ศุกร์สุขภาพ

All posts tagged ศุกร์สุขภาพ

ยาเลื่อนประจำเดือน ตอนที่ 3 ข้อควรระวังและแนวทางปฏิบัติ

Published พฤศจิกายน 11, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/528969

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 16 ต.ค. 2558 05:31

 

ในกรณีที่คุณผู้หญิงมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่กินยาเลื่อนประจำเดือน แม้แพทย์จะบอกว่าโอกาสในการตั้งครรภ์มีน้อย แต่ก็ไม่ควรชะล่าใจ ควรใช้ถุงยางอนามัยจะปลอดภัยที่สุด เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์และลดความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดขึ้นด้วย

หากต้องการเลื่อนประจำเดือนและคุมกำเนิด การกินยาเม็ดคุมกำเนิดแบบแผงละ 21 เม็ด สามารถทำได้โดยไม่ต้องเว้นหรือหยุดยา จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์และเลื่อนประจำเดือนไปพร้อมๆ กัน แต่ถ้าเลือกรับประทานยาคุมกำเนิดแบบแผงละ 28 เม็ด เมื่อกินยาคุมกำเนิดไป 21 เม็ดแล้ว ให้เริ่มกินยาคุมกำเนิดแผงใหม่ได้โดยไม่ต้องรับประทาน 7 เม็ดที่เหลือในแผงเดิม เนื่องจากยา 7 เม็ดที่เหลือไม่มีส่วนประกอบของฮอร์โมน และในผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิดอยู่แล้ว เมื่อหยุดกินยา ประจำเดือนก็จะมาตามปกติในอีกประมาณ 2–3 วัน

ทั้งหมดนี้เป็นแนวทางหนึ่งในการดูแลสุขภาพของคุณผู้หญิง การกินยาอย่างไรให้ปลอดภัยและเหมาะสม ไม่ใช่เพียงแค่ยาเลื่อนประจำเดือนเท่านั้นแต่หมายรวมถึงการใช้ยาทุกประเภท คุณผู้หญิงควรศึกษาข้อมูลและวิธีการใช้ก่อนบริโภคเพื่อความปลอดภัยและลดผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น

อย่าลืมว่าสุขภาพดีไม่มีขาย หากต้องการมีสุขภาพที่ดีจะต้องขวนขวายศึกษาหาความรู้เพื่อเป็นแนวทางในการเลือกใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อร่างกายของเรา หากมีอาการข้างเคียงหรือผิดปกติ ควรรีบปรึกษาแพทย์เฉพาะทาง นั่นคือทางออกที่ดีที่สุด

ศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาติ จิตต์เจริญ
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

ยาเลื่อนประจำเดือน ตอนที่ 2 การใช้ยาเลื่อนประจำเดือนอย่างถูกวิธีและปลอดภัย

Published พฤศจิกายน 11, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/528968

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 9 ต.ค. 2558 05:30

 

โลกปัจจุบันมีความก้าวหน้าและความทันสมัยมากขึ้นก็จริง แต่สิ่งที่คิดว่าเป็นประโยชน์อาจกลายเป็นสิ่งที่ให้โทษต่อร่างกายหากไม่ศึกษาให้ดีเสียก่อน ยาเลื่อนประจำเดือนสำหรับคุณผู้หญิงก็เช่นเดียวกัน

คุณผู้หญิงในบางรายเมื่อรับประทานยาเข้าไปแล้ว อาจมีอาการคลื่นไส้ คัดตึงเต้านม อาเจียน และปวดศีรษะ ส่วนผลข้างเคียงอย่างอื่นไม่มีอะไรน่ากลัว ถือว่ามีความปลอดภัย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ควรใช้มากเกินความจำเป็น ควรใช้เพียงชั่วคราวภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น

สำหรับวิธีการใช้ยาอย่างปลอดภัยนั้น จะต้องรับประทานยาล่วงหน้าก่อนมีประจำเดือนอย่างน้อย 4–5 วัน หรือ 1 สัปดาห์ เพราะถ้ารับประทานในช่วงใกล้มีประจำเดือนอาจไม่ได้ผล ทั้งนี้ควรหลีกเลี่ยงยาประเภทลดกรดในกระเพาะอาหาร เพราะจะมีผลทำให้การดูดซึมยาลดลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพในการเลื่อนประจำเดือนต่ำ

ส่วนวิธีการรับประทานยา ให้รับประทานยาวันละ 2 เม็ด ตอนเช้าและตอนเย็นในขนาดที่กำหนด แต่ไม่ควรเกิน 10–14 วัน เพราะการใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้มีเลือดออกกะปริบกะปรอยและรอบเดือนมาผิดปกติได้ หลังหยุดยาแล้วประจำเดือนจะยังไม่มา จะทิ้งช่วงเวลาไปประมาณ 2–3 วัน ประจำเดือนจึงจะมาตามปกติ คุณผู้หญิงไม่ต้องกังวล ถือเป็นเรื่องปกติ แต่หากเกินกำหนดที่ระบุไว้ควรรีบปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อหาทางป้องกันอาการต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น

เหนือสิ่งอื่นใดต้องรู้จักศึกษาหาความรู้และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์เฉพาะทางอย่างเคร่งครัดเพื่อเป็นประโยชน์ต่อตัวของท่านและคนรอบข้าง

ศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาติ จิตต์เจริญ
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

ยาเลื่อนประจำเดือน ตอนที่ 1

Published พฤศจิกายน 11, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/528965

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 2 ต.ค. 2558 05:30

 

ศุกร์สุขภาพประจำวันนี้ เป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้หญิงโดยเฉพาะ คุณผู้หญิงทุกคนไม่ควรพลาดศึกษาหาความรู้จากคอลัมน์ที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติเบื้องต้น ก่อนที่จะไปพบแพทย์ หรือเพื่อเป็นการเฝ้าระวังและสังเกตอาการก่อนที่จะลุกลามเกินแก้ไข

สาวๆ หลายคนอาจกังวลใจไม่น้อย หากมีประจำเดือนในช่วงที่ต้องทำกิจกรรมในวันสำคัญต่างๆ เช่น ไปเข้าค่าย เที่ยวทะเล หรือจำเป็นต้องเดินทางไกลไปต่างประเทศ การกินยาเพื่อเลื่อนประจำเดือนออกไปจึงเป็นทางออกหนึ่งเพื่อเพิ่มความสะดวกและความคล่องตัวในการทำกิจกรรมระหว่างวัน

ยาเลื่อนประจำเดือนที่นิยมใช้ทั่วไปเป็นฮอร์โมนโปรเจสโตเจนหรือฮอร์โมนโปรเจสโตโรน เมื่อผู้หญิงรับประทานยาประเภทนี้แล้วจะช่วยยืดเวลาให้รอบเดือนช้าออกไป ประมาณ 1 สัปดาห์

ยาดังกล่าวมีประสิทธิภาพในการเลื่อนประจำเดือนออกไปได้ เพราะในช่วงก่อนการมีประจำเดือนระดับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนในร่างกายจะลดลง ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกมีการหลุดลอกออกมาเป็นประจำเดือน ดังนั้นยาเลื่อนประจำเดือนจึงมีประสิทธิภาพทำให้ระดับฮอร์โมนโปรเจสโตโรนในร่างกายไม่ลดลง การมีรอบเดือนจึงถูกเลื่อนออกไปนั่นเอง

นอกจากนี้ยาเลื่อนประจำเดือนอาจใช้เป็นยาคุมกำเนิดแบบธรรมดาได้ แต่ไม่นิยม ใช้ป้องกันการมีบุตร เนื่องจากมีผลข้างเคียงต่อร่างกายหากใช้ยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน อาจส่งผลให้เลือดออกกะปริบกะปรอย รอบเดือนแปรปรวน จึงไม่แนะนำให้คุมกำเนิดด้วยวิธีนี้


ศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาต จิตต์เจริญ
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

สุขภาพฟัน (ตอนที่ 2) ฟันเทียมและการดูแล

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525719

โดย แม่ลูกจันทร์ 25 ก.ย. 2558 07:01

 

คนเรามีฟัน 2 ชุด คือ ฟันน้ำนมและฟันแท้ หากเราต้องสูญเสียฟันแท้ไป ฟันเทียมจึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะมาทดแทนฟันที่เสียไป

ฟันเทียม แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
 1. ฟันเทียมชนิดถอดออกได้ ใช้งานค่อนข้างลำบาก ขณะเคี้ยวอาหารอาจจะไปโดนเหงือกและทำให้เจ็บได้ แต่วิธีการทำง่ายกว่าและราคาจะถูกกว่า

2. ฟันเทียมชนิดติดแน่น ไม่สามารถถอดออกได้ มีขั้นตอนในการทำยุ่งยากกว่า อาจจะมีการสูญเสียเนื้อฟันไปบ้างในบางครั้ง แต่เมื่อทำเสร็จแล้วการเคี้ยวจะมีประสิทธิภาพดีกว่า

การดูแลรักษา

การดูแลฟันเทียมที่ถูกวิธีจะช่วยให้ฟันเทียมอยู่ภายในช่องปากของเราไปได้นาน ซึ่งหลักในการดูแลฟันเทียมมีอยู่ 4 ข้อด้วยกัน คือ

1. ใช้งานให้ถูกต้อง
2. ทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ
3. เลี่ยงอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น ของหวาน ขนมขบเคี้ยว อาหารเหนียวหรือแข็ง
4. พบทันตแพทย์เป็นประจำ เพื่อดูแลฟันชุดใหม่ให้สามารถใช้งานได้นานและดียิ่งขึ้น

ฟันเทียมช่วยให้ผู้ที่สูญเสียฟันแท้มีฟันที่สวยงามและใช้งานได้ใกล้เคียงกับฟันแท้ และเพื่อให้ฟันชุดใหม่ของเรานี้อยู่กับเรายาวนาน ควรปฏิบัติตามวิธีที่ทันตแพทย์แนะนำอย่างเคร่งครัด

ทันตแพทย์หญิงนุชนารถ โอปิลันธน์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

สุขภาพฟัน (ตอนที่ 1) ดูแลสุขภาพฟันกันเถอะ

Published พฤศจิกายน 5, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/525718

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 18 ก.ย. 2558 07:01

 

ฟัน ถือเป็นอวัยวะที่สำคัญส่วนหนึ่งของร่างกายที่มีความแข็งแรงคงทน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีวันสึกหรอได้ การดูแลฟันถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากเพราะเราต้องใช้ฟันในการบดเคี้ยวอาหารอยู่ทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดูแลฟันตั้งแต่วัยเด็ก เป็นเรื่องที่ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากฟันมีการเปลี่ยนแปลงมากในช่วงแรกเกิดถึง 2 ขวบ ตั้งแต่ฟันน้ำนมไปจนถึงฟันแท้ การดูแลช่วงนี้มีทั้งการเตรียมช่องปาก การเรียงตัวของฟัน การทำความสะอาดฟันให้ดี ซึ่งจะมีผลต่อสุขภาพช่องปากในอนาคต จึงควรหมั่นดูแลสุขภาพช่องปากอย่างสม่ำเสมอ

การดูแลช่องปากเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องให้ความใส่ใจ เพราะทุกคนต้องรับประทานอาหารทุกวัน จะมีคราบหลงเหลืออยู่ภายในช่องปาก การแปรงฟันจึงเป็นการขจัดคราบต่างๆ ออกไป ซึ่งจะช่วยลดโรคฟันผุและโรคเหงือก สำหรับคนที่กลัวการหาหมอฟันก็อยากจะบอกว่าไม่ต้องกลัว หากกลัวแล้วไม่มาพบหมอฟันก็จะยิ่งลุกลามมากขึ้น ใครที่กลัวเจ็บจากการถอนฟัน หรือไม่มาทำการอุดฟันตั้งแต่เริ่มแรก ก็จะยิ่งทำให้การทำฟันเจ็บมากขึ้น

หมั่นสังเกตและดูแลรักษาสุขภาพปากและฟันอย่างสม่ำเสมอ หากมีอาการผิดปกติเกิดขึ้นในช่องปากให้รีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านทันทีก่อนที่ปัญหาเหล่านั้นจะลุกลามเกินเยียวยา พบกันใหม่ในคอลัมน์ศุกร์สุขภาพสัปดาห์หน้า

ทันตแพทย์หญิง นันทพร โรจนสกุล
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

T25 ลดน้ำหนักให้หนุ่ม-สาวออฟฟิศได้จริงหรือ ?

Published ตุลาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/524112

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 11 ก.ย. 2558 06:01

 

T25 หรือ Focus T25 เป็นการออกกำลังแบบ High-Intensity Interval Training (HIT) ที่เน้นการออกกำลังกายระดับหนักสลับกับพักหรือออกกำลังกายระดับเบา-ปานกลาง โดยใช้เวลา 25 นาทีต่อวัน จำนวน 5 วันต่อสัปดาห์ มี 3 ระดับ คือ Alpha Beta และ Gamma

T25 สามารถลดน้ำหนักได้จริงหรือไม่ ?

สามารถลดน้ำหนักได้จริงแต่มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับพื้นฐานร่างกายและวิถีชีวิตของแต่ละคน การออกกำลังกายจะให้ผลตามที่ตั้งไว้ต้องอาศัยความมีวินัยและความสม่ำเสมอของตนเอง ต้องรู้ความก้าวหน้า ของตนเอง และปรับระดับความหนัก-เบาของการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย โดยพัฒนาแบบค่อยเป็นค่อยไป

นอกจากการออกกำลังกายแล้ว สิ่งที่จะต้องทำควบคู่กันไป คือ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ไม่ทานอาหารตามความอยากของตนเอง หลักการทานอาหารที่ง่าย ที่สุดในการลดน้ำหนักคือ ทานอาหารให้ได้พลังงานน้อยกว่าหรือเท่ากับที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันในสัดส่วนที่เหมาะสม (แต่ไม่ควรน้อยไปกว่า 500 กิโลแคลอรี)

สุดท้ายสิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ การพักผ่อนให้เพียงพอ การนอนหลับในช่วงเวลาและระยะเวลาที่เหมาะสมจะช่วยส่งเสริมให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และสามารถเผาผลาญได้ดีขึ้น

การออกกำลังกายไม่สามารถลดน้ำหนักได้จริงหรือ ?

ก่อนอื่นต้องสำรวจตัวเองก่อนว่าเราออกกำลังกายแบบไม่จริงจังหรือเปล่า อาจมีข้ออ้างต่างๆ เช่น ไม่มีเวลา, เหนื่อยเกินไป, หนักเกินไป, ฉันทำไม่ได้, แค่นี้พอแล้ว แนวทางแก้ไขคือ ต้องจัดลำดับความ สำคัญให้การออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน หรือกำหนดเวลาให้กับการออกกำลังกายเหมือนกับเวลาที่ต้องเข้าประชุมสำคัญ

การรับประทานอาหารมากเกินความพอดี

หากเราออกกำลังกายแล้วรู้สึกว่าใช้พลังงานไปมาก กินแค่นี้ไม่น่าจะเป็นอะไร แนวทางแก้ไขคือ จดบันทึกกิจกรรมที่ท่านทำทุกอย่าง เพื่อสำรวจสมดุลพลังงานของตนเอง จะได้เห็นว่าใช้พลังงานไปมากกว่า อาหารที่รับประทานหรือไม่

ความเครียด

ความเครียดทำร้ายร่างกายและจิตใจมากอย่างที่เราคาดไม่ถึง ไม่ว่าคุณจะเครียดกับอะไรในชีวิต หยุดความเครียดไว้ก่อนแล้วไปออกกำลังกาย คุณจะหาทางแก้ไขได้

คำแนะนำสำหรับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก

ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิก (Cardiorespiratory training) ความหนักปานกลาง-หนัก วันละ 45 นาทีขึ้นไป อย่างน้อย 5 วันต่อสัปดาห์ ร่วมกับการออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน (Resistance Training) ทุกกลุ่มกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 8–12 กลุ่มกล้ามเนื้อต่อวัน

วิทพงศ์ สินสูงสุด คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

ฉี่กัดคุณยาย (ตอนที่ 2) : แนวทางการปฏิบัติ

Published ตุลาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/520957

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 4 ก.ย. 2558 08:01

 

ศาสตราจารย์นายแพทย์วชิร คชการ
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

สัปดาห์ที่ผ่านมาศุกร์สุขภาพได้เสนอความรู้เกี่ยวกับภาวะฉี่กัดคุณยาย สำหรับศุกร์นี้ ขอนำเสนอการดูแลที่ถูกวิธี ซึ่งวิธีที่ดีที่สุดคือ การดูแลป้องกันไม่ให้ผิวหนังบริเวณใต้ผ้าอ้อมเกิด ปัญหา ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่ารักษาพยาบาลที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งพอสรุปได้ ดังนี้

1. ทำความสะอาดโดยน้ำอุ่น (ไม่ใช้น้ำร้อน) ใช้สบู่ที่มีความเป็นกรดด่างเหมาะกับผิวบางๆ ไม่เป็นกรดหรือด่างมากจนเกินไป เลือกสบู่ที่ระบุว่าสามารถใช้กับเด็กได้ ไม่ควรปล่อย ให้ใต้ผ้าอ้อมหมักหมมนานไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการปนเปื้อนกับอุจจาระ เมื่อมี อุจจาระปนควรต้องทำความสะอาดทันที แต่ถ้าลำพังเพียงปัสสาวะอาจจะรอได้บ้าง ทั้งนี้ ผ้าอ้อมที่มีวางขายมีความสามารถในการดูดซึม อุ้มน้ำปัสสาวะไว้ได้เป็นลิตรกว่าจะชุ่ม

2. ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง โดยการทาครีมช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ซึ่งครีมที่ช่วยให้ผิวหนัง ชุ่มชื้นจะมีสารที่ช่วยเพิ่มไขมันใต้ผิวหนังได้ ไม่ควรใช้น้ำมัน เพราะนอกจากจะ เหนอะหนะแล้วยังดูแลยาก ไม่ได้แก้ปัญหาเรื่องผิวหนังขาดความชุ่มชื้น บางคนนิยมใช้ แป้ง แต่พบว่าจะยิ่งทำให้ผิวแห้ง บดบังรอยแผลที่อาจจะซ่อนอยู่ แต่สารที่มีความมันอาจจะเลือกใช้ในบางบริเวณ เช่น รอบๆ ทวารหนัก เพื่อป้องกันการขูดขีดขณะทำความสะอาด

3. หากมีรอยแผลถลอกหรือรอยแดง อย่าละเลย ต้องคอยสังเกต บางครั้งแบคทีเรียอาจจะ กัดเซาะเข้าด้านในทำให้ลุกลามได้ เมื่อดูภายนอกจะดูเหมือนว่าไม่รุนแรง หากสงสัย ควรพบแพทย์ทันที

4. เมื่อมีรอยผื่นแดงๆ ควรเลี่ยงการใช้ครีมที่มีสเตียรอยด์ ซึ่งเป็นครีมที่นิยมใช้รักษาผื่นคัน ในคนทั่วไป ครีมนี้มีประสิทธิภาพลดการอักเสบ การแพ้ แต่เนื่องจากรอยแดงๆ ในผู้สูง อายุกลุ่มนี้อาจจะไม่ใช่การอักเสบผื่นแพ้ อีกทั้งการทาสเตียรอยด์นานๆ กลับยิ่งทำให้ ผิวบางขึ้น จึงแนะนำให้ใช้ครีมที่ไม่มีสเตียรอยด์ปน นอกจากจะลดการระคายเคืองแล้ว ยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง ครีมเหล่านี้ในปัจจุบันสามารถหาซื้อได้ตามร้านขาย ยาและโรงพยาบาล มีหลายคนวินิจฉัยโรคเอง โดยการไปหาซื้อยามาทาเอง เช่น ยาแก้เชื้อรา ยาแก้เริม ยิ่ง ทายิ่งแย่ลง จึงขอย้ำว่า ยาทาที่ปลอดภัยในระยะยาวควรเป็นยาที่ไม่มีสารสเตียรอยด์ ยิ่งถ้าเป็นครีมที่สกัดมาจากสารธรรมชาติมักจะได้รับความนิยมสูง

5. ในช่วงที่มีปัญหารุนแรง แพทย์อาจจะพิจารณาใส่สายสวนปัสสาวะ เพื่อลดการปนเปื้อน ที่อาจจะเป็นอุปสรรคต่อการดูแล เมื่อปัญหาหมดไปแล้วจึงถอดออก

จะเห็นได้ว่า การดูแลผู้ใหญ่ที่ใส่ผ้าอ้อมไม่ได้ยุ่งยากแต่ประการใด สามารถ ดูแลและป้องกันอาการแทรกซ้อนได้เอง ไม่จำเป็นที่จะต้องหอบหิ้วผู้สูงอายุมาเพื่อเพียง บอกว่า “คุณหมอขาช่วยที ฉี่กัดคุณยาย”

หวังว่าคงจะหมดความกังวลและเป็นแนวทางสำหรับการดูแลผู้สูงอายุใน ภาวะที่เจอปัญหาเช่นนี้นะครับ

 

ฉี่กัดคุณยาย (ตอนที่ 1)

Published ตุลาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/520954

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 28 ส.ค. 2558 07:31

 

คุณหมอขา ฉี่กัดคุณยาย เป็นคำพูดที่ผู้ดูแลผู้สูงอายุบอกกับแพทย์บ่อยๆ เมื่อพาคุณยาย มาพบแพทย์ คุณยายอายุเกือบ 90 ปี แล้ว ตั้งแต่เริ่มหลงๆ ลืม ก็กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ปัสสาวะบอกไม่ได้ เลยใส่ผ้ารองซับไว้กลางคืนให้นอนบนผ้าอ้อมผู้ใหญ่ แต่คุณยายก็บอกไม่ได้อยู่ดี ทั้งถ่ายหนัก ถ่ายเบา

ความจริงแล้ว ปัญหาในการกลั้นปัสสาวะและอุจจาระเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ ทั้งนี้เนื่องจากการทำงานของระบบประสาทบกพร่อง สมองไม่สามารถรับรู้แปลความให้ถูกต้องว่า ต้องการถ่ายปัสสาวะ บางรายไม่สามารถสื่อความหมายได้ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาทางระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดสมอง ไม่ว่าอยู่ในวัยสูงอายุหรือไม่ก็ตาม

ปัจจุบันการดูแลผู้สูงอายุในสภาพนี้มักใช้แผ่นรองซับที่ออกแบบมาสำหรับผู้ใหญ่ ทำให้ผู้ดูแลสามารถดูแลง่ายขึ้น เปลี่ยนผ้าเป็นครั้งคราว แต่ก็จะทำให้เกิดปัญหาต่อเนื่องไม่น้อย ที่สำคัญ คือ ผื่นคัน มีแผลอักเสบ บางรายแผลลุกลามรุนแรง

ผู้สูงอายุจะมีผิวบางลง เป็นเรื่องธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตามวัย ทั้งนี้เพราะเนื้อเยื่อชั้นต่างๆ บริเวณผิวหนังเสื่อมลง ความหนาลดลง บรรดาหลอดเลือด ต่อมเหงื่อ ต่อมไขมันก็ลดจำนวนลง ผิวหนังจึงไม่สามารถอุ้มความชื้นไว้ได้ ผิวจึงบาง มีโอกาสเกิดการเสียดสี ระคายเคือง ถลอก เป็นแผลได้ง่ายๆ

ปกติผิวหนังจะทนกรดและด่างไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นด่าง ถ้าผิวหนังยังมีความหนาพอสมควรก็จะผ่อนหนักเป็นเบาได้ ทั้งนี้ปัสสาวะคนเราจะมีความเป็นกรดด่างแตกต่างกัน ในผู้สูงอายุที่อาจจะมีการติดเชื้อแบคทีเรียในปัสสาวะอยู่บ้าง ปัสสาวะมักจะมีความเป็นด่างสูง ซึ่งเป็นอันตรายต่อผิวหนัง ยิ่งเมื่อปนเปื้อนกับอุจจาระด้วยแล้ว จะยิ่งทำอันตรายต่อผิวหนังมากขึ้น เพราะแบคทีเรียที่ปนมากับอุจจาระจะทำให้สภาพของปัสสาวะเปลี่ยนไป รวมทั้งอาจจะเกิดการติดเชื้อบริเวณผิวหนังได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าห่อหุ้มด้วยผ้าอ้อมตลอด ไม่ได้ทำความสะอาดในเวลาที่สมควร

จะส่งผลเสียต่อสุขอนามัยของผู้สูงอายุได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าการใช้ผ้าอ้อมผู้ใหญ่เป็นสิ่งที่ไม่สมควร แต่หมายถึงถ้าหากมีการดูแลแบบใกล้ชิด เหมาะสม การใช้ผ้าอ้อมก็ไม่ได้ส่งผลเสียต่อผู้สูงอายุ

ติดตามศุกร์สุขภาพในสัปดาห์หน้า สำหรับแนวทางการดูแลที่ถูกวิธีและสามารถนำไปปฏิบัติขั้นพื้นฐานให้กับคุณตาคุณยายกันนะครับ!

ศาสตราจารย์นายแพทย์วชิร คชการ
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

 

บาดทะยัก…ภัยใกล้ตัวในผู้สูงอายุ

Published ตุลาคม 29, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/519768

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 21 ส.ค. 2558 10:15

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์สุพจน์ ตุลยาเดชานนท์
คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี

หลายคนเวลามีบาดแผลบริเวณแขน ขา หรือลำตัว มักจะกังวลถึงเรื่องโรคบาดทะยักที่อาจเกิดขึ้นบริเวณแผลดังกล่าว ถึงแม้ว่าปัจจุบันโรคบาดทะยักจะมีวัคซีนป้องกัน แต่ก็คงยังพบผู้ป่วยอยู่ เรื่อยๆ และมีแนวโน้มว่าจะพบในผู้สูงอายุมากขึ้น แทบไม่น่าเชื่อว่าในผู้ป่วยบางราย เพียงแค่โดน มีดบาดมือก็เป็นโรคบาดทะยักได้

บาดทะยัก เป็นโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียที่อยู่ในดินและสิ่งแวดล้อม ชื่อ คลอสทริเดียม เตตตาไน (Clostridium tetani) เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางบาดแผล โดยเฉพาะบาดแผลที่เจาะลึกเข้าไปในผิวหนัง เช่น ตะปูตำ เสี้ยนไม้ตำ นอกจากนี้อาจพบการติดเชื้อในคนไข้ทำแท้งเถื่อนที่ใช้ เครื่องมือไม่สะอาด รวมไปถึงคนที่ฉีดยาเสพติดโดยใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด

เมื่อเชื้อบาดทะยักเข้าไปในบาดแผลแล้วจะสร้างสารพิษ ซึ่งจะไปจับกับเส้นประสาท เชื้อจะลามไปตามเส้นประสาทเข้าสู่ไขสันหลัง และอาจไปถึงก้านสมองบางส่วน ภายในเวลา 3 วันถึง 3 สัปดาห์คนไข้จะแสดงอาการ โดยเฉลี่ยประมาณ 1 สัปดาห์

โรคบาดทะยักยิ่งเกิดอาการเร็วก็ยิ่งน่ากลัว เริ่มแรกคนไข้จะมีอาการปวด คล้ายปวดกล้ามเนื้อ จากนั้นจะเริ่มมีอาการเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกายเป็นระยะๆ อ้าปากไม่ได้ คอเกร็ง หลังเกร็ง บางคนอาจมีอาการทางระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น เหงื่อแตก หัวใจเต้นเร็วผิดปกติ บางคนเกร็ง รุนแรงจนกล้ามเนื้อสลายตัว หรือจนถึงขั้นกระดูกหักเลยก็มี

การเกร็งของกล้ามเนื้อทั่วร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อที่ช่วยหายใจ ทำให้หายใจไม่ได้ อาจทำให้คนไข้เสียชีวิต ซึ่งคนไข้ที่เสียชีวิตส่วนใหญ่เป็นเพราะติดเชื้อแทรกซ้อน หรือบางคนมี ระบบประสาทอัตโนมัติผิดปกติ แต่ถ้าคนไข้ได้รับการดูแลรักษาอย่างดี มาพบแพทย์ทันเวลา ก็สามารถหายเป็นปกติได้ถึง 70-80% แต่อาจมีส่วนหนึ่งที่เสียชีวิตแม้ว่าแพทย์จะรักษาจนสุดความสามารถแล้วก็ตาม

สำหรับการรักษานั้น จะให้ยาคลายกล้ามเนื้อเพื่อลดอาการเกร็ง และยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อที่แผล รวมทั้งฉีดวัคซีนให้ภูมิคุ้มกัน เพราะเมื่อเชื้อบาดทะยักเข้าไปในเส้นประสาทแล้ว คนไข้คงสร้างภูมิคุ้มกันเองไม่ทัน ต้องเอาภูมิคุ้มกันที่สร้างแล้วมาฉีดให้คนไข้ ขณะเดียวกันก็นำวัคซีนบาดทะยักที่ ฉีดให้กับคนไข้ทั่วไปมาฉีดพร้อมกันด้วย เพื่อกระตุ้นให้เขาสร้างภูมิคุ้มกันเอง จะเป็นวิธีช่วยผ่อนหนักเป็นเบา ในคนไข้บางรายอาจต้องใช้เครื่องช่วยหายใจร่วมด้วย คนไข้บาดทะยักต้องใช้เวลา ในการดูแลรักษาประมาณ 1 เดือน อาการจึงจะดีขึ้นและหายเป็นปกติได้

หากจะบอกให้ป้องกันไม่ให้เป็นแผลนั้นก็คงยาก ดังนั้นเมื่อเกิดบาดแผลแล้วก็ควรระมัดระวัง อย่าให้เชื้อโรคเข้าไปในแผล ในกรณีที่เป็นแผล ควรล้างแผลให้สะอาด แล้วรีบไปพบแพทย์เพื่อ ทำการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นบาดทะยักหรือไม่ เพื่อทำการรักษาต่อไป

 

รอยแผลเป็นชนิดขาว ตอนที่ 2 แนวทางการรักษา

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/516537

โดย คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี 14 ส.ค. 2558 08:01

 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วาสนภ วชิรมน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี

แผลเป็นชนิดขาวอันตรายหรือไม่?

แผลเป็นชนิดสีขาวไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพร่างกาย แต่มีผลเรื่องความสวยงามและเกิด

ปัญหาทางสภาพจิตใจมากกว่า บางรายอาจก่อกวนคุณภาพชีวิตเพราะต้องทารองพื้นเพื่อปกปิดรอยขาว

อย่างไรก็ตาม ยังมีโรคผิวหนังบางชนิดที่มาพร้อมกับรอยขาว เช่น โรคด่างขาว โรคเกลื้อน โรคลูปัส รวมไปถึงโรคมะเร็งผิวหนังบางชนิด หากเป็นโรคผิวหนังที่มาด้วยรอยขาวจริง ก็ควรได้รับการรักษา เพราะ โรคบางชนิด หากทิ้งไว้อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพในภายหลัง

การรักษา

การรักษาแผลเป็นชนิดสีขาวขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เกิด เช่น หากเกิดจากโรคผิวหนังบางชนิดที่ทิ้งรอยขาวไว้ ต้องรักษาที่ตัวโรคผิวหนัง หากเกิดจากการทำเลเซอร์ ควรหยุดพัก ยังไม่ควรทำต่อ บางรายแผล สามารถหายได้เองหากเซลล์เม็ดสีไม่ถูกทำลายมากขึ้น และไม่มีการบาดเจ็บเพิ่มเติม แต่บางรายอาจเป็น รอยด่างถาวรเลยก็ได้

วิธีการรักษา ได้แก่ การทายาที่มีฤทธิ์กระตุ้นเม็ดสี การใช้แสงหรือเลเซอร์บางชนิดพอจะช่วยให้ เซลล์เม็ดสีฟื้นตัวขึ้นได้ อย่างไรก็ตาม หากเซลล์เม็ดสีถูกทำลายไปมากจนไม่สามารถกระตุ้นได้ด้วยวิธีดัง กล่าว การปลูกถ่ายเซลล์เม็ดสีก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการให้สีผิวกลับมาเป็นเช่นเดิม หลักการ คือ การนำผิวหนังบริเวณปกติไปสกัดแยกเซลล์เม็ดสี และทำการปลูกถ่ายลงไปบริเวณที่เป็นรอยขาว สีผิวที่เคยเป็นรอยขาวด่างก็จะค่อยๆ กลับมาเป็นสีปกติภายหลังจากการรักษา 3 เดือน

ดังนั้น ไม่ต้องกังวลเรื่องอันตรายที่จะเกิดขึ้นจากแผลเป็นชนิดขาว อาจแค่ส่งผลต่อความสวยงามเท่านั้น หากไม่มั่นใจสามารถพบแพทย์ผิวหนังเพื่อขอคำแนะนำในการปกปิดแก้ไขได้

 

%d bloggers like this: