สกู๊ปเศรษฐกิจ

All posts tagged สกู๊ปเศรษฐกิจ

ปี2559 ปีแห่งความอยู่(ให้)รอด!

Published มกราคม 4, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/557490

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ม.ค. 2559 05:01

 

หลังจากประชาชนคนไทยได้ “ดื่มด่ำ” กับมาตรการคืนความสุขที่รัฐบาล คสช.ของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประเคนให้ในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2559 กันแทบ

สำลัก จนลืมกันไปแล้วว่า ช่วงขวบปี 2558 ที่ผ่านมานั้น เศรษฐกิจไทยต้องเผชิญกับ “ทุกข์เข็ญ” กันเพียงไร!

ความคาดหวังที่ประชาชนคนไทยจะได้เห็นเศรษฐกิจในปี 2559 พลิกฟื้นคืนกลับมาบรรเจิดอีกหนนั้น เริ่มส่งสัญญาณกันออกมาบ้างแล้ว ทั้งจากปัจจัยด้านการท่องเที่ยวที่เริ่มฟื้นคืนมา และจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ กระตุ้นกำลังซื้อ รวมทั้งโครงการลงทุนของรัฐบาลที่เตรียมจะ “โม่แป้ง” เต็มกำลังในปี 59 นี้

อย่างไรก็ตาม ด้วยผลพวงเศรษฐกิจโลกที่ยังคงไม่สร่างไข้ ที่แม้แต่เวิลด์แบงก์ยังมองว่าเศรษฐกิจโลกในปีนี้คงจะขยายตัวได้แค่ 3.5% แถมตลาดส่งออกหลักของไทยยังไม่ฟื้นเต็มที่ ซ้ำร้ายยังมาเจอกับภาวการณ์ภัยแล้งที่ไม่อาจจะคาดเดาได้ว่าจะรุนแรงสาหัสสากรรจ์เพียงใดในปีนี้ ซึ่งคงส่งผลต่อกำลังซื้อของเกษตรกรและรากหญ้าอย่างหนักปัญหาหนี้ครัวเรือนที่สูงท่วมหัวที่ยังไม่รู้จะสลัดโซ่ตรวนกันออกไปได้อย่างไร

หลายฝ่ายจึงยังประหวั่นพรั่นพรึง เศรษฐกิจไทยในปี 2559 จะเป็นปีแห่งความบรรเจิด รุ่งโรจน์หรือยังคงต้อง “จมปลัก” ซ้ำรอยประวัติศาสตร์กันอีกหน

“ทีมเศรษฐกิจ” ขอประมวลภาพรวมเศรษฐกิจของภาคธุรกิจต่างๆ ที่มีส่วนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศถึงภาพรวมเศรษฐกิจในปี 2558 ที่จะเปลี่ยนผ่านสู่ปี 2559 นี้จะเป็นปีแห่งความบรรเจิดหรือเป็น (อีก) ปีที่ประชาชนคนไทยต้องอยู่ให้รอดกันแน่ ดังนี้

*************

น้ำมัน…รูดต่ำสุดในรอบ 20 ปี

บริษัทไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) ได้วิเคราะห์สถานการณ์ ราคาน้ำมันโลกใน สัปดาห์สุดท้ายของปีที่ผ่านมา ณ วันที่ 28 ธ.ค.ว่าราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้น 3.37 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ปิดที่ 38.10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ราคาน้ำมันดิบดูไบปิดเฉลี่ยอยู่ที่ 33 เหรียญสหรัฐฯ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากปริมาณน้ำมันดิบคงคลังสหรัฐฯ ที่ปรับลดลง สวนทางกับที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะปรับเพิ่มขึ้น

ขณะที่ปริมาณการซื้อขายสัญญาน้ำมันดิบค่อนข้างเบาบาง เนื่องจากนักลงทุนบางส่วน ได้ปิดสถานะสัญญาการซื้อขายในช่วงสิ้นปี และตลาดยังได้รับแรงกดดัน จากกลุ่มโอเปกและรัสเซีย ยังคงระดับการผลิตน้ำมันดิบไว้ในระดับสูง เพื่อรักษาส่วนแบ่งการตลาดของตนเองไว้ รวมถึงความต้องการใช้น้ำมัน เพื่อทำความร้อน ก็ปรับตัวลดลง จากอุณหภูมิที่สูงกว่าปกติในช่วงฤดูหนาว ในสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป

กรณีดังกล่าว บรรดานักวิเคราะห์ได้ระบุว่า ไตรมาส 1 ปี 2559 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลก จะเคลื่อนไหวในระดับ 25-30 เหรียญฯต่อบาร์เรลก่อนจะทยอยปรับตัวขึ้นระดับหนึ่ง โดยจะมีปัจจัยมาจากการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน ว่าจะได้รับการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรในช่วงเวลาใด และเศรษฐกิจโลกอาจจะเริ่มฟื้นตัวขึ้น ทำให้หลายๆประเทศเริ่มกลับมานำเข้าน้ำมันอีกครั้งหนึ่ง

ขณะเดียวกัน ธุรกิจน้ำมันในประเทศไทย กำลังอยู่ในภาวะหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ โดยหากเป็นธุรกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม อาจอยู่ในภาวะซบเซาต่อไปจนถึงปี 2560-61 เพราะราคาน้ำมันโลกที่ตกต่ำต่อเนื่อง ทำให้ธุรกิจสำรวจและผลิตต้องชะลอการลงทุนออกไปอีกระยะหนึ่ง

ในทางกลับกันธุรกิจค้าน้ำมันโดยเฉพาะสถานีบริการน้ำมัน (ปั๊ม) จะไม่มีผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ถูกลง เพราะประชาชนจะหันมาใช้เพิ่มขึ้น จะเห็นได้ว่าในปีที่ผ่านมา คนไทยใช้น้ำมันเบนซินเพิ่มขึ้น 10% น้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น 4% เมื่อเทียบกับปี 2557

ขณะที่ปี 2558 ที่ผ่านมา และในปี 2559 นี้จะเห็นปั๊มก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และเอ็นจีวี มียอดขายที่ลดลง แต่ไม่ถึงกับปิดกิจการ เพียงแต่โอกาสเปิดหรือผุดปั๊มใหม่จะอยู่ในภาวะ “หืดจับ” ชะลอตัว หรือไม่มีการเปิดกิจการใหม่ รวมไปถึงธุรกิจติดตั้งเครื่องยนต์ที่ใช้แอลพีจีและเอ็นจีวี เพียงแต่ต้องรอวัฏจักรราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ปั๊มแอลพีจีและเอ็นจีวี ถึงจะกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง

ทั้งนี้ ในส่วนของธุรกิจปั๊มน้ำมัน อาจเป็นช่วงเวลาที่น่าสนใจของนักลงทุนหน้าใหม่จะหันกลับมาเปิดกิจการปั๊มแห่งใหม่ๆ หลังจากซบเซาไปเมื่อก่อนหน้านี้ โดยหากเป็นปั๊มขนาดกลาง ต้องใช้เงินลงทุนรวมที่ดินขั้นต่ำพื้นที่ 1 ไร่ประมาณ 20 ล้านบาท หากเป็นปั๊มขนาดใหญ่ 2 ไร่ขึ้นไปต้องใช้เงินลงทุน 50 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากนี้ ธุรกิจปั๊มน้ำมันยังต้องมีธุรกิจเสริม (นอนออยล์) เพราะค่าการตลาดหรือกำไรจากการขายน้ำมันอาจไม่เพียงพอให้ธุรกิจอยู่รอดได้ จึงต้องเพิ่มธุรกิจร้านอาหาร ร้านกาแฟ คาร์แคร์ สินค้าโอทอป ธนาคาร ร้านสะดวกซื้อเพื่อดึงดูดลูกค้าและเป็นแหล่งรายได้หลักในการทำธุรกิจในอนาคต

หากปั๊มใดไม่มีธุรกิจเสริมเหล่านี้ ก็เตรียมนับถอยหลังปิดกิจการอย่างแน่นอน!!!

สินค้าเกษตร…จ่อหืดจับข้ามปี

ตรงกันข้ามกับราคาสินค้าเกษตร ที่ตลอดปี 2558 ถือเป็นปีแห่งความตกต่ำของสินค้าเกษตรเกือบทุกชนิด ทั้งข้าว ข้าวโพด ยางพารา มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน

ยิ่งเมื่อมาเจอกับสถานการณ์ภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงซ้ำซากตั้งแต่เดือน มิ.ย. 58 เข้าไปด้วยอีก จึงยิ่งทำให้ไม่เพียงแต่ผลผลิตทางการเกษตรจะตกต่ำ ซ้ำร้ายระดับราคายังตกต่ำแบบไม่มีหูรูดอีกด้วย ชาวนาในภาคเกษตรที่ต้องชอกช้ำจากราคาข้าวที่ตกต่ำมาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปี 57 ทั้งยังถูกรัฐบาล คสช.มีคำสั่งห้ามทำนาปรังใน 22 จังหวัดมาหนแล้ว

แต่เมื่อย่างเข้าสู่ฤดูการผลิตปี 58 ก็เผชิญกับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงเข้าให้อีก น้ำต้นทุนในเขื่อนหลักต่างอยู่ในห้วงวิกฤติไม่สามารถจะจ่ายน้ำป้อนให้แก่ภาคเกษตรได้ตามปกติ แม้ในท้ายที่สุดกระทรวงเกษตรฯจะไม่ได้ออกประกาศห้ามทำนาปรังใน 22 จังหวัด แต่สภาพการณ์ที่เป็นอยู่ก็ไม่ต่างกันเพราะไม่มีน้ำจะทำนาอยู่แล้ว

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ได้ประเมินจีดีพีภาคเกษตรในช่วงครึ่งแรกของปี 58 ว่า ขยายตัวติดลบไปถึง 4.2% เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปีก่อนโดยมีมูลค่ารวม 4.06 แสนล้านบาท ขณะที่จีดีพีทั้งปี 58 นั้นคาดว่าจะขยายตัวติดลบ 3.80% และเมื่อรวมทั้งปีคาดว่าจะขยายตัวลดลง 1.67% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีมูลค่ารวม 1.389 ล้านล้านบาท เทียบกับ 1.413 ล้านล้านบาทในปี 57

สศก. ยังได้ประเมินมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ของไทยในปี 58 มีแนวโน้มลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าที่สำคัญมีแนวโน้มชะลอตัวลง โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นคู่ค้าสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์ในลำดับที่ 2 ของไทย นอกจากนี้ ราคาส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์หลายชนิดของไทยสูงกว่าประเทศคู่แข่งขัน ทำให้ประเทศคู่ค้าหันไปนำเข้าทดแทน

ทั้งนี้ สศก.ได้คาดการณ์ส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์จะมีมูลค่า 1.253 ล้านล้านบาท ขยายตัวลดลง 4.20% เมื่อเปรียบกับปี 57 ที่มีการส่งออกมูลค่า 1.30 ล้านล้านบาท ส่วนปี 59 คาดการณ์ปริมาณและมูลค่าส่งออกสินค้าเกษตรและผลิตภัณฑ์มีแนวโน้มดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าฟื้นตัว ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ญี่ปุ่น สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา

สินค้าข้าวและผลิตภัณฑ์ คาดในปี 2558 จะส่งออกได้ 10 ล้านตัน ลดจากปีที่แล้วเฉลี่ย 11.07% ขณะที่ในปี 59 คาดจะส่งออกได้ประมาณ 9-10 ล้านตัน โดยมูลค่าส่งออกจะใกล้เคียงกับปี 58 คาดการณ์ราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ไม่เกิน 8,000 บาทต่อตัน

ส่วนกุ้งและผลิตภัณฑ์ ในปี 58 คาดว่าจะส่งออกได้ 1.75 พันตัน เพิ่มจากปีที่แล้ว 5% ปริมาณส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ราคากุ้งในตลาดโลกลดลง เนื่องจากประเทศคู่แข่งขันผลิตกุ้งได้มากขึ้นและมีราคาถูกกว่ากุ้งของไทย และสุดท้าย เนื้อไก่และผลิตภัณฑ์ คาดในปี 58 จะ ส่งออกประมาณ 6.10 แสนตัน ขยายตัวเพิ่ม 11.94% เมื่อเทียบกับปี 57 เนื่องจากปริมาณและมูลค่าส่งออกไปตลาดญี่ปุ่นยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง คาดในปี 59 ไทยจะมีโอกาสส่งออกไก่สดแช่แข็งไปยังเกาหลีใต้และประเทศอื่นๆ ทำให้สามารถขยายการส่งออกเนื้อไก่ได้เพิ่มขึ้น

เช่นเดียวกับที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ที่ออกมายอมรับว่าราคาสินค้าเกษตรหลายตัวน่าเป็นห่วง จากสถานการณ์เศรษฐกิจโลก ภาวะแล้ง และราคาน้ำมันที่ตกต่ำ อาจส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าเกษตรที่เกษตรกรจะขายได้ และทำให้รายได้ของเกษตรกรและประชาชนระดับล่างลดลง อาทิ ยางพารา ราคายังคงถูกกดดันจากเศรษฐกิจต่างประเทศและราคาน้ำมันให้ตกต่ำต่อเนื่องอีกปี ปาล์มน้ำมันเป็นอีกตัวที่จะมีปัญหาจากตลาดโลกและราคาน้ำมัน รวมทั้งยังมีสต๊อกที่ล้นตลาดอยู่มาก

ส่วนข้าวในปีหน้าคาดว่าราคาน่าจะดีขึ้น เพราะภัยแล้งครอบคลุมถึงประเทศผู้ผลิตเพื่อการส่งออกทุกประเทศ ทำให้ชาวนาน่าจะได้รับอานิสงส์ราคาข้าวปรับตัวดีขึ้นได้

ค้าปลีก : เติบโตต่ำสุดในประวัติศาสตร์

ด้านภาพรวมของธุรกิจค้าปลีกในปี 2558 ที่ผ่านมานั้น ต้องถือเป็นปีแห่งความยากลำบากและถึงขั้น “สาหัส” เลยก็ว่าได้ เพราะทุกค่ายต้องจัดโปรโมชั่น อัดแคมเปญลด แลก แจก แถมต่อเนื่องแทบทุกวัน ทุกสัปดาห์ จากเดิมที่ทำเป็นรายไตรมาส

โดยภาพรวมธุรกิจค้าปลีกครึ่งปีหลัง 58 ที่สมาคมผู้ค้าปลีกไทยประเมินพบว่ามีทิศทางที่ไม่สดใสนัก เพราะยังมีปัญหาอยู่ โดยเฉพาะปัจจัยลบต่างๆ เช่น อัตราการบริโภคของประชาชนลดลง, ปัญหาหนี้ครัวเรือนของประชากรที่มากกว่า 60% ของทั้งประเทศสูงขึ้นมากกว่า 90% และราคาผลิตผลทางการเกษตรที่ตกต่ำทำให้กำลังซื้อรากหญ้าและเกษตรกรลดลงต่อเนื่อง รวมทั้งปัญหาภัยแล้งที่ฉุดกำลังซื้อในภาคเกษตรหดหาย

แม้จะยังพอมีปัจจัยบวกที่ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นมาบ้าง จาก 1.การที่คนไทยหันมาท่องเที่ยวในประเทศมากขึ้น 12% 2.นักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาเที่ยวไทยมากขึ้นถึง 23% ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนในระบบมากขึ้น รวมทั้งราคาพลังงานลดลงส่งผลให้กำลังซื้อพอมีขึ้นมาบ้าง 3.การประกาศพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษที่จะเกิดการจ้างงาน และการขยายกำลังการผลิตต่างๆ และ 4.การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆของภาครัฐทั้งสาธารณูปโภค และระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น

นางสาวจริยา จิราธิวัฒน์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ทางสมาคมผู้ค้าปลีก ไทยได้ประเมินภาพรวมดัชนีค้าปลีกของไทยในปี 58 คงจะเติบโตไม่เกิน 3% ซึ่งถือว่าต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ว่าได้ เมื่อเทียบกับในอดีตที่ผ่านมาที่ขยายตัวในเกณฑ์ที่ดีกว่ามาโดยตลอด เช่นปี 2553 เติบโต 11%, ปี 2554 โต 8.7%, ปี 2555 โต 12%, ปี 2556 โต 6%, และปี 2557 โต 3.2% หรือเฉลี่ยเติบโต 8% แต่ปี 58 นั้นเติบโตต่ำมากๆไม่ถึง 3%

ด้าน นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย รองประธานกรรมการแผนกสื่อสารองค์กรและความยั่งยืน บริษัท เอกชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จำกัด ผู้บริหารเทสโก้โลตัส กล่าวว่า หากมองภาพรวมธุรกิจค้าปลีกปี 58 ยังถือว่าดีกว่าปี 2557 เพราะกำลังซื้อและการใช้จ่ายยังมีต่อเนื่อง ซึ่งน่าจะเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับปี 2559 นี้

“อาจมีบ้างที่ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายเงิน โดยสินค้าที่รอได้ อย่างเครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้าอาจมียอดขายลดลงบ้าง แต่โดยรวมแล้วยังดีกว่าปี 2557 แต่ภาพรวมธุรกิจค้าปลีกในปี 2559 จะเป็นปีทองหรือปีแห่งความอยู่รอดหรือไม่อย่างไรนั้นคงยังบอกไม่ได้ต้องดูกันตลอดปี แต่เท่าที่ดูในเวลานี้ยังมองไม่เห็นปัจจัยลบอะไร”

ปัจจัยลบยังท่วมตลาดหุ้นปี 59

ด้านการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ “วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล” กรรมการผู้จัดการ บล.ทรีนีตี้ ได้ย้อนภาพการลงทุนในปี 58 ที่ผ่านมาว่า ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวลดลงราว 15.76% ขณะที่ SET50 Index ปรับตัวลดลง 19.86% นักลงทุนต่างชาติมียอดขายสุทธิไปกว่า 150,000 ล้านบาท

ถือเป็นปีแห่งความตกต่ำด้านตลาดทุนเลยก็ว่าได้ โดยปัจจัยกดดันหลักๆมีทั้งปัจจัยภายในและภายนอก โดยปัจจัยภายในที่สำคัญได้แก่ การปรับลดประมาณการของบริษัทจดทะเบียนที่เกิดขึ้นต่อเนื่อง เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้ากว่าที่คาด โดยเฉพาะการส่งออก ระดับหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ที่สูงขึ้น โครงการลงทุนภาครัฐที่มีความล่าช้า และการประมูลใบอนุญาตคลื่นความถี่ที่มีราคาสูงเกินคาด

ส่วนปัจจัยภายนอกที่สำคัญได้แก่ การปรับตัวลงของราคาน้ำมัน การส่งสัญญาณการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารสหรัฐฯ (Fed) ที่กดดันบรรยากาศการลงทุนตลอดทั้งปี และเศรษฐกิจจีนที่ชะลอตัว เป็นต้น

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นปี 59 นั้น “วิศิษฐ์” มองว่า การขึ้นดอกเบี้ย Fed ในช่วงที่บริษัทจดทะเบียนมีผลกำไรต่ำ นำไปสู่เงินฝืดที่ถูกขยายตัวขึ้น หรือ Deflationary expansion ทำให้หุ้นเป็น Phase หรือสินทรัพย์เสี่ยงที่จะถูกขายทำกำไร นักลงทุนโดยจะเน้นผลตอบแทนระยะสั้นมากขึ้น

“ดัชนีหุ้นไทยปีนี้คงจะแกว่งตัวผันผวนอย่างมากในกรอบ 1,100-1,500 จุด บนช่วงระดับอัตราส่วนของราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (PE) เฉลี่ยของตลาดรวมอยู่ที่ 11-15 เท่า อิงสมมติฐานกำไรต่อหุ้น (EPS) ของดัชนีปี 59 ที่ 100 บาทต่อหุ้น แต่กำไรต่อหุ้นมีแนวโน้มที่จะถูกปรับลดลงจากอัตราแลกเปลี่ยนมีแนวโน้มอ่อนค่าลง”

ปัจจัยที่น่าจะมีอิทธิพลต่อภาวะการลงทุนในปี 59 ที่สำคัญได้แก่ ประเมินทิศทางนโยบายของ Fed ในปี 59 จะเป็นสิ่งที่ตลาดคาดเดาได้ยากกว่าปีนี้ ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นผันผวนในทุกๆครั้งที่มีการประชุม Fed (หุ้นมีโอกาสปรับขึ้นและลงได้) ขึ้นอยู่ว่าตลาดหุ้นได้ Pricing หรือให้ราคาการปรับขึ้นดอกเบี้ยของ Fed อย่างไร

ขณะที่การประเมินราคาน้ำมันดิบเบรนท์ในปี 59 จะแกว่งตัวในกรอบ 30-60 เหรียญฯต่อบาร์เรล โดยมีความเสี่ยงขาขึ้น (Upside risk) มากกว่าความเสี่ยงขาลง (Downside risk) คาดการณ์ระดับอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันดิบในตลาดโลกจะปรับตัวเข้าสู่สมดุลมากขึ้น

สำหรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ถึงแม้โอกาสเกิดจะน้อยแต่ถ้าเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบรุนแรงคือ 1.ค่าเงินหยวนถูก Devalue เหลือ 7 หยวนต่อดอลลาร์ 2.ซาอุดีอาระเบียเลิกผูกติดค่าเงิน Riyal กับสกุลเงินดอลลาร์ อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบลงไปที่ 25-30 เหรียญฯต่อดอลลาร์ ซึ่งจะส่งผลกระทบไปยังตลาดเครดิต ตลาดพันธบัตร และสถาบันที่ปล่อยกู้ อาจนำไปสู่เหตุการณ์ที่เป็น Subprime ภาค 2 ได้

“ส่วนกลยุทธ์การลงทุนเพื่อความอยู่รอด หรือให้ได้ผลตอบแทนหรือกำไรในปี 59 ควรมีเงินสดใน Port การลงทุนอย่างน้อย 50% เพื่อใช้เป็นทุนในการซื้อหุ้นเวลาหุ้นปรับตัวลดลงอย่างมาก และต้องเป็นหุ้นกลุ่มที่มีมูลค่าไม่แพง ซึ่งจะดีกว่าหุ้นที่เติบโตสูง และเน้นการลงทุนที่สามารถทำกำไรเป็นรอบๆ (Cyclical และ Swing Trading)”

ตลาดค้าทองคำ…ปีทองคนโสด!

ในส่วนของตลาดทองคำปี 2558 ถือเป็น “ปีแห่งการผันผวน” และร่วงลงหนักมากตั้งแต่ต้นปี โดย นายจิตติ ตั้งสิทธิภักดี นายกสมาคมค้าทองคำ ได้ประมวลภาพตลาดค้าทองคำในปี 58 ที่ผ่านมาว่า ราคาทองคำในเดือน ม.ค.58 ทองแท่งราคาสูงสุดบาทละ 20,150 บาทและต่ำสุดในเดือน ก.ค.58 อยู่ที่บาทละ 17,900 บาท ปรับลดลงมาถึงบาทละ 2,250 บาท ตามราคาทองคำตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงต่อเนื่องไม่ต่างจากราคาน้ำมัน

โดยราคาทองคำในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างมากตั้งแต่ต้นปี จากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำ กำลังซื้อไม่มี แต่เนื่องจากค่าเงินบาทอ่อนตัวลงจึงส่งผลให้ราคาทองคำในตลาดไทยเปลี่ยนแปลงไม่มาก ค่อยๆปรับลดลงต่อเนื่อง ขณะที่การนำเข้าทองคำในปี 58 ลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับปี 2557

ในส่วนของตลาดค้าทองคำปี 2559 ที่หลายคนคาดหวังอยากให้เป็น “ปีแห่งความอยู่รอดของตลาดทองคำ” นั้น โดยส่วนตัวมองว่า เมื่อภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัว และเศรษฐกิจนอกประเทศ โดยเฉพาะตลาดสหรัฐฯยังไม่ฟื้นตัวเท่าที่ควร ขณะที่ยุโรปเศรษฐกิจยังแย่ และยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินอัดฉีดสภาพคล่องเข้าไปในระบบ (QE) อยู่

จึงคาดการณ์ว่าราคาทองคำคงไม่ปรับเพิ่มขึ้นหรือลดลงมากกว่าปี 58 และคาดการณ์ว่าปี 2559 ราคาทองในตลาดโลกน่าจะแตะที่ 1,050-1,250 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์ จากวันที่ 25 ธ.ค.58 ราคาทองคำในตลาดโลกอยู่ที่ 1,070 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อออนซ์

“ปี 2559 เงินบาทยังคงอ่อนค่าลงต่อเนื่อง แต่น่าจะเห็นไม่เกิน 37 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ จากปัจจุบันอยู่ที่ 36.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งอาจทำให้ราคาทองคำขยับขึ้นมาได้นิดหน่อย แต่คงไม่มาก ซึ่งราคาทองคำในตลาดประเทศไทยจะขยับขึ้นหรือลงมากหรือน้อย อยู่ที่ค่าเงินบาทเป็นปัจจัยหลัก”

นายจิตติกล่าวว่า ปี 59 กำลังซื้ออาจดีขึ้นกว่าปี 58 เพราะปี 58 ราคาสินค้าเกษตรไม่ดี คนเก็บออมลดลง ขณะที่ปี 59 เงินบาทอ่อนค่าส่งออกดีขึ้นและจะมีเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) มีการค้าเสรี ประชาชนน่าจะมีการใช้จ่ายคล่องตัวมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้มีการเก็บออมเพิ่มขึ้น โดยส่วนตัวจึงมองว่า ราคาทองคำในตลาดประเทศไทยน่าจะเห็นแตะที่บาทละกว่า 20,000 บาทแน่นอน

“หากให้ชี้แนะ นักลงทุนที่สนใจอยากลงทุนในตลาดทองคำ ปี 59 นี้ มีโอกาสทำกำไรได้หลายครั้ง แต่ก็ต้องระมัดระวัง อย่าถือยาว ต้องซื้อ–ขายในระยะสั้นๆเพื่อทำกำไรและลดความเสี่ยงจากการขาดทุน ซึ่งมองว่าตลาดทองคำยังไงก็น่าลงทุนอยู่เมื่อเทียบกับตลาดอื่นๆ”

ธุรกิจสื่อสาร : แข่งเดือดเลือดสาด!

ตลอดปี 2558 ทุกฝ่ายต่างเฝ้ารอการเปิดประมูล 4 จี บนคลื่น 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ หลังจากที่ประชาชนคนไทยต้อง “หาวเรอ” รอกันมาข้ามปีจนประเทศไทยเกือบตกขบวนรถไฟสาย 4 จี ที่ว่านี้ไปแล้ว แต่ในท้ายที่สุดการเปิดประมูล 4 จี ก็ไม่ทำให้คนไทยผิดหวัง

เมื่อผลการประมูลครั้งประวัติศาสตร์สามารถดึงเม็ดเงินค่าธรรมเนียมจากการประมูลเข้ารัฐกว่า 232,730 ล้านบาท แถมการประมูล 4 จี บนคลื่น 900 เมกกะเฮิรตซ์ ล่าสุดยังทุบสถิติโลกด้วยอีก โดยบริษัทสื่อสารต่างเคาะราคากันดุเดือดเลือดพล่านถึง 5 วัน 4 คืน 1,990 รอบก่อนปิดฉากการประมูลลงด้วยสิริราคารวมกว่า 151,952 ล้านบาท ทุบสถิติโลก โดยบริษัท “ทรูมูฟเอช” และน้องใหม่ “บริษัท แจส โมบาย บรอดแบนด์ จำกัด” ที่พกความมั่นใจแบบ “พ่อสั่งลุย” ไม่ชนะไม่เลิกรา! จนสามารถแจ้งเกิดผู้ประกอบการมือถือรายใหม่ได้สำเร็จ

ขณะที่คลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ ที่คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เปิดประมูลไปก่อนหน้าเมื่อเดือน พ.ย.58 ก็เคาะราคากันมันหยดถึง 86 รอบ 2 วัน 1 คืน สามารถดึงเม็ดเงินเข้ารัฐกว่า 80,778 ล้านบาท โดยบริษัท ทรูมูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมูนิเคชั่น จำกัด และ บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด ในเครือบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือเอไอเอส คว้าคลื่นไปครอบครอง

“ฐากร ตัณฑสิทธิ์” เลขาธิการ กสทช. กล่าวยืนยันว่า แม้มูลค่าการประมูล 4 จีจะสูงทะลุ 232,730 ล้านบาท แต่ค่าบริการ 4 จี จะต้องถูกลงซึ่งเป็นเงื่อนไขการประมูลที่บริษัทสื่อสารที่เข้าร่วมประมูลรู้มาตั้งแต่ต้นแล้ว ดังนั้นการเคาะราคาประมูลที่สูงจึงไม่เป็นอุปสรรคในการปรับราคาให้ถูกลง โดยราคาบริการ 4 จี ในส่วนของบริการเสียงจะต้องถูกลงจากปัจจุบัน 69 สตางค์ต่อนาที และบริการดาต้าต้องถูกกว่า 26 สตางค์ต่อ 1 เมกะไบต์

ขณะเดียวกันยังต้องปฏิบัติตามกฎกติกาและเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด หากไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกตักเตือน สั่งปรับ และพักใช้ใบอนุญาต ตามลำดับขั้นตอน ซึ่ง กสทช.จะติดตามอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ใครมาปรามาสว่า กสทช.เป็นเพียงเสือกระดาษ เพราะเรื่องค่าบริการ 4 จี นั้น พูดมาตั้งแต่ยังไม่มีการประมูล

“เชื่อว่าปี 59 ตลาดมือถือจะเกิดการแข่งขันอย่างดุเดือดเลือดสาดแน่ โดยเฉพาะรายใหม่อย่างแจส โมบาย ที่ต้องการแจ้งเกิด ขณะที่รายเก่าทั้ง เอไอเอส ดีแทค และทรู ก็ต้องเปิดศึกทั้งรักษายอดลูกค้าเดิมและแย่งชิงลูกค้าใหม่กันอุตลุด จึงถือเป็นปีทองของผู้บริโภคที่คงจะได้เห็นโปรโมชั่น และการออกแพ็กเกจใหม่ๆเพื่อแย่งชิงลูกค้าอย่างแน่นอน”.

ทีมเศรษฐกิจ

โปรย
– น้ำมัน!
– ธุรกิจ
สื่อสาร!
– ทองคำ!
– สินค้าเกษตร!
– หุ้น!
– ค้าปลีก!

 

โฆษณา

ศักราชใหม่เศรษฐกิจไทย-เศรษฐกิจโลก “สงครามค่าเงิน-ขัดแย้งก่อการร้าย” เดือด

Published มกราคม 3, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556933

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 2 ม.ค. 2559 05:01

 

ในปี 2558 ที่ผ่านมา ภาวะไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นทุกภูมิภาคของโลก การเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศที่วิปริตผิดปกติ รวมถึงปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และการก่อการร้าย (Geopolitical Risks) ที่ทวีความรุนแรงและความถี่มากขึ้น

ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงที่มีน้ำหนักสูงสุดส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของผู้คนบนโลกกลมๆใบนี้

ก้าวสู่ปีใหม่ 2559 “ปัจจัยความผันผวนจากต่างประเทศ” ยังไม่ห่างหายไปไหน แต่พร้อมจะเข้ามากดดันและสร้างความเปราะบางให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และส่งผลกระทบต่อเนื่องมาถึง “เศรษฐกิจไทย” อย่างเต็มที่

ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ให้ความเห็นว่า “ความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกในปีนี้ จะเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดในรอบ 10 ปีของทุกประเทศทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย”

ขณะที่ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานคณะกรรมการสถาบันอนาคตไทยศึกษา แสดงความกังวลถึง “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” ที่รุนแรงขึ้น “เพราะประเมินได้ยาก และผลกระทบมักไม่เกิดขึ้นโดยตรง แต่มาจากการโต้ตอบต่อเหตุการณ์ ซึ่งส่งผลกระทบเป็นวงกว้างอย่างที่เราคาดไม่ถึงและเป็นจุดเปลี่ยนสถานการณ์ต่างๆในโลก”

ฝั่งแบงก์ชาติ ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน เตือนให้ระวัง “ความแตกต่างของนโยบายการเงินทั่วโลกที่ทำให้เราต้องรับมือกับความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย และการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินบาทในปีหน้าต่อไปอีกปี เพราะเรื่องนี้เป็นมหากาพย์เรื่องยาวที่ยังไม่มีตอนจบ”

ขณะเดียวกัน “ผลกระทบจากราคาน้ำมันซึ่งอยู่ในจุดตกต่ำถึงขีดสุดที่เชื่อมโยงกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าเกษตร จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย และยังส่งผลให้เงินเฟ้อทั่วโลกต่ำมาก ซึ่งเอื้อให้หลายประเทศตัดสินใจใช้กลยุทธ์การลดค่าเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่องในปีหน้านี้” เป็นมุมมองเศรษฐกิจโลกของ “ธิติ ตันติกุลานันท์” ผู้บริหารงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

2 สงคราม ทั้ง “สงครามค่าเงิน” และ “สงครามการเมืองแห่งความขัดแย้งและผลประโยชน์” จะเกิดขึ้นพร้อมกันสร้างความปั่นป่วนให้กับ “เศรษฐกิจทั่วโลก” ใบนี้มากขึ้น และมากขึ้น

ปัจจัยเสี่ยงนี้จะส่งผลกระทบอย่างไรกับ “เศรษฐกิจไทยในปีใหม่” นี้ เราจะรับมือความผันผวนเหล่านี้ได้หรือไม่ และต้องเตรียมการอย่างไร ติดตามไปกับ 4 นักเศรษฐศาสตร์ชั้นนำของประเทศที่ “ทีมเศรษฐกิจ” คัดสรรมา

ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์
อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

“ปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกในปี 2559 ถือเป็นโจทย์ที่ยากที่สุดในรอบ 10 ปีทีเดียว และเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจโลกที่หลากหลาย”

เศรษฐกิจโลกในปีใหม่นี้ยังเป็นการฟื้นตัวช้ากว่าที่คาดไว้ และเป็นการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม ซึ่งแม้ว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรปจะฟื้นตัวดีขึ้น แต่ก็มีเพียงสหรัฐฯ เท่านั้นที่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรปยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เพื่ออัดฉีดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจ

ขณะที่เศรษฐกิจจีนยังต้องใช้ความพยายาม แต่เท่าที่เห็นขณะนี้ยังชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยคาดว่าปีหน้าการขยายตัวจะต่ำกว่า 7% เช่นเดียวกับประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจใหม่ของโลก หรือ BRICS (รัสเซีย อินเดีย จีน บราซิล) และประเทศผู้ส่งออกน้ำมันซึ่งเคยเป็นผู้มีอำนาจซื้อของโลก กำลังขยายตัวได้ในอัตราที่ชะลอตัวลง

“ราคาน้ำมันดิบโลกยังคงผันผวน โดยเราคาดว่าในปีหน้าราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่ในระดับต่ำกว่า 40 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และขยับขึ้นเป็น 40-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรลใน 3 ปีข้างหน้า”

อย่างไรก็ตาม การทำคิวอีของสหภาพ ยุโรปและญี่ปุ่น รวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีน ทำให้เศรษฐกิจโลกปีใหม่นี้ยังคงขยายตัวได้ ขณะเดียวกัน “สงครามค่าเงิน” และความพยายามที่จะทำให้ค่าเงินของ ประเทศตัวเองอ่อนค่าลงในปีหน้าก็จะมีความรุนแรงขึ้นเช่นกัน

“เงินใหม่จากการทำคิวอีจะไหลไปยังเศรษฐกิจฟื้นตัวและดอกเบี้ยสูง เช่นเดียวกันกับเงินที่เคยลงทุนเศรษฐกิจเกิดใหม่จะไหลกลับไปสหรัฐฯ ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ มีแนวโน้มแข็งค่าและค่าเงินบาทอาจจะอ่อนลงไปอยู่ที่ 37-38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ภายใน 3-6 เดือนข้างหน้า ตลาดเงิน ตลาดทุนไทยจะต้องรับมือกับความผันผวนและการไหลเข้าออกของเงินทุน ขณะที่ผู้ที่เกี่ยวข้องต้องบริหารจัดการความเสี่ยงและการป้องกันความเสี่ยงอย่างเหมาะสม”

อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ไม่ได้ส่งผลดีต่อภาคการส่งออกของไทยในปีหน้าอย่างเต็มที่ เพราะผลกระทบเดียวกันจะเกิดขึ้นกับประเทศคู่แข่งของเราด้วย ขึ้นอยู่กับค่าเงินของประเทศไหนจะอ่อนหรือแข็งค่ากว่าเรา ขณะที่ปริมาณการค้าของโลกยังฟื้นตัวได้ไม่มาก และต่ำกว่าการคาดการณ์ของตลาดโลก

“สถานการณ์โลกมีผลต่อการส่งออกมาก โดยโครงสร้างการนำเข้าและส่งออกของโลกยังขึ้นอยู่กับการขยายตัวของประเทศหลัก สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป โดยในขณะนี้คำถามที่สนใจกันคือ การขยายตัวที่ดีขึ้นของสหรัฐฯ จะทดแทนกำลังซื้อของจีนและประเทศอื่นๆได้หรือไม่ ตอนนี้คิดกันว่าไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตาม ส่งออกของไทยในปีหน้ายังขยายตัวเป็นบวกได้ต่ำๆ แต่ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะข้าวและยางพารา ที่อยู่ในระดับต่ำตามราคาน้ำมัน ส่งผลรายได้ของเกษตรกรไทยให้ลดลงต่อเนื่อง และมีผลต่ออำนาจซื้อในภูมิภาคของไทยให้ลดลงด้วย”

อาจารย์เสาวณีย์ยังได้กล่าวถึง “ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ และเรื่องใหญ่ของเศรษฐกิจโลก ทั้งกรณีรัสเซียขัดแย้งกับสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปจากกรณียูเครน การต่อต้านกลุ่ม ISIS ปัญหาพิพาทระหว่างจีนกับสหรัฐฯ เรื่องหมู่เกาะ ล่าสุด รัสเซียมีข้อพิพาทกับตุรกี ขณะที่การก่อการร้ายรุนแรงเพิ่มขึ้น

“สถานการณ์ความขัดแย้งของโลกในขณะนี้ ถือเป็นสงครามแบบใหม่ที่เราเองก็ไม่รู้ว่าใครทะเลาะกับใคร และประเทศไหนอยู่ข้างเดียวกับประเทศไหน บางเรื่องประเทศนี้อยู่ฝั่งเดียวกัน อีกวันกลายเป็นอยู่คนละฝั่งกัน แล้วแต่ผลประโยชน์ เป็นการเล่นการเมืองแบบคาดไม่ถึง “สงคราม” ที่เกิดขึ้นจึงไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ไม่มีเวลา ไม่มีรูปแบบ เกิดที่ไหนก็ได้เมื่อไรก็ได้ ทำให้ประเทศไทยจะอยู่ข้างไหนก็ยากลำบาก เพราะไม่รู้ว่าใครหนุนใคร และใครต้องการอะไร”

ความกังวลต่ออิทธิพลในเวทีโลกที่มากขึ้นของจีน ทำให้สหรัฐฯ เข้ามาคานอำนาจในเอเชียเพิ่มขึ้น ข้อตกลงทางเศรษฐกิจต่างๆ เช่น ความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก หรือ TPP จึงเกิดขึ้น ขณะที่รัสเซียเองก็เข้ามาผูกพันทางเศรษฐกิจกับจีนและอาเซียนมากขึ้น และข้อตกลงทางเศรษฐกิจเหล่านี้จะเกิดเพิ่มขึ้นอีกในปีนี้ และต่อๆไป

“เราจะถูกผลักเข้าไปในวังวนนี้ เพราะไทยมีภูมิยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิภาคทำให้หลายประเทศต้องการมาเชื่อมโยงกับไทย เราต้องตัดสินใจให้ชัดเจนเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่การตัดสินใจต้องมีข้อมูลสนับสนุนที่ถูกต้องเหมาะสม ต้องเตรียมพร้อมว่า เราจะมีกลยุทธ์อย่างไร เราจะร่วมมือกับประเทศไทยในกรณีไหนและไม่ร่วมมือกับใครในกรณีไหน และอย่างไร จะต้องไม่เหมือนกรณี TPP ที่เรามีข้อมูลไม่เพียงพอ”

ขณะเดียวกัน “ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน” ท่ามกลางการก่อการร้ายที่มีแนวโน้มเกิดสูงขึ้น จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่จะเข้ามาลงทุน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งความมั่นใจในการท่องเที่ยว ซึ่งปีนี้จะเป็นอีกปีที่การท่องเที่ยวจะเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

“ปีใหม่นี้เป็นปีที่อาจจะไม่สดใสสำหรับประเทศไทยมากนัก แต่ถ้าเรามั่นใจว่า “เราทำได้” (Can Do Spirit) ช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคเอกชน และภาคประชาชนให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 4% เหมือนที่หอการค้าทั่วประเทศได้ร่วมกันทำ “ปฏิญญาอุดรธานี” เพราะถ้าพวกเราไม่ช่วยกันเอง ใครจะช่วยเรา โดยเราต้องมีความเชื่อมั่น ขณะที่ “ความสามัคคี” เป็นอีกอย่างที่สำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนประเทศ”

ขณะเดียวกัน ในแง่เศรษฐกิจเราต้องติดตามข้อมูลข่าวสาร และประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับเร่งพัฒนาตนเอง ลงทุนเพื่ออนาคต ไปสู่นวัตกรรม และการบริหารจัดการแนวใหม่ตามแนวคิด IDE : Innovation Driven Enterprises สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับประเทศ ซึ่งอาจไม่ต้องใช้เงินเป็นพันล้าน แต่ต้องสร้างมูลค่าใหม่ๆ หยุดนิ่งไม่ได้

“ประชาคมอาเซียน หรือเออีซี เป็นโอกาสการค้าชายแดนเป็นอีกทางเลือก โดยเฉพาะพม่า ลาว กัมพูชา เวียดนามที่ยังมีกำลังซื้อสูง เราต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ “กำลังซื้อของประเทศเหล่านั้น” กลายมา เป็น “กำลังซื้อในบ้านเรา” และทำอย่างไรที่จะนำวัตถุดิบ แรงงานราคาถูก และสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่เขามีมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย”

ท้ายที่สุด ภูมิคุ้มกันสำคัญ เราต้องประยุกต์นำ “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งทั่วโลกกำลังเดินตามรอยเรามาใช้ในการดำรงชีวิต และดำเนินธุรกิจ “ถ้ามีเหตุมีผล มีความร่วมมือ มีภูมิคุ้มกัน มันไปรอด”

ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ
ประธานคณะกรรมการ สถาบันอนาคตไทยศึกษา

“เศรษฐกิจโลก” ถ้าเราเปิดหน้าหนังสือพิมพ์ในช่วงนี้จะเห็นว่ามีการพูดคุยถึงสารพัดเรื่อง ทำให้ยากที่จะทราบว่าเราควรจับตามองเรื่องอะไร

“แต่มีอย่างน้อย 3 เรื่องด้วยกันที่ไม่ว่าอย่างไรก็จะส่งผลไม่มากก็น้อยต่อเศรษฐกิจ ตลาดการเงินทั้งของโลกและของไทย เรื่องที่หนึ่ง ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จะแข็งค่าขึ้น และมีเม็ดเงินจะไหลออกจากประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมทั้งไทย เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เรื่องที่สอง ราคาน้ำมันจะต่ำต่อไปอีกนาน และเรื่องที่สาม เศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงอย่างมีนัย” ดร.เศรษฐพุฒิ เปิดลายแทงเศรษฐกิจโลกที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยในปีใหม่นี้

ประเทศไหนโดนทั้ง 3 เด้ง คือ มีหนี้ต่างประเทศเป็นดอลลาร์สูง พึ่งพาการส่งออก น้ำมัน และพึ่งเศรษฐกิจจีนจะถูกกระทบหนัก ยกตัวอย่าง บราซิลหรือมาเลเซีย ที่กำลังประสบปัญหาเศรษฐกิจ ค่าเงินอ่อนค่าลงมาก ซึ่งถ้าเทียบกันแล้ว ประเทศไทยค่อนข้างโอเค เพราะเรามีหนี้ต่างประเทศต่ำ ทุนสำรองระหว่างประเทศสูง ทำให้เรามีความสามารถในการรองรับการไหลออกของเงินทุนสูง ตลาดเงินตลาดทุนอาจมีความผันผวนบ้าง แต่ก็ไม่น่าเป็นห่วงมากมาย

ขณะที่ช่องทางที่จะมากระทบไทยที่สำคัญและน่าเป็นห่วงกว่าในสายตาของ ดร.เศรษฐพุฒิ คือ ผลกระทบของทั้ง 3 เรื่องต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ดอลลาร์แข็งทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่กำหนดราคาซื้อขายเป็นดอลลาร์ (เช่น น้ำมัน ทองคำ น้ำตาล ฯลฯ) ถูกลง ราคาน้ำมันตกต่ำก็ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างยางพาราราคาตกไปด้วย และการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนซึ่งเป็นผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ส่งผลซ้ำเติมต่อสินค้าโภคภัณฑ์

ขณะเดียวกัน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ก็มีผลมหาศาลต่อรายได้ครัวเรือนไทย เพราะเกือบ 40% ของครัวเรือนไทยยังอยู่ในภาคเกษตร เมื่อครัวเรือนรายได้ตกต่ำ หนี้ครัวเรือนสูง การจับจ่ายใช้สอยก็พลอยซบเซา

“เป็นที่มาว่าทำไมถึงแม้ว่าเศรษฐกิจปีนี้โตเกือบ 3% แต่คนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่าเศรษฐกิจไม่ดี ภาพจะต่างกับปีก่อนๆ เช่น ในปี 2552 ที่เราเจอปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกทำให้ส่งออกเราลดลงและอัตราการเติบโตเศรษฐกิจไทยติดลบ 0.7% แต่ถ้าถามคนส่วนใหญ่คงจะตอบว่าปีนี้รู้สึกว่าหนักกว่าเมื่อปีนั้น”

ข่าวดีคือเศรษฐกิจไทยผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว การเติบโตปีหน้าน่าจะสูงกว่า 3% แต่เศรษฐกิจยังมีความเปราะบาง เป็นการฟื้นตัวที่ถูกขับเคลื่อนด้วยรายจ่ายภาครัฐเป็นหลัก แต่เครื่องยนต์อื่นๆ เช่น การลงทุนเอกชนหรือการส่งออกยังไม่ทำงานเท่าที่ควร เป็นที่มาว่าทำไมรูปแบบของการฟื้นตัวไม่เป็นวงกว้าง

บางธุรกิจก็ยังน่าจะไปได้ดี เช่น ท่องเที่ยว ก่อสร้าง โทรคมนาคม แต่บางธุรกิจที่เกี่ยวกับการจับจ่ายใช้สอยก็ยังซบเซาอยู่ เช่น ภาคค้าปลีก ค้าส่ง ปัจจัยเสี่ยงจากภัยแล้งในปีหน้าก็ยังมีอยู่ เพราะระดับน้ำในเขื่อนยังต่ำมาก

“ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจไทยน่าจะมาจากปัจจัยภายนอกเป็นหลัก และปัจจัยเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดตอนนี้คงเป็นปัจจัยเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาไอซิส รัสเซีย หรือผู้ลี้ภัยชาวซีเรีย ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์เป็นความเสี่ยงที่ประเมินได้ยากมากเพราะผลกระทบมักจะไม่ได้มาจากเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นโดยตรง แต่มาจากการโต้ตอบต่อเหตุการณ์ซึ่งมีผลที่เรามักจะคาดไม่ถึงเลย”

ตัวอย่างเช่นเหตุการณ์ 911 ตอนนั้นนักวิเคราะห์ประเมินว่า การลงทุนการบริโภคของอเมริกาก็อาจจะชะลอตัว ลงต่างๆนานา ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ชะลอตัวลง ฯลฯ แต่ผลกระทบที่แท้จริงมาจากการที่อเมริกาตัดสินใจบุกอิรัก ซึ่งก็นำไปสู่สารพัดผลกระทบที่ตามมารวมถึงการก่อตั้งของไอซิส ซึ่งไม่มีใครคาดถึง ในทางเดียวกัน ตอนนี้เราก็ไม่รู้หรอกว่าผลของการโจมตีต่างๆ เช่นที่เกิดที่ปารีสจะมีผลท้ายที่สุดเป็นอย่างไร

นักวิเคราะห์ก็มักจะวิเคราะห์ว่าผลต่อการท่องเที่ยวจะเป็นอย่างไร แต่เรื่องพวกนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญเพราะผลที่สำคัญที่สุดมักเป็นไปในทางอ้อมมากๆ ที่คาดการณ์ไม่ได้ ใครจะไปนึกว่าปัญหาในซีเรียจะนำไปสู่การลี้ภัยอย่างมหาศาลที่อาจส่งผลทำให้การรวมตัวของสหภาพยุโรปสั่นคลอน หนึ่งในหลักการของการรวมตัวของสหภาพยุโรปคือการเคลื่อนย้ายคนอย่างเสรี แต่ปัจจุบันได้มีการทบทวนเงื่อนไขกลุ่มประเทศเชงเก้นเพื่อเพิ่มการตรวจสอบการเดินทางผ่านแดนภายในที่จากเดิมไม่มี และเพิ่มมาตรการตรวจสอบผู้ผ่านพรมแดนเข้าออกสหภาพยุโรปอย่างเข้มงวดมากขึ้น

ปัจจัยภายนอกอีกเรื่องก็คือโครงสร้างการค้าโลกได้เปลี่ยนไปแล้ว การที่ส่งออกเราลดลง หลายคนอาจจะบอกว่าเป็นเพราะการค้าโลกก็ตกต่ำซึ่งก็เป็นความจริง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือความสัมพันธ์ของเศรษฐกิจโลกกับการค้าโลกไม่มากเหมือนก่อน จากเดิมก่อนเกิดวิกฤติซับไพรม์ ทุกๆ 1% ที่เศรษฐกิจโลกโต จะทำให้การค้าโลกขยายตัว 1.5% แต่ตอนนี้อัตราส่วนนี้ลดลงมาก ส่วนหนึ่งก็มาจากที่จีนหันมาผลิตสินค้าเพื่อบริโภคเองมากขึ้น หมายความว่าถึงแม้เศรษฐกิจโลกจะกลับไปโตเร็ว ก็ไม่ได้ทำให้มูลค่าการค้าโลกมากเหมือนเดิม

และถ้าการค้าโลกไม่โตเหมือนเดิม ส่งออกเราก็จะไม่โตเหมือนเดิมเช่นกัน นอกจากนั้น เรายังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และอุปกรณ์ไฟฟ้า สิบปีที่แล้วไทยส่งออกเป็นมูลค่ามากกว่าเวียดนาม 16 เท่า ปัจจุบันกลับถูกเวียดนามแซงหน้า โดยมีมูลค่าส่งออกสูงกว่าไทยถึง 40%

มาถึงจุดนี้ แล้วเราควรรับมืออย่างไร? ดร.เศรษฐพุฒิ ระบุว่า “เรายิ่งต้องเดินหน้าต่อไป การที่มีความไม่แน่นอนสูงไม่ได้หมายความว่าเราควรที่จะนิ่งอยู่เฉยๆ และรอคอย เพราะความไม่แน่นอนมันกลายเป็นส่วนหนึ่งของบริบทใหม่ไปแล้ว โลกยิ่งไม่แน่นอนเรายิ่งต้องทำตัวให้แข็งแรง ต้องเพิ่มประสิทธิภาพเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน “พึ่งพาโลกไม่ได้เหมือนเดิมก็ต้องพึ่งตัวเองมากขึ้น” หาโอกาสหาประโยชน์จากกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านอย่าง เขมร ลาว พม่า และเวียดนาม ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง”

และในการเดินหน้าต่อไปเราก็ควรอุ่นใจ ว่าถึงแม้ว่าเศรษฐกิจไทย ขยายตัวเพิ่มขึ้นอาจไม่มากนักแต่ด้านลดลงก็น้อยกว่าหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นมาเลเซีย อินโดนีเซีย จีน หรือยุโรป เราจึงควรถือเป็นโอกาส ที่จะเดินหน้าตอนที่คู่แข่งหลายๆคนอาจจะอยู่นิ่งหรือถดถอย

ดร.รุ่ง มัลลิกะมาส
ผอ.อาวุโสฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

มาถึงมุมมอง “เศรษฐกิจโลก เศรษฐกิจไทย” ผ่านสายตาผู้ดูแลนโยบายการเงินของประเทศ ดร.รุ่ง ประเมินการฟื้นตัวของประเทศเศรษฐกิจหลักในโลกที่ดีไม่เท่าเทียมกันว่า จะทำให้คาดว่าทิศทางนโยบายการเงินของประเทศต่างๆ จะต้องแตกต่างกันตามความจำเป็นของเศรษฐกิจในแต่ละประเทศไปด้วย และจะส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินและราคาสินทรัพย์ต่างๆที่จะแตกต่างกัน ขณะที่เงินทุนที่ไปแสวงหาผลตอบแทนในที่ต่างๆ ก็อาจมีการโยกย้ายถิ่นฐาน

“เหตุการณ์ที่ว่านี้เกิดขึ้นแล้ว ทำให้เราเห็นความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้ายและตลาดการเงินในปี 2558 และหากถามว่าจบแล้วหรือยัง ก็ต้องบอกว่ายังไม่จบ เพราะประเทศหลักอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าสหรัฐฯ หรือจีน ในระยะข้างหน้าจะมีข้อมูลเศรษฐกิจใหม่ๆ ออกมาหรือมีเหตุการณ์ใหม่ๆเกิดขึ้น ที่สามารถส่งผลต่อสภาพเศรษฐกิจและการตัดสินใจด้านนโยบายเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ได้”

ในปี 2559 นี้จึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมรับมือ แต่ไม่ต้องตื่นกลัว!

เพราะประเทศไทยมีพื้นฐานเศรษฐกิจที่ดีพอสมควร ทำให้เราสามารถรองรับความผันผวนจากภาคต่างประเทศได้ดีในระดับหนึ่ง ดังเช่นที่เห็นแล้วในปี 2558 แต่เพื่อความไม่ประมาท ภาคเอกชนควรใส่ใจกับการบริหารความเสี่ยงของธุรกิจ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่ความผันผวนของค่าเงิน อัตราดอกเบี้ย หรือราคาสินทรัพย์เท่านั้น แต่รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพตลาด ราคาวัตถุดิบ และปัจจัยอื่นๆที่อาจกระทบต่อรายได้ของธุรกิจ โดยบางส่วนที่สามารถใช้เครื่องมือทางการเงินมาช่วยลดความเสี่ยงก็น่าจะพิจารณาใช้เครื่องมือเหล่านั้นอย่างสม่ำเสมอ

“ขณะเดียวกัน การฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียมกันของประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ยังหมายถึงความต้องการสินค้าของไทยจากแต่ละประเทศซึ่งเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญของไทยจะขยายตัวที่ไม่เท่าเทียมกัน นอกจากนี้ ค่าเงินของไทยเมื่อเทียบกับคู่ค้าก็อาจจะเปลี่ยนแปลงไปในอัตราที่ไม่เท่ากันด้วย ทำให้เรามีความได้เปรียบเสียเปรียบในด้านราคาที่ไม่เท่ากันในแต่ละตลาด”

สินค้าของไทยที่มีโอกาสทำได้ค่อนข้างดี คือสินค้าที่ส่งออกไปสหรัฐฯ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เพราะนอกจากการขยายตัวของกำลังซื้อที่มีโอกาสดีกว่าตลาดอื่นแล้ว ไทยอาจจะได้ประโยชน์จากเงินบาทที่มีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ อย่างไรก็ดี สินค้าที่ออกไปยังตลาดสหรัฐฯจะฟื้นตัวได้เข้มแข็งมากหรือน้อยเพียงใดจะขึ้นอยู่กับความสามารถในการแข่งขันด้านอื่นด้วย เช่น การตอบสนองต่อรสนิยมของลูกค้า ซึ่งส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับคุณภาพสินค้าให้ทันกับเทคโนโลยีและความต้องการใหม่ๆของผู้บริโภคของภาคเอกชนของไทย

ขณะที่สินค้าส่งออกที่ต้องเผชิญกับความท้าทายมากหน่อย คือ สินค้าที่อาศัยตลาดจีนและเอเชียเป็นหลัก เพราะตลาดเหล่านี้ยังมีความเสี่ยง ที่จะชะลอตัวจากปีที่แล้ว นอกจากนั้น สินค้าซึ่งมีราคาผูกโยงกับราคาน้ำมันหรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆที่ถูกกดดันให้อยู่ในระดับต่ำ ขณะที่จีนเริ่มให้ความสำคัญกับการบริโภคในประเทศมากกว่าการส่งออก

“ประเทศที่เคยเติบโตเพราะพึ่งพาการค้าต่างประเทศจะได้รับประโยชน์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปี 2559 น้อยกว่าในอดีต สำหรับประเทศไทยนอกจากจะได้รับผลกระทบจากการค้าขายที่เติบโตช้าลงเช่นเดียวกับประเทศอื่นๆแล้ว จะได้รับผลกระทบเพิ่มเติมจากสินค้าบางกลุ่มของเราที่มีข้อจำกัด ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ไทยมีระดับการลงทุนต่ำในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทำให้การปรับปรุงสินค้าหลายชนิดให้ทันกับรสนิยมโลกที่เปลี่ยนไปอาจจะช้ากว่าที่ควร ขณะที่บทบาทของไทยในห่วงโซ่การผลิตสินค้าที่ขยายตัวสูง เช่น แท็บเล็ตและสมาร์ทโฟน ยังมีไม่มาก”

ดังนั้น แม้เศรษฐกิจโลกจะมีแนวโน้มฟื้นตัวในปี 2559 โดยเฉพาะกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมหลัก นำโดยสหรัฐฯ แต่การส่งออกของไทยอาจยังไม่สามารถคาดหวังที่จะขยายตัวอย่างทั่วถึง (broad-based) ในปีหน้า แต่ในระยะต่อไป มาตรการต่างๆของรัฐน่าจะมีผลกระตุ้นการลงทุนภาคเอกชน และช่วยให้หลายอุตสาหกรรมมีความสามารถในการแข่งขันเชิงคุณภาพมากขึ้น แต่การปรับตัวดังกล่าวต้องอาศัยเวลาจึงอาจยังไม่ค่อยเห็นผลชัดเจนในปีหน้านี้

“ราคาน้ำมันโลกที่อยู่ในระดับต่ำมีทั้งผลบวกและผลลบต่อเศรษฐกิจไทย ผลบวกที่สำคัญ คือ ช่วยลดต้นทุนการผลิตให้กับภาคธุรกิจ และช่วยลดภาระค่าครองชีพแก่ประชาชน ซึ่งจะมีผลทำให้การจับจ่ายโดยรวมคล่องตัวขึ้นบ้าง อย่างไรก็ดี ในภาวะที่รายได้ของประชาชนโดยทั่วไปยังขยายตัวในอัตราที่ต่ำ และความเชื่อมั่นผู้บริโภคยังไม่แข็งแรง ประชาชนส่วนใหญ่อาจเลือกที่จะเก็บออมสิ่งที่ประหยัดได้จากราคาน้ำมันมากกว่าที่จะนำไปจับจ่ายใช้สอยทั้งหมด”

ขณะที่ผลเสียของราคาน้ำมันโลกที่ต่ำ คือ ราคาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันจะพลอยต่ำไปด้วย ที่สำคัญต่อไทยคือราคาสินค้าเกษตรอาจถูกกดดันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะราคายางพารา ส่วนนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อรายได้เกษตรกรและการบริโภคภาคเอกชนที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดในปี 2559 นอกเหนือจากการติดตามภาวะภัยแล้ง

“ปัจจัยสองด้านมีผลในทิศทางตรงกันข้าม จะสร้างผลกระทบสุทธิที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาคของประเทศไทย ขึ้นอยู่กับว่าผลกระทบผ่านราคาสินค้าเกษตรจะมีนัยมากหรือน้อย และขึ้นกับรัฐบาลจะมีมาตรการใดเข้ามาช่วยประคับประคองหรือไม่”

ทั้งนี้ ในช่วงสิ้นเดือน พ.ย.ที่ผ่านมา ธปท.ได้เพิ่ม “ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์” ที่เพิ่มขึ้นเป็นอีกปัจจัยเสี่ยงหนึ่งที่ทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีความเปราะบาง และต้องติดตามสถานการณ์ดังกล่าวควบคู่กับปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่ส่งต่อมาจาก “ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก” โดย ดร.รุ่ง ให้ความเห็นว่า “ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ก่อการร้ายในกรุงปารีสทำให้ต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิดขึ้น เพราะแม้ในปัจจุบันยังไม่ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย โดยพบว่า มีเพียงการยกระดับคำเตือนนักท่องเที่ยว (travel warning) เฉพาะที่จะเดินทางไปยังประเทศที่เกิดเหตุ
แต่หากสถานการณ์ก่อการร้ายขยายวงกว้างขึ้นก็อาจทำให้บรรยากาศการท่องเที่ยวของทั้งโลกแย่ลง ซึ่งจะส่งผลต่อไทย โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวมีความสำคัญในปี 2559 อย่างมาก ทั้งในแง่การสร้างรายได้เข้าประเทศทางตรงและการสร้างธุรกิจและการจ้างงานในสาขาต่างๆที่เกี่ยวข้อง”

ธิติ ตันติกุลานันท์
ผู้บริหารงานงานธุรกิจตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน)

“ในปี 2559 นี้ กสิกรไทยมองว่า ภาพของเศรษฐกิจโลกที่มีความแตกต่างทั้งด้านเศรษฐกิจ (Economic divergence) และการเมือง (Policy divergence) ยังคงสร้างแรงกดดันต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย ขณะเดียวกัน ยังหมายถึงความผันผวนของตลาดการเงินและตลาดทุนในปี 2559 อีกด้วย”

โดยในช่วงหลังวิกฤติการเงินโลกนั้น ทุกประเทศใช้การผ่อนคลายนโยบายทั้งการเงินและการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นวัฏจักรมีความสอดคล้องกัน คือ ทุกคนลดดอกเบี้ยและทำนโยบายการคลังแบบกระตุ้นเศรษฐกิจ ทำให้เราเห็นการรีบาวด์ของเศรษฐกิจโลกจากจุดต่ำสุดในช่วงปี 2552 ได้รวดเร็ว แต่หลังจากการรีบาวด์ดังกล่าว เราเริ่มเห็นการตอบสนองต่อนโยบายไม่สอดคล้องกัน ตามโครงสร้างเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ขณะที่ผลของการใช้มาตรการคิวอีทำให้ราคาสินทรัพย์ทั่วโลกปรับสูงขึ้น ทั้งที่กิจกรรมเศรษฐกิจไม่ได้ขยายตัวได้อย่างรวดเร็วก็ตาม

ทั้งนี้ นายธิติประเมินการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยว่าจะปรับตัวดีขึ้นที่ 3% แต่ยังต้องระมัดระวังอยู่พอสมควร โดยการลงทุนภาครัฐเป็นแกนหลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการส่งออกจะไม่ติดลบในปี 2559 นี้

สมมติฐานสำคัญมาจากปัจจัยจากต่างประเทศ คือ เฟดจะไม่เร่งจังหวะการขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย โดยเรามองว่าจะปรับขึ้น 2 ครั้ง หรือ 0.5% จากขณะนี้ไปอยู่ที่ 0.75-1.0% ณ สิ้นปี 2559 เศรษฐกิจจีนชะลอตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตัวเลขจีดีพียังอยู่ในกรอบของทางการ คือ ที่ 6.5% ซึ่งปัจจัยเหล่านี้สนับสนุนการฟื้นตัวของไทยได้

เป็นที่น่าสังเกตว่า แม้จะเห็นการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ แต่ความเชื่อมโยงทั้งการเงินและการค้า ทำให้สหรัฐฯ ฟื้นตัวอยู่คนเดียวไม่ได้ ข้อมูลแสดงว่า บริษัทใหญ่ๆมีแหล่งรายได้จากต่างประเทศ โดยเฉลี่ยแล้ว 40% ของกำไรในบริษัทจดทะเบียนใน S&P 500 มาจากนอกสหรัฐฯ อาทิ Dow Chemical (67%) McDonald’s (66%) Nike (50%) หรือ Walmart (26%) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เชื่องช้าจึงทำให้การฟื้นตัวของสหรัฐฯ ไม่เป็นไปอย่างรวดเร็วนัก

“ความท้าทายของไทยอยู่ที่การทำนโยบายเช่นเดียวกัน เรามองว่านโยบายการเงินจะอยู่เบื้องหลังมากขึ้น แต่การคลังจะต้องเพิ่มน้ำหนักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผ่านการลงทุน ขณะที่นโยบายการเงินผ่านอัตราดอกเบี้ยเริ่มเห็นประสิทธิภาพที่น้อยลง

เราคาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.50% ตลอดทั้งปี 2559 ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หันมาให้ความสำคัญกับการใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่หนุนการแข่งขันด้านการส่งออก หรือการใช้ค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ซึ่งเราให้เป้าหมาย ไตรมาสที่ 1 ที่ 36.75 บาท ก่อนที่จะไปจบที่สิ้นปีที่ 38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ”

ในปี 2558 การส่งออกไทยหดตัวทั้งปริมาณและราคา สอดคล้องกับสิ่งที่เราเห็นในประเทศ ในภูมิภาคตามการค้าโลกยังอยู่ในภาวะซบเซา มีเพียงเวียดนามเท่านั้น ที่การขยายตัวของการส่งออกยังอยู่ในระดับสูงตามความสามารถในการผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่อยู่ในสมาร์ทโฟน ส่วนปี 2559 ผลจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มมีเสถียรภาพเพิ่มมากขึ้นน่าจะทำให้การส่งออกไทยขยายตัวได้ที่ 2% แต่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทำให้ความเสี่ยงยังคงมีอยู่

โดยการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างการส่งออกที่สำคัญ คือ นับตั้งแต่ช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2008 เป็นต้นมา การค้าทั่วโลกขยายตัวได้ช้ากว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการเงินที่ทำให้การกีดกันทางการค้าที่ไม่ได้อยู่ในรูปภาษีเพิ่มมากขึ้น และประเด็นที่พูดถึงกันบ่อย คือ สงครามค่าเงิน

“เราคิดว่าความท้าทายของการส่งออกไทยในปี 2559 น่าจะแบ่งออกเป็น 3 ประเด็น คือ การชะลอลงของเศรษฐกิจจีน ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ และการเปลี่ยนแปลงความต้องการของผู้บริโภคและการรับเอาเทคโนโลยีใหม่ๆเข้ามา ซึ่งไทยเองยังไม่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงได้เร็วและทันท่วงที”

อีกหนึ่งปัญหาคือ การที่ประเทศไทยพึ่งพาการลงทุนของต่างชาติเป็นแหล่งเงินทุนเพื่อการส่งออก แต่ในช่วงที่ผ่านมาเงินทุนจากต่างประเทศหรือ FDI ลดลง ขณะที่ภาคเอกชนไทยเองชะลอลงทุนตั้งแต่ปี 2555 ทำให้เราเริ่มสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดในอุตสาหกรรมสำคัญเช่น เครื่องใช้ไฟฟ้า และอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์โทรคมนาคม

“ในปีที่ผ่านมา การปรับร่วงลงของราคาน้ำมันถูกมองว่าน่าจะเป็นปัจจัยช่วยลดต้นทุน แต่ผลบวกที่เราเห็นกลับไม่มากนัก มิติที่เราคิดว่ามีความสำคัญมากกว่าน่าจะเป็นความเชื่อมโยงของราคาน้ำมันกับสินค้าโภคภัณฑ์ และสินค้าเกษตร โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า หลังวิกฤติการเงินโลกนั้น ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทต่างๆมีการเคลื่อนไหวที่สอดคล้องกัน โดยปัจจัยหลักที่ผลักดันราคาสินค้าได้แก่ 1.อุปสงค์จากตลาดเกิดใหม่ 2.การเปลี่ยนสินค้าโภคภัณฑ์ให้เป็นสินทรัพย์ทางการเงิน และ 3.มาตรการคิวอีของเฟด ทำให้เห็นการเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง”

สำหรับประเด็นของไทยนั้น ประมาณ 11 ล้านคนของประชากรไทย อยู่ในภาคเกษตรกรรม จึงไม่น่าแปลกใจที่ถึงแม้ไทยจะเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธินั้น แต่การส่งออกอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันได้รับผลกระทบที่รุนแรงกว่า การที่ราคาสินค้าเกษตร โดยเฉพาะยางพาราลดลงเป็นแรงกดดันรายได้ของครัวเรือนฐานราก

“รายได้เกษตรกรไทยโดยภาพรวมนั้นจะยังติดลบต่อเนื่องในปี 2559 ที่ติดลบ 4% ถึงติดลบ 8% เทียบกับปี 2558 ที่ติดลบ 14.3% นอกจากนั้น ประเด็นที่ต้องให้การจับตามองเป็นพิเศษนั้น น่าจะเป็นความเสี่ยงเรื่องภัยแล้ง ซึ่งกสิกรไทยมองว่าเป็นหนึ่งในความเสี่ยงหลัก สะท้อนจากระดับน้ำในเขื่อนสำคัญที่ปรับลดลงประมาณ 18% เทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งภัยแล้งเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อปริมาณผลผลิตในระยะต่อไป”

นอกจากผลกระทบโดยตรงแล้วนั้น เรายังมองเห็นผลกระทบทางอ้อมอีก 2 ประเด็น คือ ผลกระทบที่ส่งผ่านจากประเทศคู่ค้าที่มีรายได้หลักจากการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์และน้ำมัน อาทิ รัสเซีย และตะวันออกกลาง ซึ่งทำให้นักท่องเที่ยวรัสเซียที่เข้ามาในไทยหดตัวเกือบ 50% ในรอบ 10 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา ขณะที่ราคาน้ำมันร่วงลง ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำ แต่ความทนทานต่อการลดค่าเงินของประเทศต่างๆเพิ่มมากขึ้น โดยไม่ได้ไปบั่นทอนเสถียรภาพด้านการเงินมากนัก ซึ่งอาจทำให้หลายประเทศเลือกที่จะใช้นโยบายนี้ในปีใหม่นี้เพิ่มมากขึ้น

“หมายความว่าเราต้องรับมือกับความผันผวน หากทุกประเทศยังใช้กลยุทธ์สงครามค่าเงินและการลดค่าเงินเพื่อช่วยหนุนเศรษฐกิจ” นายธิติฝากไว้ส่งท้ายต้อนรับปีใหม่ 2559 ที่เราก้าวเข้ามาแล้วอย่างเต็มตัว.
ทีมเศรษฐกิจ

 

ค้นหา…กุญแจแห่งความสำเร็จ ใน Facebook…โลกที่เปิดกว้างสำหรับโอกาสใหม่

Published มกราคม 1, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556551

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 1 ม.ค. 2559 05:01

 

“Facebook” (เฟซบุ๊ก) คำเดียวสั้นๆ แต่มีความหมาย เพราะหลังก่อกำเนิดขึ้นมาบนโลกเมื่อปี 2547 เฟซบุ๊กก็ได้เปลี่ยนชีวิตผู้คนไปมากมาย ทำให้เพื่อนที่ห่างไกลได้ใกล้ชิด ทำให้คนมีกิ๊กกันได้โดยง่าย ทำให้เจ้าของบัญชีมีเวทีระบายอารมณ์ ตลอดจนทำให้ “มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก” ผู้ก่อตั้ง กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับโลกไปเรียบร้อย

Facebook ซึ่งปัจจุบันมีผู้ใช้ทั่วโลกมากกว่า 1,180 ล้านบัญชี ยังเปรียบได้กับตลาดขนาดใหญ่ ที่ไม่ใช่ขุมทองของเฉพาะ “มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ก” เท่านั้น

…แต่มันยังเป็นขุมทองสำหรับคนที่มองเห็นโอกาสในการทำมาค้าขาย ผ่านผู้ใช้งานจำนวนมหาศาลดังกล่าว ที่พิสูจน์แล้วว่า “ขายได้จริง รวยได้จริง”!!!

เจคิว สั่งทุกครั้งสดทุกครั้ง

“ทำงานต้องมีแผนรองรับ มีเป้าหมายที่ชัดเจน ปี 2558 “เจคิว ปูม้านึ่ง” มีรายได้ 300 ล้านบาท ส่วนปี 2559 เราตั้งเป้าก้าวกระโดดไว้ที่ 1,000 ล้านบาท ถามว่ายากไหม ก็คงยาก แต่เรามีแผนรองรับ ซึ่งมั่นใจว่าจะไปได้ถึง นอกเหนือจากการนำหุ้นเข้ากระจายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยภายใน 3 ปีข้างหน้า”

…เพราะบ้านอยู่สุราษฎร์ธานี “สุรีรัตน์ ศรีพรหมคำ” กรรมการผู้จัดการ และ “ประเสริฐ สมบูรณ์” รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทเจคิว ฟู้ดส์ จำกัด คู่สามี-ภรรยา อดีตเซลส์ขายอาหารและวิศวกร จึงคิดหาอาชีพเสริมด้วยการเป็นเอเย่นต์ขายส่งปูม้าจากบ้านเกิด

ทำไปทำมา ไม่ได้กำไรแถมขาดทุน ลูกค้าจ่ายเงินเชื่อ ไม่ก็ขอติดเงินไว้ก่อน บางรายสั่ง 30 กิโลกรัม เอาจริง 20 กิโลกรัม อีก 10 กิโลกรัมขอลด บางครั้งก็ยอมขายขาดทุน บางครั้งก็เอามาทำกินกันเอง แจกจ่ายเพื่อนพร้อมน้ำจิ้ม

“ช่วงนั้นแจกปู จนเพื่อนเกรงใจ เริ่มขอซื้อและแนะนำให้ทำขาย โดยเริ่มขายคนใกล้เคียง เพื่อนของเพื่อน ญาติของเพื่อน จนปีที่ 2 ของการค้าส่งปู ราวปี 2555 เริ่มคิดถึงการมีหน้าร้าน จึงหันมาศึกษาตลาดอย่างจริงจัง หาทางออกให้ธุรกิจ ได้ลองอ่านงานวิจัย ก็พบว่าแทนที่จะเปิดร้าน ลองทำแบบดิลิเวอรี่หรือจัดส่งอาหารทะเล น่าจะเข้ายุคสมัยกว่า โดยใช้เฟซบุ๊กเป็นหน้าร้าน เพราะเห็นร้านอาหารทะเลบางร้านทำ แล้วเขาประสบความสำเร็จดี”

ระหว่างนั้น นอกจากขายบนเฟซบุ๊กแล้ว “สุรีรัตน์” และ “ประเสริฐ” ยังทำการตลาดแบบลงพื้นที่ พิมพ์ใบปลิววางตามใต้ถุนคอนโดมิเนียม รวมทั้งรถไฟฟ้าใต้ดิน ก็ปรากฏทำยอดขายได้ระดับหนึ่ง แต่ผลพลอยได้คือ การได้หัดวิเคราะห์ตลาด มองปัญหาว่าอะไรขายดีหรือวันไหนขายไม่ได้

“พอวิเคราะห์ตลาดเป็น เราก็เริ่มคิดถึงหนทางสู่ความสำเร็จ เห็นคุณตัน อิชิตัน ทำการตลาดผ่านเฟซบุ๊กด้วยยอดไลค์ ยอดแชร์ ก็เลยทำบ้าง ช่วงนั้นทำโปรโมชั่นคนที่เข้ามาไลค์เพจเจคิว ปูม้านึ่ง Delivery 100 ไลค์แรกจะได้ปูม้าฟรี 1 กิโลกรัม หรือใครแชร์เพจ แจกตุ๊กตาเฟอร์บี้ นับว่าได้ผลพอควร จนมียอดคนไลค์แตะหมื่นในปี 2556 นอกจากการทำโปรโมชั่นสั่งปูม้า แจกตั๋วเครื่องบินไปเที่ยวเกาหลีฟรีด้วย พอลูกค้าขยายวงกว้าง ก็เริ่มมีสื่อมวลชนให้ความสนใจ พอได้ออกสื่อ ธุรกิจก็เหมือนติดสปริงบอร์ด เป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้นทันที”

ระหว่างนั้นเริ่มคิดถึงการลาออกจากงานประจำ หันมาทุ่มเทกับธุรกิจให้เต็มที่ ก็ต้องเริ่มตั้งเป้าหมายอีกครั้ง เพื่อให้เดินหน้าได้สำเร็จ ตอนนั้นตั้งเป้าว่า ถ้าทำยอดขายได้เดือนละ 300,000 บาทครบ 6 เดือนติดต่อกัน จะลาออกจากงาน จนที่สุดปลายปี 2556 ก็ทำสำเร็จ ทั้ง “สุรีรัตน์” และ “ประเสริฐ” จึงได้ฤกษ์ลาออกจากงานประจำนับแต่นั้น

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ธุรกิจของเจคิวก็เติบโตรุดหน้าขึ้นเรื่อยๆ ยอดไลค์ที่หลักหมื่นในปี 2556 ก็ขยับขึ้นเป็น 590,000 ไลค์ ขยายสาขาให้เป็นบริการเป็น 19 สาขาในปัจจุบัน

“ตอนนี้ธุรกิจเจคิว ปูม้านึ่งคืออาชีพเลี้ยงตัวและครอบครัว สาขาที่มีมากขึ้นเป็นการแบ่งให้ญาติ พี่น้องบริหาร ตอนนี้ยังไม่กล้าขายแฟรนไชส์ให้ใคร เพราะกลัวเขาทำเสียชื่อเสียง ตอนนี้เราคุมออเดอร์สั่งปูทั้งหมด ปีหนึ่งประมาณ 60,000 กิโลกรัม เพราะต้องการความสด-ใหม่ เช่นเดียวกับน้ำจิ้มซีฟู้ด ซึ่งเป็นสูตรเฉพาะที่ 2 คนควบคุมการผลิตกันเอง”

ณ สิ้นปี 2558 เจคิว ปูม้านึ่ง มียอดขายแตะ 300 ล้านบาทเรียบร้อยแล้ว เพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านบาทในปี 2557 แม้เศรษฐกิจจะไม่เอื้อต่อการค้าขายเท่าใดนัก นั่นเป็นเพราะเคล็ดลับที่ทำให้คนได้กิน “ปูม้า” สด ราคาไม่แพง แถมส่งตรงถึงบ้าน นอกเหนือจากความพยายามในการขยายบริการให้ครอบคลุมมากขึ้น มีรับเลี้ยงพระ จัดเลี้ยง ทำให้ทำยอดขายเติบโตขึ้นได้

ส่วนในปี 2559 นี้ เจคิว ปูม้านึ่ง ตั้งเป้ายอดขายไว้ถึง 1,000 ล้านบาท ถือเป็นเป้าหมายก้าวกระโดดที่มีนัยสำคัญ เนื่องจากจะเป็นปีที่ขยับเข้าสู่ตลาดต่างจังหวัด เล็งไว้ใน 45 จังหวัด ไม่รวมจังหวัดในเขตภาคใต้ เพราะติดทะเลมีปูรับประทานกันอยู่แล้ว แต่รูปแบบธุรกิจจะเป็นแบบไหน กำลังคิดกันอยู่ เพราะต้องคงคุณภาพของเจคิวที่ว่า “สั่งทุกครั้ง สดทุกครั้ง” เอาไว้

“ทุกวันนี้มีลูกที่ทำงานอยู่ไกลๆ ตั้งแต่สหรัฐอเมริกา นอร์เวย์ ฟินแลนด์ รัสเซีย โทร.มาสั่งปูให้คุณแม่ที่อยู่เมืองไทยรับประทานสม่ำเสมอ ทำให้รู้สึกว่าหน้าที่ของเรา ไม่ใช่แค่ส่งปูม้า แต่เป็นการส่งความรู้สึก ความรักจากลูกๆที่อยู่ห่างไกลถึงคุณแม่ เราจึงต้องใส่ใจให้มาก ทุกเทศกาลเราจะมีขนมเล็กๆน้อยๆ ส่งให้ลูกค้าที่สั่งปูเสมอ หรือคอยโทร. สอบถามคุณภาพสินค้า เพราะยุคนี้ โฆษณาอย่างไรก็ไม่สำคัญเท่าบริการที่ดี ทำให้ลูกค้าแนะนำปากต่อปาก”

โดยวันที่ขายดีที่สุด มีอยู่ 2 วัน นั่นคือวันแม่และวันพ่อ ซึ่งยอดขายตกวันละ 1 ล้านบาท จากปกติยอดขายเฉลี่ยทั่วไปจะอยู่ที่วันละ 100,000 บาท สำหรับสาขาที่ขายดีๆ

นอกจากนั้น ยังมีเป้าหมายที่จะนำเจคิวเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในอีก 3 ปีข้างหน้า เพราะถือคติ “มองให้สูง” เข้าไว้ ที่สำคัญมั่นใจว่านักลงทุนจะสนใจ เนื่องจากเคยถูกเศรษฐีตามจีบขอซื้อกิจการมาตั้งแต่ยุคเริ่มต้นก่อตั้งด้วยเงิน 5 ล้านบาท ล่าสุดก็มีเศรษฐีไทยในอังกฤษติดต่อขอซื้อกิจการ แต่ปฏิเสธไป

โดยนอกจากแผนบุกต่างจังหวัดแล้ว เจคิวยังเตรียมขยับขยายธุรกิจเข้าสู่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ที่น่าจะเปิดได้ในระยะเวลาอันใกล้นี้คือประเทศลาว เพราะมีเอเย่นต์อาหารขนาดใหญ่ติดต่อเข้ามา รวมทั้งเวียดนามและพม่าเป็นประเทศต่อไป เพื่อฉกฉวยความได้เปรียบจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)

“สุรีรัตน์” ปิดท้ายว่า จะทำอะไรก็ตาม ต้องหาจุดแข็งให้เจอ แล้วเอาจุดแข็งออกมาโชว์ อย่างเจคิวปูม้านึ่ง ไม่ถนัดปรุงอาหาร ก็เน้นแค่นึ่ง ปิ้ง ย่าง ทอด เพราะถ้าปูสด แค่ทำให้สุกก็อร่อยแล้ว.

O&B รองเท้าหนังแกะ 50 สี

“จบปริญญาโทจากมิลาน อิตาลี พกความมั่นใจเต็มเปี่ยมกลับบ้าน ปรากฏไปสมัครงานหลายที่ ไม่มีที่ไหนรับเลย ยอมรับว่างง เราก็เป็นคนมีความสามารถ แต่ทำไมหางานไม่ได้ ไม่มีใครรับ จึงกลับมาคิดว่าช่างมันเถอะ คงเป็นจังหวะชีวิต เป็นโอกาสที่จะทำธุรกิจส่วนตัว ถ้าไม่เริ่มวันนี้ จะให้ไปเริ่มวันไหน”

…เพราะอยากให้ผู้หญิงสวย และมีความสุข “รรินทร์ ทองมา” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท อาเทอแอนด์บุค จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ otherandbook.com และเจ้าของแบรนด์เครื่องแต่งกาย รองเท้า กระเป๋า “O&B” วัย 31 ปี จึงได้เริ่มขายกระเป๋าและรองเท้า ดีไซน์เก๋ๆ ผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อปลายปี 2555

“รรินทร์” เล่าให้ฟังถึงจุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจของตัวเองว่า หลังจากจบปริญญาตรีที่มหาวิทยาลัยศิลปากร ก็เข้าทำงานที่บริษัท คิง เพาเวอร์ จำกัด ทำงานได้ประมาณ 3 ปี คิดว่าต้องไปเรียนปริญญาโทแล้ว จึงลาออกเพื่อไปเรียนต่อสาขาแฟชั่นที่เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี

เมื่อเดินทางกลับเมืองไทย เดินสายสมัครงานเหมือนคนทั่วไป แต่ไม่มีที่ไหนตอบรับเลย จึงเริ่มคิดว่านี่อาจเป็นช่วงจังหวะของชีวิตและโอกาส ที่จะได้เริ่มทำอะไรที่เป็นของตัวเอง ทั้งๆที่ครอบครัว ไม่มีใครทำธุรกิจส่วนตัวเลย ทั้งพ่อและแม่ทำงานประจำ เป็นพนักงานรัฐวิสาหกิจบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน)

“รรินทร์” เริ่มต้นจากธุรกิจเสื้อผ้าเด็ก โดยขอยืมเงินทุนจากคุณแม่ 200,000 บาท ทำไปทำมา ไปไม่รอด เพราะไม่เคยทำธุรกิจมาก่อน แต่ก็ไม่ได้ย่อท้อและคิดว่าตัวเองต้องทำได้ จึงรวบรวมความกล้าอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นเพราะโชคดีด้วย ที่เพื่อน “ทศพล พุ่มเจริญ” มีโรงงานผลิตกระเป๋าหนัง จึงร่วมเป็นหุ้นส่วน ผลิตกระเป๋าแบรนด์ “O&B”

ในช่วงแรกผลิตกระเป๋าอย่างเดียว ด้วยเหตุผลกระเป๋าไม่ต้องมีไซส์ให้เลือก และยังไม่มีแม่ค้าขายในเฟซบุ๊ก เพราะส่วนใหญ่จะเน้นขายเสื้อผ้า จึงคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี แต่ก็ไม่หยุดที่กระเป๋า คิดและพัฒนาเรื่อยๆ จนออกแบบรองเท้า ซึ่งก็ได้รับ
ความนิยมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะรองเท้าบัลเล่ต์

ปีแรกทำงานหนักมากลืมวันลืมคืน แต่ทั้งปีได้กำไร 4,000 บาท

“ยอมรับว่าตกใจมาก งงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมกำไรนิดเดียว ทั้งๆที่ทำงานหนักมาก ยอดขายก็ดี สรุปเป็นเพราะขายอย่างเดียว ไม่สนต้นทุน ไม่มีระบบบัญชี ระบบจัดการ ไม่เคยทำธุรกิจ ไม่มีใครสอน เรียนรู้เอง เล่นจริง เจ็บจริง ถ้าปล่อยให้เป็นไปแบบนี้ตลอด คงไปไม่ไหวแน่”

จุดเปลี่ยนจึงอยู่ที่ การกลับมาสนใจในรายละเอียดของงานและเริ่มธุรกิจอีกครั้ง ด้วยเงินทุนก้อนสุดท้าย ซึ่งยืมเพื่อนมาราว 90,000 บาท และย้ำกับตัวเองว่าจะไม่ขายแบบไม่ลืมหูลืมตาอีก แต่จะขายความสุขให้ผู้หญิง ทำให้สวย มั่นใจ ตามติดกระแสแฟชั่นและยังมีเงินเหลือมาดูแลครอบครัว

โดยเน้นผลิตในราคาที่คนไทยซื้อหาได้ แต่คุณภาพเท่ากับสินค้าแบรนด์เนมขึ้นห้างสรรพสินค้า และนั่นทำให้ปัจจุบัน สินค้าแบรนด์ “O&B” ที่เน้นขายผ่านออนไลน์ทั้งเว็บไซต์และเฟซบุ๊ก มียอดกดไลค์ราว 560,000 ไลค์ และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะเริ่มเป็นที่รู้จักและนิยมในกลุ่มผู้หญิง โดยมีโชว์รูมเพื่อโชว์สินค้าที่ลาดพร้าวซอย 21 เพื่อให้ลูกค้าได้เห็น ได้ชมสินค้า และหากต้องการซื้อก็ซื้อได้ทันที

“จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จเกินคาด เพราะสามารถสร้างยอดขายได้เดือนละ 6–7 ล้านบาท และบางเดือนทะลุ 8 ล้านบาท เป็นผลมาจากการออกแบบรองเท้าบัลเล่ต์หนังแกะที่มีมากกว่า 50 สี เป็นสินค้าที่ขายดีมาก”

“ริรินทร์” หวังว่า สักวันหนึ่ง สินค้า O&B จะต้องเติบโตเป็น ZARA ในโลกออนไลน์ มียอดขายที่เพิ่มขึ้นทั้งในและต่างประเทศ และต้องการตอกย้ำให้ทุกคนเห็นว่า สินค้าแฟชั่นจากเมืองไทยไม่แพ้ใคร แม้ขณะนี้ยอดขายในต่างประเทศจะยังไม่สูงมากนัก เพราะติดปัญหาค่าส่งแพง

นอกจากนั้น ในปี 2559 นี้ จะเริ่มเจาะตลาดอาเซียน เช่น เวียดนาม กัมพูชา เพราะถือเป็นตลาดที่น่าสนใจ และให้ความสำคัญกับสินค้าแฟชั่น และยังจะบุกตลาดอาหรับด้วย เพราะเทรนด์รองเท้าบัลเล่ต์กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากและยังสวมใส่สบายด้วย
เธอปิดท้ายว่า หลังทุ่มเทใจและกายทำงานหนักมาหลายปี เมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา เพิ่งได้ถอยรถเบนซ์ป้ายแดงให้เป็นของขวัญวันเกิดตัวเอง เพื่อสร้างกำลังใจในการทำงานก้าวต่อไป.

Sleepingpills ยานอนหลับกับแฟชั่น

“ผมว่าตอนนี้ธุรกิจขายเสื้อผ้าบนโลกออนไลน์น่าจะมีอยู่หลายหมื่นราย รวมพวกฝากร้านบนอินสตาแกรม (ไอจี) ด้วย แต่รายที่มีแบรนด์จริงๆ น่าจะมีหลักหมื่น การแข่งขันสูงขนาดนี้ การจะอยู่ให้ได้ แน่นอนว่าต้องเป็นสินค้าคุณภาพ มีตัวตน จับต้องได้ ที่สำคัญต้องคิดเสมอว่าเราไม่ได้แค่ขายเสื้อผ้า แต่เราต้องให้ความรู้สึกที่ดีต่อลูกค้าด้วย”

…เพราะอยากลองทำธุรกิจ “ศิวัจน์ จารุกิจไพศาล” กรรมการผู้จัดการและครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ บริษัทสไตล์เวิร์ค จำกัด เจ้าของแบรนด์สลีปปิ้ง พีล Sleepingpills อดีตผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์หรือครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์จากลีโอเบอร์เน็ท วัย 36 ปี จึงได้ตัดสินใจลาออกจากงานประจำ ขณะกำลังมี ความเจริญก้าวหน้า เพื่อมาบุกเบิกธุรกิจส่วนตัว ซึ่งทำให้ชีวิตในปัจจุบัน ดำรง อยู่ได้ด้วยความพอใจและปกติ

“จนถึงวันนี้ อาชีพขายเสื้อผ้าบนโลกออนไลน์ที่ผมเลือก ช่วยให้ผมมีชีวิตที่น่าพอใจ เลี้ยงตัวเองได้ตามปกติ และยังมีความฝันให้มุ่งหน้าไปให้ถึงด้วย”

“ศิวัจน์” บัณฑิตจากคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ตัดสินใจจบอาชีพครีเอทีฟ ไดเร็กเตอร์ที่ทำมา 10 ปีลง หลังได้ทดลองทำเสื้อผ้าขายออนไลน์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อปี 2553 แน่นอนว่าเขายังไม่ได้ลาออกจากงานประจำโดยทันที แต่ในที่สุดก็ลาออกและหันมาทำเสื้อผ้าเต็มตัว โดยมีภรรยาซึ่งขณะนั้นมีสถานะเป็นแฟน คอยช่วย

“ช่วงเริ่มต้น Sleepingpills ทำเสื้อครั้งละ 20-30 ตัว มีอยู่ 4-5 แบบ ยังไม่มีคอลเลกชั่นเป็นชิ้นเป็นอัน ผมมีทักษะด้านศิลปะอยู่แล้ว จึงไม่ยากที่จะออกแบบเสื้อผ้าผู้หญิง แค่ช่วงแรก ก็รู้แล้วว่าถ้าทำจริงๆ รายได้มันโอเคมาก ก็เลยตัดสินใจลาออกจากงาน หันมาทำเสื้อขายจริงจัง เพราะถ้าไม่รีบโตจะลำบาก การแข่งขันจะสูงขึ้น”

กระนั้น Sleepingpills ถือเป็นหนึ่งในอีกหลายแบรนด์สินค้าแฟชั่น ซึ่งเมื่อเติบโตไป ได้สักระยะ มีลูกค้าประจำพอสมควร ก็จำเป็นต้องมีหน้าร้าน แม้ต้องลงทุนสูงกว่า โดยเฉพาะค่าเช่าสถานที่ แต่เพื่อความน่าเชื่อถือและเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าได้สัมผัสและลองสินค้า การมีหน้าร้านถือเป็นการตอบสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเก่า รวมทั้งเปิดตลาดสู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ด้วย

สาขาแรกของ Sleepingpills เปิดขึ้นที่ย่านสยามสแควร์ ซึ่งย้อนหลังไป 4 ปี ยังถือเป็นทำเลทองย่านแฟชั่น แต่เปิดได้เพียง 2 ปี ก็ต้องปิดกิจการลงเพราะกลายเป็นทำเลที่ซบเซา อย่างไรก็ตามระหว่างนั้น Sleepingpills ก็ขยายช่องทางจำหน่ายเพิ่มสู่สยามพารากอน เซน และเซ็นทรัลลาดพร้าว ซึ่งแห่งสุดท้าย ถือเป็นช่องทางบนห้างสรรพสินค้าที่ทำยอดขายได้ดีที่สุด แต่ก็เพิ่งปิดกิจการไปเมื่อกลางปี 2558 เพราะภาวะเศรษฐกิจขาลง

ห่างหายจากการมีหน้าร้านไปพักเดียว Sleepingpills ก็กลับมาอีกครั้งปลายปี 2558 ด้วยการเปิดสาขาที่เซ็นทรัล อีสต์วิว เลียบทางด่วน ซึ่ง “ศิวัจน์” ยืนยันว่าการขยายช่องทางสำหรับธุรกิจเสื้อผ้า ถือเป็นสิ่งสำคัญ การมีหน้าร้านหรือการขายแบบออฟไลน์ เป็นการเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้า ได้เห็น-สัมผัส-ลองสวมใส่ เพราะที่ร้านมีบริการวัดไซส์ สั่งตัดด้วย

ปัจจุบันยอด ขายของ Sleepingpills ผ่านออนไลน์มีสัดส่วน 65% มียอดไลค์บนเฟซบุ๊ก 250,000 ไลค์ ส่วนยอดขายออฟไลน์อยู่ที่ 35% แต่ในอนาคตมองว่ายอดขายออฟไลน์สามารถเพิ่มขึ้นได้อีก หลังมีหน้าร้านถาวร เขาบอกว่า การขายสินค้าออนไลน์ช่วยให้เขาวิเคราะห์และเก็บข้อมูลได้ละเอียด ซึ่งมีผลต่อการทำตลาดค่อนข้างมาก อธิบายง่ายๆ ข้อมูลสำคัญอย่างคนชอบเข้าเว็บวันไหน ซื้อสินค้า วันไหน ซื้ออะไร ระบบจะเก็บไว้ให้หมด

เมื่อถูกถามถึงเป้าหมายและความใฝ่ฝัน “ศิวัจน์” บอกว่า อยากเห็นแบรนด์ Sleepingpills ยิ่งใหญ่กว่านี้ เป็นที่ยอมรับในระดับสากล นั่นเป็นเหตุให้เขาใช้เงินกำไรลงทุนต่ออย่างไม่หยุดยั้ง ทำให้ขณะนี้ Sleepingpills มีแบรนด์ในเครือน้องใหม่แล้ว ใช้ชื่อว่า Quiz Wear ขายราคาย่อมเยาลง และในอนาคต นอกจากจะขายแบรนด์ตัวเองแล้วเขายังหวังขยายช่องทางให้ Sleepingpills เป็นตลาดมัลติแบรนด์ จัดจำหน่ายสินค้าของแบรนด์อื่นๆได้ด้วย

ส่วนที่มาของชื่อนั้น Sleepingpills แปลว่ายานอนหลับ จึงเปรียบเสมือนยานอนหลับสำหรับสาวๆ ที่ได้ซื้อหาเสื้อผ้าของ Sleeping-pills ไปสวมใส่ เมื่อได้ครอบครองแล้ว คงนอนหลับสบาย.

Bagspace รู้ทุกเรื่องเครื่องหนัง

“ตอนเรียนจบอายุ 23 ปี ผมสมัครงาน 60 กว่าที่ ไม่มีใครรับเลย ผมจึงหันมาทำงานของตัวเอง ทำให้ทุ่มเทได้มากกว่า ทุนแรกเริ่มขอยืมเพื่อนมา 70,000 บาท ตอนนี้ใช้หนี้หมดไปตั้งนานแล้ว ผมฝันไว้ว่าอยากปั้นแบรนด์เครื่องหนังไทยให้โด่งดังสู่ระดับโลก เพราะเชื่อว่าแบรนด์ไทยไม่แพ้ใคร ถ้า Bao Bao ทำได้ ทำไมเราจะทำไม่ได้”

….เพราะความชอบใน ‘เครื่องหนัง’ “อภินันท์ นิลเวช” กรรมการผู้จัดการ บริษัท แกลเลอเรีย รีเทล จำกัด เจ้าของเว็บไซต์ galleria.co.th และเจ้าของแบรนด์เครื่องหนัง Bagspace (แบ็คสเปซ) วัย 28 ปี จึงได้เริ่มขายกระเป๋า รองเท้าหนังแท้ ดีไซน์เอง ผ่านทางเฟซบุ๊ก เมื่อราว 5 ปีก่อน

เขาเล่าว่าขณะนั้น ธุรกิจบนเฟซบุ๊กยังไม่แพร่หลายเท่าไรนัก การได้เป็น แบรนด์เครื่อง หนังเกรดเอรายแรกๆ ถือเป็นโอกาสที่ดี กระนั้น “อภินันท์” ก็ไม่ได้หวังยอดขายบนเฟซบุ๊กสักเท่าไร เพราะเครื่องหนังของเขามีราคาค่อนข้างสูง เนื่องจากเป็นหนังแท้และมีดีไซน์เฉพาะตัว การจะปิดยอดขายบนเฟซบุ๊กทำได้ค่อนข้างยาก

“สำหรับผม เฟซบุ๊กเปรียบเหมือนทางด่วน เพื่อดึงลูกค้าเข้าไปสู่เว็บไซต์หลัก ซึ่งถือว่าเป็น ‘หน้าร้าน’ ที่แท้จริง เพราะปัจจุบันยอดขายต่อ 1 การสั่งซื้อสินค้าบนเว็บไซต์แกลเลอเรีย อยู่ที่ประมาณครั้งละ 4,000 บาท ซึ่งถือว่าสูงมาก เมื่อเทียบกับแบรนด์คู่แข่งอื่นๆ ถือเป็นออเดอร์ที่มีคุณภาพ”

จากยุคแรกเริ่ม ที่ยอดผลิตอยู่หลัก 10 ชิ้น มีรุ่นสินค้าแค่ 1-2 รุ่น “อภินันท์” ก็พอรู้แล้วว่าตลาดมีความ ต้องการ แม้จะเป็นกลุ่มเฉพาะที่มีความรักและความชอบในแบบเดียวกัน แต่เป็นกลุ่มที่มีกำลังซื้อ ทำให้กล้าผลิตสินค้ารุ่นใหม่ๆออกมาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งใช้หนังชนิดที่หายากและไม่มีใครทำแบ็คสเปซ จึงเป็นผู้ผลิตรายแรกๆที่นำหนังนูบัค Nubuck แท้มาใช้ หลังจากนั้นก็มีคนผลิตตามออกมาเป็นจำนวนมาก แต่ความคิดริเริ่มในครั้งนั้น ก็ได้ทำให้แบ็คสเปซ กลายเป็นผู้ผลิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านหนังอันดับต้นๆ จากยอดขายเดือนละหลักหมื่นในปี 2554 ขยับขึ้นเป็นหลักแสนในปี 2555

“อภินันท์” บอกว่า หลักของการทำสินค้าแฟชั่น ประเภทเครื่องหนังและรองเท้านั้น อยู่ที่ดีไซน์เป็นหลัก และเพื่อให้ดีไซน์หรือการออกแบบมีความหลากหลาย เขาจึงใช้ทีมดีไซเนอร์ที่เป็นเอาต์ซอร์ส (รับจ้างออกแบบ) หลายทีมด้วยกัน เพื่อความแตกต่างของสินค้า ทำให้ไม่น่าเบื่อ

ด้วยคุณสมบัติขั้นต้น แบ็คสเปซจึงเติบโตติดลมบนเรื่อยมา ด้วยยอดไลค์บนเฟซบุ๊กผ่าน 251,000 ไลค์ รุ่นสินค้ามากกว่า 800 รุ่น และมีห้างสรรพสินค้าชวนเอาของเข้าไปขาย ทั้งในและต่างประเทศ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการบุกตลาดนอก ไม่ว่าจะเป็นในเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่น, อินโดนีเซีย ซึ่งสินค้าของแบ็คสเปซวางจำหน่ายในห้างชั้นนำ ขายดีจนต้องมีทีมขายอยู่ที่นั่น, อเมซอนดอทคอม เว็บอีคอมเมิร์ซยอดนิยมที่ขอสินค้าไปวางขายบนเว็บ ตลอดจนการถูกชวนเข้าไปวางจำหน่ายในประเทศสเปน ซึ่งถือเป็นประเทศเครื่องหนังชั้นนำในยุโรปประเทศหนึ่งทำแบ็คสเปซมาได้พักใหญ่ จนเมื่อ 2 ปีที่แล้ว “อภินันท์” ก็คิดเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ที่ช่วยตอบโจทย์คนที่มีสินค้าดีๆ แต่ไม่รู้วิธีทำตลาด โดยได้เปิดตัวเว็บไซต์แกลเลอเรีย galleria ขึ้นมา หวังเป็นมาร์เก็ตเพลสสำหรับสินค้าเครื่องหนังและไลฟ์สไตล์ จนขณะนี้แกลเลอเรียมีสินค้าวางจำหน่ายมากถึง 20-30 แบรนด์แล้ว

ผู้ผลิตสินค้าเหล่านี้ มีตั้งแต่พนักงาน ผู้อำนวยการ ผู้จัดการบริษัทเอกชน ที่ส่วนใหญ่ไม่ต้องการเปิดเผยตัว แต่มีความฝัน ความสามารถในการผลิตสินค้าที่มีดีไซน์ มีคุณภาพ แต่ไม่มีเวลาหรือไม่รู้ว่าจะทำตลาดอย่างไร ซึ่งทางแกลเลอเรีย จะรับทำตลาดสินค้าให้ครบวงจร โดยไม่มีค่าใช้จ่าย จะหักส่วนแบ่งต่อเมื่อสินค้าขายได้แล้วเท่านั้น

“หลังจากทำแบรนด์ตัวเองประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ตอนนี้ผมอยากช่วยคนที่มีไอเดีย มีความฝันในการเป็นเจ้าของแบรนด์ของตัวเอง แต่อาจไม่ถนัดทำการตลาด ทำโปรโมชั่น เข้าถึงลูกค้า เราจะช่วยทำทุกอย่างเอง ผมทำการตลาดให้ทั้งหมด เอาขึ้นเว็บไซต์ ถ่ายรูป ถ้าสินค้าของเขาผ่านการตรวจเช็กคุณภาพจากเรา ผมจะมีรายได้ต่อเมื่อสินค้าขายได้เท่านั้น”

“อภินันท์” ฝันไว้ไกลว่า สักวันเขาจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยทำให้แบรนด์ไทย ก้าวไปในระดับโลกได้อย่างไม่อายใคร ปัจจุบันคนไทยรับจ้างผลิตให้หลายแบรนด์ดังทั่วโลก ซึ่งมันไม่ควรจบลงแค่นั้น เราควรมีโอกาสในการสร้างแบรนด์ในระดับโลกบ้าง โดยเฉพาะสินค้าดีไซน์ ซึ่งคนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก

ส่วนความฝันในธุรกิจของตัวเองนั้น ขณะที่กำลังปลุกปั้นเว็บไซต์แกลเลอเรียให้เป็นตลาดสำหรับผู้สนใจช็อปปิ้งสินค้าดีไซน์ออนไลน์ “อภินันท์” ก็กำลังเตรียมตัวเปิดหน้าร้านครั้งใหญ่ หวังเข้าถึงลูกค้าในทุกตลาด ไม่เฉพาะออนไลน์อย่างเดียว เพื่อให้รายได้ในปี 2559 แตะระดับ 250 ล้านบาทให้ได้.

“ซิ่ง” แว่นตามีสไตล์ราคาใช่เลย

“ผมเริ่มธุรกิจจากไอเดีย เมื่อมีไอเดียและมีความต้องการเป็นเจ้าของกิจการ ก็ต้องลุย ต้องสู้ ลงมือศึกษาหาข้อมูล และลงมือทำ”

…เพราะชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่น ชอบดนตรี เป็นชีวิตจิตใจ “มิตรารุณ บ่อจักรพันธุ์” เจ้าของร้านแว่นตา “Zink Superglasses” และเจ้าของเว็บไซต์www.zinkzink.com วัย 35 ปี จึงได้เริ่มดีไซน์แว่นกันแดด ผลิตแว่นตาแฟชั่น และขายผ่านเฟซบุ๊ก เมื่อปี 2554

“มิตรารุณ” เล่าว่า ริเริ่มทำธุรกิจร้านขายแว่นตา หลังเดินทางไปเที่ยวออสเตรเลียราว 10 ปีก่อน เพราะเกิดคำถามและสงสัยว่า ทำไมคนที่นั่นจึงสวมใส่แว่นตากันแดดกันค่อนประเทศ ทั้งๆที่แสงแดดไม่จัดจ้าเหมือนแสงแดดของเมืองไทย ขณะที่ราคาแว่นตากันแดดก็ไม่ได้แพงมากด้วย

เมื่อเป็นคนชอบแต่งตัว ชอบแฟชั่น จึงเกิดไอเดียว่าเราน่าจะทำธุรกิจขายแว่นตาได้ และขายในราคาที่ไม่แพง แต่คุณภาพเลิศ ให้ทุกคนที่มีรายได้ปานกลางจับจองเป็นเจ้าของได้ นอกจากแว่นตาจะเป็นแฟชั่นแล้ว ยังเป็นแว่นกันแดด ช่วยถนอมสายตา ป้องกันการเป็นโรคต้อกระจก จึงเป็นที่มาของการศึกษา หาข้อมูล เตรียมลู่ทางลงทุน ลงมือ ทำธุรกิจแว่นตา ในราคาไม่เกิน 1,000 บาท

“ผมเริ่มด้วยเงินลงทุนของตัวเองจำนวน 200,000 บาทเมื่อปี 2554 ทั้งติดต่อโรงงานผลิตแว่นตา ออกแบบดีไซน์แว่นให้เก๋ไก๋ทันสมัยตามกระแสแฟชั่นโลก ติดต่อโรงงานที่อยู่ในประเทศจีน แหล่งผลิตแว่นตาใหญ่สุดในโลก เพราะเกือบทุกแบรนด์เนม สั่งผลิตเลนส์จากจีน”

ปัจจุบัน เทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัย ทำให้ต้นทุนการผลิตเลนส์คุณภาพดีถูกลงอย่างมาก ส่งผลให้ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเจ้าของแว่นตาคุณภาพดี ในราคาที่พึงพอใจโดยร้านแว่นตา “ซิ่ง” ยึดหลักของการออกแบบดีไซน์ รับกระแสแฟชั่นโลก บางครั้งก็นำหน้าแฟชั่น ถ้าลูกค้าเป็นคนชอบแต่งตัว มีเอกลักษณ์ในแบบฉบับของตัวเอง ยิ่งต้องมา และยังสามารถเปลี่ยนแว่นได้บ่อยกว่า เนื่องจากราคาไม่แพง โดยมีแว่นตาให้เลือกมากกว่า 1,000 แบบ

“ผมสร้างเพจขายผ่านเฟซบุ๊ก 3 เดือนแรก ถือว่าประสบความสำเร็จมาก มียอดไลค์และยอดสั่งซื้อ หรือสอบถามเข้ามามาก จากไม่กี่ร้อยราย เพิ่มเป็น 600,000 ไลค์ในวันนี้ และยังสร้างรายได้แบบไม่คาดคิด บางเดือนเฉียดล้านบาท บางเดือน 700,000-800,000 บาท ซึ่งผมเน้นขายผ่านออนไลน์ และมีหน้าร้านอยู่เพียงแห่งเดียวที่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน MRT พระราม 9 ชั้นใต้ดิน”

อย่างไรก็ตาม ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวในขณะนี้ มีผลกระทบต่อยอดขายบ้าง โดยยอดขายลดลงราว 40% แต่ก็ยังมั่นใจว่าจะอยู่ได้ เพราะปรับตัวตลอดเวลา มีทีมงานเพียง 3 คน ส่วนที่เหลือจ้างเอาต์ซอร์ส ทำให้ต้นทุนต่ำ มีกำไรพอเลี้ยงตัวเองได้

การทำธุรกิจที่เกี่ยวกับแฟชั่นนั้น การแข่งขันสูงมาก คู่แข่งก็เยอะมากเช่นเดียวกัน ทำให้ต้องสู้ ต้องปรับตัวให้อยู่ได้เรียนรู้จากทุกช่องทาง ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อตามกระแสแฟชั่นโลก ดีไซน์แว่นตาให้ทันสมัย เหมาะ กับกลุ่มลูกค้า ในราคาไม่แพง ลูกค้าต้องการสไตล์ไหน แบบไหน ต้องมีให้เลือก

“ผมยึดความพอใจของลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญ ลูกค้าเป็นดั่งมิตร นั่นคือหัวใจของการทำธุรกิจ ต้องดูแลเอาใจใส่ เป็นการสร้างความเชื่อใจ ไว้วางใจจากลูกค้า เราดูแลหลังการขายอย่างดี ทั้งดูแลการเปลี่ยนอะไหล่ การซ่อม และหากพบจุดบกพร่องที่มาจากทางเราหรือสินค้ามีตำหนิจะเปลี่ยนให้ใหม่ทันที”

“มิตรารุณ” เล่าว่า นอกจากขายผ่านเฟซบุ๊กแล้ว ยังขายผ่านอินสตาแกรม (Instagram) และ Lazada ด้วย ซึ่งทำให้แว่นตา “ซิ่ง” ขายได้ในทั่วโลก เพราะคุณภาพสินค้าไม่ได้แพ้แบรนด์เนมดังระดับโลก

นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะขยายตลาดไปยังกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย เพราะปี 2559 ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งถือเป็นโอกาสในการขยายตลาด เพิ่มยอดขาย โดยแว่นตา “ซิ่ง” ได้เริ่มเจรจากับห้างสรรพสินค้าชั้นนำ อาทิ โรบินสัน เซ็นทรัล เทสโก้ โลตัส ที่จะไปเปิดสาขาในกลุ่มประเทศอาเซียน หากสามารถไปร่วมกับห้างสรรพสินค้าเหล่านี้ได้ ก็จะทำให้แว่นตา “ซิ่ง” เปิดตลาดเออีซีได้ด้วย นับเป็นอีกก้าวของร้านและเป็นเป้าหมายต่อไปที่สำคัญ

“มิตรารุณ” ปิดท้ายว่า ทำธุรกิจจากไอเดีย จากความชอบส่วนตัวล้วนๆ ไม่ได้มีพื้นฐาน

ทางธุรกิจ ไม่เคยทำธุรกิจ แต่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่และอินเตอร์เน็ต ทำให้เสาะหาเครื่องมือ ตัวช่วยจัดการระบบสต๊อก ระบบบัญชี ซึ่งเรียนรู้จากโลกอินเตอร์เน็ตได้ การค้นหาข้อมูลต่างๆ และรวบรวมสถิติต่างๆ ทำให้เราปรับตัวเองให้อยู่รอดได้เสมอ.

ทีมเศรษฐกิจ

 

จุดประกายความคิด สร้างธุรกิจใหม่ นวัตกรรมของคนไทย

Published มกราคม 1, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/556170

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 31 ธ.ค. 2558 05:01

 

ตราบใดที่สูตรสำเร็จของธุรกิจไม่เคยตายตัว ขอเตือนผู้ประกอบธุรกิจไทยอย่านิ่งเฉย ผลิตสินค้าเดิมๆ ขายแบบเดิมๆ อาจนำสู่ความล่มจมทางธุรกิจได้

เพราะในโลกยุคใหม่การขายสินค้าที่ไม่มีการพัฒนา มีแต่จะถูกสินค้ารูปแบบใหม่แซงหน้า ถูกคู่แข่งตัดราคา ตัดแข้ง ตัดขา จนเราอยู่ไม่รอด

ขณะที่หนทางใหม่คือ การวิจัยและพัฒนาเพื่อเสาะหานวัตกรรมในการผลิตสินค้าใหม่ ไหนๆชีวิตก็ต้องทุ่มเท ลองปรับความคิดและเดินบนเส้นทางใหม่

ดังผู้ประกอบการ 3 ราย ที่ “ทีมเศรษฐกิจ” นำมาเสนอเพื่อช่วยจุดประกายความคิดของเราๆ ท่านๆ สร้างธุรกิจใหม่ด้วยสินค้านวัตกรรมกันเถิด

วัคซีนพืชชื่อว่า “ออมสิน”

เราอาจจะเคยได้ยินตำแหน่งผู้บริหารเบอร์หนึ่งของหน่วยงานเอกชนว่า ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Chief Executive Officer) หรือ CEO

แต่เขาคนนี้ นายสัตวแพทย์กษิดิ์เดช ธีรนิตยาธาร เรียกตำแหน่งตัวเองว่า CIO เรียกเต็มๆว่า ประธานเจ้าหน้าที่นวัตกรรม (Chief Innovation Officer) บริษัท กรีน อินโนเวทีฟ ไบโอเทคโนโลยี จำกัด (GIB)

เพราะเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา เพื่อค้นหานวัตกรรมใหม่มาใส่ในสินค้าของเขา จนสำเร็จออก มาเป็นวัคซีนสำหรับพืช แถมยังเป็นสุดยอดนวัตกรรมไทยที่ไปคว้ารางวัลระดับเวิลด์คลาส ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

โดยคว้ารางวัลเหรียญทอง Gold Medal, “Vaccin Pour Plantes” Diplome INVENTIONS GENEVA. ในงาน International Exhibition of Inventions Geneva ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ครั้งที่ 43 ในฐานะผู้ผลิตและพัฒนานวัตกรรมวัคซีนสำหรับพืชในนาม “ออมสิน”

ซึ่งเป็นแร่ธาตุอาหารเสริมระดับนาโนที่ออกฤทธิ์เป็นยาและวัคซีนสำหรับพืช สามารถสร้างภูมิต้านทานและป้องกันต้านทานต่อการเข้าทำลายของโรคแมลงและสภาพอากาศที่ไม่เหมาะสม ส่งเสริมให้พืชมีคุณภาพและปริมาณผลผลิตมากขึ้น

ความสำเร็จจากการคิดค้นนวัตกรรมดังกล่าว ส่งผลให้บริษัทนี้เตรียมพร้อมขยายตลาดไปยังประเทศจีน โดยบริษัท GIB ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงทางการค้ากับบริษัท จีโอมิโก้ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศมาเลเซีย) เพื่อมอบสิทธิเป็นตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์ “ออมสิน” วัคซีนสำหรับพืชในประเทศจีน เป็นเวลา 3 ปี คิดเป็นมูลค่าในปีแรกสามารถสร้างรายได้มากกว่า 80 ล้านบาท

แต่ก่อนที่จะมาถึงในจุดนี้ “กษิดิ์เดช” บอกว่า ต้องใช้ความพยายาม อดทน และใช้เวลาอย่างมาก จึงเข้าใจถึงจิตใจผู้ประกอบธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ต้องฟันฝ่าไปถึงจุดที่เรียกว่าประสบความสำเร็จ และขอเป็นกำลังใจให้ทุกคน โดยเฉพาะคนที่คิดผลิตสินค้าออกนอกกรอบอย่างเขา

เขาเล่าว่า ก่อนหน้านี้เขาเป็นหนึ่งในธุรกิจเครือข่ายขายตรง ซื้อของมาและก็ขายไป เหมือนพ่อค้าคนกลาง พอถึงจุดหนึ่งก็เจอคนขายสินค้าเหมือนกัน แถมลดราคาถูกกว่า และชีวิตก็เป็นแบบนี้ตลอด เหมือนการ “ติดกับดัก” จึงปรับโหมดตัวเองมาสู่ความคิดว่า “ทำไมชีวิตของเราไม่เดินหมากด้วยตัวเอง ทำไมเราไม่ตีขีดเส้นและกำหนดกติกาด้วยตัวเอง”

เขาเรียนจบสัตวแพทย์ ถ้าทำงานวิจัยเรื่องสัตว์ไม่มีปัญหา แต่ได้เปลี่ยนโหมดตัวเองมาทำงานวิจัยและพัฒนาเรื่องพืชด้วยการไปเรียนเพื่อต่อยอดพอจบปริญญาโท ก็ต่อปริญญาเอกอีก ขณะเดียวกัน เขาเข้าไปขอรับการสนับสนุนงานวิจัยจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) และส่งต่อสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยเฉพาะการก้าวเข้าไปสู่ สวทช.หน่วยงานที่เขาบอกว่าของดีมากมาย มีทีมวิจัยไบโอเทค นาโนเทค ถึง 5,000 คน และมีเงิน วิจัยสนับสนุน จนกระทั่งเกิดการส่งเสริมต่อเนื่อง 8-9 ปี จนทำให้ผลงานวิจัยของเขาที่ออกมามีการจดสิทธิบัตร 11 ตัว และความลับทางการค้า 11 ตัว

ขณะเดียวกัน ในช่วงแรกโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) ของ สวทช.ได้เข้ามามีส่วนช่วย ในการทดสอบและหาสูตรคำนวณผสมสูตรวัคซีนเข้ากับปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อให้ออกฤทธิ์ได้ยาวนานถึง 4 เดือน และช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีได้มากถึง 50%

นอกจากนี้ ศูนย์บ่มเพาะธุรกิจ สวทช. ได้เป็นพี่เลี้ยงให้ไปเสนอผลงานในงานประกวดเวทีระดับสากลรวมทั้งส่งเข้าอบรมจากโค้ชระดับโลกในโครงการ Leaders in Innovation Fellowships (LIF) รุ่นที่ 1 จาก Newton Fund ประเทศอังกฤษ และได้ทุนของ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ไปเรียนที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแอนเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา (UCLA) ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้บริษัทได้รับรางวัลสุดยอดนวัตกรรมทั้งในประเทศและต่างประเทศ จำนวน 15 รางวัล จาก 7 เวทีการประกวด ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

เขาเคยนำสินค้าไปประกวดที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ในซิลิคอนแวลลีย์ พร้อมนำเสนอรูปแบบธุรกิจกับเพื่อหาผู้ร่วมลงทุนในรูปแบบของ Venture Capital ปรากฏว่า มีนักลงทุนจากอังกฤษ 3 บริษัทใหญ่ขอซื้อหุ้นของบริษัท GIB รวมทั้งนักลงทุนจากสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ เนเธอร์แลนด์ สหรัฐฯ ที่แสดงความ สนใจ อีกทั้งยังได้ลูกค้าจากแคนาดาเหนือ อเมริกาใต้ ไอร์แลนด์ ฟิจิ

ลองมาดูกันว่าวัคซีนสำหรับพืช “ออมสิน” ดีตรงไหน “กษิดิ์เดช” บอกว่าเป็นวัคซีนพืชจากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นเปลือกกุ้ง ปู ปลา สาหร่าย สมุนไพร ซึ่งเมื่อนำมาผลิตเป็นวัคซีนแล้ว วิธีใช้นำมาผสมกับน้ำและฉีดใส่ต้นไม้ทุกสัปดาห์ ทุก 2 สัปดาห์หรือ 1 เดือน จะทำ ให้ดอกไม้สีสันสดใสขึ้น ออกดอกมาก และเหี่ยวช้าลง ถ้านำไปใช้ในไร่นาจะช่วยให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น และลดการใช้ปุ๋ยเคมี

แม้กระทั่งกับผลไม้ ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน ลำไย ส้ม มะนาว มะม่วง ลองกอง จะมีผลผลิตออกมามากกว่าปกติ แถมยังกำหนดให้ผลผลิตออกนอกฤดูกาล ซึ่งสามารถนำมาขายในราคาสูงได้อีกด้วย

วัสดุดามกระดูกของคนไทย

ค้นพบว่าผู้คนที่คิดนอกกรอบและหันมาผลิตสินค้าที่แตกต่างกับคนอื่นๆ โดยให้ความสนใจกับการวิจัยและพัฒนา เพื่อนำไปสู่นวัตกรรมผลิตสินค้าใหม่

เขาคนนี้เช่นกัน “นายวินิจ ฤทธิ์ฉิ้ม” กรรมการผู้จัดการ บริษัท ออโธพีเซีย จำกัด ในฐานะผู้ผลิตสินค้าวัสดุดามกระดูกรายแรกในประเทศไทย และยังดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มอุตสาหกรรมผู้ผลิตเครื่องมือแพทย์และสุขภาพ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.)

เรื่องราวของเขาเล่าว่า แต่เดิมบริษัทเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ ในกลุ่มท่อไอเสีย ชิ้นส่วนรถบัส รถปิกอัพ แต่สถานการณ์เมื่อ 1-2 ปีที่ผ่านมาเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วมาก มีผู้ผลิตสินค้ากลุ่มเดียวกันตัดราคาขายส่งชิ้นส่วนป้อนโรงงานผลิตรถยนต์ ขณะที่โรงงานผลิตรถยนต์ก็มีการแข่งขันในการจำหน่ายที่รุนแรง จนต้องมีลูกเล่นลดราคารถยนต์ให้ลูกค้าในรูปแบบต่างๆ สุดท้ายก็มาบีบผู้ผลิตชิ้นส่วนเพื่อลดต้นทุนทางอ้อม

เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ทำให้บริษัทของเขาต้องปรับตัวหนีตาย เพราะหากยังปักหลักทำธุรกิจแบบเดิม สุดท้ายก็เสี่ยงต่อการปิดกิจการ จึงได้ มองหาธุรกิจใหม่ๆ จนมาลงตัวที่การผลิตวัสดุดามกระดูก เพราะมองว่าเป็นธุรกิจ ที่มีอนาคต ไม่ว่าสภาพเศรษฐกิจจะผันแปรอย่างไร วัสดุดามกระดูก ก็ต้องมีอัตราการใช้ที่เพิ่มขึ้น

เขาบอกว่า เนื่องจากอายุเฉลี่ยของประชากรของคนไทยที่ยาวนานมากขึ้น ผู้สูงวัยก็เสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการใช้ชีวิตประจำวัน อาทิ การหกล้ม การลื่นล้ม หรือบางรายกระดูก ก็เปราะบางไปตามสภาพวัย ทำให้วัสดุดามกระดูกเป็นสิ่งที่ผู้สูงวัยหลายคนจำเป็นต้องใช้

ที่สำคัญบริษัทของเขาเป็นรายแรกของประเทศไทยที่ผลิตวัสดุดามกระดูก และได้รับสิทธิประโยชน์การลงทุน ในโครงการส่งเสริมการ ลงทุนในกิจการที่ใช้นวัตกรรมใหม่ๆหรือเทคโนโลยีระดับสูง จากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) จากเดิมที่ประเทศไทยต้องนำเข้าวัสดุดามกระดูกเมื่อปี 2555 รวม 50,000 ล้านบาท และล่าสุด ในปีนี้คาดว่ามีมูลค่า 100,000 ล้านบาท โดยนำเข้าจากสหรัฐฯ และมีแนวโน้มต้องนำเข้าเพิ่มขึ้นทุกๆปี

สำหรับวัสดุดามกระดูกที่ผลิตประกอบด้วย ข้อต่อกระดูก ที่เกิดจากการหักหรือแตก การใช้ทดแทนผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมสภาพ ล่าสุด วัสดุดามกระดูกของบริษัท แต่ยังทดแทนการนำเข้าได้ปีละ 10% เท่านั้น แม้ว่าจะมีราคาถูกกว่าราคานำเข้า 30%

เพราะแพทย์ที่ทำการรักษาคนไข้ยังไม่เชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าที่คนไทยผลิตได้ แม้จะได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.) จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) และมาตรฐานไอเอสโอ 13485 ซึ่งเป็นมาตรฐานที่หน่วยงานด้านการแพทย์ จากทั่วโลกให้การยอมรับว่าสามารถส่งออกไปจำหน่ายได้ อย่างไรก็ตาม ล่าสุด บริษัทได้เริ่มส่งออกไปจำหน่ายในตลาดอาเซียน ปรากฏว่า ได้ผลการตอบรับค่อนข้างดี เพราะมีราคาถูกกว่าการนำเข้าจากสหรัฐฯ

เขาพูดถึงมุมมองของภาคเอกชน ที่กล้าเข้ามาลงทุนในธุรกิจที่ใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ได้ยอมรับว่า สิทธิประโยชน์ที่บีโอไอที่ให้กับผู้ลงทุนยังไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้นักลงทุนคนไทยรายอื่นๆ กล้าเข้ามาลงทุนมากนัก เพราะเมื่อเปรียบเทียบกับมาเลเซีย ที่ให้บีโอไอแก่นักลงทุนในกิจการที่ใช้นวัตกรรมระดับสูง ได้ยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลนิติบุคคลให้ถึง 40 ปี ขณะที่บีโอไอให้เพียง 8 ปีเท่านั้น จึงเสนอ ให้บีโอไอพิจารณาเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ให้มากกว่านี้ในระยะยาว

“ในอนาคต กิจการที่ใช้นวัตกรรมระดับสูง จะมีการตื่นตัว และมีนักลงทุนรายใหม่ๆทยอยลงทุน เพราะประเทศไทยต้องปรับตัวจากประเทศที่เป็นผู้รับจ้างผลิตสินค้าที่ใช้แรงงานเข้มข้น ไปสู่การผลิตสินค้าที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตัวสินค้า”

เขากล่าวทิ้งท้ายว่า สินค้าที่ผลิตจากนวัตกรรมใหม่ เปรียบเหมือนคลื่นในทะเลที่จะเกิดขึ้นเพื่อไล่คลื่นลูกเก่าๆให้หมดไปจากประเทศไทย เพราะสินค้าในอนาคตต้องมีนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาเป็นองค์ประกอบ เพื่อสร้างแบรนด์หรือยี่ห้อในการส่งออกเป็นของตัวเอง

คนไทยถึงเวลาเลิกเป็นประเทศรับจ้างการผลิต สินค้าไทยต้องมีคุณภาพมาตรฐานการผลิต ดีไซน์ที่ สวยงาม ไม่ใช่สินค้าราคาถูกใช้งานไม่นานก็พัง เพราะจีนก็เริ่มหันมาใช้นโยบายผลิตสินค้านวัตกรรมใหม่ๆ หากประเทศไทยไม่ปรับตัว จะถูกคลื่นลูกใหม่ซัดหายไปจากตลาดการค้าโลก

นวัตกรรมผ้าเบรกไร้ใยหิน

การทุ่มเทกับงานวิจัยและพัฒนาเพื่อเสาะหาสินค้านวัตกรรมใหม่ นอกเสียจากการใช้ความอดทนแล้วจะต้องใช้เงินด้วย แต่สิ่งที่ค้นพบนั้นจะมีผลตอบแทนทางธุรกิจกลับมาหลายเท่าตัว

“เกษม อิสระพิทักษ์กุล” กรรมการผู้จัดการ บริษัท คอมแพค อินเตอร์เนชั่นแนล (1994) จำกัด ผู้นำการผลิตผ้าเบรกไร้ใยหินเจ้าแรก จนสามารถตั้งเป้ายอดขายปีละ 900 ล้านบาทได้

เขาเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการผลิตผ้าเบรกว่า ยุคเริ่มต้นของการผลิตผ้าเบรกมักนิยมใช้ “ใยหิน” ซึ่งเป็นแร่ธรรมชาติที่ทนความร้อนสูง แต่เมื่อผ่านมาระยะหนึ่ง มีงานศึกษาวิจัยในหลายประเทศว่า แร่ใยหิน อาจส่งผลกระทบต่อระบบหายใจ เช่น ก่อให้เกิดโรคมะเร็งปอด โรคภูมิแพ้

ขณะเดียวกัน การผลิตรถยนต์เริ่มมีการพัฒนาใหม่ๆ ทั้งในส่วน ของเครื่องยนต์ ระบบเบรก เขาจึงริเริ่มงานวิจัยของบริษัท โดยทุ่มงบถึง 100 ล้านบาท เพื่อหานวัตกรรมในการผลิตผ้าเบรกที่ไร้ใยหิน โดยทางโครงการสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีของอุตสาหกรรมไทย (iTAP) สวทช.ได้ส่งผู้เชี่ยวชาญไปเป็นที่ปรึกษาให้กับทางบริษัท วิจัยพัฒนาเทคโนโลยีผ้าเบรกที่ไม่มีใยหิน จนมาถึงจุดนี้ที่เขาบอกว่าคุ้มมาก

เพราะจุดเด่นคือ มีประสิทธิภาพการเบรกสม่ำเสมอในทุกช่วงอุณหภูมิ จานเบรกไม่สึกหรอ ไม่เกิดฝุ่นติดล้อและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยได้จัดตั้งศูนย์วิจัยพัฒนาและทดสอบประสิทธิภาพผ้าเบรกแห่งแรกของประเทศไทย เขาเล่าว่า ในยุคแรกๆมีการพัฒนาใช้เส้นใยโลหะบ้าง ไฟเบอร์บ้าง จากนั้นพัฒนาต่อเป็นออแกนิก ไฟเบอร์ จนบริษัทได้เป็น ผู้นำเทคโนโลยีด้านนี้ของประเทศไทยและเป็นรายแรกของเอเชียด้วย

“ผมมองว่าผู้ประกอบการในไทยส่วนใหญ่ไม่ลงทุนด้านงานวิจัยและพัฒนา จึงไม่มีทางรู้ว่าจะทำสินค้าออกมาแบบไหนแล้วจะใช้งานได้หรือเปล่า ขณะที่ผมมองว่าเราต้องหาทีมมาช่วยคิดค้นและวิจัย เพราะความรู้ใหม่ๆเหล่านี้ไม่มีสอนในมหาวิทยาลัย ผมจึงวิ่งเข้าหน่วยงานของรัฐบาลมาช่วยและให้ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติมาช่วยอีกที ทั้งนักวิจัยจากญี่ปุ่น นักวิศวกรรมเคมีจากเยอรมนี จนสามารถสร้างทีมวิจัยขึ้นมาได้”

ระยะเวลาของการเริ่มวิจัยมาถึงตอนนี้ เขาใช้เวลาร่วม 10 ปี สินค้าผ้าเบรกไร้ใยหินเริ่มออกจำหน่ายมาได้ 3 ปี มีลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ ธุรกิจเติบโตขึ้นทุกๆปี ขณะที่ตอนนี้เพิ่งวิจัยสำเร็จโดยผลิตผ้าเบรกที่ไม่มีทองแดงเป็นส่วนประกอบได้สำเร็จ เนื่องจากมีงานวิจัยในสหรัฐฯระบุว่า เวลาผ้าเบรกเกิดการเสียดสีจะทำให้ทองแดงฟุ้งกระจายจนกระทบต่อสัตว์น้ำในทะเลหลงทิศทาง

ฉะนั้น ในปี 2559 จะเป็นปีทองอีกครั้งของบริษัทนี้ที่จะบุกตลาดสหรัฐฯ ในฐานะผู้ผลิตผ้าเบรกที่ไม่มีทองแดง

เหล่านี้เป็นตัวอย่างของผู้ประกอบธุรกิจของไทยที่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและพัฒนา ฉะนั้น ใครที่ทำธุรกิจกันอยู่ และพบทางแคบทางตัน ลองหันมาให้ความสำคัญในการหานวัตกรรมใหม่ในการผลิตสินค้ากันบ้าง

โอกาสที่จะประสบความสำเร็จจะเกิดขึ้น ทั้งยังช่วยปรับภาพลักษณ์สินค้าไทยได้ด้วย.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ชำแหละหวยรัฐ ผลประโยชน์ครอบงำที่ยากจะสลัด

Published มกราคม 1, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/555752

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 30 ธ.ค. 2558 05:01

 

ทั้งประเทศถูกเอารัด เอาเปรียบ จากการขายสลากเกินราคาของเหล่าพ่อค้าสลากกินแบ่งรัฐบาล โดยไม่มีใครรับรู้เลยว่าปริมาณสลากที่สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลได้พิมพ์ออกมาจำหน่ายในทุกวันนี้ ตกอยู่ในมือใครบ้าง และใคร คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังกระบวนการปั่นราคาสลากให้แพงขึ้นไปถึงคู่ละ 100–110 บาท หรือมากกว่าจากราคาขายเพียงคู่ละ 80 บาทเท่านั้น

ขณะที่ผลกำไรส่วนต่างจากการขายสลากที่สูงถึงคู่ละ 20-30 บาท ทำให้เกิดคำถามว่า เม็ดเงินจำนวนนี้ ใครได้ไป โดยที่คนไทยต้องยอมควักกระเป๋าจ่ายเพื่อแลกกับความหวังลมๆแล้งๆ

แม้จะมีความพยายามในการแก้ไขเรื่องดังกล่าวจากรัฐบาลหลายชุดที่ผ่านมา

อย่างมาตรการดีๆที่เห็นประจักษ์แก่สายตาประชาชน จนสามารถสยบสลากราคาแพงได้ชนิดราบคาบและยังสามารถปราบเจ้ามือหวยใต้ดินให้อยู่หมัดได้ ก็คือ การเอาหวยใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินเป็น “สลากเลขท้าย 3 และ 2 ตัว”

มาตรการนี้ทำให้ราคาสลากกินแบ่งรัฐบาลลดลงเหลือคู่ละ 80 บาท จนถึง 3 ใบร้อยบาทในที่สุด!

แต่แล้วมาตรการนี้ก็ต้องยกเลิกเพราะถูกการเมืองแทรกแซง และกล่าวหาว่ามีการทุจริต ถึงแม้ที่สุดจะมีการตรวจสอบแล้วไม่พบการทุจริตใดๆ ตรงกันข้ามกลับทำเงินเข้ารัฐมากกว่า 30,000 ล้านบาท แต่ผู้มีอำนาจเหนือกว่าในช่วงเวลานั้น ยังคงเลือกที่จะยุติวิธีการนี้โดยอ้างว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เพราะสลากเลขท้าย 3 ตัว และ 2 ตัว เป็นสลากกินรวบ ไม่ใช่สลากกินแบ่งตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากเจ้ามือหวยใต้ดินจะโห่ร้องด้วยความดีใจแล้ว สลากราคาแพงจึงคืนชีพกลับมาอีกครั้ง

และทันทีที่ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” นายกรัฐมนตรี เข้าบริหารประเทศ ก็ได้ออกคำสั่ง ม.44 ฉบับที่ 1 คืนความสุขให้คนไทยด้วยการแต่งตั้ง “พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์” หรือ “เสธ.แดง” เป็นประธานกรรมการ (บอร์ด) สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล เข้าไปแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาให้ลุล่วงโดยเร็ว

แต่ทว่านานกว่า 7 เดือนแล้ว การแก้ไขปัญหาสลากแพงก็ยังทำได้เพียงแค่ทุเลาลงในบางพื้นที่เท่านั้น

โดยเหตุเพราะมีผลประโยชน์มหาศาลจากกลุ่มผู้มีอิทธิพลขวางกั้นอยู่นั่นเอง

และนี่เป็นอีกครั้งที่ ทีมเศรษฐกิจ ต้องกลับมาฉายหนังซ้ำๆของความพยายามแก้ปัญหาที่ไม่เคยตรงจุด!!

กลไกตลาดที่ผิดพลาด

นับตั้งแต่เข้ามารับตำแหน่งประธานคณะกรรมการ (ประธานบอร์ด) พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ที่ได้วางแนวทางการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคา เอาไว้ทั้งหมด 3 แนวทาง หรือ “โรดแม็ป” เพื่อใช้เป็นแผนที่นำทางในการเดินไปสู่เส้นชัยนั้น “เสธ.แดง” ได้แบ่งทำงานออกเป็น 3 ระยะคือ 1.ระยะเริ่มแรกจะเน้นการแก้ปัญหาสลากเกินราคาด้วยการเผชิญหน้า เพื่อปรับลดราคาสลากจากคู่ละ 110 บาท ลงเหลือคู่ละ 80 บาท ระยะที่ 2 คือ การควบคุมราคาสลากไม่ให้เกินคู่ละ 80 บาท อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ และ 3.ระยะสุดท้าย จะเน้นไปในเรื่องของการแก้ไขกฎหมายสำนักงานสลากฯให้มีความชัดเจนและวางแผนป้องกันไม่ให้สลากเกินราคาหวนกลับอีก ไม่ว่าจะมี คสช.หรือไม่ โดยได้กำหนดระยะเวลาในการดำเนินงาน ตามโรดแม็ปเอาไว้ทั้งหมดไม่เกิน 1 ปี นับตั้งแต่เข้ามานั่งเป็นประธานบอร์ดในเดือน พ.ค.ที่ผ่านมา

สำหรับขั้นตอนแรกของการแก้ไขปัญหาสลากเกินราคานั้น ได้วางเป้าหมายเอาไว้ว่า ต้องเริ่มด้วยการ “สร้างกลไกตลาด” ขึ้นมาใหม่ ด้วยการปรับความสมดุลของราคาสลาก เพื่อให้ผู้ค้าสลากตัวจริงนับแสนรายให้มีรายได้อย่างเหมาะสม โดยอาศัยมาตรา 44 ประกาศเพิ่มเงินส่วนลด หรือกำไร จากจำหน่ายสลากที่กำหนดราคาขายไม่เกินคู่ละ 80 บาท ให้มีกำไรเพิ่มมากขึ้นไปอีก

จากเดิมที่ผู้ค้าสลากทั่วไปจะได้รับส่วนลด 7% หรือมีกำไรเพียง 5.60 บาท ก็จะได้รับส่วนลดเพิ่มขึ้นเป็น 12% หรือมีกำไรเพิ่มขึ้นเป็นคู่ละ 9.60 บาท โดยมีต้นทุนคู่ละ 70.40 บาท จากราคาขาย 80 บาท

ขณะที่องค์กรการกุศล ในฐานะผู้ค้าสลากของสำนักงานสลากฯ ก็จะได้รับอานิสงส์จากประกาศฉบับนี้ด้วยเช่นกัน เพราะจากเดิมจะได้รับส่วนลด 12% ก็ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 14% หรือ 11.20 บาท โดยภาระมีต้นทุนอยู่ที่คู่ละ 68.80 บาท เพื่อให้องค์กรการกุศลเหล่านี้นำส่วนลดที่ได้รับมากถึง 14% แบ่งออกเป็นค่าบริหารและจัดการภายในองค์กร 2% และอีก 12% มอบให้แก่สมาชิก เพื่อให้สมาชิกนำสลากไปขายในท้องตลาด

โดยประเมินว่า ส่วนลดที่ได้รับเพิ่มขึ้น 12% หรือมีกำไรจากการขายสลากคู่ละ 9.60 บาท จะทำให้ผู้ค้าสลากตัวจริงที่มีโควตาสลากจำนวน 5 เล่มคู่ หรือ 1,000 ฉบับ (1 เล่มคู่ มีสลาก 200 ฉบับ) หากขายสลากได้ทั้งหมด ผู้ค้าสลากจะมีรายได้จากการจำหน่ายสลากงวดละ 4,800 บาท รวม 2 งวด ภายใน 1 เดือน ผู้ค้าสลากก็จะมีรายได้ประมาณ 9,600 บาท ซึ่งน่าจะเพียงพอต่อการดำรงชีพแล้ว

แต่วิธีการดังกล่าว ก็ไม่ได้ช่วยทำให้ราคาสลากที่ขายในท้องตลาดถูกลงแม้แต่บาทเดียว

ในทางตรงกันข้าม ผู้ค้าสลากกลับมีกำไรเพิ่มขึ้นอีกเกือบเท่าตัว เพราะผลกำไรที่เพิ่มขึ้นนั้น ได้กลายเป็นการหยิบยื่นขุมทรัพย์ก้อนใหม่ที่ใหญ่กว่าใส่ถึงพานผู้ค้าสลากโดยตรง ยิ่งทำให้สลากที่มีจำนวนจำกัดอยู่แล้ว คือสิ่งที่ผู้ค้าต้องการมากที่สุด เนื่องจากกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นเกือบเท่าตัวนั่นเอง

ทำให้บอร์ดสลากต้องกลับมานั่งทบทวนอีกครั้งว่า “กลไกตลาด” ที่ตั้งเป้าหมายว่า จะทำให้เกิดความสมดุลระหว่างผู้ซื้อและผู้ค้าสลากเพื่อควบคุมราคาสลากไม่ให้เกิน 80 บาท คงเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

ดังนั้น บอร์ดสลากจึงออกมาตรการใหม่ จากเดิมที่ใช้ไม้นวมเพื่อประคับประคองสถานการณ์ไปวันๆ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเล่นบทโหด เพื่อหวังกำราบพ่อค้าที่ขายสลากเกินราคาให้อยู่หมัด โดยออกมาตรการ “จับจริง” กับผู้ที่ค้าสลากเกินราคา ซึ่งมีโทษสูงสุดปรับเป็นเงิน 10,000 บาท หรือจำคุก 1 เดือน หรือทั้งจำและปรับ พร้อมทั้งดำเนินการยึดโควตาคืนทั้งหมด หากทำผิดซ้ำเป็นครั้งที่ 2 แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ราคาสลากลดลงมาได้ตามที่ต้องการ

จัดสรรโควตาสลากไม่ลงตัว

ผลของการดำเนินนโยบายที่ผิดพลาดที่เกิดขึ้น นอกจากจะไม่ทำให้ราคาสลากลดลงมาแล้ว ส่วนลดหรือกำไรที่เพิ่มขึ้นให้แก่ผู้ค้าสลาก ยังเป็นอีกประเด็นที่กำลังก่อให้เกิดความปั่นป่วนขึ้นมาภายในสำนักงานสลากฯ เนื่องจากสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวหาว่า การเพิ่มส่วนลดให้แก่ผู้ค้าสลาก ทั้งองค์กรการกุศลและประชาชนทั่วไปรวมกันถึง 7% นั้น ทำให้รัฐเกิดความเสียหายไม่น้อยกว่าพันล้านบาทในแต่ละงวด ใครคือผู้รับผิดชอบ

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ส่วนลดหรือกำไร 5.60 บาท ที่เพิ่มขึ้นมาเป็น 9.60 บาท ยังได้สร้างโอกาสการลงทุนใหม่ๆให้เกิดขึ้น เพราะส่วนลดที่มากถึง 12% นั้น ดีกว่านำเงินไปฝากกินดอกเบี้ยในอัตราเพียง 0.05–0.75% กับสถาบันการเงิน จึงกลายเป็นโอกาสทองของนักลงทุนหน้าใหม่ที่ต้องแสวงผลกำไรดีๆ ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ เพียง 15 วัน ยิ่งทำให้เกิดความต้องการโควตาสลากเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

บอร์ดสลากจึงเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่อีกครั้ง เพื่อแก้ลำในความผิดพลาดในครั้งก่อนพร้อมกับมองปัญหาของการจำหน่ายสลากเกินราคาอย่างรอบด้านและลงลึกมากยิ่งขึ้น โดยได้นำตัวผู้ค้าสลากรายใหญ่จำนวน 3 ราย ที่ขายสลากเกินราคาส่งให้กรมสรรพากรตรวจสอบประวัติการเสียภาษีเพื่อดำเนินการยึดทรัพย์

นอกจากนี้ ยังได้ยึดโควตาสลากจากบริษัทนิติบุคคล องค์กรต่างๆ ที่ไม่ใช่องค์กรการกุศลทั้งหมด 2,495 ราย คิดเป็น 60,194 เล่มคู่ หรือประมาณ 12 ล้านฉบับคืนสำนักงานสลากฯ ซึ่งในจำนวนนี้ เกือบทั้งหมดเป็นการยึดคืนโควตามาจาก 5 เสือกองสลาก ซึ่งประกอบด้วย 1.บริษัท หยาดน้ำเพชร จำกัด 2.บริษัท บีบี เมอร์ชานท์ 3.บริษัท สลากมหาลาภ จำกัด 4.บริษัท ปลื้มวัธนา และ 5.บริษัท ไดมอนด์ ล็อตโต้ จำกัด

โดยนำโควตาสลากที่ยึดคืนมาได้ทั้งหมดไปจัดสรรให้แก่ผู้ค้าสลากรายย่อยที่ยังไม่ได้มีโควตาอยู่ในมือ ได้อีกคนละ 5 เล่มคู่ หรือ 1,000 ฉบับ

แต่จำนวนสลากที่ยึดคืนกลับมาได้นั้น ปริมาณก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของพ่อค้า และประชาชนที่มีอยู่นับแสนราย

เนื่องจากยอดการพิมพ์สลากขณะนั้น มีปริมาณเพียง 74 ล้านฉบับ หรือ 37 ล้านเล่มคู่ ทำให้บอร์ดสลากฯ ต้องตัดสินใจพิมพ์สลากเพิ่มเป็น 100 ล้านฉบับ หรือ 50 ล้านเล่มคู่

โดยในครั้งนี้ บอร์ดสลากฯ ได้วางกลยุทธ์ใหม่ พร้อมกับรื้อโควตาสลากทั้งหมด จากเดิมที่โควตาสลากจำนวนนับล้านๆฉบับ กระจุก ตัวอยู่กับคนเพียงหยิบมือเดียวกับ 5 เสือ กองสลาก และบริษัทนิติบุคคล โดยได้นำโควตาทั้งหมดไปกระจายให้แก่ประชาชนทั่วไปมากขึ้น เพื่อให้ผู้ค้าสลากที่มีโควตาและไม่มีโควตา ได้มีโอกาสรับสลากไปจำหน่ายมากขึ้น และยังเป็นการลดกระแสกดดันจากผู้ค้าสลากจำนวนมากที่พลาดโอกาสจากการเป็นเจ้าของโควตาในครั้งก่อนๆ ให้สามารถเข้ามามีสิทธิ์ลุ้นในการเป็นเจ้าของโควตาสลากรอบใหม่ได้

โดยเปิดโอกาสให้ประชาชน และผู้ค้าสลากทุกคนที่ต้องการมีโควตาให้มาลงทะเบียนกับสำนักงานสลากฯ พร้อมทั้งเพิ่มช่องทางในการซื้อสลาก ผ่านธนาคารกรุงไทยได้ 3 วิธีคือ 1.สำนักงานสาขาทั่วประเทศมากกว่า 1,000 แห่ง 2.เครื่องเอทีเอ็มมากกว่า 3,000 ตู้ทั่วประเทศ และ 3.ผ่านระบบอินเตอร์เน็ตแบงก์

ส่งผลให้ผู้ค้าสลากรายเดิม และประชาชน ที่สนใจแห่ลงทะเบียนเป็นผู้ค้าสลากในวันแรกทะลุ 60,000 คน และชั่วระยะเวลาเพียง 2 เดือน จำนวนคนที่ลงทะเบียนกับสำนักงานสลากฯก็พุ่งทะลุ 140,000 คน

เพราะความหอมหวนของรายได้จากการขายสลากนั้น ประเมินคร่าวๆว่าปี 2559 ที่สำนักงานสลากฯจะต้องพิมพ์สลากเพิ่มขึ้นรวม 100 ล้านฉบับ หรือ 50 ล้านเล่มคู่นั้น จะทำให้สำนักงานสลากฯมีรายได้สูง

ถึงปีละ 96,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้ 60% จะถูกกันไว้จัดสรรเป็นเงินรางวัล 20% นำรายได้ส่งคลัง และอีก 20% เป็นส่วนลด และกำไรให้แก่ผู้ค้าสลาก 12% ที่เหลือให้องค์กรการกุศล และค่าบริหารจัดการภายใน

คืนชีพหวยเลขท้าย 3 ตัว 2 ตัว

จากการดำเนินนโยบายของสำนักงานสลากฯที่ผิดพลาดในช่วงที่ผ่านมา ทำให้วิธีการแก้ไขของสำนักงานสลากฯ ไม่มีแบบแผนที่ชัดเจน และจำยอมต้องแก้ไขทีละจุด เพื่อปรับปรุงมาตรการที่ออกมาให้สอดคล้องกับสภาพตลาดที่เกิดขึ้นตามกระแสการเรียกร้องของผู้ซื้อและผู้ค้าสลากจนกลายเป็นมาตรการปะผุ เพื่อโชว์ผลงานว่าสิ่งที่บอร์ดสำนักงานสลากฯได้ลงมือทำไปแล้วนั้น คือ สิ่งที่ถูกต้อง และยังทำให้ราคาปรับลดลงเหลือ 80 บาท

แต่กว่าผลลัพธ์จะสะท้อนผลงานที่สำเร็จ สำนักงานสลากฯ ต้องเพิ่มส่วนลดกำไร ยอมขาดทุนนับพันล้านบาท และยังต้องเพิ่มยอดพิมพ์สลากขึ้นไป 100 ฉบับต่องวด จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่า “มอมเมาประชาชน” แต่ทั้งหมดนี้ ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการของผู้ซื้อและผู้ค้าสลากมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ทำให้เกิดเสียงตำหนิดังก้องอยู่ทุกงวดที่มีการเปิดให้มีการจองซื้อ และซื้อตรง เนื่องจากมีประชาชนเพียงแค่ 40,000 คนที่สามารถซื้อสลากกับธนาคารกรุงไทยสำเร็จ จากจำนวนคนที่ลงทะเบียนทั้งหมด 140,000 คน ส่วนที่เหลืออีก 100,000 คนที่ยังไม่ได้รับโควตา นั่นก็คือ เสียงที่สะท้อนที่ชี้ให้เห็นถึงผลดำเนินงานของบอร์ดสลากได้เป็นอย่างดี

แม้ว่า “เสธ.แดง” จะกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “ผมทำดีที่สุดแล้ว และที่ผ่านมาไม่มีใครทำดีกว่าผม” ก็ตาม แต่ข้อเท็จจริง เราๆ ท่านๆ ย่อมรู้อยู่ชัดแจ้งว่า หากการแก้ปัญหานี้ไม่ได้มาจาก ม.44 ของ คสช.คงไม่สามารถสอบผ่านได้ เพราะสลากที่ถูกลงในวันนี้ พร้อมที่พุ่งทะลุ 80 บาททันที หากไม่มี คสช.กุมอำนาจอยู่

เนื่องจากกลไกตลาดที่บอร์ดสร้างขึ้นมานั้น ไม่ได้ทำให้ราคาสลากลดลงอย่างถาวร เพราะกำไรที่เพิ่มขึ้นถึง 12% ทำให้คนจำนวนมากได้

มองเห็นโอกาสทอง เจาะขุมทรัพย์แห่งใหม่ที่จะกอบโกยเงินทองได้อย่างมหาศาล จากผู้ซื้อสลากที่ทุกวันนี้ถูกมองว่า “เป็นที่พึ่งของคนจน” ยิ่งทำให้กลไกตลาดระหว่างผู้ซื้อกับผู้ขายห่างไกลมากขึ้น

ที่สำคัญ หากรัฐบาล หรือบอร์ดสลากฯจะยอมรับความเป็นจริงว่า ต้นตอการแก้ปัญหาอยู่ที่ไหน เหมือนเกาให้ถูกที่คัน ปัญหาการขายสลากเกินราคาก็ย่อมจะมีทางแก้ไข

อย่างสุภาษิตของมหาบุรุษยิ่งใหญ่จีน “เติ้ง เสี่ยวผิง” ว่าไว้ว่า แมวสีไหน ก็จับหนูได้นั่นแหละ

วิธีการใดที่เอาหวยใต้ดินขึ้นมาบนดินได้ วิธีการนั้น ย่อมจะแก้ปัญหาที่เป็นอยู่ได้แน่นอน!!

ทีมเศรษฐกิจ

 

เปิดอรุณรุ่งศักราชใหม่ ปักหมุดประเทศไทยบนปฏิทินปีใหม่โลก

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/555306

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 29 ธ.ค. 2558 05:01

 

อีกเพียง 2 วันก็จะถึงช่วงเวลาของการนับถอยหลังส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ 2559 ทั้งยังเป็นปีแรกที่การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) วางแผนปักหมุดประเทศไทยลงบนปฏิทินปีใหม่โลก

ผ่านการถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ระดับโลก การเคาต์ดาวน์ ณ พระปรางค์วัดอรุณราชวราราม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางการท่องเที่ยวของไทย เพื่อประกาศให้ผู้คนทั่วทั้งโลกได้รู้จักและเห็นความสวยงามที่ติดตราตรึงใจของประเทศไทย

การเปิดภาพการจดจำภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในครั้งนี้ ตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก โดยในปี 2559 ททท.พยายามปรับภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายพักผ่อนเชิงคุณภาพ หรือ Quality Leisure Destination โดยตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยว รวม 2.3 ล้านล้านบาท

หลังจากในปี 2558 ประสบความสำเร็จในแง่รายได้จากการท่องเที่ยวสูงเกินเป้าที่ตั้งไว้ 2.2 ล้านล้านบาทไป 10,000 ล้านบาท ด้วยรายได้รวม 2.21 ล้านล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยยังมีโจทย์ที่เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว เช่น กรณีระเบิดที่ศาลท้าวมหาพรหม บริเวณแยกราชประสงค์ กรณีที่นักท่องเที่ยวชาวอังกฤษถูกฆาตกรรมที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียที่เพิ่งประสบอุบัติเหตุรถบัสคว่ำที่ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ มีผู้เสียชีวิต 14 ราย เป็นชาวมาเลเซีย 13 คนและอีก 1 คนเป็นไกด์สาวชาวไทย

อีกทั้งการท่องเที่ยวของไทยที่มีรายได้สูงเกินเป้าก็มาจากการเดินทางท่องเที่ยวของชาวจีนในสัดส่วนสูงลิ่ว และถ้าวันใดวันหนึ่งนักท่องเที่ยวชาวจีนเกิดหายไป ประเทศไทยจะทำอย่างไร

นอกจากนั้น ยังมีโจทย์ใหญ่ที่ว่า หากในอีก 2 ปี นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทย อาจถึง 50 ล้านคน แล้วจะดูแลกันอย่างไร โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยเพียงพอรองรับไหม

ขณะเดียวกัน การเดินทางท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวไทยมักก็กระจุกตัวในวันหยุดนักขัตฤกษ์ที่ควบวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ต้องรอวันหยุดตามเทศกาลถึงจะเดินทางท่องเที่ยวกัน จนมีปัญหาโรงแรมที่พักไม่เพียงพอ ร้านอาหารแน่นขนัด ต้องแย่งกันกิน แย่งกันเที่ยว อีกทั้งมีปัญหาจราจรตามแหล่งท่องเที่ยวเกิดขึ้นอีก

ส่วนในวันธรรมดาคนไทยกลับไม่นิยมเที่ยวกัน จนโรงแรมที่พัก ร้านอาหาร ปราศจากลูกค้า

ทั้งหมดนี้ ททท.ในฐานะหน่วยงานที่ทำด้านการประชาสัมพันธ์และการตลาดการท่องเที่ยวของประเทศ คงช่วยไขข้อข้องใจได้ดีกว่าใคร “ทีมเศรษฐกิจ” ได้สัมภาษณ์ นายยุทธศักดิ์ สุภสร ผู้ว่าการการท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อล้วงลึกถึงการจัดทำแผนการตลาดในปี 2559 จะนำไปสู่จุดสมดุลได้อย่างไร

นักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.5 ล้านคน

ผู้ว่าการ ททท.เริ่มต้นกล่าวถึงเป้าหมายรายได้จากนักท่องเที่ยวในปี 2559 ที่ตั้งไว้ 2.3 ล้านล้านบาทว่า มาจากรายได้คนไทยเที่ยวในประเทศ 807,000 ล้านบาท และรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ 1.493 ล้านล้านบาท ขยายตัว 8% จากปีก่อนหน้า

แม้ในปี 2559 ไม่ได้ตั้งเป้าหมายในแง่ของจำนวนคนแต่ตามที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้แถลงตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของไตรมาส 3 ของปี 2558 ก็บอกว่าปีนี้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2558 น่าจะใกล้ 30 ล้านคน

ฉะนั้นในปี 2559 ตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทยน่าจะเห็น 32.5 ล้านคน ที่มามากๆจากประเทศจีน ปี 2558 เกือบ 8 ล้านคน ส่วนปีหน้าคุยกับภาคเอกชนพูดถึงจำนวน 10 ล้านคน ทำให้เห็นว่า เราต้องพึ่งพาตลาดจีนค่อนข้างสูงเหมือนกัน ไม่เคยรู้สึกดีใจ และคิดเสมอว่าถ้านักท่องเที่ยวจีนหายไปจะทำอย่างไร

สิ่งที่ต้องมองคือ ทำอย่างไรให้คนจีนที่มามีการใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น จึงได้วางเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนของคนจีนที่มีรายได้สูง 60,000 เหรียญสหรัฐฯต่อปี ที่ปัจจุบันมีสัดส่วน 8% ให้เพิ่มเป็น 10% ของจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่มาไทย ซึ่งการเจาะกลุ่มนี้จะมีความแน่นอนมากกว่า

สิ่งสำคัญที่สุดกรณีตลาดต่างประเทศคือ ในแง่ของการประชาสัมพันธ์ ต้องพยายามปรับภาพลักษณ์ให้ประเทศไทยเป็นจุดหมายพักผ่อนเชิงคุณภาพ หรือ Quality Leisure Destination ให้เป็นการทำงานที่ต่อเนื่อง

ส่วนด้านการตลาดจะมอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.ในต่างประเทศ ควรจะมี Product Champion หรือสุดยอดสินค้าบริการและท่องเที่ยวของประเทศไทย สำหรับนำเสนอนักท่องเที่ยวในแต่ละประเทศ เช่น การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Medical Tourism) สปา กอล์ฟ อาหาร ความสวยงาม เพื่อเจาะตลาดนักท่องเที่ยวให้ตรงกลุ่ม

“เพราะตอนนี้ไม่ใช่ยุคที่จะกินยาพาราเซตามอลแล้วรักษาทุกอย่างได้ สมมติ ตลาดยุโรป อิตาลีจะเอาอะไร ฝรั่งเศสจะเอาอะไร ก็ทำตลาดพวกนี้ไปเลย เพราะคนที่มาเที่ยวเป็นครั้งแรกยังไงก็มาอยู่แล้ว เนื่องจากประเทศไทยมีความน่าสนใจในการเดินทางท่องเที่ยว และความที่มีทรัพยากรทางธรรมชาติ หรือทรัพยากรทางการท่องเที่ยวค่อนข้างหลากหลาย ทำให้ระยะเวลาการพำนักเฉลี่ยของยุโรป 16 วันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้เขามีการใช้จ่ายมากกว่าเดิม ซึ่งหากเจาะกลุ่มเหล่านี้ได้จะช่วยเพิ่มค่าใช้จ่ายในประเทศไทยได้อีกเป็นเท่าตัว”

ขณะเดียวกัน ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.ในต่างประเทศจะต้องออกไปคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เช่น เอเย่นต์ทัวร์ ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ว่าจะต้องปรับการทำการตลาดอย่างไร ไม่ใช่จะทำแต่ “แฟมทริป” คือ การนำตัวแทนบริษัทนำเที่ยวมาสำรวจแหล่งท่องเที่ยวในไทย หรือทำ “มีเดีย ทริป” คือการนำสื่อมวลชนในต่างประเทศมาดูแหล่งท่องเที่ยวในไทยเท่านั้น เพราะไม่มีเจ้าหน้าที่การตลาดคนไหนที่นั่งอยู่แต่ในออฟฟิศ

“ผมวางเป้าหมายการทำงานไว้ว่า ต่อจากนี้ไป สำนักงาน ททท.ในแต่ละประเทศจะต้องสร้างโปรดักส์แชมเปี้ยนของประเทศไทยขึ้นมา และเป้าหมายรายได้จากนักท่องเที่ยวของประเทศนั้นๆจะต้องครอบคลุมโปรดักส์ แชมเปี้ยน 60-70% ของรายได้”

ทั้งนี้ ตามปกติ ผู้อำนวยการสำนักงาน ททท.ในต่างประเทศจะมีวาระการทำงาน 4 ปี แต่ต่อไปจะมีการประเมินผลการทำงานทุกๆ 2 ปี ถ้าทำได้ดีก็ให้อยู่ต่อ แต่หากทำได้ไม่ดีก็เรียกกลับประเทศไทย

กระตุ้นคนไทยเที่ยววันธรรมดา

สำหรับตลาดในประเทศ จะต้องกระตุ้นคนไทยเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้นในลักษณะที่ช่วยลดความไม่สมดุลของเวลาและพื้นที่ ในเรื่องของเวลาคือ คนไทยมักจะเที่ยวในช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่องกัน วันธรรมดาแทบไม่เที่ยวกันเลย ขณะเดียวกัน การเดินทางท่องเที่ยวมักกระจุกในเมืองหลัก ในปีที่ผ่านมา ททท.จึงได้ส่งเสริมโครงการ “12 เมืองต้องห้าม…พลาด” ไปยังเมืองรอง เพื่อทำให้คนไปเที่ยวเมืองรองมากขึ้น

ดังนั้นในปี 2559 จึงจะส่งเสริมให้คนไทยเที่ยววันธรรมดา และเดินทางท่องเที่ยวในทุกเมือง จึงได้มีการต่อยอดโดยจัดโครงการ “12 เมืองต้องห้ามพลาด พลัส” ที่นำเสนออีก 12 จังหวัดใหม่ใกล้เคียงกับ 12 เมืองต้องห้ามพลาดในปีแรก และยังมีโครงการ “เขาเล่าว่า…” นำเสนอ 24 เรื่องราวความเชื่อความศรัทธาที่ผูกโยงเข้ากับแหล่งท่องเที่ยว 24 แห่ง เป็นตำนานน่าสนใจ

ขณะที่มีกิจกรรมไฮไลต์ ระหว่างวันที่ 13–17 ม.ค.2559 การจัดงาน “เทศกาลเที่ยวเมืองไทย” โดยจะยกเมืองไทยมาไว้ที่สวนลุมพินี ภายในงานจะจัดแสดงหมู่บ้านประจำภาคและเอกลักษณ์พื้นบ้านของ 5 ภูมิภาค เป็นการจัดงานต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 หลังได้รับความนิยมอย่างสูงในต้นปี 2558

“ผมอยากให้ทุกคนได้มาเที่ยวชม

งานนี้ เพราะงานนี้งานเดียวจะมีอาหารประจำถิ่นมาขาย และยังมีแหล่งท่องเที่ยวมาให้เลือกวางแผนไปเที่ยวได้ตลอดทั้งปีด้วย”

ผู้ว่าการ ททท.กล่าวว่า การส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศ สอดคล้องกับนโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ให้ส่งเสริมการเดินทางท่องเที่ยวในท้องถิ่นมากขึ้น

ททท.จึงได้จัดการทำงานของสำนักงาน ททท.ที่มีอยู่ 35 แห่งทั่วประเทศใหม่ โดยจะแบ่งออกเป็น 11 กลุ่มจังหวัดตามพื้นที่ท่องเที่ยว และเพิ่มสำนักงานในต่างจังหวัดเป็น 41 สำนักงาน พร้อมทั้งจัดแบ่งจังหวัดที่ดูแลให้สอดคล้องกับ 18 กลุ่มจังหวัดของกระทรวงมหาดไทย เพื่อให้บูรณาการทำงานร่วมกันในเรื่องของงบประมาณได้ ขณะเดียวกันจะเชื่อมต่อกับ 8 เขตพัฒนาท่องเที่ยว ของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาด้วย

ปีแห่งการวางโครงสร้างพื้นฐาน

ผู้ว่าการ ททท.ยังได้ตอบคำถามของ “ทีมเศรษฐกิจ” ที่ว่า หากอีก 2 ปีข้างหน้า นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาไทยทะลุถึง 50 ล้านคน จะดูแลอย่างไรว่า หากในปี 2559 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติมีถึง 32.5 ล้านคน ก็นับเป็นปีที่ต้องมาดูแลสนใจเรื่องการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว

เพราะจากการประเมินขององค์การการท่องเที่ยวโลก (UNWTO) ได้ประเมินขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยว่ายังมีความอ่อนด้อยในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน คิดแค่สนามบิน ถ้านักท่องเที่ยวมา 50 ล้านคนก็รองรับไม่ได้แล้ว จึงถึงเวลาที่ต้องจัดระเบียบทุกอย่างใหม่หมด ทั้งในด้านฮาร์ดแวร์ คือ โครงสร้างพื้นฐาน

จนถึงซอฟต์แวร์ คือ การบริหารจัดการนักท่องเที่ยวจะทำอย่างไร เช่น วัดพระแก้วที่นักท่องเที่ยวต่างชาติไปจำนวนมาก จะบริหารจัดการแบบการเข้าดูพระราชวังแวร์ซายได้หรือไม่ ที่ต้องมีการจองคิว จำกัดจำนวนคน หรือการผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ก็ต้องวางแผนใหม่ ตลอดจนถึงการดูแลนักท่องเที่ยวในทุกมิติจะทำอย่างไร ซึ่งการทำทุกอย่างให้ครบถ้วน คงไม่ใช่ ททท.หน่วยงานเดียว จะต้องบูรณาการกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยเฉพาะเรื่องการดูแลความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว ซึ่งเป็นจุดอ่อนของประเทศไทย และเป็นคะแนนที่เราได้ต่ำสุด ซึ่งในส่วนนี้รัฐบาลคงต้องมีมาตรการรองรับ เพื่อรับประกันความปลอดภัยขั้นพื้นฐาน

ต้องให้นักท่องเที่ยวมาแล้วรู้สึกประทับใจ ไม่ให้เขารู้สึกว่ามาแล้วต้องระวังว่าจะเกิดระเบิดตรงไหน ซึ่งในส่วนนี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงต้องบูรณาการทำงานร่วมกันให้นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจ ว่าเรามีการรับประกันอะไรที่เป็นรูปธรรม

อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการ ททท.กล่าวทิ้งท้ายว่า เมื่อเทียบจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้ามาประเทศไทย กับจำนวนของความไม่ปลอดภัยที่เกิดขึ้น นับว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยมาก แต่ทราบดีว่าเรื่องเช่นนี้ไม่เกิดเลยจะดีที่สุด

ยิ่งในตอนนี้ที่เราตั้งใจปักหมุดประเทศไทยลงบนปฏิทินโลก นักท่องเที่ยวที่มาไทยแล้วต้องกลับไปด้วยความรู้สึกประทับใจ…มากที่สุด.

ทีมเศรษฐกิจ

 

10 ข่าวเศรษฐกิจเจ็บๆ…ประจำปี 2558

Published ธันวาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/554914

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 28 ธ.ค. 2558 05:01

 

สถานการณ์โดยรวมในปีพุทธศักราช 2558 ไม่ได้ดำเนินไปราบรื่นอย่างที่คาด หากแต่การเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วภายใต้นวัตกรรมที่ทำให้โลกกลม แบนลง โดยเฉพาะนวัตกรรมที่มาพร้อมเทคโนโลยีการสื่อสารได้แผ่ขยายอิทธิพลกระจายไปเป็นวงกว้าง ส่งผลให้ส่วนอื่นๆของโลกรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นได้ในเวลาอันรวดเร็วเกือบจะเท่าๆกันไม่ว่าจะอยู่มุมใดของโลก นั่นทำให้ทุกสิ่งสั่นสะเทือน และเกิดความผันผวนรุนแรงที่ควบคุมไม่ได้ตามมาแทบจะทุกด้าน

ตั้งแต่ตลาดเงินตลาดทุนโลก สกุลเงินสำคัญๆ ปัจจัยเสี่ยงจำนวนมากทั้งจากนโยบายการผลิตและจำหน่ายน้ำมันดิบ ความต้องการจริง และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป และการช่วงชิงที่ยืนในตลาดโลกที่มีนวัตกรรมใหม่ๆในเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เป็นตัวท้าทาย

สิ่งที่เกิดขึ้น ทำให้กูรูของกูรูแทบจะคาดการณ์อะไรไม่ได้ เซียนของเซียนก็สุ่มเสี่ยงที่จะถูกหักปากกา

ทีมเศรษฐกิจ คัดเรื่องที่ไม่คาดว่าจะเกิดขึ้นตลอดปีนี้ 10 เรื่องที่จะมีผลต่อเนื่องถึงปี 2559 มาสรุปรวบยอดให้อ่านเพื่อให้ท่านผู้อ่านเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นได้อย่างรู้เท่าทัน!

1.ทีวีดิจิตอลที่รอคอย

ความพยายามจะเปลี่ยนผ่านระบบการแพร่ภาพออก อากาศของสถานีโทรทัศน์จากคลื่นลูกเก่าอนาล็อก สู่คลื่นลูกใหม่ ดิจิตอลที่ให้ความคมชัดของภาพและเสียงสูงกว่า ของ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ประสบความสำเร็จเมื่อ กสทช.ตัดสินใจเปิดประมูลใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิตอล 24 ช่องเมื่อวันที่ 27 ธ.ค.2556 ได้วงเงินเข้ารัฐรวม 50,862 ล้านบาท

กำหนดให้จ่ายเงินงวดปีละครั้ง โดยมีอายุสัญญาทั้งสิ้น 15 ปี ส่วนทีวีดิจิตอลที่ประมูลได้นั้น มีทั้งช่องข่าว วาไรตี้ และบันเทิง ขณะที่ กสทช.ยังมี 12 ช่องสำหรับทีวีสาธารณะ และอีก 12 ช่องสำหรับทีวีชุมชนเก็บไว้ในมือด้วย

แต่การมาช้าของทีวีดิจิตอลในไทย กับความคลาดเคลื่อน และความใหม่ที่แต่ละฝ่ายทั้ง กสทช.และผู้ประกอบการไม่เคยทำมาก่อน มีผลให้แผนการต่างๆคลาดเคลื่อนจำต้องเลื่อนออกไป นับแต่การแพร่ภาพออกอากาศที่เลื่อนจากเดือน มี.ค. เป็นเดือน มิ.ย.2558 จนถึงการเลื่อนแจกคูปองให้ประชาชนนำไปซื้อกล่อง Set Top Box เพื่อเข้าถึงการรับชมทีวีดิจิตอล กระทั่งเวลาล่วงเลยผ่าน 6 เดือนแรกของปี และการกำหนดเลขช่องก็จดจำได้ยาก ฯลฯ

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผู้ชมทางบ้านไม่สามารถรับชมทีวีดิจิตอลของบรรดาผู้ประกอบการที่ซื้อใบอนุญาตทีวีดิจิตอลแต่ละช่องไปในสนนราคาที่แพงมากได้

นอกจากนี้ จำนวนช่องที่มีมากเกินไป ทำให้ธุรกิจทีวีดิจิตอลช่องใหม่สั่นคลอน และไม่สามารถแย่งส่วนแบ่งการตลาดโฆษณาจากผู้ประกอบการ รายเก่าได้อย่างที่เคยคิด เมื่อต้องจ่ายเงินงวดปีละพันล้าน ขณะที่ต้องลงทุนสร้างเนื้อหา (Content) ใหม่ๆเพื่อนำเสนอผู้ชมในช่องของตน ต้นทุนการดำเนินธุรกิจจึงสูงมหาศาล กระทั่งมีผู้เปรียบเปรยว่า การทำทีวีดิจิตอลก็เหมือนกับการเผาเงินเล่นทุกวัน นั่นเอง

แล้วการทำนายของผู้ที่คลุกคลีในวงการมาช้านานว่า ธุรกิจทีวีดิจิตอลจะไปไม่รอด โดยเฉพาะเมื่อช่องทีวียอดนิยมเก่ายังคงติดตลาดอยู่ และระบบอนาล็อกยังไม่ยุติ ก็เป็นจริงเมื่อมีข่าวกลางปีว่า ทีวีดิจิตอลหลายช่องเจอปัญหาขาดทุน จนท้ายที่สุดช่องไทยทีวี และโลก้า (17) ของ นางพันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย หรือ เจ๊ติ๋ม เจ้าของนิตยสารชื่อดัง ทีวีพูล ต้องยุติการออกอากาศสิ้นเชิง ซ้ำยังมีผู้ประมูลใบอนุญาตหลายรายรวมตัวกันฟ้องร้อง กสทช.ในเหตุที่ไม่สามารถดำเนินการตามแผนที่ได้แจ้งไว้แก่ผู้ประกอบการได้ด้วย

ปีหน้า 2559 จะเป็นอีกปีที่เงินงวดที่ 3 ของทีวีดิจิตอลต้องจ่ายให้แก่ กสทช.มีผู้ทำนายว่า 6 เดือนแรกของปี จะได้เห็นค่ายทีวีดิจิตอล ต้องปิดตัวอีก ส่วนจะปิดกี่ช่อง และเหลืออีกกี่ช่องนั้น ยากจะคาดเดาเมื่อทีวีเป็นสื่ออีกประเภทที่กลายเป็นธุรกิจดาวร่วง พลันที่คลื่นความถี่ โทรคมนาคม และสมาร์ทโฟนเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการบริโภคข้อมูลข่าวสารและความบันเทิงของคน

2.ระบุไทยค้ามนุษย์

วันที่ 27 ก.ค.58 กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯเผยแพร่รายงานประจำปีสถานการณ์การค้ามนุษย์ของไทยว่า ยังคงอยู่ในบัญชีกลุ่มที่ 3 (Tier 3) หลังสำรวจระหว่างวันที่ 1 เม.ย.57-31 มี.ค.58 แม้ไทยจะพยายามแก้ไขปรับปรุงกฎหมายการค้ามนุษย์ และประสานงานระหว่างหน่วยงานปราบปรามการค้ามนุษย์ แต่ในช่วงเวลาทำรายงานนี้ ไทยไม่ได้ดำเนินการเท่าที่จำเป็นเพียงพอจะบรรลุผลความก้าวหน้าในการแก้ปัญหานี้

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐฯยืนยันว่า การประเมินผลนี้เป็นไปอย่างละเอียดถี่ถ้วน และไม่ได้คำนึงถึงบริบททางการเมืองของไทย พร้อมระบุด้วยว่า สหรัฐฯยังคงสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ไทยใช้มาตรการเข้มข้นปราบปรามการค้ามนุษย์ตลอดช่วงการทำรายงานในปี 59 และตลอดไป ภายใต้กรอบของกฎหมายที่ปรับปรุงแก้ไขควบคู่ไปกับแนวทางการปราบปรามเพื่อขยายผลเชิงรุกอย่างต่อเนื่องในการแยกตัวเหยื่อการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับใช้แรงงาน และเพื่อธุรกิจทางเพศออกจากกลุ่มประชาชนที่อ่อนแอโดยขอให้รัฐบาลไทยเอาผิดเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนรู้เห็นการค้ามนุษย์ สืบสวน และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิด รวมถึงจัดการกับตัวการผู้บังคับใช้แรงงานในเรือประมง และผู้ก่ออาชญากรรมการค้ามนุษย์เพื่อธุรกิจทางเพศอย่างจริงจัง

ถึงกระนั้น คนไทยจำนวนไม่น้อย และรัฐบาลทหารของไทยก็ยังมีความเห็นว่า สหรัฐฯแทรกแซงการเมืองไทย และพยายามหาทางจะคว่ำบาตรรัฐบาลทหารของไทยในทุกทางที่ทำได้

ระหว่างการถกเถียงว่าไทยค้ามนุษย์หรือไม่ก็มีข่าวชิ้นเล็กๆที่บานปลายไปจนทางการไม่อาจปกปิดเรื่องได้ เมื่อมีชาวโรฮีนจาที่อาศัยอยู่ในนครศรีธรรมราชไปแจ้งความกับ สภ.หัวไทรว่า หลานชาย 2 คนของเขาถูกจับตัวเรียกค่าไถ่ในวันที่ 29 เม.ย.58 เมื่อมีการสอบสวนก็พบความจริงว่า ชาวโรฮีนจาที่ลอบเข้าเมืองจากเมียนมา มาเลเซีย และอีกหลายประเทศที่จับคนเหล่านี้ลอยเรือออกไปกลางทะเล ได้ถูกจับไปเรียกค่าไถ่จำนวนมากเมื่อเรือถึงฝั่งไทย

ผู้มีอิทธิพลร่วมกับคนในเครื่องแบบจับไปกักขังเพื่อเรียกค่าไถ่ หากไม่มีญาติ หรือขายเป็นชาวประมงไม่ได้ ก็จะถูกฆ่าฝังกลบ ทั้งนี้ตำรวจพบหลุมฝังศพจำนวนมากบนเกาะเขาไม้ อ.สะเดา จ.สงขลา และที่กักกันอีกมาก ส่งผลให้มีการออกหมายจับคนในขบวนการนี้ถึง 84 คน ในจำนวนนี้ถูกติดตามจับกุมตัวได้ 52 คนในข้อหาอาชญากรข้ามชาติ ค้ามนุษย์ ฆ่าคน ทำร้ายร่างกาย ร่วมกันเรียกค่าไถ่ และซ่อนเร้นศพโดยผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นหลายคน เช่น โกโต้ง โกหนุ่ย โกหย่ง และโกมิก ถูกระบุว่าเป็นหัวหน้าแก๊งค้ามนุษย์

ยังมีการขยายผลเข้าจับกุม พล.ท.มนัส คงแป้น ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองทัพบก ในข้อหาสมคบ และร่วมกันค้ามนุษย์โดยกระทำกับบุคคลอายุ ไม่เกิน 15 ปี กรณีข้างต้นนี้ กลายเป็นข่าวใหญ่ไปทั่วโลกและกดดันให้ประเทศมหาอำนาจตะวันตกประกาศขึ้นบัญชีดำสินค้าส่งออกประมงของไทยเกือบทุกรายการ

3.ICAO ให้ใบแดงไทย

หลังพบว่า กรมการบินพลเรือนไทย (บพ.) กระทรวงคมนาคม เร่งออกใบอนุญาตการบินให้แก่สายการบินมากมายในช่วงรัฐบาลเลือกตั้ง โดย บพ.ออกใบอนุญาตการบินไปถึง 13 สายการบินจากที่มีอยู่เดิม 28 สายการบิน รวมเป็น 41 สายการบินนั้น

ทำให้ องค์กรการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (International Civil Aviation Organization : ICAO) ออกประกาศพร้อมติดธงแดงที่ชื่อประเทศไทยบนเว็บไซต์ว่า บพ.ไม่สามารถแก้ไขข้อบกพร่องที่มีนัยสำคัญต่อระบบความปลอดภัยตามมาตรฐานการบินภายในกำหนดเวลา 90 วันที่ให้ไว้ได้ สิ่งที่ตามมาคือ ความพยายามของ รมว.-รมช.คมนาคมไทยที่จะไกล่เกลี่ยกับ ICAO ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินของสหประชาชาติ เพื่อไม่ให้กระทบธุรกิจการบินของไทย

แต่ไม่นาน องค์กรการบินพลเรือนแห่งญี่ปุ่น (JCAB) ก็ออกประกาศช่วงกลางเดือน มี.ค.58 ห้ามสายการบินไทยทุกสาย รวมถึงการบินไทย เพิ่มเที่ยวบิน เปลี่ยนเส้นทางบิน-ปลายทางลงจอด และขนาดเครื่องบินเข้าญี่ปุ่น

นั่นส่งผลให้ การบินไทย นกสกู๊ต ไทยแอร์ เอเชีย เอ็กซ์ และบริษัททัวร์ ไม่สามารถนำคนไทยมากกว่า 50,000-100,000 คน ที่จ่ายเงินซื้อทัวร์แล้วเดินทางไปเที่ยวญี่ปุ่นในช่วงสงกรานต์ได้ ทำให้ต้องเปิดการเจรจากันวุ่น กระทั่งญี่ปุ่นยอมให้บางสายการบินเข้าไปได้ ขณะที่มีกระแสข่าวตามมาด้วยว่า จีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์ ก็จะประกาศห้ามสายการบินจากไทยบินเข้าประเทศตนเพราะ ICAO ด้วยเช่นกัน

กระนั้น กระทรวงคมนาคมก็พยายามหาทางแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจากับประเทศต่างๆ ส่วนมาตรฐานด้านความปลอดภัยที่สอบตกมา 33 ข้อ ยังไม่สามารถแก้ได้ด้วยเหตุที่ว่า เจ้าหน้าที่มีไม่พอ จึงไม่สามารถเรียกสายการบินแต่ละแห่งมาทำการตรวจสอบใหม่ได้ ท้ายที่สุดรัฐบาลจึงสั่งให้โยกย้ายผู้บริหาร บพ.ออกจากเก้าอี้ และให้ตั้งสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ภายใต้การกำกับดูแลของกองทัพอากาศ

แต่แล้ว สำนักงานการบินของสหรัฐฯ (FAA) ก็ออกประกาศดาวน์เกรดมาตรฐานการบินของไทย ห้ามไม่ให้สายการบินใดบินเข้าสหรัฐฯอย่างสิ้นเชิง เนื่องจาก กพท.ยังไม่สามารถแก้ไขมาตรฐานบิน คุณภาพนักบิน และอื่นๆที่เป็นสาระสำคัญของความปลอดภัยในการบินได้อีก 15 ข้อ แม้การบินไทยจะยกเลิกเส้นทางบินเข้าสหรัฐฯแล้ว แต่ที่สุดก็ต้องยอมรับว่า ไทยต้องสูญเสียผู้โดยสารและรายได้ให้แก่สายการบินอื่นแทนอย่างช่วยไม่ได้

อย่างไรก็ตาม คำประกาศของ คณะกรรมาธิการแห่งสหภาพยุโรป (EASA)ที่มีตามมาในวันที่ 10 ธ.ค.58 ไม่ปรากฏมีสายการบินไทยอยู่ในบัญชีรายชื่อที่ถูกห้ามบินเข้ายุโรป เพราะ EASA ได้ส่งเจ้าหน้าที่ด้านความปลอดภัยการบินเข้ามาช่วยแก้ไข และยกระดับการบินของไทยอย่างต่อเนื่องให้นั่นเอง โดยกระทรวงคมนาคมคาดว่าภายใน 3 เดือน ทั้ง 41 สายการบินจะต้องได้รับการตรวจสอบมาตรฐานการบินใหม่ที่เข้มงวดได้แน่นอน!

4.เศรษฐกิจไทยร่อแร่ยาว

ภาวะเศรษฐกิจไทยในปี พ.ศ.58 รับผลพวงต่อเนื่องจากวิกฤติการเมืองปี 56 พร้อมๆกับเศรษฐกิจโลกที่ตกต่ำลง ส่งผลให้ภาวะเศรษฐกิจไทยเริ่มอ่อนแอลง กระทั่งวันที่ 22 พ.ค.57 คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้นำคณะเข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศจาก รัฐบาลอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และแต่งตั้ง ครม.รับผิดชอบการบริหารราชการแผ่นดินในเดือน ส.ค.57 โดยมี ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล เป็น รองนายกฯ และ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

ปัจจัยทั้งภายนอก-ภายในที่ไม่เอื้อต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ร่วงลงรุนแรงจาก 140-150 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ลดลงจนเหลือเพียง 35 เหรียญ ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ เช่น ข้าว ยางพาราและสินค้าพืชผลการเกษตรในตลาดล่วงหน้าตกต่ำลงหนักจนไม่มีโอกาสฟื้นตัว ขณะที่รัฐบาลโดยทีมเศรษฐกิจ ยืนยันว่าจะไม่ใช้เงินอัดฉีดระบบเศรษฐกิจเช่นโครงการประชานิยมของรัฐบาลชุดเก่าที่สร้างความเสียหายแก่รัฐอีก

ทีมเศรษฐกิจชุด ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เชื่อว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเช่นระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนที่สานต่อจากรัฐบาลก่อน กับการปลุกปั้น “ระบบเศรษฐกิจดิจิตอล” จะช่วยให้ผลิตภัณฑ์มวลรวม ประชาชาติ (GDP) เพิ่มขึ้นได้

แต่ความคิดที่หยั่งรากลึกว่าโครงการประชานิยมไม่ดีและทำให้เกิดช่องโหว่ในการทุจริต ทำให้การช่วยเหลือเยียวยาเกษตรกรซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยุติลง และไม่ได้รับการเยียวยาใดๆจากราคาพืชผลที่ตกต่ำ ส่งออกไม่ได้ และแม้แต่การห้ามปลูกพืชเนื่องจากเพราะน้ำในระบบชลประทานมีไม่เพียงพอ

ส่งผลให้เศรษฐกิจในประเทศทรุดตัวลงหนัก เกิดภาวะเงินฝืด ผู้คนไม่มีกำลังซื้อ เห็นได้จากจีดีพีในปี 57 ที่ขยายตัวเพียง 0.9% และแม้ปี 58 จีดีพีจะขยายตัวเพิ่มขึ้นได้จากการเร่งลงทุนระบบขนส่งมวลชนของภาครัฐ โดยไตรมาสแรก ขยายตัว 3.0%, ไตรมาสที่สอง 2.8% และไตรมาสที่สาม 2.9% ส่วนไตรมาสสี่คาดว่าจะขยายตัว 2.9% นั้น การส่งออกก็ยังทรุดหนักติดต่อกันใน 6 ไตรมาสจากปี 57 ที่ขยายตัว 0.3% ไตรมาสแรกปี 58 กลับ -4.3% ไตรมาสสอง-สามอยู่ที่ -5.5% และ -4.7% เงินเฟ้อปี 57 อยู่ที่ 1.9% แต่ไตรมาสแรกปี 58 อยู่ที่ -0.5% -1.1% ในไตรมาสสอง-สาม ส่วนจีดีพีการผลิตด้านการเกษตร -4.8% กำลังการผลิตภาคอุตสาหกรรมต่ำกว่า 50% ความมั่งคั่งของตลาดหลักทรัพย์ นับจากสิ้นปี 57 ที่มูลค่ารวมตลาด (Market Cap) อยู่ที่ 13.86 ล้านล้านบาท แต่เมื่อวันที่ 16 ธ.ค.58 ซึ่งดัชนีตลาดหุ้นปิดที่ 1,299.12 จุดนั้น มูลค่ารวมตลาดอยู่ที่ 12.37 ล้านล้านบาท ความมั่งคั่งของคนไทยหายไป 1.49 ล้านล้านบาท กรณีนี้ ทำให้ทีมเศรษฐกิจถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก จนรัฐบาลต้องตัดสินใจเปลี่ยนม้ากลางศึก

5.ปรับ ครม.เศรษฐกิจสายไป

วันที่ 20 ส.ค.58 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช.ได้รับโปรดเกล้าฯให้ปรับ ครม.ชุดใหม่ โดยทีมเศรษฐกิจ ของ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกฯ ถูกปรับออกยกชุด แล้วเอา “ดรีมทีมเศรษฐกิจ” ชุด ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ มาทำหน้าที่แทนในกระทรวงสำคัญทางเศรษฐกิจ โดยนายกฯยอมรับว่า การหมุนเวียนการทำงานกัน น่าจะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น

กูรูด้านเศรษฐกิจให้ความเห็นว่า การปรับ ครม.อาจไม่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยดีขึ้นเพราะเศรษฐกิจโลกผันผวน และมีปัจจัยเสี่ยงอยู่มากที่จะทำให้เศรษฐกิจลดหรือขยายตัวเพิ่มขึ้น แต่เมื่อเวลาผ่านไปจนถึงสิ้นปี ดรีมทีมเศรษฐกิจของ ดร.สมคิดก็พิสูจน์ให้เห็นความพยายามในการทำงานอย่างหนักเพื่อชะลอการถดถอยของเศรษฐกิจไทยลง

นับตั้งแต่กระทรวงการคลังที่สั่งการให้ธนาคารรัฐอัดฉีดสภาพคล่องกว่า 300,000 ล้านบาทช่วยเหลือวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) ให้ฟื้นตัวขึ้น ออกมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร และแก้ไขหนี้สินของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาตลาดโลกตกต่ำ กระทั่งถึงการช่วยปรับลดหนี้ และค่าเช่าที่ดินแก่เกษตรกรที่เป็นลูกหนี้ชั้นดี รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนในท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจ ตลอดจนการจัดทำพิมพ์เขียวโครงสร้างธุรกรรมการเงินรายย่อยเพื่อปรับลดรายจ่ายภาคประชาชนและรัฐลง

ที่สำคัญผู้คนได้เห็นความเข้าใจซึ่งกันและกันเป็นครั้งแรกระหว่างกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในอันที่จะทำงานร่วมกันเพื่อช่วยให้เศรษฐกิจประเทศฟื้นตัวจากความยากลำบาก และการสูญเสียโอกาสในห้วงเวลาที่ผ่านมา

กระทรวงไอซีที กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงคมนาคม หรือแม้แต่กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข ต่างก็ร่วมมือกันในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองประเทศไทยกันใหม่อย่างตั้งใจ และไม่ยอมให้โอกาสนั้นสูญเสียไปอีก กระทั่งความเชื่อมั่นในหมู่ประชาชนและชาวต่างชาติกลับคืนมา

หลายคนยอมรับว่า ถ้าเศรษฐกิจได้รับการดูแลจริงจัง มีการอัดฉีดเงินช่วยผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเศรษฐกิจภายนอกแต่ต้น เศรษฐกิจปากท้องของประเทศและคนไทยคงไม่ดิ่งลึกถึงขนาดที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจดับลงเกือบทุกเครื่องตั้งแต่การใช้จ่ายภาครัฐ การลงทุนภาคเอกชน การบริโภคประชาชนและการส่งออก

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจของประเทศไทยยังคงเดินหน้าอยู่ได้ด้วยอัตรา การขยายตัวที่คาดว่าทั้งปีจะอยู่ที่ 2.9-3% ของจีดีพี ก็ด้วยเหตุที่มีนักท่องเที่ยว จากประเทศจีนเดินทางเข้ามาประเทศไทยจำนวนมาก โดยคาดว่าทั้งปีตัวเลข นักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทยจะมีจำนวนสูงกว่าที่คาด ไว้ถึง 29.5 ล้านคน สร้างรายได้รวมทั้งปีประมาณ 1.4-1.5 ล้านล้านบาท ทำสถิติสูงสุดรอบ 8 ปี จากการทำงานหนักของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)

เตรียมรับมือกับความเสี่ยงอย่างรู้เท่าทันในปีหน้า

6.การบินไทยกำสรวล

สถานภาพที่ทรุดต่ำลงอย่างหนักของ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ถูกตีแผ่ออกมาให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ หัวหน้า คสช. เห็น เมื่อผู้บริหารการบินไทยขอให้ที่ประชุม ครม.อนุมัติเงินช่วยสภาพคล่องบริษัทกว่า 20,000 ล้านบาท โดยไม่มีแผนว่าจะแก้ไขปัญหาขาดทุนสะสมที่มีมานานอย่างไร ทั้งยังไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า รัฐบาลจะต้องแบกภาระการบินไทยต่อไปอีกหรือไม่ หากเงินช่วยสภาพคล่องหมดลง

ปัญหานี้ทำให้รัฐบาลต้องจัดตั้งคณะกรรมการที่เรียกว่า ซุปเปอร์บอร์ด หรือ คณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (คนร.) เข้าไปวางแผนผ่าตัดใหญ่การบินไทย และทำคลอดมาตรการฟื้นฟูฐานะก่อนต้องเผชิญกับวิกฤติที่อาจทำให้สายการบินแห่งชาตินี้ต้องจนมุมถึงขั้นล้มละลายเหมือนสายการบินใหญ่ๆหลายแห่งเคยประสบมา

5 มาตรการใหญ่ๆที่จะผ่าตัดการบินไทยก็คือ ยกเลิกเส้นทางบินที่ขาดทุนต่อเนื่อง และไม่มีศักยภาพในการทำกำไร รวมแล้วราว 10% ของเที่ยวบินทั้งหมด เช่น เส้นทางบินไปแอลเอ สหรัฐฯ โรม แอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ รวมถึงเส้นทางในประเทศที่จะให้สายการบินลูกอย่างไทยสมายล์ ซึ่งเป็นสายการบินโลว์คอสต์ เข้ามาทำหน้าที่แทน

ขณะเดียวกันก็จะต้องขายเครื่องบินที่ใช้การไม่เหมาะสมในเส้นทางต่างๆรวมถึงเครื่องที่ต้องปลดระวางทั้งสิ้น 42 เครื่องด้วยกันออกไป โดยขณะนี้ขายได้แล้ว 18 เครื่อง ส่วนที่ยังขายไม่ได้คงจอดสนิทอยู่ที่สนามบินสุวรรณภูมิภายใต้แสงแดด และความร้อนระอุของสภาพภูมิอากาศประเทศไทย แต่การขายเครื่องบินที่ซื้อมาด้วยราคาแพงไปในสนนราคาที่ต่ำกว่ามาก เช่น ซื้อ A340-500 มาในราคาลำละ 153 ล้านเหรียญสหรัฐฯ แต่มีผู้เสนอซื้อในราคาเพียง 24-35 ล้านเหรียญ ทำให้ตัดสินใจได้ยาก กระนั้นหากไม่ขายก็ยิ่งทำให้มูลค่าเครื่องบินต่ำลงจนกลายเป็นสินทรัพย์ด้อยค่า

สิ่งที่ต้องทำอีกคือ ลดกำลังคนลง 5,000 คนจากที่มีอยู่ 25,000 คนในเบื้องต้น ลดเงินเดือน และค่าตอบแทน ค่าเบี้ยประชุม และผลประโยชน์อื่นๆของพนักงาน ผู้บริหารบางระดับ ส่วนผู้บริหารระดับสูง และบอร์ดให้ปรับลดเมื่อบริษัทขาดทุน ทั้งยังให้ปรับลดสิทธิประโยชน์พนักงานที่ยังอยู่และที่เกษียณอายุด้วย

อย่างไรก็ตาม แผนผ่าตัดการบินไทยไม่มีความคืบหน้าใดๆ จึงทำให้นายกฯและซุปเปอร์บอร์ดคาดโทษผู้บริหารระดับสูงว่าจะต้องถูกเลิกจ้างหากช่วง 3-5 เดือนระหว่างนี้ไม่มีอะไรคืบหน้า สำหรับฐานะล่าสุด การบินไทยมีสินทรัพย์ 300,400 กว่าล้านบาท มีหนี้สิน 280,300 ล้านบาท ขาดทุนช่วง 9 เดือนของปี 58 รวม 18,503 ล้านบาท

ทริส สถาบันจัดอันดับเครดิตเรตติ้ง ระบุว่า การบินไทยมีหนี้สินสูงเกินมาตรฐาน และคาดหวังว่า บริษัทจะมีแผนลดภาระหนี้ได้ภายใน 2 ปีข้างหน้า แม้จะเห็นว่า การบินไทยมีรายได้ลดลงทุกปี ขณะที่มีการลงทุนซื้อเครื่องบินในมูลค่าสูงมาตลอด ผู้เชี่ยวชาญด้านการบินแจ้งว่า การจะแก้ปัญหาการบินไทยได้จริงๆจำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด หรืออาจต้องใช้ ม.44 เช่นเดียวกับที่สายการบินใหญ่ๆหลายแห่งเพื่อให้สามารถเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการจริงๆได้นั่นเอง

7. “น้ำมัน” ไม่ใช่สิ่งมีค่าอีกต่อไป

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกช่วง 6 เดือนแรก (ม.ค.-มิ.ย.) ของปี 58 เคลื่อนไหวที่ระดับ 40-60 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล ถือว่า เคลื่อนไหวใกล้เคียงกับปลายปี 57 เพราะราคาลดลงไม่มากนัก และกลุ่มโอเปก ไม่สามารถกดดันให้สหรัฐฯลดกำลังผลิตน้ำมันดิบจากหินน้ำมันได้ ซ้ำร้ายสหรัฐฯยังพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันจากหินน้ำมัน เพื่อลดต้นทุนการผลิตลงได้ด้วย จึงสามารถเพิ่มกำลังการผลิตได้มาก และลดการนำเข้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขณะที่ 6 เดือนหลังของปี (ก.ค.–ธ.ค.) เศรษฐกิจจีนอยู่ในภาวะชะลอตัวสูง จึงต้องลดการนำเข้าน้ำมันลง จากปกติวันละ 4 ล้านบาร์เรล ก็ลดลงเหลือเพียง 3 ล้านบาร์เรล ทำให้ประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายอื่นเกิดความไม่มั่นใจในการกว้านซื้อสต๊อกน้ำมันของจีน ทำให้ราคาน้ำมันโลกร่วงลงอีกโดยระหว่างเดือน ก.ค.–ต.ค. 58 ราคาน้ำมันดิบดิ่งรูดลงแตะ 35–50 เหรียญฯ ล่าสุดกลางเดือน ธ.ค. ก่อนปิดปีราคาลดลงแตะ 32 เหรียญฯ

เนื่องจากเมื่อวันที่ 5 พ.ย. โอเปกไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกำหนดเพดานการผลิตต่อวันได้ โดยล่าสุด โอเปกมีกำลังผลิตวันละ 31.7 ล้านบาร์เรล ซาอุดีอาระเบียเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ในกลุ่ม และต้องจับตาดูว่า หากอิหร่านในฐานะสมาชิกได้รับการยกเลิกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ ก็จะกลายเป็นผู้ผลิตน้ำมันส่งออกประมาณวันละ 500,000 บาร์เรล-1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จะยิ่งทำให้โอเปกไม่สามารถลดกำลังการผลิตได้ ตรงกันข้ามกลับต้องเพิ่มกำลังการผลิตด้วย

ขณะที่ผู้ผลิตนอกโอเปก มีกำลังการผลิตรวมกันวันละ 58 ล้านบาร์เรล โดยมีรัสเซียเป็นผู้ผลิตหลักวันละ 10 ล้านบาร์เรล รวมเป็นกำลังการผลิตทั้งสิ้น 89.7 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนโลกมีความต้องการใช้น้ำมันรวม 90 ล้านบาร์เรลต่อวัน แม้กำลังการผลิต และความต้องการใช้จะใกล้เคียงกัน แต่ราคากลับไม่ดีดตัวขึ้นไป ก็เพราะไม่มีการกว้านซื้อน้ำมันเข้าไปสำรองในประเทศต่างๆเหมือนในอดีตอีก เพราะผู้นำเข้ามองว่า น้ำมันหาซื้อได้ตลอด หากเกิดความจำเป็นต้องเพิ่มสต๊อกนั่นเอง

นักวิเคราะห์ชี้ว่าไตรมาสแรกปี 59 ราคาน้ำมันดิบอาจลดต่ำลงอีก และเคลื่อนไหวที่ 25–30 เหรียญฯ ก่อนจะทยอยปรับตัวขึ้นบ้าง โดยมีปัจจัยจากการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน และเศรษฐกิจโลกที่เริ่มฟื้นตัวขึ้นอาจทำให้หลายประเทศเริ่มกลับมานำเข้าน้ำมันอีกครั้งหนึ่ง

ส่วนราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศเมื่อวันที่ 3 ม.ค.58 น้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 36.56 บาท ต่อลิตร ล่าสุดวันที่ 16 ธ.ค. อยู่ที่ 30.76 บาท ลดลง 5.80 บาท แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 29.50 บาทต่อลิตร ล่าสุดอยู่ที่ 23.80 บาท ลดลง 5.70 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 27.78 บาทต่อลิตร ล่าสุดอยู่ที่ 23.38 บาท ลดลง 4.40 บาท น้ำมันดีเซลอยู่ที่ 26.39 บาทต่อลิตร ล่าสุดอยู่ที่ 20.59 บาท ลดลง 5.80 บาท

8.ตัดตอนผู้ค้าสลากเกินราคา

การเข้าสู่ตำแหน่ง ประธานคณะกรรมการบอร์ดสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ของ พล.ท.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ “เสธ.แดง” ตามคำสั่ง คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อแก้ปัญหาการขายสลากเกินราคาให้สำเร็จ หลังจากที่หลายรัฐบาลพยายามแล้ว แต่ก็แก้ไม่ได้เพราะมีผู้มีอิทธิพลอยู่เบื้องหลังมากมาย แถมราคาสลากยังแพงขึ้นตลอดจากที่ขายปลีกคู่ละ 80 บาทก็สูงขึ้นไปถึงคู่ละ 100-110 บาท โดยที่เงินรางวัลที่ 1 ยังคง 3 ล้านบาทเท่าเดิม เช่นเดียวกับรางวัลเลขท้าย 2 และ 3 ตัว

ส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมหาศาลก็ยังไม่เคยนำมาคำนวณเป็นเงินรางวัลคืนประชาชนแม้แต่บาทเดียว ทุกๆครึ่งเดือน จำนวนสลากที่มียอด พิมพ์ในแต่ละงวด 74 ล้านฉบับ หรือ 37 ล้านเล่มคู่ หากขายเกินราคา 10 บาท จะมีกำไรคู่ละ 10 บาทกว่าเมื่อรวมส่วนลดที่สำนักงานสลากฯให้

คิดคร่าวๆเงินกำไรต่องวดอย่างต่ำจะสูงถึง 370 ล้านบาท และในความเป็นจริงคนกลางก็มีกำไรมากกว่าคู่ละ 20 บาท เพราะขายเกินราคามากกว่านี้ โดยประชาชนทั่วไปไม่มีทางเลือกอื่น ขณะที่การรอลุ้นโชคลาภจากสลาก ลอตเตอรี่ และหวยใต้ดินคือ ความสุขและความหวังที่ทำให้คนไทยมีรอยยิ้มโดยไม่คิดอะไร เพราะมัวแต่หวังเงินรางวัล

การเข้ามานั่งในตำแหน่งประธานบอร์ดสลากฯจึงเปรียบเสมือนทำศึกบนกองเงินกองทองจากส่วนต่างราคาเท่ากับเป็นการทุบหม้อข้าวของผู้มีอิทธิพลที่ หลบซ่อนตัวอยู่ในรูปแบบต่างๆตั้งแต่ยี่ปั๊ว–ซาปั๊ว คนมีสี ไปจนถึงคนพิการ สมาคมเพื่อการกุศล จังหวัด และอื่นๆที่หลั่งไหลกันมาจากทั่วประเทศกระจายกันไปเป็นทอดๆ โดยมีคนเรือนแสนเกี่ยวข้อง จึงเป็นเรื่องยากมากส์ ที่จะทำให้สลากมีราคาขายเพียง 80 บาท

กระนั้น เสธ.แดงและบอร์ดซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิมากมายก็พยายามหากลยุทธ์มากมายที่ทั้งขู่ และปลอบ ตั้งแต่การเผชิญหน้าผู้ค้าด้วยการเชิญประชุมขอร้องกันดีๆ พร้อมแก้ไขกฎหมายให้มี ความชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้สลากเกินราคาหวนกลับได้อีก ไม่ว่าจะมี คสช.หรือไม่ก็ตาม โดยยอมเพิ่มส่วนลดให้แก่ผู้ค้าที่ขึ้นทะเบียนมีโควตากับสำนักงานสลากฯจาก 7% ของราคา 80 บาท เป็น 12% เพื่อให้ผู้ค้ามีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อยเดือนละ 9,600 บาท

แต่ไม้นวมดูจะล้มเหลว เพราะผู้มีอิทธิพลดึงโควตากลับไปอยู่ในมือตนก่อนจะจัดสรรตามที่เคยทำมา มีผลให้ เสธ.แดง ต้องใช้บทโหด ขอให้นายกฯและหัวหน้า คสช.ใช้ ม.44 จับจริงผู้ค้าสลากเกินราคาโดยจำคุก 1 ปี และปรับ 10,000 บาท กระนั้นก็ยังคว้าน้ำเหลว เพราะผู้ค้ายังไปรับสลากแพงจากคนกลางอยู่

ที่สุดบอร์ดจึงมีมติไม่ต่อสัญญากับ 5 เสือผู้มีอิทธิพลผูกขาดการขายสลากมายาวนาน และสั่งให้พิมพ์เพิ่มเป็น 100 ล้านฉบับ หรือ 50 ล้านเล่มคู่ (เพิ่มขึ้น 26 ล้านฉบับ=13 ล้านเล่มคู่) เปิดโอกาสให้ประชาชน และผู้ค้าเดิมที่อยากมีอาชีพเสริม ซื้อหรือจองซื้อผ่านแบงก์กรุงไทยเพื่อตัดตอนคนกลางเมื่อวันที่ 3 ต.ค.58 โดยวันแรกที่เปิดขายงวดวันที่ 16 ต.ค.58 จำนวน 26 ล้านฉบับกับสลากที่เหลือ 1.89 ล้านฉบับ พบว่าทั้งสั่งซื้อ และสั่งจองขายหมดใน 47 นาที

ด้วยเหตุที่มีผู้โวยวายว่าจองซื้อไม่ทัน เสธ.แดง จึงทุบโต๊ะให้ซื้อได้ไม่เกินรายละ 15 เล่มคู่ จาก 50 เล่มคู่ เพื่อให้ผู้ค้ารายย่อยมีโอกาสได้สลากเพิ่มอีก 8,000-20,000 ราย…วันนี้ แม้การแก้ไขสลากเกินราคาจะยังไม่สะเด็ดน้ำดี และอาจยังทำได้เพียง 70-80% ทั้งประเทศ แต่ เสธ.แดง ประกาศกร้าวว่า เขาทำได้ และจะทำต่อไป อย่างน้อยผู้ค้ารายย่อยก็เป็นไทแก่ตัวไม่ต้องวิ่งไปหาคนกลาง

9.ปีที่คนในวงการเงินเจ็บที่สุด

ปีนี้ดูจะเป็นปีที่คนในแวดวงตลาดเงินตลาดทุนต้องเจ็บหัวใจหนักอีกครั้งหลังห่างหายมาตั้งแต่กรณีราชาเงินทุนล้ม จนถึงวิกฤติต้มยำกุ้งด้วยศาลฎีกาได้ตัดสินเรื่องสำคัญที่ฟ้องเป็นคดีกันมานานเสร็จสิ้น มีผลให้ผู้ใหญ่หลายคนต้องเดินคอตกเข้าเรือนจำโดยไม่ทันตั้งตัว หรือรู้ล่วงหน้า ขณะที่ต่างก็มีอายุมาก เข้าสู่บั้นปลายชีวิตกันเกือบหมดแล้ว

คดีที่สะเทือนขวัญสั่นสภาวะจิตใจมากที่สุดก็คือ คดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีคำพิพากษาเมื่อ วันที่ 26 ส.ค.58 ให้ อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร กับพวก รวม 27 คน มีความผิดตามคำฟ้องของอัยการสูงสุด ฐานทำให้รัฐเสียหายเป็นเงินกว่า 9,900 ล้านบาท จากการปล่อยกู้โดยรีไฟแนนซ์จากแบงก์กรุงเทพมาให้แก่ ธุรกิจในเครือบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน)

อดีตนายกฯทักษิณ จำเลยที่ 1 ในฐานะผู้สั่งการอยู่ในต่างประเทศ ศาลได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีไว้ชั่วคราวก่อนหน้านี้ หลังหลบหนีไม่มาศาลในนัดแรก จึงให้ออกหมายจับ ส่วนอีก 26 คน ยกฟ้อง 2 คน คือจำเลยที่ 6-7 นางนงนุช เทียนไพฑูรย์ และ นายนรินทร์ ดรุนัยธร ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นต้นไป ได้แก่ ร.ท.สุชาย เชาว์วิศิษฐ์ นายวิโรจน์ นวลแข นายมัชฌิมา กุญชร ณ อยุธยา และ นายไพโรจน์ รัตนะโสภา จำเลยที่ 12 อดีตหัวหน้ากลุ่มสินเชื่อมีความผิดว่าด้วยความผิดของพนักงานองค์การรัฐ ตาม ม.4 ให้จำคุกคนละ 18 ปี

จำเลยอีก 13 คนซึ่งเคยเป็นอดีตกรรมการแบงก์ และเจ้าหน้าที่ฝ่ายสินเชื่อที่เกี่ยวข้องตั้งแต่จำเลยที่ 5 ที่ 8-11 และที่ 13-17 มีนายพงศธร สิริโยธิน อดีตเลขาฯ รมว.คลัง รวมอยู่ด้วยให้จำคุก 12 ปี ในความผิดเดียวกัน

ขณะที่ฝ่ายผู้ขอรีไฟแนนซ์จากแบงก์กรุงเทพมายังแบงก์กรุงไทยมี 10 ราย ตั้งแต่จำเลยที่ 18-27 มี นายวิชัย พร้อมลูกชาย นายรัชฎา กฤษดาธานนท์อดีตผู้บริหารบริษัทรวมอยู่กับผู้เกี่ยวข้อง และบริษัทในเครือด้วย ให้จำคุกคนละ 12 ปี โดยนายวิชัย-นายรัชฎา จำเลยที่ 25-26 ต้องร่วมกันคืนเงิน 10,004.46 ล้านบาทแก่แบงก์ จำเลยที่ 3 คืน 9,554.46 ล้านบาท เจ้าหน้าที่อำนาจลดหลั่นกันลงไปร่วมรับผิดชอบ 8,818.73 ล้านบาท ส่วนจำเลยที่ 2-4-5, 8-11 และ 18 ต้องร่วมรับผิดชอบ 8,368.73 ล้านบาท เป็นต้น

หลังศาลอ่านคำพิพากษาเสร็จสิ้น บรรดาญาติ และอดีตผู้บริหาร รวมถึงพนักงานที่ไปฟังคำ ตัดสินส่วนใหญ่ 19 คนถึงกับกอดคอกันร่ำไห้ ก่อนทั้งหมดจะถูกนำตัวขึ้นรถเดินทางไปเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯในทันที

อีกกรณีที่เป็นข่าวเกรียวกราวคือ ก.ล.ต. แจ้งตลาดว่า ได้เปรียบเทียบปรับกลุ่มผู้บริหาร บมจ.ซีพี ออลล์ 4 คน กับผู้ที่ยอมให้ซื้อขายหุ้นผ่านบัญชีตนโดยยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่ บมจ.ซีพี ออลล์ จะซื้อหุ้น บมจ.แม็คโคร ต่อประชาชน (Insidertrade) ได้แก่ นายก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ถูกปรับ 30 ล้านบาทเศษ, นายปิยะวัฒน์ ฐิตะสัทธาวรกุล ถูกปรับ 725,000 บาท นายพิทยา เจียรวิสิฐกุล 975,500 บาท และนายอธึก อัศวานันท์ 1.4 ล้านบาทเศษ ส่วนนายสมศักดิ์ เจียรวิสิฐกุล และ น.ส.อารียา อัศวานันท์ ที่ให้ใช้บัญชีซื้อขายหุ้น ถูกปรับ 333,333.33 บาท

ศาลฎีกายังปิดคดี บมจ.ธนาคารกรุงเทพฯพาณิชย์การ (BBC) ที่อัยการเป็นโจทก์ฟ้องอดีตผู้บริหารแบงก์ฐานยักยอกทรัพย์อีก 2 คดี คือให้จำคุก ม.ร.ว.อรอนงค์ เทพาคำ น.ส.เยาวลักษณ์ นิตย์ธีรานนท์ คนละ 20 ปี ฐานโอนเงินที่เป็นของแบงก์เข้าบัญชีตน ให้จ่ายค่าปรับ 1,157 ล้านบาท กับใช้เงินคืนแบงก์ 589 ล้านบาทเศษ และให้จำคุกนายจิตตสร ปราโมช ณ อยุธยา, ม.ร.ว.ดำรงเดช ดิศกุล และ ม.ร.ว.หญิง สุภาณี สารสินี 6 ปี 8 เดือน ฐานร่วมกันอนุมัติขายหุ้นเพิ่มทุนแบงก์โดยไม่สอบประวัติผู้ซื้อคือ นายราเกซ สักเสนา รวมถึงธุรกรรมการเงินอื่นอีกหลายกระทง

10.ประมูล 4G ทำลายสถิติโลก

การประมูล 4G บนคลื่นความถี่ 900 MHz ที่ทุบสถิติโลกการประมูลคลื่นความถี่สูงสุดได้ด้วยจำนวนเงินเข้ารัฐถึง 151,952 ล้านบาท โดยการเคาะราคาในรอบที่ 199 ณ เวลา 00.15 น. ของ วันที่ 19 ธ.ค.นั้น สิ้นสุดลงเมื่อค่ายใหญ่อย่าง เอไอเอส และ ดีแทค ยุติการเคาะราคาที่ 70,000 ล้านบาท และตัดสินใจไม่เคาะราคาต่อไปอีกด้วยเหตุที่คำนวณมูลค่าการลงทุนแล้ว อาจไม่คุ้ม เสียงเฮจึงดังลั่นขึ้นในห้องประชุมชั้น 1 สำนักงานกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) สถานที่จัดประมูล เสมือนเสียงดีใจที่การประมูลอันยาวนานถึง 5 วัน 4 คืนได้สิ้นสุดลง นับแต่มีการเปิดประมูลกันในเช้าวันที่ 15 ธ.ค.58 รวมเวลากว่า 88 ชั่วโมง

ราคาที่ทุบสถิติโลกนี้ กับค่ายที่ชนะประมูล 2 รายคือ แจส โมบาย เคาะราคาที่ 75,654 ล้านบาท มีสิทธิ์ใช้คลื่นชุดที่ 1 ช่วงความถี่ 895-905 คู่กับ 940-960 MHz และ ทรูมูฟ เอช ที่เคาะราคา 76,298 ล้านบาท มีสิทธิ์ใช้คลื่นชุดที่ 2 ช่วงความถี่ 905-915 คู่กับ 950-960 MHz นั้น

ไม่อยู่ในหมวดการคาดการณ์ ของ กสทช.โบรกเกอร์ สื่อมวลชน และผู้คนจำนวนมากทั้งไทย และเทศที่เฝ้าดูใกล้ชิด ที่สำคัญ ราคา 4G บนคลื่นความถี่นี้ สูงกว่าใบอนุญาต 3G บนคลื่น 2100 MHz ที่ได้เงินเข้ารัฐ 41,625 ล้านบาทมาก ทั้งยังสูงกว่าราคาของ 4G บนคลื่นความถี่ 1800 MHz ที่ ทรูมูฟ เอช ชนะ lot ที่ 1 ด้วยราคา 39,792 ล้านบาท ส่วน เอไอเอส ชนะ lot 2 ด้วยราคา 40,986 ล้านบาท สิริรวมเป็นเงิน 80,778 ล้านบาทด้วย

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช. กล่าวหลังทราบผลประมูลว่า ภายในสัปดาห์เดียวกัน จะมีการประชุมบอร์ด สำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม (กทค.) เพื่อรับรองผลการประมูล 4G คลื่น 900 MHz อย่างเป็นทางการเพื่อออกใบอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคม และผู้ได้รับอนุญาตให้ใช้คลื่นความถี่นี้ให้แก่ผู้ชนะ

เมื่อ กทค.ส่งเรื่องให้บอร์ด กสทช.รับรองผลอย่างเป็นทางการแล้ว ก็จะมีหนังสือแจ้งไปยังผู้ชนะการประมูลให้มาชำระค่าประมูลงวดแรกในวงเงิน 8,040 ล้านบาท หรือ 50% ของมูลค่าคลื่นความถี่ 16,080 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 90 วัน นับตั้งแต่วันที่บอร์ด กสทช.มีมติรับรองผล

วันใดที่ผู้ชนะมารับชำระเงิน ก็จะถือว่าวันนั้นเป็นวันเริ่มต้นของการใบอนุญาต 4G บนคลื่นนี้ เช่นเดียวกับคลื่นต่างๆที่ประมูลกันไป และจะถือเป็นวันสิ้นสุดการใช้คลื่นของผู้ประกอบการรายเดิมด้วย ส่วนผู้ใช้บริการมือถือ 2G ที่ไม่ได้ทำการย้ายค่ายมือถือ ก็จะไม่สามารถใช้งานโทรศัพท์ได้ หรือที่เรียกว่า ซิมดับ นั่นเอง โดยปัจจุบันยังมีผู้ใช้งานคลื่น 900 MHz ราว 2 ล้านเลขหมายที่ยังไม่ได้มีการย้ายค่าย และยังคงอยู่กับ บมจ.ทีโอที

นักวิเคราะห์จำนวนมาก รวมถึงสื่อต่างๆ หวั่นว่าราคาใบอนุญาตที่แพงระยิบขนาดนี้ อาจทำให้ค่ายมือถือผลักภาระแก่ผู้บริโภค ขณะที่โบรกเกอร์หลายค่ายกลับเห็นว่าราคาคลื่นยิ่งแพงยิ่งกลายเป็นฝันร้ายของนักลงทุนซึ่งเห็นได้จากการร่วงลงต่อเนื่องของราคาหุ้น บมจ. 4 ราย ที่เข้าประมูล เพราะเชื่อว่า บมจ.เหล่านี้จะใช้เงินจากการระดมทุนในตลาดหุ้นไปใช้นั่นเอง

แต่ก็มีผู้เชื่อว่าการแข่งขันของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมยังคงสูงอยู่ภายใต้ผู้ใช้กว่า 85 ล้านเลขหมาย โดย นายก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร รองเลขาธิการ กสทช. เผยว่า กสทช.พร้อมทำความเข้าใจกับผู้ให้บริการรายใหม่ เพื่อให้เข้าถึงกฎเกณฑ์รายละเอียดที่ชัดเจน เพราะการประมูลครั้งนี้กำหนดเงื่อนไขเพื่อสังคมไว้ลึกซึ้งมาก โดยเฉพาะสิทธิ์ผู้ใช้บริการทุกกลุ่ม กับราคาค่าบริการที่ต้องถูกลง “แน่นอนว่า บริการต้องดี มีคุณภาพ และประสิทธิภาพครับ”

อดีต คือ ตัวบ่งชี้อนาคต เหตุการณ์ในปี 2558 จึงมีนัยสำคัญต่อเนื่องถึงปี 2559 ด้วยว่าแต่โลกในศตวรรษที่ 21 ความคิดแบบเก่าประเภทที่ทุกคนต้องแข่งกันลดต้นทุน แย่งทรัพยากรกัน หรือผลักภาระต่อไปยังผู้อื่น ต้องยุติลง กระบวนการต่างๆต้องจบในตัวเอง และเกิดการสูญเสียน้อยที่สุด

ฉะนั้นใครที่ทำให้เกิด Lost น้อยที่สุด คนนั้นน่าจะเก่งที่สุด น่ายกย่องที่สุด!

แนวคิดนี้อยู่ในบทความบางช่วงบางตอนของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.กระทรวงพาณิชย์ นักคิด-นักปฏิบัติที่ได้รับการยอมรับอย่างสูงในแวดวงนักเศรษฐศาสตร์ที่ย้ำเตือนเราบ่อยครั้งว่า คนไทยต้องปรับกระบวนการทางความคิดใหม่ เมื่อพลวัตของการทำธุรกิจเปลี่ยนไป เราก็จำต้องยกเครื่องธุรกิจทั้งระบบไปด้วย เริ่มต้นจากผู้บริโภค ที่ต้องปลุกจิตสำนึกจากเดิมที่ถูกตามใจตัวเอง เป็น “เติม” เมื่อขาด “หยุด” เมื่อพอ และ รู้จัก “ปัน” เมื่อเกิน

ขณะที่การพัฒนาบริษัทอย่างยั่งยืน จะต้องหมายถึง Doing Good, Doing Well แท้ๆหาใช่ Looking Good หรือ Looking Well แบบจอมปลอมไม่ เพราะ Doing Well คือ การที่บริษัทต้องทำให้มีกำไรเพื่อตอบโจทย์ผู้ถือหุ้นส่วน Doing Good บริษัทต้องประพฤติดีประพฤติชอบด้วยเพื่อตอบโจทย์สังคม และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

ถ้า Doing Good แต่ไม่ Doing Well ก็อยู่ไม่รอดเพราะขาดทุน ถ้า Doing Well แต่ไม่ Doing Good ก็อยู่ไม่ยืด เพราะไม่มีใครอยากคบด้วย!

ทีมเศรษฐกิจ

 

เปิดแพ็กเกจของขวัญปีใหม่ “ซานต้าตู่” คืนความสุขทุกลมหายใจ

Published ธันวาคม 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/551553

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 21 ธ.ค. 2558 05:01

 

นับถอยหลังจากนี้ไปอีกไม่ถึง 2 สัปดาห์ “ปีมะแม 2558” จะลาจากก่อนย่างเข้าสู่ปีใหม่ “ปีวอก 2559” ที่ถือเป็น “ปีแห่งความหวัง” ของประชาชน คนไทย อีกครั้ง!

หลังจากที่ก่อนหน้านี้ คนไทยต้อง “ผิดหวังซ้ำซาก” จากการที่รัฐบาลไม่สามารถจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจในปี 58 ให้เป็นไปตามเป้าหมายได้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ที่ตั้งเป้าเอาไว้สวยหรู 4–5% ก่อนหน้านี้ วันนี้ขอให้ขยายตัวได้ 2.8–3% ยังจ่อ “หืดจับ”

อย่างไรก็ตาม ในภาวะที่ประชาชนคนไทยยัง “หายใจไม่ทั่วท้อง” เรายังได้รับข่าวดีกับผลการประมูล 4 จี บนคลื่น 1800 และ 900 เมกะเฮิรตซ์ (MHz) ที่เพิ่งสิ้นสุดลงไป เพราะ 2 คลื่นความถี่ 4 ใบอนุญาตที่ “คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)” จัดประมูลไปนั้น ได้เม็ดเงินค่าธรรมเนียมเข้ารัฐทะลักล้นไปถึง 230,270 ล้านบาท เป็นเม็ดเงินจากการประมูล 4 จีบนคลื่น 1800 MHz จำนวน 80,788 ล้าน และ 4 จีบนคลื่น 900 MHz อีกกว่า 151,952 ล้านบาท

น่าจะถือเป็น “ของขวัญชิ้นแรก” ที่รัฐบาล “ลุงตู่” มอบให้ หลังจากประชาชนคนไทยต้อง “หาวเรอ” รอ 4 จีกันมาข้ามปี และเงินรายได้ที่เข้าสู่รัฐส่วนนี้ คงจะสามารถต่อยอดโครงการดีๆ ให้คนไทยได้อีกมาก!

ขณะเดียวกันช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่นี้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ได้สั่งให้ทุกกระทรวงเร่งจัดหามาตรการคืนความสุขเพื่อเป็น “ของขวัญปีใหม่ 2559” ให้กับประชาชนคนไทยได้ดื่มด่ำกันเต็มที่ ล่าสุด คณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ได้อนุมัติโครงการของส่วนราชการต่างๆ ที่จัดแพ็กเกจ “ของขวัญปีใหม่” แก่ประชาชนคนไทยเต็มพิกัด 5 กลุ่ม 194 โครงการเลยทีเดียว

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงถือโอกาสนี้ประมวลของขวัญปีใหม่ที่ “ซานต้าตู่” คืนความสุขแก่พี่น้องประชาชนคนไทย ดังนี้ :

คลังจัดเต็ม “คืนเงินสด– ลดดอกเบี้ยกู้” ประเดิมที่กระทรวงการคลังที่นายอภิศักดิ์

ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ได้ “จัดหนัก–จัดเต็ม” ให้ธนาคารเฉพาะกิจ 3 แห่ง อันประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ประชาชนเต็มอิ่ม

โดยธนาคารออมสินเข็น 3 มาตรการประกอบด้วย 1.ปล่อยสินเชื่อใหม่ให้แก่ผู้ประกอบการรายย่อยโดยไม่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน วงเงินกู้ไม่เกินรายละ 40,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 0.75% ต่อเดือน เท่าดอกเบี้ยโครงการธนาคารประชาชน 2.คืนดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ลูกค้าชั้นดี ที่ไม่เคยมีประวัติเบี้ยวหนี้และไม่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) โดยมีเงื่อนไขว่า ผู้กู้ต้องมีวงเงินกู้กับธนาคารไม่เกินรายละ 200,000 บาท จะได้คืนดอกเบี้ยเป็นเงินสดตั้งแต่ 1-3% ของดอกเบี้ยที่ธนาคารได้รับ เช่นวงเงินกู้ 200,000 บาท ปีแรกได้คืน 1% เท่ากับ 2,000 บาท ปีที่ 2 คืน 2% เท่ากับรับเงินคืน 4,000 บาท และปีที่ 3 จะได้รับเงินคืน 6,000 บาท

และ 3.ยกเว้นค่าธรรมเนียมการกดเงินข้ามเขตและการโอนเงินระหว่างธนาคาร ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.58-3 ม.ค.59 โดยประเมินว่า ทั้ง 3 มาตรการนี้ จะช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยได้ประมาณ 700,000 คน

ด้าน ธ.ก.ส.มีทั้งหมด 3 มาตรการคือ 1.คืนดอกเบี้ยเงินกู้ให้แก่ลูกค้าของ ธ.ก.ส.ในรอบปีบัญชีย้อนหลัง 3 ปี โดยเริ่มตั้งแต่ปีบัญชี 58 เป็นต้นไป (1 เม.ย.58-31 มี.ค.59) โดยลูกหนี้ที่ประวัติชำระหนี้ที่ดี 3 ปีติดต่อกันจะได้รับดอกเบี้ยคืน 5% ลูกหนี้ 2 ปีจะได้รับคืน 4% และลูกหนี้ 1 ปีจะได้รับดอกเบี้ยคืน 3% โดยคาดว่าจะมีเกษตรกรได้รับเงินคืนทั้งหมด 3.5 ล้านครัวเรือน วงเงินประมาณ 900 ล้านบาท

2.ปล่อยสินเชื่อใหม่รายละไม่เกิน 1 ล้านบาท ส่วนสถาบันการเกษตร รายละไม่เกิน 10 ล้านบาท อัตราดอกเบี้ย 4% ระยะเวลากู้ 7 ปี เพื่อปรับเปลี่ยนการผลิตตามนโยบายของ ธ.ก.ส. เช่น เปลี่ยนจากพืชที่ใช้น้ำมากเป็นพืชใช้น้ำน้อย เป็นต้น และ 3.ยกเว้นค่าธรรมเนียมการใช้บริการผ่านเอทีเอ็มของ ธ.ก.ส.ระหว่างวันที่ 31 ธ.ค.58-3 ม.ค.59

ขณะที่ ธอส.มอบของขวัญปีใหม่ให้แก่ลูกค้าด้วยการคืนเงินสดจำนวน 1,000 บาท สำหรับลูกค้าธนาคารผู้มีรายได้น้อย โดยมีเงื่อนไขประกอบด้วย 1.วงเงินกู้ต้องไม่เกิน 500,000 บาท 2.ต้องไม่เป็น หรือไม่เคยเป็นหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) 3.มีประวัติการผ่อนชำระหนี้ดีย้อนหลัง 36 เดือน และ 4.ต้องชำระเงินงวดของเดือน ธ.ค.58 ในระหว่างวันที่ 1 ธ.ค.58 ถึงวันที่ 31 ธ.ค.58 โดยคาดว่าจะมีลูกค้าธนาคารได้รับประโยชน์ประมาณ 104,000 คน วงเงิน 104 ล้านบาท และ 2.ยกเว้นค่าธรรมเนียมการโอนเงินและการถอนเงินข้ามเขต

“พาณิชย์” เข็น 8 โครงการลดค่าครองชีพ

ด้านกระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมของขวัญปีใหม่ตามบัญชา “ซานต้าตู่” ทั้งหมด 8 โครงการ โดยโครงการแรกได้แก่การจัดงาน “เทใจ…คืนสุข…เทศกาลปีใหม่” โดยกรมการค้าภายใน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมผู้ค้าปลีกไทย สมาคมการค้าส่ง-ปลีกไทย ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 13,500 สาขา และ “ร้านฉลาดซื้อ ประหยัดใช้” ของกระทรวงพาณิชย์จัดจำหน่ายสินค้าลดราคาครั้งใหญ่สูงสุดถึง 80% ระหว่างวันที่ 17-27 ธ.ค.นี้ โดยคาดว่าจะมียอดจำหน่าย 50,000 ล้านบาท ช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนได้เฉลี่ย 30% หรือคิดเป็นเงินประมาณ 15,000 ล้านบาท

ตามด้วยชิ้นที่ 2 “ตลาดชุมชน” ที่กรมการค้าภายในร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัด “โครงการตลาดต้องชม” เพื่อยกระดับตลาดชุมชนในท้องถิ่นให้มีอัตลักษณ์และสะท้อนวิถีชีวิตชุมชน ซึ่งจะเชื่อมโยงกับ “โครงการ 12 เมืองต้องห้ามพลาด” ของ ททท. มีเป้าหมาย 77 แห่ง ทั่วประเทศภายในปี 59 และ 231 แห่งภายในปี 61 ของขวัญชิ้นที่ 3 คือ “มหกรรมของขวัญปีใหม่ลดค่าครองชีพประชาชน” ที่กรมการค้าภายในร่วมกับห้างสรรพสินค้าและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดขึ้นรวม 4 ครั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑล

ของขวัญชิ้นที่ 4 คือการจัดกิจกรรม “ไทยแลนด์ ออนไลน์ เมกา เซลส์” (Thailand Online Mega Sale) โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าร่วมกับสมาคมผู้ประกอบการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ไทย

และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) จัดกิจกรรม “ช็อปกระจุย ลดกระจาย สินค้าออนไลน์ทั้งประเทศไทย” ของขวัญชิ้นที่ 5 คือการจัดงานตลาดนัดสินค้าชุมชน “ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม” ระหว่างวันที่ 1-25 ธ.ค. 58 ส่วนของขวัญชิ้นที่ 6 คือการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าเพิ่มเติม ของกรมการค้าต่างประเทศ ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปี 58 ระหว่างวันที่ 17-27 ธ.ค. ณ กรมการค้าต่างประเทศ สนามบินน้ำ ของขวัญชิ้นที่ 7 คือการจัดงานโอทอป ซิตี้ และจัดนิทรรศการท็อป ไทยแบรนด์ ระหว่างวันที่ 23-30 ธ.ค. ณ อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี

และของขวัญชิ้นสุดท้ายคือ การฝึกอบรมให้ความรู้เรื่อง “ทรัพย์สินทางปัญญากับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน” โดยกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ “คิกออฟ” ไปเมื่อวันที่ 15 ธ.ค.ที่จังหวัดนครพนม และวันที่ 18-19 ม.ค.59 จะจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่รับจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาและสนับสนุนค่าธรรมเนียมในการยื่นคำขอจดทะเบียน เป็นต้น

คมนาคมขนมาอีกกระบุงโกย

ขณะที่ นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม กล่าวถึงของขวัญปีใหม่ในส่วนของกระทรวง คมนาคม ได้แก่ การยกเว้นค่าธรรมเนียมผ่านทางหลวงพิเศษหมายเลข 7 และทางหลวงพิเศษหมายเลข 9 ของกรมทางหลวง (ทล.) ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันที่ 25 ธ.ค.58-24.00 น. ของวันที่ 3 ม.ค.59

รวมถึงยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษบูรพาวิถี (ทางพิเศษสายบางนา-ชลบุรี) ทางยกระดับด้านทิศใต้ สนามบินสุวรรณภูมิ เชื่อมทางพิเศษบูรพาวิถีและทางเชื่อมต่อทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี-สุขสวัสดิ์) กับทางพิเศษบูรพาวิถี เพื่อเป็นของขวัญประจำปีให้กับประชาชนทั่วไปที่จะเดินทางไปยังภูมิลำเนาเดิมในช่วงเทศกาลปีใหม่

ขณะที่องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก.ยังได้จัดชัตเติลบัส หรือรถเฉพาะกิจ ให้บริการ ฟรีช่วงปีใหม่ จำนวน 2 เส้นทาง ได้แก่ สาย 3 เส้นทางที่ 1 วงกลมอู่หมอชิต 2 สถานีรถไฟฟ้าบีทีเอส จตุจักร และสาย 54 เส้นทางที่ 2 อู่หมอชิต 2-อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ นอกจากนั้นการรถไฟแห่งประเทศไทยหรือ รฟท. ได้เพิ่มบริการรถไฟฟรี เส้นทางสายเหนือ กทม.-ศิลาอาสน์ และสายตะวันออกเฉียงเหนือ เส้นทาง กทม.-อุดรธานี, กทม.-ศรีสะเกษ และ กทม.-อุบลราชธานี รวมไปกลับอีก 15 ขบวน เริ่มให้บริการฟรีตั้งแต่วันที่ 29-31 ธ.ค.58 ทั้งเที่ยวไปและกลับ 7 ขบวน และเที่ยวกลับเริ่มให้บริการฟรีในวันที่ 3-4 มกราคม 59 จำนวน 8 ขบวน

นอกจากนี้ กระทรวงคมนาคมยังให้หน่วยงานในสังกัดจัดโครงการเพื่อมอบเป็นของขวัญปีใหม่สำหรับประชาชนเพิ่มเติมอีก 53 โครงการ อาทิประกอบด้วยของกรมการขนส่งทางบก 6 โครงการ อาทิ โครงการมั่นใจทั่วไทยรถใช้ GPS โครงการแท็กซี่ OK โครงการเผยแพร่ข้อมูลผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ กรมทางหลวง 8 โครงการ อาทิ ยกเว้นค่าผ่านทางพิเศษ (มอเตอร์เวย์) สาย 7 กรุงเทพฯ-ชลบุรี และมอเตอร์เวย์สาย 9 (บางปะอิน-บางพลี) กรมทางหลวงชนบท 7 โครงการ อาทิ ก่อสร้างสะพานข้าม 2 ฝั่งแม่น้ำที่ จ.เลย จ.อำนาจเจริญ จ.นครพนม จ.บุรีรัมย์ จ.อุบลราชธานี และที่ จ.กาฬสินธุ์

พลังงาน–อุตฯหมดมุกเน้นตรึง “ค่าไฟ–ก๊าซ”

ด้านของขวัญปีใหม่ของกระทรวงพลังงานนั้น นอกจากการขอความร่วมมือบริษัทผู้ค้าน้ำมันลดราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปลงมาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมแล้ว แต่ก็มีเรื่องของการตรึงราคาก๊าซหุงต้มหรือแอลพีจีในภาคครัวเรือน ภาคขนส่ง และอุตสาหกรรม ที่กระทรวงพลังงานระบุว่า จะมีการตรึงราคาอยู่ในระดับปัจจุบันที่ 22.29 บาทต่อกิโลกรัม แม้แนวโน้มของราคาก๊าซแอลพีจีในตลาดโลกในเดือน ม.ค.59 จะปรับตัวสูงขึ้นก็ตาม

ในส่วนของค่าไฟฟ้า หลังจากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ตั้งแต่เดือน พ.ย. ที่ผ่านมา โดยปรับค่าไฟฟ้าฐานใหม่อยู่ที่ 3.7551 บาทต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงได้จากเดือนตุลาคม 1.05 สตางค์ต่อหน่วย ดังนั้นค่าเอฟทีรอบเดือน ม.ค.-เม.ย.59 อาจมีโอกาสปรับตัวลดลงได้อีก เนื่องจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ใช้อ้างอิงย้อนหลังไป 6 เดือน มีแนวโน้มปรับตัวลดลง

ส่วนกระทรวงอุตสาหกรรม ที่ไม่รู้จะหาของขวัญอะไรให้ประชาชนดี จึงหันไปพึ่งการจัดงานขายสินค้าราคาถูกลดค่าครองชีพตามรอยกระทรวงพาณิชย์บ้าง โดยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) จัดงานจำหน่ายสินค้าราคาโรงงาน บริเวณหน้าโครงการนิคมอุตสาหกรรมจังหวัดราชบุรี วันที่ 22-23 ธ.ค.นี้ ขณะที่ตัวกระทรวงอุตสาหกรรมก็จัด “งานมหกรรมเครื่องหนังไทย” ที่อาคารกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ถนนพระราม 6 วันที่ 21-25 ธ.ค.58

ท่องเที่ยวฯ ระดม 6 แคมเปญรับปีใหม่

ด้านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬานั้น นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวว่า ของขวัญปีใหม่ที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ ตั้งใจทำโครงการเพื่อมอบให้แก่ประชาชนปีนี้ คือทำโครงการโดยเน้นสร้างความสุขให้แก่คนไทยในรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวที่หลากหลายและต่อเนื่องไปจนถึงเดือน ม.ค.59

“ไฮไลต์ในปีนี้ที่อยากเน้นย้ำและตั้งใจให้เป็นของขวัญพิเศษก็คือ การทำให้ทั่วโลกเห็นภาพประเทศไทยในห้วงเวลาการนับถอยหลังสู่ปีใหม่ หรือในนาที “เคาต์ดาวน์” ที่พุทธศาสนิกชนไทยร่วมใจกัน “สวดมนต์ข้ามปี” ในวัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร รวมทั้งวัดอื่นๆ อย่างพร้อมเพรียงเพื่อให้เป็นปีใหม่ “วิถีไทย วิถีพุทธ” ที่สร้างความสุขอย่างยั่งยืน เป็นการเริ่มศักราชใหม่ของชาวพุทธในการก้าวสู่การครองสติ เพื่อการเริ่มต้นชีวิตในปี 2559”

สำหรับ 6 กิจกรรมที่กระทรวงการท่องเที่ยวฯ จัดทำขึ้น โดยความร่วมมือกับหลายหน่วยงานมีดังนี้

1.จัดกิจกรรมส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ (Thailand Countdown 2016) ระหว่างวันที่ 27 ธ.ค.58 ถึงวันที่ 2 ม.ค.59 จะใช้พื้นที่บริเวณท่ามหาราช สวนนาคราภิรมย์ ท่าเตียน และตลาดยอดพิมาน รวมถึงลำน้ำเจ้าพระยาตั้งแต่สะพานกรุงธน จนถึงสะพานพระราม 9 โดยมีการทำ Light mapping และ Light Effect พร้อมจัดกิจกรรมถนนคนเดิน จำหน่ายสินค้า OTOP โดยเริ่มจาก ท่าช้างวังหลังไปจนถึงตลาดยอดพิมาน นอกจากนี้ ยังมีการจัดงาน Countdown ใน 7 จังหวัดหลักได้แก่ กรุงเทพฯ Countdown หน้าเซ็นทรัลเวิลด์ เชียงใหม่ ชลบุรี สงขลา ภูเก็ต ขอนแก่น และโดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย ซึ่งจะเป็นงาน Countdown 3 แผ่นดิน (ไทย-ลาว-เมียนมา)

2.ร่วมมือกับบริษัท ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BTS) และ MRT (การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย) ขยายเวลาให้บริการรถไฟฟ้าถึง 02.00 น.ในวันที่ 31 ธ.ค.58 และวันที่ 1 ม.ค.59 3. “ยิ้มทั่วไทย ไปกับ Free–WiFi” ร่วมมือกับกลุ่มผู้ให้บริการเครือข่าย โทรศัพท์ 3 ค่าย คือ บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัท ทรูคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

4. กิจกรรม “Thailand Only Selfie Contest 2016” จัดโดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) โดยการส่งภาพถ่าย Selfie ตัวเองกับสถานที่ท่องเที่ยวพร้อมเขียนความประทับใจเพื่อชิงแพ็กเกจท่องเที่ยวเมืองไทยสุดพิเศษ 5.งานเทศกาลท่องเที่ยวไทย ระหว่างวันที่ 13-17 ม.ค.59ณ สวนลุมพินี ที่ร่วมกับกรุงเทพมหานคร และ 6.นันทนาการสร้างสรรค์คุณภาพชีวิต โดยกรมพลศึกษา จะจัดกิจกรรมมอบเป็นของขวัญให้กับคนไทยทั้งประเทศ

ทั้งหมดคือ “ของขวัญ” จาก “ซานต้า (ลุง) ตู่” ที่ให้คนไทยได้เต็มอิ่มกับเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ปีวอก 2559.

ทีมเศรษฐกิจ

 

MIT จับมือ หอการค้า-รัฐบาลไทย สร้าง “นักรบ” เศรษฐกิจเจนใหม่ : ชูนวัตกรรมขั้นสูง ยกระดับการแข่งขันเวทีโลก

Published ธันวาคม 14, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/548421

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 14 ธ.ค. 2558 05:01

 

ประเทศไทยในช่วง 10–20 ปีที่ผ่านมา เกิดผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (SME) จำนวนมาก เพราะนโยบายของรัฐบาลในยุคนั้นมุ่งเน้นการสร้างผู้ประกอบการหน้าใหม่ จนในปัจจุบันมี SME อยู่กว่า 2 ล้านรายทั่วประเทศ และ SME เหล่านี้เองเป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพราะเป็นห่วงโซ่การผลิต (Supply Chain) ของผู้ประกอบการขนาดใหญ่

แต่ในโลกยุคปัจจุบัน และในอนาคต การผลิตและขายสินค้าโดยใช้เทคโนโลยีการผลิตแบบเดิมๆไม่อาจทำให้ไทยสามารถแข่งขันในเวทีโลกได้อีกแล้ว!!

เพราะหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว ล้วนแต่หันมาใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และนวัตกรรมล้ำสมัย (Innovation) ผลิตสินค้า เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และหลีกหนีการแข่งขันจากคู่แข่งอย่างไม่เห็นฝุ่น หรือใช้เป็นโมเดลทางธุรกิจ (Business Model) รูปแบบใหม่ๆ ที่ไม่ซ้ำใคร ที่ประสบความสำเร็จไปทั่วโลก ตั้งแต่ facebook.com และ google.com  ฯลฯ

หากประเทศไทยยังคงพึ่งพาการส่งออกต่อไป ก็จำเป็นจะต้องผลิตสินค้า และบริการที่มีนวัตกรรมขั้นสูงให้มากขึ้น เพื่อวิ่งตามโลกให้ทัน และทิ้งคู่แข่งให้ได้ แนวทางนี้ ตรงกับนโยบายของรัฐบาลในการสร้าง “นักรบเศรษฐกิจ” โดยใช้นวัตกรรมขั้นสูงเป็นอาวุธสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจไทย

“ทีมเศรษฐกิจ” ได้มีโอกาสสัมภาษณ์ รศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ถึงการพัฒนาผู้ประกอบการด้วยนวัตกรรม หรือที่เรียกว่า Innovation-driven Entrepreneur (IDE) ตามแนวทางของ สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ (MIT) สหรัฐอเมริกา ซึ่งได้เลือก มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในการนำพารัฐบาลและภาคเอกชนไทยเข้าสู่โมเดลนี้

นวัตกรรมขั้นสูงอาวุธใหม่ทางเศรษฐกิจ

รศ.ดร.เสาวณีย์เริ่มต้นการสนทนาว่า ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า IDE คืออะไร และแตกต่างจาก SME อย่างไร ประเทศไทยมี SME อยู่จำนวนมากแล้ว ในอนาคตการเติบโตทางธุรกิจของ SME ยังคงมีอยู่แน่นอน แต่อัตราการขยายตัวอาจมีไม่มากนัก ในขณะที่แนวโน้มของโลกหันไปสู่การใช้นวัตกรรมมากขึ้น ดังนั้น ประเทศไทยจำเป็นต้องเดินตามโลกให้ทัน ต้องใช้นวัตกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า

คำว่า “IDE” ถ้าพูดให้เข้าใจอย่างง่ายๆ หมายถึง ผู้ประกอบการที่ใช้นวัตกรรมสร้างสรรค์ธุรกิจรูปแบบใหม่ หรือผลิตภัณฑ์ใหม่ๆที่ยังไม่มีในโลกนี้ ถือเป็นกลุ่มนักรบเศรษฐกิจที่ใช้นวัตกรรมเป็นอาวุธทางธุรกิจ

การจะเกิด IDE ได้ ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุนก่อน แต่สำคัญที่สุดคือ ต้องมีความคิด (Idea) ว่าจะผลิตสินค้าอะไร หรืออยากทำธุรกิจรูปแบบใด ซึ่งต้องเป็นสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการอย่างแท้จริง หรือที่ยังไม่มีในโลก ไม่ใช่เป็นสินค้าที่ “มโน” ขึ้นเองว่าอยากขายนั่นขายนี่ เช่น เปิดร้านขายกาแฟ ที่มีอยู่ดาษดื่น สุดท้ายเจ๊ง เพราะผลิตไม่ตรงกับความต้องการของตลาด หรือมีมากเกินไปจนล้นตลาด

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสินค้าใดเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค ต้องดูจาก Customer Pain หรือความเจ็บปวดของผู้บริโภค ที่ต้องการมีสินค้านั้นๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้ตนเอง เช่น ผู้สูงอายุ ต้องการอะไรบ้างที่จะอำนวยความสะดวกในการใช้ชีวิตในประจำวัน

เมื่อได้ไอเดียว่าจะผลิตสินค้าอะไรแล้ว ต่อไปต้องหาแหล่งเงินทุน (Venture Capital) และนักวิทยาศาสตร์ หรือนักวิจัย เพื่อสนับสนุนเงินทุนให้ผลิตสินค้านั้นๆ หรือพัฒนา Business Model หรือเว็บไซต์ แอพพลิเคชั่น ซอฟต์แวร์ที่จะใช้ทางธุรกิจ ก่อนนำเข้าสู่ตลาดผู้บริโภค

“จากการเข้าอบรมหลักสูตรการสร้างผู้ประกอบการโดยใช้นวัตกรรมขั้นสูง ที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเสตต์ (MIT) เมื่อหลายเดือนก่อน จะสอนตั้งแต่การหาไอเดีย จนถึงสามารถเปิดบริษัทขายสินค้าได้ MIT บอกว่าก่อนที่คนคนหนึ่งจะเป็น IDE ได้ ต้องนำเสนอไอเดียมากถึง 80 ครั้งกว่าจะมีผู้สนใจ และสนับสนุนเงินทุนให้ผลิตสินค้าจนนำออกขาย แต่คนที่ผ่านกระบวนการนี้ของ MIT จะเปิดบริษัทได้ภายใน 8 เดือน สินค้าที่ผลิตจะขายได้ทั่วโลก”

นอกจาก MIT จะมีหลักสูตรการสร้างผู้ประกอบการให้เป็น IDE แล้ว ยังสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเกิดนวัตกรรมขั้นสูงด้วย เช่น มีโกดังเปล่า ที่ภายในมี “โต๊ะแห่งความคิด” จำนวนมาก และสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันเหมือนเป็นออฟฟิศ มาเปิดให้ผู้ที่ต้องการเป็น IDE ได้เช่าโต๊ะวันละไม่กี่สิบเหรียญฯ เพื่อหาไอเดียทำธุรกิจรูปแบบใหม่ หรือผลิตสินค้าใหม่ๆ ในแต่ละปี โกดังแห่งนี้สามารถสร้างธุรกิจเกิดใหม่ หรือเกิด IDE ได้ไม่ต่ำกว่า 600 ธุรกิจ

ความแตกต่างของ IDE–SME

การเป็น IDE แตกต่างจาก SME มาก เพราะ SME เกือบทั้งหมดตั้งเป้าหมายทำธุรกิจในประเทศ หรืออย่างมากเฉพาะในภูมิภาคเท่านั้น ที่สำคัญ ในการผลิตหรือการทำธุรกิจ มักไม่มีนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีผลิตสินค้า ทำธุรกิจด้วยวิธีการแบบเก่าที่ตกทอดมาตั้งแต่รุ่นปู่รุ่นพ่อ ซึ่งขาดเงินทุนจากภายนอกประเทศ ส่งผลให้ขาดศักยภาพในการแข่งขัน นอกจากนี้ ธุรกิจ SME ช่วยสร้างงานได้ไม่มากนัก แต่ก็มีข้อดีตรงธุรกิจ SME เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป

สำหรับ IDE เป้าหมายการทำธุรกิจ ไม่ได้มุ่งเฉพาะภายในประเทศ หรือภูมิภาคเท่านั้น แต่มองไกลไปถึงตลาดโลก โดยใช้นวัตกรรมล้ำสมัยและเทคโนโลยีขั้นสูงผลิตสินค้า และกำหนด Business Model หรือกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) ที่ไม่ซ้ำใคร ทำให้สามารถดึงดูดความสนใจจากแหล่งเงินทุนภายนอกประเทศได้ ก่อให้เกิดศักยภาพในการแข่งขัน ช่วยสร้างงานให้คนในประเทศ และขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศได้เป็นทวีคูณ

แต่ข้อเสียของ IDE คือ ในช่วงการเริ่มต้นธุรกิจ กิจการอาจขาดทุนก่อน เพราะเงินทุนจำนวนมากจะหมดไปกับการค้นคว้าและวิจัยสินค้าใหม่ๆให้ตรงกับความต้องการของตลาดมากที่สุด แต่เมื่อสินค้าติดตลาดแล้ว ธุรกิจจะทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“IDE เป็นคนละเรื่องกับ SME ที่ส่วนมากจะไม่โตแล้ว เพราะ SME ส่วนใหญ่ไม่เคยคิดจะเข้าสู่ตลาดโลก จะขายเฉพาะในประเทศหรือประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น แต่ IDE มีความต้องการจะไปถึงตลาดโลก เพราะสินค้าตอบโจทย์ผู้บริโภคได้มากกว่า”

เมื่อ SME และ IDE มีความแตกต่างกัน การกำหนดนโยบายสนับสนุน จึงต้องต่างกันด้วย โดย IDE ต้องการความร่วมมือของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อผลักดันให้เกิดนักรบเศรษฐกิจรายใหม่ของประเทศ ไม่ใช่จะเกิดขึ้นได้จากตัวของผู้ประกอบการเพียงลำพัง และการสนับสนุน IDE ยังต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว และมีความยืดหยุ่น เพราะกว่าจะผลิตสินค้าได้ ต้องใช้ระยะเวลามากกว่า SME

สำหรับประเทศไทย MIT แนะนำว่า การจะขับเคลื่อน IDE ได้ ภาครัฐต้องสนับสนุนอย่างจริงจัง

ขณะที่รัฐบาลจะเดินหน้าการสร้าง IDE อย่างเป็นรูปธรรม ต้องไม่ทิ้ง SME หากยังต้องส่งเสริมสนับสนุนและช่วยเหลือในด้านต่างๆต่อไป รวมถึงต้องหาพี่เลี้ยง เช่น ผู้ประกอบการรายใหญ่ช่วยหานวัตกรรม และต่อยอดการผลิตให้ และช่วยเสริมสภาพคล่องให้ด้วย

“MIT” แนะไทยขาดนวัตกรรม

แม้การใช้นวัตกรรม และการสร้างผู้ประกอบการโดยใช้นวัตกรรม เป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับระบบเศรษฐกิจโลก แต่ประเทศไทยแทบไม่รู้จัก IDE ผู้ประกอบการแต่ละรายใช้นวัตกรรมผลิตสินค้าและทำธุรกิจน้อยมาก หนำซ้ำยังแทบไม่มีงบประมาณทำการวิจัยและพัฒนา (R&D) เลย ประเทศไทยจึงยังไม่ก้าวหน้าเทียบชั้นประเทศพัฒนาแล้ว

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยระบุว่า นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทย และ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความสำคัญกับการใช้นวัตกรรมผลิตสินค้ามานานแล้ว จึงได้ทุ่มทุนกว่า 10 ล้านบาท ส่ง “ทีมไทยแลนด์” ที่นอกจากจะมี รศ.ดร.เสาวณีย์ แล้ว ยังคัดเลือกบุคคลชั้นหัวกะทิจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคเงินทุน และนักวิชาการ เดินทางไปเข้าร่วมสัมมนาเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ของ MIT ตามโครงการ MIT REAP (Regional Entreperneur Acceleration Program) เมื่อ 1-2 เดือนที่ผ่านมา ร่วมกับอีกหลายประเทศ อย่างญี่ปุ่น จีน นอร์เวย์ ชิลี อิสราเอล และสหราชอาณาจักร

เพื่อให้เกิดความเข้าใจในการสร้างระบบนิเวศ ที่เอื้อให้เกิดระบบ IDE (IDE Eco-system) ซึ่งประกอบด้วย 5 ภาคส่วน ได้แก่ ภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคธุรกิจที่เป็นกลุ่มผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจที่เป็นกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ และภาคธุรกิจที่เป็นกลุ่มทุน โดยผลักดันให้ทั้ง 5 ภาคส่วนทำงานร่วมกันเพื่อสร้าง IDE ให้ได้ เพราะ IDE ไม่สามารถเกิดขึ้นได้หากมีเพียงผู้ประกอบการ แต่ไร้ซึ่งการสนับสนุนจากภาควิชาการเช่น นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย หรือไร้ซึ่งแหล่งเงินทุนต่างๆ รวมถึงยุทธ-ศาสตร์การสร้าง IDE จากรัฐบาล

ในการเวิร์กช็อป MIT บอกว่า ประเทศใดก็ตาม จะเกิด IDE ได้ ต้องมีความสามารถ 2 ด้านประกอบกัน คือ ความสามารถด้านนวัตกรรม (Innovation Capacity) เช่น การมีนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ห้องทดลองทางวิทยาศาสตร์ มี R&D และมีงบ R&D คนในประเทศมีความ ต้องการนวัตกรรมหรือไม่ ถ้าไม่มี การสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้มีนวัตกรรมมากขึ้นอาจขายไม่ได้ และยังต้องมีความสามารถในการเป็นผู้ประกอบการ (Entrepreneurial Capacity) ด้วย

ภายหลังจาก “ทีมไทยแลนด์” ได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศไทยแล้ว MIT ประเมินว่า ไทยมี Entrepreneurial Capacity มาก เห็นได้จากนักศึกษาจบใหม่ส่วนใหญ่ต้องการเป็นเจ้าของกิจการ อยากเป็น start up แต่ยังขาด Innovation Capacity เพราะมีการจดทะเบียนทรัพย์สินทางปัญญาน้อยมาก นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยก็น้อย

ขาดระบบการเกื้อกูลกันและกัน

นั่นอาจเป็นเพราะไทยยังขาดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้เกิดไอเดีย ระบบนิเวศ และการเกื้อกูลจากภาครัฐและเอกชนของ IDE ที่ประกอบด้วย 5 ภาคส่วนยังไม่ดีพอ นักคิดยังไม่มีโอกาสพบกับนักลงทุน ทำให้เด็กจบใหม่ ส่วนใหญ่เริ่มต้นด้วยการเปิดร้านขายกาแฟ ขายอาหาร หรือร้านซักรีด ซึ่งล้วนแต่มีอยู่แล้วในตลาด ดังนั้น จึงต้องสร้างระบบนิเวศขึ้น เพื่อให้เอื้อต่อการเกิด IDE

“ถ้าเราทำให้ระบบนิเวศ หรือการเกื้อกูลกันให้เกิดขึ้น ทำให้ทั้ง 5 ภาคส่วนได้ทำงานร่วมกัน จะเกิด IDE ขึ้นอีกมากในประเทศไทย อย่างร้านซักรีด ถ้าเอานวัตกรรมมาใส่ มีการสนับสนุนเงินทุน จะได้ธุรกิจใหม่ๆ ที่ไม่เหมือนใคร เช่นร้านซักรีด 24 ชั่วโมง ที่ชื่อ washbox 24…”

…นี่ถือเป็น Business Model ใหม่ เพียงแค่เช่าพื้นที่เล็กๆ ตามคอนโดทำล็อกเกอร์ใส่เสื้อผ้า ลูกค้าจะเอาผ้ามาใส่ล็อกเกอร์ เวลาใดก็ได้ ร้านจะเอาผ้าไปซัก โดยติดบาร์โค้ด และถ่ายรูปผ้าทุกชิ้น ลูกค้าสามารถติดตามสถานะการส่งซักได้ทางเว็บไซต์ www.washbox24.com  โดยร้านจะส่ง SMS แจ้งเมื่อผ้าซักเสร็จแล้ว Business Model นี้เป็นลิขสิทธิ์ของเด็กไทย จะเอาไปเปิดที่ไหนก็ได้”

หรืออย่างเว็บไซต์หนังสือออนไลน์ OOKBEE ที่มียอดขายในทั่วโลก เว็บไซต์ BUILK เว็บไซต์สำเร็จรูปเพื่อธุรกิจก่อสร้าง ที่มียอดขายทั่วโลกเช่นกัน หรืออย่าง Disrupt University โรงเรียนสอน start up โดยนำเอาองค์ความรู้จาก Stanford และการสร้างสรรค์นวัตกรรมจาก Sillicon Valley มาผสมผสานกัน ซึ่งจะช่วยออกแบบผลิตภัณฑ์ในฝัน หรือเปิดบริษัทในฝันได้ในเวลาเพียง 4 สัปดาห์ เป็นต้น

นี่คือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่า การเริ่มต้นธุรกิจ หรือทำผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งต้องเอาความต้องการของตลาดเป็นหลัก ทำให้ไม่มีอะไรล้นตลาด แต่ส่วนใหญ่แล้ว คนไทยมักเอางานวิจัยที่อยู่บนหิ้งมาขึ้นห้าง ทำให้เมื่อผลิตเป็นสินค้าแล้ว มักไม่ได้รับการตอบรับจากตลาด เพราะงานวิจัยต่างๆ เป็นสิ่งที่นักวิจัยทำตามความต้องการของตนเอง ไม่ได้เอาความต้องการของตลาดมาเป็นหลักคิด

“ในช่วงเริ่มต้นของการเป็น IDE ต้องใช้เวลาในการพัฒนาโมเดลทางธุรกิจทั้งหมด พัฒนานวัตกรรม แอพพลิเคชั่น เว็บไซต์ หรือซอฟต์แวร์ ซึ่งอาจไม่ทำกำไรในปีแรก จึงต้องหาแหล่งเงินทุนที่มีสายป่านยาวมาช่วยสนับสนุนด้านการเงิน”

หอการค้าไทยเดินหน้าสร้าง IDE

รศ.ดร.เสาวณีย์กล่าวว่า ในการสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ เมื่อปลายเดือน พ.ย.58 หนึ่งในหัวข้อสำคัญในการสัมมนาคือ การสร้าง IDE และการใช้นวัตกรรมผลิตสินค้า ซึ่งสมาชิกหอการค้าไทยตื่นตัวมาก เพราะช่วยเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะนักลงทุนที่บอกว่า มีเงิน แต่ไม่รู้จะลงทุนอะไร

หอการค้าไทย และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้นำเสนอเรื่องดังกล่าว กับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ แล้ว และแสดงความเห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะเป็นแนวทางที่รัฐบาลต้องการดำเนินการ และรอคนที่จะมาร่วมกันขับเคลื่อน จึงมอบหมายให้ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมช.พาณิชย์ เป็นหัวเรือใหญ่ผลักดันเรื่องนี้ร่วมกับหอการค้าไทยและมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

ล่าสุดได้มีการหารือร่วมกันแล้ว เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ผลักดันให้เกิด IDE อย่างจริงจัง และผลักดันการทำงานของระบบนิเวศ ทั้ง 5 ภาคส่วน โดยกำหนดจะประชุมร่วมกันทุก 2 สัปดาห์ เพื่อให้งานมีความคืบหน้าโดยเร็ว

ขณะเดียวกัน “ทีมไทยแลนด์” แต่ละคนที่เข้าร่วมเวิร์กช็อปที่ MIT ต้องเดินหน้าหาพันธมิตร เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้ เช่น มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ต้องหามหาวิทยาลัยอื่นเป็นพันธมิตร ตัวแทนเงินทุนก็ต้องหากองทุนอื่นๆเข้าร่วมเป็นทีมเดียวกันด้วย เป็นต้น

“เมื่อก่อน เรายังต่างคนต่างทำงาน รัฐบาล สถาบันการศึกษา นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย ก็ทำงานวิจัยตามความต้องการของตนเอง เมื่อได้แล้วเอาเก็บไว้บนหิ้ง ไม่ได้นำมาผลิตสินค้าขาย เพราะไม่ตรงกับความต้องการของตลาด แต่ถ้าประเทศไทยจะมุ่งหน้าไปสู่ IDE ทั้ง 5 ภาคส่วนต้องทำงานร่วมกัน และต้องหากิจกรรมที่กระตุ้นให้เกิด IDE ได้เร็วขึ้น อย่างที่ MIT มีโกดังให้เช่าโต๊ะความคิด”

สำหรับหอการค้าไทยวางแผนในอีก 6 เดือน จะประกาศการประกวดแผนธุรกิจ โดยอาจคัดเลือกทีมที่มีไอเดียดีๆ 10-20 ทีม เพื่อเอามาบ่มเพาะ โดยจัดหาสถานที่ให้อยู่รวมกันเป็นทีม มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน มีบริษัทขนาดใหญ่เป็นพี่เลี้ยง

ถ้าเสนอแผนธุรกิจแล้วบกพร่อง จะหาทีมมาร์เกตติ้งมาให้คำแนะนำ หรือหากบกพร่องเรื่องการวิจัย จะหานักวิจัยมาดูให้ เมื่อแผนธุรกิจ หรือตัวสินค้าเสร็จแล้ว จะมีการตัดสินและประกาศรางวัล จากนั้นจะหาแหล่งเงินทุนมาดู ถ้าถูกใจก็ลงทุนร่วมกันได้ทันที

ขณะเดียวกัน มหาวิทยาลัยฯได้ร่วมกับหอการค้าไทยเปิดหลักสูตร “สถาบันวิทยาการนวัตกรรมผู้ประกอบการ” หรือ IDEA (Innovation Driven Entrepreneurship Academy) ที่เน้นการสร้าง Ecosystem (ระบบนิเวศหรือการเกื้อกูลกันทางธุรกิจ) สำหรับผู้ประกอบการ และพัฒนาผู้ประกอบการที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมตามโมเดลของ MIT สหรัฐอเมริกา เพื่อสร้าง“นักรบเศรษฐกิจใหม่ของประเทศไทย” โดยเปิดรับผู้สนใจอายุ 25-42 ปี สมัครได้จนถึงวันที่ 15 ม.ค.59 เริ่มเรียนวันที่ 12 ก.พ.-10 มิ.ย.59

“ถ้าทุกภาคส่วนทำงานร่วมกันอย่างจริงจัง และรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุนที่ถูกต้อง ประเทศไทยเกิด IDE จำนวนมากได้แน่ และผู้ประกอบการใหม่เหล่านี้จะเป็นนักรบเศรษฐกิจที่มีคุณภาพ สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตได้แบบทวีคูณ เพื่อช่วยให้ไทยหลุดพ้นจากประเทศที่มีรายได้ปานกลางได้อย่างแน่นอน”.

ทีมเศรษฐกิจ

 

ในหลวง กับเรื่องราว…ที่เราไม่เคยรู้ นานาชาติสดุดีพระเกียรติ

Published ธันวาคม 9, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/545303

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 7 ธ.ค. 2558 05:01

 

ผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ทราบข้อมูลเกี่ยวกับโครงการในพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณต่อประเทศชาติและพสกนิกรไทยมามากมาย

หลายโครงการและหลายพระราชกรณียกิจ อาจได้ยินกันจนเป็นที่คุ้นหูชินตา

เช่น โครงการแก้ไขปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ต่างๆ โครงการแก้มลิง โครงการชั่งหัวมัน โครงการแกล้งดิน โครงการพัฒนา ลุ่มน้ำห้วยห้องไคร้ โครงการกำจัดขยะครบวงจร โครงการฟื้นฟูสภาพป่าในเขตป่าสงวน โครงการก่อสร้างเขื่อนป้องกันน้ำทะเลเจือปนน้ำจืด 4,300 แห่ง โครงการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ โครงการพัฒนา และรณรงค์การใช้หญ้าแฝก โครงการ แก้ปัญหาดินเสื่อม-ดินเค็ม โครงการธนาคารฟืน หรือแม้แต่โครงการไบโอดีเซล เป็นต้น

แต่ยังมีอีกหลายโครงการที่คนไทยไม่รู้ ที่สำคัญเราอาจไม่เคยรู้เลยว่า นับพันโครงการของพระองค์ล้วนเป็นการวางรากฐานในทุกเรื่องให้แก่ประเทศชาติและคนไทย จากความแน่วแน่ที่ทรงตั้งปณิธานไว้ด้วยใจทะนงว่า จะทำทุกสิ่งเพื่อช่วยเหลือปวงชนชาวไทยให้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุขในแผ่นดินของพระองค์

กระนั้นก็ตาม ความไม่รู้ และการพยายามสอบถาม ค้นคว้าหาข้อมูลมากมาย ก็ทำให้เราพบความสำเร็จ สามารถนำความมาเผยแพร่แก่ท่านผู้อ่านได้ด้วยความช่วยเหลือของมูลนิธิปิดทอง หลังพระ

ทีมเศรษฐกิจ ตั้งใจนำพระราชกรณียกิจบางช่วงบางตอนของพระองค์ที่แทบจะไม่มีผู้คนรับรู้ มาตีพิมพ์เผยแพร่เพื่อร่วมถวายพระพรในวโรกาสอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์ทรง เจริญพระชนมพรรษาครบ 88 พรรษา และอีกไม่นานจะทรงเป็นพระ มหากษัตริย์พระองค์แรกของโลกที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดถึง 70 ปี

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน พ.ศ.2489 สืบแทนสมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล ซึ่งเสด็จ สู่สวรรคาลัยโดยกะทันหัน

ขณะนั้นพระองค์ทรงมีพระชนมายุเพียง 18 พรรษา พระองค์ขึ้นครองราชย์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ.2488 เพียงปีเดียว

แต่โดยเหตุที่ยังมีพระราชภารกิจต้องศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จึงต้องเสด็จฯกลับไป กระทั่งทรงสำเร็จการศึกษา จึงเสด็จนิวัตกลับประเทศไทยในปี 2492

ช่วงเวลา 3-4 ปีนั้น เป็นช่วงที่ประเทศไทยตกอยู่ในสภาวการณ์สุ่มเสี่ยงทั้งจากการต้องชดใช้หนี้สงคราม และปัญหาเศรษฐกิจที่รุมเร้ารุนแรง เงินในธนาคารแห่งประเทศไทยแทบไม่มี หลังจากถูกญี่ปุ่นยึดเป็นด่านหน้าในการสู้รบกับฝ่ายพันธมิตร เช่นเดียวกับอาหารและทรัพยากรอื่นๆที่ประเทศไทยมี ต้องให้พวกญี่ปุ่นนำไปใช้ประโยชน์ก่อน

แม้ญี่ปุ่นจะประกาศยอมแพ้แล้ว แต่ประเทศและคนไทยยังต้องกัดฟันสู้กับการบูรณะและฟื้นฟูประเทศใหม่ ขณะเดียวกันก็ต้องสู้กับภาวะข้าวยากหมากแพง สินค้าอุปโภค-บริโภคที่มุดลงสู่ตลาดใต้ดิน ทำให้เงินเฟ้อตลอดช่วงสงครามสูงขึ้นเป็น 200-1,000 เปอร์เซ็นต์ เป็นที่มาให้ผู้คนอดอยาก และเจ็บป่วยล้มตายกันจำนวนมากด้วยโรคระบาดที่ไม่อาจรักษาได้

ขณะที่ช่วงต้นรัชกาล กิจการทางการแพทย์ของไทยยังไม่เจริญก้าวหน้า ขาดแคลนทั้งเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ที่จำเป็น บริการด้านสาธารณสุขก็ไม่แพร่หลาย ผู้เจ็บป่วยที่ยากจนและอยู่ห่างไกลไม่มีโอกาสได้รับการรักษา

โรคระบาดที่รุนแรงในปี พ.ศ.2493 และทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากคือ วัณโรค โรคเรื้อน โรคไขสันหลังอักเสบ (โปลิโอ) และอหิวาตกโรค ซึ่งทำให้มีคนไทยตายเฉียบพลันจำนวนมาก

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับทราบพระเนตรพระกรรณ ตั้งแต่ที่ทรงนิวัตกลับประเทศไทยในปี 2489 และตลอดช่วงเวลาที่ต้องเสด็จฯกลับไปศึกษาต่อ จึงทรงมีพระราชดำรัสว่า

“…การรักษาความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายเป็นปัจจัยของเศรษฐกิจที่ดีและสังคมที่มั่นคง เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น โดยปกติจะอำนวยผลให้สุขภาพจิตใจสมบูรณ์ด้วย และเมื่อมีสุขภาพสมบูรณ์ ดีพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจแล้ว ย่อมมีกำลังทำประโยชน์ สร้างสรรค์ เศรษฐกิจ และสังคมของบ้านเมืองได้เต็มที่ ทั้งไม่เป็นภาระแก่สังคมด้วย คือ เน้นแต่ผู้สร้าง มิใช่ผู้ถ่วงความเจริญ…”

เมื่อทรงทราบว่า สังคมไทยอ่อนแอ และคนไทยเจ็บป่วยด้วยโรคภัยต่างๆมากมาย โดยเฉพาะในช่วงหลังสงครามโลก ซึ่งเป็นเหตุให้ประเทศไทยต้องส่งข้าวให้อังกฤษโดยไม่คิดมูลค่าจากหนี้สงครามที่ญี่ปุ่นดึงไทยเข้าไปร่วมด้วยถึง 1.5 ล้านตัน ขณะที่เศรษฐกิจไทยต้องตกต่ำลงอย่างหนัก ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นกลายเป็นสิ่งหายากยิ่ง และต้องเผชิญภาวะยุ่งยากปั่นป่วน เพราะถูกตัดขาดจากบรรดาชาติสัมพันธมิตร

สิ่งแรกที่พระองค์ทรงมุ่งแก้ไขจึงเป็นปัญหาด้านการสาธารณสุข พระราชทานทรัพย์ส่วนพระองค์จำนวนมากหรือประมาณ 500,000 บาท เพื่อ สร้างโรงพยาบาล “ปอดเหล็ก” และจัดซื้อเวชภัณฑ์เพื่อสู้กับวัณโรคที่กำลังระบาดหนัก พร้อมกับสนับสนุนให้สภากาชาดไทยผลิตวัคซีน BCG ป้องกันวัณโรค จนกระทั่งทรงปราบวัณโรคสำเร็จในปี 2497

ขณะที่การผลิตวัคซีน BCG เพื่อสู้กับวัณโรคของสภากาชาดไทย ได้ผลเป็นอย่างดีนั้น องค์การสงเคราะห์แม่และเด็กแห่งยูนิเซฟได้สั่งซื้อเพื่อส่งไปให้กับประเทศที่เกิดโรคระบาดเดียวกันนี้ในเอเชียได้ใช้ด้วย

เหตุการณ์นี้ ทำให้พระองค์ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ “ยามเย็น” พระราชทานแก่วงดนตรีนำไปบรรเลงในงานแสดงดนตรีการกุศลเพื่อหารายได้ช่วยเหลือโครงการรณรงค์ต่อต้านวัณโรคแห่งชาติของสมาคมปราบวัณโรคแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ด้วย

พระองค์ยังพระราชทานแบบจำลองเรือรบหลวงศรีอยุธยาซึ่งเป็นผลงานฝีพระหัตถ์ออกประมูลในงานเดียวกัน เพื่อนำรายได้สมทบทุนช่วยเหลือผู้ป่วยวัณโรคซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปสูงถึง 140,000 คน หรือ 500 คนต่อประชากร 100,000 คน

ในช่วงเวลาเดียวกัน พระราชทานทุนประเดิมเพื่อจัดตั้ง “กองทุนโปลิโอสงเคราะห์” ที่เกิดการระบาดรุนแรงขึ้นในปี 2495 พร้อมออก ประกาศเชิญชวนปวงชาวไทยโดยเสด็จพระราชกุศลด้วยการ “ทรงโซโลแซ็กโซโฟนเพลงตามคำขอ” ทางวิทยุ อ.ส.พระ ราชวังดุสิต

ครั้งนั้น ทำให้ได้เงินจำนวนมากส่งไปพระราชทานแก่โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าและมหาวิทยาลัยมหิดล (รพ.ศิริราช) ใช้เป็นทุนก่อสร้างอาคาร และซื้อเวชภัณฑ์เพื่อบำบัดฟื้นฟูผู้ป่วยที่พ้นขีดอันตราย แต่ต้องเป็นอัมพาต

ยังทรงสนับสนุนการค้นคว้าทางวิชาการและก่อสร้างตึก “วชิราลงกรณ์ธาราบำบัด” ไว้เป็นสถานที่รักษาด้วยวิธีทางกายภาพโดยใช้น้ำช่วยพยุงร่างกายระหว่างการบริหารและฟื้นฟูกล้ามเนื้อผู้ป่วยด้วย ผลจากการพัฒนาตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่องนี้ ทำให้ปัจจุบันไม่มีรายงานการติดเชื้อโรคโปลิโอ หรือโรคไขสันหลังอักเสบอีกเลย

การระบาดอย่างรุนแรงของโรคร้ายต่างๆในช่วงหลังสงครามโลกดังกล่าว ทำให้คนไทยถูกรุมเร้าด้วย
โรคเรื้อน และอหิวาตกโรคที่มีผลให้ต้องสูญเสียชีวิตกันเป็นจำนวนมาก

นั่นทำให้พระองค์ทรงก่อตั้ง “กองทุนปราบอหิวาตกโรค” ด้วยการให้สภากาชาดไทยจัดซื้ออุปกรณ์เพื่อผลิตวัคซีนได้มากขึ้นอีกหลายเท่าตัว ขณะเดียวกันก็สนับสนุนการจัดหาเครื่องมือเพื่อวิจัยโรค สร้างเครื่องกลั่นน้ำเกลือคุณภาพทัดเทียมต่างชาติขึ้นใช้เอง

และเช่นเดียวกันทรงหาทุนโดยเสด็จพระราชกุศลด้วยการ “เป่าแซ็กโซโฟนตามคำขอ” โดยมีพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนโทรศัพท์ขอเพลงผ่านวิทยุ อ.ส.ได้ ทำให้การปราบอหิวาตกโรคของพระองค์สงบลงได้อย่างสิ้นเชิงในเวลาเพียง 1 ปี 5 เดือน นับจากที่ระบาดอย่างรุนแรงในปี 2501

ในปี 2496 ทรงพบโรคภัยอีกโรคขณะเสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎร และทอดพระเนตรเห็นผู้ป่วยโรคเรื้อน ซึ่งไม่ได้รับการรักษา และยังคงอยู่ร่วมกับผู้คนปกติทั่วไป จึงพระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์ จัดตั้ง “ทุนอานันทมหิดล” แก่กระทรวงสาธารณสุข ให้เป็นทุนเริ่มแรกในการสร้างอาคารสถานพยาบาลโรคเรื้อนขึ้นที่พระประแดง สมุทรปราการ แล้วทรงให้จัดตั้งสถาบันราชประชาสมาสัย เพื่อบำบัดฟื้นฟูและค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับโรคเรื้อน

รวมทั้งฝึกอาชีพให้ผู้ป่วย และสร้างสถานศึกษาเพื่อการอบรมเจ้าหน้าที่ในการบำบัดรักษาผู้ป่วย พร้อมหาสมมติฐานของโรคเพื่อกำจัดโรคนี้ให้หมดไป และทำให้คนไทยหายขาดจากโรคสำเร็จ โดยผู้ป่วยและบุตร 180,000 คนได้รับการรักษาจนหายขาด สามารถดำรงตนเป็นปกติสุขในสังคมได้สมดังพระราชปณิธานที่ตั้งไว้ ขณะเดียวกันยังทำให้ไทยสามารถกำจัดโรคเรื้อนได้สำเร็จเป็นประเทศแรกในภูมิภาคนี้ด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรงจัดตั้งหน่วยแพทย์พระราชทาน และพระราชทานเรือ “เวชพาหน์” ในปี 2498 เพื่อออกไปให้บริการประชาชนที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมน้ำ เรือลำนี้จึงนับเป็นเรือบรรเทาทุกข์และรักษาพยาบาลทางน้ำลำแรกและลำเดียวในโลกที่ทรงมุ่งมั่นตั้งพระทัยให้คนไทยหายขาดจากโรคร้ายต่างๆ

ขณะที่การรักษาโรคเรื้อนที่ทำให้ต้องตัดแขนขาของผู้ป่วยก็ได้ทรงจัดตั้งหน่วยแขน-ขาเทียมพระราชทานให้ในปี 2513 พร้อมมีพระราชดำริให้มีการฝึกอบรม “หมอหมู่บ้าน” เพื่อให้ชาวบ้านมีความรู้ด้านการสาธารณสุขพอสมควร เพื่อช่วยเหลือตนเองในท้องถิ่นที่ขาดแคลนสถานพยาบาลต่อเนื่องมาจนถึงในปี 2525

ในข้อมูลของ มูลนิธิปิดทองหลังพระที่ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิศกุล เป็นเลขาธิการ บันทึกว่า ปี 2492 ซึ่งเสด็จนิวัตกลับมาเยี่ยมพสกนิกรของพระองค์ ทรงมีรับสั่งกับหลวงพยุงเวชศาสตร์ อธิบดีกรมสาธารณสุขว่า “ยาอะไรขาด ถ้าต้องการ ฉันจะหามาให้อีก ฉันอยากเห็นกิจการแพทย์ของเมืองไทยเจริญมากๆ” และเมื่อเสด็จนิวัตกลับประเทศไทย จึงทรงขนยารักษาโรคที่จำเป็นจำนวนมากกลับมาด้วย

มูลนิธิปิดทองหลังพระของคุณชายดิศยังบันทึกเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่หมู่เฮาชาวเราไม่เคยได้รับทราบอีกมากมาย เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยนี้ทำให้รับรู้ว่าทรงงานหนักเพียงใด แม้ในช่วงที่เพิ่งขึ้นครองราชย์ และยังทรงมีพระชนมายุน้อยหากแต่ต้องทรงตัดสินพระทัยช่วยเหลือพสกนิกรของพระองค์ในแทบจะทุกเรื่อง

เช่น ทรงริเริ่มสร้างภาพยนตร์ที่รู้จักกันในนามว่า “ภาพยนตร์ส่วนพระองค์” พระราชทานจัดฉายเพื่อหารายได้ช่วยเหลือทางการแพทย์ อาทิ สร้างตึกอานันทมหิดล ที่ รพ.ศิริราช สร้างตึกวิจัยประสาทที่ รพ.ประสาทพญาไท และพระราชทานทุนวิจัยโรค ประสาทแต่ละชนิดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ทรงสร้างอาคารราชสาทิส รพ.สมเด็จเจ้าพระยา เพื่อให้คนไข้มีสถานที่กว้างขวางเพื่อจะได้เดินออกกำลังกายให้มีจิตใจที่ดีขึ้น สร้างตึกวชิราลงกรณ์ สภากาชาดไทย อาคารทางการแพทย์ของ รพ.ภูมิพล เป็นต้น

ในปี พ.ศ.2497 ที่ทรงโปรดเกล้าฯให้ฉายภาพยนตร์ส่วนพระองค์ ณ ศาลาเฉลิมกรุง รายได้จากการฉายภาพยนตร์เมื่อ 61 ปีมาแล้วนั้นสูงถึง 444,600.50 บาท กระนั้นก็ยังไม่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง จึงพระราชทานเงินส่วนพระองค์และเงินที่มีผู้โดยเสด็จพระราชกุศลเพิ่มเติมอีกรวม 1,558,561 บาท

เมื่อสร้างอาคารต่างๆเสร็จเรียบร้อย ยังมีเงินคงเหลืออีก 175,064.75 บาท จึงพระราชทานเงินให้สร้างสถาบันอบรมเจ้าหน้าที่และค้นคว้าเรื่องโรคเรื้อนที่สถานพยาบาลพระประแดงในวงเงินประมาณ 1 ล้านบาท

การจะทำให้พสกนิกรที่ยากจนหยุดการทำนาทำไร่แล้วเดินทางไปหาแพทย์เป็นสิ่งที่ยากยิ่ง ในทางตรงข้ามหากเป็นการให้บริการเคลื่อนที่ก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้ทางหนึ่ง จึงมีรับสั่งว่า “ฉันต้องการให้หมอช่วยไปดูแลบำบัดทุกข์แก่นักเรียนและประชาชนที่อยู่ในท้องถิ่นกันดารห่างไกลหมอ จะออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมดตามความจำเป็น โดยให้จัดหน่วยเคลื่อนที่โดยรถยนต์ และตระเวนไปตามถนนหนทางในหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลชนบท”

นั่นทำให้คนไทยในถิ่นทุรกันดารมีโอกาสได้พบกับหน่วยแพทย์เคลื่อนที่พระราชทานมากมาย ตั้งแต่หน่วยทันตกรรม ศัลยแพทย์อาสาราชวิทยาลัย แพทย์หู ตา คอ จมูก และโรคภูมิแพ้ หน่วยอบรมหมอหมู่บ้านในพระประสงค์ หน่วยทำอวัยวะเทียมที่พระราชทานทุนทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อก่อตั้งโรงงานผลิตแขน-ขาเทียม และจัดทำโครงการฟื้นฟูสมรรถภาพการทุพพลภาพขึ้น นั่นเอง

พระราชภารกิจที่คนไทยเราไม่เคยได้รับรู้เหล่านี้ ล้วนแต่ได้รับการกล่าวขานจากองค์กรในต่างประเทศมากมาย จึงทรงได้รับรางวัลเหรียญทองด้านการสาธารณสุขระดับสากลเพื่อมวลชน ทั้งจากองค์การอนามัยโลก วิทยาลัยแพทย์รักษาทรวงอกแห่งสหรัฐฯ

เหรียญทองเทิดพระเกียรติในฐานะทรงเป็นผู้นำ ผู้บุกเบิก และผู้ควบคุมปัญหาการขาดสารไอโอดีนในประเทศไทยจากสถาบันที่มีชื่อว่า The International Council for Control of Iodine Deficiency Disorders และรางวัลเหรียญทองสดุดีพระเกียรติในฐานะทรงห่วงใยสุขภาพปอดของประชาคมโลกจากสหพันธ์องค์กรต่อต้านวัณโรค และโรคปอดนานาชาติ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ และสถิตอยู่ในหัวใจของพวกเราเหล่าปวงชนชาวไทยไปตลอดกาลนาน.
ทีมเศรษฐกิจ

 

%d bloggers like this: