ มีมากมาย ทั้งปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีผลสะเทือนมาถึงไทย  สถานการณ์ความไม่สงบสามจังหวัดชายแดนภาคใต้   หรือ ปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย –กัมพูชา  ฯลฯ ถ้าได้ผู้นำประเภทหนักไปทางสวย หล่อ เท่ห์ สร้างความชื่นใจแต่หารู้ไม่ สมองกลวงว่างเปล่า    ทิศทางประเทศจะไปทางไหนลองคิดดู

…ทันทีที่ชุดหรูเจิดจรัสหน้าประตูทำเนียบฯ  แต่ปรากฎว่าอีกด้านที่ด้ามขวานแผ่นดินไทยมีเสียงระเบิดตูม  หวั่นใจเหลือเกินว่า คุณน้องจะเรียกทีมงานหายาดมมาสูดหลายฟอดก่อนโทรหาคุณพี่จากแดนไกล ขอคำแนะนำเพื่อจะได้แสดงความซาบซึ้งเคล้าน้ำตาอรรถาธิบายวิธีการแก้ปัญหาผ่านสื่อ ที่จ้องรอดักถาม

นี่คือภาพที่จะเกิดในไม่ช้า

…คงจะโทษใครไม่ได้   ในเมื่อกำลังจะตัดสินใจอยากได้เรยาการเมืองของแท้ ต้องเตรียมเผชิญสถานการณ์วิปริตผิดเพี้ยนกันอีกครั้ง

…นี่ยังไม่นับรวม คำประกาศิต ภายหลังเข้ามาเสวยอำนาจ  จัดคณะเสนบดีเสร็จสรรพ รอวันเป่าหูทำพิธี  ขึ้นป้ายนิรโทษกรรม ปลดปล่อยนักโทษหนีคดี  คราวนี่แหละสะเทือนไปถึงความเชื่อมั่นหดหาย  ปลุกม็อบบางพวกบางกลุ่มจากที่เคยขาลงมาเป็นขาขึ้น  อ่อนไหวไปถึงตลาดหุ้น นักลงทุนผวา บ้านเมืองอึมครึมอีกครั้ง

…เอ้า!!! อยากชมซีรีย์ เขย่าขวัญการเมืองแบบนี้ ก็ตามสบายครับทั่น…

เปิดข้อกล่าวหา”ยิ่งลักษณ์”ซุกหุ้น”ชินคอร์ป”

Published มิถุนายน 6, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์ : เปิดข้อกล่าวหา”ยิ่งลักษณ์”ซุกหุ้น”ชินคอร์ป”.

  • 06 มิถุนายน 2554 เวลา 06:31 น.

เปิดคำกล่าวโทษ “ยิ่งลักษณ์” ที่เครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดินเสนอให้ “แก้วสรร อติโพธิ” อดีต คตส. รับรองและเตรียมส่งให้ดีเอสไอพิจารณาในวันที่ 21 มิ.ย.นี้

สาระสำคัญจากคำกล่าวโทษน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผู้สมัครสส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย ในกรณีให้การเท็จต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดีซุกหุ้นของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน เป็นผู้เสนอ และนายแก้วสรร อติโพธิ อดีตเลขานุการคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นผู้รับรอง โดยเตรียมส่งเรื่องให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ดำเนินการในวันที่ 21 มิ.ย.

******************************

ข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติถึงที่สุดแล้วตามคำพิพากษา

ตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯเรื่องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2553ได้วินิจฉัยเป็นที่ยุติแล้วว่า

“ระหว่างที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี2544นั้นหุ้นบริษัทชินคอร์ปซึ่งรับสัญญาโทรคมนาคมกับรัฐกว่า 49% ยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ และ ภริยา อันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐแล้วยังคงถือไว้ซึ่งสัญญาสัมปทาน ส่วนคำคัดค้านของนางสาวยิ่งลักษณ์และพวกว่าหุ้นชินคอร์ปจำนวนดังกล่าวเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเพราะได้ซื้อมาจากพ.ต.ท.ทักษิณนั้น ศาลฟังว่าเป็นความเท็จิงเป็นการสมคบให้ใช้ชื่อถือแทนเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมาย”

คำวินิจฉัยข้างต้นที่ว่าหุ้นชินคอร์ปยังเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ และภริยาอยู่ตลอดเวลาที่อยู่ในตำแหน่งนายกรัฐนี้ถือเป็นที่สุดและมีผลผูกพันน.ส.ยิ่งลักษณ์และพวกที่ล้วนเข้าไปเป็นตัวความในคดียึดทรัพย์นี้ด้วย ซึ่งในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความนั้นหากบุคคลเหล่านี้ต้องคดีใดๆที่เกี่ยวเนื่องกับพฤติการณ์ซุกหุ้นนี้อีก ศาลในคดีนั้นๆจะต้องถือข้อเท็จจริงมในคดีฟังเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์ทุกคดีไป

โดยน.ส.ยิ่งลักษณ์และพวกจะไม่มีสิทธิต่อสู้คดีปฎิเสธความต่อศาลว่าตนได้ซื้อหุ้นจากพ.ต.ท.ทักษิณ ได้อีกเลย ดังตัวอย่างในคดีที่กรมสรรพากรได้ฟ้องเรียกภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปจากนายพานทองแท้และน.ส.พิณทองทานั้น ศาลในคดีภาษีดังกล่าวก็ได้ยกฟ้องกรมสรรพากร โดยวินิจฉัยว่าเงินได้มิใช้ของจำเลยทั้งสองเพราะข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติตามคำพิพากษาศาลฎีกาในคดียึดทรัพย์ไปแล้วว่าหุ้นชินคอร์ปเป็นของพ.ต.ท.ทักษิณ จำเลยทั้งสองถูกใช้ชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทนเท่านั้น เป็นต้น

ความผิดข้างเคียงที่สืบเนื่องจากคดียึดทรัพย์

เมื่อข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติเด็ดขาดผูกพันน.ส.ยิ่งลักษณ์ และพวกแล้วว่าซุกหุ้นเช่นนี้ ข้าพเจ้าก็ได้สืบค้นข้อมูลต่ไปจนได้ข้อยุติว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์และพวกจะต้องมีความผิดอย่างแน่นอน ดังต่อไปนี้

– ความผิดตามพ.ร.บ.ตลาดหลักทรัพย์มาตรา 298 และ 302 ฐานแจ้งธุรกรรมขายและซื้อหุ้นชินคอร์ปเป็นเท็จหลายกรรมหลายวาระด้วยกัน

– ความผิดฐานให้ข้อมูลการถือครองหุ้นอันเป็นเท็จต่อคตส.ซึ่งมีฐานะเป็นเจ้าพนักงานตามพ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 133

– ความผิดฐานเบิกความในข้อมูลการถือครองหุ้นอันเป็นเท็จต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 177

เฉพาะในส่วนของนางสาวยิ่งลักษณ์นั้นมีพฤติการณ์กระทำผิดในฐานความผิดทั้งสาม ดังนี้

1.ได้ร่วมสมคบกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรให้ พ.ต.ท.ทักษิณ มีหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อ 6 ก.ย.2543ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ขายหุ้นชินคอร์ป 2 ล้านหุ้นให้น.ส.ยิ่งลักษณ์แล้ว

2.ได้ร่วมสมคบกับพ.ต.ท.ทักษิณและพวกมีหนังสือแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์เมื่อ 23 ม.ค.2549ว่าตนได้ขายหุ้นชินคอร์ป 20 ล้านหุ้นให้แก่กลุ่มทุนเทมาเส็คแล้ว

3.ได้ให้ปากคำอันเป็นเท็จต่ออนุกรรมการไต่สวนของคตส.เมื่อ 24 เม.ย.2550 ยืนยันว่าตนได้ซื้อหุ้นชินคอร์ปจากพ.ต.ท.ทักษิณ และนำเงินปันผลที่ได้มา มาผ่อนชำระค่าหุ้นจนหมดแล้ว โดยคตส.ที่เป็นผู้ไต่สวนปากคำน.ส.ยิ่งลักษณ์ คือ นายวิโรจน์ เลาหะพันธ์ และนายสัก กอแสงเรือง

4.ได้เบิกความเป็นเท็จต่อศาลฎีกาฯเมื่อวันที่ 6 ส.ค.2552 ยืนยันว่าตนได้ซื้อหุ้นจากพ.ต.ท.ทักษิณ ได้เงินปันผลมา 97 ล้านบาท ขำระค่าหุ้นให้พี่ชาย 20 ล้านบาท ที่เหลือตนนำมาใช้ปรับปรุงบ้านซื้อทองคำเครื่องเพชร และเหตุที่ส่งเงินปันผลคืนให้เกินไป 2.5 ล้านบนาทนั้นก็เป็นการชำระหนี้ค่าฝากซ้อนาฬิกา ทั้งหมดนี้ศาลเห็นว่าเลื่อนลอยเป็นเท็จไม่มีหลักฐานสนับสนุนแม้แต่น้อยเลย ดังคำพิพากษากลางหน้า 99

คำกล่าวโทษ

โดยข้อกฎหมายและข้อเท็จจริงที่ข้าพเจ้าได้อ้างอิงมาทั้งหมด ข้าพเจ้าจึงขอกล่าวโทษต่อพนักงานเจ้าหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดังนี้

1.กล่าวโทษน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรว่ากระทำความผิดสำเร็จลุล่วงแล้วเป็นสี่กระทงด้วยกันตามข้อ 1-4 ข้างต้น โดยสองกระทงแรกเป็นความผิดทางเศรษฐกิจที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ของกรมสอบสวนคดีพิเศษโดยตรง อีกสองกระทงเป็นความผิดข้างเคียงที่ขอให้รับเป็นคดีพิเศษได้ เนื่องจากเกี่ยวเนื่องกับสองคดีแรก และผู้ถูกกล่าวโทษเป็นผู้มีอิทธิพล

คดีทั้งสี่นี้หากได้ความว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์ให้ข้อมูลตรงตามที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว ท่านต้องสั่งสำนวนส่งให้พนักงานอัยการดำเนินคดีทันที เพราะประเด็นที่ว่าเป็นข้อมูลเท็จหรือไม่นั้น น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มีสิทธิต่อสู้ใดๆเลยต้องฟังเป็นที่ยุติเด็ดขาดตามคำพิพากษาศาลฎีกาไปแล้ว

2.ขอให้ท่านสอบสวนเพิ่มเติมแล้วขยายผลต่อไปยังพวกพ้องของน.ส.ยิ่งลักษณ์ ตามข้อหาต่างๆนั้นอีกส่วนหนึ่งด้วย

3.ขอให้ท่านสอบสวนเพิ่มเติม ขยายผลไปยังผู้มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ด้วยว่า เหตุใกจึงไม่มีการกล่าวโทษน.ส.ยิ่งลักษณ์และพวกเลยทั้งๆที่ศาลฎีกาได้ตัดสินคดีเป็นยุติเด็ดขาดมาเนิ่นนานแล้ว บุคคลที่ต้องให้คำอธิบายนี้ก็ได้แก่ คณะกรรมการป.ป.ช.ในฐานะแทนคตส., อัยการสูงสุดและอัยการกองคดีพิเศษ,เลขานุการคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์, รมว.คลังในฐานผู้กำกับดูแลกลต.

คำกล่าวโทษนี้นายแก้วสรร อติโพธิ เป็นผู้ยืนยันรับรองในความถูกต้องของข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย และทุกคนได้มอบหมายให้นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ เป็นตัวแทนผู้มีอำนาจยื่นกล่าวโทษนี้ต่อท่าน

ขุมทอง”ยูกันดา”ขุมพลังเพื่อไทย

Published มิถุนายน 6, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์ : ขุมทอง”ยูกันดา”ขุมพลังเพื่อไทย.

  • 05 มิถุนายน 2554 เวลา 12:37 น.

ความมั่งคั่งนี้ได้ส่งผลให้ สส.เพื่อไทยและพลพรรคต่างมั่นใจว่า “ทักษิณ” จะนำพาพรรคเพื่อไทยให้ชนะเลือกตั้งได้ จึงไม่คิดหนีจากไปไหน….

การหาเสียงเลือกตั้งกำลังดำเนินไปอย่างเข้มข้น และถึงนาทีนี้ ผลสำรวจสำนักโพลต่างๆ ก็ชี้ไปทิศทางเดียวกันว่าพรรคเพื่อไทยมีแต้มต่อสูงสุด แต่ระยะเวลาที่เหลืออยู่จากนี้ไป ทุกอย่างมีโอกาสพลิกผันได้ตลอดเวลา

เบื้องหลังความร้อนแรงของพรรคเพื่อไทยคงหนีไม่พ้น “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี แม้จะอยู่ต่างแดน แต่ไม่เคยห่างข้อมูลจากเมืองไทยเลย และเขายังคงกุมบังเหียนพรรคเพื่อไทยอย่างแท้จริง

ปฏิเสธไม่ได้ว่านอกจากเป็นคนไอเดียบรรเจิดแล้ว ความร่ำรวยของ “ทักษิณ” ยังทำให้เขาทรงอิทธิพลจนถึงทุกวันนี้

ความมั่งคั่งนี้ได้ส่งผลให้ สส.เพื่อไทยและพลพรรคต่างมั่นใจว่า “ทักษิณ” จะนำพาพรรคเพื่อไทยให้ชนะเลือกตั้งได้ จึงไม่คิดหนีจากไปไหน แม้ทักษิณต้องหนีไปอยู่ต่างประเทศ หรือแม้ว่าพรรคไทยรักไทยและพลังประชาชนจะถูกยุบก็ตาม

ปัจจัยที่ทำให้ สส.พรรคเพื่อไทยมั่นใจว่าทักษิณและครอบครัวยังร่ำรวยอยู่ แม้จะถูกยึดทรัพย์ไปกว่า 4 หมื่นล้านบาท คือ ทรัพย์สินที่รอดพ้นการยึดทรัพย์ ซึ่งคาดว่าน่าจะยังมีอยู่อีกประมาณ 3 หมื่นล้านบาท

ที่สำคัญไปกว่านั้น คือ ขุมทรัพย์ในต่างประเทศของทักษิณที่ร่ำลือกันว่ามีอีกมากมายมหาศาล ทั้งเรื่องของธุรกิจเหมืองทอง เหมืองเพชร สัมปทานน้ำมัน

“ทักษิณ” ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์เกี่ยวกับการทำธุรกิจขณะนี้ว่า ได้ทำธุรกิจเกี่ยวกับเหมืองทองใน 5-6 ประเทศ และที่มากที่สุดอยู่ในประเทศยูกันดาถึง 31 เหมือง นอกนั้นอีก 5 ประเทศ มีอย่างละ 1-2 เหมือง รวมมูลค่า 5.4 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหักส่วนที่ต้องจ่ายค่าสัมปทานให้กับรัฐบาลประเทศนั้นๆ แล้ว ก็ยังมีรายได้เหลืออีกนับหมื่นล้าน

“ส่วนใหญ่ผมทำคนเดียว แต่บางที่ก็หุ้นกับเพื่อน กับรัฐบาล แต่ผมถือหุ้นใหญ่ หุ้นกับเพื่อน เราจะเข้าตลาดในลักษณะโฮลดิงชื่อ กลุ่มโกลบอลพีเอสไมนิง”

นอกจากนี้ ยังมีเหมืองแพลทินัม หรือทองคำขาว เป็นแร่ที่มีมูลค่าสูงมาก แพงกว่าทอง ซึ่งการสำรวจเบื้องต้นยังไม่เสร็จสิ้น พบว่ามีแพลทินัมอยู่ 33 ล้านออนซ์ ราคาตลาดโลกอยู่ที่ 1,812 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

“อีกสักปีครึ่งก็คงจะเปิดหน้าเหมืองทองได้หมด ถ้าเปิดหมดก็เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้” ทักษิณ กล่าวอย่างมั่นใจ

อย่างไรก็ตาม “ทักษิณ” บอกว่า ขณะนี้ธุรกิจเหมืองทองกำลังไปได้ดี แม้จะยังไม่ขุดเจาะทั้งหมด แต่ก็มีมูลค่าแล้ว เหมือนผลิตเศษกระดาษเป็นเงิน ถ้าซื้อที่ดินมาแปลงหนึ่งแล้วขายต่อก็ได้กำไรนิดเดียว แต่ถ้าถมที่ให้เสร็จก่อนแล้วจึงขายก็จะได้กำไรเพิ่มขึ้น

“เมื่อขุดเจาะแล้วตัดถนน เอาน้ำเอาไฟเข้าก็ได้มูลค่าเพิ่ม แต่ถ้าทำเหมืองเลยเหมือนปลูกบ้านขายก็ได้กำไรเพิ่มขึ้น ต้องมีการปรับปรุง เช่นเดียวกับการทำเหมือง คือ ต้องเริ่มต้นตั้งแต่สำรวจให้ได้ข้อมูลก่อน ปรับปรุงพื้นที่ พอเริ่มมีน้ำไฟเข้ามายังพื้นที่ก็เริ่มขายได้กำไรแล้ว แต่ถ้าจะให้ถึงกับเอาเข้าตลาดหุ้นได้ ต้องถึงขั้นสำรวจขุดเจาะ หรือเรียกว่าทำไดมอนด์ดีลลิง จนรู้ว่ามีทองจำนวนเท่าใดแน่ มีแร่อยู่ตรงจุดไหน จึงตีราคาได้”

ทักษิณ ขยายความธุรกิจนอกประเทศว่า สำหรับตลาดรับซื้อนั้นมีหลายที่ เช่น แคนาดา อังกฤษ ออสเตรเลีย เมื่อทำไดมอนด์ดีลลิงเสร็จ ถ้าเงินไม่พอก็อาจจะใช้วิธีขายหุ้นบางส่วน ได้เงินมาบางส่วนก่อน แล้วค่อยเปิดหน้าเหมืองแล้วนำไปเข้าตลาดหุ้น ราคาก็ดีขึ้น
ด้านธุรกิจอื่นๆ ทักษิณ บอกว่า เหมืองเพชรได้ตกลงกันแล้ว แต่กำไรน้อย จึงยังไม่ทำอะไร ส่วนเรื่องลอตเตอรี่ไปทำแล้ว แต่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่ในยูกันดาฐานะยากจน คิดว่าคงจะยกให้รัฐบาล และจะทำเหมืองอย่างเดียว

ทักษิณ บอกอีกว่า ขณะที่ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติก็มีสัมปทานอยู่ แต่ยังไม่จบ นอกจากนี้ยังลงทุนโรงงานสร้างเฮลิคอปเตอร์ในกรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือยูเออี โดยใช้เทคโนโลยีจากประเทศยูเครน เป็นเฮลิคอปเตอร์ขนาดเล็ก 2 เครื่องยนต์ เมื่อเกิดอุบัติเหตุสามารถดีดออกมาพร้อมห้องเครื่อง เป็นการร่วมลงทุนกับเพื่อนที่ยูเออี โดยซื้อเทคโนโลยีมาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ

ทักษิณ ยังได้บอกถึงแรงบันดาลใจที่มาทำธุรกิจย่านแอฟริกา ว่า มาจากหลวงพ่อรูปหนึ่ง ซึ่งไม่อยากเอ่ยชื่อ เพราะเกรงจะถูกรบกวน

“หลวงพ่อบอกผมตอนที่ผมจะออกมาอยู่ต่างประเทศครั้งที่ 2 หลวงพ่อบอกว่าไปอยู่เมืองนอกอย่าเครียด ปล่อยใจให้ว่าง นั่งสมาธิบ้าง แล้วก็ทำธุรกิจไป จะทำให้มีรายได้จากธุรกิจมากกว่าในเมืองไทยเยอะ ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อว่ามันเป็นไปได้ยังไง เพราะอยู่เมืองไทยเราหามาทั้งชีวิต มันได้ขนาดนั้น แล้วถ้ามาอยู่เมืองนอกระยะสั้นๆ มันจะไปมีเยอะอย่างนั้นได้ยังไง”

เริ่มแรกทำลอตเตอรี่ เพื่อนผมที่เป็นประธานาธิบดียูกันดา บอกว่า ทำไมยูไม่ทำเหมืองทอง ก็เลยไปศึกษาทางอินเทอร์เน็ตก็ดูเข้าท่าดี ทำไม่ยาก

“เมื่อเริ่มสำรวจก็เลยรู้ว่ามันจริง หลวงพ่อพูดจริง เราก็ไม่คิดว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ ก็ไม่เชื่อ อย่างไปทำลอตเตอรี่ ซึ่งไม่คิดทำรวย แต่คิดอยากจะช่วยชาวบ้านเขา จึงจะขายกลับให้รัฐบาลเขาแล้ว และเมื่อคิดจะไปทำเรื่องเทเลคอมซึ่งเป็นอาชีพเดิมก็ไม่ไหว เข้ามาช้าแล้ว จึงหันไปทำเหมืองทอง”

ครั้นเมื่อถามว่าหลวงพ่อได้บอกไหมว่าจะได้กลับประเทศเมื่อไหร่ ทักษิณ ตอบแบบเขินๆ ว่า เร็วๆ นี้ แต่ไม่ได้ระบุชัด

“ผมเองก็ไม่ได้เชื่อท่านทุกเรื่อง ท่านนั่งสมาธิของท่านแล้วบอกว่าทรัพย์เดิมของผมนั้นอยู่แอฟริกา ตอนแรกผมก็ไม่เชื่อ แต่พอผมไปเปิดอินเทอร์เน็ต คองโกสำรวจแล้วพบว่าสินแร่ที่มีมูลค่าเท่ากับค่าจีดีพีของสหรัฐอเมริกาและยุโรปรวมกัน แต่คนในประเทศแถบนี้ คุณภาพของคนนั้นไม่ได้”

อย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ได้วางแผนที่จะเอาคนไทยมาบุกบางประเทศ ที่ได้ไปเห็นมาแล้วมีสินทรัพย์ในดินสูงกว่าอเมริกากับยุโรปรวมกัน และประเทศตะวันตกยังไม่เข้าไปเพราะกลัวความไม่ปลอดภัย ความยากลำบาก และความยุ่งยากทางการเมือง

“ผมไม่กลัว เขาต้อนรับอย่างดีเหมือนอดีตนายกฯ ทั่วไป บางที่ก็ได้ลงไปดูในพื้นที่ด้วยตัวเอง บางที่ก็จ้างนักธรณีวิทยาไปสำรวจ และในอนาคตผมวางแผนที่จะพาคนไทยมาทำงานที่นี่ โดยมีรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริม โดยมีข้อแม้กับประเทศว่าทองที่สำรวจพบส่วนหนึ่งต้องนำกลับประเทศไทย”

ทั้งนี้ อยากให้ประเทศไทยมั่งคั่ง โดยเฉพาะทองคำ หวังที่จะให้ในอนาคตเมืองไทยจะต้องเป็นบิลเลียนแบงก์ ทำไมประเทศมหาอำนาจทำได้ แต่ไทยทำไม่ได้ เพราะว่าไม่มีความสามัคคีกัน

“บ้านเราข้าวชามเดียวกันก็แย่งกันอยู่นั่นแหละ บางที่ซึ่งไปสำรวจมา น้ำมีเยอะมาก ปลูกข้าวได้ 3 ฤดู ถ้าเราเอาชาวนาเราไปปลูกข้าว ไม่ต้องขนข้าวจากไทยมาขาย ปลูกที่นั่น ขายที่นั่น ความต้องการข้าวเขาเยอะ ใช้คนที่นั่นมาเป็นลูกจ้างเรา คนไทยมีความสามารถ เป็นเถ้าแก่ได้หมด เราต้องไปให้ถึงดูไบที่เอาคนต่างชาติมาเป็นลูกจ้าง แต่เราเอาคนต่างชาติมาเป็นนาย ระบบของเขาเอื้อให้คนท้องถิ่นเป็นเถ้าแก่”

ทักษิณ บอกอีกว่า ถ้าลงทุนเหมืองแร่ได้ จัดการด้านการเกษตรได้ ต่อไปอาหารที่ผลิตออกมา ขายเท่าไหร่ก็ไม่พอ คนไทยมีความสามารถด้านนี้อยู่แล้วก็ใช้ให้เป็นประโยชน์ ถามว่าไปอยู่ต่างประเทศมานาน ได้อะไรมา ก็ต้องบอกว่าได้สิ่งนี้มา และหากถามว่าทำอย่างไรถึงจะดูดเงินจากต่างประเทศมาได้ ก็รู้วิธีแล้วไง

ทั้งหมดนี้คงทำให้ สส.เพื่อไทยไม่มีวันเปลี่ยนใจหนีจากทักษิณ หากไม่จำเป็นจริงๆ

****************************

ทรัพย์ทักษิณในไทย

คณะกรรมการตรวจสอบการกระที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ได้มีคำสั่งอายัดทรัพย์พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ ครอบครัวจากการขายหุ้นและเงินปันผลหุ้นของบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 76,621,603,061.05 บาท

ทั้งนี้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้มีคำพิพากษาให้ทรัพย์สิน 46,373,687,454.70 บาทพร้อมดอกผลตกเป็นของแผ่นดินตามคำสั่งของคตส.

ส่วนทรัพย์สินอีกจำนวน 30,247,915,606.35 บาท ซึ่งที่เป็นการซื้อขายหุ้นก่อนการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีให้ถือเป็นทรัพย์สินที่พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิง พจมาน ดามาพงศ์ ที่มีมีอยู่เดิมและไม่อาจตกเป็นของแผ่นดินได้ตามคำร้อง

อย่างไรก็ตามแม้พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกยึดทรัพย์ในคดีขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นไป 4.6 หมื่นล้านบาท แต่หากกวาดตามองออกไปแล้ว จะเห็นว่าอาณาจักรธุรกิจของพ.ต.ท.ทักษิณ ที่สร้างเอาไว้นับสิบปี ขยายใหญ่มากเกินกว่าขอบเขตในเรื่องโทรคมนาคมอย่างเดียว

พ.ต.ท.ทักษิณและครอบครัว ยังมีธุรกิจอีกมาก ทั้งอสังหาริมทรัพย์  โรงแรม  คอมพิวเตอร์  การโฆษณาประชาสัมพันธ์ และธุรกิจสื่อ

ธุรกิจเครือชินวัตรที่ไม่เกี่ยวข้องกับคดียึดทรัพย์ ประกอบด้วย บริษัท เวิร์ธ ซัพพลายส์  มูลค่าสินทรัพย์ 4,600 ล้านบาท  บริษัท ประไหมสุหรี พร้อพเพอร์ตี้   3,340 ล้านบาท ,  บริษัท โอเอไอ คอนซัลแต้นท์แอนด์แมนเนจเม้นท์   700  ล้านบาท  บริษัท โอเอไอ เอ็ดดูเคชั่น   2,500 ล้านบาท

บริษัท เอส ซี ออฟฟิซ ปาร์ค  350  ล้านบาท   บริษัท เอสซี ออฟฟิซ พลาซ่า  2,245 ล้านบาท บริษัท พี.ที.คอร์ปอเรชั่น  3,700 ล้านบาท  บริษัท เอส ซี เค เอสเทต  2,182 ล้านบาท  บริษัท บี.บี.ดี. ดีเวลลอปเม้นท์  3,375 ล้านบาท , บริษัท บี.บี.ดี.พร็อพเพอร์ตี้  2,322 ล้านบาท  เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น 7,361 ล้านบาท บริษัท ฮาวคัม สตูดิโอ 39 ล้านบาท  บริษัท ฮาวคัม มีเดีย  22.8 ล้านบาท  บริษัท วอยซ์ ทีวี  137 ล้านบาท

ทั้งนี้เมื่อรวมมูลค่าอาณาจักรธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ยังอยู่ในประเทศไทยยังมีสูงถึง   32,874  ล้านบาท

5พรรคเห็นพ้องปกครองพิเศษชายแดนใต้

Published มิถุนายน 6, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์ : 5พรรคเห็นพ้องปกครองพิเศษชายแดนใต้.

  • 05 มิถุนายน 2554 เวลา 07:53 น.

โพสต์ทูเดย์ร่วมกับองค์กรพันธมิตรจัดเวทีประชันวิสัยทัศน์เลือกตั้ง 54 “ก้าวใหม่ประเทศไทยสัญจร”ครั้งที่ 2 ที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีตัวแทนพรรคต่างๆมาร่วมเสวนาเรื่องนโยบายการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

หมายเหตุ – นสพ.โพสต์ทูเดย์ นสพ.บางกอกโพสต์ และโพสต์นิวส์ ร่วมกับสถานีวิทยุแห่งประเทศไทย บริษัท คลิก เรดิโอ จำกัด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สถาบันพระปกเกล้า จัดเวทีประชันวิสัยทัศน์ “เลือกตั้ง 54 ก้าวใหม่ประเทศไทยสัญจร” ครั้งที่ 2 ที่ เทศบาล อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยมีตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย ชาติไทยพัฒนา มาตุภูมิและรักษ์สันติ ร่วมเสวนาเรื่องนโยบายการแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ถาวร เสนเนียม รองเลขาธิการ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ปัญหาความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เกิดจากกลุ่มผู้ก่อความไม่สงบที่มีอุดมการณ์แบ่งแยกดินแดน ซึ่งวิธีแก้ไขคือใช้ใช้สันติวิธี และเปลี่ยนวิธีคิดของประชาชนที่จะก่อความไม่สงบว่าแท้จริงแล้วการอยู่ร่วมกันอย่างสันติไม่จำเป็นต้องแบ่งแยกดินแดน การแบ่งแยกดินแดนเป็นแนวคิดที่ล้าสมัย ควรยอมรับการอยู่ร่วมกันระหว่างพหุวัฒนธรรมและเปิดให้มีส่วนร่วมในการปกครอง

สำหรับรูปแบบการปกครองที่ประชาธิปัตย์เสนอ คือ ให้มีองค์การบริหารที่เรียกว่า ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) เพื่อทำหน้าที่ให้ข้าราชการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ เพราะหากใช้รูปแบบการบริหารอื่นๆ จะต้องร่างกฎหมายตั้งองค์กรใหม่ ต้องใช้ระยะเวลาอีกเป็นปี แต่รูปแบบ ศอ.บต.นำมาปฏิบัติได้เลยทันที และที่ผ่านมา 2 ปีก็พิสูจน์แล้วว่ามาถูกทาง เช่น เหตุความไม่สงบเกิดในรัฐบาลก่อนๆ มีกว่าปีละ 2,000 ครั้ง แต่ทุกวันนี้เกิดเหตุไม่ถึง 1,000 ครั้ง/ปี

นอกจากนี้ โครงสร้าง ศอ.บต.ยังเปิดโอกาสให้ตัวแทนภาคประชาชน 49 คน เข้ามามีส่วนร่วมกำหนดยุทธศาสตร์ ดำเนินการจัดทำนโยบายร่วมกับรัฐบาล ดำเนินการประเมินผล และสามารถเสนอแนะในการนำข้าราชการที่ไม่ดีออกจากพื้นที่ได้

สำหรับปัญหาเรื่องความเป็นธรรมที่ประชาชนเรียกร้องอย่างมากนั้น ยืนยันว่ารัฐบาลประชาธิปัตย์จะไม่ละเว้นการกระทำผิดของทุกฝ่ายไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือประชาชน แต่ก็เปิดกว้างให้ผู้หลงผิด หรือรู้เท่าไม่ถึงการณ์เข้ามอบตัวเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบเยียวยา แต่จะเลิกบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่ที่ประชาชนมีความพร้อมเป็นหลัก ที่ผ่านมาได้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในบางอำเภอ และปรากฏว่าเหตุการณ์ก็สงบเรียบร้อยดี

ด้านเศรษฐกิจ กฎหมาย ศอ.บต. เปิดช่องให้ตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษ ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตประชาชน หลักศาสนา และชาติพันธุ์ รวมทั้งยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนโดยส่งเสริมการประกอบอาชีพ เช่น เงินกู้ 1.5% สำหรับลงทุนหรือผู้ยากจน หรือด้อยโอกาสที่ต้องการได้บ้านอยู่อาศัยใน 3 จังหวัดภาคใต้ ก็ให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) จัดสรรเงินประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อดูแลก่อสร้าง ซ่อมแซม ต่อเติมบ้านให้ประชาชน

ด้านกอลยูบี จะเรเสะ ผู้สมัครเขต 8 พรรคเพื่อไทย ยืนยันว่าพรรคไม่ได้นำเสนอประเด็นเรื่องปัตตานีมหานคร แต่สิ่งที่ต้องแสวงหาอย่างยิ่งในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ คือ ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ต้องให้คนที่เป็นเซลล์ล่างสุดของพื้นที่ อย่างเช่น ผู้นำท้องถิ่น อิหม่าม ครูและวิทยากรอิสลาม มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางและนโยบายของตัวเองในการขับเคลื่อนสังคม

“หากจะเริ่มจากมิติทางศาสนา ต้องชัดเจนว่าเอาศาสนามาวางตั้งแต่เริ่มต้นในกระบวนการคิด แต่ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายอะไรมารองรับสักอย่าง เช่น พี่น้องอิหม่าม ชมรมตาดีกา พี่น้องครูวิทยากรอิสลาม ถามว่าบุคลากรเหล่านี้จะเป็นกำลังหลักในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในภาพรวม แต่ยังไม่มีกฎหมาย หรือ พ.ร.บ.ฉบับใดออกมารองรับว่าเขาอยู่ในสถานะอะไร และมีสิทธิอำนาจหน้าที่อย่างไร” กอลยูบี กล่าว

ฉะนั้น นโยบายของเพื่อไทยต้องการให้มีการร่างกฎหมายสักฉบับหนึ่งให้กับกลุ่มบุคคลที่อยู่ในเซลล์ล่างสุดของพื้นที่มีบทบาทการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงและครบวงจร

กอลยูบี กล่าวว่า จำเป็นต้องมองผ่านคำว่าแบ่งแยกดินแดนไปได้แล้ว แต่เปลี่ยนคำถามเป็นอะไรคือสิ่งที่ทำให้ประชาชนอยู่ได้อย่างมีสิทธิ สันติภาพ และความเท่าเทียม ตัวอย่างง่ายๆ เช่น ทำไมคนใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ต้องไปทำงานในมาเลเซียเป็นหมื่นๆ คน คำตอบก็คือ ทำงานในมาเลเซียได้เงินเยอะกว่าอยู่เมืองไทย ดังนั้นพรรคเพื่อไทยจึงมีนโยบายเงินเดือนปริญญาตรี 1.5 หมื่นบาท และค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาท ส่วนการพัฒนาเศรษฐกิจก็มีนโยบายจัดให้มีโครงการสะพานเศรษฐกิจระหว่างฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ส่วนประชาชนที่อาศัยชายฝั่งทะเลก็มีนโยบายตั้งกองทุนประมงเพื่อให้ดูแลครบวงจร

ขณะที่มูฮำมัดซูลฮัน ลามะทา ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า การบริหารราชการใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ค่อนข้างไม่มีเอกภาพ ดังนั้นขอเสนอให้มีศูนย์บริหารราชการครบวงจร ซึ่งลักษณะคล้ายกับ ศอ.บต.ของประชาธิปัตย์ แต่ต่างกันที่อำนาจรวมศูนย์การวางงบประมาณ

“ทุกกระทรวงทุกทบวงกรมที่มีอยู่ใน 3 จังหวัดนี้ เราอยากเห็นการวางงบประมาณที่ศูนย์บริหารราชการนี้เบ็ดเสร็จจริงๆ และแก้ปัญหาได้ทันเพราะนี่คือสิ่งที่เราคิดว่าเป็นปัญหาในระดับหนึ่ง” มูฮำมัดซูลฮัน กล่าว

จุดขายอีกประการของชาติไทยพัฒนา คือ การสร้างความปรองดอง ไม่ใช่ปรองดองในส่วนของสีเสื้ออย่างเดียว แต่หมายถึง 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ฉะนั้นถ้ามีโอกาสในการพูดคุยกับผู้มีส่วนร่วมในความรุนแรง ก็อยากพูดคุยเพื่อจะรู้ว่าอะไรคือความต้องการของคนกลุ่มนี้ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการแก้ไขปัญหาต่อไป

ด้านเศรษฐกิจเป็นที่ทราบดีว่า พรรคชาติไทยพัฒนาดูแลกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และอาชีพหลักของคนใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ 80% ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ปัจจุบันพบว่าพื้นที่นาร้างค่อนข้างมาก ที่นา 5 แสนกว่าไร่แต่มีการทำนาปรังแค่ 20-30% ฉะนั้นนโยบายพรรคจะพัฒนาระบบชลประทานเพื่อขยายพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มรายได้แก่ประชาชน ส่วนเรื่องราคาลองกองตกต่ำ จะแก้ด้วยการพัฒนาคุณภาพลองกองจากเกรด C เป็นเกรด A หรือ B ซึ่งเป็นที่ต้องการของตลาด แต่ต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป รวมทั้งมีนโยบายเปิดท่าเรือปากบาราที่ จ.สตูล เพื่อเพิ่มศักยภาพในการส่งออกไปยังภูมิภาคตะวันออกกลาง

“เราเป็นแชมป์ใน จ.นราธิวาส ที่ผ่านมาเชื่อว่าอยู่ในพื้นที่และประชาชนเห็นผลงานเราจริง ดังนั้นเลือกตั้งรอบนี้ก็ตั้งเป้าไว้ 4 ที่นั่ง เป็นนราธิวาส 3 ที่นั่งและสตูลอีก 1 ที่นั่ง” มูฮำมัดซูลฮัน กล่าว

อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ รองหัวหน้าพรรคมาตุภูมิ กล่าวว่า การนำพาสันติสุขสู่ชายแดนใต้ คือ 1.ประชาชนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี 2.ต้องสามารถดำรงชีวิตตามวิถีอิสลามและคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์ของตัวเอง 3.ต้องได้รับความยุติธรรม 4.ต้องได้รับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิด 4 ข้อได้มี 3 ประการ คือ 1.นโยบาย 2.คน 3.งบประมาณ ซึ่งดำเนินไปอย่างเป็นเอกภาพและต้องมีองค์กรใหญ่เป็นผู้ขับเคลื่อน

“ถ้าใช้ ศอ.บต. ผมถือว่าเป็นหน่วยราชการที่ประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ให้เกิดการบูรณาการในการบริหารเท่านั้นเอง แต่ถ้าจะให้ใหญ่กว่านั้น ต้องมีทบวงบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ กินเนื้อที่อาจจะทั้ง 5 จังหวัด หรือ 3 จังหวัดกับอีก 4 อำเภอก็ได้ ทบวงนี้มีรัฐมนตรีเป็นคนบริหาร มีอำนาจในการกำหนดนโยบายเดียว หน่วยงานต่างๆ อยู่ภายในทบวงนี้ทั้งหมด ไม่ว่าการศึกษา เกษตร หรือการพัฒนาสังคม รัฐมนตรีคนเดียวมีอำนาจในการสั่งการ” อารีเพ็ญ กล่าว

อารีเพ็ญ กล่าวว่า ทุกวันนี้กว่า 20 กระทรวงมีงบประมาณสำหรับแก้ปัญหาชายแดนใต้ทุกกระทรวง รวมกันปี 2553 กว่า 1.7 หมื่นล้านบาท ทำให้งบประมาณที่ลงไปมีความซับซ้อนกัน ควรเอามาอยู่กระทรวงเดียวแล้วมีงบประมาณ 1.7 ล้านบาท การใช้งบประมาณก็จะมีประสิทธิภาพ เหมือนแก้วแก้วหนึ่งเจาะรู 20 รู กับเจาะรูรูเดียว แรงดันของน้ำย่อมแตกต่างกัน

อารีเพ็ญ ยังเห็นว่าควรยกเลิกการบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเพราะเป็นปัญหามาก เด็กวัยรุ่นถูกขัง 5 วัน 8 วัน แทนที่กลับมาจะรู้สึกดีต่อรัฐจะทำให้ต่อต้านรัฐมากขึ้น ฉะนั้นควรต้องเลิกใช้ นอกจากนี้ยังเสนอให้ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองยกเลิกการถ่ายรูปบุคคลที่เข้า-ออกที่ด่านตรวจคนเข้าเมือง เพราะผู้ที่ได้ประโยชน์ คือสหรัฐที่ต้องการติดตามว่าคนที่ผ่านประเทศไทยมีผู้ก่อการร้ายหรือไม่

การยกเลิกการการถ่ายรูปยังช่วยให้กระบวนการตรวจคนเข้าออกรวดเร็ว เป็นประโยชน์ด้านการท่องเที่ยว ทุกครั้งที่มีเทศกาลจะพบว่าคนต้องรอคิวที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนานนับชั่วโมง

นโยบายเศรษฐกิจเสนอให้ขยายพื้นที่ทำประมงชายฝั่งจาก 3 กม. เป็น 5 กม. วางแนว|ปะการังเทียมตั้งแต่ อ.สุไหงโก-ลกจนถึงสงขลา ทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน และให้รัฐแทรกแซงราคาลองกองจาก 40% เป็น 80% โดยจะใช้งบประมาณเพียง 200 ล้านบาทเท่านั้น

ชอบ หิรัญสาย ผู้สมัครเขต 2 จ.สงขลา พรรครักษ์สันติ กล่าวว่า พรรครักษ์สันติเป็นพรรคใหม่ ที่เสนอตัวเอาพลังออกมานำประเทศสู่ความรุ่งเรือง จากบทวิเคราะห์ของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ทวีปเอเชียตั้งแต่รัสเซียตะวันออกไปจรดซาอุดีอาระเบีย รวมแล้ว 45 ประเทศ แต่มี 7 ประเทศเท่านั้นที่นำเอเชียสู่ความรุ่งเรือง โดยไทยเป็น 1 ใน 7 ประเทศ ดังนั้นเชื่อว่าต่อไปความรุ่งเรืองต่างๆ จะลงมาภาคใต้อย่างแน่นอน เพราะว่าระยะต่อไปรถไฟความเร็วสูงจะวิ่งจากคุนหมิง พม่า ลาว เวียดนามมาถึงไทย หมดก่อนวิ่งลงไปมาเลเซีย ดังนั้นฉะนั้นความรุ่งเรืองและเจริญเติบโตจะเกิดขึ้นในภาคใต้แน่นอน

“พอความเจริญลงมามากๆ ผมเชื่อว่าพวกเราทั้งผองเป็นพี่น้องกัน เมื่อความเจริญมาแล้วความสงบจะเกิดขึ้นแน่นอน ทุกวันนี้ประชาชนเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมในการปกครองแล้ว แต่ว่าต้องเพิ่มความรัก ความสามัคคีจึงจะสามารถนำพาความสงบสุขมาสู่เราได้” ชอบ กล่าว

เปิดปฏิบัติการคุ้มกัน”บัตรเลือกตั้ง”

Published มิถุนายน 3, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์ : เปิดปฏิบัติการคุ้มกัน”บัตรเลือกตั้ง”.

  • 02 มิถุนายน 2554 เวลา 19:52 น.

เปิดปฏิบัติการคุ้มกันบัตรเลือกตั้งแบบ “จัดหนัก” ของกกต.ที่ผนึกกำลังกับตำรวจ วางมาตรการอารักขาบัตรเลือกตั้งที่จะส่งถึงมือประชาชนแบบไข่ในหิน

โดย … นิติพันธุ์ สุขอรุณ

แม้ขั้นตอนการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง จะมีมาตรการเข้มงวดตั้งแต่กระบวนการผลิต การตรวจสอบความถูกต้อง ไปจนถึงการทำลายบัตรที่ถูกพิมพ์ออกมาโดยไม่สมบูรณ์แบบ ก็ยังต้องเพิ่มความมั่นใจอีกขั้นตอนหนึ่ง คือ การคุ้มกันกระบวนการขนส่งบัตรเลือกตั้งที่ถูกส่งจากโรงพิมพ์สลากกินแบ่งรัฐบาล และโรงพิมพ์อาสารักษาดินแดน มายัง ศูนย์ประสานงานการขนส่งบัตรเลือกตั้งสส. ที่บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด (ปณท) ถนนแจ้งวัฒนะ

“การจัดส่งบัตรเลือกตั้ง บริษัทไปรษณีย์ไทยได้รับผิดชอบหน้าที่ในการจัดส่งบัตรเลือกตั้งทุกครั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่น ซึ่งทำหน้าที่ได้ดีตลอดมา ไม่เคยมีปัญหาและอุปสรรคใดๆ  ส่วนกรมการกงสุลก็เป็นหน่วยงานที่ช่วยประสานงานการเลือกตั้งในการจัดส่งบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักร และการขนหีบบัตรเลือกตั้งล่วงหน้านอกราชอาณาจักรจำนวน 300,000 ฉบับ โดยจะจัดส่งไปยัง 66 ประเทศ 90 เมือง ซึ่งใช้เวลาการขนส่ง4วัน จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจช่วยดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตลอด” คำยืนยันจาก ประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารงานเลือกตั้ง บอกถึงภารกิจสำคัญที่ไปรษณีย์ไทย จะต้องส่งบัตรเลือกตั้งให้ถึงมือของประชาชน

เมื่อโฟกัสไปยังมาตรการรักษาความปลอดภัย ของศูนย์ประสานงานขนส่งบัตรเลือกตั้ง พบว่า ทุกตารางเมตรภายในห้องเก็บบัตรที่ถูกปิดล็อกอย่างแน่นหนา สามารถมองเห็นได้ด้วยกล้องวงจรปิดที่ถูกติดตั้งอยู่ภายในเท่านั้น และมีเพียงเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่กี่คนที่สามารถเข้าไปได้ ส่วนกระบวนการขนบัตรขึ้นรถบรรทุก 6 ล้อ ติดตั้งระบบกำหนดพิกัดผ่านดาวเทียม หรือ (GPS) ไม่ว่ารถออกนอกเส้นทาง หรือ จอดรถ ทางศูนย์สามารถรับรู้ได้ทันที และได้เปิดทวิตเตอร์ที่@ballotwatch  เพื่อให้ประชาชนและสื่อมวลชนเฝ้าติดตามส่งบัตรเลือกตั้งได้ทุกขั้นตอน ทั้งนี้จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจเฝ้าจับตาทุกกระบวนการ ไปจนถึงการจัดรูปขบวนรถ เปรียบได้เหมือนในภาพยนตร์ที่มีชั้นการรักษาความปลอดภัยขั้นสุดยอด

พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษาสบ.10 ด้านความมั่นคง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ในฐานะรองผอ.ศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยในการเลือกตั้ง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศรส.ลต.ตร.) อธิบายรูปขบวนรถ ว่า การดูแลเรื่องการขนส่งบัตรเลือกตั้ง เป็นหน้าที่ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไม่เพียงเฉพาะการขนส่งไปยังท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเท่านั้น  แต่ยังดูแลการขนส่งบัตรเลือกตั้งไปทั่วประเทศด้วย

โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพร้อมอาวุธปืน นั่งประจำการอยู่ที่รถขนส่งหีบบัตรเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบทำหน้าที่ดูแลรักษารถขนหีบบัตรเพิ่มเติมด้วย ทั้งเปิดและปิดขบวนรถขนส่งหีบบัตรเลือกตั้ง ทั้งนี้ในส่วนของพื้นที่ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีความเสี่ยงสูงนั้นจำเป็นจะต้องจัดชุดคุ้มกันพิเศษเพิ่มเติม รวมถึงจัดเฮลิคอปเตอร์ในการสอดส่องดูแลระหว่างรถขนส่งหีบบัตรเลือกตั้งไปถึง พร้อมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบเพื่อสืบสวนหาข่าวในพื้นที่ด้วย

ทุกกระบวนการรักษาความปลอดภัยที่ กกต.ร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เป็นการสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชน ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นไปอย่างบริสุทธิ์ขาวสะอาดที่สุด เพื่อแก้ปมปัญหาความคัดแย้งที่เกิดในสังคมให้ได้ และให้การเลือกตั้งปี54 เป็นคำตอบของประชาชน ที่จะเลือกผู้แทนราษฎรเข้ามาบริหารประเทศโดยไม่มีข้อครหา

http://www.posttoday.com/libs/vdo/player_flv_maxi.swf

151ผู้สมัครสส.ขอคุ้มครอง

Published มิถุนายน 3, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์ : 151ผู้สมัครสส.ขอคุ้มครอง.

  • 02 มิถุนายน 2554 เวลา 11:46 น.

ผู้สมัคร สส.กลัวไข้โป้งจนตัวสั่น วิ่งแจ้นไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ส่งกำลังตำรวจคุ้มกันแล้วถึง 151 คน

พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ที่ปรึกษา สบ 10 รับผิดชอบศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้ง (ศรส.ลต.ตร.) ระบุว่า มีแนวโน้มการใช้ความรุนแรงต้องจับตาพิเศษมากกว่า 10 จังหวัด จึงมอบหมายให้ตำรวจสันติบาลลงพื้นที่ไปตรวจสอบข้อมูลก่อนจะประกาศเป็นพื้นที่เฝ้าระวัง

พล.ต.อ.พงศพัศ บอกว่า ผู้สมัคร สส.ทั้ง 151 คนนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะเป็นเอกสิทธิ์ของผู้สมัครบางคนที่ไม่ต้องการเปิดเผย เกรงจะเป็นการชี้เป้าจนนำไปสู่การปองร้าย

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ข้อมูลล่าสุดนั้น ผู้สมัคร สส.ที่ขอตำรวจไปคุ้มครองแบ่งเป็นพื้นที่ กทม. 11 คน ในพื้นที่ภาค 1 เช่น จ.พระนครศรีอยุธยา นนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ ลพบุรี สระบุรี อ่างทอง สิงห์บุรี และชัยนาท มี 22 คน

ภาค 2 อาทิ จ.ชลบุรี ฉะเชิงเทรา จันทบุรี นครนายก สระแก้ว เป็นต้น มี 9 คน ภาค 3 อาทิ จ.นครราชสีมา อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ เป็นต้น มี 33 คน ภาค 4 อาทิ จ.ขอนแก่น หนองบัวลำภู เลย ร้อยเอ็ด อุดรธานี มหาสารคาม เป็นต้น มี 19 คน

ภาค 5 อาทิ จ.เชียงใหม่ เชียงราย น่าน ลำปาง ลำพูน แพร่ พะเยา เป็นต้น มี 14 คน ภาค 6 อาทิ จ.พิษณุโลก กำแพงเพชร ตาก นครสวรรค์ พิจิตร เป็นต้น มี 13 คน ภาค 7 อาทิ จ.นครปฐม สมุทรสงคราม ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี เพชรบุรี เป็นต้น มี 12 คน

ภาค 8 อาทิ จ.กระบี่ ชุมพร นครศรีธรรมราช สุราษฎร์ธานี เป็นต้น มี 7 คน และภาค 9 ได้แก่ จ.สงขลา สตูล ตรัง พัทลุง มี 8 คน ในส่วนสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ มีผู้สมัคร สส.ร้องขอให้ตำรวจไปคุ้มครอง 3 คน

โดยผู้สมัคร สส. 1 คนจะใช้ตำรวจประกบ 2 นาย ยกเว้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผู้สมัคร 1 คน จะใช้กำลังตำรวจ 10 นาย

สำหรับรายชื่อผู้สมัคร สส.บางคนที่ขอความคุ้มครอง อยู่ในจังหวัดที่มีการแข่งขันดุเดือด เช่น จ.ราชบุรี นครราชสีมา นครปฐม ฉะเชิงเทรา มหาสารคาม

พรรคประชาธิปัตย์ มีผู้ขอคุ้มครองแล้ว อาทิ นายกัลยา ศิริเนาวกุล ผู้สมัคร สส.เขต 1 จ.ราชบุรี น.ส.ปรีชญา ขำเจริญ ผู้สมัคร สส.เขต 2 จ.ราชบุรี นายยศศักดิ์ ชีววิญญู ผู้สมัคร สส.เขต 4 จ.ราชบุรี น.ส.ณัฐณิชา ขำเจริญ ผู้สมัคร สส.เขต 5 จ.ราชบุรี

พรรคภูมิใจไทย ได้แก่ นายมานิต นพอมรบดี ผู้สมัคร สส.เขต 1 จ.ราชบุรี นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ผู้สมัคร สส.เขต 2 จ.ราชบุรี

พรรคเพื่อไทย เช่น นายอำพร เพ็ญธำรงรัตน์ ผู้สมัคร สส.เขต 5 จ.ราชบุรี นายนภินทร ศรีสรรพางค์ ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ นายประชา ประสพดี ผู้สมัคร สส.เขต 7 จ.สมุทรปราการ

พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้แก่ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ นายพีรพร สุวรรณฉวี ผู้สมัคร สส.เขต 7 จ.นครราชสีมา นายพลพีร์ สุวรรณฉวี ผู้สมัคร สส.เขต 9 จ.นครราชสีมา เป็นต้น ซึ่งตัวเลข 151 คนนี้ยังถือว่าไม่นิ่ง และเป็นไปได้ว่าอาจจะมีผู้สมัคร สส.ขอตำรวจคุ้มครองเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

เปิดสารพัดกลโกงเลือกตั้ง

Published มิถุนายน 3, 2011 by SoClaimon

โพสต์ทูเดย์ วิเคราะห์ : เปิดสารพัดกลโกงเลือกตั้ง.

  • 02 มิถุนายน 2554 เวลา 11:24 น.

หลายฝ่ายประเมินกันว่าเลือกตั้งครั้งนี้เงินจะสะพัดมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเดิมพันของแต่ละฝ่ายนั้นสูงยิ่ง เนื่องจากเป็นการชี้อนาคตทั้งทางการเมืองและบทบาทสถานะความเป็นอยู่กันในสังคมภายภาคหน้า….

โดย…ทีมข่าวการเมือง

การเลือกตั้งกำลังเดินทางเข้าสู่ระยะกลางความเข้มข้นดุเดือดเพิ่มขึ้นตามลำดับ กลิ่นอายเรื่องทุจริตการเลือกตั้งกำลังโชยออกมา โดยเฉพาะการซื้อเสียง การวางตัวไม่เป็นกลางของข้าราชการ บัตรเลือกตั้งปลอม บัตรเกินและอีกสารพัดเรื่องกลโกงให้ได้มาซึ่งชัยชนะในการเลือกตั้ง

หลายฝ่ายประเมินกันว่าเลือกตั้งครั้งนี้เงินจะสะพัดมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะเดิมพันของแต่ละฝ่ายนั้นสูงยิ่ง เนื่องจากเป็นการชี้อนาคตทั้งทางการเมืองและบทบาทสถานะความเป็นอยู่กันในสังคมภายภาคหน้า

รูปแบบกลโกงและวิธีการซื้อเสียงขณะนี้มีหลากหลาย อาทิ เริ่มกันตั้งแต่ยังไม่ทันเปิดรับสมัครรับเลือกตั้ง โดยผู้ที่จะลงสมัครจะเรียกนายก อบต. นายกเทศบาลตำบล สมาชิกสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่างๆ ตลอดทั้งกำนันให้ไปรับเงินก้อนแรก คนละ 1 หมื่นบาท ผู้ใหญ่บ้านหัวละ 5,000 บาท ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน-ประธาน อสม.ตำบล และสมาชิก อบต. หัวละ 3,000 บาท

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ทั้งนี้ หลังผู้สมัครได้เบอร์เสร็จสรรพแล้วก็จะลุยลงพื้นที่หาเสียง เงินที่บรรดาผู้นำท้องถิ่นรับไปแล้วนั้นถือเป็นค่าตีตั๋วบัตรผ่านประตูเข้าหมู่บ้านเพื่อเป็นการการันตีว่าจะไม่ถูกกีดกันหรือโจมตีกลั่นแกล้ง

ยกที่ 2 บรรดาผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต จะมีการวางเป้าของคะแนนที่ต้องการว่าได้เท่าไหร่ จึงจะชนะคู่แข่ง จากนั้นจะให้ผู้นำท้องถิ่นทำบัญชีรายชื่อขึ้นมาแบบหมู่บ้านใครหมู่บ้านมัน โดยสนนราคาปัจจุบันต้องเสียงละ 1,000 บาทเท่านั้น โดยผู้จดรายชื่อจะได้ค่าดำเนินการ 100-200 บาท

ยกที่ 3 คือการให้โบนัส ถ้าผู้สมัคร สส.แบบแบ่งเขต ผู้ใดที่ทำคะแนนให้จนชนะการเลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านก็จะได้รับโบนัสอีกหัวละ 1 หมื่นบาท

ยกที่ 4 คือการให้โบนัสที่เรียกว่าสามเด้ง นั่นคือถ้าผู้สมัครที่เชียร์อยู่ทิ้งห่างคู่แข่งแบบทำให้เสียมวยและหน้าแตกได้สะใจ ก็จะตั้งกองกลางเอาไว้ สมมติว่าตั้งไว้ 3 ล้านบาท ก็จะมีกติกาที่เลือกกันว่าจะไปกิน ไปเที่ยว ในหรือต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ถ้าแบ่งเป็นเงินก็จะมีสูตรวิธีคิดในหลายรูปแบบ แต่สรุปแล้วยุติธรรม

สำหรับวิธีจ่ายเงิน มีแบบที่เรียกว่า จ่ายก่อน จ่ายตรง จ่ายหลังการเลือกตั้ง ซึ่งจะมีเรื่องของสัจจะและนักเลงเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่เรียกว่า “วิธีให้สำคัญกว่าสิ่งที่ให้” โดยผู้จ่ายเงินแบบจ่ายก่อนจะต้องคัดเอาอดีตหรือคนมีสีมานั่งหน้าโต๊ะบัญชีถือปืน M16 ให้เห็นว่ารับเงินแล้วอมเงียบ หรือรับเงินแล้วชักดาบ ก็มีสิทธิได้กินลูกปืนและอย่าทำตัวเป็นนกสองหัว รับเงินสองฝ่าย คะแนนแบ่งครึ่ง ถ้าทำเช่นนี้ก็รอรับแจกโลงศพเพิ่มเติม

อีกวิธีหนึ่ง คือ การจ่ายหลังการเลือกตั้งซึ่งถือเป็นสัจจะลูกผู้ชายที่คนภูธรให้การเชื่อถือกันมานมนาน และก็ไม่เคยถูกเบี้ยว ยิ่งผู้สมัคร สส.ชนะการเลือกตั้งจะได้รับเงินเพิ่มเป็นสองเด้ง

อย่างไรก็ตาม บางครั้งคู่แข่งก็รู้ และก็ทำเช่นเดียวกัน

“ถ้าผมชนะให้มารับเงินที่หัวคะแนนเพิ่มอีก เบอร์แรกจ่าย 500 บาท ผมก็จ่าย 500 บาท หรืออาจเพิ่มขึ้นเป็น 600 บาท เรียกว่าเกทับหรือจ่ายทีหลังดังกว่า อย่างนี้เบอร์แรกก็ต้องมาวิ่งจ่ายเพิ่มอีก 200 บาท เพื่อเกทับให้เป็น 700 บาท” แหล่งข่าวเปิดเผย

ขณะเดียวกันมีการพัฒนาการจ่ายเป็นคูปอง หรือสิ่งของที่แทนค่าเงิน มีตั้งแต่ให้ถือลอตเตอรี่ ที่ สส.เก็บสำเนาเอาไว้ตรงกันเหมือนกับโพยหวยใต้ดิน บางคนก็แจกเป็นเหรียญพระเครื่อง และอีกสารพัด เมื่อถือคูปองเอาไว้เงินก้อนแรกหัวคะแนนจ่ายไปแล้ว 1,000 บาท แล้วถ้ามีผู้สมัครรายอื่นมาเกทับมากกว่า 1,000 บาท คูปองที่ถือไว้ก็จะมีประกาศออกจากหัวคะแนนว่า ขณะนี้นายใหญ่สั่งให้เพิ่มเด้งที่ 2 อีก เป็นเงินเท่าไหร่ อย่างเช่น 300, 500, 700 หรือเป็น 1,000 บาท ซึ่งจะจ่ายหลังเสร็จสิ้นการรับคะแนน ทั้งนี้ กระแสเงินสะพัดในท้องถิ่นหรือแต่ละเขต ไม่น้อยกว่า 30-50 ล้านบาท แต่ถ้าจะให้ทิ้งห่างกันแบบขาดกระจุยในพื้นที่ภาคเหนือเคยมีผู้ทำสถิติยิงกระสุนเพื่อการเลือกตั้งสูงสุดเพียงแค่ 130 ล้านบาท

“สมชัย ศรีสุทธิยากร” กรรมการมูลนิธิองค์กรกลางเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งเกาะติดการทุจริตเลือกตั้งมาตลอด ได้พูดถึงรูปแบบการซื้อเสียงว่า ไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากมาย อาทิ นักเลือกตั้งจะหาหัวคะแนนอย่างน้อย 1 คน ไว้คอยดูแลชาวบ้าน 10 คน เป็นพื้นฐาน พอได้รายชื่อชาวบ้านมาก็ทำบัญชีขอเบิกเงิน

อย่างไรก็ตาม วิธีนี้อาจเกิดขึ้นได้ในหลายพรรคการเมืองและอาจเกทับจำนวนเงินกันได้จนถึงคืนวันสุดท้ายก่อนเลือกตั้ง หรือคืนหมาหอน ทำให้บางพรรคอาจปิดการขายเร็วขึ้น โดยการให้ชาวบ้านที่รับเงินไปเลือกตั้งล่วงหน้าเลย สังเกตได้ว่าหากพื้นที่ไหนมีชาวบ้านไปใช้สิทธิล่วงหน้าผิดปกติ ก็อาจตั้งข้อสังเกตนี้ได้
ขณะเดียวกันจะจ่ายเงินให้ชาวบ้านไปฟังปราศรัยของผู้สมัคร ซึ่งวิธีนี้มักจะเกิดในพื้นที่ชนบทซึ่งจากวิจัยพบว่า จะมีรถกระบะเกณฑ์ชาวบ้านเข้าไปฟังปราศรัย และมีเบี้ยเลี้ยงให้คนละ 100 บาท

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

อีกรูปแบบหนึ่งคือการที่ผู้สมัครเหมารถตู้จาก “กรุงเทพฯ” เพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ทำงานในกรุงเทพฯ นั้นนั่งรถกลับบ้านไปเลือกตั้งแบบ “ฟรีๆ” และอาจจะได้เงินติดกระเป๋าอีกคนละ 300-400 ซึ่งรูปแบบนี้แพร่หลายกันมากในช่วงหลัง

“สมชัย” บอกอีกว่า 3 รูปแบบดังกล่าวข้างต้น เป็นรูปแบบสำหรับนักการเมืองมือใหม่ ส่วนผู้สมัครรุ่นเก๋านั้น จะหันความสนใจไปยัง “หน่วยเลือกตั้ง” แทน โดยมีตั้งแต่จ่ายเงินเพื่อซื้อ กกต.เขต ไปจนกระทั่งซื้อ กกต.ประจำหน่วย

“ปกติถ้าซื้อ กกต.เขตไม่ได้ เขาก็จะเบนความสนใจไปที่ กกต.หน่วยแทน ด้วยการจ่ายเงินซื้อเป็นรายคนไป หรือไม่ก็จ้างให้ กกต.ที่ทำหน้าที่ในวันเลือกตั้งนั้นเกิดไม่สบายขึ้นมา แล้วส่งคนของตัวเองเข้าไปยืนป้วนเปี้ยนแถวนั้น จนประธาน กกต.หน่วยเรียกเข้าไปทำหน้าที่แทน ซึ่งเมื่อกรรมการประจำหน่วยเป็นคนของตัวเองหมดแล้ว จะบันดาลให้เกิดอะไรขึ้นก็ได้” สมชัย กล่าว

นอกจากนี้ยังมีวิธีการเอาบัตรประชาชนของคนที่ไม่ได้ลงเลือกตั้งมาสวมสิทธิลงเลือกตั้งแทน หรือเกณฑ์คนอื่นเข้ามาเลือกตั้ง วนซ้ำไปเรื่อยๆ หรือเรียกว่าเวียนเทียน เวลาตรวจหลักฐานก็ตรวจแบบขอไปที หรืออย่างแย่ก็คือนั่งกาบัตรลงคะแนนด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกันช่วงการนับคะแนนนั้น ก็อาจจะเอานิ้วจิกกระดาษให้ขาดหรือแม้กระทั่งเอาปากกาในมือกาบัตรดีให้เป็นบัตรเสียก็มี

สำหรับวิธีป้องกันเรื่องนี้ “สมชัย” แนะนำว่า กกต.สามารถทำได้ อาจจะเป็นการตั้งรางวัลนำจับผู้กระทำผิด หรือว่ากวดขันการลงพื้นที่ตรวจหน่วยเลือกตั้งให้มากขึ้น โดยอาจจะร่วมมือกับบรรดาองค์กรภาคประชาชนให้มากขึ้น

“สดศรี สัตยธรรม” กกต. บอกว่า กลโกงการเลือกตั้งไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเท่าใดนัก ที่เคยสอบพบ เช่น การเชิญชวนผู้นำท้องถิ่นไปเที่ยวต่างจังหวัด แล้วจ่ายเงินกันกลางแม่น้ำ หรือให้เงินในลักษณะเป็นค่ารถ ค่าอาหาร หรือแม้กระทั่งบัตรเติมเงินโทรศัพท์

สำหรับกลโกงในการเลือกตั้งปี 2550 ผู้สมัครและหัวคะแนนมักมีกลยุทธ์ เช่น จ้างให้ผู้ที่ได้รับความนิยมในพื้นที่นั้นๆ ไม่ให้ลงสมัครเพื่อไม่ให้มาตัดคะแนน ซึ่งจำนวนเงินในการจ้างจะมากน้อยตามดีกรีความนิยมในพื้นที่

“ที่ผ่านมา กกต.เคยตรวจพบว่าในระดับผู้สมัครนายก อบต.ปากน้ำ มีการใช้เงินจ้างไม่ให้คู่แข่งลงรับสมัครเลือกตั้งมากถึง 3 ล้านบาท เริ่มด้วยขั้นตอนเจรจาอย่างนุ่มนวล ไปจนถึงข่มขู่ บังคับด้วยลูกตะกั่ว” สดศรี กล่าว

อีกวิธีที่มักได้ยินช่วงเลือกตั้ง คือการโจมตีทำลายคู่แข่ง ด้วยการปล่อยข่าวให้คู่แข่งเสียหาย อาทิ ปล่อยข่าวว่าพรรคคู่แข่งจะมาจ่ายเงินซื้อเสียงหรือมอบสิ่งของให้ประชาชนในพื้นที่ เมื่อคู่แข่งไม่มาจะส่งผลให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจ นอกจากนี้ยังมีวิธีการซื้อเสียงในนามคู่แข่ง เพื่อดิสเครดิตให้ประชาชนเข้าใจผิดว่าพรรคคู่แข่งทำผิดกฎหมาย

ภาพประกอบจากแฟ้มภาพ

ขณะที่ “สมชัย จึงประเสริฐ” กกต.ด้านสืบสวนสอบสวน บอกถึงกลโกงการเลือกตั้งว่า มีการซื้อหัวคะแนนของคู่แข่ง หรือซื้อคะแนนจากผู้สมัครที่ยอมขายฐานเสียงของตัวเอง เพราะกลยุทธ์ข้อนี้มักใช้กับหัวคะแนนที่มีคุณภาพ อาทิ ผู้นำชุมชน กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู มักโดนซื้อตัวมากที่สุด ในรูปแบบของการจัดสัมมนาในต่างจังหวัด

อย่างไรก็ตาม วิธีที่คลาสสิกที่สุด ซึ่ง กกต.หวั่นเกรงว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเลือกตั้งล่วงหน้า คือการซื้อเจ้าหน้าที่ของรัฐ เจ้าหน้าที่ผู้ดำเนินการเลือกตั้งมีรูปแบบ ซื้อเป็นรายหัว และซื้อยกหน่วย เพื่อให้อำนวยความสะดวกในการปฏิบัติการโกง อาทิ การเวียนเทียนลงคะแนนแทนผู้ที่ไม่มาใช้สิทธิเลือกตั้งหรือใช้คนคนเดียวไปลงคะแนนหลายรอบหรือหลายหน่วยเลือกตั้ง และย้ายบุคคลนอกเขตเข้ามาหรือนำรายชื่อคนเข้ามาในทะเบียนบ้านโดยไม่มีตัวตนหรือไม่ได้เข้ามาอยู่จริง แต่มีเจตนาทุจริตในการเลือกตั้ง

ขณะที่ในมุมตำรวจ พล.ต.ต.รณศิลป์ ภู่สาระ ผู้บังคับการสืบสวนสอบสวน กองบัญชาการตำรวจนครบาล เล่าให้ฟังถึงกลเม็ดในการโกงว่า จากประสบการณ์ที่เจอมา ที่แปลกๆ ในกลโกงทุจริต จะเป็นการซื้อบัตรประชาชนไว้เลย โดยเฉพาะกับฐานเสียงของฝั่งตรงข้าม ซื้อเพื่อเอาบัตรประชาชนมาไว้ เพราะกันไม่ให้ไปลงคะแนนเสียงให้ฝ่ายตรงข้าม

อีกกลโกงจะเป็นลักษณะให้ตัวแทนหรือหัวคะแนนมาที่บ้านของผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลย โดยจะให้คนในครอบครัว 1 คน ออกไปเลือกตั้งก่อน แต่ตอนไปเลือกจะให้หย่อนกระดาษเปล่าที่พกไปลงในหีบ และนำบัตรเลือกตั้งกลับมาบ้านเพื่อกาเบอร์ที่หัวคะแนนต้องการ และให้คนอื่นไปเลือกอีก โดยนำบัตรที่ถูกกาไว้แล้วไปหย่อนลงด้วย ซึ่งนั้นหมายถึงการได้คะแนนอย่างแน่นอน

%d bloggers like this: