ศอฉ.

All posts tagged ศอฉ.

กำลังแดงติดอาวุธชนักติดหลังนปช.

Published ตุลาคม 10, 2010 by SoClaimon

08 ตุลาคม 2553 เวลา 08:26 น.

ผ่านทางกำลังแดงติดอาวุธชนักติดหลังนปช..

แม้แกนนำ นปช. จะยืนยันว่า การต่อสู้ที่ผ่านมาเป็นไปโดยสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ

โดย…ทีมข่าวการเมือง

แม้แกนนำ นปช. จะยืนยันว่า การต่อสู้ที่ผ่านมาเป็นไปโดยสันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ

แต่หลายคนก็คลางแคลงใจในยุทธวิธีของ นปช. ที่ปนเปื้อนด้วยความรุนแรง

ไม่ใช่เพราะรัฐบาล ดีเอสไอ ที่ออกมาแสดงหลักฐานอาวุธ พาดพิงว่ากลุ่มแดง นปช. มีพวกฮาร์ดคอร์ กองกำลังติดอาวุธฝังตัวอยู่ในขบวนการเสื้อแดง ผลการสอบสวนในทางลึก มีการขยายผลจับกุมเสื้อแดงที่นิยมความรุนแรงหลายคน

เช่นเหล่าการ์ด นปช. ในยามที่ไร้หัวถูกจับกุมภายหลัง และออกมาสารภาพเองว่า ได้ร่วมฝึกอาวุธกับครูฝึกเสื้อแดง

แต่ทุกครั้งแกนนำ นปช.ตอบโต้ว่า นี่เป็นแผนจัดฉาก ใส่ร้ายเสื้อแดงของดีเอสไอ ศอฉ.

หรือหากจำนนต่อหลักฐานมากขึ้นเท่าไร ก็จะใช้วาทกรรมบิดเบือนว่า พวกนั้นคือ “แดงเทียม” เพราะแดงแท้ไม่ใช้ความรุนแรง

หากแต่หลักฐานหลายชิ้นก็ประจักษ์ชัดว่า ในม็อบก็มีกลุ่มที่ใช้ความรุนแรงอยู่จริง เช่น ภาพถ่าย และคลิปในช่วงเหตุการณ์ชุมนุมที่ทั้งสื่อไทยและสื่อเทศจับภาพ “ชุดดำ” ในม็อบได้

ที่ตอกย้ำอย่างมีน้ำหนัก คือ คำพูดของแกนนำ นปช. หลังเหตุการณ์ม็อบยุติลง ที่ออกมาสรุปบทเรียนต่างกรรมต่างวาระว่า การชุมนุมที่เพลี่ยงพล้ำ ส่วนหนึ่งมาจากแกนนำที่ไม่สามารถคุมสภาพได้จนปล่อยให้สายเหยี่ยวเข้ามามี บทบาท

ไม่ว่าการเปิดใจของ ธิดา ถาวรเศรษฐ์ แกนนำ นปช. สายพิราบ ที่ให้สัมภาษณ์โพสต์ทูเดย์ตอนหนึ่งสรุปว่า เสื้อแดงใหญ่แต่ขาดเอกภาพ “ภาวะการนำอาจจะผิดพลาดหรืออาจจะไม่ดีพอ…บางฝ่ายบอกว่า ไม่เอาแล้วสันติวิธี ผมมีกองกำลังอาวุธ อาจจะมีคนส่วนหนึ่งเชื่อคุณ แต่คนส่วนใหญ่ก็ไม่เอากับคุณ”

หรือ สมบัติ บุญงามอนงค์ แกนนำกลุ่มวันอาทิตย์สีแดง ที่มองจากแดงคนนอกต่อการชุมนุมของแดง นปช.ที่ผ่านมา ว่า บอบช้ำจากเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมือง

หรือซ้ายเก่าในเพื่อไทยอย่าง สงวน พงษ์มณี สส.ลำพูน พรรคเพื่อไทย สรุปบทเรียนว่า เสื้อแดงต้องเริ่มสะสมกำลังใหม่ เน้นฝึกสมองของกลุ่มคนในต่างจังหวัดให้มาก และต้องไม่ใช้การฝึกอาวุธ กล่าวคือ ในการเคลื่อนไหวมวลชน อย่าคิดเอาชนะการต่อสู้ทางทหารเป็นหลัก

มุมมองจากคนในขบวนแดงเฉดต่างๆ เหล่านี้ ยืนยันว่า เสื้อแดงบางส่วนมีการใช้ความรุนแรง!

แม้แต่ “จตุพร พรหมพันธุ์” หัวขบวนแดง ล่าสุดหลุดว่ามีกลุ่ม นปช. บางส่วนใช้ความรุนแรง เพราะไม่พอใจทหารจากเหตุการณ์ขอคืนพื้นที่และจากการที่รัฐบาลปิดกั้นสื่อของ กลุ่ม แต่ก็อยากให้กลุ่ม นปช. ใช้ความอดทน เพราะแนวทางการใช้อาวุธไม่ใช่ทางออก

แต่เหตุผลของการใช้อาวุธ เดินเกมป่วนใต้ดิน อาจแตกต่างกันไป

ส่วนหนึ่งต้องการแก้แค้น ที่เสื้อแดงได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับทหารในการสลายชุมนุมที่สี่แยกคอกวัว และรอบสมรภูมิราชประสงค์อย่างที่จตุพรบอก

เสื้อแดงที่รับบาดเจ็บมีหลายพันคน โดยเฉพาะผู้เสียชีวิตจากฝั่งแดงอีกกว่า 70 คน ซึ่งบรรดาญาติๆ ย่อมเกิดความแค้นรัฐบาลและกองทัพ

กรณี “สมัย วงศ์สุวรรณ” ผู้ศรัทธากล้าแกร่งในอุดมการณ์ทักษิณ กลายเป็น “มือบึ้มเสื้อแดง” ที่พลาดท่าเละคาห้อง หลังประกอบระเบิดพลาด ซึ่งอาจสรุปได้เบื้องต้นจากการเปิดใจของภรรยาว่า แรงจูงใจของสมัยก็เพราะความแค้น เนื่องจากสมัยถูกยิงเฉี่ยวที่แก้มจนได้รับบาดเจ็บเมื่อวันที่ 10 เม.ย. และแม้สมัยจะเสียชีวิต โดยไร้แกนนำเสื้อแดงในกรุงเทพฯ โทร.มาแสดงน้ำใจ ครอบครัวก็ภูมิใจที่สมัยได้ทำหน้าที่ตามที่ตัวเองต้องการ

กระนั้นเหตุระเบิดครั้งรุนแรงมีผู้เสียชีวิต 4 คนหนนี้ ถือเป็นความโชคดีของ “คนไทย” ที่ตำรวจใช้เป็น “กุญแจสำคัญ” ต่อจิ๊กซอว์ คลี่คลายเหตุระเบิดป่วนกรุงก่อนหน้านี้อีกหลายคดี

ระเบิดที่บึ้มสนั่นออกมานั้นตำรวจคาดว่า เป็นชนิดทีเอ็นที 10 กิโลกรัม ที่สยองกว่านั้นคือ ยังเหลือระเบิดที่ยังไม่ได้ระเบิดอีก 3 ถัง ที่พบในห้องพักของสมัย

คำถามคือ สถานที่ เป้าหมายใด ที่แดงกลุ่มนี้จ้องบึ้มอยู่?

ยิ่งในช่วงหลังมีสถิติพบว่า ผู้ก่อเหตุเริ่มหนักข้อขึ้น เกิดเหตุบึ้มตามสถานที่สัญลักษณ์ต่างๆ และอานุภาพก็เริ่มรุนแรง

ฝ่ายความมั่นคงจึงเฝ้าระวังเข้ม กลุ่มจ้องสถานการณ์ที่อาจใช้ช่วงที่ม็อบเสื้อเหลือง ม็อบเสื้อแดงจัดกิจกรรมรำลึก ตลอดครึ่งเดือนแรกในเดือนตุลาอาถรรพ์นี้ โดยเฉพาะสถานที่สัญลักษณ์ต่างๆ ที่นครบาลเตือนภัย 143 จุดเสี่ยง โดยเฉพาะทำเนียบรัฐบาล รัฐสภา บ้านพักบุคคลสำคัญ

จากนี้หากกลุ่มป่วนเดินหน้าเข้ม ตอบโต้ท้าทายรัฐ ยกระดับหวังผลถึงขั้นปลิดชีวิตด้วยระเบิดทีเอ็นทีก็คงดูไม่จืดว่า การทำลายล้างจะรุนแรงแค่ไหน จะเกิดการสูญเสีย มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตอีกกี่คน และกรุงเทพฯ ต้องเป็นข่าวดังทั่วโลกอีกครั้ง

อีกเหตุผลที่ยกระดับความรุนแรง ก็เพื่อตอบโต้ เพราะแดงฮาร์ดคอร์ส่วนหนึ่งถูกฝ่ายความมั่นคง ศอฉ. จับตา ไล่ล่า สกัดไม่ให้เดินเกมใต้ดิน

การตอบโต้จึงหวังผลสองเด้ง คือ เพื่อท้าทาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำลายความชอบธรรมรัฐบาลอภิสิทธิ์ ทั้งก่อกวน สร้างความวุ่นวาย วางระเบิดให้คนกรุงหวาดผวา ตกอยู่ในความไม่ปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน เมื่อทางการยังงมเข็มในมหาสมุทรไปเรื่อยๆ แรงกดดันจะได้ไปตกอยู่กับรัฐบาลว่า ไร้น้ำยา!

ปฏิบัติการของแดงฮาร์ดคอร์เหล่านี้ แกนนำ นปช. สายพิราบต่างปวดหัว เพราะเสื้อแดงมีพรมแดนกว้างขวาง ไม่รู้ใครเป็นแกนนำ ที่เหลืออยู่ก็ไม่สามารถคุมเสื้อแดงด้วยกันอยู่ ยิ่งเกิดเหตุระเบิดยิ่งกระทบต่อการขับเคลื่อนของม็อบแดง นปช. ที่กำลังฟื้นตัวอยู่

แกนนำ นปช. รายหนึ่งระบุว่า หลังเหตุการณ์พฤษภาอำมหิต แกนนำ นปช.ถูกคุมขังในเรือนจำ สภาพของขบวนการเสื้อแดงทั่วไปจึงอ่อนแรง การขับเคลื่อนกระจัดกระจาย ไร้ระเบียบ แกนนำเสื้อแดงแต่ละจังหวัดเป็นฝ่ายนำเสื้อแดง อีกส่วนเป็นกลุ่ม วันอาทิตย์สีแดงของสมบัติ และแดงปีก “เสธ.แดง” ที่ “เดียร์” ขัตติยา สวัสดิผล ลูกสาวได้ขึ้นเป็นผู้นำจำเป็นของพรรคขัตติยะธรรม ยังมีแดงใต้ดินที่เป็น “กลุ่มตกค้าง” ในเหตุการณ์พฤษภา บนความเชื่อเรื่องแก้วสามประการ “ใต้ดินบนดินในสภา” ถึงจะล้มอำมาตย์ได้

ซึ่ง ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ ผู้ประสานงานแดงสยาม ได้จำแนกกลุ่มต่างๆ ในขบวนการประชาธิปไตยแดงทั้งหลาย พบว่า นอกจากมีกลุ่มแดงสันติวิธีหลายกลุ่มผสมกันอยู่แล้ว ยังมีกลุ่มแดงที่นิยมความรุนแรงอยู่จริง คือ

“กลุ่มที่ไม่ได้ปฏิเสธการใช้กำลังในการปกป้องมวลชนเสื้อแดง จะเป็นทั้งการ์ดของคุณอารีย์ การ์ดของ เสธ.แดง ซึ่งที่มีประสิทธิภาพการใช้กำลังที่สุดคือ อาสาทหารพราน กลุ่มนักรบพระเจ้าตากฝึกการป้องกันตัว ไม่มีการฝึกใช้อาวุธ จะเป็นการ์ดอาสาสมัครทั่วไป”

จับตาสถานการณ์จากนี้อาจรุนแรงขึ้นทวีคูณเพื่อตอบโต้ให้เห็นว่า กลุ่มป่วนยังมีกำลังอยู่ การข่าวของฝ่ายความมั่นคงที่เดิมทีไม่ค่อยมีใครเชื่อ เพราะไม่สามารถจับตัวคนร้ายได้ จึงกลับมีราคาขึ้น ไม่ว่าแผนการลอบสังหารบุคคลสำคัญ คนชุดดำเช่าคอนโดมิเนียมข้างบ้านพักนายกฯ หรือการไปฝึกที่เขมร การเตรียมวินาศกรรมตามที่สถานที่ต่างๆ ตลอดเดือนตุลาอันตราย

ที่สำคัญพรรคเพื่อไทยและเสื้อแดง ต้องแยกแยะและร่วมประณาม รวมทั้งมีมาตรการสลัดกลุ่มใช้ความรุนแรงให้สังคมเห็น มิใช่มาตอบโต้ว่าเป็นแผนของฝั่งตรงข้ามเหมือนเคย ก่อนที่จะหมดความชอบธรรมในการต่อสู้ทางการเมือง เพราะนานวัน “ขยะใต้พรม” ค่อยๆ โผล่ออกมา ไม่เฉพาะกลุ่มที่ใช้ความรุนแรง ยังมีปัญหาเงินบริจาคที่เสื้อแดงออกมาแฉเหลือบแดงกันเอง

ต่ออายุพรก.ฉุกเฉิน ดาบสองคมรัฐบาล

Published ตุลาคม 10, 2010 by SoClaimon

06 ตุลาคม 2553 เวลา 07:33 น.

ผ่านทางต่ออายุพรก.ฉุกเฉิน ดาบสองคมรัฐบาล.

เป็นไปตามคาดเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติต่ออายุการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมที่กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 6 ต.ค. โดยอ้างถึงเหตุผลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศตามที่ศูนย์อำนวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) เสนอรายงานให้ ครม.ได้รับทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ต่อไป

โดย…ทีมข่าวการเมือง

 

เป็นไปตามคาดเมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติต่ออายุการบังคับใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในพื้นที่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี และสมุทรปราการ ออกไปอีก 3 เดือน จากเดิมที่กำลังจะหมดอายุลงในวันที่ 6 ต.ค. โดยอ้างถึงเหตุผลในการรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศตามที่ศูนย์อำนวยการ แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) เสนอรายงานให้ ครม.ได้รับทราบถึงความจำเป็นที่จะต้องใช้กฎหมายฉบับนี้ต่อไป

เรียกได้ว่าต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแบบข้ามปีกันเลยทีเดียว

ทั้งนี้ มติ ครม.ดังกล่าวที่ออกมานั้นไม่ได้เป็นเรื่องที่เกินความคาดหมายแต่อย่างใด เพราะก่อนหน้านี้ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศย้ำมาตลอดว่าทั้งสี่พื้นที่นี้จะเป็นพื้นที่สุดท้ายที่ ครม.จะยกเลิกการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยจะบังคับใช้จนกว่าสถานการณ์จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

ประกอบกับในระยะหลังๆ มานี้ได้เกิดกระแสข่าวเกี่ยวกับการใช้ความรุนแรงค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหารบุคคลสำคัญ หรือการตั้งค่าหัวนักการเมืองภายในรัฐบาล และการโทรศัพท์ขู่วางระเบิดโรงพยาบาลศิริราช จนกระทั่งนำมาสู่การจับตัวชายฉกรรจ์ 11 คน ได้ที่รีสอร์ตแม่ออน อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับกลุ่มเสื้อแดงที่นิยมความรุนแรง

ขณะที่โครงสร้างของ ศอฉ.เองก็เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เมื่อ “สุเทพ” ผู้อำนวยการ ศอฉ.โดยตำแหน่ง เตรียมลาออกเพื่อลงรับสมัครเลือกตั้งซ่อม สส.สุราษฎร์ธานี จนต้องให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม เข้ามากุมบังเหียนแทน เช่นเดียวกับในส่วนของกองทัพบก ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง ผบ.ทบ. ต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.คนเก่าที่เกษียณอายุราชการเป็นที่เรียบร้อย ย่อมต้องการเวลาสักระยะเพื่อกระชับงานความมั่นคงให้มีความเสถียรภาพ

ปัจจัยเหล่านี้กลายเป็นเส้นทางสู่ความชอบธรรมของรัฐบาลในการใช้กฎหมายฉุกเฉินเพื่อเป็นกลไกในการควบคุมสถานการณ์ต่อไป

อย่างไรก็ตาม การคงไว้ซึ่งกฎหมายดังกล่าวย่อมจะส่งผลให้เกิดการโต้เถียงในสังคมว่าเป็นการเหมาะสมหรือไม่กับการต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ประเด็นสำคัญที่รัฐบาลต้องเจอกับการวิพากษ์วิจารณ์ คือ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นหลักประกันที่นำมาซึ่งความสงบของบ้านเมืองหรือไม่ เนื่องจากหลายวันมานี้ได้เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบหลายครั้งทั้งๆ ที่ยังมีการใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้อยู่ โดยความถี่ของเหตุการณ์ในระยะนี้เริ่มเกิดกระแสคำถามเป็นการสร้างเงื่อนไข เพื่อต่ออายุ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หรือไม่

ถึงรัฐบาลจะยืนยันมาตลอดว่าไม่มีความคิดจะสร้างสถานการณ์เพื่อนำไปสู่ เงื่อนไขดังกล่าว แต่กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลายครั้งรัฐบาลก็ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้ ในฐานะเป็นฝ่ายบริหาร

ในส่วนของการสร้างกระบวนการปรองดองก็ย่อมได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน เพราะตอนนี้สังคมเริ่มมีกระแสเรียกร้องให้เกิดกระบวนการปรองดองระหว่างคู่ ขัดแย้งทางการเมืองโดยเริ่มจากการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และเมื่อไม่นานมานี้นายอานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการปฏิรูปประเทศไทย (คปร.) ได้แสดงความจำนงที่ต้องการให้รัฐบาลเลิกการใช้กฎหมายดังกล่าวเป็นประตูสู่ การสร้างความสมานฉันท์ในบ้านเมือง แต่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่ได้รับการตอบสนองแต่อย่างใด ตรงกันข้ามรัฐบาลไม่ให้ความสนใจแต่ยังคงใช้กฎหมายนี้ต่อไปเรื่อยๆ แบบยังไม่มีทีท่าจะสิ้นสุด

ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องนี้ ไม่ใช่รัฐบาลไม่รับรู้ เพราะทราบดีว่าการใช้กฎหมายดังกล่าวในทางนิตินัยนั้นย่อมกระเทือนถึงสิทธิ และเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญในระดับหนึ่ง ดังนั้น ในทางปฏิบัติจึงไม่เคร่งครัดการบังคับใช้กฎหมายตามตัวอักษรมากนักเพื่อลด กระแสวิพากษ์วิจารณ์ สะท้อนได้จากการปล่อยให้เครือข่ายคนเสื้อแดงสามารถจัดกิจกรรมทางการเมืองได้ เมื่อไม่นานมานี้

แม้ว่าในทางปฏิบัติแล้วจะไม่มีผลต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ก็จริง แต่หากมองกันตามความเป็นจริงรัฐบาลยังไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงรูปธรรม ของกระบวนการสร้างความปรองดองได้ ด้านหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่ามีต้นเหตุมาจาก “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” เพราะหากมองสถานการณ์ความไม่สงบในตอนนี้แล้วต้องยอมรับว่าไม่ได้มีความ รุนแรงถึงขนาดต้องใช้ยาแรงอย่างกฎหมายฉบับนี้ถ้าเทียบกับช่วงเวลาที่มีการ ชุมนุมของคนเสื้อแดง

เมื่อมองไปยังเครื่องไม้เครื่องมือของรัฐบาลอื่นๆ ก็ยังมีให้เลือกใช้อีกมากเพื่อควบคุมสถานการณ์ เช่น พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งน่าสมเหตุสมผลพอสมควรหากรัฐบาลชี้แจงให้สังคมเล็งเห็นถึงความจำเป็นที่ ต้องมีเครื่องมือบางอย่างเพื่อรักษาความสงบ แต่ถึง ณ ตอนนี้รัฐบาลก็ยังเลือกใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินอยู่

การตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้ จึงไม่แปลกอะไรที่จะนำมาซึ่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันเป็นสถานการณ์ที่รัฐบาลต้องเผชิญและหาคำตอบให้กับสังคมต่อไปเรื่อยว่า “รัฐบาลจะสร้างความปรองดองอย่างไรภายใต้บรรยากาศของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” จนกว่าจะมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ขณะเดียวกัน ผลของการต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉินออกไปอีก 3 เดือน นอกเหนือไปจากการเป็นอุปสรรคของการสร้างความปรองดองแล้ว แต่ยังเป็นการสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลด้วย เพราะรัฐบาลยังไม่สามารถนำบ้านเมืองเข้าสู่ความสงบได้ แต่กลับยังเกิดเหตุระเบิดป่วนเมืองหลายครั้ง ซึ่งจะย่อมส่งผลเสียหายต่อบรรยากาศการลงทุนในช่วงเศรษฐกิจขาขึ้นพอสมควร

ไม่เพียงเท่านี้ แน่นอนว่าผลที่ตามมาย่อมสะเทือนถึงคะแนนความนิยมของรัฐบาลไม่มากก็น้อย ยิ่งมาผนวกกับผลงานที่ยังไม่ค่อยมีรัฐบาลมากนักและปัญหาความโปร่งใสในการทำ งานโดยเฉพาะการโยกย้ายข้าราชการ เลยเป็นผลลบที่พุ่งตรงมายังรัฐบาลแบบปฏิเสธไม่ได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้น การต่ออายุ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปอีก 3 เดือน ไม่ต่างอะไรกับการทำให้กระบวนการสร้างความปรองดองต้องล่าช้าออกไปอีก 3 เดือน และเป็นการผลักตัวเองของรัฐบาลให้เข้าสู่กระแสสังคมที่เริ่มกังขาการทำงาน ของรัฐบาลมากขึ้นเรื่อยๆ

ศอฉ.ยุค บิ๊กป้อม สูตรเข้มสกัดบึ้ม

Published ตุลาคม 10, 2010 by SoClaimon

04 ตุลาคม 2553 เวลา 07:05 น.

ผ่านทางศอฉ.ยุค บิ๊กป้อม สูตรเข้มสกัดบึ้ม.

แม้รัฐบาลจะผลักดันให้ “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม คนสายพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ขึ้นนั่งเก้าอี้ผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แทนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ที่ต้องลาโรงไปลุ้นลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม สส.สุราษฎร์ธานี เขต 1 แทนนายชุมพล กาญจนะ ที่ถูกศาลสั่งเว้นวรรค 5 ปี ทว่าคงยังสกัดเหตุระเบิดรายวันไม่ได้ง่ายนัก เพราะนาทีนี้องคาพยพด้านความมั่นคงที่เพิ่งเริ่มเขย่ายังไม่เข้าที่เข้าทาง เท่าไรนัก

โดย…ทีมข่าวการเมือง

 

แต่หากเมื่อใดที่ส่วนผสมลงตัว น่าเชื่อว่าสายสัมพันธ์อันเข้มแข็งระหว่าง พล.อ.ประวิตร ในฐานะพี่เบิ้มของกลุ่ม “บูรพาพยัคฆ์” ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ที่สืบทอดอำนาจต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา น่าจะดึงศักยภาพอันสูงส่งของกองทัพ ที่มีเครือข่ายนักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12(ตท.12) เป็นตัวขับเคลื่อนออกมาใช้สยบเหตุวินาศกรรมลอบวางระเบิดตามสถานที่ต่างๆ ได้อย่างชะงักสามเหลี่ยมอำนาจของ ศอฉ. นาทีนี้ จึงต้องจับตา 3 ขุมพลังอันดุดัน ประกอบด้วย พล.อ.ประวิตร หัวเรือใหญ่ ศอฉ. ผนวกกับ พล.อ.ประยุทธ์ ที่มีความเฉียบขาดและดุดันในการปราบม็อบคนเสื้อแดงช่วงที่ผ่านมา เมื่อรวมกับเครือข่าย ตท.12 ที่กระจายกันคุมหน่วยกำลังสำคัญของกองทัพไว้แล้ว ยิ่งเมื่อได้สายสัมพันธ์ไปเชื่อมโยงกับ พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรีผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ที่มีความสนิทสนมกับ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นการส่วนตัว และยังเป็นเพื่อนร่วมรุ่น ตท.12 ด้วยกันแล้ว

วิเคราะห์ได้ทันทีว่า ความเป็นเอกภาพทีมความมั่นคงของ ศอฉ. คือ หอกด้ามใหม่ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่ใช้สยบ “พวกป่วนเมือง” และเรียกความเชื่อมั่นจากชาว กทม. กลับคืนมาได้อีกครั้ง

ต่อจากนี้ไปบทบาทของกองทัพและตำรวจจะมีมากขึ้นทั้งในเวทีการเมือง รวมไปถึงการต่อรองกับรัฐบาลและพรรคร่วมในหลายเรื่อง

ปัจจัยประการหนึ่งคือ การยืด พ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉินออกไปได้อีกสักระยะจนกว่าจะมี การล้างไพ่เลือกตั้งทั่วไปครั้งใหม่ ที่ยังมีการต่อ “คอนเนกชัน” จับขั้วผสมพันธุ์กันวุ่นอีกหน ซึ่งแน่นอนที่สุดว่า โอกาสการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงในห้วงเดือนต.ค.นี้ จะถูกล้อมกรอบไว้จนแทบขยับทำอะไรไม่ได้เลย คงทำได้แค่เลี้ยงกระแสให้เห็นว่าคนเสื้อแดงยังมีลมหายใจอยู่เท่านั้นเอง

ปฏิบัติการล่าสุดที่ ศอฉ. และทีมความมั่นคงขยับแล้วคือ การบุกจับกุมกองกำลังนักรบแดงรวม 11 คน ได้ที่บ้านภูฟ้ารีสอร์ท ในพื้นที่บ้านสหกรณ์ อ.แม่ออน จ.เชียงใหม่ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้ข้อมูลลึกจากปากนายกิตติชัย จันทร์สวัสดี ชาวปราจีนบุรี หนึ่งในนักรบแดงที่รับสารภาพว่า มีนักรบแดงที่ผ่านการฝึกใช้อาวุธมาจากชายแดนกัมพูชา เดินทางมาซ่องสุมรวมกันที่ จ.เชียงใหม่ ตั้งแต่วันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา วัตถุประสงค์สำคัญที่น่ากลัวคือ เพื่อรอเวลาในการปฏิบัติการป่วนเมืองและลอบสังหารผู้นำรัฐบาล

ธงนำของนักรบเสื้อแดงที่ว่านี้ ทั้งรัฐบาลและ ศอฉ. ในยุคนายสุเทพ รับรู้และวางแผนสกัดเตรียมจับให้มั่นคั้นให้ตายตลอดมา เพียงแต่ยังไม่สบโอกาสล้วงข้อมูลได้ลึกมากถึงครั้งนี้ นับตั้งแต่การลอบใช้ระเบิดถังแก๊สถล่มสำนักงานพรรคภูมิใจไทย (ภท.) เมื่อวันที่ 22 มิ.ย. ไล่มาจนถึงความพยายามวางระเบิดปั่นป่วนห้างสรรพสินค้า คิง เพาเวอร์ ซอยรางน้ำ พื้นที่ สน.พญาไท ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นเซฟเฮาส์ของนายเนวิน ชิดชอบ แกนนำ ภท.กับทีมงาน ถึง 2 ครั้ง2 ครา เมื่อวันที่ 30 ก.ค. และ วันที่ 26 ส.ค.

รวมทั้งเหตุยิงลูกระเบิดเอ็ม 79 ถล่มบริษัท เชียงใหม่คอนสตรัคชั่น จ.เชียงใหม่ เพื่อข่มขู่ นายคะแนน สุภา เจ้าของบริษัท ซึ่งเป็นพ่อตานายเนวิน เมื่อวันที่ 12 ก.ย.ที่ผ่านมา น่าจะเข้าทาง ศอฉ. ในการเริ่มปฏิบัติการกวาดล้างครั้งใหญ่เร็ววันนี้ ซึ่งอาจจะเปิดฉากบทบู๊ชนิดถึงลูกถึงคนมากขึ้น เพื่อป้องปรามไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามได้หายใจหายคอ!

มองเกมวันนี้ ศอฉ. คือ หัวหอกอันแหลมคมที่ทำให้ทั้งรัฐบาล และ ภท. สามารถสยบข่าวลอบสังหารผู้นำ มองในที่นี้คือทั้ง นายอภิสิทธิ์ และ นายเนวิน น่าจะอุ่นใจได้แล้วระดับหนึ่ง เมื่อสามารถใช้องครักษ์ที่มีทั้งขุนพลผู้เชี่ยวชาญศึก คือ พล.อ.ประยุทธ์ ผบ.ทบ. และ พล.ต.อ.วิเชียร ผบ.ตร. ผู้ถือกฎหมายไว้ในมือ สร้างผนังทองแดงกำแพงเหล็กเซฟชีวิตเหนือระดับ แค่ทั้งคู่มองตากันก็รู้ใจว่าต้องการอะไร ขณะเดียวกันยังหันหอกอันนี้ไปทิ่มแทงฝ่ายตรงข้ามไม่ว่าจะทั้งพรรคเพื่อไทย (พท.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง และกลุ่มคนเสื้อเหลืองที่กำลังจะออกมาเคลื่อนไหวโหนกระแสสังคมอีกครั้งได้ อย่างลงตัวและชอบธรรม

ประเดิมฉากแรกที่เริ่มแล้วคือ มาตรการป้องกันเหตุระเบิดของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ได้มีการตั้งศูนย์ปฏิบัติการและบริหารเหตุการณ์ร้ายแรง เพื่อป้องกันและดูแลเหตุระเบิดป่วนเมือง โดยมี พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา รักษาราชการแทน รอง ผบ.ตร.เพื่อน ตท.12 ร่วมรุ่น พล.ต.อ.วิเชียร ผบ.ตร. และ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้บัญชาการศูนย์ และมีการบูรณาการกับกองทัพเพื่อสกัดกั้นเหตุระเบิดทั่วกรุง

เช่นพื้นที่บริเวณโซนทางเหนือของ กทม. ได้ประสานกองทัพอากาศช่วยดูแล ส่วนพื้นที่ฝั่งธนบุรีได้ความร่วมมือจากหน่วยเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด (อีโอดี) กองทัพเรือ เข้ามารักษาเขตร่วมกับตำรวจพื้นที่ด้วยอีกหน่วย

อีกปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้คือแอ็กชันของนายอภิสิทธิ์ ที่เรียกใช้บริการทีมความมั่นคงในคาถา อันประกอบด้วย นายปณิธาน วัฒนายากรรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาเสริมในทีม ศอฉ.ยุคบิ๊กป้อมด้วยนั้น มองได้ว่าเป็นทั้งแผนบูรณาการและถ่วงดุลอำนาจชั้นดีใน ศอฉ. ภาพที่สัมผัสได้ชัดเจนเป็นการผนึกกำลังทั้งบู๊และบุ๋นเข้าด้วยกัน เท่ากับ ศอฉ. เต็มไปด้วยกองกำลังผสมครบสูตรทั้ง ทหารตำรวจพลเรือน แถมพ่วงนายอภิสิทธิ์เลือกใช้คนในสายของตนเองก็ยังสร้างสมดุลและติดตามความ เคลื่อนไหวใน ศอฉ. ได้อย่างเหนือชั้นและแนบเนียน

ดังนั้น มองได้ว่า แพ็กเกจ ศอฉ.ฉบับ พล.อ.ประวิตร ที่มีการบูรณาการครั้งใหญ่รวบรวมเอา “ดาวเด่น” ของทั้งสายบูรพาพยัคฆ์ และ ตท.12 มาร่วมบรรเลงบนเวทีเดียวกัน จะเกิดการสอดประสานกันอย่างลงตัว และร่วมกันสกัดกั้นแผนวินาศกรรมของฝ่ายตรงข้ามได้มีประสิทธิภาพและเฉียบขาด อย่างน่าเกรงขาม

แม้ว่าการข่าวของหน่วยความมั่นคงยังมองว่าในห้วงเดือน ต.ค. เรื่อยไปจนถึงคืนวันข้ามสู่ปี 2554 จะเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยเหตุระเบิด และการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนสารพัดกลุ่มก็ตาม

อย่างไรก็ตาม หยั่งใจถามคนชื่อ อภิสิทธิ์เวชชาชีวะ ก็น่าเชื่อว่าหากพึ่งบารมี พล.อ.ประวิตร หัวเรือใหญ่ ศอฉ.นาทีนี้จะลดความวิตกเรื่องเสียงตูมตามที่เขย่าเก้าอี้นายกฯ ไปได้ และรอความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อีกระลอก!

เครื่องทุ่นแรงยิ่งหืด!

Published กรกฎาคม 30, 2010 by SoClaimon

29 กรกฎาคม 2553, 05:03 น.

ผ่านทางเครื่องทุ่นแรงยิ่งหืด! – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_99684

อภิสิทธิ์
“จะคงไว้เหมือน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้เลยหรือไม่”

ใน อารมณ์ “แดกดัน” ที่แฝงไปกับคำถามของนักข่าวทำเนียบรัฐบาล เอาไมค์จ่อปากนายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะกรรมการและเลขาธิการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กรณีที่ฝ่ายถืออำนาจรัฐพยายามยื้อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเฉพาะในพื้นที่ กทม.ลากยาวกระบองยักษ์กันต่อไป

ตามจังหวะที่คนถูกถามก็รู้ทาง เล่นเชิงออกตัว ยังไงก็ไม่ลากไปถึงสิ้นปี

แต่ มันน่าเอะใจ ตรงประเด็นที่เลขาฯ สมช. แบะท่าล่วงหน้า ในวันที่ 30 กรกฎาคม คงจะมีการพิจารณาตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ตกลงใจว่า จะให้ ครม. อนุมัติให้ ศอฉ.พิจารณายกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินได้เลยโดยไม่ต้องนำเสนอ ครม.

นี่แหละจังหวะผลัก “อภิสิทธิ์” ลอยตัว

ตาม ยุทธศาสตร์ “อุ้มพระเอกหลบ” ให้ ศอฉ.รับมุก เผชิญแรงกระแทกไป ในสถานการณ์ ที่กระบองยักษ์เริ่มเสื่อมอิทธิฤทธิ์ ระดับความชอบธรรมลดลง รัฐบาลและ ศอฉ.ตกเป็นฝ่ายตั้งรับแรงกดดัน ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ทิ้งกระบองยักษ์

จากคิวของคณะกรรมการปฏิรูปประเทศที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ตั้งแท่นชงให้รัฐบาลยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โดยเร็วที่สุด

ล่า สุดถึงคิวของนายคณิต ณ นคร ประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) พร้อมด้วยคณะกรรมการฯ แถลงมติที่ประชุม เรียกร้องให้รัฐบาล ทบทวนและแก้ไขแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกับการตีตรวนผู้ต้องขัง

เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

โดย คอป.ทำหนังสือนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 28 กรกฎาคม ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะเป็นผลให้เกิดความเป็นธรรมในสังคม และเพื่อให้การปรองดองของคนในชาติเกิดผลที่กว้างขวางแก่ ผู้ต้องขังทั่วไป ไม่ใช่เฉพาะแต่แกนนำ นปช.หรือนักโทษทางการเมือง ทั้งนี้เพื่อเป็นการเรียกความเชื่อถือศรัทธาต่อกระบวนการยุติธรรมของประเทศ และสร้างบรรยากาศการปรองดองให้เกิดขึ้น

เสียงจากทีมงานที่นายกฯอภิสิทธิ์ ตั้งมาเองกับมือทั้งนั้น

ยัง ไม่นับแรงกดดันจากพรรคร่วมรัฐบาล ที่ถึงคิวของ “หนูนา” น.ส.กัญจนา ศิลปอาชา ลูกสาว “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หลงจู๊ใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา ออกมาบี้นิ่มๆ การคงไว้ซึ่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ก็ไม่ได้ทำให้สถานการณ์บ้านเมืองเรียบร้อย ยังเกิดเหตุระเบิดที่หน้าห้างบิ๊กซี ราชดำริ

ดังนั้น แม้จะคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินไว้ ก็ไม่ได้ป้องกันว่าจะไม่เกิดเหตุ การยกเลิกไปก็น่า จะดีกว่า เพราะผลที่ได้ตามมาก็คือการท่องเที่ยวที่จะดีขึ้น

แนวร่วมฝ่ายเดียวกัน ยังกดดันให้เลิกบรรยากาศสถานการณ์ ฉุกเฉิน

สลัดภาพหนีคราบเผด็จการ

ขัด อารมณ์กับอาการของฝ่ายคุมเกมอำนาจรัฐบาลที่ยังกระชับเครื่องทุ่นแรงที่ถือ อยู่ในมือ กับกระแสข่าวความพยายามเปิดไฟเขียวให้กองทัพบก จัดตั้งกองพลทหารราบที่ 7 ขึ้นมาเป็นหน่วยหน้า ลุยสยบแนวร่วมกองทัพแดงในพื้นที่ภาคเหนือ

มั่นใจกับบทยักษ์ถือกระบองสยบฝ่ายต่อต้าน

ตาม ปรากฏการณ์ที่สวนทางกัน เมื่อเทียบความได้เปรียบของรัฐบาลในการใช้เครื่องทุ่นแรงกดหัวฝ่ายตรงข้าม กลับยิ่งทำให้ช่วงห่างคะแนนนิยมในเมืองกรุงลดลง

คะแนนเห็นใจไหลกลับไปที่มวยรอง

ที่ แน่ๆ ต่อเนื่องกับผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 6 ที่ยี่ห้อ ประชาธิปัตย์ชนะไม่ขาด ทำแต้มหนีพรรคเพื่อไทยไปได้แค่ 14,000 กว่าคะแนน ทั้งๆที่กุมความได้เปรียบ เหนือกว่าทุกประตู โดยเฉพาะมีกระบองยักษ์ พ.ร.ก.ฉุกเฉินเป็นเครื่องทุ่นแรง

ล็อกคู่แข่งที่ถูกพันธนาการโซ่ตรวนอยู่ในคุก

“มัด มือชก” ยังสูสี ตามฟอร์ม มันจึงเป็นอะไรที่แต้มไหลมาเท่ากัน กับคิวเลือกตั้งสมาชิกสภากรุงเทพมหานครหรือ ส.ก. ในวันที่ 29 สิงหาคม ปูพรมวัดกำลังกันทั่วเมืองกรุง

ขนาดได้เปรียบทุกประตู สู้กันตัวต่อตัวกับพรรคเพื่อไทยยังเฉือนชนะไปแค่ครึ่งก้าว

นับประสาอะไร รอบนี้ยังมีตัว “ตัดแต้ม”

โดยจังหวะที่ค่ายการเมืองใหม่ของม็อบพันธมิตรฯ ก็ได้ ฤกษ์ตัดริบบิ้นประเดิมสนามเลือกตั้ง ส่งผู้สมัครลงชิงเก้าอี้ ส.ก. หลายเขต

หมดเวลาฮั้ว คิวนี้เลี่ยงไม่พ้นต้องโดนแย่งคะแนนที่ทับสัมปทานฐานเสียงกันอยู่

ประชาธิปัตย์ต้องระดมทีมวิ่งสู้ฟัดกันลมจับแน่.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ประกอบฉากให้สมจริง

Published กรกฎาคม 12, 2010 by SoClaimon

16 มิถุนายน 2553, 05:03 น.

ผ่านทางประกอบฉากให้สมจริง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_89795

สุเทพ

เปิด โพยดักคอกันซะแล้ว จะเดินบทต่อไปยังไง

ล่าสุดก็เป็น น.ส.สมลักษณ์ จัดกระบวนพล อดีตกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และอดีตผู้พิพากษาอาวุโส ให้ความเห็นถึงกรณีที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ ฉุกเฉิน (ศอฉ.) มีแนวคิดออกกฎหมายนิรโทษกรรมผู้ชุมนุมที่มีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ตามหลักกฎหมายอาญาทั่วไป หากยกเลิกกฎหมายที่ให้อำนาจ ซึ่งในกรณีนี้ได้แก่ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เมื่อใด โทษในการกระทำผิดตามกฎหมายนั้นก็น่าจะหมดลงไปด้วย ไม่จำเป็น ต้องออกกฎหมายมานิรโทษกรรมแต่อย่างใด

เว้นแต่ใน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะเขียนไว้ว่า ให้ยกเว้นบทบัญญัติที่ขัดแย้งกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งไม่แน่ใจว่าในกฎหมายฉบับดังกล่าวได้เขียนเอาไว้หรือไม่ ยกตัวอย่างสมัยรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีการออกกฎหมายเอาผิดกับพวกที่นั่งเกะกะตามสะพานลอย ต่อมาเมื่อมีการยกเลิกกฎหมายฉบับดังกล่าว แม้แต่คนที่ถูกตัดสินจำคุกเพราะทำผิดกฎหมายฉบับนั้นก็ได้รับการปล่อยตัว

แทบ จะจบข่าวเลย

และก็เป็นอะไรที่เฉลย “หนังซ่อนเงื่อน” ในฉากแปร่งๆที่ตัวเอกตามท้องเรื่อง ล็อกคิวเล่นกันอยู่ 2 คน คือ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) กับนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)

ว่าด้วยเกมจุดพลุแนว คิดนิรโทษกรรมคนเสื้อแดง

“ปล่อยของ” ออกมาจากวงประชุม ศอฉ. ยั่วกระแสสังคมตีความมั่วกันไปต่างๆนานา เสียงค้านเสียงวิจารณ์ดังอื้ออึง ก่อนที่ “เทพเทือก” จะออกมาแตะเบรก นัยว่า ต่อไปกฎหมาย จะไม่มีความศักดิ์สิทธิ์ แล้วก็เป็นนายธาริตที่ส่งซิกจ่อล้มแผน อ้างโดนกระแสต้านหนัก

และก็ชิงจังหวะเบิ้ลทันที นายแพทย์บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงเสียงแข็ง รับมุกกับท่าทีเข้มๆของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี พรรคไม่เห็นด้วยที่จะมีการนิรโทษกรรมให้กับกองกำลังติดอาวุธ ที่ทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง

ชงเอง ตบเอง เสร็จสรรพ

ตามจังหวะ ที่จับทางได้จากคำตอบสุดท้ายที่อดีตกรรมการ ป.ป.ช.ออกมาเปิดโพย เรื่องนิรโทษกรรมไม่ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก แค่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทุกอย่างก็จบไปด้วย มันก็พอเข้าใจ คิวของ “เทพเทือก” กับนายธาริต ก็น่าจะเป็นแค่แบ่งบทกันเล่น โชว์ให้เห็นว่า ศอฉ.ได้พยายามแสดงความจริงใจแล้ว

ประกอบฉากปรองดองของรัฐบาลให้ดูสม จริงสมจังก็เท่านั้น

อีกช็อตก็น่าจะโยงถึงเงื่อนเวลาของ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่จะหมดอายุลงในวันที่ 7 กรกฎาคมนี้ ตามเกมที่รัฐบาลโดย ศอฉ.ยังต้องการถือ “กระบอง” ไว้ “กระชับพื้นที่”

กดกองทัพเสื้อแดง ไม่ให้โงหัว

การเปิดเกมนิรโทษกรรมคนเสื้อแดง “ยั่ว” กระแสต้านของฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล เพื่อยกเป็นเหตุในการกระชับกระบอง พ.ร.ก. ฉุกเฉินต่อไป ก็ถือว่าทำได้เนียนๆ

เซียนอย่างประชาธิปัตย์ถนัดอยู่ แล้วกับการเดินหมากหลายชั้นตีกินกระแสในเมืองไทยสบายๆ

ถ้าไม่บังเอิญ ว่า มันมีสัญญาณคลื่นความถี่สูงจากเวทีนานาชาติ เข้มขึ้นเป็นลำดับ

ทาง หนึ่งก็ล็อบบี้ยิสต์มือระดับโลกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จ้างให้ตีปี๊บประจานฝ่ายถืออำนาจไทยในเวทีสากล จนรัฐบาลนิ่งอยู่ไม่ได้ ต้องส่งตัวแทนไปเคลียร์เป็นรายประเทศ

และโดยปมที่ต่างชาติค้างคาใจ ในอารมณ์ก็น่าจะเป็นไปตามที่นายสุณัย ผาสุข ผู้ประสานงานองค์การด้านสิทธิมนุษยชน (Human Right Watch) สะท้อนเครื่องหมายคำถาม

ถ้านายกฯอภิสิทธิ์ ตั้งใจที่จะค้นหาความจริงตามแผนปรองดอง เพื่อหาตัวผู้ทำผิดมาลงโทษ ไม่ว่าผู้ชุมนุมหรือเจ้าหน้าที่รัฐก็ตาม นอกจากยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ควรจะแสดงความชัดเจนต่อมาตรา 17 ใน พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินที่ระบุว่า ฝ่ายรัฐไม่ต้องรับผิดทั้งทางอาญา ทางแพ่ง และทางวินัย

ที่นายกฯ ประกาศว่าพร้อมรับผิดชอบ หากมีหลักฐานว่ากระทำผิด ในความเป็นจริงจะเอาผิดได้แค่ไหน ในเมื่อมีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ลักไก่นิรโทษกรรมไว้ล่วงหน้า หากนายกฯตั้งใจจะปรองดองกับทุกฝ่ายจริง เป็นไปได้หรือไม่ที่จะงดเว้นใช้มาตรา 17 เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เคยมีความชัดเจนเลยว่า จะมีท่าทีตามมาตรา 17 อย่างไร

ดึง จังหวะสับขาหลอกคนไทยได้

แต่ยังติดที่นานาชาติไม่ยอมเคลิ้มตาม ง่ายๆ.

ทีม ข่าวการเมือง รายงาน

ฤาจะเป็นบรรทัดฐาน

Published กรกฎาคม 12, 2010 by SoClaimon

24 พฤษภาคม 2553, 05:03 น.

ผ่านทางฤาจะเป็นบรรทัดฐาน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_84906

อภิสิทธิ์

“เป็น ความเชื่อส่วนบุคคล โปรดใช้วิจารณญาณในการชม”

ท่ามกลางยุทธการ “ชิงกระแส” ที่แต่ละฝ่าย “ปล่อยของ” ใส่กัน

ฝั่งหนึ่งฝ่ายถืออำนาจ รัฐ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) นำทีมแถลงโชว์คณะทูตนานาประเทศ ให้รับรู้ กันทั่วโลก

ในฉาก “คลังแสงย่อยๆ” ที่เต็มไปด้วยกองระเบิด ปืน  กระสุน อาวุธสงครามร้ายแรงนานาชนิดจำนวนมากมายก่ายกองที่ยึดได้ หลังเจ้าหน้าที่เข้าเคลียร์เวทีชุมนุมแยกราชประสงค์ของกลุ่ม  นปช. ว่ากันถึงขนาดยืนยัน “คาร์บอมบ์” ของจริงพร้อมใช้ประทับภาพ “ก่อการร้าย” กองทัพเสื้อแดง

ขณะที่อีกฝั่ง ฝ่าย “จำเลยสังคม” โดยการแก้ต่างของนายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย แถลงพร้อมโชว์ภาพถ่าย อ้างมีคลิปวีดิโอที่ได้จากผู้ชุมนุมเป็นช็อตทหารที่อยู่บนรางรถไฟฟ้า ยิงใส่ประชาชนในวัดปทุมวนาราม จนเสียชีวิต 6 ศพ

ทั้งๆที่เป็น เขตอภัยทาน

ถึงขั้นออกแถลงการณ์ในนามพรรคเพื่อไทย ผ่านทางนาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ นาครทรรพ ส.ส.กทม. ตอบโต้การแถลงการณ์ของรัฐบาลที่ระบุว่ามีการจับอาวุธของกลุ่ม  นปช. ได้เป็นจำนวนมาก ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมาย เป็นไปตามที่พรรคได้คาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

รัฐบาลพยายามหาเหตุสร้าง ความชอบธรรมให้กับการสั่งการใช้กำลังทหาร พร้อมอาวุธสงคราม ร้ายแรงเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนที่ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ โดยพยายามบิดเบือนว่า ผู้ชุมนุมมีอาวุธ และเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งการแถลงการของรัฐบาลนั้นขัดกับข้อเท็จจริง

ซัดรัฐบาล “จัดฉาก” ใส่ร้ายคนเสื้อแดง

พรรคเพื่อไทยย้อนศรขู่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ  ศอฉ.เตรียมสู้คดีในศาลอาญาระหว่างประเทศ กรณีมีคนตายเป็นจำนวนมากจากการปราบกลุ่มผู้ชุมนุม  นปช.

เบิ้ลกันไป ซัดกันมา แล้วแต่วิจารณญาณ ผู้ชมทางบ้านจะเลือกเชื่อใคร

ที่แน่ๆโดย การชิงจังหวะเล่นเร็ว อาศัยช่วงชุลมุน

จับทางจากคิวที่นายกอร์ป ศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ รีบโยนหินตั้งแต่ควันไฟเผาเมืองยังโขมง เสนอกำหนดยุบสภาภายใน 4 เดือน แล้วก็โดนลูกหาบประชาธิปัตย์ด้วยกัน ออกมา “ตีปาก” นายกอร์ปศักดิ์พูดเองเออเองอยู่คนเดียว

ทั้งๆที่สถานการณ์ กำลังเข้าทาง สมควรที่นายกฯอภิสิทธิ์จะลากยาวบนเก้าอี้ต่อไป

ประชา ธิปัตย์ชงเองกินเอง แล้วก็เป็นคนนอกพรรคยี่ห้อ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา หลงจู๊ใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา รีบออกมารับมุก รัฐบาลต้องเลื่อนวันเลือกตั้งออกไป ยังไงก็ไม่ทันวันที่ 14 พฤศจิกายน

อาศัย เหลี่ยมเซียน พลิกจังหวะตื๊ออยู่ยาวกันเนียนๆ

เอาเป็นว่า ยังไม่พูดถึง “ช็อตล้มกระดาน” ศาลรัฐธรรมนูญนัดตัดสินคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีการใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาทผิดวัตถุประสงค์

“อภิสิทธิ์” จะต่อเวลาไปได้อีกกี่อึดใจ

ก่อนอื่นเลยกับคำถาม รัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไรกับชีวิต ของประชาชนผู้บริสุทธิ์

ในฐานะผู้ นำรัฐบาลพลเรือนที่มีอำนาจสั่งการทหารเข้าสลายการชุมนุมของประชาชนฝ่ายต่อ ต้าน จนมีผู้เสียชีวิตที่นับจำนวนได้ไต่ขึ้นเกือบหลักร้อย ผู้บาดเจ็บที่เกินหลักพัน

“อภิสิทธิ์” มีแค่คำว่า “เสียใจ”

และ โดยมาตรฐานนี้ มันจะเป็นบรรทัดฐานต่อไป ฝ่ายถืออำนาจในวันข้างหน้าจะถือเอาเป็นแบบฉบับในการปฏิบัติกับกลุ่มผู้ ชุมนุมที่ต่อต้านรัฐบาล

ที่แน่ๆในสถานการณ์เกมอำนาจประเทศไทย แนวโน้มหลังเลือกตั้งครั้งหน้าไม่ว่าจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ โดยกระแสและบาดแผลในหัวใจของฝ่ายเสื้อแดงที่ถูกผลักไสให้รวมตัวเกาะกันแน่น ในภาคอีสาน ภาคเหนือ รวมถึงพื้นที่โซนแดงในจังหวัดภาคกลาง และกรุงเทพฯเขตรอบนอก

โอกาสสูงที่พรรคเพื่อไทยจะพลิกกลับมาเป็นฝ่าย ครองอำนาจ

แล้วตามวัฏจักร ก็จะเป็นฝ่ายประชาธิปัตย์ที่แท็กทีมกับคนเสื้อเหลืองกลับไปเป็นฝ่ายจัดม็อบ ไล่ล้มล้างขุมข่ายอำนาจนายใหญ่

ถ้าปราบม็อบแล้วคนตายไต่ขึ้นหลักร้อย โดยที่ผู้นำยังนิ่งอยู่ได้ รัฐบาลยังตื๊ออยู่ต่อไปด้วยข้ออ้างถ้ายุบสภาหรือลาออก จะทำให้พวกป่วนเมืองลอยนวล

มุกนี้ พวกจ้องใช้กำลังเข้าปราบยิ้มมุมปากเลย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไพ่ซ่อนแต้ม ‘อภิสิทธิ์’

Published กรกฎาคม 12, 2010 by SoClaimon

5 พฤษภาคม 2553, 05:03 น.

ผ่านทางไพ่ซ่อนแต้ม ‘อภิสิทธิ์’ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_80963

ถึงกับไข้ขึ้นเลย โดยบทป่วยกะทันหันของ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) เกิดอาการกระอักกระอ่วนตอบได้ไม่เต็มปากเต็มคำ เมื่อถูกนักข่าวถามถึงคิวที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ

ชงแผนโรดแม็ป ฝ่าวิกฤติม็อบเสื้อแดง

กำหนดวันกันชัดๆ เสนอให้เลือกตั้งใหม่ วันที่ 14 พฤศจิกายน ตามจังหวะให้ทุกคนถอยคนละก้าว ฝ่าวงล้อมวิกฤติไปให้ได้

“อภิสิทธิ์” เคลียร์ทางถอย ขัดกับคิวที่ “เทพเทือก” เพิ่งคำรามเสียงเข้ม พร้อมใส่เกียร์ 5 เดินหน้าสลายม็อบเสื้อแดง แบะท่าไม่รับประกันความปลอดภัยของแกนนำ ส่งซิกแรงถึงขนาดที่หนังสือพิมพ์พาดหัวข่าว “ขู่จับตาย”

เหมือนไม่ ได้ซ้อมคิวกันก่อน “เทพเทือก” หงุดหงิด “อภิสิทธิ์” เล่นคนละคีย์

ตาม อารมณ์ที่จับทางได้ สอดคล้องกับข่าวเบื้องหลังแว่วๆรายการนี้ นายกฯอภิสิทธิ์ “วันแมนโชว์” โดยไม่ได้ปรึกษา “เทพเทือก” และไม่ได้ถามความเห็นพรรคร่วมรัฐบาล แม้แต่จอมเก๋าอย่าง

นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยอมรับตรงๆ  ไม่เคยทราบเรื่องนี้มาก่อน

ขาใหญ่ไม่มีส่วนช่วยคิด

“อภิสิทธิ์” ยึดสิทธิขาดในฐานะนายกรัฐมนตรี รวบการตัดสินใจไว้แต่เพียงผู้เดียว

แต่ ทั้งนี้ทั้งนั้น ตามโปรแกรมที่ล็อกดีเดย์เลือกตั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน โดยเงื่อนเวลาก็เป็นที่เข้าใจในเบื้องต้น อย่างที่นายกฯอภิสิทธิ์ยอมรับในคิวที่โดนวุฒิสภาดักคอ เป็นความจำเป็นที่รัฐบาลต้องจัดทำงบประมาณปี 54 ให้เสร็จก่อน เพื่อไม่ให้การใช้จ่ายภาครัฐชะงักงัน

และที่ไม่ได้พูดกันตรงๆก็คือ ประชาธิปัตย์และพรรคร่วมรัฐบาลก็จำเป็นต้องเตรียม เสบียงให้พร้อมก่อนลงสนามเลือกตั้ง เช่นเดียวกับรายการโยกย้ายข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ตามโปรแกรมต้องล็อกคิว “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รอง ผบ.ทบ.  ฝ่าอาถรรพณ์

ขึ้นเป็นจ่าฝูงกองทัพบก

“อภิสิทธิ์” ยังรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายถืออำนาจไว้เท่าที่ทำได้

เช่นเดียวกับ ประโยชน์ของตัวนายกฯอภิสิทธิ์เอง ที่จับทางได้จากโจทย์ 5 ข้อของโรดแม็ปสู่ความปรองดอง เน้นไปที่ข้อ 4 เรื่องของข้อเท็จจริงในกรณีต่างๆจากความสูญเสียในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่มีการชุมนุมวันที่ 14 มีนาคมที่ผ่านมา โดยจะตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ต่างๆเพื่อให้สังคม ได้รับรู้

การบ้านข้อใหญ่ของนายกฯอภิสิทธิ์ต้องล้าง “มือเปื้อนเลือด” ในฐานะผู้นำเบอร์หนึ่งของฝ่ายบริหาร “อภิสิทธิ์” ยังไงก็ต้องโดนทวงถามความรับผิดชอบกับ 27 ศพ ที่ล้มหายตายจาก

เช่น กันกับข้อ 5 การปฏิรูปการเมือง จะให้มีกลไกระดมความคิดเห็นของทุกฝ่าย เพื่อแก้ปัญหาการเมือง และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย โดยนัยส่อแววนิรโทษกรรมคดีการเมืองที่ไม่เกี่ยวกับคดีอาญา

ซึ่งไม่ ใช่แค่นักโทษการเมืองบ้านเลขที่ 111 หรือคนบ้านเลขที่ 109 ที่จะได้เฮ

แต่ มันยังส่อว่าจะส่งอานิสงส์ไปถึงคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ ที่โดนล็อกทั้งปมใช้เงินกองทุนสนับสนุนพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ และปมอำพรางเงินบริจาค 258 ล้านบาท โอกาสรอดวิบากกรรมยาก

การ ปลดล็อก “นิรโทษกรรมคดีการเมือง” ถือว่าเปิดช่องรอดโทษประหาร

โดย แต้มดึงจังหวะตั้งจ่าฝูงกองทัพบกให้ฝ่ายคุมเกมประเทศไทยได้ประคองดุลอำนาจ พร้อมๆกับรักษาผลประโยชน์พรรคร่วมรัฐบาล ทางหนึ่งก็ต้องพยายามล้างมือจากที่โดนประทับภาพมือเปื้อนเลือด แล้วยังต้องดิ้นยื้อชะตาคดียุบพรรคประชาธิปัตย์
“อภิสิทธิ์” ตีไพ่ “โรดแม็ปสมานฉันท์” หวังได้หลายเด้ง

ในจังหวะที่ไม่ปฏิเสธแต่ก็ไม่ รีบรับมุกซะทีเดียว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โฟนอินเข้าที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม ส่งสัญญาณว่า

“สิ่ง ที่อยากเห็นวันพรุ่งนี้เป็นวันฉัตรมงคล เป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงขึ้นครองราชย์ ผมคิดว่า ถ้าเริ่มต้นสิ่งที่ดีงาม ความคิดที่จะปรองดองแห่งชาติเกิดขึ้นมันก็จะเป็นสิ่งที่ดี”

ล่าสุด ช่วงค่ำวันเดียวกัน หลังจากแกนนำ นปช.ประชุมกันอย่าง เคร่งเครียดเกี่ยวกับโรดแม็ปของนายกฯอภิสิทธิ์

นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานกลุ่ม นปช. ได้ขึ้นเวทีประกาศมติของแกนนำ นปช. ว่า แกนนำ นปช. มีมติเป็นเอกฉันท์ ยินดีเข้าสู่กระบวนการปรองดองสมานฉันท์

แต่นายกฯ อภิสิทธิ์ต้องประกาศกรอบเวลาการยุบสภาที่ชัดเจน เพราะการกำหนดกรอบเวลาเลือกตั้งไม่ใช่อำนาจของนายกฯ แต่เป็นอำนาจของ กกต.

เล่น เชิงเดินเกมต่อรอง ยังไม่ยอมหมอบง่ายๆ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ทางออกที่ศาล รธน.?

Published กรกฎาคม 12, 2010 by SoClaimon

29 เมษายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางทางออกที่ศาล รธน.? – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_79741

จาก “ผู้ก่อการร้าย” มาเป็น “ขบวนการล้มสถาบัน” ตามฉากที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ในฐานะฝ่ายถืออำนาจ ประทับภาพกองทัพคนเสื้อแดง

ประเคนข้อหา ร้ายแรง เร้าจังหวะลุยปราบหนัก

โดยบรรยากาศเข้าเงื่อนไข ตามคิวที่นายกษิต ภิรมย์ รมว.ต่างประเทศ ได้รายงานในที่ประชุมพรรคประชาธิปัตย์ เป็นห่วงสถานการณ์ทางการเมืองของไทย กำลังถูกกดดันและอาจเข้าข่ายแทรกแซงกิจการภายในจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ที่ได้รับการร้องเรียนจากฝ่ายต่างๆในประเทศไทย

ไม่มั่นใจในเสถียรภาพของรัฐบาลที่ไม่สามารถ บังคับใช้กฎหมายได้

โดยนายบัน คี มูน เลขาธิการสหประชาชาติ ได้แสดงความประสงค์ที่จะส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาสังเกตการณ์ แต่กระทรวงการต่างประเทศได้ตอบปฏิเสธไป

“ยูเอ็น” ป้วนเปี้ยน บรรยากาศจ่อ “สงครามกลางเมือง”

ล่า สุดฉากการปะทะกันระหว่างม็อบเสื้อแดงภายใต้การนำของนายขวัญชัย ไพรพนา แกนนำ นปช. ที่เคลื่อนขบวนจากเวทีแยกราชประสงค์มุ่งไปที่ตลาดไท ปะทะกับทหารที่ตั้งด่านสกัดที่ย่านดอนเมืองและรังสิต

ตะลุมบอนกัน กลางสายฝน

โดยทหารยิงกระสุนยางเข้าใส่ ยิงปืนขู่ขึ้นฟ้า ขณะที่ผู้ชุมนุมก็ตอบโต้ด้วยการยิงบั้งไฟเข้าใส่ทหาร แล้วก็เป็นฝ่ายเสื้อแดงที่โดนตีถอยร่นกระเจิง ขณะที่หัวโจกอย่างนายขวัญชัย หายหัวดื้อๆ

ทิ้งให้ม็อบแตกกระจัดกระจาย ก่อนที่กลุ่มคนเสื้อแดงในพื้นที่ใกล้เคียงทั้งหลักสี่ ดอนเมือง รังสิต จะระดมออกมาสมทบ

รบแบบมั่วตัว ใครตัวมัน โดยไม่มีแกนนำ

ตามสภาพที่น่าคิด ฉากแบบนี้จะเกิดขึ้นทุกหัวระแหง ตามที่แกนนำได้ประกาศให้คนเสื้อแดงคิดเองตามอิสระ หากมีการสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงที่เวทีราชประสงค์

แต่ไล่ๆกันเลย ขณะที่สถานการณ์ม็อบแดงจะไหลไปถึงจุด “เลือดล้างแผ่นดิน”

ล่า สุด นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่ประชุมคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมพิจารณาคำร้องคดียุบพรรคประชาธิ ปัตย์ กรณีใช้เงินกองทุนพัฒนาพรรคการเมือง 29 ล้านบาท ผิดวัตถุประสงค์ เพราะเห็นว่าเข้าองค์ประกอบที่ศาลจะรับไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว

โดยกระบวน การจากนี้เมื่อศาลรับเรื่องไว้พิจารณาแล้ว ทางสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจะทำบันทึกเป็นหนังสือส่งไปยังพรรคประชาธิปัตย์ใน ฐานะผู้ถูกร้อง ให้ผู้ถูกร้องได้ใช้สิทธิในการยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาภายใน 15 วันนับแต่วันที่พรรคประชาธิปัตย์ได้รับหนังสือจากสำนักงานฯ

โดยจังหวะรวดเร็วทันใจ “ท่วงทันสถานการณ์” ปลดล็อกปม “ขึงพืด”

ตามปรากฏการณ์ล้อกับคิวยุบพรรคพลัง ประชาชน ล้มโต๊ะรัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรี เคลียร์คิวม็อบพันธมิตรฯยึดสนามบิน

คำตอบสุดท้าย ถ้าศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ตามมติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) “ล้างไพ่” รัฐบาลนายกฯอภิสิทธิ์ สลายเงื่อนไขม็อบเสื้อแดงที่ยึดศูนย์กลางธุรกิจแยกราชประสงค์

เจาะ ทางออกโดยไม่ต้องเสียเลือดเสียเนื้อ

เว้นแต่พรรคประชาธิปัตย์ที่อาจ จะต้องสูญเสียครั้งใหญ่ ไม่ใช่แค่อำนาจในมือของนายกฯอภิสิทธิ์ แต่ยังมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 64 ปี ขณะที่บรรดาแกนนำบิ๊กเนมที่ส่วนใหญ่โดนเหมาเข่งดองเค็มอยู่ในบัญชีคณะ กรรมการบริหารพรรค

เว้นวรรค การเมืองยาว 5 ปี

และโดยจังหวะที่ต้องดิ้นรักษาเสถียรภาพกัน ต่อไป ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ต้องหาพรรคใหม่สังกัด ตามโปรแกรมไฟต์บังคับ ฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทยยังไม่ยอมให้ยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ไม่เปิดทางให้พรรคเพื่อไทย ลูกข่ายนายใหญ่ กลับมาเป็นฝ่ายคุมเกมอำนาจ

ปล่อยให้เวทีสภาผู้แทนฯที่ยังเหลืออยู่ว่า กันไป

ตามเกมเปิดให้ “มือจัดรัฐบาลอาชีพ” รวบรวมไพร่พลแตกค่ายจากพรรคประชาธิปัตย์ อีกทางหนึ่งก็ล่อ “งูเห่า” จากพรรคเพื่อไทย

รวมตัวเลขจัดรัฐบาลกัน ใหม่

ลากยาวกันไปในห้วงเทอมสภาฯที่ยังเหลืออีกปีกว่าๆ

ถ้าออกมุกนี้ กลุ่มคนเสื้อแดงก็น่าจะพอรับได้ เพราะประชาธิปัตย์โดนยุบพรรค มาตรฐานเดียวกับพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน  ส่วนฝ่ายล้มโต๊ะอดีตนายกฯทักษิณ  ชินวัตร  ก็ได้ประคองจังหวะรักษาเกมอำนาจในมือไว้

ต่างฝ่ายต่างล้า พักหายใจหายคอกันก่อน.

ทีม ข่าวการเมือง รายงาน

ยังพอมีทางเดินแคบๆ

Published กรกฎาคม 12, 2010 by SoClaimon

20 เมษายน 2553, 05:05 น.

ผ่านทางยังพอมีทางเดินแคบๆ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_77817

ดิเรก

ไม่ ได้ช่วยให้อาการดีขึ้นเลย

ขนาดนั่งเฮลิคอปเตอร์ไปพักผ่อนกับครอบครัว ที่หัวหินมา 1 วัน ล่าสุดสังเกตจากสีหน้าแววตาของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ระหว่างนั่งเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ บางเขน

ก็ยังเคร่งเครียดตลอดเวลา

รอยยิ้มหายไปตั้งแต่ “นาทีนองเลือด” ค่ำคืนวันที่ 10 เมษายน ยังไม่หวนคืนกลับมา

ภายใต้สถานการณ์ตึงเครียด เขม็งเกลียวขึ้นทุกวินาที ตามภาพที่ทหารหลายกองร้อยพร้อมอาวุธสงคราม
ครบ มือ สนธิกำลังตำรวจหลายร้อยนายเคลื่อนพลไปปักหลักคุมเข้มถนนสีลม เส้นเลือดใหญ่ทางธุรกิจ บล็อกจุดยุทธศาสตร์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงเล็งเป้าบุกกลุ่มทุนใหญ่ของฝ่าย อำมาตย์ ทั้งธนาคารกรุงเทพ สำนักงานใหญ่ ตึกซีพี ทาวเวอร์ ของเครือเจริญโภคภัณฑ์

จ่อแนวรบ สงครามวัดดวงช็อตสุดท้าย

เร้า ด้วยเสียงของ “เสธ.ไก่อู” พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ส่งสัญญาณเป็นนัย “อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด” รับมุกด้วยคิวของโฆษกกองบัญชาการตำรวจนครบาลแถลงอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ใช้อาวุธป้องกันตัวได้

ฝ่ายถืออำนาจไฟเขียวกองกำลังติดอาวุธเต็มรูป แบบ

นัยว่า ขู่กันซึ่งๆหน้า ไม่รับประกันความปลอดภัยมวลชนคนเสื้อแดง

ขณะที่ม็อบเสื้อแดงต้องใช้สิทธิขอ “ตัวช่วย” จากต่างประเทศกันแล้ว

ผศ.ดร.จารุ พรรณ กุลดิลก ตัวแทนกลุ่ม นปช.เข้ายื่นหนังสือต่อสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ให้ช่วยสังเกตการณ์การชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง โดยยืนยันว่า กลุ่มคนเสื้อแดงชุมนุมโดยปราศจากอาวุธ และไม่ได้เป็นผู้ก่อการร้าย เรียกร้องยูเอ็นให้ช่วยศึกษาเหตุสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 10 เมษายน

พร้อม กับขอให้กองกำลังสันติภาพเข้ามาช่วยรักษาความปลอดภัยกับกลุ่มคนเสื้อแดง

ในสถานการณ์ที่ฝ่ายรัฐบาลได้สิทธิใช้ “ตัวช่วย” ในประเทศ เครือข่ายม็อบพันธมิตรฯ ทั้งในนามกลุ่มคนหลากสี และกลุ่มคนหน้าเดิมๆที่เปิดไต๋โชว์ตัวกันชัดเจน แท็กทีมคนประชาธิปัตย์ จัดม็อบเชียร์ให้นายกฯอภิสิทธิ์เดินหน้าลุยจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง ให้อยู่หมัดภายใน 7 วัน

มิฉะนั้น “ขาใหญ่” จะออกมาลุยเอง

ฉาก ประวัติศาสตร์หนังม้วนเก่า “ตุลาวิปโยค” ตำนานขวาพิฆาตซ้าย ภาคใหม่เปลี่ยนมาเป็นสีเหลืองจ้องพิฆาตสีแดง โมเดลคุ้นๆ “19 กันยา 49” ม็อบพันธมิตรฯ จ่อชนม็อบ นปช. เร่งเกมเร้ากองทัพต้องยึดอำนาจก่อนที่มวลชนจะเคลื่อนมาปะทะกัน

ต้อง ลุ้นกันแบบวันต่อวัน

ตามข่าวที่ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก เรียกประชุมด่วนหัวหน้าหน่วยคุมกำลังขึ้นตรงกองทัพบกนัดพิเศษ ที่กองบัญชาการกองทัพบก แต่แล้วก็เปลี่ยนคิวเป็นการประชุมชี้แจงทำ
ความ เข้าใจในการปฏิบัติงานแก่เจ้าหน้าที่ทหารระดับ ผบ.พัน ผบ.หน่วย ที่กรมทหารราบที่ 11

ท่ามกลางกระแสหวาดระแวงปฏิวัติ

โดย จังหวะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดง ชิงดักคอ ได้รับทราบข่าวว่า หากทหารทำรัฐประหารยึดอำนาจ จะมีทหารบางกลุ่มออกมาต่อต้านอย่างแน่นอน และจะไม่สำเร็จโดยง่ายเหมือนกับรัฐประหารเมื่อครั้งที่ผ่านมา

กระตุก แนวร่วม “ทหารแตงโม” กองทัพแดงพร้อมรับเกมปราบรุนแรง

แต่ก่อนอื่นใด ในอารมณ์ที่พูดกันแบบ “คนกลางๆ” นายดิเรก ถึงฝั่ง ส.ว.นนทบุรี อดีตประธานคณะกรรมการสมานฉันท์ฯ กระตุกสติฝ่ายถืออำนาจ

ถ้าใช้ มาตรการที่ใช้อยู่ในขณะนี้ จะนำไปสู่ความรุนแรง เกิดสงครามระหว่างประชาชน เวลานี้คนที่มาชุมนุมไม่ได้ทำเพื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แต่มาชุมนุมเพราะอุดมการณ์ประชาธิปไตยและความไม่เป็นธรรมที่ได้รับ ตรงนี้รัฐบาลต้องมองให้ออกว่าผู้มาชุมนุมไม่ได้มีเจตนาก่อการร้าย

ส่วน เรื่องกองกำลังไม่ทราบฝ่ายที่เข้าปฏิบัติการเมื่อวันที่ 10 เมษายน ฝ่ายทหารต้องไปวิเคราะห์เอง แต่อย่าไปเหมารวมกับผู้ชุมนุม เพราะถ้าใช้กำลังปราบ ถามว่าจะปราบทั้งประเทศหมดหรือ หากมีเสียงปืนดังขึ้น แม้ทหารอาจจะชนะในตอนนี้ แต่ปัญหาไม่จบ อาจเจอการก่อความรุนแรงทุกจังหวัด แล้วผู้คนจะอยู่กันอย่างไร เกรงว่า จะกลายเป็น 3 จังหวัดชายแดนใต้ไปทั่วประเทศ

โดยฉากที่เห็นกันอยู่ว่า อะไรจะเกิดขึ้นในภายภาคหน้า

ในจังหวะที่ยังพอเหลือช่องทางเดินแคบๆ การเมืองต้องแก้ด้วย การเมือง

กับการเปลี่ยนจังหวะเล่น โดยที่พรรคเพื่อไทยเดินหน้ายื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ ลากเกมกลับเข้าสภา จังหวะเดียวกันกับเกมนอกสภา ม็อบเสื้อแดงก็เดินสายกดดันแกนนำ “ตัวจริง” ของพรรคร่วมรัฐบาล อย่างที่บุกไปถึงบ้านของ “บิ๊กเติ้ง” นายบรรหาร ศิลปอาชา บอสใหญ่พรรคชาติไทยพัฒนา ให้ถอนตัวจากการร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลประชาธิปัตย์ บีบ “อภิสิทธิ์” ยุบสภาตามรัฐธรรมนูญ

ไถ่บาปจากเหตุนองเลือด “เมษาทมิฬ”.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

คดีมันมีอายุความอยู่

Published กรกฎาคม 12, 2010 by SoClaimon

17 เมษายน 2553, 05:00 น.

ผ่านทางคดีมันมีอายุความอยู่ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_77239

เล่นได้สมบทสมบาทดาราขา บู๊นอกจอ

กับฉากเสี่ยงตายของ “เดอะกี้ร์” นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง แกนนำฮาร์ดคอร์

ของกองทัพเสื้อแดง โรยตัวด้วยเชือกจากชั้น 3 ของโรงแรมเอสซี ปาร์ค ฝ่าวงล้อมหนีการบุกเข้าชาร์จจับกุมตัวของกองกำลังตำรวจคอมมานโด

ประเดิม ฉากไล่ล่า ภายหลังเสียงเข้มๆสีหน้าแววตาดุดันของ “เทพเทือก” นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.)
ออก โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ประกาศเสียงเข้ม

เป็นความจำเป็นของรัฐบาล ต้องจัดการกับ “ผู้ก่อการร้าย”

โดย ในห้วงเวลาเดียวกันนั้น ได้ส่งชุดปฏิบัติการพิเศษปิดล้อมโรงแรมเอสซี ปาร์ค เพราะทราบมาว่า ผู้ก่อการร้ายและแกนนำบางส่วนซ่อนตัวอยู่

เป่านกหวีด ส่งสัญญาณลุยกันทันทีทันใด

และ ผลของปฏิบัติการ แกนนำคนเสื้อแดงสามารถหลบหนีได้ กลายเป็นฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ถูกคนเสื้อแดงควบคุมตัวกลับไปที่เวทีแยกราช ประสงค์

ตบหน้าเย้ยกันอย่างแรง

บอกได้คำเดียวว่า “อันตราย” โดยบทกล้าๆกลัวๆของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่เสี่ยงกับข้อหาทำร้ายประชาชน ฝ่ายปฏิบัติไม่อยู่ในความพร้อมที่ลุยสลายม็อบ

ตามรูปการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ได้ “ชะงัก” กับสัญญาณที่ฝ่ายถืออำนาจตั้งท่า “เล่นแรง” ด้วยการตีธงไล่ล่า “ผู้ก่อการร้าย”

บีบสถานการณ์เข้าสู่เกมลุยปราบปรามหนัก

เริ่ม จาก “เสธ.ไก่อู” พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษก ศอฉ.ส่งซิกเป็นนัย ทหารต้องมีความเข้มข้นเฉียบขาดขึ้น ในการยึดคืนพื้นที่แยกราชประสงค์

ถ้าจำเป็น ก็จะให้เกิดความสูญเสียน้อยที่สุด

ต่อด้วยนายปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกฯ ปฏิบัติหน้าที่โฆษกรัฐบาล ระบุภายหลังการประชุม ศอฉ.ในช่วงค่ำวันที่ 15 เมษายน มีการออกคำสั่งให้บุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องและสนับสนุนทางการเงินให้แก่ กลุ่มคนเสื้อแดง  ทั้งนักธุรกิจและนักการเมืองที่เป็นอดีตรัฐมนตรี 50-60 คน

เข้ารายงานตัวต่อ ศอฉ.ที่กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์

แล้วก็เป็น “เทพเทือก” ที่ออกทีวี ประกาศย้ำข้อความเตือน ขณะนี้มีความชัดเจนว่า มีผู้ก่อการร้ายแฝงตัวอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม โดยขอให้ประชาชนที่บริสุทธิ์ แยกตัวจากผู้ก่อการร้าย อย่าเป็นโล่มนุษย์ เพราะ ศอฉ.จะดำเนินการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ก่อการร้ายและแกนนำ

ฝ่ายถืออำนาจเล่นบทดุดันงัดไม้แข็งลุยฝ่าย ต่อต้าน ราวกับห้วงรัฐประหาร

ภายใต้กำหนดเส้นตาย ต้องให้เคลียร์ก่อนวันจันทร์ที่ 19 เมษายน

แต่ ที่หวาดเสียวกว่านั้น กับฉากที่ล้อประวัติศาสตร์ “ตุลาวิปโยค”

เครือ ข่ายม็อบพันธมิตรฯ ในนามกลุ่มมวลชนเสื้อหลากสี ที่ได้นัดกันผ่านสังคมออนไลน์ทั้งเฟซบุ๊คและทวิตเตอร์ นำโดยนายแพทย์ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ได้นัดรวมตัวที่หน้ากรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ ศูนย์บัญชาการใหญ่ของฝ่ายคุมอำนาจ

ปราศรัยให้กำลังใจนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และทหารในการจัดการกับกลุ่มก่อการร้ายที่แฝงอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดง

ไม่ต้องยุบสภา ไม่ต้องลาออก

ม็อบเชียร์ ถูกปลุกขึ้นมาประจันหน้ากับม็อบต้านฝ่ายถืออำนาจรัฐ

โดยปรากฏการณ์ที่กลุ่มประชาชนกลุ่มหนึ่งออก มาเรียกร้องให้ปราบอีกกลุ่มหนึ่ง เข้าทางฝ่ายถืออำนาจที่ตั้งท่าลุยสลายกลุ่มประชาชนที่ต่อต้าน

“ฉากนองเลือด” เทกสอง “ไล่ล่าผู้ก่อการร้ายกองทัพแดง” รอ

ผู้กำกับสั่งเดินกล้อง

เดิมพัน ของนายกฯอภิสิทธิ์ “ตั้งโจทย์ผิด” ก็แก้ปัญหาผิด หลงทางไปกันใหญ่

แต่ ที่แน่ๆคดีมีอายุความอยู่

กับผลของการเดินหน้าสลายม็อบ ประชาชนเมื่อคืนวันที่ 10 เมษายน จนเกิดโศกนาฏกรรม คนตาย 24 ราย โคม่าอีกเป็นสิบ บาดเจ็บอีก 800 คน โดยความสูญเสียขนาดนี้

เป็นไปไม่ได้ที่จะจบแบบไม่มีคนรับผิดชอบ.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

%d bloggers like this: