สกู๊ปแนวหน้า

All posts tagged สกู๊ปแนวหน้า

‘ทุนข้ามชาติVSวิถีท้องถิ่น’ วิกฤติใหญ่ในยุคโลกาภิวัตน์

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/190844

วันจันทร์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 02.00 น.
ปัจจุบันกระแสโลกเริ่มให้ความสนใจกับเรื่องของ “สิ่งแวดล้อม” เห็นได้จากสินค้ายุคใหม่ๆ จุดขายอย่างหนึ่งคือ
ต้องโฆษณาว่าเป็น “ผลิตภัณฑ์รักษ์โลก” ประหยัดพลังงานบ้าง ย่อยสลายง่ายบ้าง รวมถึงอุตสาหกรรมที่อาจก่อมลพิษก็เริ่มถูกต่อต้านจากผู้คนในสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นไม่เว้นแม้แต่ประเทศไทย หลายชุมชนลุกขึ้นมาคัดค้านโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เพราะหวั่นเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตในท้องถิ่น

เนื่องจากที่ผ่านมาพวกเขาได้เห็น “บทเรียนราคาแพง” ในพื้นที่อื่นๆ ที่มีโครงการอุตสาหกรรมแล้วประชาชนในพื้นที่ไม่อาจดำรงชีวิตได้ปกติสุขจากปัญหามลพิษทั้งเสียง น้ำและอากาศ หลายคนเจ็บป่วยและเสียชีวิต แต่ขณะเดียวกันก็เกิดคำถามว่า…ถ้าไม่มีอุตสาหกรรม ไม่มีโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ ไม่มีแหล่งพลังงานที่เพียงพอต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจและสังคมเมือง ที่ความต้องการใช้พลังงานมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประเทศไทยจะอยู่กันอย่างไร?

“บาดแผล” ในใจประชาชน

“ตั้งแต่ พ.ศ.2540 จนถึงปัจจุบัน เราจะเห็นว่าสังคมไทยมีภาวะวิกฤติที่เกี่ยวข้องกับการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมสูงมาก ลักษณะการคัดค้านของชาวบ้าน ก็จะมีทั้งการปิดป่าบ้าง ปิดถนนบ้าง ปิดพื้นที่เพื่อไม่ให้มีการศึกษาอีไอเอ (EIA-รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม) บ้าง ปัญหาเหล่านี้มันมีที่มาที่ไป”

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ กล่าวในการอภิปราย “มุมมองขององค์กรภาคเอกชนต่อการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม” ปลายเดือนต.ค. 2558 ณ โรงแรมเซ็นทรา ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ถ.แจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ จัดโดยสำนักงานศาลปกครอง ว่านับตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ 2540 อันเป็นรัฐธรรมนูญฉบับแรกของไทยที่รับรอง “สิทธิของชุมชน” ประกาศใช้ ประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ก็เริ่มลุกขึ้นมาตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ ไปจนถึงประท้วงต่อต้านโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ไม่ว่าของรัฐหรือเอกชน

เพ็ญโฉม อธิบายว่า ที่เป็นเช่นนี้ ต้องมองย้อนไปในอดีตที่ผ่านมาที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากอุตสาหกรรมมามาก เช่น แรงงานหลายรายออกมาร้องเรียนว่าป่วยเพราะทำงานในโรงงานที่ใช้สารเคมี โดยเฉพาะในเขตนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก ซึ่งอุตสาหกรรมแถบนั้นใช้สารเคมีค่อนข้างมาก, แหล่งน้ำสาธารณะที่เน่าเสีย แต่ไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นโรงงานใดที่ปล่อยน้ำเสียลงไป, การทิ้งขยะอันตรายในที่ใกล้กับชุมชนหรือพื้นที่เกษตร

“เราจะเห็นว่าตั้งแต่ปีนั้นมา เราจะเห็นการชุมนุมคัดค้านกันแทบทุกพื้นที่เลย แล้วก็มีชาวบ้านจากหลายพื้นที่ไปดูงานที่มาบตาพุดและแม่เมาะ อันนี้มันเป็นผลพวงจากการละเลยปัญหาของภาครัฐในอดีตที่ผ่านมา ฉะนั้นในช่วงสิบกว่าปีมานี้ บ้านเรามีวิกฤตการณ์มากเลยทีเดียว ที่โครงการขนาดใหญ่เดินไปได้ยาก” เพ็ญโฉม กล่าว

ยุคที่ “ทุน” มีอำนาจเหนือ “รัฐ”

เป็นเวลาหลายร้อยปีนับตั้งแต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมในโลกตะวันตก สังคมมนุษย์ได้เข้าสู่ยุคสมัยแห่ง “ทุนนิยม” ที่การค้า การลงทุน การทำธุรกิจเป็นไปอย่างเสรี ด้านหนึ่งระบบเศรษฐกิจแบบนี้ถูกพิสูจน์มาแล้วว่าสอดคล้องกับนิสัยใจคอของคนทั่วไปมากที่สุด เพราะเปิดโอกาสให้แสวงหาผลประโยชน์ได้เต็มที่ตามความสามารถ

ทว่าอีกด้านหนึ่ง เมื่อทุนได้ขยายตัวไปแล้วก็ยากที่จะมีอะไรหยุดยั้ง หากประเทศบ้านเกิดของตนเริ่มอิ่มตัว ทุนก็จะย้ายไปยังประเทศอื่นๆ ที่ประชาชนในท้องถิ่นยังไม่รู้เท่าทันแล้วก็มักจะไปก่อปัญหา ซ้ำร้ายในยุคโลกาภิวัตน์ ดูเหมือนว่ากลุ่มทุนขนาดใหญ่เหล่านี้จะมีอำนาจเหนือกว่ารัฐบาลของประเทศต่างๆ ไปเสียแล้ว

“ปัญหาสิ่งแวดล้อมไม่ใช่เฉพาะปัญหาภายในประเทศ มันเป็นปัญหาระดับระหว่างประเทศแล้ว คุณดูอย่างเหมืองทอง
เขามาจากออสเตรเลีย คนไทยในออสเตรเลียบอกว่าที่นั่นมีทองเยอะ มีแร่ยูเรเนียมเยอะ แต่ประชาชนที่นั่นเขาเข้มแข็ง
เขาไม่ยอมให้ทำโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่ยอมให้มีการขุดทอง ฉะนั้นบริษัทพวกนั้นเขาก็เลยมาขุดทองในประเทศอย่างพวกเรา และศาลของเราก็อาจจะยังไม่สามารถไปจัดการกับปัญหาเหล่านี้”

รสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร (สว.กทม.) กล่าวถึงผลกระทบของทุนข้ามชาติต่อประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งนอกจากเหมืองทองแล้ว ยังมีเรื่องใหม่ๆ ที่ต้องระวัง เช่น การขุดเจาะปิโตรเลียมด้วยวิธี“แฟร็คกิ้ง” (Fracking) ซึ่งแม้จะนำน้ำมันและก๊าซจากใต้ดินขึ้นมาใช้ได้มากขึ้น แต่ก็สร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมได้มากเช่นกันจากสารเคมีที่ปนเปื้อนในดินและน้ำ กระทั่งหลายรัฐของสหรัฐอเมริกายังต้องออกกฎหมายห้ามใช้วิธีดังกล่าวขุดเจาะ ทว่ากฎหมายไทยยังไม่มีการห้าม จึงสุ่มเสี่ยงที่บริษัทขุดเจาะพลังงานจะนำมาใช้ในประเทศไทย

ถึงกระนั้น..แม้ในอนาคตรัฐบาลไทยจะออกกฎหมายห้ามประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมขึ้นมาจริงๆ รวมถึงจัดตั้ง “ศาลสิ่งแวดล้อม” ขึ้นมารับผิดชอบคดีที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมโดยตรงก็ตาม แต่สิ่งที่ทั้งรัฐบาลและหน่วยงานยุติธรรมไทยต้องเผชิญ คือ กลุ่มทุนข้ามชาติจะไปร้องต่อ “อนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ” ด้วยเหตุว่ารัฐบาลประเทศนั้นๆ ออกมาตรการกีดกันการค้าของตน

รสนา ยกกรณีรัฐบาลออสเตรเลีย ถูกบริษัทยาสูบยักษ์ใหญ่
ข้ามชาติฟ้องละเมิด เนื่องจากพยายามออกกฎหมายควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ ซึ่งบริษัทอ้างว่าขัดต่อหลักการค้าเสรี ขณะที่
รัฐบาลแดนจิงโจ้ยืนยันว่ามีอำนาจทำได้เพื่อปกป้องสุขภาพของประชาชน

“แฟร็คกิ้งเป็นการใช้แรงไปกระทบกับแผ่นหินดินดานให้แตกเพื่อจะดึงก๊าซหรือน้ำมันออกมาใช้ ซึ่งอันนี้มันอัดสารเคมีเป็นร้อยๆ ชนิดลงไป มันก็จะระบาดไปสู่ระบบน้ำใต้ดิน สหรัฐอเมริกาตอนนี้หลายรัฐมีกฎหมายห้ามทำ แต่ประเทศไทยยังไม่ได้ห้าม สมมุติที่นาดูนมูลสาด (พื้นที่สำรวจก๊าซธรรมชาติใน จ.ขอนแก่น) ใช้แฟร็คกิ้ง กระทบน้ำใต้ดินและสุขภาพชาวบ้านแน่นอน เกิดศาลสิ่งแวดล้อมสั่งห้าม ระงับความเสียหายด้วยการไม่ให้ทำ รัฐบาลก็ถอนสัมปทาน อ้าว…ถูกบริษัทฟ้อง คุณต้องไปใช้อนุญาโตตุลาการ แล้วท่านจะทำยังไงต่อไป?

เดี๋ยวนี้คดีหลายอย่าง กฎหมายระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาทต่อประเทศหรือประชาชน ออสเตรเลียเขาออกกฎหมายเรื่องบุหรี่ บริษัทฟ้องว่ารัฐไม่สามารถออกหลักเกณฑ์แบบนี้ เพราะมันทำให้เขาขาดทุนหรือลดกำไรลง ออสเตรเลียก็บอกว่าเขามีสิทธิ์เพราะต้องปกป้องสุขภาพประชาชน

ก็ปรากฏว่าบริษัทนี้เขาไปฟ้องที่ฮ่องกง เพราะรัฐบาลออสเตรเลียเขาไปทำเอฟทีเอ (FTA-ข้อตกลงเขตการค้าเสรี)
กับฮ่องกง ฟ้องย้อนกลับมาว่ารัฐบาลออสเตรเลียออกหลักเกณฑ์ที่เป็นนโยบายสาธารณะแล้วมากระทบต่อสิทธิ์ของเขา” อดีต สว.กทม. ระบุ พร้อมกับฝากประเด็นทิ้งท้ายไว้ว่า…

แล้วรัฐและหน่วยงานยุติธรรมของไทยจะรับมือสถานการณ์แบบนี้อย่างไร?

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ไอที’ กับระบบการศึกษา ทางแก้ ‘เด็กไทยเหลื่อมล้ำ’

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/190712

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
เอ่ยคำว่า “การศึกษาไทย” ขึ้นมาหลายคนคงจะ “ส่ายหัว”เพราะมองไปทางไหนก็มีแต่ปัญหา ไม่ว่าจะเป็น “เรียนมากแต่รู้น้อย” เด็กไทยเรียนกันเฉลี่ย 8 ชั่วโมงต่อวัน แต่การสอบวัดผลกลางไม่ว่าจะเป็นสนามสอบของไทยอย่าง “โอเน็ต”(O-Net) หรือสนามสอบนานาชาติอย่าง “ปิซ่า” (PISA) กลับได้คะแนนน้อยอย่างน่าใจหาย ขณะเดียวกันยัง “ขาดแคลนครู” บางโรงเรียนครูต้องสอน 3-4 วิชา และโรงเรียนส่วนใหญ่ครูต้องดูแลเด็กมากกว่า 40 คนต่อห้อง ทำให้การเอาใจใส่และช่วยแก้ปัญหาการเรียนของเด็กเป็นรายบุคคลทำได้ไม่ทั่วถึง

ที่ผ่านมามีข้อเสนอแนะหลายภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย โดยเฉพาะจากภาคเอกชนที่เน้นย้ำให้นำ“เทคโนโลยีสารสนเทศ” (ไอที) เข้ามาช่วย เช่น นายธานินทร์ทิมทอง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด ที่กล่าวว่า เทคโนโลยีที่เหมาะสมช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าถึงเนื้อหาและทบทวนความรู้ได้ง่ายขึ้น รวมทั้งเป็นเครื่องมือช่วยสนับสนุนครูผู้สอนให้สามารถบริหารจัดการรูปแบบการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และมีระบบในการวัดผลการเรียนของนักเรียนแต่ละคนได้ทันที ก็จะสามารถช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการที่ดียิ่งขึ้น

องค์ประกอบของเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับการพัฒนาการศึกษามีอะไรบ้าง?..นายธานินทร์ ระบุว่ามี 3 ส่วนคือ 1.ดิจิตอลคอนเทนต์ (Digital Content) คือตำราและแบบฝึกหัดที่มีเนื้อหาตรงตามหลักสูตรแกนกลางพร้อมภาพประกอบและกราฟิก เน้นสร้างความเข้าใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการสอบและต่อยอดการเรียนในอนาคต อีกทั้งยังสามารถปรับระดับความยากง่ายให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละโรงเรียนได้

2.ซอฟต์แวร์ (Software) สำหรับวางระบบที่แยกแต่ละหน่วยการเรียน เพื่อให้ครูและนักเรียนสามารถใช้งานได้ง่ายและมีประสิทธิภาพ พร้อมด้วยการทดสอบท้ายชั่วโมงเรียนเพื่อวัดความเข้าใจของนักเรียนได้ทันที และ 3.หน่วยฝึกอบรมและให้บริการ (Implement Service) ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญที่คอยสนับสนุนด้านการใช้งานระบบ ทั้งในส่วนของโรงเรียน ครูผู้สอน และนักเรียน อาทิ การฝึกอบรมร่วมวางแผนการเรียน สร้างบรรยากาศการเรียน เป็นต้น

“การเรียนการสอนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เครื่องมือนี้ในการเรียนการสอนสูงถึง 70 เปอร์เซ็นต์ แต่ในส่วนของประเทศไทยจะมีความแตกต่างกันออกไป คือใช้เครื่องมือช่วย 40 นาที และใช้การสอนของครู 20 นาที เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมเด็กไทยที่ยังไม่สนใจศึกษาด้วยตัวเองเท่าที่ควร ขณะเดียวกันยังเป็นการช่วยรองรับการขาดแคลนบุคลากรครู โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์”

นายธานินทร์กล่าว ซึ่งผลการทดสอบจากโครงการนำร่อง 40 โรงเรียน พบว่าได้ผลเป็นที่น่าพอใจ นักเรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้น ดังนั้นจึงฝากให้กระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบการศึกษาไทย นำเทคโนโลยีเพื่อการศึกษามาใช้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะกับ “โรงเรียนขนาดกลางและขนาดเล็ก”ที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง เนื่องจากนักเรียนส่วนใหญ่ในโรงเรียนลักษณะนี้ มักมาจากครอบครัวระดับล่างที่ฐานะไม่ดีนัก

ซึ่งนี่คือ “ความเหลื่อมล้ำ” อย่างหนึ่งในสังคมไทยเด็กไทยจำนวนไม่น้อยไม่ใช่มีสติปัญญาต่ำ แต่เพราะ “ขาดโอกาส”ไม่สามารถพัฒนาศักยภาพตนเองได้เนื่องจากข้อจำกัดทางเศรษฐกิจ ไม่มีเงินจะไปกวดวิชาเพื่อสอบแข่งขันเข้าศึกษาต่อในสถาบันการศึกษาชั้นนำ จึงเสียเปรียบเด็กที่เกิดมาในครอบครัวที่มีฐานะดีกว่า

การนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาช่วย..เป็นอีกหนทาง ที่สามารถลดช่องว่างนี้ได้!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

‘4G’…แรงดี-ถูกจริง!!! ซื้อแพง-กำไรพุ่ง…กด‘ค่าบริการ’???

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/190436

วันศุกร์ ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 02.00 น.

ปิดฉากกันไประยะหนึ่งแล้วสำหรับการ “ประมูล 4G” บนคลื่นความถี่ย่าน 1800 เมกะเฮิรตซ์(MHz) ที่มีมูลค่าเฉียดแสนล้านบาท นับเป็นต้นทุนที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือ “โอเปอร์เรเตอร์” ต้องรับภาระอย่างหนัก จนทำให้ผู้ใช้บริการหวั่นเกรงว่าโอเปอร์เรเตอร์จะ “ถอนทุนคืน” ด้วยการคิด “ค่าบริการ” แพงขึ้น ภายใต้คำถามที่ว่าสัญญาณ “4G…แรงจริง” คุ้มค่าต่อการจ่ายเงินเพิ่มขึ้นหรือไม่.???

ข้อกังวลดังกล่าวเป็น “บทเรียน” มาตั้งแต่ครั้งประมูล 3G ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ “กสทช.” ได้ประชุมคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม หรือ “กทค.” และมีประกาศเรื่องค่าบริการออกมา กำหนดให้ผู้ได้รับใบอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่ย่าน 2.1 กิกะเฮิรตซ์(GHz) ต้อง “ลดราคา” ค่าบริการลงไม่น้อยกว่าร้อยละ 15 ของค่าบริการ 2G โดย กสทช.ได้ประกาศเกณฑ์ “ราคากลาง” ของการให้บริการผ่านระบบ 3G ออกมา คือ ค่าโทร.ต้องไม่เกิน 0.82 บาทต่อนาที, ข้อความตัวอักษร (SMS) ไม่เกิน 1.33 บาทต่อข้อความ, ข้อความมัลติมีเดีย (MMS) ไม่เกิน 3.32 บาทต่อข้อความ และอินเตอร์เนตไม่เกิน 0.28 บาทต่อเมกะไบท์(MB)

ทว่าการกำหนดค่าบริการของผู้ให้บริการแต่ละราย มีทั้งที่ไม่ได้ลดราคาลงมาตามที่ กทค. กำหนด หรือแม้บางรายจะตั้งค่าบริการต่ำกว่าที่ กทค.กำหนดออกมาอยู่แล้ว ภายใต้ “แพ็กเกจ” ต่างๆ แต่มองอีกมุมหนึ่งพบว่าผู้ใช้บริการที่จ่ายค่าบริการต่ำกว่าราคาที่ กทค. กำหนดอยู่แล้ว ไม่ได้ประโยชน์จากการปรับลดราคา เพราะยังต้องจ่ายในอัตราเท่าเดิม…แล้วครั้งนี้จะ “ซ้ำรอยเดิม” หรือไม่.???

“ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา” กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ปัจจุบันมีบริการ 4G ให้บริการอยู่ในตลาดอย่างน้อย 2 ราย และบริการ 3G มี 5 ราย เมื่อประมูลคลื่นไปแพงแล้วไปคิดค่าบริการแพง ผู้บริโภคก็มีสิทธิ์ที่จะไปใช้บริการ 4G หรือ 3G เดิมที่มีอยู่ ซึ่งราคาถูกกำกับโดยตลาดอยู่แล้ว นอกจากนี้การกำหนดในเงื่อนไขการประมูลให้อัตราค่าบริการต้องต่ำกว่า 3G การเปิดให้บริการต้องมีอย่างน้อย 1 แพ็กเกจ ที่มีคุณภาพดีไม่ต่ำกว่า 3G วิธีกำกับดูแลแบบนี้ต่างจากตอนประมูล 3G เพราะเป็นเงื่อนไขที่จับต้องได้ ให้ผู้บริโภคเลือกได้ ตลาดจะเป็นตัวกำหนดเพดานไม่ให้ราคาสูงเกิน

“แนวโน้มค่าบริการ 4G ทั่วโลก มีอัตราค่าบริการต่ำกว่า 3G เนื่องจากเทคโนโลยีที่มีความสามารถเพิ่มขึ้น 4G รับส่งข้อมูลและรองรับผู้ใช้บริการได้มากกว่า เร็วกว่า รายได้ก็มากกว่า ต้นทุนที่คิดว่าแพงจะได้ผลตอบแทนที่มากกว่า ดังนั้นค่าบริการในไทยต้องถูกลงเหมือนทั่วโลก” ประวิทย์ กล่าว

ด้าน “ฐากร ตัณฑสิทธิ์” เลขาธิการ กสทช. กล่าวว่า การที่ราคาประมูล 4G สูงมาก ไม่ใช่ว่าค่าบริการจะสูงขึ้นตามไปด้วย แต่จะมีราคาถูกลง ขอให้ประชาชน ผู้ใช้บริการมั่นใจได้เพราะ กสทช.ออกกฎให้ผู้รับใบอนุญาต 4G ต้องมีค่าโทร.ถูกกว่า 3G บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz คือ ค่าโทร.ต้องไม่เกิน 69 สตางค์ต่อนาที และค่าเนตต้องไม่เกิน 26 สตางค์ต่อเมกะบิต อีกทั้งเมื่อ 4G ถูกลง กลไกตลาดจะทำให้ค่าบริการ 3G ถูกลงตามไปด้วย

ขณะที่ “พ.อ.เศรษฐพงค์ มะลิสุวรรณ” รองประธาน กสทช. ในฐานะประธาน กทค. กล่าวว่า กสทช.กำหนดให้ผู้รับใบอนุญาต หรือไลเซ่นส์ 4G ต้องจัดส่ง “แผนคุ้มครองผู้บริโภค” ต่อกทค.ก่อนเริ่มให้บริการและต้องดำเนินการตามแผนทันทีที่เริ่มให้บริการ รวมถึงการกำหนดอัตรา “ค่าบริการ” ที่สมเหตุสมผล ไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และการให้บริการมีคุณภาพ ตามหลักเกณฑ์ที่ กทค.กำหนด โดยผู้รับใบอนุญาตต้องกำหนดอัตราค่าบริการสำหรับบริการเสียง หรือวอยซ์ และบริการข้อมูล หรือดาต้า โดยเฉลี่ยแล้วต้องต่ำกว่าอัตราค่าบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ความถี่ย่าน 2.1 GHz ณ วันที่ประกาศนี้มีผลบังคับใช้

ที่สำคัญ คือ ผู้รับใบอนุญาตต้องจัดให้มีรายการส่งเสริมการขายอย่างน้อย 1 “แพ็กเกจ” ที่ส่งเสริมและเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงบริการโทรคมนาคมที่ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 4G บนคลื่นความถี่ย่าน 1800 MHz โดยมีอัตราค่าบริการต่ำกว่าอัตราค่าบริการเฉลี่ยของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3G บนคลื่นความถี่ย่าน 2.1 GHz ณ วันที่ประกาศ มีผลบังคับใช้ และต้องมีคุณภาพการให้บริการไม่ด้อยกว่า 3G

“ไทยเป็นประเทศที่ใช้ดาต้ามากที่สุดในโลก ทำให้ถนนที่ใช้วิ่งไม่พอ โอเปอร์เรเตอร์ต่างก็ต้องพยายามหาคลื่นความถี่มารองรับการใช้ดาต้าที่สูงขึ้น ยิ่งเราใช้มากค่าบริการก็ยิ่งสูงขึ้นทำให้เราต้องออกกฎหมายกำหนดอัตราค่าบริการที่ต้องถูกลงกว่า 3G” พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าว

พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวด้วยว่า จากการวิเคราะห์ของสำนักงาน กสทช. คาดการณ์ว่าประเทศไทยจะมีความต้องการใช้งานคลื่นความถี่สำหรับบริการโทรศัพท์แบบเคลื่อนที่อย่างมากในอนาคต เพื่อตอบสนองความต้องการใช้งานของผู้ใช้บริการที่เริ่มหันมาใช้บริการข้อมูลมากขึ้น และตลาดผู้ใช้บริการ 2G จะน้อยลงในขณะที่ผู้ใช้บริการ 3G และ 4G จะมีมากขึ้น

ณ สิ้นไตรมาสที่ 1 ปี 2558 จำนวนผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่อยู่บนเครือข่าย 3G ในประเทศไทยอยู่ที่ประมาณ 85.6 ล้านเลขหมายหรือคิดเป็นร้อยละ 91.7 ของผู้ใช้งานโทรศัพท์เคลื่อนที่ทั้งหมด ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าตลาดสำหรับ 3G และ 4G ยังเติบโตได้อีกมาก อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับแผนการบริหารจัดการคลื่นความถี่ทั้งของ กสทช. และการประกอบกิจการของผู้ให้บริการแต่ละรายที่จะทำให้การถือครองความถี่ และการใช้งานคลื่นความถี่เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ มีการคาดการณ์ว่าปริมาณการใช้อินเตอร์เนตเคลื่อนที่จะเพิ่มขึ้น โดยปี 2563 จะมีปริมาณการใช้งานข้อมูลเฉลี่ย 192,265 MB ต่อเลขหมายต่อเดือน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่มีปริมาณการใช้งาน 72,531 MB ต่อเลขหมายต่อเดือน ถึงร้อยละ 165 หากพิจารณาลักษณะการใช้งานอินเตอร์เนต พบว่าปี 2563 จะเน้นการใช้ Internet Browsing โดยมีสัดส่วนร้อยละ 32 ของปริมาณการใช้งานอินเตอร์เนตทั้งหมดในปี 2563 ขณะที่ปี 2558 สัดส่วนการใช้งาน Internet Browsing อยู่ที่ประมาณ 18,000 MB ต่อเลขหมายต่อเดือน หรือร้อยละ 25 ของปริมาณการใช้ทั้งหมดในปี 2558

พ.อ.เศรษฐพงค์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ผู้ใช้บริการส่วนใหญ่มีสัดส่วนการใช้งานอินเตอร์เนตเคลื่อนที่ผ่าน handset/tablet มากกว่า dongle โดยคาดว่าปี 2563 มีปริมาณการใช้อินเตอร์เนตเคลื่อนที่ผ่าน handset/tablet ถึง 102,450 MB ต่อเดือนต่อเลขหมาย และปริมาณการใช้อินเตอร์เนตเคลื่อนที่ผ่าน dongle ประมาณ 89,814 MB ต่อเดือนต่อเลขหมาย จากการวิเคราะห์แนวโน้มการเติบโตด้านอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยที่กล่าวมาข้างต้น เห็นได้อย่างชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังก้าวสู่ “ยุคสังคมโมบายดิจิทัล” อย่างชัดเจนแล้ว

น้ำฝน บำรุงศิลป์

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ชุมชนคลองไทรพัฒนา’ ต้นแบบการต่อสู้เพื่อ‘ที่ทำกิน’

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/190305

วันพฤหัสบดี ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 02.00 น.

“การจัดตั้งชุมชนเมื่อปี 2555 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มของการต่อสู้นั้น ยอมรับว่า แนวทางการต่อสู้มีความอ่อนแอ และสะเปะสะปะ
เรามีการบริหารจัดการแบบผู้นำเดี่ยว ที่ใครพูดเก่งหรือเสียงดังก็เป็นผู้นำไป ตรงนี้ถือเป็นสิ่งที่ไม่ตอบโจทย์เรื่องที่ดินทำกิน ที่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะกลุ่มผู้มีอิทธิพลรวมไปถึงพวกนายทุน มีทีมทนาย ฝ่ายกฎหมาย ที่ดูล้ำหน้ากว่าเราเยอะมาก คนพวกนี้จะใช้ข้อกฎหมายมารังแกเราเพื่อให้เราออกนอกพื้นที่ให้ได้ ด้วยความที่ชาวบ้านไม่รู้กฎหมาย สุดท้ายต้องกลายเป็นนักโทษหนีคดี ทั้งที่ตัวเองยังไม่ได้สู้”

คำบอกเล่าจาก ธีรเนตร ไชยสุวรรณ ตัวแทนชาวบ้านชุมชนคลองไทรพัฒนา ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี ชุมชนแห่งนี้ผ่านการต่อสู้กับกลุ่มอิทธิพลมืดจากประเด็นความขัดแย้งในการถือครองที่ดิน กรณีที่ดินเอกชนซึ่งได้สัมปทานทำสวนปาล์มหมดสัญญาลง และศาลตัดสินให้บริษัทยุติการใช้ประโยชน์จากที่ดินดังกล่าว

ทว่าบริษัทแห่งนี้กลับยังพยายามยึดครองที่ดินไว้อยู่ และเมื่อชาวบ้านโดยรอบพยายามเข้าไปขอใช้ประโยชน์ กลับเจอข่มขู่ทั้งวิธีการบนดินและใต้ดิน ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องร้องคดี การนำรถไถมาทำลายกระท่อมของชาวบ้านจำนวนหลายสิบหลัง รวมถึงมีชาวบ้านบางคนต้อง “สังเวยชีวิต” ให้กับการต่อสู้ครั้งนี้

ระหว่างปี 2553-2558 มีการลอบสังหารแกนนำชุมชนไปแล้วถึง 4 ศพ!!!

ธีรเนตร เล่าต่อไปว่า จากวิกฤติที่เกิดขึ้น ทำให้ต้องปรับเปลี่ยนวิธีการต่อสู้จาก “ตัวใครตัวมัน” มาเป็น “รวมกันเราอยู่”
ร่วมคิดร่วมทำ เมื่อมีประเด็นไหนที่ต้องการจะปรับปรุง เปลี่ยนแปลง หรือพัฒนา ชาวบ้านก็จะมาพูดคุยกันในที่ประชุม ซึ่งปกติจะประชุมใหญ่กันเดือนละ 1 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีการประชุมย่อยเป็นรายวัน เพื่อสรุปสถานการณ์ประจำวัน โดยเฉพาะการรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน รวมถึงให้ความรู้กับชาวบ้านทั้งผู้ใหญ่และเยาวชนถึงสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามกฎหมาย และเพื่อความสามัคคีของชุมชนด้วย

“เรามีรายงานจากป้อมรักษาความปลอดภัยทั้ง 4 จุดรอบหมู่บ้าน ว่ามีสิ่งผิดปกติหรือไม่ เพราะเราเคยประสบเหตุการณ์สุดแสนเจ็บปวด ที่พี่น้องของเราถูกยิงเสียชีวิตไป 4 ราย รวมทั้งมีการอธิบายข้อกฎหมายให้กับชาวบ้านในทุกๆ เช้าโดยเฉพาะการมีสิทธิ์ในที่ดินของ ส.ป.ก. ในฐานะเกษตรกรผู้ไม่มีที่ดินทำกิน

นอกจากนี้ยังมีการปลูกฝังเยาชน เราใช้กระบวนการมีส่วนร่วม ร่วมคิด ใช้แรงงาน ทำกิจกรรมร่วมกัน เพื่อให้คนรุ่นใหม่
รุ่นเก่า มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เช่น วัฒนธรรมการมีส่วนร่วม การร้องรำทำเพลงเพื่อสร้างความสามัคคีในชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนรู้คุณค่าของผืนที่ดิน ที่ยึดโยงกับการใช้ชีวิตในปัจจุบัน” ธีรเนตร กล่าว

ตัวแทนชาวชุมชนคลองไทรรายนี้ กล่าวว่า การแบ่งสันปันส่วนในที่ดินเพื่อให้เกิดความยั่งยืนนั้นดำเนินการด้วยระบบ “โฉนดชุมชน” โดยพื้นที่ในชุมชนซึ่งเป็นที่ดิน ส.ป.ก. มีประมาณ 1,007 ไร่ สิ่งแรกที่ต้องกำหนดคือ “พื้นที่ส่วนกลาง” เพื่อไว้ทำกิจกรรมหรือการประชุมร่วมกันของคนในหมู่บ้าน จากนั้นจึงนำที่ดินที่เหลือแบ่งให้กับคนในชุมชน ซึ่งปัจจุบันมีทั้งหมด 65 ครอบครัว แบ่งให้ครอบครัวละ 11 ไร่

สำหรับการใช้ที่ดินของแต่ละครอบครัว จะแบ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูก 11 ไร่ และพื้นที่อยู่อาศัย 1 ไร่ โดยในพื้นที่เพาะปลูก
มีการกำชับว่า “ต้องปลูกพืชอาหาร” อาทิ ข้าว ผัก ผลไม้ ไว้กินด้วย “ไม่ใช่ปลูกแต่พืชเศรษฐกิจ” อย่างปาล์มน้ำมันหรือยางพาราแต่เพียงอย่างเดียว เพื่อที่จะได้ “ลดค่าใช้จ่าย” ในด้านอาหารการกิน

สำคัญที่สุด..มีการ “ถือสัตย์สาบาน” ว่าจะไม่นำที่ดินผืนนี้ที่แลกมาด้วย “เลือดและน้ำตา” ไปขายเป็นอันขาด!!!

“ในการถือครองที่ดินเรามีสัตยาบันร่วมกันว่า จะไม่นำแปลงที่ดินในการจัดสรรนี้ไปขายเด็ดขาด ที่ดินทั้งหมดนี้
มีไว้เฉพาะเพื่อทำมาหากินเลี้ยงชีพเท่านั้น แต่ถ้าใครมีเหตุจำเป็นต้องออกจากพื้นที่ ทางเราก็จะทำการเวนคืนที่ดินให้ โดยใช้เงินจากกองทุนที่ดิน ที่ขณะนี้เชื่อมโยงกับธนาคารที่ดินในประเทศ ซึ่งคนที่จะออกจากพื้นที่ จะสามารถนำเงินส่วนนี้ ไปตั้งต้นใช้ชีวิตต่อในพื้นที่อื่นได้” ธีรเนตร ระบุ

ขณะที่ จรรยา เรืองทอง ตัวแทนชาวบ้านชุมชนคลองไทรพัฒนาอีกราย กล่าวว่า ในการต่อสู้ครั้งนี้พวกเขาต้องขอบคุณ สหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ที่เข้ามาช่วยเหลือให้ความรู้ด้านกฎหมายกับชาวบ้าน รวมถึงเรื่องการปลูกพืชอาหารควบคู่กับพืชเศรษฐกิจ เพื่อให้คุณภาพชีวิตของคนในชุมชนดีขึ้นอย่างยั่งยืน

“ต้องยอมรับว่าในช่วงนั้นชุมชนของเราอ่อนแอเป็นอย่างมาก กระทั่งมีสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้มาช่วยเติมเต็ม ทั้งในเรื่องของการให้ความรู้เรื่องกฎหมาย รวมไปถึงการบริหารจัดการที่ดินในชุมชน จากเดิมไม่มีความรู้ว่า การปลูกพืชอาหารถือเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เมื่อปลูกพืชเศรษฐกิจแล้วต้องมีการปลูกพืชอาหารควบคู่กันไปด้วย ทำให้เกิดความมั่นคงทางอาหารและทางเศรษฐกิจ ไม่ต้องซื้อเขากินแทบทุกอย่าง ที่สำคัญเมื่อมีเหลือยังสามารถส่งขายได้เงินมาเลี้ยงครอบครัวได้อีกด้วย ตามหลักคิดที่ว่าเราปลูกทุกอย่างที่อยากกิน และเรากินทุกอย่างที่เราปลูก” จรรยา กล่าว

เรื่องของความขัดแย้งในการถือครองและใช้ที่ดิน ระหว่างชาวบ้านคนเล็กคนน้อยกับนายทุนที่มีความพร้อมทั้งอำนาจเงิน อำนาจกฎหมาย และอำนาจมืด เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาทุกยุคสมัยและยังคงดำรงอยู่ในปัจจุบัน ที่ผ่านมาแม้ภาครัฐพยายามแก้ไขปัญหาไม่ว่าจะเป็นการบังคับใช้กฎหมายจัดการกับผู้บุกรุก หรือการจัดสรรที่ดินให้กับผู้ยากไร้

แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถแก้ไขให้สถานการณ์ดีขึ้นได้ ทั้งนี้สาเหตุสำคัญมาจากการดำเนินการแบบล่าช้า ไม่ครบวงจร
โดยเฉพาะนโยบายการจัดสรรที่ดินที่ไม่เข้าใจสภาพความเป็นจริงรวมไปถึงการไม่เปิดให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ

ซึ่ง สุรพล สงฆ์รัก กรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) ให้มุมมองเรื่องนี้ว่า การต่อสู้ของประชาชนเกี่ยวกับสิทธิที่ทำกินไม่ใช่เรื่องผิด และภาครัฐเองต้องหนุนเสริมให้คนยากไร้มีสิทธิในที่ทำกิน เพื่อให้เขาได้เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงครอบครัว ไม่ใช่ไปขับไล่หรือโอนอ่อนตามระบบทุน

“ชุมชนคลองไทรพัฒนา นับเป็นชุมชนตัวอย่างที่สู้ในเรื่องของสิทธิที่ทำกินได้อย่างน่าชื่นชม แม้จะถูกนายทุนผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ข่มขู่คุกคามจนถึงขั้นเอาชีวิตแล้วก็ตาม แต่พวกเขาเหล่านี้ก็ไม่ย่อท้อ ยังรวมตัวยืนหยัดต่อสู้ต่อไป ซึ่งเรามั่นใจว่าเมื่อชุมชนคลองไทรพัฒนาต่อสู้จนชนะและประสบความสำเร็จ จะเป็นตัวอย่างในการขยายต่อยอดแนวทางการต่อสู้ในสิทธิ
ที่ทำกินไปยังพื้นที่อื่นทั่วประเทศ ซึ่งส่งผลสำคัญในความยั่งยืนเกี่ยวกับสิทธิที่ทำกินของผู้ยากไร้ในประเทศไทยต่อไป” กรรมการบริหารสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ กล่าวทิ้งท้าย

SCOOP@NAEWNA.COM

‘ลอยกระทง’…หลงทาง.??? เมื่อ‘สายนํ้า’ยังคงเสื่อมโทรม

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/190096

วันพุธ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 02.00 น.
“วันเพ็ญเดือนสิบสอง น้ำก็นองเต็มตลิ่ง…”

เพลงนี้คุ้นหูคนไทยเพราะเป็นเพลงประจำ “วันลอยกระทง” อีกหนึ่งวันสำคัญ และประเพณีไทยที่สืบต่อกันมาแต่โบราณสู่ยุคปัจจุบัน ภาพที่เห็นชินตา คือ แสงไฟและเปลวเทียนจาก “กระทง” ที่ลอยอยู่กลางแม่น้ำ ลำคลอง ตามคติความเชื่อหลายอย่าง หนึ่งในนั้น คือ เพื่อ “ขอขมา” แม่คงคา ที่ได้อาศัยน้ำกินและใช้ รวมถึงได้ทิ้งและถ่าย “สิ่งปฏิกูล” ลงไปในน้ำด้วย

หลายปีที่ผ่านมาภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พยายามใช้ “วันลอยกระทง” เป็นจุดเริ่มต้นของโครงการอนุรักษ์ต่างๆ เพื่อหวังให้ “สายน้ำ” ที่นับวันยิ่งเสื่อมโทรมลง “คืนชีพ” กลับมา แต่ดูเหมือนว่าจะบรรลุผลไม่มากนัก เพราะลำน้ำของไทยหลายสายไม่ได้มีสภาพดีขึ้น บางแห่งกลับเสื่อมโทรมลงด้วยซ้ำไป

ข้อมูลจาก “กรมควบคุมมลพิษ” ระบุว่า จากการตรวจสอบ “คุณภาพนาผิวดิน” ของแหล่งน้ำสำคัญทั่วประเทศในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2558 ในแม่น้ำสายหลัก 48 สาย และแหล่งน้ำนิ่ง 6 แหล่ง ประกอบด้วย กว๊านพะเยา บึงบอระเพ็ด หนองหาน ทะเลน้อย ทะเลหลวง และทะเลสาบสงขลา จำนวน 366 จุด พบว่าคุณภาพน้ำ ผิวดินส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ในเกณฑ์ “พอใช้-ดี” เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557 โดยแม่น้ำบางสายมีคุณภาพน้ำดีขึ้นมาก ได้แก่ แม่น้ำหลังสวน และแม่น้ำตาปี แต่มีแม่น้ำบางสายที่คุณภาพน้ำ “แย่ลงมาก” เช่น แม่น้ำระยอง แม่น้ำพังราด

ภาพรวมคุณภาพน้ำผิวดิน จากการประเมินคุณภาพน้ำโดยใช้ดัชนีคุณภาพน้ำแหล่งน้ำผิวดิน(Water Quality Index: WQI) พบว่า แหล่งน้ำของประเทศมีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ “ดีมาก” เพียงร้อยละ 2 เกณฑ์ดี ร้อยละ 36 ระดับพอใช้ ร้อยละ 41 และมีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม ร้อยละ 21 “สาเหตุ” ของปัญหาคุณภาพน้ำที่สำคัญมาจากการระบาย “น้ำเสีย” จากชุมชน การประกอบกิจการอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การชะล้างปุ๋ยจากการเกษตร และน้ำเสียจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ

เมื่อแบ่งคุณภาพน้ำผิวดินเป็น “รายภาค” พบว่า…“ภาคเหนือ” แหล่งน้ำส่วนใหญ่ มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี โดยแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำเสื่อมโทรม คือ แม่น้ำกวง บริเวณพื้นที่เทศบาลเมืองลำพูน จ.ลำพูน…“ภาคใต้” ส่วนใหญ่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์ดี ไม่มีปัญหาคุณภาพน้ำ…“ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ” มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้

“ภาคกลาง” ส่วนใหญ่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้และเสื่อมโทรม แหล่งน้ำที่อยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรมมาโดยตลอด คือ “แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง” ตั้งแต่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ถึง อ.บางกรวย จ.นนทบุรี และแม่น้ำท่าจีน ตั้งแต่ อ.เมือง จ.สมุทรสาคร ถึง อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท…“ภาคตะวันออก” แหล่งน้ำส่วนใหญ่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์พอใช้และเสื่อมโทรม แหล่งน้ำเสื่อมโทรม ได้แก่ แม่น้ำพังราด และแม่น้ำระยอง

“สรุป” คุณภาพน้ำของแหล่งน้ำภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีคุณภาพน้ำดีกว่าภาคอื่นๆ ไม่พบแหล่งน้ำที่มีคุณภาพน้ำอยู่ในเกณฑ์เสื่อมโทรม และเสื่อมโทรมมาก เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2557…แหล่งน้ำภาคเหนือ และภาคใต้ มีคุณภาพน้ำโดยรวมดีขึ้น…แหล่งน้ำภาคกลาง และภาคตะวันออก มีคุณภาพน้ำโดยรวม “แย่ลง” สาเหตุหลักส่วนหนึ่ง เนื่องจากปีนี้มีปริมาณน้ำน้อยกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจาก“ภาวะภัยแล้ง”

คุณภาพน้ำใน “แม่น้ำสายหลัก” ทั้ง 48 สาย พบว่า มีคุณภาพเป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดเพียง 11 สาย หรือร้อยละ 19 เท่านั้น

รายงานของ “กรมควบคุมมลพิษ” ระบุว่า เมื่อพิจารณาข้อมูลตลอด 10 ปีที่ผ่านมา พบว่า บริเวณที่มีปัญหาคุณภาพน้ำ “วิกฤติ” ส่วนใหญ่เป็นเขตชุมชนเมือง เช่น อ.เมือง จ.สมุทรปราการ , กรุงเทพมหานคร , อ.บางกรวย จ.นนทบุรี , อ.เมือง จ.สมุทรสาคร , อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม และ อ.เมือง จ.นครราชสีมา เป็นต้น สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาความ “เน่าเสีย-สกปรก” ของแหล่งน้ำตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีปัจจัยสำคัญ คือ ชุมชน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร การพัฒนา และการขยายตัวของชุมชน โดยเฉพาะ “ชุมชนริมน้ำ” ที่ส่วนใหญ่มักระบายน้ำเสียลงสู่แหล่งน้ำโดยตรง

สาเหตุมาจาก “ระบบบำบัดน้ำเสีย” โดยรวมของชุมชน ช่วงปี 2553-2557 มีจำนวนเพิ่มขึ้นน้อยมาก ไม่เพียงพอต่อการบำบัดน้ำเสียที่เพิ่มขึ้นตามการขยายตัว และการเจริญเติบโตของชุมชน โดยปี 2557 มีปริมาณน้ำเสียจากชุมชนเกิดขึ้น 10.3 ล้านลูกบาศก์เมตร(ลบ.ม.) ต่อวัน ขณะที่ระบบบำบัดรองรับน้ำเสียที่เกิดขึ้นได้เพียงร้อยละ 31 พื้นที่ที่มีน้ำเสียชุมชนเกิดขึ้นมากที่สุด คือ “กรุงเทพมหานคร” โดยมีน้ำเสียประมาณ 2 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน

นอกจากนี้ปัญหาคุณภาพน้ำที่ผ่านมา ยังเกิดจากการขาดความร่วมมือในการช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำในพื้นที่ของตนเอง, ผู้ประกอบการบางส่วนหลบเลี่ยง ละเว้น ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย, การบังคับใช้กฎหมายของภาครัฐยังทำได้ไม่ทั่วถึง

สำหรับแนวทางแก้ไขปัญหา ได้แก่ ปรับแก้ไขกฎระเบียบ หรือกฎหมายภายใต้พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.) ควบคุมอาคาร ในประเด็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงาน หรือการบังคับใช้กฎหมายตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ 2535 เพื่อควบคุมการจัดการน้ำเสียจากชุมชน, เสนอเรื่องการขออนุญาตประกอบกิจการ การตั้งโรงงานอุตสาหกรรมหรือสถานประกอบการขนาดใหญ่ ต้องคำนึงถึงศักยภาพการรองรับของเสีย หรือมลพิษของพื้นที่, เสริมสร้างศักยภาพการบริหารจัดการคุณภาพน้ำและผลักดันการจัดการมลพิษทางน้ำอย่างมีส่วนร่วม และเชื่อมโยงฐานข้อมูลระหว่างหน่วยงาน โดยให้ประชาชนและหน่วยงานต่างๆ เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้

ทั้งหมดนี้เป็นไปตามแนวทางที่กำหนดในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 พ.ศ. 2555–2559, แผนจัดการคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ.2555–2559 และแผนจัดการมลพิษ พ.ศ.2555–2559

คนสมัยก่อนดูแลรักษาสายน้ำเป็นอย่างดี คือ มีความ “กตัญญู” แต่เมื่อเวลาผ่านไปแหล่งน้ำกลับสกปรกมากขึ้น…งานลอยกระทงปีนี้ จึงหวังว่าทุกภาคส่วนจะแสดงความกตัญญูต่อสายน้ำอย่างแท้จริง เพื่อช่วยกันดูแลรักษาแหล่งน้ำที่เสื่อมโทรมให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง

อย่าให้คำ “ขอขมา” ที่เปล่งออกไป เป็นแค่ลมปากเป่า…

เลือนหายไปพร้อมกระทง ที่จมลงกลางสายน้ำ…

SCOOP@NAEWNA.COM

‘เบาหวาน’…เพชฌฆาตมืด กว่าจะรู้ว่าป่วย ก็สายเสียแล้ว

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/189899

วันอังคาร ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 02.00 น.
“เบาหวาน”…

โรคชื่อเบา แต่ “อันตราย” ไม่ได้เบาตามชื่อ

ที่สำคัญ…แม้โรคนี้จะป้องกันได้ แต่กลับคุกคามชาวโลกแบบไม่ยั้งถึงขั้นวิกฤติ จนองค์การอนามัยโลก (WHO) ยกให้อันตรายยิ่งกว่าโรคเอดส์ เพราะถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่เบาหวานซึ่งอยู่ในกลุ่มโรคไม่ติดเชื้อคร่าชีวิตมนุษย์ได้ใกล้เคียงกับโรคติดเชื้อ

“สมาพันธ์เบาหวานนานาชาติ”(International Diabetes Federation; IDF) รายงานสถานการณ์โรคเบาหวานปี 2558 ว่า มีผู้เป็นเบาหวานทั่วโลก 387 ล้านคน สาเหตุสำคัญ คือ การไม่ได้รับการวินิจฉัย หรือไม่ได้รับการตรวจคัดกรองว่าเป็นเบาหวานตั้งแต่เบื้องต้น ซึ่งมีสัดส่วนถึงร้อยละ 46 และเมื่อเป็นเบาหวานแล้วจะควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ได้ นำไปสู่ภาวะแทรกซ้อน และความสูญเสียที่สำคัญ คือ ตาบอด ถูกตัดขา ไตวาย และการเสียชีวิตเฉียบพลันจากโรคหัวใจและหลอดเลือด

สำหรับประเทศไทย พบว่า คนไทยที่อายุมากกว่า 15 ปี เป็นเบาหวานร้อยละ 6.9 โดยมีประชาชนที่อยู่ในวัยทำงานอายุระหว่าง 45-59 ปี เป็นเบาหวานถึงร้อยละ 10.1 และผู้ที่อายุ 30-44 ปี เป็นเบาหวานร้อยละ 3.4 นอกจากจำนวนจะสูงขึ้นแล้วยังพบว่ามากว่าครึ่งหนึ่งไม่ทราบว่าตัวเองเป็นเบาหวาน

ถือเป็นสถานการณ์ที่ “น่าเป็นห่วง”!!!

นพ.ธวัชชัย พีรพัฒน์ดิษฐ์ นายกสมาคมต่อมไร้ท่อแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์โรคเบาหวานในไทยขณะนี้ค่อนข้างน่าเป็นห่วง เพราะคนไทยไม่ตระหนักถึงความสำคัญ ทั้งที่โรคนี้เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และก่อให้เกิดภาระในการดูแลรักษาค่อนข้างมาก โดยปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นเบาหวานสูงถึงร้อยละ 8 หรือประมาณ 4 ล้านคน ในจำนวนนี้ครึ่งหนึ่งไม่รู้ตัวว่าถูกเบาหวาน “คุกคาม”

“ความอ้วน” เป็นปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่นำไปสู่โรคเบาหวาน โดยจากการสำรวจพบว่ามากกว่าร้อยละ 30 ของชายไทย และมากกว่าร้อยละ 40 ของหญิงไทย มีน้ำหนักตัวเกิน ทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นอย่างน้อยร้อยละ 6.8 ส่วนคนที่อ้วนมากจะเสี่ยงสูงถึงร้อยละ 14.3 อย่างไรก็ตามความเสี่ยงนี้จะลดลงถ้าปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และใช้ชีวิตให้มีกิจกรรมทางกายมากขึ้น ควบคุมน้ำหนักอย่างเข้มงวด จะช่วยป้องกันการเกิดโรคเบาหวานได้ร้อยละ 70 ในคนที่มีความเสี่ยงสูง

“การเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคเบาหวานในไทย ส่วนหนึ่งเกิดจากการมีจำนวนประชากรสูงอายุมากขึ้น และการเพิ่มขึ้นของโรคอ้วนจากพฤติกรรมการบริโภคที่ไม่ถูกต้อง ขาดการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม โดยคาดว่าอีก 20 ปีข้างหน้า ไทยจะมีผู้ป่วยเบาหวานเพิ่มขึ้นอีก 1.1 ล้านคน” นพ.ธวัชชัย กล่าว

นพ.ธวัชชัยกล่าวอีกว่า อันตรายของเบาหวาน คือ “กว่าจะรู้ตัว ก็สายเสียแล้ว” เพราะโรคนี้ถ้ารู้ตัวว่าป่วยช้าจะทำให้เสียโอกาสในการรักษา และยังทำให้เกิดภาวะโรคแทรกซ้อนต่างๆ ทั้งเฉียบพลันและเรื้อรัง เช่น โรคหัวใจ ตาบอด ไตวาย หรือต้องตัดอวัยวะ เป็นต้น ซึ่งแม้ปัจจุบันพัฒนาการของการรักษาโรคเบาหวานจะรุดหน้าไปรวดเร็วมาก แต่การสร้างความตระหนักรู้ให้คนในสังคมยังเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเบาหวานป้องกันได้

ด้าน “ทพ.สุธา เจียรมณีโชติชัย” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า “น้ำตาล” เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้คนไทยป่วยเป็นโรคเบาหวาน โดยจากข้อมูลพบว่า 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยบริโภคน้ำตาลในอัตราที่สูงขึ้นต่อเนื่อง เฉลี่ยคนละประมาณ 34 กิโลกรัมต่อปี ซึ่งความหวานจากน้ำตาลมีผลกระทบต่อการเสียชีวิตด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวาน นอกจากนี้ พบว่า “พฤติกรรมการกิน” ที่ผู้ปกครองมักให้ลูกทานหวานตั้งแต่เด็กจึงติดอาหารรสหวานไปจนโต จากรุ่นสู่รุ่น ดังนั้ นทำอย่างไรที่จะตัดวงจรนี้ได้

“กรมอนามัยจะรณรงค์ให้เกิดการลดบริโภคน้ำตาล โดยนำเสนอข้อมูลให้ผู้บริโภครับรู้ถึงพิษภัยว่าหากบริโภคน้ำตาลมากๆ จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน รวมถึงตรวจสอบการส่งเสริมการขายของผู้ผลิตสินค้าบางประเภทที่จัดแคมเปญชิงโชค เอารางวัลเป็นตัวล่อ ผู้บริโภคจึงซื้อผลิตภัณฑ์มาเยอะๆ ทำให้บริโภคน้ำตาลปริมาณสูง ซึ่งกรมอนามัยต้องประสานกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) และองค์การอาหารและยา(อย.) เข้ามาดูแลเรื่องนี้ว่ามีแนวทางแก้ไขได้อย่างไร” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ส่วน พล.ต.แพทย์หญิง ยุพิน เบ็ญจสุรัตน์วงศ์ กรรมการบริหาราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การปรับพฤติกรรมการกินและการออกกำลังกายเป็นหลักสำคัญของผู้ป่วยเบาหวาน และกลุ่มผู้มีความเสี่ยง โดยผู้ป่วยเบาหวานควรตรวจและควบคุมปริมาณน้ำตาลอย่างสม่ำเสมอ ควรเลือกกินผักให้มากขึ้นประมาณ 2 ทัพพีต่อวัน หลีกเลี่ยงผลไม้ที่มีรสหวานมาก หรือมีคาร์โบไฮเดรตสูง เช่น ส้ม กล้วยน้ำว้า ขนุน ทุเรียน ข้าวโพด เป็นต้น ส่วนผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน ควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันภาวะ “โรคอ้วนลงพุง” ซึ่งจะทำให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานมากขึ้น โดยโรคอ้วนลงพุงเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวาน 2 เท่า

“ผู้ป่วยเบาหวานส่วนใหญ่ร้อยละ 65 จะเป็นผู้ที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมือง และ 1 ใน 4 ของอุบัติการณ์โรคเบาหวานเกิดจากการไม่ออกกำลังกาย ที่น่าตกใจ คือ ครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยเบาหวานนั้นไม่รู้ตัวว่าตนเองกำลังป่วยเป็นโรคเบาหวาน นอกจากนี้ผู้ป่วยอาจทำใจลำบากเมื่อทราบว่าเป็นโรคเบาหวาน เพราะโรคนี้ไม่มีทางรักษาให้หายขาดได้ ดังนั้น สิ่งที่ผู้ป่วยต้องเผชิญคงหนีไม่พ้นโรคเครียด โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีอายุน้อยอาจนำไปสู่โรคซึมเศร้า ดังนั้นกำลังใจจากครอบครัวจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด” พล.ต.แพทย์หญิง ยุพิน กล่าว

ขณะที่นายมิไฮ คอนสแตนติน อีริเมสซู ผู้จัดการทั่วไป บริษัทโนโว นอร์ดิสค์ ฟาร์มา(ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า โรคเบาหวานถือเป็น “วิกฤติสุขภาพ” ระดับโลก โดยทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานรวมกันมากถึง 415 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 642 ล้านคน ในปี ค.ศ.2040 สถานการณ์โรคเบาหวานจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่ทุกประเทศต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากโรคนี้นอกจากจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อครอบครัวและสังคมที่จะต้องรับภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาที่สูงด้วย จนทำให้ประเทศต้องสูญเสียโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมด้วยเช่นกัน ดังสุนทรพจน์ของผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ที่กล่าวว่า…

“ถ้าเราไม่จัดการกับปัญหาเหล่านี้อย่างเร่งด่วน ค่าใช้จ่ายอันเกิดจากโรคเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดที่แม้แต่ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดก็ไม่สามารถแบกรับได้”

SCOOP@NAEWNA.COM

ชำแหละ‘แก๊งคอลเซ็นเตอร์’ ‘ไม่โลภ-เลิกกลัว’มีสิทธิ์รอด

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/189764

วันจันทร์ ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
สตม.รวบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ไต้หวัน ทำยอดหลอกคนวันละราว 2.4 ล้าน…เตือน! แก๊งต้มตุ๋นคอลเซ็นเตอร์ยังระบาดหนัก…ฯลฯ

นี่คือตัวอย่าง “ภัย…แก๊งคอลเซ็นเตอร์” ที่แม้จะมีการเตือนภัยอยู่เป็นระยะๆ แต่ยังมีคนไทยตกเป็น “เหยื่อ” ต่อเนื่อง ที่สำคัญแม้จะเป็นเรื่องเก่า แต่คนไทยไม่อาจ “ประมาท” เพราะมิจฉาชีพกลุ่มนี้ยังระบาด เป็นภัยสังคมที่ปราบปรามกันไม่หมดเสียที

แหล่งข่าวจากกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ “บก.ปอศ.”กล่าวว่า “แก๊งคอลเซ็นเตอร์” คือ ลักษณะกลโกงของคดีร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น ซึ่งเดิม “ชาวไต้หวัน” เป็นผู้คิดริเริ่มการหลอกลวง เริ่มจากการหลอกลวงคนในประเทศตนเอง แล้วขยายสู่ต่างประเทศ มูลค่าความเสียหายทั่วโลกปีละหลายพันล้านบาท

“แก๊งคอลเซ็นเตอร์” มีรูปแบบการหลอกลวงมักปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลาแล้วแต่สถานการณ์ แต่ส่วนใหญ่เป็น 2 ลักษณะ คือ 1.หลอกลวงผู้เสียหายว่าได้รับคืนภาษี VAT, ถูกรางวัล, ได้รับเช็คคืนภาษี เป็นต้น โดยอ้างว่าจะต้องจ่ายค่าบริการเบื้องต้นเป็นค่าบริการและค่าธรรมเนียมต่างๆ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อเพราะ “ความโลภ” จะโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารของคนร้ายที่เปิดรองรับไว้

2.หลอกลวงผู้เสียหายว่าเป็น “หนี้” ค่าโทรศัพท์ บัตรเครดิต มีบัญชีธนาคารพัวพันกับการค้ายาเสพติด บัญชีธนาคารจะถูกอายัด เป็นต้น เมื่อผู้เสียหายเกิด “ความกลัว” จะนำบัตรเอทีเอ็มไปทำรายการถอนเงินที่ตู้เอทีเอ็ม หรือถอนเงินสดจากบัญชีธนาคารของตนเอง แล้วนำไปฝากเข้าบัญชีธนาคารที่หน้าเคาน์เตอร์ หรือฝากผ่านตู้รับฝากเงินอัตโนมัติ หรือ CDM เข้าบัญชีธนาคารที่กลุ่มคนร้ายเปิดรองรับไว้

“แก๊งคอลเซ็นเตอร์” จะแบ่งหน้าที่เป็น 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มคอลเซ็นเตอร์ โดยเครือข่ายจะตั้งศูนย์โทรศัพท์ หรือ Call Center ในต่างประเทศเพื่อสะดวกในการควบคุมพนักงานพูดโทรศัพท์ไม่ให้หลบหนี หรือมีความลับรั่วไหล และไม่ต้องเกรงกลัวว่าจะถูกตำรวจจับกุมเพราะอยู่ในต่างประเทศ เช่น หลอกลวงคนไทยจะตั้งศูนย์โทรศัพท์ที่จีน หรือเวียดนาม เป็นต้น

ใน Call Center จะมีพนักงานพูดโทรศัพท์ ที่ได้รับการฝึกฝนมาก่อน มี “สคริปต์” ให้ฝึกฝน โดยหลักจะหลอกลวงคนประเทศใดจะใช้พนักงานพูดโทรศัพท์คนประเทศนั้น ซึ่งพนักงานกลุ่มนี้จะแบ่งเป็นสายรับช่วงต่อกัน ดังนี้…“พนักงานสาย 1” จะอ้างตัวเป็นพนักงานของธนาคารโดยแจ้งว่าผู้เสียหายเป็นหนี้บัตรเครดิต เมื่อผู้เสียหายพูดคุยด้วย จะหลอกถามข้อมูลผู้เสียหาย จากนั้นจะส่งช่วงต่อให้ “พนักงานสาย 2”

“พนักงานสาย 2” จะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ, ปปง., ดีเอสไอ หรือฝ่ายกฎหมายของธนาคารกลาง หรือธนาคารแห่งประเทศไทย ซึ่งจะมีสคริปต์ให้พูดในลักษณะ “ยัดเยียด” ความผิดให้ผู้เสียหาย เช่น บัญชีธนาคารของผู้เสียหายมีปัญหาพัวพันกับการค้ายาเสพติด จะถูกอายัดและตรวจสอบ จากนั้นจะหลอกถามข้อมูลเงินคงเหลือในบัญชี เมื่อเห็นว่าผู้เสียหายมีเงินอยู่ในบัญชี จะเสนอความช่วยเหลือให้พูดกับผู้บังคับบัญชา เพื่อช่วยเหลือถอนอายัดบัญชี หรือการถูกตั้งข้อกล่าวหา จากนั้นจะส่งให้ “พนักงานสาย 3”

“พนักงานสาย 3” จะอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงในหน่วยงานนั้นๆ แล้วเสนอให้ความช่วยเหลือ เมื่อผู้เสียหายหลงเชื่อจะทำตามที่คนร้ายบอก ซึ่งก็คือการโอนเงิน-ฝากเงิน ส่งเข้าบัญชีคนร้าย

“พนักงาน Call Center จะมีเงินเดือนประจำและเงินเปอร์เซ็นต์รายได้จากยอดเงินที่หลอกลวงได้ และศูนย์ Call Center จะติดตั้งอินเตอร์เนตความเร็วสูง เพื่อใช้ระบบโทรศัพท์ผ่านทางอินเตอร์เนต หรือ VOIP (Voice Over Internet Protocol) ซึ่งติดตามจับกุมค่อนข้างยาก การโทรศัพท์หาผู้เสียหายจะใช้โปรแกรมในการสุ่มไปเรื่อยๆ”

2.กลุ่มม้าถอนเงิน คือ กลุ่มชาวไต้หวัน, จีน, มาเลเซีย หรือชาวไทยที่ราบสูง ทำหน้าที่ใช้บัตรเอทีเอ็มของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย หรือธนาคารของประเทศผู้เสียหาย ไปทำการถอนเงินสดจากตู้เอทีเอ็มในประเทศไทย หรือในต่างประเทศ เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้ควบคุมว่ามีเงินเข้าบัญชีธนาคารแล้ว ในคดีที่หลอกลวงคนไทยที่พบ “ม้าถอนเงิน” จะถอนเงินสดทั้งในประเทศไทย และต่างประเทศ เช่น ไต้หวันและจีน แหล่งที่ทำงานมักเป็นแหล่งท่องเที่ยว เช่น กรุงเทพฯ, พัทยา, เชียงใหม่ หรือภูเก็ต เพื่อสะดวกในการปะปนกับนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ

3.กลุ่มจัดหาบัญชีธนาคาร หรือบัตรเอทีเอ็ม มีหน้าที่รวบรวมบัญชี และบัตรเอทีเอ็ม เพื่อส่งให้กลุ่มม้าถอนเงิน และแจ้งรายละเอียดเจ้าของบัญชี, หมายเลขบัญชี, หมายเลขบัตรเอทีเอ็มให้กับผู้ควบคุมม้าถอนเงินและศูนย์ Call Center ส่วนใหญ่จะจ้างประชาชนทั่วไปให้เปิดบัญชีธนาคารประเภทสะสมทรัพย์ พร้อมขอใช้บัตรเอทีเอ็ม ราคาชุดละ 1,000-5,000 บาท เมื่อเปิดบัญชีแล้วจะขยายวงเงินถอนเงินสดสูงสุดแต่ละวัน

4.กลุ่มจัดการทางการเงิน หรือ “โพยก๊วน” มีหน้าที่ในการรวบรวมเงินสดจากม้าถอนเงิน ส่งให้เจ้าของ หรือ “หัวหน้าแก๊ง” ต่อไป โดยส่งผ่านระบบโพยก๊วน คือ ระบบการส่งเงินไปยังต่างประเทศโดยไม่ผ่านระบบของธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย กลุ่มโพยก๊วนจะมีรายได้จากอัตราส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยนบวกค่าธรรมเนียม

“วิธีการ” ของโพยก๊วน คือ เมื่อลูกค้าต้องการโอนเงินไปยังต่างประเทศ จะนำเงินสดที่ต้องการส่งไปยังต่างประเทศมาจ่ายเองที่สำนักงานของโพยก๊วน หรือนำเงินสดเข้าบัญชีธนาคารของโพยก๊วนก็ได้ จากนั้นโพยก๊วนในประเทศไทยจะแจ้งโพยก๊วน “คู่ค้า” ในต่างประเทศ แล้วนำเงินสด หรือโอนเงินเข้าบัญชีลูกค้าตามที่ต้องการ โดยเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมและส่วนต่างของอัตราแลกเปลี่ยน

แหล่งข่าวจาก บก.ปอศ. กล่าวทิ้งท้ายว่า ถ้าไม่อยากตกเป็นเหยื่อควรปฏิบัติดังนี้ 1.“อย่าหลงเชื่อ” คนร้ายที่มักอ้างว่าเป็นหนี้บัตรเครดิต หรือบัญชีธนาคารพัวพันคดียาเสพติด ถ้าได้รับโทรศัพท์ลักษณะนี้รีบ “ตัดสายทิ้ง” แล้วแจ้งตำรวจทันที 2.กรณีโอนเงินให้คนร้ายแล้ว ให้รีบแจ้งตำรวจหรือธนาคารที่ใกล้ที่สุด ซึ่งอาจ “อายัดบัญชี” ธนาคารคนร้ายทันเวลา แต่ต้องจำหลักฐานสำคัญ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ และหมายเลขบัญชีธนาคารปลายทางที่ถูกสั่งให้โอนเงินให้ได้ เพื่อประโยชน์ต่อการสืบสวนสอบสวน

ที่สำคัญ…“ตั้งสติเมื่อรับสาย เพราะอาจเป็นคนร้ายหลอกให้โอนเงิน”

SCOOP@NAEWNA.COM

‘กินคลีน’ให้เคลียร์ ไม่อด…งดปรุง…ครบ5หมู่

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/189614

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 02.00 น.

“กินคลีน”…

เป็นกระแสการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่มาแรงมากในยุคนี้ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้รักและดูแลสุขภาพ ซึ่งหลายคนรู้จักวิธีกินอาหารแบบนี้ แต่มีคนอีกไม่น้อยเช่นกันที่เข้าใจคลาดเคลื่อน และเน้น “จำกัดอาหาร” จนเกินพอดี ทำให้พฤติกรรมการกินคลีนเกิดโทษต่อร่างกาย

บางคนคิดว่าการกินคลีน ต้องกินผัก กินสลัด ถึงจะดีที่สุด ทำให้เกิดภาวะ Orthorexia หรือการเลือกเฉพาะอาหารที่ไร้การปนเปื้อน และตัดหมวดอาหารที่จำเป็นทิ้ง ทำให้ร่างกายขาดสารอาหาร ยิ่งไปกว่านั้นบางกรณีการควบคุมอาหารกลับเป็นการ “ตีกรอบ” ให้ตัวเองจนเกินไป จนส่งผลต่อจิตใจและกลายเป็นความกดดันจากพฤติกรรมการกิน

แล้ว “กินคลีน” ให้เคลียร์ ต้องทำอย่างไร.???

พญ.ธิดากานต์ รัตนบรรณางกูร แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมผิวหนังและความงาม โรงพยาบาลสมิติเวช กล่าวว่า อาหาร หรือ “กินคลีน” คือ การกินอาหารที่ทำสุกใหม่ๆ มีความหลากหลายเต็มไปด้วยสารอาหารครบ 5 หมู่ และถูกหลักโภชนาการ เริ่มตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกวัตถุดิบในการประกอบอาหารไปจนถึงกรรมวิธีการปรุง ที่ใช้การ “นึ่ง อบ” แทนการผัด หรือทอด รสชาติไม่จัดจ้านจนเกินไป

“สมัยก่อนคนไทยจะทานเพียงน้ำพริก ผักสด ปลานึ่ง นี่คือที่เรียกว่ากินคลีนจริงๆ ดังนั้นการกินคลีน คือ การย้อนเวลากับไปสู่ยุคบรรพชน คือ กินตามมีตามเกิด ดื่มน้ำเปล่าแทนน้ำอัดลม กินอาหารตรงเวลา ไม่ปล่อยให้ท้องหิว” พญ.ธิดากานต์ กล่าว

ด้าน นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผู้อำนวยการศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ กล่าวว่า รสชาติของ “อาหารคลีน” จะต้อง
“ไม่หวาน มัน เค็ม” จนเกินไปนัก ทั้งรสหวานจากน้ำตาล หรือรสเค็มจากการเติมเกลือและน้ำปลา รวมถึงเครื่องปรุงรสใดๆที่ทำให้อาหารมีรสผิดไปจากธรรมชาติ นอกจากนี้อาหารประเภททอดที่ทอดด้วยน้ำมันท่วมๆ หรืออาหารผัดที่ใช้น้ำมันมากๆ
ก็เป็น “อาหารต้องห้าม” สำหรับหมวดคลีน

“หลักสำคัญของการกินคลีนที่ถูกต้อง คือ การกินให้ใกล้เคียงธรรมชาติที่สุด โดยไม่ปรุง ไม่แต่ง ไม่เติม หรือทำให้อาหารผิดธรรมชาติ ด้วยการใส่สารสังเคราะห์เข้าไป เข้าใจง่ายๆ คือ การกินที่ใกล้ หรือหวนกลับไปสู่ธรรมชาติมากที่สุด” นพ.กฤษดา กล่าว

นพ.กฤษดา กล่าวด้วยว่า “ข้อดี” ของการกินคลีน คือ ช่วยให้ร่างกายได้รับสารปรุงแต่ง ที่อาจมีโทษสะสมในร่างกายน้อยลง เนื่องจาก 1.เมื่อเรา “ลดเค็ม” ได้ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคที่เกี่ยวกับไต หรือหัวใจ อัมพฤกษ์ อัมพาต รวมถึงโรคเกี่ยวกับความดัน 2.“ลดหวาน” จะช่วยความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคเบาหวาน เป็นต้น ที่สำคัญ คือ “โรคอ้วนลงพุงมฤตยู”(Metabolic syndrome) ที่เสี่ยงถึง “ตาย” ได้ และ 3.“ลดมัน” ได้ จะห่างจากโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ไขมันเกาะตับ รวมถึงช่วยให้ร่างกาย “เสื่อมสภาพ” ช้าลง

“แม้การกินคลีนจะเป็นเรื่องที่ดีต่อสุขภาพ แต่ต้องกินให้ถูกวิธี หลักง่ายๆ คือ 1.ปรุงแต่งให้น้อยที่สุด 2.ไม่อดอาหาร ข้อนี้น่าเป็นห่วงเพราะหลายๆ คนเข้าใจผิดว่ากินคลีนต้องกินให้น้อยเข้าไว้ โดยเชื่อว่าจะช่วยลดน้ำหนักได้ ซึ่งในความเป็นจริงกินคลีน ไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก ไม่ได้ทำให้ผอม แต่กินคลีนทำให้สุขภาพดี และถ้าอยากให้ผอม นอกจากกินคลีนแล้ว ร่างกายต้องขยับออกกำลังกายด้วย” นพ.กฤษดา กล่าว

นพ.กฤษดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ทุกวันนี้คนไทยบางส่วนกินคลีน โดยเน้นอาหารคลีนจากร้านหรูหรา ราคาแพง ซึ่งไม่จำเป็น เพราะอาหารคลีนหากินได้ง่าย แค่สั่งแม่ค้าร้านอาหารตามสั่งทั่วๆ ไปก็ได้ โดยให้ลดผงชูรส หรือเน้นกินอาหารอบ นึ่ง ไม่ทอด เปลี่ยนจากไข่ดาวเป็นไข่ต้ม

แค่นี้ก็ถือว่า “กินคลีน” แล้ว…
SCOOP@NAEWNA.COM

‘แม่อายวิทยาคม’รร.ต้นแบบ สร้างผู้เรียน‘เก่ง-ดี-มีความสุข’

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/189353

วันศุกร์ ที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 02.00 น.

“เขามาขอเรียน ม.4 ครับ เป็นปัญหาแล้ว เราเปิดวิทย์คณิต อังกฤษฝรั่งเศส อังกฤษจีน และการงาน เรียนไม่ได้สักอย่าง เขาบอกขอเรียนดนตรี ก็เอา..เปิดหลักสูตรดนตรีให้เด็กเฉพาะกลุ่มนี้ เช้าเธอเรียนวิชาสามัญไป จะอะไรก็แล้วแต่ขออย่าขาดเรียนก็แล้วกัน ครูคงไม่ใจดำให้เธอติด 0 ทั้งหมด อย่างน้อยๆ ก็ได้ 1 เธอก็ทำตัวให้ดีก็แล้วกัน แล้วบ่ายเธอก็ไปอยู่ห้องดนตรีเลย เล่นไปสักพักเริ่มเก่งครูเขาก็พาไปออกงาน หารายได้มาเป็นทุนการศึกษา

แล้วนครเฉิงตูของจีน กับ อบจ.เชียงใหม่ จับมือเป็นเมืองพี่เมืองน้องกัน ก็จะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกัน ทางเฉิงตูก็ติดต่อขอดนตรีพื้นเมืองไปแสดง เราก็ส่งไป ทางเฉิงตูบอกว่าเป็นการแสดงที่ยอดเยี่ยมมาก พอเด็กคนนี้กลับมาถึงเมืองไทยก็มาบอกว่าถ้าไม่มีครูผมคงไม่ได้นั่งเครื่องบินหรอกครับ ผมได้นั่งเครื่องบินไปเมืองนอก แต่ผมเสียอย่างเดียว ผมพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ นี่ถ้าผมเชื่อครูตั้งแต่ ม.ต้น ผมเรียนอังกฤษเอาให้พูดนิดๆ หน่อยๆ ได้ก็ยังดี”

เรืองฤทธิ์ อภิวงศ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนแม่อายวิทยาคม ต.แม่อาย อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ บอกเล่ากับ “สกู๊ปหน้า 5” อย่างภาคภูมิใจ เมื่อครั้งที่เราติดตามคณะของ“สมัชชาเครือข่ายปฏิรูปการศึกษา” ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 11 พ.ย. 2558 ถึงเรื่องราวของหนุ่มน้อยวัยมัธยมคนหนึ่งที่ผลการเรียนเข้าขั้นแย่ และคาดว่าคงจะไม่เรียนต่อแล้ว

กระทั่งวันหนึ่ง เขาได้มาบอกกับ ผอ.ท่านนี้ว่าอยากเรียนวิชา “ดนตรี” ซึ่งแม้ว่าช่วงดังกล่าวมีผู้สมัครเรียนเพียง 5-6 คนเท่านั้น แต่ก็ยังอุตส่าห์ “เปิดคอร์ส” เป็นวิชาเลือกให้ โดยเด็กกลุ่มนี้สนใจ “ดนตรีพื้นบ้าน” ของภาคเหนือ ทั้งนี้ใครจะเชื่อว่าไม่นานหลังจากนั้นจะมีโอกาส “บินไกล” ไปแสดงถึง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ซ้าย : ผอ.เรืองฤทธิ์ อภิวงศ์, ขวา : นักเรียน รร.แม่อายวิทยาคม ฝึกทำอาหารและขนม

ปัจจุบัน รร.แม่อายวิทยาคม แบ่งการเรียนเป็น 2 ภาค ภาคเช้า เรียนวิชาสามัญ แต่ที่นี่จัดตารางเรียนต่างจากที่อื่น คือแทนที่วันหนึ่งจะเรียนหลายวิชา ก็กลายเป็น “1 วันต่อ 1 วิชา” เช่น วันจันทร์เรียนคณิตศาสตร์ วันอังคารเรียนภาษาไทย วันพุธ เรียนวิทยาศาสตร์ ฯลฯ ซึ่ง ผอ.เรืองฤทธิ์ ให้เหตุผลว่าการจัดตารางเรียนแบบนี้ “ครูก็สอนได้เต็มที่ เด็กก็เรียนได้เต็มที่” ดีกว่าวันๆ หนึ่งเรียนกันหลายวิชา เพราะครูยังสอนไม่ทันจบตามที่วางแผนไว้ หรือเด็กเองก็ยังไม่ทันจะซึมซับความรู้ก็หมดคาบแล้ว กลายเป็นไม่ได้อะไรทั้งครูและนักเรียน

“ชั่วโมงนี้เรียนคณิตศาสตร์ อีกชั่วโมงเรียนภาษาไทย เด็กก็กังวลว่างานคณิตศาสตร์ยังไม่เสร็จเลย ก็เอามาลอกเพื่อนในชั่วโมงภาษาไทย แล้วจะเรียนภาษาไทยจบไหม? ไม่จบหรอกครับ ผมเอาแบบนี้เลย เช้า 4 ชั่วโมง เช่นวันนี้วันภาษาไทย ให้ 4 คาบเช้าเลย ผมอยากให้ครูจัดการเรียนรู้ให้สมบูรณ์ อย่างภาษาไทย 3 คาบต่อสัปดาห์ เมื่อก่อนแบ่ง 2 คาบกับ 1 คาบ สอนจบบ้างไม่จบบ้าง นักเรียนก็ค้างงานครูก็ค้างสอน เราให้ 4 ไป เอาให้จบเลย” ผอ.เรืองฤทธิ์ ระบุ

ส่วน ภาคบ่าย เป็นช่วงเวลาเรียนทักษะต่างๆ ตามต้องการ โดยปัจจุบันที่นี่มี 3 กลุ่มหลัก คือ ดนตรี ทั้งดนตรีพื้นบ้านและดนตรีสากล, กีฬา ทั้งฟุตบอล วอลเลย์บอล เทเบิลเทนนิส (ปิงปอง) และ คหกรรม การทำอาหารและขนม ซึ่งนี่ไม่ใช่การเรียนแค่ “เอาสนุก” แต่มุ่งหวังไปสู่ “ความเป็นเลิศ” ของทักษะนั้นๆ อย่างจริงจัง

ผอ.เรืองฤทธิ์ ยกตัวอย่างหลักสูตรคหกรรม มีการประยุกต์เข้ากับหลายๆ วิชา เช่น เมื่อทำอาหารขึ้นมาสักอย่างหนึ่งต้องรู้จักวัตถุดิบแต่ละชนิดว่ามีสารอาหารอะไรบ้าง ให้คุณค่าทางโภชนาการอย่างไร (วิทยาศาสตร์), การตกแต่งอาหารให้สวยงามน่ารับประทาน (ศิลปะ), ทำเสร็จแล้วนำไปขาย จะวางแผนนำเสนอสินค้าอย่างไร (ทักษะการสื่อสาร ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) รวมถึงการทำบัญชีรายรับรายจ่าย คำนวณต้นทุน (คณิตศาสตร์)

หรือกีฬายอดฮิตของคนไทยและคนทั่วโลกอย่างฟุตบอล ด้วยความที่ “ไทยพรีเมียร์ลีก” กำลังบูม หลายคนใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ แต่การจะไปถึงขั้นนั้นได้ร่างกายต้องพัฒนาอย่างถูกวิธี จึงมีการนำ “วิทยาศาสตร์การกีฬา” เข้ามาใช้ในการเรียนการสอนทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ เพื่อส่งเยาวชนเหล่านี้เข้าสู่วงการฟุตบอลไม่ว่าในฐานะนักกีฬา ผู้ฝึกสอน หรือเจ้าหน้าที่ประจำสโมสรฟุตบอลต่างๆ ในอนาคต

“แผนกีฬานะครับถ้า 1.วินัยดี 2.มีหลักการทางวิทยาศาสตร์การกีฬา แล้วฝึกฝนตนเองได้นะครับ วิทยาลัยพลศึกษาทุกแห่ง หรือมหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรพวกนี้ยินดีต้อนรับเด็กเหล่านี้เข้าเรียน พ่อแม่บอกว่าไปเตะฟุตบอลจะได้สักกี่สตางค์ แต่เขาอาจจะไม่รู้ว่าวันนี้ฟุตบอลไทยมันโตขึ้นๆ มีลีก มีอะคาเดมี (Academy-สถาบันฝึกทักษะด้านกีฬาของสโมสรฟุตบอลต่างๆ) เขาอาจจะเป็นผู้ฝึกสอนก็ได้เพราะเขามีความรู้

หรืออย่างการทำอาหารและขนม เราร่วมกับวิทยาลัยการอาชีพในหลักสูตรการโรงแรมและการท่องเที่ยว คือในโรงแรมไม่ได้มีแต่บ๋อยกับแม่บ้าน ช่างก็มี เชฟ (Chef-คนทำครัว) ก็มีแคชเชียร์ (Cashier-พนักงานเก็บเงิน) ก็มี วิชาเหล่านี้เขาก็มาเรียนในโรงเรียนของเราตามความถนัดและความสนใจของผู้เรียน” ผอ.เรืองฤทธิ์ กล่าว

นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ชี้ให้เห็นว่า การจัดหลักสูตรการสอนโดยคำนึงถึง “สภาพความเป็นจริง” ทั้งในแง่ของตัวผู้เรียนเองและในแง่ของท้องถิ่นที่ผู้เรียนอาศัยอยู่ สามารถทำให้บรรลุเป้าหมายทางการศึกษาที่ว่า “เก่ง-ดี-มีความสุข” ได้จริงเพราะเมื่อผู้เรียนค้นพบว่าตนเองชอบอะไรถนัดสิ่งนั้น แล้วได้เรียนในสิ่งนั้นอย่างเต็มที่พร้อมกับนำความรู้อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องมาบูรณาการประกอบ ผู้เรียนก็จะเรียนอย่างมีความสุขไม่เบื่อหน่าย และมีความภูมิใจในตนเองด้วย

“เราต้องกล้าเปลี่ยนนะ กล้าเปลี่ยนกล้าลดไหม? แล้วลดนี่ไม่ใช่อะไร เรานำมาหลอมกัน ที่รัฐบาลบอกลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ แม่อายเราทำมาก่อนแล้ว คือตอนบ่ายหลังอาหารเที่ยงนี่เป็นเวลาทำกิจกรรมได้ แล้วเราจะไปแคร์ทำไมว่าต้องเป็นวิชาๆ อีก แล้วทำแบบนี้ผลการเรียนหลักก็ไม่ได้เสียด้วย” ผอ.เรืองฤทธิ์ ฝากทิ้งท้าย

อย่างไรก็ตาม..ปัจจุบันยังคงมีโรงเรียนไม่กี่แห่งเท่านั้นที่ผู้บริหาร “กล้าคิดนอกกรอบ” เช่นนี้ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ว่าหลายคนยังกังวลกับ “หลักเกณฑ์จากส่วนกลาง” จึงไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหน? ดังนั้นจะเป็นไปได้หรือไม่ที่ กระทรวงศึกษาธิการ จะกำหนดหลักเกณฑ์ให้ชัดเจน ให้ผู้บริหารแต่ละโรงเรียนสามารถปรับหลักสูตรให้ยืดหยุ่นได้ เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนตามความเหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่

เพราะนี่เป็นวิธีการลด “ช่องว่าง-ความเหลื่อมล้ำ” ได้อย่างแทบไม่ต้องลงทุนอะไรมากเลย!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

บทเรียน‘วินาศกรรมปารีส’ ก่อการร้ายแนวใหม่..รับมือยาก

Published ธันวาคม 31, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/scoop/189179

วันพฤหัสบดี ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 02.00 น.
สะเทือนขวัญรับ “ศุกร์ 13” กับเหตุการณ์คนร้ายกราดยิงและระเบิด 6 จุดทั่วกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อคืนวันที่ 13 พ.ย. 2558 ตามเวลาท้องถิ่น หรือเช้ามืดวันที่ 14 พ.ย. 2558 ตามเวลาประเทศไทย ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตนับร้อยราย ทั้งที่เมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ฝรั่งเศสเพิ่งผ่านเหตุร้ายลักษณะเดียวกันมาหมาดๆ กับกรณีคนร้ายกราดยิงเข้าไปในสำนักงานหนังสือพิมพ์ Charlie Hebdoเท่ากับว่าเกิดเหตุรุนแรงถึง 2 ครั้งในเวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น

“ถ้ามองในแง่ประชาชน ก็มีพวกที่เคยเป็นอาณานิคมเก่า รวมถึงเด็กที่เป็นต่างชาติที่เขามาเติบโตที่นี่ อย่างคราวนี้
เป็นคนที่โตในฝรั่งเศสแต่ไปอาศัยอยู่ที่เบลเยียมซึ่งชายแดนติดกัน ฉะนั้นประเด็นหนึ่งคือเขามีพวกมุสลิมอยู่เยอะ อย่างชาร์ลี เอ็บโด นั่นก็ไปวาดการ์ตูนล้อศาสดาของเขา นั่นก็เป็นส่วนที่เขาคิด

กับอีกส่วนหนึ่ง สิ่งที่เกิดขึ้นในปารีสมันเกิดจากคนรุ่นใหม่ เรื่องนี้มันเป็นเรื่องอุดมการณ์ว่าประเทศตะวันตก คงไม่ใช่แค่ฝรั่งเศส คือฝรั่งเศสมันเป็นยุทธศาสตร์ที่ทำอะไรง่ายหน่อย แต่ตะวันตกทั้งหมดเขามองว่าเอารัดเอาเปรียบในกลุ่มประเทศของเขา แล้วทุกวันนี้มันมีปัญหาหนึ่งที่ซ่อนอยู่ คือการไม่มีงานทำ การตกงาน”

รศ.ดร.ชัยชนะ อิงคะวัต อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวถึงปัจจัยที่เอื้อให้เกิดเหตุ
ก่อวินาศกรรมในฝรั่งเศส ไม่ว่าจะเป็นสื่อบางฉบับที่วาดการ์ตูนล้อเลียนความเชื่อที่คนบางกลุ่มเคารพนับถือ ความรู้สึก
ที่ว่าชาติตะวันตกเอาเปรียบดินแดนเดิมของเผ่าพันธุ์ตน รวมทั้งปัจจุบันที่ฝรั่งเศสประสบปัญหาว่างงานค่อนข้างสูง

สอดคล้องกับรายงานของอัยการฝรั่งเศส ที่เปิดเผยว่า 1 ในคนร้ายผู้ก่อเหตุในคืนวันที่ 13 พ.ย. 2558 คือ นายโอมาร์ อิสมาอิล มอสเตฟาอี อายุ 29 ปี สัญชาติฝรั่งเศสเชื้อสายอาหรับ อาศัยอยู่ในย่านยากจนเขตคูคูโรน แถบชานกรุงปารีส มีประวัติอาชญากรรมต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547-2553 แต่เป็นเพียงคดีเล็กน้อย

หรือหากย้อนไปในเหตุกราดยิงที่สำนักงานหนังสือพิมพ์ Charlie Hebdo ครั้งนั้นผู้ก่อเหตุคือ นายซาอิด คาอูชี อายุ 34 ปี และน้องชาย นายเชรีฟ คาอูชี อายุ 32 ปี ทั้งคู่อาศัยอยู่ในฝรั่งเศส ทั้งนี้ นายซาอิด เคยมีประวัติเดินทางไปประเทศเยเมนในปี 2554 ซึ่งคาดว่าไปร่วมฝึกยุทธวิธีกับกลุ่มก่อการร้ายอัล-เคดา ในเยเมน

“วันนี้มันออกไปในแนวทางของอุดมการณ์ที่มีความรู้สึกว่าถูกเอารัดเอาเปรียบ เด็กหนุ่มพวกนี้ส่วนใหญ่เราจะเห็นว่าเขามีเชื้อสายกับคนที่เขาอยู่ในตะวันออกกลางพอสมควร ดูจากหน้าตาดูจากนามสกุล” อาจารย์ชัยชนะ กล่าว

อีกประเด็นที่น่าสนใจ..หากย้อนไปดูเหตุก่อการร้ายในอดีต ส่วนใหญ่มีลักษณะคล้ายกันอย่างหนึ่งคือผู้ลงมือมักเป็นสมาชิกหรือแนวร่วมของกลุ่มองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้น ทว่าปัจจุบันเริ่มมีรูปแบบการก่อการร้ายใหม่ๆ ที่ผู้ก่อเหตุอาจจะไม่จำเป็นต้องเป็นแนวร่วมขององค์กรใดๆ เพียงแค่รับข้อมูลแนว “ปลุกปั่นยั่วยุ” ผ่านสื่อออนไลน์ แล้วรู้สึกว่า “โดน” ก็พร้อมจะลงมือได้เองทันที

เช่นเมื่อเดือน ต.ค. 2557 นายเซล ทอมป์สัน วัย 32 ปี ก่อเหตุใช้ขวานทำร้ายตำรวจ 2 นาย ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ในเวลานั้น นายบิล แบร็ตตัน ผู้บัญชาการตำรวจนิวยอร์ก เปิดเผยว่า แม้ประวัติของนายเซล จะไม่พบว่าพัวพันกับกลุ่มก่อการร้าย แต่ก่อนเกิดเหตุคนร้ายรายนี้เข้าไปชมเว็บไซต์เกี่ยวกับกลุ่มไอเอสและกลุ่มอัล-เคดา รวมถึงคลิปวีดีโอฆ่าตัดศีรษะอยู่บ่อยครั้ง จึงคาดว่านายเซลอาจได้ “แรงจูงใจ” มาจากเว็บไซต์ดังกล่าว

ซึ่งลักษณะนี้ทำให้หน่วยงานด้านความมั่นคงรับมือได้ยาก เนื่องจากผู้ก่อเหตุอาจเป็นใครก็ได้ไม่จำเป็นต้องมีรายชื่ออยู่ในฐานข้อมูลบุคคลอันตราย ดังกรณีของนายโอมาร์ แม้จะเคยมีประวัติอาชญากรรมแต่ก็เป็นเพียงความผิดเล็กๆ น้อยๆ ไม่เคยถูกจำคุก อีกทั้งไม่ปรากฏว่าเกี่ยวข้องกับกลุ่มหัวรุนแรงใดๆ มาก่อน

อาจารย์ชัยชนะกล่าวถึงเรื่องนี้ว่า “สงครามทางความคิด” ที่น่าจะจบไปตั้งแต่หลังสิ้นสุดสงครามเย็น ได้กลับมาในรูปแบบที่ต่างไปจากเดิม คือมุ่งเข้าหา “ปัจเจกชน” มากขึ้น โดยเฉพาะกับผู้ที่ไม่ได้ผูกพันกับแผ่นดินที่อาศัยอยู่มากเท่ากับอุดมการณ์อื่นๆ ที่นับถือศรัทธาในใจ

“ฝรั่งเศสเขาจะมีคนประเทศที่เคยเป็นอาณานิคมของเขามาอยู่เป็นรุ่น 1 รุ่น 2 รุ่น 3 ในอเมริกาจะมีพวกนี้น้อยกว่าเมื่อเทียบกัน ถ้ามีก็คนผิวดำซึ่งเขาเป็นคนอเมริกันแล้ว มันคนละแบบกัน ถ้ามองในกรณีของชาติพันธุ์หรือความผูกพัน ผมว่าต้องมองในแง่สังคมวิทยาแบบนี้ ไม่งั้นเราจะไม่เห็นเลย เพราะสงครามปัจจุบันมันเป็นสงครามรูปใหม่ เป็นสงครามทางความคิดอีกที

ซึ่งเราจะเห็นว่าสงครามอุดมการณ์ที่เราเรียกว่าสงครามเย็นมันจบไปแล้วตั้งแต่โซเวียตล่ม จริงๆ ตอนนี้มันกลับมาในรูปของประชาชน ทีนี้เขาจะฝักใฝ่เขาจะชอบอะไร หรือเขาจะมีก๊วนมีอะไรของเขา ผมว่าฝรั่งเศสอาจจะเอาใจใส่น้อยกว่า ทั้งๆ ที่มีปัญหามากกว่าเมื่อเทียบกับอเมริกาหรือเยอรมนีหรืออังกฤษ” นักวิชาการรายนี้ ให้ความเห็น

แม้เป้าหมายของกลุ่มก่อการร้ายไอเอสจะเน้นไปที่ชาติตะวันตก แต่ล่าสุดต้องจับตามองกรณีเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ The Straits Times ของสิงคโปร์ รายงานข่าวว่ากลุ่มไอเอส ประกาศจัดตั้งสาขาย่อยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
(อาเซียน) ซึ่งอาจส่งผลให้ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ทวีความรุนแรงขึ้น

อาจารย์ชัยชนะกล่าวว่า ถ้าจะมีเครือข่ายของกลุ่มไอเอสในอาเซียนจริง คาดว่าน่าจะอยู่ในมาเลเซียและอินโดนีเซียมากกว่า เพราะที่ผ่านมาก็มีรายงานว่าผู้คนบางส่วนจาก 2 ชาตินี้เดินทางไปร่วมกับกลุ่มไอเอสในตะวันออกกลาง แม้กระทั่งเหตุการณ์ใน 3 จังหวัดภาคใต้ของไทย จนทุกวันนี้ก็ยังไม่ปรากฏชัดว่ากลุ่มใดเป็น “หัวขบวนตัวจริง” ซึ่งผิดกับพื้นที่อื่นๆ ที่เปิดเผยชัดเจนว่ากลุ่มใดเป็นขบวนการแบ่งแยกดินแดน

“เขาพูดเรื่องการแยกเป็นรัฐปัตตานี จริงๆ ตัวตนของผู้แยกก็ยังไม่เห็น ไม่เหมือนอาบูไซยาฟหรือว่าโมโร ที่เขาชัดเจนในฟิลิปปินส์ คือเมืองไทยพูดนะครับแต่ยังไม่เห็นตัวตน บีอาร์เอ็นก็ไม่แน่ใจว่าเป็นตัวแทนของฝ่ายทางนั้นมากน้อย
แค่ไหน?” อาจารย์ชัยชนะ ฝากทิ้งท้าย

ไม่มีที่ไหนบนโลกนี้ปลอดภัยอีกต่อไป..แม้คำกล่าวนี้จะมีส่วนจริงเพราะเหตุก่อการร้ายยุคใหม่สามารถเกิดขึ้นที่ไหนและจากใครก็ได้ ผ่านการเผยแพร่แนวคิดหรือการปลุกระดมผ่านสื่อออนไลน์ แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีทางป้องกันเอาเสียเลย ดังที่ ดร.ปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษารองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศรา ว่าลำพังจะหวังให้หน่วยงานความมั่นคงภาครัฐทำงานแต่ฝ่ายเดียวคงไม่อาจสกัดกั้นภัยก่อการร้ายได้..

ต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในการช่วยกันสอดส่องดูแล..ไม่ว่าในโลกจริงหรือโลกออนไลน์ก็ตาม!!!

%d bloggers like this: