วิถีชีวิต

All posts tagged วิถีชีวิต

‘นิวาสสถานเดิม’ อุทยานฯ วิถีแห่ง ‘บ้านสมเด็จย่า’ ทรงคุณค่ามากกว่าสถานที่

Published ตุลาคม 16, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 12 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

“ยินดีต้อนรับทุกท่านเข้าสู่อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนีค่ะ อุทยานแห่งนี้ ไม่เพียงจะสวยงาม ร่มรื่น แต่ยังมีความสำคัญในฐานะนิวาสสถานเดิม หรือบ้านของสมเด็จย่า อีกด้วย” …เสียงจาก สมบัติ แย้มอุทัย หัวหน้าฝ่ายพิพิธภัณฑ์ อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนคริน ทราบรมราชชนนี ดังกังวานมาแต่ไกล ปลุกภวังค์ให้ผู้ไปเยือนตื่นขึ้นจากความร่มรื่นชื่นใจในสถานที่แห่งนี้ ทั้งนี้ “นิวาสสถานเดิม” หรือที่ผู้คนรายรอบอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ มักเรียกว่า… “บ้านสมเด็จย่า” ไม่เพียงจะร่มรื่น แต่ยังสะท้อน “ความจงรักภักดี” ที่ผู้คนในย่านคลองสาน และคนไทยทั่วไป มีต่อ “สมเด็จย่า” ซึ่งทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” มีโอกาสได้ไปเยือน และมีเรื่องราวมานำเสนอ…

***************

ผู้ไปเยือนที่นี่ จะสัมผัสได้ถึงสายลม   เย็น ๆ ทันทีที่ก้าวเข้าสู่สถานที่แห่งนี้ ทิวไม้เขียวครึ้มสะกดให้ปล่อยใจไปกับความร่มรื่น ซึ่งทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” มีโอกาสได้ไปเยือนอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ในช่วงปลายเดือน ก.ย. ก่อนจะถึงช่วงเวลาสำคัญ ที่จะ ครบรอบ 114 ปี วันพระราชสมภพสมเด็จย่า ในเดือน ต.ค. นี้ ซึ่งในวันอังคารที่ 21 ต.ค.ที่จะถึงนี้ก็จะมีการจัดงาน “น้อมรำลึกถึงสมเด็จย่า ณ นิวาสสถานเดิม” ครั้งที่ 16 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ เขตคลองสาน กรุงเทพฯ โดยการไปเยือนสถานที่นี้ของทีม “วิถีชีวิต” นั้น ไปตามคำเชิญของบริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) อันสืบเนื่องจาก “โครงการตามรอยประวัติศาสตร์ ชมงานศิลป์ริมเจ้าพระยา” โดยหลังจากคณะที่ไปเยือนรวมตัวกันพร้อมแล้ว หัวหน้าฝ่ายพิพิธภัณฑ์คนเดิม ก็เล่าว่า…..

อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ สร้างขึ้นตามกระแสพระราชดำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ที่ทรงต้องการอนุรักษ์อาคารและย่านเก่าแก่ในบริเวณนี้ไว้ ซึ่งคณะนักสำรวจพบว่า…มีอาคารเก่าแก่บางหลังมีลักษณะและที่ตั้งใกล้เคียงกับบ้านที่สมเด็จย่าเคยประทับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชประสงค์จะอนุรักษ์พื้นที่นี้ไว้ เพื่อเป็นพิพิธภัณฑ์เทิดพระเกียรติ สมเด็จพระศรีนครินทรา บรมราชชนนี พระราชมารดาของพระองค์

“ที่ดินจำนวน 4 ไร่บริเวณนี้ นายแดง และนายเล็ก นานา เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์ โดยทั้งสองท่านต่างก็พร้อมใจกันน้อมเกล้าฯ ถวายที่ดินบริเวณดังกล่าว เพื่อจัดทำอุทยานเฉลิมพระ เกียรติฯ” …เป็นที่มาที่ไปของพื้นที่บริเวณดังกล่าว

เมื่อเดินถึง พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี หัวหน้าฝ่ายพิพิธภัณฑ์ก็หยุดเดิน ก่อนที่จะเล่าประวัติให้คณะรับฟังว่า… พระราชานุสาวรีย์ฯ แห่งนี้ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จฯ เปิด เมื่อวันเสาร์ที่ 3 มิ.ย. 2549 ทั้งนี้ “เนินดิน” ซึ่งเป็นที่ตั้งพระราชานุสาวรีย์สมเด็จย่าในพระอิริยาบถทรงพระสำราญ เนินดินตรงนี้เป็นดินที่นำมาจากสถานที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ ที่สมเด็จย่าเคยเสด็จฯ ประทับ หรือทรงประกอบพระราชกรณียกิจ ซึ่งเรื่องนี้ก็สร้างความสนใจให้คณะอย่างมาก เพราะประวัติในเรื่องนี้ บางคนอาจยังไม่เคยทราบมาก่อน…

จากพระราชานุสาวรีย์ฯ เดินต่อไปยังบริเวณ สวนพักผ่อนทั่วไปที่ถูกจัดเป็นสวนสาธารณะชุมชน ซึ่งก็เรียกความสนใจจาก “คอต้นไม้” ได้อย่างดี เพราะบริเวณนี้เต็มไปด้วย “ไม้โบราณ” หายาก อาทิ โพธิ์ ไทร ไกร กร่าง ชำมะนาด พุดจีบ ปีบ ลั่นทม โดยบริเวณนี้นอกจากเป็นพื้นที่ออกกำลังกาย พักผ่อนหย่อนใจ ก็ยังเป็น “แหล่ง ศึกษาพันธุ์ไม้” ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งด้วย และจากจุดนี้ก็จะเดิน ต่อไปยัง “เขตอาคารอนุรักษ์” ที่ประกอบด้วยอาคารหลายหลัง ซึ่งภายในจัดแสดงนิทรรศการต่าง ๆ อาทิ พระราชประวัติสมเด็จ ย่า ภาพพระราชกรณียกิจและพระราชจริยาวัตร สิ่งของเครื่องใช้ งานฝีพระหัตถ์ของสมเด็จย่า …ซึ่งมีอยู่หลากหลาย

พ้นออกมาจากจุดนั้น ก็มาถึงสถานที่สำคัญอีกแห่งของอุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ คือ “บ้านจำลอง“ ที่กรมศิลปากรร่วมสร้างขึ้นตามรูปแบบ “บ้านของสมเด็จย่า” ครั้งทรงพระเยาว์ ตามคำบรรยายจาก “หนังสือแม่เล่าให้ฟัง” โดยกรมศิลปากรได้สร้างแบบจำลองขึ้นเพื่อถวาย โดยสมเด็จย่าทอดพระเนตรและมีพระราชวินิจฉัยปรับปรุงจนถูกต้องแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ หัว ได้โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นจากแบบจำลอง โดยสร้างเท่ากับขนาดจริง ก่อนนำมาประดิษฐานไว้ในอุทยานแห่งนี้

“สิ่งของต่าง ๆ ภายในบ้าน สะท้อนถึงความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแบบไทย บ้านจำลองนี้ ทำให้พสกนิกรชาวไทยได้มีโอกาสรับรู้ถึงวิถีชีวิตเมื่อครั้งทรงพระเยาว์ของสมเด็จย่า…” …หัวหน้าฝ่ายพิพิธภัณฑ์ กล่าว

นอกจากบ้านจำลองแล้ว ในบริเวณนี้ก็ยังมีแผ่นหินแกะสลัก ที่เป็นงานประติมากรรมแผ่นหินขนาดใหญ่แบบนูนต่ำ, ศาลาแปดเหลี่ยม ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองในโอกาสครบ 8 รอบวันพระราชสมภพสมเด็จย่า, ศูนย์ศิลป์ศรีพิพัฒน์ ที่เป็นอาคารเก่าซึ่งปรับปรุงจากเรือนครัวเดิมของบ้านเจ้าพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาธิบดี (แพ บุนนาค) อธิบดีกรมพระคลังสินค้าในสมัยรัชกาลที่ 5 ที่เป็นสถาปัตยกรรมสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยปัจจุบันมีการก่อสร้างเพิ่มเติมและจัดแบ่งออกเป็น เรือนสวรรค์ปัญญา และเรือนพัฒนวิทย์ เพื่อใช้เป็นสถานที่จัดแสดงงานจิตรกรรม ประติมากรรม กิจกรรมทางศิลปะ รวมถึงเป็นมุมหนังสือ (ห้องสรรพปัญญา) สำหรับส่งเสริมการอ่านให้แก่เยาวชน

“ทุกอย่างต้องไม่กระทบกับสภาพแวดล้อมเดิม และต้องจัดให้ผสมกลมกลืนกับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ” …เป็นเสียงจากหัวหน้าฝ่ายพิพิธภัณฑ์ ที่อธิบายถึงสภาพที่เกิดขึ้นภายในอุทยานแห่งนี้

“นอกจากที่นี่จะเป็นสถานที่สำคัญ ที่ทำให้พวกเรา…ได้รำลึกถึงสมเด็จย่า ที่นี่ก็ยังเสมือนสวนในเมือง ที่พวกเราในชุมชน รวมถึงใกล้เคียง ได้ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ออกกำลังกาย รวมถึงทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วย” …ส่วนนี่เป็นเสียงจาก รัตนา ฉัตรรัตนะภิวัฒน์ ชาวบ้านชุมชนคลองสาน อีกเสียงหนึ่งที่สะท้อนถึงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

****************

 

“อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ เปรียบประดุจพระราชอนุสรณ์สถาน ที่รำลึกถึงความรัก ความผูกพัน ประกอบด้วยพระราชหฤทัยเปี่ยมไปด้วยกตัญญุตา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงถวายแด่พระราชมารดา ซึ่งผู้ที่ได้รับประโยชน์จากอุทยานเฉลิมพระ เกียรติฯ คือพสกนิกรทั้งหลาย ที่ได้ใช้เป็นสถานที่สำหรับศึกษาพระราชประวัติสมเด็จย่า ทั้งนี้ ความร่มรื่นก็ดี อาคารโบราณที่ตั้งอยู่ร่วมกับศิลปะร่วมสมัยก็ดี สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า…แม้เป็นคนเชื้อชาติใด ศาสนาใด หากอยู่ในผืนแผ่นดินไทยแล้ว ทุกคนก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และมีความสุข อุทยานแห่งนี้จึงมีคุณค่า มีความหมายมากกว่าการเป็นเพียงแค่สถานที่”

…สมบัติ แย้มอุทัย หัวหน้าฝ่ายพิพิธ ภัณฑ์ อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ กล่าวทิ้งท้าย.

‘114 ปี…สมเด็จย่า’

ในโอกาสครบรอบ 114 ปี วันพระราชสมภพสมเด็จย่า ในเดือน ต.ค. นี้ อุทยานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี จะร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน จัดกิจกรรม “งานน้อมรำลึกถึงสมเด็จ ย่า ณ นิวาสสถานเดิม ครั้งที่ 16” ขึ้นในวันที่ 21 ต.ค. 2557 ณ อุทยานเฉลิมพระเกียรติฯ ซอยสมเด็จเจ้าพระยา 3 เขตคลองสาน กรุงเทพฯ ตั้งแต่เวลา 07.00 น.

ทั้งนี้ ภายในงานครั้งนี้ จะมีกิจกรรม

ต่าง ๆ อาทิ การแสดงเฉลิมพระเกียรติ, การจำลอง บรรยากาศ บ้านสมเด็จย่าแห่งความทรงจำ, การจำลองบรรยากาศตลาดพื้นบ้านโบราณ และมีกิจกรรมฝึกอาชีพ การตรวจสุขภาพ มีกิจกรรมอื่น ๆ อีกมากมาย เพื่อให้ประชาชนได้ร่วมเทิดพระเกียรติ รวมถึงน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิ คุณของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งผู้ที่สนใจตรวจสอบรายละเอียดงานเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ http://www.theprincessmothermemorial park.org หรือ โทร. 0-2437-7799.

สุรางค์รัตน์ เจนการ

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

จากอดีตก้าวสู่อนาคต ‘วิถีโตโยต้าไทย’ ภารกิจ ‘ขับเคลื่อนสุข’

Published ตุลาคม 16, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 5 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ทีม “วิถีชีวิต” เราได้รับเชิญขึ้นไปบนชั้นที่ 41 อาคารซีอาร์ซี ออลซีซั่น เพลส ย่านถนนวิทยุ ที่ตั้งกองบัญชาการในกรุงเทพฯ ของ “โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย” เพียงไม่กี่วันก่อนที่องค์กรแห่งนี้จะมีอายุครบ 52 ปี ซึ่งนอกจากบทบาทในฐานะผู้นำตลาดรถแล้ว ที่สังคมคุ้นตากันดีก็หนีไม่พ้นกิจกรรมทางสังคมที่องค์กรนี้ได้เข้าไปมีส่วนร่วมและสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดขึ้นจาก “วิถีโตโยต้า” ที่มุ่งหวังจะร่วมสร้างสังคมที่ดีควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจที่ดี โดยผู้ที่บอกเล่าเรื่องราวนี้ได้ดีที่สุดก็คือ วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์  ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโสโตโยต้า…

****************

“เราเป็นได้ทุกแบบและเข้ากับคนทุกเพศทุกวัยได้หมด”…เป็นภาพวาดถึงบุคลิกองค์กร ที่ผู้บริหารท่านนี้อธิบายให้เราฟัง โดยคุณวุฒิกรกล่าวว่า… เนื่องจากโตโยต้าเองมีรถยนต์หลากหลายรุ่นหลากหลายกลุ่มที่ครอบคลุมกับผู้คนทุกกลุ่มทุกวัย โตโยต้าจึงต้องเข้าใจและเข้าถึงความต้องการของผู้คนแต่ละกลุ่มให้ได้อย่างลึกซึ้ง ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นจากแนวคิดพื้นฐานที่สุดของโตโยต้า คือการสนองตอบความต้องการผู้คนทุกกลุ่มอย่างไม่เลือกเพศ ไม่เลือกวัย และตอบสนองทุกความต้องการอย่างเท่าเทียม…

“นี่เป็นวิธีคิดตามแบบฉบับของเรา” …ผู้บริหารท่านนี้กล่าว

“การปรับตัว” เพื่อรับกับความเปลี่ยนแปลงของโลกเป็นหนึ่งในวิถีขององค์กรแห่งนี้ ยิ่งเป็นยุคที่สังคมและวิถีชีวิตผู้คนเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วด้วยแล้ว ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าก็ให้ความสนใจ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ “พลังของคนรุ่นใหม่” ซึ่งเรื่องนี้เขาเล่าว่า… คนรุ่นใหม่มีไลฟ์สไตล์ที่น่าสนใจมาก ซึ่งโตโยต้าเองก็มองเห็นถึงพลังของคนกลุ่มนี้ จึงเข้าไปสนับสนุนให้เกิด “พื้นที่สร้างสรรค์” ให้ได้แสดงศักยภาพผ่านทางกิจกรรมต่าง ๆ มาตลอด ซึ่งล่าสุดนี้ก็เปิดพื้นที่ใหม่ขึ้นภายใต้ชื่อโครงการ “Toyota It’s Mine” ที่มีกิจกรรมหลากหลาย อาทิ  โครงการ Yaris The Presenter 2014 ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปเข้าคัดเลือกเพื่อเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับทางโตโยต้า หรือกิจกรรม Toyota Car Decoration Contest ซึ่งเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีใจรักด้านศิลปะและการออกแบบเข้าร่วมประกวดการตกแต่งรถยนต์ รวมถึง Toyota Music Platform ที่เป็นกิจกรรมดนตรีรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า Social Sound Space ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงโลกโซเชียลมีเดีย โลกดนตรี และความฝันคนรุ่นใหม่ไว้ในกิจกรรมเดียวกัน

ทั้งนี้ กิจกรรมที่ได้จัดขึ้นนั้น เขาได้ยกตัวอย่างและเล่าให้เราฟังว่า… กับโครงการอย่าง Yaris The Presenter นั้น เกิดขึ้นเพื่อต้องการค้นหาพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ โดยคัดเลือกจากคนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถ มีเอกลักษณ์ และมีบุคลิกที่เข้ากันได้กับสินค้าของโตโยต้า ทำการคัดเลือกให้เข้ามาทำหน้าที่นี้ แทนที่จะใช้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นคนดัง-คนมีชื่อเสียง เนื่องจากเชื่อว่า… ปัจจุบันมีคนรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความสามารถ มีศักยภาพอยู่มากมายในสังคม ซึ่งถือว่า… มีคนให้ความสนใจกันมาก เพราะแค่เดือนเศษ ๆ ที่เปิดโครงการก็มีคนสมัครเข้ามามากถึงกว่า 6,000 คน …ผู้บริหารท่านนี้ฉายภาพปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น

ขณะที่อีกโครงการหนึ่งซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กัน คือกิจกรรม “จิ้มไหล่ มิวสิก เฟสติวัล” ซึ่งเกิดขึ้นภายใต้แนวคิด Toyota Music Platform ที่มองว่า… คนรุ่นใหม่วันนี้ไม่ได้ต้องการเพียงแค่มาชมหรือมาสนุกในคอนเสิร์ตอย่างเดียว แต่ทุกคนต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งด้วย ทำให้เกิดเวทีรูปแบบที่เรียกว่า…Social Sound Space นี้ขึ้นมา โดยเปิดโอกาสให้ “คนธรรมดา” ที่มีความสามารถ มีความฝันทางดนตรี ได้มีพื้นที่แสดงความสามารถออกมาร่วมกับศิลปินในดวงใจด้วย รวมถึงยังนำ “เน็ตไอดอล” ที่ถือว่าเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีพลังอย่างมาก เข้ามาร่วมกับกิจกรรมดังกล่าว เพื่อเชื่อมโยงโลกเข้าหากันมากขึ้นผ่านทางสังคมออนไลน์

“ต้องยอมรับว่า… ยุคนี้ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วโดยตลอด โดยเฉพาะไลฟ์สไตล์ของผู้คน ตรงนี้ก็เป็นงานหนักที่เราต้องจับให้ทันกับความเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ ยกตัวอย่าง เรื่องการซื้อรถสักคัน ในอดีตคนก็จะหาข้อมูลจากหนังสือ จากบทวิจารณ์ ถามเพื่อนฝูง ถามคนรู้จัก เพื่อประกอบการตัดสินใจ แต่วันนี้มันมีสื่อใหม่อย่างโซเชียลเน็ตเวิร์ก มีโซเชียลมีเดีย มีสังคมออนไลน์เกิดขึ้น ซึ่งก็มีพลังและมีผลในการตัดสินใจไม่แพ้กัน จุดนี้เราเองก็ให้ความสนใจ” …เป็นการระบุถึงโครงการที่เกิดขึ้น ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ได้มีพื้นที่แสดงความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงเปิดโอกาสสร้างฝันให้คนธรรมดา…

นับเป็นแนวคิดน่าสนใจจากยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้า

“วิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ที่เกิดขึ้นในเวลานี้ เป็นโอกาสดีที่จะได้เชื่อมโยงเราเข้ากับคนรุ่นใหม่ ซึ่งเราได้สนับสนุนให้เกิดพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้พวกเขาได้แสดงศักยภาพของตัวเองออกมา ซึ่งไม่เพียงจะเกิดความคิดสร้างสรรค์ แต่คนเหล่านี้ยังอาจจะช่วยจุดประกายสร้างแรงบันดาลใจให้คนอื่น ๆ ต่อไปด้วย  นี่เป็นสิ่งที่เราตั้งใจและอยากผลักดันให้เกิดขึ้นจริง”

…ผู้บริหารโตโยต้าระบุ ก่อนกล่าวอีกว่า… ความจริงแล้วในเรื่องนี้ กับกิจกรรมต่าง ๆ ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากมองให้ลึกจริง ๆ ก็เป็นรูปแบบการทำการตลาดที่อิงกับวิถีผู้คน (Lifestyle Oriented Marketing) ซึ่งในฐานะผู้ผลิตสินค้าก็เป็นหน้าที่และเป็นการบ้านที่ต้องทราบว่า… ผู้คนคิด สนใจ ต้องการ และมีวิถีชีวิตแบบไหน ซึ่งเป็น“วิถี” ที่ทุกคนที่นี่ยึดถือและปฏิบัติมาโดยตลอด“เราต้องมองผู้บริโภคเป็นหลักอยู่แล้ว ขึ้นอยู่ที่ว่า…จะมองลึกมองกว้างแค่ไหน” …ผู้บริหารคนเดิมกล่าวย้ำ

นอกจากการเปิดพื้นที่สร้างสรรค์ให้คนรุ่นใหม่แล้ว ทางโตโยต้าเองก็ยังสนใจ และให้ความสำคัญกับเรื่อง “นวัตกรรมสังคม” เพื่อสร้างความยั่งยืน จึงทำให้เกิดโครงการที่ชื่อ “โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์” ขึ้น โดยนำองค์ความรู้ขององค์กร ได้แก่ วิถีแห่งโตโยต้า (Toyota Way) ระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System) และปรัชญาองค์กร มาปรับใช้เข้ากับการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้แก่ “ธุรกิจชุมชน” เนื่องจากเชื่อว่า… หากชุมชนเข้มแข็งแล้ว สังคมไทยก็จะเข้มแข็งขึ้นเช่นกัน…

“สังคมดี ประเทศดี ทุกคนก็มีความสุข” …ผู้บริหารโตโยต้ากล่าว ก่อนย้ำว่า… “เราพยายามสะท้อนแนวคิดเรื่องการขับเคลื่อนความสุข (Mobility of Happiness) ทั้งในรูปแบบการเปิดพื้นที่ รวมถึงการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเรื่องของนวัตกรรมสังคม

ซึ่งแนวคิดนี้ ฟังดูแล้วเหมือนง่าย แต่กลับเป็นงานที่ยาก และท้าทายพวกเราอย่างมากที่จะทำให้เรื่องนี้เกิดเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ซึ่งวันนี้ทุกคนยังเชื่อมั่นว่าเราทำได้”

“วิถีแห่งโตโยต้า” ประกอบด้วย 2 เสาหลัก คือ “การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง” และ “การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน” ถือเป็นอุดมคติมาตรฐาน และสัญลักษณ์นำขององค์กรที่แสดงถึง “ความเชื่อและคุณค่าของการอยู่ร่วมกัน” โดยแนวคิดดังกล่าวทำหน้าที่เสมือนระบบประสาทอัตโนมัติสำหรับองค์กร ที่สามารถใช้ได้ในทุกพื้นที่ทุกสังคม

****************

“สำหรับเราไม่เคยมีทางตัน เพราะเราพยายามหลีกทางตันนั้น โดยทำให้มันไม่มีวันเกิดขึ้น ส่วนตัวของผม วิถีแห่งโตโยต้านี้ มันซึมซับเข้ามาเองโดยไม่รู้ตัว ปกติผมจะใช้วิธีคิดแบบแบบโพรแอคทีฟ หรือคิดไปข้างหน้า คิดเผื่อสถานการณ์ในอนาคตไว้ หรือที่บางคนเรียกว่าเป็นการจำลองเหตุการณ์อนาคต ซึ่งลักษณะเช่นนี้ไม่ใช่เป็นเฉพาะกับเราคนเดียวนะ แต่กับคนที่ทำงานกับโตโยต้ามานาน ๆ ก็จะมีลักษณะนี้เกือบหมด มันเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งที่นี่สอนให้เราต้องคิด ให้มองแบบสองทาง สอนให้มองโลกให้กว้างขึ้น จนกลายเป็นดีเอ็นเอของพวกเราไปแล้ว”

เป็นวิธีคิดที่น่านำไปปรับใช้

กับ “วิถีแห่งโตโยต้า”.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์

‘อดีตเด็กหัวทึบ’รวยความรู้ ‘จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์’พลิกชีวิตแบบ ‘ไม่รอพึ่งโชค’

Published ตุลาคม 16, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 28 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

เส้นทางชีวิตของแต่ละคนมีไม่เหมือนกัน บางคนเดินตามที่ใครต่อใครขีดไว้ ขณะที่บางคนได้เดินตามความฝันตามความต้องการของตนเอง ในจำนวนนี้ย่อมมีทั้งคนที่ประสบความสำเร็จและคนที่พบกับความล้มเหลว แต่แม้ว่าจะผิดหวัง ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นย่อมเป็นเรื่องของการเรียนรู้-เป็นประสบการณ์ หากยังไม่เลิกที่จะฝัน…ก็ห้ามที่จะหยุดเดิน อย่างเช่นเรื่องราวชีวิตที่วันนี้ทีม “วิถีชีวิต” จะนำเสนอ กับชีวิตของ… “ดร.จุฬากรณ์ มาเสถียรวงศ์”

ดร.จุฬากรณ์ คนนี้เป็นนักวิชาการด้านการศึกษา ที่วันนี้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ สถาบันรามจิตติ ซึ่งเธอเล่าถึงชีวิตว่า… แม้คุณปู่ของเธอจะเป็นถึงเจ้าสัวในเวิ้งนาครเขษม แต่รากฐานของครอบครัวเธอก็เริ่มต้นสร้างขึ้นจากความอุตสาหะของคุณพ่อและคุณแม่ โดยคุณพ่อทำกิจการโรงงาน ขณะที่คุณแม่เป็นแม่บ้านดูแลลูก ๆ โดยครอบครัวเธอมีพี่น้องรวมทั้งหมด 4 คน ซึ่งหากจัดอันดับความฉลาดและเรียนเก่ง เธอบอกว่า…ในจำนวนพี่น้องเรื่องการเรียนเธออยู่ที่โหล่ท้ายสุด เพราะเรียนไม่เก่ง ถึงขนาดคุณครูบางท่านปรามาสว่า… ชีวิตของเธอคงไปได้ไม่ถึงไหน แต่ใครจะเชื่อ! อดีตเด็กหัวทึบคนนี้ ปัจจุบันเป็น “นักวิชาการการศึกษา” แถมมีดีกรีจบถึงระดับ “ดอกเตอร์” เป็น ผอ.สถาบันรามจิตติ และมีผลงานวิชาการมากมายที่ได้รับรางวัล อาทิ รางวัลงานวิจัยดีเด่นจาก สกว. ในปี 2547 จากงานวิจัยโครงการวิจัยและพัฒนาเพื่อปฏิรูปการเรียนรู้ทั้งโรงเรียน (วพร.) หรือ โครงการวิจัยและพัฒนาการเรียนรู้ท้องถิ่นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ปี 2550 และรางวัลวิทยานิพนธ์ดีเด่นจากสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ปี 2551 จากผลงานเรื่อง นโยบายและยุทธศาสตร์ทางการศึกษาแบบมุ่งอนาคตเพื่อเด็กและเยาวชนไทย

ความสำเร็จเหล่านี้ ดร.จุฬากรณ์ ระบุว่า… เพื่อนทุกคนยังงงว่าเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร? แม้ตัวเธอเองก็ยังงงและตั้งคำถาม แต่โดยส่วนตัวมองว่า…โชคดีที่ได้รับโอกาส และอาจเพราะจังหวะชีวิตขณะนั้นอยู่ในช่วงที่ดี หรืออีกอย่างเมื่อวิเคราะห์ลึก ๆ กันจริงจังก็อาจเป็นไปได้ว่า… เพราะสมัยเธอนั้น การศึกษาเปิดกว้างและมีรูปแบบหลากหลาย ซึ่งถ้ามีทิศทางการศึกษาแบบเดียว ชีวิตการเรียนเธอเองก็คงจบไปตั้งแต่ชั้น ม.6 แล้ว

อะไรทำให้ชีวิตพลิกผัน? เรื่องนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้ผลงานที่กล่าวมาข้างต้น โดย ดร.จุฬากรณ์ กล่าวว่า…เป็นเด็กหลังห้องมาตลอด เพราะเรียนหนังสือไม่เก่ง ไม่ใช่เด็กเรียน หรือที่ผู้ใหญ่ชอบพูดว่า…เป็นพวกปัญญาทึบ! ยิ่งเมื่อเปรียบเทียบกับพี่ชายของเธอด้วยแล้ว ยิ่งห่างไกลกันไปใหญ่ เพราะพี่ชายเรียนหนังสือเก่งมาก ๆ เรียกว่าเก่งขั้นอัจฉริยะ ทำให้ท้อแท้และคิดที่จะเลิกเรียนอยู่หลายครั้ง โชคดีที่คุณพ่อขู่แกมบังคับโดยบอกว่า…“ต้องเรียนให้ได้มากที่สุด”

ดร.จุฬากรณ์ ยังบอกอีกว่า…ตอนเด็กเป็นคนไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ ผิดกับคุณพ่อที่เป็นคนใฝ่รู้ และพยายามเคี่ยวเข็ญ ให้ลูกทุกคนเรียนหนังสือ ไม่เว้นแม้แต่คนหัวไม่ดีอย่างเธอ ตอนนั้นคุณพ่อบังคับให้ไปเรียนภาษาจีนกับโรงเรียนจีนที่จะเปิดสอนเฉพาะช่วงเย็น ซึ่งเธอ    ก็ต้องไป แต่เรียนไปก็นั่งหลับไป ต่อมาได้มาเรียนชั้นมัธยมศึกษาต่อ ที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย เพราะใกล้บ้าน ซึ่งชีวิตการเรียนนั้น นักวิชาการคนนี้ บอกว่า…ไม่เคยเรียนอยู่ห้องคิงเลย ได้แต่เรียนอยู่ ห้องท้าย ๆ มาตลอด ทั้งนี้ ถึงแม้การเรียนจะลุ่ม ๆ ดอน ๆ แต่ที่ทำได้ดีสิ่งหนึ่งคือการ เล่นดนตรีไทย หลังเข้าเรียนก็เลือกเข้าชมรมดนตรีไทย ซึ่งเธอเล่นเก่งจนออกไปคว้ารางวัลได้ในระดับประเทศมาแล้ว ต่อมาได้หันไปสนใจกีฬาบาสเกตบอล และเล่นได้ดีจนเป็นนักกีฬาโรงเรียนด้วย จึงคิดจะเอาดีด้านนักกีฬานี้ แต่คุณครูแนะนำว่า… อาชีพนักกีฬามีข้อจำกัดเรื่องกายภาพและอายุ หากอายุมากหรือเจ็บก็ต้องเลิกเล่น แต่ดนตรีอายุมากแค่ไหนก็ยังเล่นได้ จึงคิดว่าเธอควรทุ่มเทให้ดนตรีจะดีกว่า…สุดท้ายจึงตัดสินใจเป็นนักดนตรีไทยต่อไป

ในขณะที่เพื่อน ๆ กำลังขะมักเขม้นกับการอ่านหนังสือเพื่อสอบเอน ทรานซ์ แต่เธอสามารถเข้าเรียนต่อในคณะมนุษย ศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จากโควตานักดนตรีได้เลย เรียกว่า…มีประโยชน์ในที่สุด ที่ไม่ทิ้งเรื่องนี้ไว้กลางคัน หลังจากนั้นช่วงที่เรียนอยู่ปี 3 ได้ลองไปสมัครสอบเพื่อเรียนต่อระดับ “ปริญญาโท” ที่คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสอบได้ แต่ตั้งใจว่า…จะทำงาน จะไม่เรียนต่อ เมื่อคุณพ่อรู้ก็บังคับให้เรียนเพราะเห็นว่าเป็นโอกาสที่ดี ทำให้จำใจต้องเข้าไปเรียน ซึ่งช่วง  แรก ๆ เรียนไม่ได้ ไม่ค่อยรู้เรื่อง เพราะยังปรับตัวกับ “ระบบ” ไม่ได้ ถึงขนาดคิดจะลาออก แต่อาจารย์ที่ปรึกษาไม่อนุมัติโดยได้พยายามหาทางช่วย ด้วยการบอกว่า…ให้ทำวิทยานิพนธ์มาแทน จึงเสนอหัวข้อที่จะทำคือ การศึกษากระบวนการและผลของโครงการสื่อชาวบ้านเพื่อพัฒนามนุษย์และสังคมในภูมิภาค ที่ต่างกัน : กรณีศึกษาคณะละครมะขามป้อม โดยให้เหตุผลว่า…จะเป็น “กระแสการศึกษาในอนาคต” โดยหัวใจวิทยานิพนธ์ดังกล่าว คือการพิสูจน์ว่า…หัวใจของการศึกษานั้น ไม่ได้อยู่ที่แค่เฉพาะการเรียนในห้องเรียน หากแต่ยังต้องประกอบด้วยเรื่อง “การเรียนรู้จากชุมชนและสังคมรอบตัว” ด้วย โดยกรรมการสอบวิทยานิพนธ์ขณะนั้น คือ ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ์ อดีตผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ นั่นเอง

หลังเรียนจบปริญญาโท ดร.จุฬากรณ์ เข้าทำงานที่สภาการศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทยนาน 5 ปี ก่อนไปเรียนต่อระดับ “ปริญญาเอก” ทั้งที่ความจริงแล้วไม่คิดมาก่อนด้วยซ้ำว่า…  จะสามารถเรียนสูงจนถึงระดับ “ดอกเตอร์” โดยถึงขนาดบอกคุณพ่อตั้งแต่สมัยยังเรียนปริญญาโท   ด้วยซ้ำว่า… “เรียนมาได้ถึงขนาดนี้ ถือว่าเกินคาดหมายมากแล้ว”

“สาเหตุที่ต้องเรียนต่อ เพราะพอเราทำงานไปแล้ว เกิดปัญหาคือ ความรู้มันยากจน ไปต่อไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจเรียนต่อปริญญาเอกสาขาพัฒนศึกษา ที่คณะครุศาสตร์ จุฬา ลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะต้องการความรู้เพิ่ม ส่วนการศึกษาศาสตร์ต่าง ๆ ก็ไปลง   เรียนเพิ่มตามหลักสูตรต่าง ๆ ที่มีการเปิด  สอน ระหว่างเรียนปริญญาโทจนไปต่อปริญญาเอก ก็มีโอกาสได้ทำงานเรื่องการศึกษาชุมชนกับอาจารย์อมรวิชช์มาตลอด และร่วมกันผลักดันจนเกิดสถาบันรามจิตตินี้ขึ้นมา เพราะประเทศไทยช่วงนั้น งานด้านการศึกษากำลังขยายใหญ่ขึ้น มีเรื่องให้ศึกษา และมีปัญหาเกิดขึ้นมาก ทำให้เราทุกคนที่ทำงานคิดกันว่า…เราเองก็ต้องขยายพื้นที่ เราเองก็ต้องพัฒนาให้ทันกับกระแสและยุคสมัยของโลกด้วย เพื่อที่จะได้รู้เท่าทันกับปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องทางการศึกษา”…ดร.จุฬากรณ์ ระบุถึงชีวิตเธอที่เดินมาได้ไกลกว่าที่คาด   ฝันไว้มาก โดยเฉพาะในเรื่องของการเรียน ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะทุ่มเทให้กับเรื่อง “การศึกษา” ของไทย…

ในมุมชีวิต กับชีวิตของ ดร.จุฬากรณ์ ที่เดินมาไกล จากเด็กเรียนไม่เก่ง ที่ถูกครูระบุว่า… “หัวทึบ” แต่สุดท้ายกลายเป็น “นักวิชาการด้านการศึกษา” และมีดีกรีทางวิชาการมากมาย จนที่สุดมานั่งแท่นในองค์กรด้านการพัฒนาการศึกษา เธอคนนี้กล่าวว่า…“เคยมานั่งคิดแบบสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ก็อาจเป็นไปได้ว่า… ชีวิตของเรามันอาจจะถูกวางมาแล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ที่คิดว่าไปไม่ได้ก็ไปได้ แบบบางคนยังงง ๆ ว่าเราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร?” อย่างไรก็ตาม นักวิชาการคนนี้ก็แนะนำเยาวชนไทยว่า…การอ่านหนังสือ การเข้าห้องเรียน การใฝ่เรียน คือหน้าที่และความรับผิดชอบของนักเรียนที่มีต่อตัวเอง การที่คนเราจะประสบความสำเร็จได้ ต้อง “หาเส้นทางชีวิตตนเองให้เจอให้ได้” จากนั้นจึงค่อยเดินหน้ามุ่งไปหาจุดหมายนั้น…

โดยที่ไม่นั่งรอคอยโชคชะตา

ไม่รอพึ่งพาคนอื่นมาช่วย…

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน

ภานุพงศ์ พนาวัน : ภาพ

ตื่นขึ้น..ก่อนที่จะสายเกิน! ‘คนอินทนนท์..วันนี้’ กลางวิถี ‘หุ้นส่วนธรรมชาติ’

Published ตุลาคม 16, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 21 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

ฟ้ายังไม่สว่างดีนัก แต่ความเย็นของลมฤดูฝนก็ปลุกให้ต้องลุกขึ้นจากเตียงนอน อากาศภายนอกดีไม่น่าเชื่อ ทั้ง ๆ ที่เมื่อวานนี้อากาศยังร้อนจนหายใจแทบไม่ออก สมาชิกบางคนในคณะของเราเริ่มกิจกรรมแรกด้วยการตั้งกล้องเพื่อรอจับภาพแสงแรกของวัน แต่แล้วก็ต้องผิดหวังเมื่อพระอาทิตย์ไม่ยอมมาตามนัด บางคนจึงเปลี่ยนเป้าหมายเป็นการชงกาแฟอุ่น ๆ และเดินชมนาข้าวขั้นบันไดแทน ด้วยสภาพอากาศที่เย็นสบายตลอดทั้งปีเช่นนี้ ทำให้ “ดอยอินทนนท์” กลายเป็นจุดหมายของนักท่องเที่ยว ซึ่งในแต่ละปีมีแต่จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ จนบางทีก็ถึงกับทำให้แทบหายใจไม่ออก จากความแน่นขนัดของนักท่องเที่ยวจำนวนมากที่อยากสัมผัสธรรมชาติของพื้นที่ ทั้งนี้ เกี่ยวกับเรื่อง “การท่องเที่ยว” นั้น ในพื้นที่นี้ก็มีความพยายามของ “กลุ่มคนพื้นที่” ที่พยายาม “ประคับประคอง” สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สำคัญแห่งนี้ไว้ให้ดีที่สุด ขณะเดียวกันก็พยายามปรับตัวรับกับ “สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป” ให้มากขึ้น ที่ทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” มีเรื่องราวมานำเสนอ

กับ “วิถีอินทนนท์” วันนี้

“เราปฏิเสธไม่ได้หรอกครับเรื่องนี้ ทางที่ดีควรเรียนรู้ และหาวิธีการที่ไปกันได้กับชุมชนจะดีกว่า” … ผู้ประสานงานการท่องเที่ยว “ชุมชนบ้านผาหมอน” อย่าง สุรสิทธิ์ ดลใจไพรวัลย์ เล่าถึงมูลเหตุที่ตัดสินใจทำเรื่องการท่องเที่ยวโดยชุมชนขึ้นมา แม้ช่วงเริ่มต้นจะดูเป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับชุมชนนี้ ซึ่งส่วนใหญ่มี “วิถีชาวปกาเกอะญอ” ที่ใช้ชีวิตเรียบง่าย แต่ด้วยสถานการณ์ของพื้นที่ที่เปลี่ยนแปลงไป จึงตระหนักว่า… ไม่ช้าก็เร็ว…กระแสจากการท่องเที่ยวจะต้องมีผลด้านใดด้านหนึ่งกับชุมชนอย่างแน่นอน ดังนั้น ชุมชนควรที่จะเรียนรู้เพื่อค้นหาแนวทางที่จะทำให้ “มูลค่ากับคุณค่า” เดินไปได้ด้วยกันจะดีที่สุด และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาลุกขึ้นมาทำงานวิจัย ภายใต้การสนับสนุนในฐานะ “พี่เลี้ยง” จาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น จนในที่สุด“บ้านผาหมอน” ก็จัด “ระบบการท่องเที่ยวโดยชุมชน” ขึ้นมา…

…นำผลิตผลที่เกิดจากงานวิจัยมารับใช้ชุมชน

“เราอยากให้คุณค่ากับมูลค่าไปพร้อม ๆ กัน จึงทำงานวิจัยเพื่อค้นหาแนวทางที่เหมาะสมกับวิถีชุมชน เพื่อให้เกิดผลกระทบน้อยที่สุด โดยนำเรื่องของการจัดการพื้นที่ การสร้างระบบท่องเที่ยวตามมาตรฐานของชุมชนขึ้นมาใช้ เช่น ระบบการถือหุ้นบ้านพักของชุมชน ที่ชาวบ้านมีสิทธิ

ถือหุ้นตามแรงที่เขาได้ลงไปในการร่วมกันสร้างบ้านพักนี้ขึ้นมา เพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ทรัพยากรของชุมชนที่มีอยู่อย่างจำกัด และสุดเปราะบางนี้อย่างไม่เกิดประโยชน์ หรือถูกใช้ไปอย่างไม่มีการควบคุม” …สุรสิทธิ์ กล่าว

บ้านพักที่พูดถึง เป็นหนึ่งในบ้านพักที่มี “ชุมชนเป็นหุ้นส่วน” ร่วมกัน… หากบางคนคิดถึงภาพกระท่อมมุงแฝกแบบบ้านบนดอยแล้ว ก็คงต้องคิดใหม่ เพราะบ้านพักที่นี่ดูดีกลมกลืนกับพื้นที่อย่างยิ่ง ที่สำคัญบ้านพักเหล่านี้ ถูกจองคิวข้ามปีจากนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ เนื่องจากชุมชนจะรับนักท่องเที่ยวในจำนวนที่จำกัด ในจำนวนที่คิดว่า…รับไหว เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านการบริหารจัดการ โดยสาเหตุที่ต้องควบคุม ที่ต้องทำให้ “ธุรกิจท่องเที่ยว” เป็น “กรรมสิทธิ์ชุมชน” นั้น เนื่องจากดอยอินทนนท์มีทรัพยากรจำกัด หากปล่อยให้ปลูกสร้าง หรือพัฒนาไปโดยไม่ควบคุมอาจนำมาซึ่งปัญหาหลาย ๆ เรื่อง และอาจนำไปสู่การแย่งชิงทรัพยากร จนกลายเป็นความขัดแย้งได้ในที่สุด…ซึ่งกรณีเช่นนี้เคยเกิดขึ้นในบางพื้นที่มาแล้ว

เพื่อรักษาสมดุลระหว่าง “สิ่งเก่า-สิ่งใหม่” ไว้

“ตอนนี้ที่ต้องพยายามทำคือ ประคับประคองไว้ให้ดีที่สุด และต้องสร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมาทดแทนด้วย” …ผู้ประสานงานชุมชนบ้านผาหมอนระบุ ซึ่งคนรุ่นใหม่ที่ว่าก็คือ กลุ่มเยาวชนบ้านผาหมอน ที่มารับไม้ต่อ โดยขณะนี้เด็ก ๆ ในชุมชนกำลังเริ่มต้นทำงานวิจัยของตนเองขึ้น “เพื่อค้นหา-เพื่อตอบโจทย์” ความคิดภายในใจ จากความสงสัยในหลาย ๆ เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นในพื้นที่…ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไป โจทย์ใหม่ ๆ ก็เข้ามาท้าทายชุมชนมากขึ้น

“ตอนแรก ๆ ก็ไม่เคยสนใจอะไรเลยครับ ก็ไปเรียน เที่ยวเล่นไปตามประสาเด็ก พอโตขึ้นเราก็เห็นที่พี่สุรสิทธิ์เขาทำมา และก็เริ่มเห็นว่า…ปัญหาบางเรื่องก็เริ่มชัดขึ้น จนที่สุดพวกผมก็เลยรวมตัวกันมาสานต่อทำงานวิจัยในชุมชนอีกครั้ง ตอนนี้คงตอบไม่ได้ว่าจะสำเร็จ หรือไม่สำเร็จจะค้นพบคำตอบหรือไม่ รู้อย่างเดียวครับว่า…ตอนนี้ก็ทำให้เต็มที่ไปก่อน เราหวังว่า…งานวิจัยน่าจะช่วยทำให้เรามองเห็นภาพได้ชัดขึ้น”

…หนุ่มปกาเกอะญออย่าง ประทีป พฤกษาฉิมพลี หนึ่งในเยาวชนบ้านผาหมอนบอกกับเรา ขณะพาซ้อนมอเตอร์ไซค์คันเก่งลัดเลาะขึ้นภูเขาไปยังแปลงดอกกุหลาบ อาชีพใหม่ที่กำลังได้รับความนิยมจากชาวบ้าน ซึ่งหันมาปลูกกุหลาบเพื่อตัดดอกส่งขาย เนื่องจากได้ราคาดีกว่าดอกเบญจมาศที่เคยปลูกอยู่แต่เดิม

ด้วยความที่ถนนมีหินก้อนเขื่องกระจัด กระจาย ประกอบกับผิวถนนที่เปียกชื้นจากสายฝนเมื่อคืน ทำให้คนแปลกหน้าผู้ไม่ชำนาญเส้นทางอย่างเราต้องคอยลุ้นไปตลอดเส้นทาง ทั้งนี้โครงการที่เยาวชนบ้านผาหมอนกำลังเริ่มเดินนี้มีชื่อว่า… การจัดการความรู้เพื่อเรียนรู้ระบบการบริหารจัดการท่องเที่ยวของกลุ่มเยาวชนปกาเกอะญอ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาแนวทางในการมีส่วนร่วมกับการจัดการท่องเที่ยวแบบยั่งยืน ด้วยความที่เห็น “ความเปลี่ยนแปลง” บางด้านที่เริ่มเข้ามาสู่ชุมชน รวมถึง “ผลกระทบ” ของบางพื้นที่จนต้องลุกขึ้นมาเตรียมรับปัญหา

ลมหนาวที่พัดเข้ามาปลุกชุมชนให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง

ด้าน พรเทพ เจริญสืบสกุล หัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ระบุว่า… ด้วยความที่อินทนนท์มีทรัพยากรจำกัด แต่มีความต้องการใช้ประโยชน์สูง ทำให้มีความพยายามที่จะกำหนดแนวทางเพื่อสร้างความเหมาะสมให้กับการบริหารจัดการพื้นที่ ซึ่งที่นี่ถือว่า…เป็นอุทยานลำดับต้น ๆ ของไทยที่นำเรื่อง “การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ” และ “ท่องเที่ยวโดยชุมชน” เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการจัดการ โดยเปลี่ยนจาก “ผู้ใช้” เป็น “ผู้รักษา” ด้วยการเปิดโอกาสให้ชุมชนร่วมเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องนี้ “เรามองว่านี่น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่เหมาะสมกับที่นี่นะครับ” …หัวหน้าอุทยานระบุ

“ที่นี่…ป่วยไม่ได้ ตายก็ไม่ได้ครับ” …เป็นการระบุจากผู้ช่วยหัวหน้าอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ วุฒิพงษ์ ดงคำฟู ที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญในการเป็น “แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ” ของดอยสูงแห่งนี้ ที่ไม่เพียงเป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ยังเป็น “พื้นที่ทางธรรมชาติ” ที่พิเศษ ทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวเพิ่มสูงขึ้นทุก ๆ ปี ยิ่งในฤดูกาลของการท่องเที่ยวเจ้าหน้าที่ยิ่งต้องทำงานมากขึ้น เพื่อดูแลพื้นที่ดังกล่าว… ด้วยเหตุที่ “ดอยอินทนนท์” คือจุดหมายสำคัญของการท่องเที่ยว

…ความเปลี่ยนแปลงใหม่ที่เข้ามาเยือน ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เหมือนเดิม ก็คงคล้ายสายลมเย็น ๆ ที่ปลุกให้ลุกขึ้นมาหาทางแก้ไขความหนาว เหมือน “คนอินทนนท์…วันนี้”ที่ไม่ว่าสถานการณ์จะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร…ก็พร้อมรับมือกับปัญหาอยู่เสมอ

“ยังสบายดีอยู่ไหม?” มีบางคนยกมือถาม

ถามถึงอินทนนท์วันนี้ ด้วยความห่วงใย

คำตอบนั้น…“คนพื้นที่กับชุมชนรู้ดีที่สุด”.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ : รายงาน

ปั้น‘ฝีมือไทย’ให้โลกเห็น‘โอกาส เตพละกุล’กับภารกิจ‘แว้นไฟฟ้า’

Published ตุลาคม 16, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 14 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

“การทำธุรกิจจะอยู่รอดหรือไม่รอดขึ้นอยู่กับสังคม หากมีสังคมที่ดี ธุรกิจก็ย่อมดีตามไปด้วย” …เสียงจาก โอกาส เตพละกุล ประธานกรรมการบริษัท โตโยตรอน มอเตอร์ จำกัด ระบุถึงความสำคัญระหว่าง “สังคมและธุรกิจ” ซึ่งในฐานะนักธุรกิจผู้ผลิตและจัดจำหน่าย “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” เขาคนนี้ก็พิสูจน์แล้วว่า… ทั้งสองสิ่งสามารถทำควบคู่ไปพร้อม ๆ กันได้ และวันนี้ทีมคอลัมน์ “วิถีชีวิต” ก็มีเรื่องราว รวมถึงแง่มุม-วิธีคิดของเขาคนนี้ มานำเสนอ…
โอกาส เล่าว่า… ตัวเองเกิดและโตที่ จ.ฉะเชิงเทรา โดยคลุกคลีเกี่ยวกับธุรกิจรถมาตลอด เนื่องจากทางบ้านมีธุรกิจด้านนี้ นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจเลือกเรียนทางด้านวิศวกรรม โดยหลังเรียนจบชั้นมัธยมก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อที่คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยวาเซดะ ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งมีชื่อเสียงด้านวิศวกรรม จนเมื่อจบปริญญาตรีจึงกลับมาช่วยดูแลกิจการรถยนต์ของครอบครัวต่อ เริ่มจากงานด้านการขายและศูนย์ข้อมูล ซึ่งระหว่างช่วยกิจการของครอบครัวนั้นก็มีโอกาส ทำงานด้านสังคม ควบคู่ไปด้วย ผ่านทางตำแหน่งต่าง ๆ อาทิ ประธานสภาอุตสาหกรรม, ประธานหอการค้า, ประธานผู้พิพากษาสมทบ แผนกคดีเด็กและเยาวชนครอบครัว จ.ฉะเชิงเทรา, นายกไลออนส์สากลประเทศไทย ฯลฯ
“สนใจงานทางด้านสังคมด้วยมาตลอด เพราะคิดว่า…ในฐานะที่ตัวเราเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ดังนั้น เราเองก็ควรจะทำอะไรสักอย่างเพื่อสังคมได้บ้าง จึงทำเรื่องนี้มาตลอด ในขณะที่ก็ทำธุรกิจซึ่งเป็นงานประจำของเราควบคู่ไปด้วย คนอื่นคิดยังไงไม่รู้ แต่ผมคิดว่างานเพื่อสังคมนี้ เราสามารถทำได้ทุกที่ทุกเวลา ถ้าตั้งใจ และต้องการจะทำจริง ๆ” …เป็นความมุ่งมั่นของเขาคนนี้ ที่สะท้อนให้เห็นแนวคิดที่ชัดเจนเกี่ยวกับงานเพื่อสังคม
ผู้บริหารบริษัทผลิตและจำหน่ายรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ารายนี้ ระบุต่อไปว่า… การช่วยเหลือสังคมเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ควรทำ กล่าวเฉพาะสำหรับตัวเขานั้น ในแง่ธุรกิจที่ทำอยู่ คือการงานที่ต้องทำเพื่อหาเลี้ยงชีพ ขณะเดียวกันทุกคนก็ควรจัดเวลาที่จะออกไปทำอะไรสักสิ่งให้กับสังคมโดยรวมด้วย สังคมจึงจะน่าอยู่ และเกิดเป็นสังคมที่ดี ที่ทุก ๆ คนมีส่วนร่วมกัน…
“มีแล้วก็ต้องรู้จักพอ มีมากก็ต้องรู้จักเผื่อแผ่” …นี่ก็เป็นแนวคิดที่น่าสนใจของเขาคนนี้
และเขายังเล่าอีกว่า… หลังจากทำงานด้านสังคมมาอย่างต่อเนื่อง ช่วงหนึ่งก็มีโอกาส ได้รับเลือกให้เป็น ประธานที่ปรึกษาสภาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งในระหว่างที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่นั้น ได้มีโอกาสดูแลงานด้าน “พลังงาน” ทำให้ทราบว่า… ทุก ๆ ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยเอง กำลังให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของ “พลังงานสะอาด-พลังงานทดแทน” เพื่อลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานแบบเดิม เช่น นํ้ามัน ซึ่งในแต่ละปีไทยต้องนำเข้าเป็นจำนวนมหาศาล ดังนั้น ทางสภาที่ปรึกษาฯจึงเกิดแนวคิดที่จะร่วมกันจัดทำยุทธศาสตร์ เพื่อลดการนำเข้า-ลดการพึ่งพาพลังงานแบบเดิม
“เราเห็นร่วมกันว่าเรื่องนี้สำคัญมาก นอกจากจะช่วยลดงบประมาณในด้านนี้ ยังช่วยทำให้สภาพแวดล้อมดีขึ้น จึงผลักดันให้เป็นวาระระดับชาติ ซึ่งก็มีการมองไปที่เรื่องของการนำพลังงานไฟฟ้ามาใช้ โดยเฉพาะกับพาหนะประเภทรถจักรยานยนต์ หรือมอเตอร์ไซค์ เนื่องจากไทยมีปริมาณการใช้งานรถประเภทนี้สูงมาก”
ทั้งนี้ โอกาส แจกแจงว่า… หากสามารถเพิ่มการใช้งาน “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้า” ให้มากขึ้น จะสามารถลดการใช้นํ้ามันลงได้มาก นอกจากนั้นยังช่วยในเรื่องของการลดมลพิษอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาเหตุที่รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไม่ค่อยแพร่หลาย เนื่องจากในอดีตการใช้งานรถประเภทนี้มีต้นทุนที่สูง โดยมีราคาเท่ากับครึ่งหนึ่งของรถยนต์ 1 คันเลยทีเดียว ซึ่งนี่ก็เป็นปัญหาอีกประการหนึ่งที่ทำให้การใช้งานรถประเภทนี้ในบ้านเรายังมีอยู่น้อย
“หลาย ๆ แห่งที่ทำธุรกิจนี้ มองว่าตลาดของรถประเภทนี้ไม่แน่นอน แม้ช่วงหนึ่งจะมีการนำเข้ามาจากจีนและยุโรปบ้างแล้ว แต่ก็ไม่แพร่หลาย เนื่องจากไม่มีบริการหลังการขาย ทำให้คนไม่กล้าใช้งาน เรื่องนี้ทำให้เกิดทัศน คติเชิงลบกับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าไปพักหนึ่ง ซึ่งที่ไม่นิยมไม่ได้เกิดจากรถไม่ดี แต่เพราะคนไม่ประทับใจการบริการ หรือมองว่าซื้อมาแล้วเสี่ยงมากกว่า
แต่สำหรับผมที่ตัดสินใจทำเรื่องนี้ ผมมองว่า… ธุรกิจนี้น่าจะไปได้ และยังส่งผลดีต่อสังคม สิ่งแวดล้อม เพราะปัจจุบันพลังงานแบบเดิม ๆ มีราคาที่สูงขึ้น และจะยิ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ต่อไปในอนาคต ประกอบกับกระแสในเรื่องของกรีนอีโค หรือความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมด้วย ทำให้มีแนวโน้มที่คนจะหันมาใช้พาหนะที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้ากันมากขึ้น” …เป็นการระบุถึงเรื่องพาหนะพลังงานไฟฟ้า ที่ผลักดันให้เขาผู้นี้ตัดสินใจเดินหน้าเรื่องนี้เต็มตัว จนนำไปสู่การตั้งโรงงานผลิตจริงจัง
“อันนี้เป็นความต้องการลึก ๆ เพราะผมมองว่า… ในประเทศไทยยังไม่มีการผลิตรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง จึงอยากสร้างรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าที่เป็นแบรนด์ของคนไทยขึ้นมา โดยนำปัญหาและอุปสรรคในอดีตมาคิดวิเคราะห์เพื่อวางแผน ตรงไหนอ่อนเราก็เสริมเข้าไป เช่น เรื่องบริการหลังการขาย เรื่องของการซ่อมบำรุง โดยเน้นในเรื่องความเป็นมาตร ฐานสากล และตั้งใจไว้แล้วว่า… จะปั้นแบรนด์นี้ให้โด่งดังในระดับโลก ทำให้โลกได้เห็นฝีมือคนไทย” …เป็นอีกแนวคิดที่น่าสนใจที่เขาคนนี้สะท้อนออกมา
ทว่า เรื่องนี้นอกจากความตั้งใจแล้ว การให้เวลากับสิ่งที่ทำด้วยความอดทนก็สำคัญ โดยเขาเล่าว่า… ในช่วงพัฒนาและออก แบบนั้น ได้ร่วมมือกับทาง มหาวิทยาลัยเทคโน โลยีพระจอม เกล้าพระนคร เหนือ กับ มหา วิทยาลัยโกกุชิกัน ประเทศญี่ปุ่น ใช้เวลาร่วมกันศึกษาวิจัยอยู่ราว 2 ปีจึงจะสำเร็จ โดย สามารถผลิต “รถจักร ยานยนต์ไฟฟ้า” ขึ้นมาได้เป็นเจ้าแรกของประเทศ ไทย ภายใต้ชื่อ “โตโยตรอน มอเตอร์” เกิดเป็น “รถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสัญชาติไทย” ขึ้นมา…
“แรก ๆ ยังมีปัญหานิดหน่อย เราเองก็ได้เรียนรู้ไปด้วย คือจะมีกรณีต่าง ๆ เข้ามาให้ได้คิดเรื่อย ๆ แต่เมื่อปรับจูนไปทีละนิด ที่สุดเวลานี้รถที่ออกไปไม่มีคันไหนกลับเข้ามาอีกเลย ตรงนี้ก็คือความภูมิใจลึก ๆ ของเราที่เราสามารถสร้างแบรนด์ไทย ทำให้ฝีมือคนไทยเข้าไปอยู่ในวงการนี้ได้” …โอกาส กล่าว
จากแนวคิดการทำธุรกิจ-สร้างธุรกิจของเขาคนนี้ ไม่เพียงสะท้อนวิสัยทัศน์ยาวไกลในฐานะคนทำธุรกิจ หากแต่ยังสะท้อน “วิธีคิด” และ “ตัวตน” ออกมาด้วย โดยเฉพาะแนวคิด “ทำเพื่อสังคมด้วย” ซึ่งเรื่องนี้เขาคนนี้ยังบอกไว้ด้วยว่า… การทำธุรกิจที่ดีต้องมีรากฐานที่แข็งแรง การทำธุรกิจนั้นต้องมีแผน ต้องสร้างรากฐานให้ดี จึงจะสามารถออกไปสู้กับคนอื่น ๆ ได้ ขณะเดียวกันก็ต้องเป็นตัวของตัวเอง และที่สำคัญ “ต้องหันมองสังคมด้วย” เพราะธุรกิจจะดีได้ สังคมก็ต้องดีด้วย…จะขาดจะพร่องไม่ได้
นับเป็นแนวคิดที่น่าสนใจ…
ของ…“โอกาส เตพละกุล”.
บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์
สุรางค์รัตน์ เจนการ : รายงาน/สันติ มฤธนนท์ : ภาพ

ทำสวย-ทำหล่อ..ให้พอดี! ‘นพ.วรวิทย์ พูลสุวรรณ’ ชูธง ‘ศัลยกรรมพอเพียง’

Published ตุลาคม 16, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 7 กันยายน 2557 เวลา 00:00 น.

“โลกนี้ไม่มีอะไรที่สมบูรณ์แบบ มีแต่พอใจและไม่พอใจ เรื่องการศัลยกรรมความงามก็เช่นกัน หากทำแล้วมีความสุข ทำแล้วรู้สึกว่าชีวิตมั่นใจขึ้น ก็ทำได้ ไม่ใช่เรื่องแปลก แต่ต้องถูกต้อง เหมาะสม และทำให้พอดี”

…เป็นเสียงจาก “นพ.วรวิทย์ พูลสุวรรณ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมความงาม ที่มีประสบการณ์คร่ำหวอดในวงการนี้นานกว่า 13 ปี ที่พูดถึงกรณี “ศัลยกรรม” ซึ่งเป็น “กระแสฮิต” ไว้อย่างน่าคิด ทั้งนี้ นอกจากความเชี่ยวชาญเรื่องความสวย-ความงามแล้ว กับเรื่องราวชีวิตของคุณหมอท่านนี้ก็ยังมีแง่คิด-แง่มุมน่าสนใจ กว่าจะมาเป็น…และกับการเป็น “คุณหมอศัลยกรรมชื่อดัง” ในวันนี้ ซึ่งทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” มีเรื่องราวมานำเสนอ…

**********

“นพ.วรวิทย์ พูลสุวรรณ” แพทย์ผู้เชี่ยวชาญประจำ “เสนาเวชการคลินิก” เล่าว่า… เกิดกรุงเทพฯ แต่โตที่ จ.นครสวรรค์ ด้วยความที่คุณพ่อเป็นหมอ ทำให้ตั้งเป้าว่า… จะขอเดินตามเส้นทางคุณพ่อ หลังเรียนจบไฮสคูลที่สหรัฐอเมริกาก็เดินทางกลับมาประเทศไทย เพื่อเรียนต่อที่คณะแพทยศาสตร์ วิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เมื่อเรียนจบก็ทำงานเป็นแพทย์อายุรกรรม ก่อนลาออกและบินไปเรียนต่อที่อเมริกาอีกครั้ง ด้านศัลยกรรมและคอสเมติก อยู่ที่นั่น 5 ปี จึงกลับไทย โดยเรียนเพิ่มในสาขาแพทย์เฉพาะทางด้านโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา (หู คอ จมูก) ในคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล อีก 3 ปี หลังเรียนจบก็ทำงานเป็นหมอด้านหู คอ จมูก และศัลยกรรมเรื่อยมา แต่แล้ววันหนึ่งก็ถึงจุดเปลี่ยน เมื่อสังเกตเห็นว่า… ศัลยกรรมเริ่มเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในไทย บวกกับการได้ศึกษาดูงานจากต่างประเทศมา จึงตัดสินใจว่า… จะทำงานเต็มตัวด้านนี้ โดยได้เปิดคลินิกมาตั้งแต่ปี 2544 นับจนถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 13 ปีแล้ว…

“ตัดสินใจจากแรงจูงใจหลายอย่าง จริง ๆ การทำงานที่ผ่านมาผมก็คลุกคลีเกี่ยวกับด้านนี้มาตลอด ตั้งแต่ตอนเป็นหมอหู คอ จมูก บางเคสก็ต้องเข้าไปแก้ไขใบหน้าคนไข้ เช่น กรณีดั้งหัก ภายในช่องปาก ภายในหู ซึ่งพบว่า… การศัลยกรรมไม่เพียงช่วยแก้ไขอาการเจ็บป่วย แต่ช่วยสร้างความมั่นใจในชีวิตให้คนไข้ได้ด้วย”

คุณหมอวรวิทย์ กล่าวว่า… ศาสตร์ของศัลยกรรมความงามและคอสเมติกนั้น มีความเป็น “ศิลปะ” ด้วย โดยเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ ที่มีเรื่องความสวยงามและหลักวิชาการแพทย์ควบคู่กันไป

“การทำให้คนมั่นใจจนมีความสุขได้ เป็นความรู้สึกที่ดีมาก จึงคิดว่าคงเหมาะกับงานด้านนี้ ผมเป็นคนชอบถ่ายภาพด้วย เวลามองคนไข้ มองเหมือนคนทำงานศิลปะ คิดว่าจะทำเช่นไรให้งานออกมาดีที่สุด”

ทั้งนี้ กระแสศัลยกรรมที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน ที่บางครั้งเกินขอบเขต-รู้เท่าไม่ถึงการณ์ จนเกิดเป็นกระแสครึกโครมเชิงลบหลายครั้งนั้น กับเรื่องนี้ คุณหมอวรวิทย์ ระบุว่า… ตามหลักวิชาการแพทย์ทุกคนต้องพูดคุยและทำความเข้าใจกับคนไข้ก่อนการผ่าตัดทุกครั้ง เพื่อตรวจสอบและค้นหาความต้องการที่แท้จริงของคนไข้ จากนั้นแพทย์จะพิจารณาดูว่า… สิ่งที่คนไข้ต้องการทำนั้น ทำได้หรือไม่ ถ้าทำได้ ทำแค่ไหนถึงจะพอดี ตรงนี้ต้องพูดคุยกันก่อนเพื่อให้เข้าใจตรงกัน

“ท้ายที่สุดเราจะบอกทุกคนว่า…ในโลกนี้ไม่มีอะไรเพอร์เฟกต์หรือสมบูรณ์แบบที่สุดหรอก ที่มีคือพอใจ ไม่พอใจ มีความสุข ไม่มีความสุข” …คุณหมอวรวิทย์ ระบุถึงกระแสการศัลยกรรม ที่ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ตาม คุณหมอระบุว่า… ปัจจุบันที่สังคมไทยยอมรับเรื่องนี้มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะเทคโนโลยีและวิทยาการด้านนี้ที่พัฒนา ทั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่หรือผิดปกติอะไร ถือเป็นธรรมชาติด้านหนึ่งของมนุษย์ ที่ต้องการดูดีเพื่อทำให้เกิดความมั่นใจมากขึ้น แต่ก็ต้องทำอย่างพอดี…ไม่มากเกินไป โดยคุณหมอกล่าวว่า… “ถ้าคิดทำเพื่อให้เหมือนกับดาราคนนั้นคนนี้ จุดนี้ไม่ใช่แล้ว คือไม่ได้ปรับปรุงในส่วนที่ควรแก้ไขของตัวเอง แต่ทำเพื่อให้เหมือนคนอื่น ซึ่งบางคนขาดความเป็นตัวเองไปเลย ทำจนจำตัวเองไม่ได้ ถือว่าเกินขอบ เขต”

เรื่อง “อายุคน ไข้” ที่ผ่านมาก็เป็นอีกเรื่องที่สังคมเกิดคำถาม เรื่องนี้ นพ.วรวิทย์ กล่าวว่า… อายุที่เหมาะสมคือ 20 ปีขึ้นไป เพราะเริ่มจะสามารถรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้ ส่วนบางรายที่อายุไม่ถึง พิจารณาแล้วว่ายังไม่สามารถทำงานหาเงินเพื่อมาทำศัลยกรรมเองได้ ก็ต้องขอคุยกับพ่อแม่ผู้ปกครองก่อน ต้องได้รับความเห็นชอบก่อน ถึงจะรับเป็นคนไข้

“มีหลายเคสที่ไม่ทำให้ สุดท้ายเขาไปทำกับคนอื่น ที่สุดก็สูญเงินเป็นแสน วันหนึ่งเขาก็กลับมา

บอกว่า… รู้อย่างนี้เชื่อหมอดีกว่า ซึ่งกรณีนี้พบบ่อยมาก ถามว่าผมทำได้ไหม ทำได้ แต่ได้ไม่คุ้มเสีย อีกอย่างผมทำคลินิกนี้ให้แตกต่างจากที่อื่น ไม่โฆษณา ไม่มีเว็บไซต์ มีแต่เฟซบุ๊กใช้ตอบคำถามคนไข้ โดยผมตอบเอง และไม่มีการติดป้ายเชิญชวน เพราะผมถือว่าแพทย์เท่านั้นที่พิจารณาได้ว่า… ควรทำหรือไม่ควรทำ จุดนี้เป็นนโยบายที่สำคัญ”

ถึงกระนั้น หากมองในแง่สังคม กรณีนี้เกิดขึ้นมาจากหลายปัจจัย โดยสาเหตุที่วัยรุ่นนิยมทำศัลยกรรมนั้น คุณหมอบอกว่า… เหตุผลง่าย ๆ คือเพื่อให้เหมือนดาราที่ชื่นชอบ ที่วัยรุ่นยกเป็น “ต้นแบบชีวิต” ส่วนอีกปัจจัยก็อาจเกิดจาก “โฆษณาที่เกินจริง” ที่เป็นตัวเร้าหรือกระตุ้นให้คนหมกมุ่นกับเรื่องนี้มากเกินไป จนตกเป็นเหยื่อ-หลงกล “มิจฉาชีพ-คนที่ไม่รู้จริง” จนเกิดปัญหา ซึ่งในฐานะแพทย์ อยากฝากถึงคนที่คิดทำศัลยกรรมว่า… ควรทำความเข้าใจ อย่าคาดหวังสูง และคนเราไม่จำเป็นต้องสวยหล่อเหมือนกับใคร แต่ควรเป็นตัวเองจะดีที่สุด เพราะความต้องการของคน บางทีก็ทำให้มองข้าม “มุมลบ” บางด้านไป ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นทุกวันนี้ ล้วนเกิดจาก “ความไม่พอดี-การไม่ยึดทางสายกลาง” ทั้งสิ้น…

“คนเราต้องการสร้างความเชื่อมั่น จึงเลือกทำศัลยกรรม แต่ถ้าทำแล้วไม่เข้ากับตนเอง หรือทำแล้วมีคนทักว่าไม่สวย สุดท้ายก็เกิดความไม่มั่นใจอีก จนต้องทำใหม่ เท่ากับว่าปัญหาวนกลับไปที่จุดเริ่มต้นอีก ผมคิดว่าอย่าไปกังวลเกินไป ถ้าอยากทำก็ควรทำแต่พอดี ให้เข้ากับตัวเอง อย่าถึงกับผิดเพี้ยนจนมากเกินไป”

*********

ทั้งนี้ ทิ้งท้ายเรื่อง “การทำศัลยกรรม” คุณหมอวรวิทย์ กล่าวว่า… “บางคนที่เขาทำเพราะต้องทำ เพราะเขามีความทุกข์ อย่างเช่นเคสหนึ่งเป็นเด็กหนุ่มที่ทุกข์เพราะปัญหาสิวที่อักเสบเต็มใบหน้า ทำให้เครียด ไม่กล้าใช้ชีวิต หน้าที่ของผมก็คือ ทำให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์นั้น รักษาให้เขา คืนความมั่นใจให้เขาใช้ชีวิตได้ แต่ไม่ใช่สร้างให้เขาเป็นดาราเกาหลี แบบนี้เป็นไปไม่ได้ และผมเองก็ไม่ทำ เพราะมันเกินจากความเป็นธรรมชาติไป… ที่ผมคาดหวัง คือทำอย่างไรให้คนทำศัลยกรรมอย่างพอเพียง เพราะเรื่องนี้ถ้าทำมากไปก็เป็นผลเสีย เสียเวลา เสียเงิน และยิ่งส่งผลทำให้ผู้คนหลุดจากความเป็นจริงไปเรื่อย ๆ…

ทำแต่พอประมาณ…ดีที่สุด” .

‘คุณหมอโรบินฮู้ด’

นพ.วรวิทย์ พูลสุวรรณ สมรสกับ คุณชนิตา รักกสิกรณ์ และมีทายาทคล้องใจ 1 คน คือ น้องชนวีร์ พูลสุวรรณ ทั้งนี้ แม้จะเป็นหมอด้านความสวยความงาม แต่อีกมุมคุณหมอวรวิทย์ก็สนใจการทำงานด้าน “จิตอาสา” มาก หากมีโอกาสก็จะลงพื้นที่ชนบทห่างไกลเพื่อตรวจรักษาโรคให้ประชาชน ซึ่งการสนใจทำงานด้านจิตอาสานี้ เกิดขึ้นเมื่อตอนที่มีโอกาสออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่กับ “มูลนิธิแสง-ไซ้กี เหตระกูล” เมื่อในอดีต โดยได้ติดตาม ศ.นพ.เทพพนม เมืองแมน ไปทำงานร่วมกับมูลนิธิฯ และอีกส่วนก็เกิดจากความชอบถ่ายภาพและเดินป่า ที่ก็ช่วยจุดประกายเรื่องนี้ด้วย

“ผมเคยเห็นภาพที่จำติดตา คือที่ดอยเชียงดาว ตอนนั้นเดินป่าไปเจอชาวเขาคนหนึ่ง ที่เขาเสพฝิ่นเพราะเชื่อว่าจะช่วยรักษาอาการป่วยได้ ตอนนั้นคิดว่าจะช่วยเขาได้ยังไง ก็เก็บไว้ในใจ จนเมื่อได้ติดตามอาจารย์เทพพนมไปออกหน่วยแพทย์ ทำให้รู้ว่าเราทำเรื่องนี้ได้ จึงเริ่มต้นด้วยเงินทุนส่วนตัว โดยจัดหน่วยแพทย์เล็ก ๆ

ออกไปรักษาให้ชาวบ้านตามหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ห่างไกล เรื่องนี้ทำให้ผมมีความสุขที่สุด

เหมือนเป็นโรบินฮู้ด (หัวเราะ) เราทำงานกับคนที่มีกำลังทรัพย์เรื่องความสวยความงาม และเอากำไรที่เกิดจากตรงนี้ตอบแทนส่งต่อไปสู่คนที่เขาขาดแคลนและต้องการความช่วยเหลือ ผมพยายามออกหน่วยให้ได้อย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง ขึ้นอยู่กับเวลาที่มี สิ่งที่ทำตรงนี้ก็ไม่แตกต่างจากงานประจำที่ทำ เพราะศัลยกรรมความงามเราทำให้คนมีความสุข ส่วนตรงนี้ก็ช่วยให้คนพ้นจากความทุกข์ ซึ่งสร้างความสุขใจให้เราได้ทั้งคู่”.

เชาวลี ชุมขำ :เรื่อง

สันติ มฤธนนท์ :ภาพ

‘ร้อง-รำ’…ทำให้ได้เรียน ‘วิถีเด็กวัดชุกพี้’ ได้ดี…มีวันนี้ด้วย ‘ลิเก’

Published ตุลาคม 16, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 31 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

“ไม่เพียงจะเป็นการสืบสานและอนุรักษ์ ศิลปะการแสดงอย่างลิเกให้คงอยู่ แต่เด็ก ๆ ยังมีรายได้เสริมจากการแสดงตรงนี้อีกด้วย” …เป็นเสียงจากผู้อยู่เบื้องหลังการก่อตั้ง “คณะลิเกเด็ก” คณะลิเกที่ประกอบด้วยนักแสดงเยาวชน จาก โรงเรียนวัดชุกพี้ ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ที่ไม่เพียงจะสืบสานอนุรักษ์ศิลปะการแสดงแขนงนี้ หากแต่ยังสร้างรายได้เสริมถือเป็นการช่วยเหลือและแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายให้แก่ครอบครัวด้วย และยิ่งเมื่อทราบถึง “เบื้องหลัง” การก่อตั้งคณะลิเกคณะนี้ด้วยแล้ว ยิ่งรู้สึกทึ่ง ยิ่งอดชื่นชมผู้ใหญ่-ผู้อยู่เบื้องหลังคณะลิเกคณะนี้ไม่ได้ ซึ่งวันนี้ทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” มีเรื่องราวมานำเสนอ..

กับ “คณะลิเกเด็กวัดชุกพี้”

************

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 21 ส.ค. 2557 ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ร่วม กับเทศบาลตำบลท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี จัดกิจกรรม “สัญญาประชาคม” เพื่อประกาศเจตนารมณ์ในการรณรงค์ ส่งเสริม และสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี ทั้งนี้ ภายในงานดังกล่าวมีกิจกรรมหนึ่งที่น่าสนใจ เป็นการแสดงจาก “คณะลิเกเด็กโรงเรียนวัดชุกพี้” ซึ่งเรียกความสนใจจากผู้ที่มาร่วมงานในวันนั้นอย่างมาก

ประสาร จันทร์เพียร ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดชุกพี้ ต.ม่วงชุม อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี ผู้อยู่เบื้องหลังการก่อตั้งคณะลิเกเด็ก เล่าว่า… ด้วยเห็นความสำคัญของการสืบสานศิลปะการแสดงแขนงนี้ จึงมีความคิดที่จะจัดการเรียนการสอนโดยนำเรื่องนาฏศิลป์-นาฏดนตรีอย่างลิเกเข้ามาอยู่ในกิจกรรมของโรงเรียน โดยให้เด็ก ๆ รวมถึงครูในโรงเรียนได้เรียนรู้ศิลปะการแสดงแขนงดังกล่าว ทั้งนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียน แจก แจงว่า… “ถ้าเด็กเรียน แต่ครูไม่เรียน ครูก็อาจจะไม่เข้าใจ หรือเข้าไม่ถึงหัวใจของลิเก ผมจึงจับทุกคนทั้งลูกศิษย์ทั้งคุณครูให้ฝึกลิเกกันทั้งโรงเรียน”

“คณะลิเกเด็ก” จึงเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นสำหรับความเป็นมาโรงเรียนแห่งนี้ ผอ. ประสาร เล่าว่า…เดิมทีก่อนจะเข้ามารับตำแหน่งผู้อำนวยการ ที่นี่มีการเรียนการสอนอยู่เพียง 2 ระดับชั้นเท่านั้น คือ ชั้นอนุบาลและประถมศึกษา ต่อมาหลังจากเข้ามารับตำแหน่งในปี 2546 จึงทำเรื่องเสนอหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อขอขยายการเรียนการสอนไปจนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น หรือชั้น ม.3 เพื่อขยายโอกาสทางการศึกษาแก่เด็กนักเรียนในพื้นที่ให้มากขึ้น ทว่า…ต้องพบกับอุปสรรคจากปัญหาสภาพเศรษฐกิจของครอบครัวนักเรียนที่ส่วนใหญ่มีฐานะยากจน ทำให้เด็ก ๆ ไม่สามารถเรียนต่อได้ เนื่องจากผู้ปกครองและครอบครัวเด็กไม่มีเงินส่งเสีย ถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย และทำให้เด็ก ๆ ขาดโอกาสทางการศึกษา

จากจุดนั้นจึงพยายามหาวิธีช่วยเหลือเด็ก โดยเน้นเรื่อง “การสร้างอาชีพเสริม” ที่นักเรียนสามารถทำได้ ซึ่งจะช่วยให้เด็กมีเงินสักก้อนเก็บไว้เพื่อใช้เรียนต่อ และความที่ชื่นชอบศิลปะการแสดง ทั้งดนตรีไทยกับลิเก จึงตัดสินใจก่อตั้ง “วงปี่พาทย์” ขึ้นโดยได้เชิญ อาจารย์นิมิต ยาจันทร์ ให้ช่วยมาเป็นผู้ฝึกสอนในช่วงเวลาหลังเลิกเรียน

“คิดสะระตะได้ว่าจะตั้งวงปี่พาทย์ขึ้นมา จึงไปเชิญให้อาจารย์นิมิตมาช่วยสอน แต่ตอนนั้นโรงเรียนยังไม่มีเครื่องดนตรีเลย จึงต้องไปขอ

หยิบยืมจากโรงเรียนต่าง ๆ ที่มีเพื่อนำมาสอนเด็ก โดยระหว่างนั้นก็ขอรับบริจาคเครื่องดนตรีจากวงปี่พาทย์ที่ยุบวงไปแล้ว ไปขอเขาโดยบอกว่า…ผมขอเอามาไว้สอนเด็ก”…เป็นความมุ่งมั่นของผู้อำนวยการโรงเรียนท่านนี้ ที่เราสัมผัสได้ถึงความตั้งใจที่จะช่วยเหลือเด็ก

เมื่อผู้ใหญ่มุ่งมั่น เด็กเองก็เต็มที่ เพียงไม่นานทักษะทางดนตรีไทยของเด็ก ๆ ก็พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว อีกทั้งพ่อแม่ผู้ปกครองก็ส่งเสริมสนับสนุน ด้วยมองเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี ดีกว่าปล่อยให้เด็กไปทำกิจกรรมอย่างอื่น ในที่สุดวงปี่พาทย์ประจำโรงเรียนก็เกิดขึ้น และเริ่มตระเวนแสดง รวมถึงรับแสดงในงานพิธีการต่าง ๆ ที่ต้องการดนตรีไปเล่น ทั้งงานพิธีทางศาสนา งานศพ ทำให้เด็ก ๆ เริ่มมีรายได้ แต่ผู้บริหารโรงเรียนก็ยังไม่หยุดที่จะพัฒนา โดยได้เพิ่มเรื่อง “การรำ” เข้ามา เช่น รำพลายชุมพล รำทะแยมอญ โดยออกแสดงร่วมกับวงปี่พาทย์ ปรากฏว่า…กระแสตอบรับดีมาก ทำให้โรงเรียนวัดชุกพี้มีชื่อเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากตรงนี้…

ระหว่างนี้ “คณะลิเกเด็ก” ก็ก่อร่างขึ้นทีละน้อย

“ตอนนั้นก็ยังไม่คิดว่าจะทำเป็นคณะลิเกหรอกครับ แต่ด้วยความเข้าใจของผู้ชมหลาย ๆ ท่านที่เห็นชุดกับเครื่องแต่งกายของเราคล้าย ๆ กับชุดลิเก จึงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นคณะลิเก ซึ่งทำให้มีคนติดต่อเข้ามาว่าจ้างเด็ก ๆ ให้ไปแสดงลิเกอยู่บ่อย ๆ จนผมคิดว่าถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็ตั้งคณะลิเกขึ้นมาเสียเลยสิ คณะลิเกวัดชุกพี้นี้ก็จึงเกิดขึ้น” …ผอ.ประสาร เล่าถึงเบื้องหลังการก่อตั้งคณะลิเกดังกล่าว

เมื่อตัดสินใจเดินหน้าก่อตั้งคณะลิเกนี้ จึงได้เชิญผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับศิลปะการแสดงแขนงนี้หลายท่าน เพื่อมาร่วมมอบความรู้แก่เด็ก ๆ อาทิ ครูเกตแก้ว ดำขำ ครูวาสนา เหลือประเสริฐ และ ครูเพิ่มพูน พึ่งพระเดช เหล่าครูลิเกที่มีประสบ     การณ์ใน จ.กาญจนบุรี ให้มาช่วยสอน รวมถึงยังเชิญครูลิเกท่านอื่น ๆ จากจังหวัดใกล้เคียงคือ ครูสำราญ สุขารมย์ จากบ้านโป่ง จ.ราชบุรี และ ครูสุรชัย พรเพชร จากคณะลิเกกระต่ายขาว ให้มาร่วมถ่ายทอดศิลปะการแสดงนี้ด้วย…

หลังจากเด็กนักเรียนได้ฝึกหัดจาก “ครูลิเก” มากฝีมือ-มากประสบการณ์อย่างเข้มข้นแล้ว ในที่สุด “คณะลิเกวัดชุกพี้” ก็เกิดขึ้นในปี 2552 ได้ในที่สุด และสามารถคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับ 1 ในการประกวดการแสดงศิลป์ท้องถิ่น จ.กาญจนบุรี มาครองด้วย ส่งผลทำให้เริ่มมีชื่อเสียงเริ่มเป็นที่รู้จักในวงกว้างขึ้น และมีคนว่าจ้างให้ไปแสดงตามงานต่าง ๆ โดยตลอด

…ทำให้เด็ก ๆ นักเรียนมีรายได้จากลิเก

“ขณะนี้เราได้บรรจุลิเกเข้าไว้ในหลักสูตร เป็นหลักสูตรพิเศษเสริม ที่จะเน้นเรื่องของนาฏ ศิลป์พื้นบ้าน นาฏดนตรี ทั้งนี้ นอกจากเด็ก ๆ จะได้เรียนแล้ว คุณครูของเราก็ยังต้องเรียนด้วย เพื่อให้เข้าใจในการแสดงลิเก”…ผอ.ประสารกล่าว

ทั้งยังได้ระบุอีกว่า… “คณะลิเกโรงเรียนวัดชุกพี้ตอนนี้มีลิเกเด็กอยู่ประมาณ 20 คน ที่คัดเลือกจากนักเรียนที่เห็นว่าพร้อม หรือสามารถทำการแสดงได้แล้ว โดยจะมีเด็กรุ่นใหม่ ๆ เข้ามาทดแทนรุ่นพี่เก่า ๆ ที่กำลังจะเรียนจบออกไป แต่รุ่นพี่หลายคนก็ตั้งใจว่าเมื่อมีเวลาก็จะกลับมาช่วยดูแลน้อง ๆ มาสอนน้องรุ่นต่อไป…สัญญาว่าจะไม่ทิ้งกัน ทั้งนี้ การรับงานการแสดง เราจะรับเฉพาะช่วงเวลาที่ไม่กระทบกับการเรียน โดยจะรับแสดงเฉพาะวันหยุดเพื่อไม่ให้ผิดจากวัตถุประสงค์ของการ   ก่อตั้งคณะลิเกนี้ ที่เกิดขึ้นมาเพื่อเพิ่มโอกาส และสร้างอนาคตด้านการศึกษาให้กับเด็ก ๆ นักเรียนของเรา”

************

“ลิเก” ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน ที่ผสานรวมกันระหว่างเรื่องของนาฏศิลป์-นาฏดนตรี ที่เด็ก ๆ บางคนอาจมองว่า…เชย ไม่ทันสมัย หากแต่ศิลปะแขนงนี้กลับกลายเป็น “การต่อเติมเพิ่มความฝัน” ให้กับเด็ก ๆ อีกหลายคน ที่จะมีรายได้เสริมกับมีเงินก้อนจำนวนหนึ่งที่จะเก็บไว้เพื่อ “ต่อทุนชีวิต” เป็น “ทุนการศึกษา” ต่อไปในอนาคต ที่สำคัญการฝึกร้องฝึกรำยังถือเป็นการฝึกสมาธิ-ช่วยขัดเกลาบุคลิกภาพอีกด้วย เรียกว่ามีแต่คุณ…ไม่มีโทษ

เหมือนกับ “คณะลิเกเด็กวัดชุกพี้” คณะนี้.

บดินทร์ ศักดาเยี่ยงยงค์ : รายงาน

ใช้ ‘พลังใจ’ พลิกฟื้นสังคม ‘วิถีกลุ่มคนพลังดี’ จิตอาสาราชประชาสมาสัย

Published ตุลาคม 16, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 24 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

“…แนวคิดเรื่องจิตอาสานับเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง นอกจากจะเป็นการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และช่วยลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำแล้ว ยังเป็นอีกแนวทางที่ช่วยแก้ปัญหาสังคมให้แก่ประเทศชาติด้วย” …เป็นเหตุผลส่วนหนึ่งที่ระบุถึง “พลังจิตอาสา” ที่นอกจากให้ความช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากกับผู้ด้อยโอกาสแล้ว ยังมีส่วนช่วยทำให้สังคมเข้มแข็ง-แข็งแรงขึ้น ทั้งนี้ คนกลุ่มนี้ถือเป็น “พลังสังคม-พลังดี” ที่วันนี้ ทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” มีเรื่องราวของคนอีกกลุ่มหนึ่งมานำเสนอ..

“จิตอาสา” ชีวิตนี้…เพื่อสังคม…

“…ลึก ๆ ก็หวังว่าสิ่งที่เราทำจะช่วยให้ผู้คนมีความสุข หลุดจากความทุกข์ได้บ้าง ซึ่งสิ่งที่ทำอยู่นี้ เราทั้งเต็มที่ และเต็มใจที่จะทำ” …เป็นเสียงจาก ชรินา อินโส อายุ 43 ปี หนึ่งในสมาชิก “จิตอาสาราชประชาสมาสัย” ประจำพื้นที่เทศบาล ตำบลเนินกุ่ม อ.บางกระทุ่ม จ.พิษณุโลก (ระดับตำบล) ซึ่งพื้นที่นี้ถูกยกย่องให้เป็น 1 ในต้นแบบของการทำงานด้านจิตอาสา โดยชรินาบอกว่า… ทำงานนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยให้ความช่วยเหลือผู้เป็นโรคเรื้อน ผู้ติดเชื้อเอชไอวีรวมถึงดูแลผู้สูงอายุ และผู้พิการ  ซึ่งสาเหตุที่ตัดสินใจทำงานจิตอาสานั้น เธอบอกว่า…งานจิตอาสาคือวิธีทำความดีรูปแบบหนึ่ง และยิ่งในสังคมยุคใหม่ที่เป็น “ยุคขาดแคลนน้ำใจ” นั่นก็ยิ่งทำให้งานจิตอาสานี้มีความสำคัญมากขึ้น

สำหรับกลุ่มจิตอาสาที่เธอทำงานอยู่นี้ เริ่มต้นจากกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนจำนวน “จิตอาสา” จะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งการทำงาน เธอเล่าว่า… ขั้นตอนการออกเยี่ยมเริ่มจากการประสานกับจิตอาสาที่อยู่ในชุมชนก่อน เพื่อค้นหาผู้ป่วย ผู้ประสบภัย หรือผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือ จากนั้นนำข้อมูลดังกล่าวมาคัดกรอง และประสานไปยังเทศบาลหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอรับการสนับสนุน จากนั้นจึงเดินทางลงพื้นที่ โดยระยะเวลาลงพื้นที่นั้น ไม่ได้กำหนดตายตัวว่า…จะต้องกี่ครั้ง เรียกว่า…สะดวกเมื่อไหร่ พร้อมเมื่อไหร่ ก็ลงพื้นที่ทำงานได้ทันที โดยใช้วิธีจัดคนสลับลงไป ด้วยเข้าใจดีว่า…ทุกคนต่างก็มีชีวิตและการงานประจำที่ต้องรับผิดชอบ

“ตอนนี้เรามีจิตอาสาราชประชาสมาสัยประมาณ 70 คน โดยเฟ้นหาจาก อสม.เป็นหลัก เนื่องจากคนกลุ่มนี้มีศักยภาพและมีความรู้เกี่ยวกับการตรวจสุขภาพอยู่แล้ว ส่วนอีกกลุ่มก็จะเป็นประชาชนทั่วไปที่สนใจอยากทำงานนี้”

ชรินา เล่าว่า… จากการทำงาน ทำให้ได้พบเห็น “ชีวิตจริง” หลากหลาย มีทั้งเรื่องที่น่าเศร้า รวมถึงเรื่องราวน่าประทับใจมากมาย หลาย ๆ อย่าง ในการทำงาน ในการลงพื้นที่ กรณีที่พบบ่อยคือผู้ป่วยที่ลูกหลานไม่ได้มาดูแล หรือต้องนอนป่วยอยู่คนเดียว จนเกิดอาการซึมเศร้า โดยกรณีที่ว่านี้…มีอยู่เป็นจำนวนมากในสังคม

“จิตอาสาที่เข้าไป นอกจากตรวจสุขภาพแล้ว ยังพยายามชวนพูดคุยเพื่อซักถาม ทั้งหาข้อมูลเพื่อช่วยเหลือ ทั้งเห็นใจสงสาร อยากช่วยให้ผู้ป่วยคลายเหงาได้บ้าง แววตาที่เราสัมผัสได้ เราเห็นเลยว่าเขามีความสุข ก่อนกลับบางคนยังขอร้องเราเลยว่าช่วยมาหาบ่อย ๆ ไม่ต้องอะไร แค่นั่งพูดคุยก็พอรับรู้ได้เลยถึงความอ้างว้างของชีวิตเขา”

นอกจากผู้ป่วยคนชราแล้ว ผู้ป่วยอัมพาตที่ถูกทอดทิ้งก็พบได้บ่อย เนื่องจากการดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นงานที่เหนื่อย จึงทำให้ลูกหลานเบื่อหน่าย ไม่อยากทำ บางคนที่ทีมจิตอาสาพบจะถูกปล่อยให้อยู่เพียงลำพัง ไม่มีคนดูแล จนเกิดเป็นแผลเน่าเปื่อย จิตอาสาที่พบเห็นก็จะเข้าไปช่วยทำความสะอาดบาดแผลให้ บางทีก็ต้องอุ้มไปอาบน้ำทำความสะอาดจากสิ่งปฏิกูลที่เปรอะเปื้อนเนื้อตัว  หรือบางครั้งก็ตัดเล็บตัดผมให้ ถ้าเห็นว่าควรทำก็ทำได้เลย หรืออีกเคสหนึ่งเป็นคุณตาอายุ 85 ปี มีฝีมือตีระนาดที่เก่งมาก และเคยได้รางวัลระดับตำบลมาแล้ว แต่มีอาการหลงลืม ซึ่งทำให้คนใกล้ชิดมักบ่นว่าคุณตาเรื่องอาการหลงลืม ทำให้เกิดความน้อยใจ และเริ่มเก็บตัว จนกลายเป็นโรคซึมเศร้า พอกลุ่มจิตอาสาเข้าไปช่วยเหลือ โดยพยายามซักถาม ชวนคุย อาการก็เริ่มดีขึ้น โดยไม่ได้เกิดจากยา แต่เกิดจากการ “บำบัดทางใจ” มากกว่า…เพราะพอมีกำลังใจเพิ่มขึ้น ร่างกายก็แข็งแรงตามไปด้วย

“ถามว่าได้อะไร พูดได้เลยว่า…ความสุข เราให้ความสุขเขา เขาก็ให้ความสุขเรากลับมา ถามว่าได้เงินทองไหม ไม่มีเลยค่ะ มีแต่รายจ่าย บางเคสเจอผู้สูงอายุอยู่คนเดียว ไม่มีอาชีพ ไม่มีเงินใช้  ก็ช่วยกันเรี่ยไรคนละ 20 บาทบ้าง 50 บาทบ้าง รวมกันนำไปมอบให้ งานของเรา จริง ๆ เราแค่ทำให้คนที่เป็นทุกข์รู้สึกมีความสุขขึ้น ให้เขาได้มีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขบ้าง ซึ่งทุกอย่างที่เราทำได้ เราทำหมด เรามองว่างานจิตอาสาหากเกิดจากความตั้งใจที่จะทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นอย่างจริงใจ แม้ไม่มีสิ่งของ ไม่มีทุนทรัพย์ ก็ลงแรงลงกายช่วยกันได้” …ชรินา กล่าว

ด้าน สุธิชาติ มงคล อายุ 50 ปี ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสระโคล่  จ.พิษณุโลก ซึ่งเป็นแกนหลักอีกหนึ่งคนของ “จิตอาสา” เล่าว่า… การรวมกลุ่มเกิดจากหลายคนเห็นว่า…ในพื้นที่มีผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส ที่ไม่สามารถเดินทางมารับบริการทางสาธารณสุขได้ ทำให้คนป่วยเหล่านั้นเกิดความทุกข์ทรมานและขาดโอกาสทางสังคม จึงเกิดแนวคิดที่จะจัดตั้งกลุ่มจิตอาสานี้ขึ้นมา โดยรับสมัครคนในพื้นที่ในชุมชน นำมาฝึกอบรม และมอบความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพเบื้องต้นให้ ข้อดีของจิตอาสาที่อยู่ในชุมชน คือสามารถติดตามดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง ผู้พิการ ผู้สูงอายุได้อย่างต่อเนื่อง ใกล้ชิด

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนเดิม ระบุว่า… แค่มาด้วยใจก็ถือว่าสุดยอดแล้ว แต่เมื่อติดอาวุธทางปัญญา ด้วยการเสริมความรู้ด้านสุขภาพให้ “งานจิตอาสา” ก็ยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งพื้นฐานคนทำงานจิตอาสานั้น มีจิตใจที่เปี่ยมด้วยเมตตา มีความต้องการแรงกล้าที่จะช่วยเหลือผู้อื่นอยู่แล้ว เมื่อเสริมทักษะเกี่ยวกับการทำงานเพิ่ม ทั้งทางทฤษฎีและปฏิบัติ ก็ยิ่งทำให้การทำงานสมบูรณ์ ได้ผล และสามารถให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ตกทุกข์ได้อย่างเต็มที่…

“เราทำงานกันเป็นทีม ทุกส่วนในทีมไม่ว่าตำแหน่งเล็กหรือใหญ่ ไม่ว่าเป็นใคร หากมีคำนำหน้าว่าจิตอาสา เราถือว่ามีความสำคัญเท่ากันหมด จะขาดส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้” …เป็นการระบุจากผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่านนี้ ที่ย้ำถึงความสำคัญของ “จิตอาสา” กลุ่มคนตัวเล็ก ๆ ที่พยายามเคลื่อนสังคมไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็งด้วยพลังจากหัวใจ…

ไม่เฉพาะแต่คนกลุ่มนี้ ที่ควรได้รับการยกย่องเชิดชู แต่กับ “จิตอาสา” กลุ่มอื่น ๆ ที่ทำงานช่วยเหลือสังคมอย่างทุ่มเท เสียสละ อย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ก็ควรได้รับการชื่นชมและให้กำลังใจ เพราะสังคมจะดำรงอยู่ไม่ได้ หากขาดซึ่งผู้คนที่ทุ่มเท “แรงกาย-แรงใจพลังใจ” เพื่อสังคมแบบนี้ ทั้งนี้ “พลังจิตอาสา” คือ “พลังสังคม” ที่ไม่เพียงช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ผู้ด้อยโอกาส ผู้ขาดโอกาสในสังคม หากแต่ผู้คนกลุ่มนี้ยังมีส่วนเสริมสร้างประเทศไทยให้เข้มแข็ง-ให้แข็งแรงขึ้น…

“จิตอาสา” กลุ่มผู้ทำดีด้วย “พลังใจ”.

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน

87 ปี…ไม่คิดหยุดเรียนรู้ ‘ดร.พารณ อิศรเสนา’ จากวิศวะสู่นักพัฒนาชีวิต

Published ตุลาคม 16, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 17 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

“คนเป็นทรัพยากรมีค่าและสำคัญที่สุด เพราะปัญหาเกิดจากคน และจะแก้ปัญหาได้ก็เพราะคน” …เสียงจาก ดร.พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา ผู้อำนวยการใหญ่โรงเรียนดรุณสิกขาลัย พูดถึงความสำคัญของ “คน” ที่เป็นทั้งปัญหา และเครื่องมือในการแก้ปัญหาได้พร้อม ๆ กัน ดังนั้น หากจะทำให้คนไม่เป็นปัญหา-ไม่ก่อปัญหา จึงจำเป็นต้อง “พัฒนาคน” ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาด้านอื่นด้วย ซึ่งวันนี้ทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” มีเรื่องราวมานำเสนอ

กับ “ดร.พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา”

“โลกเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากไม่เรียนรู้หรือพัฒนาตัวเองให้เท่าทัน สุดท้ายก็จะกลายเป็นคนตกยุค ผมไม่อยากเป็นแบบนั้น ผมจึงต้องพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ” … ดร.พารณ กล่าวย้ำ เมื่อเราซักถามถึงท่าทางกระฉับกระเฉงราววัยหนุ่ม บอกใครจะเชื่อว่าวันนี้ ดร.พารณ อายุ 87 ปีแล้ว และถึงแม้จะผ่านจุดสูงสุด ทั้งชีวิตการทำงานในภาคเอกชน รวมถึงเคยดำรงตำแหน่งที่สำคัญทางสังคมมามากมาย แต่วันนี้ ดร.พารณ ก็ยังไม่เคยหยุดที่จะเรียนรู้ ทั้งจากชีวิตตนเองหรือจากคนรอบข้าง และจากอดีตผู้บริหารระดับสูงในบริษัทยักษ์ใหญ่ วันนี้ ดร.พารณ หันมารับบทบาท “ครูใหญ่” ในฐานะผู้อำนวยการใหญ่ โรงเรียนดรุณสิกขาลัย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ซึ่งเกิดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็น “โรงเรียนนวัตกรรมแห่งการเรียนรู้” จาก แนวคิดคอนสตัคชั่นนิสซึ่ม (Contructionism) ที่เน้นสอนให้รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล…

“ที่นี่เราสอนเด็กเพื่อให้เขาคิดได้อย่างเป็นระบบ เตรียมเขาไว้สำหรับโลกอนาคต” …ดร.พารณ กล่าว

ย้อนกลับไปที่ประวัติส่วนตัวโดยสังเขป ดร.พารณ เกิดวันที่ 10 พฤศจิกายน 2470 เป็นบุตร ม.ล.สิริ อิศรเสนา (พระยาอิศรพงศ์พิพัฒน์) กับ ม.ล.สำลี อิศรเสนา (ราชสกุลเดิม กุญชร) โดยด้านการศึกษานั้น เริ่มเข้าเรียนชั้นประถมศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ มัธยมศึกษาที่วชิราวุธวิทยาลัย และได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรีในคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จนได้รับปริญญาถึง 2 ใบในเวลาไล่เลี่ยกันจากสาขาวิศวกรรมไฟฟ้า และจากสาขาวิศวกรรมเครื่องกล ก่อนเดินทางไปศึกษาต่อที่สถาบันเทคโนโลยีแมสซาซูเซตส์ หรือ MIT ประเทศสหรัฐ อเมริกา และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์สาขาต่าง ๆ จากสถาบันการศึกษาลายแห่ง

ด้านชีวิตส่วนตัว ดร.พารณ สมรสกับ นางบุนนาค  อิศรเสนา ณ อยุธยา (สกุลเดิม หงษ์เหิน) ซึ่งถึงแก่อนิจกรรมไปแล้ว โดย ดร.พารณ มีบุตรชายเพียงคนเดียว คือ พิพัฒพงศ์ อิศรเสนา ณ อยุธยา

ส่วนชีวิตการทำงานของ ดร.พารณ นั้น เริ่มต้นครั้งแรกที่ บริษัท เชลล์ ประเทศไทย และทำอยู่ที่นี่เป็นเวลานานถึง 12 ปี ก่อนจะเข้าร่วมงานกับทางบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย โดยเริ่มต้นจากตำแหน่งผู้บริหารระดับกลาง ก่อนก้าวสู่จุดสูงสุดในองค์กรนี้ในตำแหน่งกรรมการผู้จัดการใหญ่ ระหว่างทางก่อนก้าวขึ้นสู่จุดสูงสุดนี้ ก็มีเรื่องราวน่าสนใจ ที่ได้กลายเป็น “ฐานคิด” สำคัญในวันนี้ โดยได้เล่าว่า… ในช่วงที่ปูนซีเมนต์ไทยกำลังขยายธุรกิจนั้น ถือเป็นช่วงที่บริษัทดังกล่าวอยู่ในช่วงที่กำลังปรับตัวเพื่อรับกับการแข่งขันที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากเริ่มมีคู่แข่งในตลาดเพิ่มขึ้น ผู้บริหารขณะนั้นคือ บุญมา วงษ์สวรรค์ กรรม การผู้จัดการใหญ่ของปูนซีเมนต์ไทยก็มีแนวคิดขยายองค์กร ทำให้ต้องการคนทำงานอย่างมาก ซึ่งเขาเป็น 1 ในนั้นที่ได้รับทาบทามให้ร่วมทำงานด้วย โดยได้ย้ายจากเชลล์มาเริ่มงานในตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่าย บุคคล ทั้งที่คลุกคลีกับงานด้านวิศวะมาโดยตลอด…

“ตอนนั้นมาเริ่มงานที่ฝ่ายบุคคล เป็นผู้จัดการ ก็ต้องเรียนรู้กันหนัก เพราะโตมากับงานวิศวะ พอต้องมาทำงานกับคน ที่ไม่ใช่เครื่องจักร ก็ต้องมีการปรับตัวและต้องเรียนรู้มากขึ้น”  ดร.พารณ กล่าว พร้อมเล่าอีกว่า…หลังจากเข้ามาก็ได้วางรากฐานใหม่ทั้งวิธีทำงานกับแนวคิด โดยจากเดิมที่ฝ่ายบุคคลมักทำหน้าที่เพียงแค่ “รับคนเข้า-ไล่คนออก” ก็เปลี่ยนเป็น “การดูแล-ให้ความช่วยเหลือ-ช่วยแนะนำ” ให้แก่พนักงานมากขึ้น

“เรามาเน้นที่การดูแลกันและกันมากกว่าจะเน้นการควบคุมคน โดยมีธรรมเป็นที่ตั้ง ผมเชื่อว่าคนเป็นสมบัติมีค่าที่สุดขององค์กร เพราะองค์กรขับเคลื่อนได้ ไม่ใช่จากโรงงานที่ทันสมัยหรือตึกสวย ๆ แต่มาจากคน ต่อให้มีเครื่องจักร   ดี ๆ แต่ถ้าคนห่วย ทุกอย่างก็ห่วยด้วย ครั้งหนึ่งผมเคยไปบรรยายให้ผู้บัญชาการทหารเรือท่านหนึ่งฟังว่า…ต่อให้ท่านมีเรือรบที่ทันสมัยที่สุดในโลก แต่ถ้าท่านมีลูกเรือไม่เอาไหน เรือลำนั้นก็ไร้ประโยชน์” …ดร.พารณ กล่าว

ทั้งนี้ หลังเกษียณในตำแหน่งสูงสุดปูน ซีเมนต์ไทย คือกรรมการผู้จัดการใหญ่ ดร.พารณ ตัดสินใจอุทิศชีวิตทั้ง หมดให้กับ “การพัฒนา มนุษย์” ด้วยการนำแนวคิด การเรียนรู้เพี่อสร้างสรรค์ด้วยปัญญา หรือ คอนสตัค ชั่นนิสซึ่ม (Contructionism) มาใช้ เพื่อเตรียมคนสำหรับโลกอนาคต ผ่านรูปแบบการเรียนการสอนของโรงเรียนดรุณสิกขาลัย โดยแนวคิดดังกล่าวมองว่า…ทุกสิ่งตั้งอยู่บนความเปลี่ยนแปลงที่คาดเดาไม่ได้ มนุษย์จึงต้องเรียนรู้ตลอดเวลาเพื่อรับมือปัญหาในอนาคต…ที่มีแต่จะซับซ้อนยิ่งขึ้น

“หลักการของศาสตราจารย์ซีมอร์ เพเพิร์ต ได้กล่าวว่า…การเรียนรู้ที่ดีไม่ได้เกิดจากการที่ครูค้นพบวิธีการสอนที่ดี แต่เกิดจากครูให้โอกาสผู้เรียน ให้สามารถสร้างความรู้ตนเองขึ้นมาได้ อันนี้เรียกว่าพลิกจากรูปแบบปกติที่คุ้นเคยกัน ซึ่งการเรียนแบบนี้ ครูไม่ต้องยืนหน้ากระดานดำแล้ว ครูแค่ช่วยเหลืออำนวยความสะดวกให้เด็กแทน ซึ่งการเรียนแบบนี้บรรยา กาศในห้องเรียนจะสนุกมาก เพราะเต็มไปด้วยความคิดสร้างสรรค์” ดร.พารณ กล่าว

ทั้งนี้ แม้จะเป็นแนวคิดที่ดี เพราะเปิดอิสระให้แก่ “ผู้เรียน-ผู้สอน” ได้ร่วมค้นคิด “ความรู้” ร่วมกัน หากแต่ด้วยความที่เป็นแนวคิดที่แตกต่างไปจากแนวคิดกระแสหลักที่สังคมคุ้นเคยทำให้แนวคิดนี้ยังไม่ค่อยแพร่หลายนัก อย่างไรก็ตาม ดร.พารณ ก็ได้ย้ำว่า… แม้จะไม่สำเร็จในรุ่นเขา แต่ถือว่าเตรียมพร้อม “คนรุ่นใหม่” สำหรับอนาคต โดยให้เหตุผลว่า… หากสังคมไทยไม่เตรียมเด็กให้พร้อมสำหรับอนาคต สังคมไทยก็จะเกิดปัญหา ที่ผ่านมาสังคมมักจะมีเป้าหมายในการพัฒนาเด็กให้มีอีคิวหรือความเฉลียวฉลาดทางสติปัญญา มีความมั่นคงทางอารมณ์ แสดงออกอย่างเหมาะสม แต่ในอนาคต แค่อีคิวไม่พอ แต่ต้องมีอีก 3 คิว คือ เอคิว การพัฒนาคนให้ทำงานภายใต้สภาวะกดดันได้ดี มีทักษะแก้ปัญหา ปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ทีคิว การพัฒนาให้คนมีความคล่องแคล่วในการใช้เทคโนโลยี รู้จักเลือกใช้ได้เหมาะสม และ เอ็มคิว การพัฒนาคุณธรรม-จริยธรรม

“ทั้งหมดไม่ใช่เพื่อคนรุ่นเรา แต่เพื่อให้คนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตต่อไปได้จากความรู้ และด้วยปัญญาของพวกเขา”

เรื่อง “คน” เป็นได้ทั้งปัญหาและช่วยแก้ปัญหา รวมถึงไม่เพิ่มปัญหาให้มากขึ้น สังคมทุกวันนี้ ที่สร้างปัญหาก็จากคน แก้ปัญหาได้ก็เพราะคน ขับเคลื่อน หรือการนำพาประเทศไปในทิศทางร้ายและดี ทั้งหมดนี้เกิดจากคนทั้งสิ้น ดังนั้น แนวคิดเรื่องของการพัฒนาคน จึงเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วย “ขจัดปัญหา-ไม่เพิ่มปัญหา” ให้กับสังคม แม้แนวคิดนี้ของ ดร.พารณ จะเป็นแนวคิดที่สังคมไทยยังไม่คุ้นชินนัก แต่เรื่องนี้เจ้าตัวยืนยันว่า…ไม่มีถอดใจและคงทำต่อไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะหมดลมหายใจ

กับ “ดร.พารณ อิศรเสนา ณ อยุธยา”.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน

……………………………………………………………………….

เคล็ดลับ ‘รักษาวัย’

ท่าทางกระฉับกระเฉงตรงหน้า ไม่บอกใครจะเชื่อว่า… ดร.พารณ อายุ 87 ปีแล้ว ซึ่ง เคล็ดลับตรงนี้ ผู้อำนวยการใหญ่โรงเรียนดรุณสิกขาลัย เผยว่า… แม้ชีวิตจะต้องทำงานอยู่ตลอดเวลา อีกทั้งยังมีหน้าที่รับผิดชอบที่ต้องดูแลเพื่อนร่วมงาน ที่หลายคนมองว่าเป็นงานที่ทั้งหนักและเครียด มีแรงเสียดทาน มีแรงกดดันสูง แต่ก็มีเคล็ดลับเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ใช้มาโดยตลอดคือ “ปล่อยวาง” ทุกสิ่งไว้ในบางขณะ  เพื่อที่จะได้หยุดทบทวนตัวเอง โดยเมื่อมีเวลาจะต้องเดินทางกลับบ้านที่อยู่ต่างจังหวัดเสมอ และจะนอนตื่นสาย ๆ ในวันหยุด เมื่อตื่นขึ้นมาก็จะออกกำลังกายด้วยการว่ายน้ำ ยืดเส้นยืดสาย และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลังจากนั้นก็จะนั่งอ่านหนังสือเงียบ ๆ ไปเรื่อย ๆ จนหมดวัน ทั้งนี้เพื่อ “รีเฟรช” ให้กับชีวิต…

เป็นเคล็ดลับรักษาวัย “ดร.พารณ”

‘นักปฏิวัติ’ ซีฟู้ดไทย ‘ถวัลย์ เทศงามถ้วน’ มีชีวิตวันนี้.. ‘เพื่อแม่’

Published ตุลาคม 16, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 10 สิงหาคม 2557 เวลา 00:00 น.

“ทำให้ชีวิตแม่สบายขึ้น” …เป็นความตั้งใจเริ่มต้นของ ถวัลย์ เทศงามถ้วน นักธุรกิจหนุ่มวัย 42 ปีที่สร้างตัวจนมีธุรกิจด้านประมงและอาหารทะเลมากมาย อาทิ ตะวันฟาร์มทะเล แพปลาในจังหวัดสุราษฎร์ธานี, ระนอง, สตูล, ตราด รวมถึงธุรกิจร้านมหาสมุทรซีฟู้ด ซึ่งมีสาขาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี และห้างธัญญาพาร์ค ย่านศรีนครินทร์ กรุงเทพฯ ซึ่งเขาตั้งใจใช้เป็นทัพนำในการ “ปฏิวัติร้านซีฟู้ดไทย” โดยทั้งหมดนี้เกิดจาก “วิธีคิด-วิธีใช้ชีวิต” ที่วันนี้ทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” มีเรื่องราวชีวิตมานำเสนอ…

“ผมมีวันนี้ได้ก็เพราะแม่” …ถวัลย์ นักธุรกิจหนุ่มความรู้เพียงชั้น ป.6 ที่สร้างธุรกิจประมงและอาหารทะเล จนมีกิจการใหญ่โตวันนี้ ขึ้นมาได้ ย้ำประโยคดังกล่าวกับทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” ก่อนจะเล่าว่า… เขาเกิดและโตมาในชุมชนเล็ก ๆ ของตำบลคูเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเขาเป็นลูกคนสุดท้องในจำนวนพี่น้อง 6 คน และเรียนจบเพียงแค่ชั้น ป.6 เนื่องจากทางบ้านฐานะยากจน โดยหลังจากพ่อแม่แยกทางกันก็ได้อาศัยอยู่กับแม่ (คุณแม่เหรี่ย เทศงามถ้วน) โดยแม่ของเขายึดอาชีพเผาถ่านและทำประมงเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเลี้ยงดูลูก

“ชีวิตแม่ลำบากมาก ภาพของแม่ที่มีโพรงจมูกดำปี๋ซึ่งเกิดจากควันเผาถ่าน หรือภาพเท้าแม่ที่เลือดไหลจนต้องฉีกผ้าถุงมาพันแผลไว้นั้น ผมไม่เคยลืม ทุกครั้งที่เห็น ผมจะร้องไห้เพราะสงสารแม่ ทำให้ตัดสินใจว่าจะไม่เรียนต่อ จะทำงานช่วยแม่ จะทำทุกอย่างให้ชีวิตแม่สบายขึ้น” …ถวัลย์ กล่าวถึงความตั้งใจที่กลายเป็นเรือธงฝ่าคลื่นลมชีวิตจนมีวันนี้…

แม้ความรู้น้อย แต่ด้วยความเป็นคน “ช่างคิด-ช่างสังเกต” ทำให้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้รวดเร็ว โดยเส้นทางชีวิตเขา เริ่มต้นขึ้นตอนอายุ 12 ขวบ จากการเป็นพ่อค้าส่งปูให้กับร้านอาหารและตลาดสด โดยเขาได้เล่าว่า…

“ชุมชนผมเป็นท่าเรือประมง จึงเห็นคนเรือเอาปูมาขายตามร้านอาหาร ผมก็เข้าไปถามว่าขายเท่าไหร่ คนเรือก็ตอบว่าตัวละ 30 บาท ผมจึงขอซื้อเขา 2 ตัว แต่เดี๋ยวมาจ่ายเงินให้นะ เขาก็ส่งปูให้ สมัยก่อนดีอย่างคือ ไม่มีใครโกงใคร ไว้ใจกัน พอได้ปูมาผมก็รีบวิ่งเอาไปขายให้เถ้าแก่ร้านอาหารชื่อราตรีซีฟู้ด ปัจจุบันเถ้าแก่คนนี้เสียชีวิตไปแล้ว พอแกเห็นก็ถามว่าขายเท่าไหร่ ผมบอกไม่รู้ แต่ซื้อมาตัวละ 30 บาท 2 ตัวก็ 60 บาท เขาก็ยื่นเงินให้ 100 บาท บอกเอาไป ตอนนั้นดีใจมาก จ่ายค่าปูแล้วยังเหลือเงิน 40 บาท รีบกลับไปหาแม่ บอกไม่ต้องเผาถ่านแล้ว จะทำงานเอง แม่มองมาแล้วน้ำตาก็ไหลพร้อมกับรอยยิ้ม วันนั้นมีความสุขที่สุดที่ทำให้แม่ยิ้มได้” …ถวัลย์เล่าถึงภาพความทรงจำในอดีต

หลังทำอยู่ราว 3 เดือนก็เก็บเงินจนออกเรือประมงของตัวเองได้ ซึ่งการค้าขายตรงนี้ เขาสังเกตว่าอาหารทะเลที่ขายไป เถ้าแก่จะนำไปขายอีกต่อหนึ่ง ซึ่งจะได้กำไรมากกว่าค่าอาหารทะเลสด 1-2 เท่า เขาคิดว่า…ทำไมไม่เป็น “พ่อค้า” เสียเอง จึงเปิดแผงขายอาหารทะเลสดเอง ปรากฏว่าขายดีมากจนของไม่พอขาย จนต้องไปซื้อจากชาวประมงคนอื่นมาขาย หลังจากนั้นก็ต่อยอดมาเรื่อย ๆ โดยออกเรือลำใหม่ให้ชาวประมงนำไปทำประมง มีข้อตกลงกันว่าจะแบ่งปูแบ่งปลามาขายกันคนละครึ่ง

“ตอนอายุ 13 ปี ผมมีเรือ 21 ลำ ผมมีหน้าที่รับซื้อและขายให้มีกำไร ทำมาเรื่อยจนอายุ 17 ปี ก็ออกรถกระบะได้ 1 คัน และสามารถเปิดร้านรับซื้ออาหารทะเลได้ในที่สุด”

หากชีวิตมีกฎข้อบังคับ ทะเลเองก็มีข้อจำกัดจากกฎธรรมชาติ เมื่อถึงหน้ามรสุม เรือน้อยใหญ่ก็ออกไปทำประมงไม่ได้ ทว่าเรือหยุดแต่ชีวิตไม่หยุด ค่าใช้จ่ายยังเกิดอยู่ทุกวัน ดังนั้น ระหว่างทะเลปิด เขาจึงตัดสินใจรับเสื่อน้ำมันมาขายเป็นอาชีพเสริม โดยตระเวนขายทั่วประเทศ แม้รายได้ไม่มากมาย แต่ได้กำไรเป็น “ประสบการณ์ชีวิต” เพราะได้รู้จักผู้คนมากมาย

หลังกลับมาลุยธุรกิจอาหารทะเลต่อ เขาตัดสินใจเปิด แพปลา3 แห่ง ในจังหวัดสุราษฎร์ ธานี ก่อนเปิดเพิ่มอีกต่อมาในหลายจังหวัดคือ ที่สตูล ระนอง และตราด จากนั้นเริ่มส่งสินค้าไปขายที่กรุงเทพฯ แต่โดนโกง ในที่สุดจึงตัดสินใจทำเองทั้งหมดครบวงจร และขยายธุรกิจไปสู่ต่างประเทศ โดยเริ่มที่ประเทศจีน ก่อนจะไปไต้หวัน เกาหลี และญี่ปุ่นในเวลาต่อมา

“ก่อนไปจีนครั้งแรก ผมทำการบ้านเป็นปีว่าต้องทำยังไง ต้องมีเป้าหมาย ผมมีเพื่อนที่เมืองไทยพูดจีนได้ พอเครื่องบินลงจอดก็กดโทรศัพท์ไปหาเพื่อนให้ช่วยบอกแท็กซี่หน่อยว่าให้พาเราไปส่งที่ไหน ทำแบบนี้เป็นเดือน จนเจอกับลูกค้าคนจีนที่เราต้องการก็กดโทรศัพท์แล้วให้เพื่อนช่วยอธิบายเป็นภาษาจีนว่าเราอยากทำอะไร ต้องการอะไร ซึ่งไม่น่าเชื่อจากวันนั้นถึงวันนี้ ผมทำธุรกิจกับลูกค้าจีน 10 กว่าปีแล้ว” …ถวัลย์เล่า “เบื้องหลัง” การบุกตลาดแดนมังกร

ปัจจุบัน ถวัลย์ยังวางแผนที่จะ “ปฏิวัติวงการอาหารทะเล” ด้วยการเปิดร้านมหาสมุทรซีฟู้ดให้เป็น “ซีฟู้ดยุคใหม่” ที่สด ถูก มีคุณภาพ และได้มาตรฐานเท่ากันทุกสาขาในทุกจังหวัดของประเทศ ไทย และด้วยประสบการณ์ในธุรกิจนี้มานานกว่า 20 ปี ทั้งในประเทศไทย และในต่างประเทศ เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่น ไต้หวัน จึงทำให้คิดผสมผสานธุรกิจอาหารทะเลเข้ากับธุรกิจท่องเที่ยว ในรูปแบบ “แหล่งท่องเที่ยวครบวงจร” บน “กระชังเลี้ยงปลา” ที่มีโรงแรม ร้านอาหาร ฟิตเนส เพื่อสร้างอาชีพให้คนท้องถิ่น…

“อาหารทะเลนี้ นักธุรกิจส่วนใหญ่เขาไม่อยากทำ เพราะคิดว่าเหนื่อยและยาก ยิ่งจะทำสาขาไปทั่วประเทศอีก ยิ่งยากไปกันใหญ่ นี่คือความโชคดีของผม เพราะชอบทำในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากทำ ผมเชื่อว่าถ้าเราคิดจะทำให้เหมือนคนนั้นคนนี้ เราแพ้ตั้งแต่ยังไม่ทำแล้ว ไม่มีทางชนะเลย เพราะแค่ความคิดก็ไม่ชนะแล้ว ซึ่งถ้าต้องการชนะต้องทำให้ดีกว่า หาวิธีใหม่ที่ดีกว่า มีจุดขายที่แตกต่าง มีหลายคนมาขอคำแนะนำ ก็บอกเขาไปว่าวิ่งไม่พอ คุณต้องกระโดด คนเราชอบกลัวในสิ่งที่ยังไม่เห็น ในเรื่องที่ยังไม่เกิด ทำให้ไม่กล้าเปลี่ยน ไม่กล้าทำ ทำให้เสียโอกาสในชีวิต ซึ่งนี่ไม่ใช่ผมแน่ ๆ เพราะผมเชื่อว่าโลกนี้ไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ ถ้าเราตั้งใจ”

“ผมโชคดีที่แม่ดี ผมไม่แตะเหล้าเบียร์ การพนันก็ไม่ยุ่งเกี่ยว เพราะแม่บอกว่าถ้ารักแก แม่ขอเรื่องนี้นะ วันนี้แม่ไม่อยู่แล้ว ท่านเพิ่งเสียไปเมื่อปีที่แล้ว แต่แม่เคยบอกว่าภูมิใจผมมาก ผมดีใจที่เห็นแม่มีความสุข และผมอยากบอกแม่ว่า ที่ผมมีวันนี้ได้ก็เพราะแม่” …เป็นความรักระหว่าง “ถวัลย์และคุณแม่เหรี่ย” ที่นอกจากจะเป็นความผูกพันแบบ “แม่-ลูก” แล้ว ก็ยังส่งผลต่อ “วิถีชีวิต” ของผู้ชายคนนี้

“ถวัลย์ เทศงามถ้วน”.

เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง

สุนิสา ธนพันธสกุล : ภาพ

%d bloggers like this: