วิถีชีวิต

All posts tagged วิถีชีวิต

พลิกชีวิต ‘นักข่าว’ ฝีปากกล้า!! ‘ฟองสนาน จามรจันทร์’

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 4 มกราคม 2558 เวลา 07:01 น.

พลิกชีวิต ‘นักข่าว’ ฝีปากกล้า!!
‘ฟองสนาน จามรจันทร์’
พลาด ‘หมอลำ’ มาเป็น ‘หมอดู’

ด้วยความที่คร่ำหวอดในสนามข่าวมานานกว่า 30 ปี บวกลีลากล้าได้กล้าเสีย จนทำให้เคยถูกสั่งย้ายด่วนภายใน 24 ชั่วโมง หรือถูกขู่วางระเบิดที่บ้านก็ยังเคยมาแล้ว นี่ก็ทำให้คนในแวดวงสื่อ นักการเมือง รวมถึงผู้ที่ชื่นชอบติดตามข่าวสารบ้านเมือง ไม่มีใครไม่รู้จักชื่อ “ฟองสนาน จามรจันทร์” หรือ “พี่ฟอง-ป้าฟอง” ของน้อง ๆ หลาน ๆ สื่อ ซึ่งวันนี้วิถีชีวิตวิถีนี้ก็มีอีกบทบาทหนึ่ง กับการเป็น “หมอดูสมัครเล่น” ที่ทีม “วิถีชีวิต” มีโอกาสไปจับเข่าคุย และมีเรื่องราวน่าสนใจ น่าติดตาม มานำเสนอ…

กับ “ฟองสนาน จามรจันทร์”

“งานบ้านงานเรือนนี่ไม่จับ ปลายจวักก็ไม่มีเลย จนพี่ ๆ แซวว่า… ทอดไข่เจียวให้หมา หมายังไม่รับประทาน (หัวเราะ) ทำให้ต้องมารับหน้าที่รดน้ำสวนผักที่อยู่ห่างจากบ้านมาก ๆ ถ้าวันไหนเสร็จช้า กว่าจะได้เข้าบ้านก็มืด ความที่กลัวผี เพราะทางกลับบ้านต้องผ่านวัด ก็ใช้วิธีหลับตาเดินคลำทางเอา วันไหนโชคดีก็จะได้นั่งรถเกวียนชาวบ้านกลับ” …เป็นภาพวัยเด็กที่ ฟองสนาน จามรจันทร์ เล่าให้ทีม “วิถีชีวิต” ฟัง พร้อมบอกว่า… ด้วยความที่ไม่ถนัดและไม่ชอบงานบ้านงานเรือน ทำให้ต้องรับเหมาหน้าที่หาบน้ำมารดสวนผัก ซึ่งระยะทางระหว่างสวนผักกับแหล่งน้ำก็ห่างกันมาก โดยระยะทางที่ต้องเดินไปกลับห่างกันถึงกว่า 4 กิโลเมตร ทั้งนี้ ในแต่ละวันก็ต้องหาบน้ำไม่ต่ำกว่าวันละ 50 หาบ

แม้วันนี้เธอจะอายุย่างเข้า 62 ปี แต่ท่าทางก็ยังดูกระฉับกระเฉงแข็งแรง เธอบอกว่า… พื้นเพเป็นคน อ.บ้านเขว้า จ.ชัยภูมิ มีพี่น้องทั้งสิ้น 20 คน จากคุณแม่ 3 ท่าน โดยเธอเองเป็นลูกคนที่ 16 ซึ่งคุณพ่อนั้นเป็นครูใหญ่ และก็ยังเป็นหัวหน้าคณะหมอลำชื่อ “ดิเรกศิลป์บันเทิง” อีกด้วย ซึ่งกับคณะหมอลำที่คลุกคลีมาตั้งแต่เด็กนี้ เธอบอกว่า… ถ้าวันนั้นไม่ตัดสินใจเข้ามาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ไม่แน่วันนี้อาจไม่มีชื่อฟองสนานในแวดวงสื่อสารมวลชน แต่อาจเปลี่ยนเป็นมีนางเอกหมอลำที่ชื่อฟองสนานแทน

ด้วยความที่ชีวิตวัยเยาว์ค่อนข้างลำบาก จึงทำให้มุ่งมั่นตั้งใจเรียนหนังสือมาก เพราะเชื่อว่า… ความรู้จะช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้น ซึ่งกับเรื่องการเรียนนี้ เธอเล่าว่า… สมัยก่อนคนต่างจังหวัดจะไม่นิยมให้ลูกเรียนหนังสือ เพราะอยากให้ช่วยทำไร่ทำนากับครอบครัวมากกว่า แต่คุณแม่ของเธอนั้นมองการณ์ไกล จึงพยายามผลักดันให้ลูก ๆ ทุกคนได้เล่าเรียนหนังสือ จนบางทีถึงกับต้องขายนาขายไร่ หรือบากหน้าไปหยิบยืมเงินจากญาติพี่น้องก็ยอมทำ เพราะคิดว่า… การศึกษาจะช่วยเปลี่ยนชีวิตลูก ๆ ได้

อดีตนักข่าวรุ่นเก๋า เล่าว่า… หลังเรียนจบ ป.7 ก็ย้ายเข้าเรียนต่อ มศ.1 ที่โรงเรียนสตรีชัยภูมิ ซึ่งเป็นโรงเรียนชื่อดังประจำจังหวัด และสอบติดเข้ามาได้เป็นอันดับ 2 ด้วย จากนั้นก็ย้ายมาเรียนที่โรงเรียนภักดีชุมพรจนจบชั้นมัธยมปลาย และเตรียมตัวจะรอเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย โดยตั้งความหวังว่า… จะต้องสอบเข้าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ได้

“ตอนนั้นบอกทุกคนว่า… จะเข้าจุฬาฯ แต่ไม่มีใครเชื่อ วันหนึ่งมีหมอดูมาทักคุณแม่ บอกว่า… ลูกคนนี้ จะดัง จะเป็นที่พึ่งให้แม่ได้ ตอนเตรียมตัวสอบนั้น ขยัน อ่านหนังสือมาก อ่านหนักด้วย ขนาดเข้าห้องน้ำก็ยังหยิบตำราเข้าไปอ่าน จนคุณพ่อต้องยกคัตเอาต์ลงเพื่อปิดไฟ พอผลสอบออกมาที่สุดก็สอบติดคณะบัญชี แต่ความที่ไม่รู้จักตัวเองว่า… ถนัดด้านไหน ทำให้ต้องเสียเวลาไปปีกว่า และก็มาสอบใหม่ คราวนี้เลือกเรียนสาขานิเทศศาสตร์ เอกประชาสัมพันธ์ โทวิทยุโทรทัศน์ …ก็ได้เป็นสาวจุฬาฯ สมใจนึก” …เป็นภาพชีวิตอีกช่วงของอดีตนักข่าวรุ่นใหญ่คนนี้

หลังเรียนจบจากจุฬาฯ ด้วยคะแนนเกียรตินิยมอันดับ 2 ก็เริ่มงานนักข่าว ที่หนังสือพิมพ์สยามรัฐ ในยุค บก.สมบัติ ภู่กาญจน์ ซึ่งเป็นนักข่าวรุ่นแรก ๆ ที่ต้องสอบคัดเลือกเข้าเป็นนักหนังสือพิมพ์ หลังทำอยู่ 5 ปีก็มาสอบรับราชการที่กรมประชา สัมพันธ์ โดยไปเริ่มงานที่ จ.กระบี่ ก่อนที่จะกลับสู่เมืองหลวงในตำแหน่ง “นักข่าวการเมือง” ที่ต้องคอยส่งข่าวกับรายงานข่าวทางวิทยุ ซึ่งด้วยลีลาการพูดฉะฉาน มีลูกล่อลูกชน ที่สุดก็มีโอกาสได้จัดรายการช่วงเช้า คือ “บันทึกสถานการณ์” ที่ต่อมาทำให้ชื่อฟองสนานดังทั่วบ้านทั่วเมือง ซึ่งเรื่องนี้เธอ เล่าว่า… ช่วงนั้นกรมประชาสัมพันธ์มีนโยบายทำรายการข่าวการเมือง เพื่อให้ทันกับสถานี อื่นบ้าง หลังจากปล่อยให้คลื่นอื่นนำหน้าไปเยอะ ผู้ใหญ่จึงมีคำสั่งให้เธอรับหน้าที่นี้ เมื่อได้รับมอบหมายงาน ก็มาคิดว่า… รายการใหม่น่าจะเป็นการรวบรวมข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ มาอ่านให้ผู้ฟังได้รับทราบ ซึ่งก็เป็นที่มาของรายการดังกล่าวในที่สุด แต่ด้วยความที่เป็นนักจัดรายการฝีปากกล้า จึงต้องกระทบกระทั่งขั้วการเมืองบ่อย ๆ จนถูกสั่งปิด-ถูกย้าย

“กี่ครั้ง (หัวเราะ) ไม่ต้องถามเลย รายการเราเป็นเป้าหมายต้น ๆ เพราะฟองสนานปากเสีย เป็นตัวแสบ เพราะเราจัดรายการวิทยุราชการ แต่ทำตัวยิ่งกว่าเอกชน อยากวิจารณ์ใครก็ทำ ซึ่งเราก็ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นนะ ถ้าทำดีที่สุดแล้ว ได้แค่นี้ ก็จบ จริง ๆ ก็มีคนชวนให้ไปเป็นที่ปรึกษานักการเมืองบ่อย ๆ แต่ตราบใดที่มีคำว่า… สื่อสารมวลชนอยู่ ก็จะไม่รับตำแหน่งนั้น มันไม่ใช่หน้าที่เรา เพราะหน้าที่สื่อคือ…การตรวจสอบ และเอาจริง ๆ ตอนนั้นถ้าไม่เลือกเรียนต่อที่กรุงเทพฯ ไม่แน่ วันนี้วงการหมอลำอาจมีชื่อฟองสนานเป็นนางเอกก็ได้” …อดีตนักข่าวอาวุโสกล่าว

ทั้งนี้ ที่หลายคนงง ๆ จากอดีตนักข่าว-นักจัดรายการฝีปากกล้า มาวันนี้กลับกำลังดังในทาง“หมอดู” กับเรื่องนี้เธอก็เล่าว่า… หลังจากเออร์ลี่รีไทร์ นอกจากการจัดรายการวิทยุเป็นครั้งคราว เธอก็มีงานเขียนหนังสือ มีคอลัมน์ชื่อ จัดฉากชีวิต ลิขิตดวงดาว ตามสื่อต่าง ๆ รวมถึงการเป็น “หมอดูสมัครเล่น” ที่ว่ากันว่า… แม่นมาก โดยเฉพาะ “ดวงเมือง- ดวงนักการเมือง” และเขียนเรื่องนี้ไว้ในหนังสือชื่อ รับมือ…เทวสุรสงคราม สยามประเทศ ร่วมกับโหรชื่อดัง ภิญโญ พงศ์เจริญ (ล่าสุดมีผลงานหนังสือชื่อ ดวงเมือง ดวงคน ๒๕๕๘ ร่วมกับยูเรสโตร และภิญโญ พงศ์เจริญ ด้วย)

เมื่อสอบถามถึงจุดเริ่มต้นเกี่ยวกับการเป็น “หมอดู” เธอเล่าว่า… เพิ่งเรียนรู้ศาสตร์นี้มาแค่ 13 ปี โดยสาเหตุที่สนใจเกิดขึ้นตอนที่จัดรายการชื่อ “ชีพจรการเมือง” ที่มีการเชิญบรรดาโหรมาร่วมรายการ ซึ่งขณะนั้นไม่มีความรู้เลย จนหมอดู คือ ลักษณ์ เรขานิเทศ แนะนำให้ไปซื้อหนังสือแถวเวิ้งนครเกษมมาอ่าน ทีนี้พออ่านลึกลงไปเรื่อย ๆ ก็อยากลองวิชา จึงจับเพื่อนคือ ภาสกร จำลองราช มาเป็นหนูทดลองคนแรก เอาดวงไปผูก ก็เผอิญว่า… ถูก จากนั้นก็มีเพื่อนฝูงคนรู้จักมาขอให้ดูดวง จากนั้นก็ได้ชื่อว่า…. “หมอดูสลึงเดียว” เพราะเก็บเงินค่าดูเท่านั้น ต่อมา คุณวิชา ปัทมพงศ์ ก็เขียนจดหมายและโทรศัพท์มาหาหลายครั้ง ให้ไปเอาตำราโหรที่เก็บไว้กว่าร้อยเล่ม ก็เอามานั่งศึกษาเรียนรู้จากตำรา กับทดลองวิชาด้วยตัวเอง…

“เผอิญมีคนสนใจ ก็เลยได้ดูอยู่เรื่อย ๆ มีครั้งหนึ่งเคยทำนายว่าไทยจะเข้าสู่ยุคใหม่ จะมีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้หญิง ตอนนั้นก็โดนโหรผู้ชายคนหนึ่งบอกว่าเป็นไปไม่ได้ จำได้ว่า… ทำนายว่าให้จับตาดูนักการเมืองหญิงที่มีอักษรนำหน้า ส.เสือ คนก็พุ่งไปที่ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ก็พลาดชื่อ แต่ภาพรวมถูก เพราะไทยมีนายกฯ เป็นผู้หญิงคนแรกในที่สุด และมาอีกครั้งหนึ่งคือตอนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยึดสนามบิน ในยุคที่ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกฯ ซึ่งตอนนั้นการเมืองวุ่นวายมาก ทีนี้มีสื่อสำนักหนึ่งโทรฯมาถามถึงสถานการณ์บ้านเมือง ก็ได้ทำนายไปว่า… ระหว่างวันที่ 4-17 ธ.ค. ปี 2551 ไทยจะมีนายกฯ ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตอนนั้นคนก็พูดว่า… เป็นไปไม่ได้ แต่พอวันที่ 4 ก็เกิดมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ที่นำไปสู่การโหวตเลือกนายกฯ หลังจากนั้น วันที่ 15 ไทยก็มีนายกฯ ที่ชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” …เป็นเบื้องลึก ที่เวลาต่อมาก็ทำให้ชื่อ “ฟองสนาน” เริ่มดัง ในฐานะผู้ทำนายดวงการเมือง แต่เธอก็ย้ำว่า… เป็นแค่มือสมัครเล่น และไม่กล้าใช้คำว่า…เป็นโหร เพราะศาสตร์นี้ถ้ายังเรียนรู้ได้ไม่ถึง 30 ปี ไม่มีใครกล้าเรียกตัวเองว่าโหร

“ทุกวันนี้หลายคนถามว่า… ทำไมไม่เปิดรับดู ดวง ก็ได้ตอบไปว่า… รำคาญคน เพราะบางทีตีหนึ่งตีสองก็ยังโทรฯ มาถาม แต่ในอนาคตก็ไม่แน่ ต้องดูจังหวะชีวิตอีกที ทั้งนี้ ถ้าจะทำนายก็คงจะยึดตามหลักจรรยาบรรณของโหร คือ1. ไม่ทายดวงชะตาทารก 2. ไม่ทำนายให้คนที่เป็นแฟนหรือสามีภรรยาแตกแยกกัน 3. ไม่ทายความเป็นความตาย”

ปัจจุบันนี้ เธอเล่าว่า… หลังเกษียณก็มีคนตามไปจัดรายการโทรทัศน์ แต่ก็ปฏิเสธ เพราะไม่ถนัด ส่วนงานวิทยุตอนนี้ก็มีจัดที่คลื่นเอฟเอ็ม 98 ช่วง 20.00-20.30 น. นอกจากนั้น ทุกวันเสาร์ก็จะหอบหิ้วทั้งครอบครัวไปนอนเฝ้าสวนที่ จ.สุพรรณบุรี ซึ่งได้ปลูกต้นไม้และผักหวานป่าไว้ บนเนื้อที่ 5 ไร่กว่า

ทิ้งท้าย กับวิถีชีวิตวิถีนี้ เจ้าตัวบอกว่า… “ตอนนี้ก็มีความสุขดี เมื่อไหร่ที่รู้จักพอ คุณก็จะมีความสุข วันนี้ไม่เอาอะไรแล้ว แค่เห็นลูกเรียนจบ ได้ไปเที่ยวบ้าง แค่นี้ก็พอแล้ว ขอใช้ชีวิตเป็นครอบครัวเล็ก ๆ แบบนี้ รถก็ใช้คันเดียวคันเดิมมานานกว่า 17 ปีแล้ว ใช้ได้ก็ยังใช้ อย่างลูกนี่ไม่เคยขอซื้อของเล่น เคยขอโรล เลอร์เบลดครั้งเดียวเท่านั้น สอนให้รู้ค่าของเงิน ดังนั้นครอบครัวเราจะไม่โกง ลูกสาว (กราวฟอง หรือน้องใบตอง ตอนนี้เรียนอยู่คณะเศรษฐศาสตร์ ปี 4 จุฬาฯ) ก็เข้าใจ ครั้งหนึ่งตอนลูกเรียน อยู่มัธยมฯ มีเพื่อนลูกคนหนึ่งมาพูดว่า… ที่แม่เธอถูกย้ายเพราะ ซ่า ลูกก็บอกว่าอย่างน้อยที่แม่ถูกย้ายก็ไม่ใช่เพราะไปโกงเขา แต่ย้ายเพราะไม่โกง นี่เราก็ภูมิใจนะ จริง ๆ เราถือว่า… เราโชคดีที่ครอบครัวดี สามีกับลูกบอกว่า… อยากทำอะไรก็ทำ ขอให้มีความสุข เพราะรู้ว่า…

ถ้าทำแล้วไม่สนุก…ไม่ใช่ฟองสนาน”.

เชาวลี ชุมขำ-สุรางค์รัตน์ เจนการ : เรื่อง
ภาณุพงศ์ พนาวัน : ภาพ

……………………………………………………………………………………..

ชี้ ‘ดวงเมืองไทย’ ปี 2558

กับสถานการณ์ “ดวงเมืองไทย ปี 2558” ตามหลักโหราศาสตร์ ทาง “ฟองสนาน จามรจันทร์” ก็มีการวิเคราะห์และพยากรณ์ไว้ ซึ่งกับ คำพยากรณ์นั้น โดยสังเขปมีดังนี้คือ… ตั้งแต่พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นมา ยาวตลอดปี 2558 และตลอดปี 2559 ไปจนถึงมีนาคม 2560 ประเทศไทยจะอยู่ในลักษณะของการเจริญรุ่งเรือง ชนิดที่เทวดาก็กีดกันเราไม่ได้ แต่ก่อนจะไปถึงความเจริญรุ่งเรือง จะต้องเผชิญปัญหากันแบบสาหัส ชนิดแทบกระอักออกมาเป็นโลหิต จะ ต้องเปลี่ยนหลายอย่าง ทีเดียว

“การวางพื้นฐานให้กับประเทศ ต้องใช้เวลายาวนาน แต่คนที่เข้ามาทำ ต้องเข้าใจว่า ทำเพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ เพราะฉะนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องทำให้ได้ ถ้าทำไม่ไหวต้องเปลี่ยนคนอื่นมาทำ อย่าฝืน เพราะหนักแน่นอน”

ก่อนที่จะไปถึงความเจริญรุ่งเรือง ต้องฟันฝ่าอุปสรรค แต่สิ่งดี ๆ ก็เกิด มีทั้งดีทั้งร้าย ดวงเมืองก็เหมือนดวงคน ถามว่าในปีใหม่ ปี 2558 จะต้องเจออะไร ขณะนี้ดวงเมืองหยุดแตก สถานการณ์ค่อย ๆ คลายออก ถึงแม้ความขัดแย้งยังถูกซ่อนอยู่ โผล่ขึ้นมาบ้าง ก็เพราะไม่มีที่ไหนจะสงบเงียบตลอด แต่ต่อไปนี้ก็จะนำไปสู่การพัฒนายิ่งใหญ่ของประเทศไทย

ด้านการเมือง เรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น จะมีนักการเมืองบางคนเดินเข้าคุก มีการจากไปของนักการเมืองหรือบุคคลสำคัญ และ เศรษฐกิจ หลัง 21 เมษายน 2558 ก็จะดี เริ่มเห็นผลสดใส สิ่งที่วางพื้นฐานให้ประเทศจะก้าวหน้า พอในปี 2559 ต้นปีถึงกลางปี จะพลิกผันมาก ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม แต่นั่นค่อยคุยกันปีหน้า ส่วนปีนี้ ต้องทำตัวเองให้เข้มแข็งตั้งแต่ 21 เมษายน 2558 ต้องวางรากฐานให้ดีและแน่นทุกด้าน และ ตั้งแต่ 11 กรกฎาคม 2558 จนถึงสิ้นปี ตามดวงดาวจะถือเป็น การล้างอาถรรพณ์ ซึ่งระหว่างนั้นเรื่องใหญ่จะเกิดขึ้นทุกคนที่เป็นเป้า การเปลี่ยนแปลงต้องเปลี่ยน ที่ไม่เปลี่ยนจะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

ทั้งนี้ กับอนาคตการ เมืองไทย กับ ผู้นำรัฐบาลคนต่อไป? ฟองสนาน บอกว่า… เท่าที่ดูในตอนนี้ ยังบอกไม่ได้ว่าใครจะเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป เพราะไม่มีดวงคนทั้งประเทศ อย่างครั้งที่แล้วทายว่าประเทศไทยเข้าสู่ยุคนายกรัฐมนตรีผู้หญิง แต่ไปบอกว่าเป็นคนชื่อตัวย่อ ส. ปรากฏว่าตัว ย. โผล่มาจากไหน ดังนั้น อย่าซ่าถ้าไม่มีดวงคนทั้งประเทศ แต่จริง ๆ ก็แอบดูไว้เหมือนกัน

ลองตรวจดูว่าใครมีโชคใหญ่เข้าข่ายบ้าง แต่ไม่ได้บอกว่าจะเป็นนายกฯ นะ ดวงที่โดดเด่น ดวงที่ขึ้นตั้งแต่ 26 พฤศจิกายน 2557 เป็นต้นมา คือ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล จะได้โชค แต่ไม่รู้ว่าอะไร จะได้ตำแหน่งอะไรหรือเปล่าไม่รู้ รู้แต่ดวงได้โชคเทวฤทธิ์ข้อที่ 1 เทวดาให้โชค จะได้เป็นอะไรในทางการเมืองหรือเปล่าไม่รู้ หรืออาจได้โชคใหญ่ ๆ จากที่ทำงานเดิมก็เป็นได้

คนที่สอง ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ดวงขึ้นตั้งแต่ก่อนเดือนกรกฎาคม 2558 ถึง16 มกราคม 2559 โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระหว่าง 17 มิถุนายน ถึง 17 ธันวาคม 2558 ได้โชคเทวฤทธิ์ข้อที่ 1 เช่นกัน แต่ไม่รู้จะเป็นเรื่องตำแหน่งอะไรหรือไม่ ส่วนคนที่สาม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นี่ก็ได้โชคเทวฤทธิ์ข้อที่ 1 ตั้งแต่ 4 สิงหาคม 2559 ถึง 3 สิงหาคม 2560 ก็สงสัยจะไม่ใช่ตำแหน่งนายกฯ แต่ก็ดวงใหญ่มาก อยู่ที่ว่าจะเป็นโชคอะไรเท่านั้นเอง …ขณะนี้วิเคราะห์ได้แค่ 3 คนก่อน ส่วนคนอื่น ๆ ยังไม่ถึง ค่อยมาว่ากันอีกที.

‘เคล็ด(ไม่)ลับ’ ตามปีนักษัตร‘เสริมสร้างมงคลชีวิต

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 28 ธันวาคม 2557 เวลา 00:40 น.

‘เคล็ด(ไม่)ลับ’ ตามปีนักษัตร‘เสริมสร้างมงคลชีวิต’เติมพลังใจ ‘รับปีใหม่ 2558’

ปี พ.ศ.ใหม่ “ปี 2558” ใกล้จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว ซึ่งเมื่อผ่านปีเก่าเข้าสู่ปีใหม่ หลายคนก็คงคาดหวังว่า… “ปีหน้าฟ้าใหม่ชีวิตจะดีขึ้นกว่าที่ผ่าน ๆ มา” ทั้งนี้ กับการคาดหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นนั้น หลายคนก็สนใจในเรื่องการเสริมดวงชะตาด้วย ซึ่งสำหรับหน้า “วิถีชีวิต” ในวันอาทิตย์นี้ทางทีมงานก็มีข้อมูลคำทำนายทายทักดวงชะตาในปีหน้าของผู้ที่เกิดปีนักษัตรต่าง ๆ โดยสังเขป พร้อม “เคล็ด (ไม่) ลับ…การเสริมชะตา-สร้างมงคลชีวิต” โดย อ.คฑา ชินบัญชร มานำเสนอ ดังต่อไปนี้…

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีชวด’

ผู้ที่เกิดปีชวด-ปีหนู ปี 2558 เป็นปีชงเล็กน้อย เพื่อความสบายใจควรไปฝากชะตากับองค์ไท้ส่วยเอี๊ย ที่วัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดจีน หรือศาลเจ้า ที่มีองค์ไท้ส่วยเอี๊ยประดิษฐานอยู่ ขอให้ช่วยให้การงานผ่านฉลุยราบรื่น ด้านการเงินต้องจับตาดูเดือนกุมภาพันธ์และสิงหาคมจะมีดอกผลงอกเงยในสิ่งที่ได้ลงทุนไป ส่วนสุขภาพในปี 2558 ให้ระวังส่วนกระดูกและข้อ ควรบริโภควิตามินเสริม เช่น แคลเซียม วิตามินดี รวมถึงควรออกกำลังกายเป็นประจำ ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีชวดควรไปทำบุญเสริมดวงที่วัดกัลยาณมิตร กราบไหว้หลวงพ่อซำปอกง พระโตริมน้ำตามตำนานกรุงศรีอยุธยา เพื่อความเป็นสิริมงคล โชคดีมีชัย ปลอดภัยตลอดปี อธิษฐานจิตให้รุ่งเรือง รวย ก้าวหน้า ธุรกิจการงานเติบโต และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง ควรจัดตั้งง่วนป้อทองหันหน้าไปทางทิศเหนือ ช่วยเสริมโชคลาภ เงินทอง ร่ำรวยมั่งคั่ง

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีฉลู’

ผู้ที่เกิดปีฉลู-ปีวัว ปี 2558 เป็นปีปะทะชนโดยตรง เพราะปีฉลูเป็นคู่อริกับปีมะแม เพื่อความสบายใจควรไปฝากชะตากับองค์ไท้ส่วยเอี๊ย วัดเล่งเน่ยยี่ หรือวัดมังกรกมลาวาส บนถนนเจริญกรุง ซึ่งด้านการงานปีนี้เริ่มต้นด้วยดวงงานมาแรง จะได้เริ่มต้นอะไรใหม่ ๆ มีเรื่องน่าตื่นเต้น ช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน ถ้ามีความคิดดี ๆ ให้รีบทำรีบเสนอจะได้รับการตอบรับที่ดี การเงินช่วงต้นปีต้องวางแผนใช้จ่ายให้รอบคอบ ปลายปีจะโชคดีเรื่องอสังหาริมทรัพย์ จะโชคดีเป็นพิเศษ มีโชคลาภ มีแววได้รับมรดก ได้ลาภจากการเสน่หา ผู้ใหญ่เอ็นดู ด้านความรักวูบวาบตามอารมณ์ คนโสดได้เพื่อนแนะนำคนนั้นคนนี้ให้รู้จัก แต่คนมีคู่ต้องระวังความเจ้าชู้จะก่อเหตุ และสุขภาพปีนี้จะไม่ค่อยดี ต้องดูแลตัวเองให้มากกว่าเดิม ยิ่งใครที่ต้องเดินทางบ่อยให้ระวังอุบัติเหตุเพิ่มด้วย ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีฉลูเป็นปีที่ปะทะชนกับปีมะแม หมายความว่าล่วงเกินเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ย ก็ควรไปฝากชะตาที่วัดเล่งเน่ยยี่ ควรกราบไหว้พระประธานของวัดเพื่อความเป็นสิริมงคล และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง ควรจัดตั้งปี่เซียะ 1 คู่ หันไปทางทิศเหนือซึ่งมีดาวบินหนึ่งขาวสถิตอยู่ เพื่อช่วยต้านคราวเคราะห์

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีขาล’

ผู้ที่เกิดปีขาล-ปีเสือ ปี 2558 ไม่ปะทะชนและก็ไม่สมพงศ์กับคนปีขาล การงานมีแนวโน้มดีขึ้นเรื่อย ๆ มีความคิดสร้างสรรค์ มีลางสังหรณ์ที่เชื่อถือได้ การเงินเข้าต้นปีมาก็โชคดีเลย การเงินวิ่งฉิวหมุนเวียนคล่อง หยิบจับอะไรราบรื่น มีโชคลาภ ช่วงนี้มักได้เงินมาง่าย ถูกกับผู้ใหญ่ ใครเห็นก็รักเอ็นดู ได้ลาภจากการเสน่หา ความรักเริ่มต้นปีที่ยังโสดจะมีเรื่องให้ลุ้นตลอด ติดตรงที่เป็นคนช่างเลือก ทำให้มีคู่ช้าหน่อย ส่วนคนมีคู่แล้วช่วงนี้มีเหตุให้เป๋ไปเป๋มาอยู่เรื่อย กำลังเบื่อรักเก่า สุขภาพก็จะปวดเมื่อยบ่อย นวดเท่าไหร่ก็ไม่หาย ลองเปลี่ยนหมอนหรือใช้เตียงสุขภาพอาจช่วยได้ ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีขาลควรไปสักการะเจ้าพ่อเสือ เจ้าพ่อกวนอู เจ้าแม่ทับทิม เพื่อเสริมอำนาจบารมี ควรไปไหว้พระที่วัดเทพพุทธาราม (เซียนฮุดยี่) ชลบุรี ที่ชาวจีนเคารพบูชาเป็นอย่างมาก และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง คนปีขาลไม่ปะทะชนแต่ก็ไม่สมพงศ์กับปีมะแม ทำให้ดาวมงคลส่องชีวิตขาดโชคลาภ ควรจัดตั้งกิเลนหันไปทิศใต้ซึ่งเป็นทิศมงคลของปี

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีเถาะ’

ผู้ที่เกิดปีเถาะ-ปีกระต่าย ปี 2558 เป็นปีมะแมที่สมพงศ์กับคนปีเถาะและคนปีกุน เรียกว่าสามสมพงศ์ พื้นชะตาจะดีกว่าปีที่ผ่านมา จะอิ่มเอมสุขใจเป็นที่สุด ไม่ว่าเรื่องการงาน การเงิน ความรัก ลงตัวไปเสียทุกเรื่อง การงานปีนี้เริ่มมีสิ่งดี ๆ วิ่งเข้ามาหา ช่วงต้นปีเปิดใจให้กว้างจะมีประสบการณ์ใหม่ ๆ มีคนหยิบยื่นโอกาสให้ได้หยิบจับงานใหม่ การเงินเดือนมีนาคม พฤษภาคม และสิงหาคม จะเป็นช่วงเวลาตักตวง หากคิดช่วยเหลือใครก็นับเป็นการดี ไม่เป็นหนี้สูญ ถึงเวลาอับจนจะมีคนมาช่วยเหลือเราเช่นกัน ช่วงกลางปีมีโชคลาภฟลุก ๆ อยากเสี่ยงอยากลุ้นจะประสบผลสำเร็จ ความรักหวานชื่น ส่วนคนโสดจะได้ลุ้น แต่สุขภาพจะมีอาการขี้หลงขี้ลืม ปวดหัวข้างเดียว มีอาการเหน็บชา ให้พยายามยืดเส้นยืดสาย ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีเถาะควรไปไหว้พระที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เพื่อนมัสการพระพุทธไสยาสน์อันศักดิ์สิทธิ์ ไหว้พระนอนวัดโพธิ์ ให้ชีวิตร่มเย็นเป็นสุข อยู่ดีกินดีตลอดปี และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง ปี 2558 มีดาวมงคลส่องชีวิตถึงสามดวง หนึ่งในสามคือดาวฟ้ามงคล เพื่อเป็นการเสริมดวงชะตา ควรตั้งกิเลนหันหน้าทิศใต้ซึ่งเป็นทิศมงคล

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีมะโรง’

ผู้ที่เกิดปีมะโรง-ปีงูใหญ่ ปี 2558 ผู้ที่เกิดปีมะโรงเป็นปีร่วมชง เป็นปีให้โทษต่อคนปีมะโรงด้วย เพื่อความสบายใจควรไปฝากชะตากับองค์ไท้ส่วยเอี๊ย วัดเล่งเน่ยยี่ ชะตาโดยรวมมีอุปสรรค การงานช่วงนี้ให้ตามน้ำไปก่อน เหมือนโบราณท่านว่าน้ำเชี่ยวอย่าเอาเรือไปขวาง ต้องไม่ใจร้อน สิ่งที่ยังไม่ใช่ของเราก็ไม่ต้องขวนขวาย จะทำให้หดหู่ การเงินต้นปีฝืดเคือง หมุนเงินไม่ทัน ระวังของมีค่าหาย แต่ปลายปีจะมีลุ้น เริ่มมีโชคลาภเงินทองหมุนคล่องขึ้น ความรักถ้าแอบรักแอบชอบใครอยู่เตรียมใจอกหักรักคุดได้เลย เพราะคนที่แอบชอบดันมีเจ้าของแล้ว คนมีคู่อาจผิดใจกันบ่อย พยายามเคลียร์กัน ดีกว่าปล่อยให้คาใจ สุขภาพหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ต้องควบคุมอาหารการกิน หันมาออกกำลัง เช่น วิ่งจ๊อกกิ้ง หรือว่ายน้ำบ้าง ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีมะโรงดวงมีอุปสรรค ควรไปสักการะพระประธานในพระอุโบสถ และสมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท (บุญมา) เพราะมีความเชื่อว่าจะมีชัยชนะต่ออุปสรรคทั้งปวง หรือไปไหว้พระวัดชนะสงคราม ให้อุปสรรคร้ายพ่ายแพ้ และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง ปี 2558 ควรจัดตั้งเทพ ฮก ลก ซิ่ว ได้แก่ เทพเจ้าฮก หรือเทพเจ้าวาสนา เทพเจ้าลก หรือเทพเจ้ายศศักดิ์ เทพเจ้าซิ่ว หรือเทพเจ้าอายุวัฒนะ โดยจัดตั้งให้หันไปทางทิศใต้ซึ่งเป็นตำแหน่งทิศที่ดาวบินหกขาวสถิตอยู่ และเป็นหนึ่งในทิศมงคลประจำปี 2558

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีมะเส็ง’

ผู้ที่เกิดปีมะเส็ง-ปีงูเล็ก ปี 2558 ไม่ปะทะชนและก็ไม่สมพงศ์กับคนปีมะเส็ง การงานชีพจรลงเท้า มีเหตุให้เดินทางบ่อย การทำงานเหนื่อยพอควร ต้องปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลง การเงินหมดกับเรื่องเที่ยว เรื่องรถ ยังดีที่มีรายได้เสริมให้ถูไถเอาตัวรอดได้ จะมีผลตอบแทนที่น่าพอใจ เหมาะเล่นหุ้น ความรักเกิดการรักพี่เสียดายน้อง ตัดสินใจไม่ถูก คนโสดพอไม่มีใครมาจีบก็เงียบ พอถึงคราวมีก็เยอะจนงง ส่วนคนมีคู่เดี๋ยวรักเดี๋ยวเลิกเป็นประจำ ด้านสุขภาพต้องใส่ใจดูแล อย่าตรากตรำงานหนักเกินไป ระวังอุบัติภัยทางน้ำ หลีกเลี่ยงการดำน้ำหรือเล่นเจ็ตสกี ผู้สูงอายุระวังโรคความดันโลหิตและไขมันในเลือดสูง ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีมะเส็งควรไปที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม กราบไหว้พระแก้วมรกต เพื่อช่วยให้แก้วแหวนเงินทองไหลมาเทมาตลอดปี และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง ปี 2558 ไม่ปะทะชนแต่ก็ไม่สมพงศ์ ควรจัดตั้งปลาหลีฮื้อหันไปทางทิศเหนือซึ่งเป็นทิศมงคล เพื่อจะทำให้มีโชคลาภ กิจการ การงาน และการเงิน เพิ่มพูนขึ้น

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีมะเมีย’

ผู้ที่เกิดปีมะเมีย-ปีม้า ปี 2558 เป็นปีคู่มิตร การงานช่วงต้นปีคนที่กำลังฝันไกลมีแนวโน้มเป็นจริงสูง มีดวงเดินทางไกลและได้รับข่าวดีในสิ่งที่คาดหวังรอคอย ความคิดเด่น ๆ พรั่งพรู ได้รับการยอมรับ เข้าหาผู้ใหญ่จะได้รับการสนับสนุน ด้านการเงินหมดกับการทำฝันให้เป็นจริง อยากได้อะไรมักจะต้องจ่ายเพื่อให้ได้มา ช่วงปลายรายจ่ายเยอะ ยิ่งมีความสุขยิ่งจ่ายไม่ยั้ง หมดไปกับเรื่องรถ ที่อยู่ ความรักก็เสน่ห์แรง มีรักเข้ามาหลากหลายรูปแบบ ออกแนวเจ้าชู้ เห็นใครก็ชอบก็รักไปหมด ต้องสับรางให้ดี คนโสดไม่มีปัญหา ได้เจอคนถูกใจ มีการเริ่มต้นความสัมพันธ์ที่ดี แต่ถ้ามีแฟนแล้วอาจพลั้งเผลอจนทำให้เกิดปัญหา อาจจะมีปัญหาเกี่ยวกับมือที่สาม ส่วนสุขภาพควรให้ความสำคัญกับเรื่องกระเพาะ ลำไส้ เนื่องจากมารที่เยือกเย็นเล็งชีวิต ควรทำกิจกรรมนอกบ้านให้ร่างกายได้รับแสงแดดบ้าง ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีมะเมียควรเดินทางไปวัดสุทัศนเทพวราราม เพื่อสักการะองค์พระประธาน พระศรีศากยมุณีที่เก่าแก่ เพื่อความเป็นสิริมงคล และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง เพื่อเป็นการรองรับโชควาสนา ควรจัดตั้งกวางหันไปทางทิศใต้ ซึ่งดาวบินหนึ่งขาวสถิตอยู่

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีมะแม’

ผู้ที่เกิดปีมะแม-ปีแพะ ปี 2558 เป็นปีนักษัตรของคนปีมะแม ก็ถือว่าล่วงเกินเทพเจ้าไท้ส่วยเอี๊ยเช่นกัน เพื่อความสบายใจควรฝากชะตากับองค์ไท้ส่วยเอี๊ย วัดเล่งเน่ยยี่ การงานจะเจอเหตุไม่คาดฝันเสมอ ที่คิดว่าดีกลับเป็นร้าย ต้องใจเย็น และเตรียมแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ดี ต้องทำผลงานให้เสมอต้นเสมอปลาย หากคิดเปลี่ยนงานช่วงนี้เป็นเวลาที่เหมาะสุด การเงินตั้งแต่ต้นปีเดี๋ยวมีเดี๋ยวยาก ก็พอเอาตัวรอดได้ แต่ต้องขยัน อย่าหวังน้ำบ่อหน้า หากทำสัญญาระวังถูกโกงถูกหลอก ความรักพ่อแง่แม่งอนต่างคนต่างน้อยใจกัน ให้หาเวลาหาสถานที่เหมาะ ๆ คุยกันให้เข้าใจ คนโสดระวังเจอคนเจ้าชู้ ด้านสุขภาพจุดอ่อนอยู่ที่ช่องท้อง ระวังเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร ลำไส้ มดลูก ตับ ควรหาอาหารเสริมซ่อมแซมและออกกำลังกายให้สุขภาพแข็งแรง ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีมะแมควรเดินทางไปวัดอรุณราชวราราม สักการะพระปรางค์วัดอรุณฯ เพื่อความเป็นสิริมงคล และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง ปี 2558 ชะตาผันผวนกว่าปกติ ควรจัดตั้งหมูหันไปทางทิศเหนือ ซึ่งเป็นตำแหน่งมงคล หมูเป็นสัตว์สี่เท้าที่กินจุ ส่วนท้องอุ้ยอ้าย การจัดตั้งหมูจะเพิ่มพูนทรัพย์สินเงินทองแก่ท่าน

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีวอก’

ผู้ที่เกิดปีวอก-ปีลิง ปี 2558เป็นปีแห่งความก้าวหน้า โชคเริ่มเข้าข้าง ดวงดีตั้งแต่เรื่องงานไปจนถึงเรื่องเงินทอง การงานเริ่มต้นปีหากกำลังเบื่อจะได้เปลี่ยนงานใหม่ ได้ตำแหน่งหน้าที่ดีกว่าเดิม ได้รับการยอมรับมากขึ้น ช่วงนี้ทำการใดจะสำเร็จง่าย ๆ มีผู้ใหญ่คอยสนับสนุน งานด้านการเดินทางท่องเที่ยว ทำทัวร์ หรือธุรกิจบันเทิง ไปได้สวย จะมีช่องทางหาเงิน มีรายได้เสริม มีโชคลาภ โดยเฉพาะการจับเสือมือเปล่า การเป็นนายหน้า โดยเฉพาะเรื่องเงินทอง อสังหาริมทรัพย์ จะเฟื่องฟูเป็นพิเศษ มีดวงได้รับมรดกตกทอด ความรักคนโสดมีดวงได้ลงจากคาน จะได้เจออัศวินขี่ม้าขาวมาเปลี่ยนชีวิตให้สดใส ส่วนคู่ที่ดูใจกันอยู่จะได้ตกร่องปล่องชิ้นกัน กลางปีความรักแข็งแรงมั่นคง อบอุ่นลึกซึ้งแนบแน่น ปลายปีคนโสดจะเสน่ห์แรง สุขภาพระวังอาการร้อนใน แผลที่ช่องปาก และอุบัติเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ จากการเดินทาง ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีวอกควรเดินทางไปวัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เพื่อสักการะพระพุทธรูปสำคัญที่มีอยู่ 2 องค์ คือ พระไพรีพินาศ กับพระพุทธชินสีห์ เพื่อขอพรให้ศัตรูกลับใจมาดีต่อเรา และอย่าลืมกราบไหว้พระประธานในพระอุโบสถ คือพระโต ขอให้ชีวิตประสบแต่ความสุขยิ่ง ๆ ขึ้น และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง ปี 2558 ดาวมงคลส่องชีวิตถึงสามดวง ถ้าคิดหวังความก้าวหน้าควรตั้งมังกรหันหน้าไปทางทิศเหนือซึ่งมีดาวบินหกขาวสถิตอยู่ และเป็นหนึ่งในทิศมงคล

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีระกา’

ผู้ที่เกิดปีระกา-ปีไก่ ปี 2558 เกณฑ์ชะตาค่อย ๆ ดีขึ้น การงานต้นปีสมองปลอดโปร่ง จะทำอะไรดูเหมือนโชคจะเข้าข้าง ทำให้สำเร็จได้อย่างง่ายดาย ช่วงนี้มีที่พึ่งพิง มีคนสนับสนุนดี ทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย ส่งผลให้งานผ่านฉลุย เพศตรงข้ามจะเอ็นดูเป็นพิเศษ การเงินเฟื่องฟูสุด ๆ มีรายได้ทั้งงานหลักงานเสริม หาเงินคล่อง มีช่องทางทำกำไรได้ดี มีลาภจากการเสน่หา แต่ปลายปีใครชักชวนลงทุน หรือขอหยิบยืมให้รีบปฏิเสธ ระวังโดนชักดาบ ความรักเป็นช่วงข้าวใหม่ปลามัน มีรสชาติ มีกิจกรรมร่วมกันตลอด คนโสดเสน่ห์แรงจนมีคนมาแจกขนมจีบให้ เป็นช่วงสวยหล่อเลือกได้ เดือนพฤษภาคมคนโสดที่กำลังเหงาใจจะมีคนเสนอตัวขอเป็นแฟน สุขภาพอาจเจ็บป่วยเกี่ยวกับเส้นเลือด หัวใจ และปอด ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีระกาควรเดินทางไปวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร ที่ ต.รั้วใหญ่ จ.สุพรรณบุรี เพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อโตซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหาร และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง คนปีระกาจะผ่านปีมะเมียที่ปะทะชน แต่ปี 2558 ยังปรากฏดาวสูญเสียย่อยเล็งชีวิตทำให้ขาดโชคลาภ ควรตั้งคางคกคาบเหรียญหันหน้าไปทางทิศใต้ ซึ่งเป็นทิศมงคล จะช่วยให้มีโชคมีลาภ

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีจอ’

ผู้ที่เกิดปีจอ-ปีสุนัข ปี 2558 ปะทะชงกับปีมะแม 50 เปอร์เซ็นต์ เพื่อความสบายใจควรฝากชะตากับองค์ไท้ส่วยเอี๊ย วัดเล่งเน่ยยี่ การงานต้องเหนื่อยก่อนถึงได้นอนสบาย มีดวงเดินทางไกล พยายามอย่าไปขัดแย้งกับใคร ใจเย็นแล้วจะสมหวัง ระวังคู่แข่งหรือศัตรูใส่ร้าย อย่าเขวไปกับคำยั่วยุ การเงินต้นปีใช้จ่ายไม่ค่อยพอ ใช้เงินเก่ง ถ้ามีเงินเข้าก็ต้องหาวิธีเก็บ เดือนตุลาคมถึงจะมีจังหวะดีให้ลุ้นเสี่ยงโชค ความรักบทจะมาก็มาแบบร้อนแรงรวดเร็ว มีประสบการณ์แปลกใหม่ แต่ส่วนใหญ่ไม่ยั่งยืน เกิดจากความหลงมากกว่าอย่างอื่น ค่อย ๆ ศึกษากันไปจะดีกว่า ด้านสุขภาพนอกจากต้องดูแลตัวเองแล้วก็ยังต้องห่วงใยสุขภาพญาติผู้ใหญ่ ตัวเองควรหาเวลาออกกำลังกาย และควรพาคนที่ท่านรักไปตรวจสุขภาพเป็นประจำ ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีจอควรไปกราบไหว้ที่วัดเขาตะเครา ต.บางครก อ.บ้านแหลม จ.เพชรบุรี ซึ่งชาวไทยเคารพสักการะและเชื่อถือในความศักดิ์สิทธิ์ โดยเชื่อกันว่าบารมีของท่านรักษาโรคภัยไข้เจ็บ และช่วยให้แคล้วคลาดจากอันตรายทั้งปวง และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง ปี 2558 ผู้ที่เกิดปีจอควรจัดตั้งม้าหันทางทิศเหนือ จะช่วยต้านเภทภัยให้แก่ท่านได้

เคล็ดมงคล ‘ผู้เกิดปีกุน’

ผู้ที่เกิดปีกุน-ปีหมู ปี 2558 ชะตาโดยรวมสมพงศ์กับคนปีกุนและคนปีเถาะ เรียกว่าสามสมพงศ์ ดาวมงคลที่ส่องชีวิตบ่งบอกว่าจะเจริญก้าวหน้า มีอำนาจเพิ่มขึ้น การงานคิดทำอะไรถ้าพยายามเต็มที่จะพบกับความสำเร็จ ไม่ว่าจะคิดอยากทำอะไรเป็นต้องมีโชคช่วย ช่วงนี้ผู้ใหญ่ช่วยสนับสนุนเต็มที่ การเงินเดือนมกราคม มีนาคม และมิถุนายน จะได้มาเป็นกอบเป็นกำ จะเสี่ยงจะลุ้นอะไรโชคชะตามักเป็นใจ เรื่องหุ้นทำได้ถูกจังหวะจะได้กำไรงาม ๆ ช่วงเดือนพฤศจิกายนถือเป็นช่วงทอง แม้ไม่เป็นโชคฟลุก ๆ ในการเสี่ยง แต่การเงินก็จะไม่ขาดมือ มีโชคเรื่องงานทำให้มีรายได้เพิ่ม ด้านความรักกำลังสุกงอมเต็มที่ คนโสดสะดุดรัก ช่วงนี้เสน่ห์แรงมีเพื่อนใหม่เพิ่มขึ้น ส่วนสุขภาพระมัดระวังช่วงขา ตะโพก ลงไปถึงส้นเท้า ทั้งนี้ การไหว้พระศักดิ์สิทธิ์เสริมพลังชีวิต ปี 2558 คนปีกุนควรเดินทางไปสักการะสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี) ที่เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ แนะนำให้นั่งสวดมนต์หรือสวดคาถาชินบัญชร เพื่อความเป็นสิริมงคล พร้อมทั้งไหว้สักการะพระประธานยิ้มรับฟ้า พระประธานในพระอุโบสถ ตีระฆังอานิสงส์ส่งให้มีผู้คนชมชอบชื่นชม มีชื่อเสียงโด่งดังตลอดปี และสำหรับ วัตถุมงคลเสริมดวง ควรจัดตั้งเทพเจ้าไฉ่ซิงเอี้ยหันไปทางทิศใต้ซึ่งเป็นตำแหน่งทิศมงคล จะช่วยทำให้กิจการการงานสำเร็จราบรื่น
…ทั้งนี้ นี่ก็เป็นข้อมูลโดย อ.คฑา ชินบัญชร กับ “เคล็ด (ไม่) ลับ…การเสริมชะตา-สร้างมงคลชีวิต” รับปีใหม่ 2558 ของผู้ที่เกิดปีนักษัตรต่าง ๆ 12 นักษัตร พร้อมคำทำนายดวงโดยสังเขป

ท่านที่สนใจเรื่องนี้ก็ลองพิจารณากันดูตามอัธยาศัย.

ทีมวิถีชีวิต : รายงาน

‘ฉากชีวิต’ ศิลปินชื่อสะดุด!! ‘ชม้อย หอยเหล็ก’

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 21 ธันวาคม 2557 เวลา 02:30 น.

‘ฉากชีวิต’ ศิลปินชื่อสะดุด!! ‘ชม้อย หอยเหล็ก’ บทที่ไม่ได้เขียน…แต่ ‘ต้องเล่น’

ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาบริเวณสี่แยกประตูน้ำ ฝั่งท่าเทียบเรือคลองแสนแสบ ในวันหนึ่ง แทบทุกคนต้องสะดุดกับบุคคลที่แต่งกายเป็นหญิงในชุดไทย แต่เขียนหน้าเขียนตาแปลกประหลาด ใกล้ ๆ กับบุคคลปริศนารายนี้มีรถเข็นคันน้อย ที่บนรถมีลำโพงตัวจิ๋ว กับเครื่องดนตรีอย่างฆ้อง ตั้งเคียงคู่ไว้ เสียงเพลงที่เปล่งผ่านลำโพงทำนองอีสาน บวกกับท่าเต้นที่อ่อนช้อย ใครไม่ยิ้ม ใครไม่หยุดมอง ก็แปลก และด้วยเอกลักษณ์ในทางพิลึกพิลั่นนี้ ก็ดึงดูดใจทำให้ผู้คนบริเวณนี้ ทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ต้องยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมาถ่ายภาพบุคคลผู้นี้ หลายคนก็เข้าไปขอถ่ายรูปด้วย ซึ่งทีม “วิถีชีวิต” เองในวันที่ผ่านไปพบเจอในวันนั้น ก็หยิบกล้องขึ้นมาบันทึกภาพไว้ และอดไม่ได้ที่จะเข้าไปพูดคุยกับบุคคลผู้นี้ ในฐานะ “ศิลปินข้างถนน” ในชื่อ…

“ชม้อย หอยเหล็ก”

รัตนะ สุทธิประภา คือชื่อจริง นามสกุลจริง ๆ ของศิลปินริมถนนวัย 31 ปีผู้นี้ ซึ่งก็ลองพิจารณากันดูว่าเป็นชื่อผู้หญิงหรือผู้ชาย?? ส่วนชื่อ “ชม้อย หอยเหล็ก” นั้น เป็นชื่อที่ใช้สำหรับทำการแสดง ใช้ในวงการศิลปินริมถนนเท่านั้น ศิลปินคนนี้บอกว่า… พื้นเพเป็นชาว ต.เวียงคุก อ.เมือง จ.หนองคาย ซึ่งด้วยความที่ฐานะทางบ้านยากจน ทำให้ต้องทำงานหาเงินเพื่อส่งเสียตัวเองมาโดยตลอด โดยหลังเรียนจบชั้น ม.ปลาย ก็มาเรียนต่อที่กรุงเทพฯ สาขารัฐประศาสนศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม และด้วยความที่ต้องทำงานด้วย เรียนไปด้วย ทำให้ต้องใช้เวลาถึง 8 ปีกว่าจะจบ และกับชีวิตเด็กบ้านนอกที่เข้ามาแสวงหาโอกาสในเมืองใหญ่เช่นนี้ ก็ย่อมไม่ง่าย โดยเจ้าตัวบอกว่า… “คาถานะอดทน” คือคาถาเดียวที่ใช้มาโดยตลอด

“ก็มันไม่มีจะกิน แต่อยากเรียน มันก็ต้องดิ้นรน เพื่อจะไปถึงฝั่งให้ได้ ก็คิดว่า… ก็เอาเรื่องการแสดงที่เราชอบนี่ล่ะมาใช้ แม้เราจะแสดงเพื่อแลกกับเงิน แต่เราย้ำกับคนที่เข้ามาพูดคุยเสมอว่า… เราไม่ใช่ขอทานนะ เพราะเราเอารอยยิ้ม เปิดทำการแสดง เพื่อแลกกับเงินที่ผู้คนหยิบยื่นให้เราด้วยความประทับใจ บางทีแสดง ๆ อยู่ก็มีเจ้าหน้าที่มาไล่ หรือต้องเจอกับอุปสรรคธรรมชาติ ฝนตก แดดออก อากาศร้อน แต่ก็ต้องทำ อีกทั้งการแสดงแต่ละครั้ง คนก็ไม่ได้ชอบทั้งหมด บางทีเด็กเดินผ่านเห็นเรา ก็กลัวหรือร้องไห้ หรือบางคนก็มองเหมือนเราเป็นตัวประหลาด ได้แต่คิดว่า… เดอะโชว์มัสต์โกออน เมื่อยืนตรงนี้ ฉันก็ต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุด แต่ก็ยอมรับว่า… บางทีก็มีท้อ แต่ก็ย้ำกับตัวเองว่า… เราทำได้ ต้องทำให้ได้ ย้ำซ้ำ ๆ กับตัวเองเป็นร้อยเป็นพันครั้งว่า… ฉันคือ ชม้อย หอยเหล็ก แบบฉันนี้…มีคนเดียวในโลกนะ คือเราต้องสร้างกำลังใจให้ตัวเอง ดีกว่ารอกำลังใจจากคนอื่น กำลังใจนี้จะรอให้คนอื่นมาสร้างให้ไม่ได้ หายใจ เราก็ยังต้องหายใจเองเลย” …เป็นชีวิตที่ไม่ง่าย แต่ประโยคนี้ นี่ก็ย้ำให้เห็นถึง “พลังใจ” ของบุคคลผู้นี้ได้ชัดเจนขึ้น

ชม้อย หอยเหล็ก เล่าว่า… งานการแสดง การเปิดการแสดงแบบนี้ จะเดินทางไปเปิดหมวกทั่วไป ไม่จำกัดเฉพาะอยู่แค่ที่กรุงเทพฯ หรือแม้แต่ต่างประเทศก็ยังเคยไปจัดการแสดงมาแล้ว เช่นที่ฮ่องกง ลาว เมียนมาร์ มาเลเซีย กัมพูชา โดยแต่ละครั้งก็ต้องหาข้อมูลของสถานที่นั้นก่อน ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเลือกช่วงที่มีงานบุญ งานประเพณี หรือเทศกาลสำคัญ ๆ ที่คิดว่าจะมีผู้คนจำนวน มากไปร่วมงานนั้น เพราะศิลปินแบบที่เป็นอยู่ ที่ไม่มีสังกัด ไร้คนเข้ามาสนับสนุน ทุกย่างก้าว ทุกวินาที ก็ล้วนต้องควักเงินตัวเองมาลงทุนทั้งสิ้น โดยเกี่ยวกับการเปิดการแสดงนั้น เจ้าตัวแจงว่า… เหมาหน้าที่ทำเองทั้งหมด เช่นช่างเครื่อง ช่างแต่งหน้า ช่างเสื้อผ้า รวมถึงก็ต้องกำกับการแสดงตัวเองด้วย ส่วนรูปแบบการแสดงของศิลปินสู้ชีวิตคนนี้… จะเน้นการแสดงที่สื่อถึงความเป็นอีสาน แต่สร้างจุดขายด้วยการเขียนหน้าทาปากให้ดูแปลกประหลาด เพื่อดึงความสนใจผู้คน โดยเอกลักษณ์โดดเด่นนั้น นอกจากการเขียนหน้าทาตาที่ดูแปลกแล้ว กับการแสดงที่เน้นสื่อถึง “กลิ่นอายความเป็นอีสาน” ก็เป็นจุดขายสำคัญด้วย…

“ทำไมต้องเป็นอีสาน ก็คงตอบว่า… มันก็เป็นสิ่งที่ฝังอยู่ ในสายเลือด เพราะโตมาพร้อม ๆ กับเพลงหมอลำมาตั้งแต่เด็ก อีกอย่างนอกจากจะทำให้ผู้คนที่ได้เห็นได้ฟังรู้สึกสนุกสนาน เพลงอีสาน ดนตรีพื้นบ้าน ก็ยังย้ำเตือนใจว่า… เราเป็นใครมาจากไหน…”

ส่วน “วิธีมองหาทำเล” ที่จะเปิดวิกทำการแสดงนั้น ชม้อย หอยเหล็ก แจกแจงให้ทีม “วิถีชีวิต” ฟังว่า… ตลาดหลักยังคงเป็นพื้นที่ในกรุงเทพฯ แต่จะประสบความสำเร็จได้ ศิลปินแบบนี้ก็ต้องรู้จักเลือกสถานที่ที่จะทำการแสดงด้วย เพราะถ้าเลือกถูกจุด โอกาสจะมีรายได้มากขึ้นก็มีสูง แต่ถ้าพลาดเป้าไป โอกาสที่จะไม่ได้เงินก็ยิ่งมีมาก ซึ่งก็เป็นความเสี่ยงที่เกิดบ่อย ๆ

กับ “ชีวิตศิลปินข้างถนน” แบบนี้

อีกมุมของศิลปินสู้ชีวิตคนนี้ ที่น่าสนใจไม่น้อย คือ บทบาท การเป็น “ครู-วิทยากร” ให้กับเด็ก ๆ และหน่วยงานต่าง ๆ โดยเนื้อหาจะเป็นการเล่าถึง “ประสบการณ์ชีวิต” และก็ยังรับงานสอนหนังสือ อีกด้วย โดยความฝันอีกหนึ่งสิ่งก็คือ การได้เป็น “เรือจ้างของชาติ” อยากให้กำลังใจเด็ก โดยเฉพาะเวลาที่เด็กมีความทุกข์ นอก จากนั้น ก็ยังฝัน ๆ ไว้ว่า… อยากจะ “เขียนหนังสือ” สักเล่ม เพื่อบอกเล่าถึงความเป็นมาของ “ชีวิต… ชม้อย หอยเหล็ก” เพื่อทำให้คนอ่านที่ท้อ แท้รู้สึกมีแรงที่จะสู้ชีวิตต่อไป

เมื่อเอ่ยถึงบทบาทและหน้าที่ระหว่างการเป็นวิทยากรสอนคน กับการเป็นศิลปินข้างถนน ชม้อย หอยเหล็ก บอกว่า… แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะศิลปินเปิดหมวกแบบ นี้ คนมักไม่ค่อยให้เกียรติเท่าไหร่ แต่เมื่อสลัดผ้าพลิก บทบาทเป็นภาพครู-วิทยากร คน ก็จะให้การต้อนรับดีมาก กว่า “แต่ไม่ว่าจะอยู่ในสถาน ภาพไหน เมื่อขึ้นเวทีแล้ว อย่างไรก็ต้องโชว์มัสต์โกออน…ทำให้ดีที่สุด”

อย่างไรก็ตาม เจ้าตัวบอกว่า… ปัจจุบันนี้ได้เดินทางกลับไปอาศัยอยู่ที่ต่างจังหวัดแล้ว ด้วยความที่อิ่มและรู้สึกเบื่อวิถี ชีวิตแบบคนกรุงเทพฯ ทำให้ตัดสินใจกลับไปใช้ชีวิตที่ต่างจังหวัด แต่ ก็ยังคงไป ๆ มา ๆ เพื่อมาเปิดทำการแสดงที่กรุงเทพฯ เป็นระยะ ๆ ตามงานเทศกาลต่าง ๆ ที่คิดว่า…จะมีคนมามาก ที่จะช่วยทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้น ในฐานะคนที่เติบโตโดยใช้ชีวิตมากับ 2 วิถี คือวิถีคนเมือง กับวิถีแบบคนต่างจังหวัด เจ้าของวิถีชีวิตรายนี้แจกแจงความเหมือนที่แตกต่างให้ฟังว่า… คนกรุงเทพฯ จะค่อนข้างแข็ง ๆ ไม่ค่อยอ่อนโยนนัก เหมือนถูกปลูกฝังให้ระมัดระวังตัวไปเสียทุกอย่าง ดังนั้น ทุกครั้งที่มาเปิดหมวกทำการแสดง จึงเน้นไปที่การทำให้ผู้คนคลายเครียด ทำให้ผู้คนได้มีรอยยิ้มบ้าง ส่วนกับผู้คนในต่างจังหวัดนั้น จะค่อนข้างเป็นมิตรและอ่อนโยนกว่า แม้จะไม่มีความรู้เกี่ยวกับการแสดงแบบนี้มากนัก แต่ก็จะยิ้มรับและพูดให้กำลังใจเสมอ …นี่ก็นับเป็นมุมมองน่าคิดจากประสบการณ์ของศิลปินรายนี้ จากการได้สัมผัส “วิถีผู้คน” ที่หลากหลาย

วันนั้น ก่อนจากลากันไปตามเส้นทาง ศิลปินรายนี้ บอกว่า… ชีวิตศิลปินข้างถนนได้สอนให้ต้อง “รู้จักอดทน” ยิ่งกับชีวิตที่โตมาพร้อมกับความยากจนแบบนี้ด้วยแล้ว …ก็คงไม่มีโอกาส ไม่มีทางให้เลือกมากนัก นั่นก็ยิ่งทำให้ต้องสะกดคำว่า… “อดทน” วันละอย่างน้อย 3 หน 3 เวลาหลังอาหาร!!! เพราะรายได้ของศิลปินข้างถนนก็ใช่จะดีหรือมีรายได้ทุกวัน บางวันอาจจะไม่มีคนดู หรือไม่มีคนให้เงินเลยสักบาทก็ได้ ซึ่งก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้อยู่บ่อย ๆ ซึ่งถ้าไม่ใช้คาถา “ทน” …ชีวิตก็คงไม่รอดมาจนปัจจุบันนี้

“แฟนก็เคยถามว่า จะทำไปอีกนานไหม เราก็ตอบไม่ได้ว่าจะเลิกเมื่อไหร่ บางครั้งก็คิดว่าสิ่งที่อยากทำ และสิ่งที่ทำได้ มันช่างต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะที่อยากทำ คือเป็นครู อาจมีเงินเดือนประจำ ไม่ต้องเยอะมาก แต่เลี้ยงดูครอบครัวได้ก็พอแล้ว แต่ในโลกจริง ๆ ก็ทำไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เงินเป็นอีกโจทย์ หากเราหยุดอาชีพตรงนี้ แล้วจะหาเงินจากที่ไหนมาเลี้ยงดูครอบครัว เราไม่เชื่อหรอกที่คนจะบอกว่า… เงินไม่สำคัญกับชีวิต สำหรับเรา ถ้าไม่มีตรงนี้ ชีวิตก็เดินต่อหรือทำอะไรที่อยากทำไม่ได้ คนเราต้องมีที่อยู่อาศัย ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ทั้งหมดนี้คือความจริง คือโลกแห่งความเป็นจริง” …เป็นความรู้สึกที่ไม่อ้อมค้อม ไม่โลกสวย จากศิลปินข้างถนนสู้ชีวิตคนนี้…

“ชม้อย หอยเหล็ก”.

ศิริโรจน์ ศิริแพทย์ / สุรางค์รัตน์ เจนการ : รายงาน

ชีวิตมิใช่…….นวนิยาย ‘รัตนประภา ดิศวัฒน์’

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 14 ธันวาคม 2557 เวลา 00:44 น.

ชีวิตมิใช่…….นวนิยาย ‘รัตนประภา ดิศวัฒน์’ ใครว่าเมียทูตหรูเริด ไฮโซ ไปวัน ๆ

แต่งตัวเริดหรู ใช้ของแบรนด์เนม เดินเฉิดฉายตามงานเลี้ยงใหญ่ ๆ บินจากประเทศนั้น ไปประเทศนี้ ได้พบปะเซเลบ คนชั้นสูง ประมุขประเทศ ผู้นำในวงสังคม มหาเศรษฐีรวยล้นฟ้า….. ช่างเป็นชีวิตในฝัน น่าอิจฉา น่าสัมผัส สำหรับผู้หญิงทั้งโลก แต่ชีวิตจริงย่อมไม่เหมือนนวนิยาย แม้จะได้ชื่อว่าเป็น…เมียทูต

คุณปุ๊ก-รัตนประภา ดิศวัฒน์ บุตร พล.ท.วิรัติ-ปานใจ ดิศวัฒน์ เป็นลูกคนโตในจำนวนพี่น้อง 3 คน ซึ่งเป็นภริยาเอกอัครราชทูต ณ กรุงอัมมาน ราชอาณาจักรจอร์แดน พิริยะ เข็มพล ที่เพิ่งได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลและรอพระ บรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นรองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ยอมรับว่า เป็นเมียทูตส่วนหนึ่งจะว่า ไฮโซก็มองได้ แต่ที่แฝงอยู่คือ ความเหนื่อย ความยากลำบาก งานภริยาทูตเป็นงานสนับสนุนสามี เพราะทูตคือตัวแทนของประเทศ เธอเองเริ่มเรียนรู้ตั้งแต่อายุ 20 เศษ ๆ โดยท่านทูตอยู่ 3 ประเทศ เริ่มจากสหรัฐอเมริกา ที่นิวยอร์ก (4 ปีครึ่ง) ครั้งที่สอง ไปจีน ที่เซี่ยงไฮ้ (4 ปี เป็นทีมแรกที่เปิดสถานกงสุลที่เซี่ยงไฮ้) ครั้งที่สาม กลับไปนิวยอร์กอีกครั้ง เป็นกงสุลใหญ่ และล่าสุด จอร์แดน อยู่มาประมาณ 2 ปีครึ่งแล้ว ระหว่างนั้นก็สลับกลับมาอยู่กระทรวงเป็นระยะ ๆ นานบ้าง ไม่นานบ้าง

มองจากภายนอก คุณปุ๊กเป็นคนรูปร่างสูงโปร่ง แต่งกายมีรสนิยม ภูมิฐาน วันที่พบกัน เธออยู่ในชุดเดรสลูกไม้สีครีมทั้งตัว พูดแบบบ้าน ๆ เปรี้ยวจี๊ด…

“เรื่องแต่งตัวบางทีหน้าร้อนอยู่บ้านอยากใส่แขนกุด กางเกงขาสั้นบ้าง ก็เราไม่ได้ไปไหน แต่ท่านทูตเป็นคนเจ้าระเบียบ พูดเรื่องแต่งตัว ปรี๊ดทุกที เราก็ปรับ ก็ใส่เสื้อยืดแขนสั้นอะไรอย่างงี้ ท่านจะแตกต่างจากปุ๊กเหมือนขาวกับดำ”

แต่งานภริยาทูต ย่อมแตกต่างออกไป…

“อย่างจอร์แดน บางคนอาจมองว่า ลำบาก แต่เมื่อไปอยู่ กลายเป็นว่าคนจอร์แดนน่ารักมาก พื้นฐานเหมือนคนไทย ท่านทูตไปเผยแพร่การท่องเที่ยวเชิงสมาธิ การรักษาสมดุลชีวิต คนจอร์แดนนั่งสมาธิ แม้จะเป็นอิสลาม จัดครั้งหนึ่งมีคนมาร่วม 200-300 คน เราโปรโมตการท่องเที่ยวเค้าจนโด่งดัง ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แม้แถบนั้นมีสงครามบ้างก็ตาม งานวันชาติ ปุ๊กชอบแต่งตัวอยู่แล้ว ก็จัดเต็มชุดไทย ทุกคนมาขอถ่ายรูปด้วย เวลาเราไม่อยู่ก็มีคนถามภรรยา ไม่มาหรือ” …นั่นเป็นสิ่งภาคภูมิใจ

“มีเป็นห่วงบ้าง อย่างตอนท่านเดินทางไปขายข้าวที่อิรัก ไปพบรัฐมนตรีค้าข้าวของเค้า ต้องคุยกันใต้ดิน ท่านไป 2 รอบ สามารถ ขายข้าวได้ ครั้งแรก 3 แสนตัน ปุ๊กขอเล่านิดนึง คือ ตอนนั้นปุ๊ก อยู่เมืองไทย สิ่งที่ผูกพันกัน คือปุ๊กซื้อนาฬิกาโอเมก้าให้ท่าน เป็นรุ่นหายาก ปกติท่านไม่ใส่นาฬิกามีราคา แต่วันนั้นใส่โอเมก้าที่ปุ๊กให้ รัฐมนตรีเค้าต่อว่า คนไทยไม่ซื่อตรง ส่งข้าวไม่ครบ ขายข้าวแพง เอาข้าวราคาถูกมาให้เค้า แล้วพอดีเหลือบมาเห็นนาฬิกาที่ข้อมือท่านทูต บอก ยังไงสิ่งที่ท่านทูตเหมือนผม คือเราใส่นาฬิกาเหมือนกัน การพูดคุยเลยเปลี่ยน ปุ๊ก บอกท่านทูต นาฬิกานำโชค การค้าข้าวกับอิรักได้กลับมาใหม่อีกรอบเพราะนาฬิกา” …ผู้เล่าเล่าอย่างอารมณ์ดี

อย่างที่บอก ชีวิตมิใช่นวนิยาย แม้นวนิยายหลายเรื่องจะ สร้างจากชีวิตจริง สลัดจากเครื่องแบบนักศึกษารัฐศาสตร์การทูต มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ก็ก้าวสู่ชีวิตคู่เกือบจะทันที เมื่อท่านทูต ซึ่งเป็น มช.รุ่นพี่ ตอนนั้นอยู่กรมองค์การระหว่างประเทศ ดูเรื่องตะวันออกกลาง ส่วนเธอเป็นนักศึกษาฝึกงาน นัดเลี้ยงรุ่นพี่รุ่นน้องกันไปมา แล้วเธอก็กลับไปเรียนภาค ฤดูร้อนต่อ รุ่นพี่กำลังจะไปเป็นเลขาฯทูต ที่ต่างประเทศ หารู้ไม่ กามเทพแผลงศร ปักอกหนุ่มรุ่นพี่ให้ จังเบอร์

“พอดีปุ๊กจะไปเรียนต่อที่นิวยอร์ก คุณแม่เลยฝากฝังกับพี่ต้อย จนสนิทสนมกัน พี่ต้อยขอแต่งงาน ปุ๊ก โบ้ยว่าไปขอกับคุณพ่อ คุณแม่สิ คุณแม่ยื่นคำ ขาดว่า ถ้าพี่ต้อยไม่ได้ไปนิวยอร์กก็ไม่ให้แต่ง เผอิญจัง พี่ต้อยได้ไปนิวยอร์ก เลยได้แต่ง เรื่องโรแมนติกตอนนั้นเลยไม่มี เป็นรุ่นพี่รุ่นน้อง เรื่องความเหมาะสมอะไรประมาณนั้นมากกว่า”

ทั้งคู่ไปประจำการที่นิวยอร์ก แต่เป็นเธอที่ต้องปรับตัวครั้งใหญ่ จากนักศึกษามาเป็นเมียนักการทูต และเป็นแม่ของลูกชื่อ น้อง นรรัตน์ เข็มพล หรือน้อง ยูเอ็น ซึ่งป่วยเป็นออทิสติก นั่นทำให้ทั้งคู่มีลูกแค่ คนเดียว เพื่อดูแลน้องยูเอ็นให้ดีที่สุด

“ปุ๊กตั้งใจเรียนรู้งานจากรุ่นพี่เต็มที่ โชคดีได้มีโอกาสรับเสด็จเยอะ ตอนอยู่นิวยอร์ก ได้รับเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ท่านนำผลงานศูนย์ศิลปาชีพไปแสดงที่นิวยอร์ก ทำให้ได้ประสบการณ์มาก ได้เรียนรู้การเข้าหาผู้ใหญ่ ได้ความรู้จาก ท่านผู้หญิงสุประภาดา เกษมสันต์ ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ ทีขะระ ท่านผู้หญิงสุภรเพ็ญ หลวงเทพ เป็นต้น

เป็นเมียนักการทูตยุคใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่องแต่งตัวสวย ๆ งาม ๆ เราต้องฉลาด ต้องปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

แม้งานหลักจะเป็นภริยานักการทูตกว่าค่อนชีวิต แต่เธอกลับ ค้นพบว่า ตัวเองนั้นชอบทำธุรกิจอย่างมาก หลายแขนงที่คุณปุ๊กเคยลงมือทำ เช่น ธุรกิจเมดิคอลทัวริซึ่ม การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ธุรกิจสปา ธุรกิจส่งสินค้าให้โรงแรม เป็นต้น งานบริการถือว่าเธอถนัด เพราะช่วงหนึ่งคุณปุ๊กเคยเป็นโซเชียลไดเร็กเตอร์ ของโรงแรมสุโขทัย โรงแรมชั้นนำของเมืองไทย และเป็นแบรนด์แอมบาสซาเดอร์ ให้กับ ชีวาศรม แม้แต่เป็นพิธีกรรายการบันเทิงช่อง 3 ก็ทำมาแล้วเช่นกัน

“ตอนนี้เป็นหุ้นส่วนโรงแรมทางภาคเหนือ 2 แห่ง ที่ อ.แม่แตง ชื่อ สิบแสนรีสอร์ท แอนด์ สปา และในตัวเมือง ชื่อ สิบแสน ลักชัวรี่ โฮเทล ริมปิง ไปเทคโอเวอร์มา ต้องปรับปรุงเยอะมาก แต่ปุ๊กเชื่อในเรื่องพรหมลิขิต อะไรที่เคยทำมา ก็ช่วยให้เราได้มาอยู่ตรงนี้ที่เราชอบ”

…ชีวิตของเธอจึงมีสองด้านขนานคู่กันไป ด้านหนึ่งเป็น ภริยาทูต อีกด้านทำงานธุรกิจที่ชอบ ชีวิตจึงถูกกำหนดให้ต้อง เดินทางบ่อยมาก

“ไป ๆ มา ๆ ตลอด ท่านทูตเป็นตัวหลัก เราเป็นส่วนสนับสนุน สถานทูตมีงานอะไร ท่านจะโทรฯมาบอก ปุ๊กจะไปทันที งานเป็นไง ต้องเตรียมตัว ต้องเอาอะไรไป ขนมไทย อาหาร เครื่องดื่ม ยังไง อย่างวัดไทยในนิวยอร์ก งานราตรีอ่างแก้ว ปุ๊กเคยเอาผ้าไหมจากศูนย์ศิลปาชีพไปเดินแฟชั่น 30 ชุด ฮือฮามาก คืนนั้นได้เงิน 4 หมื่นดอลลาร์ทำการกุศล เราแบ่งเวลา ถึงเวลาทำต้องทำ ให้ดีสุด ไม่มีครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ดีไม่ทำดีกว่า

เหนื่อยไหม เหนื่อยนะ แต่สนุกกับมัน ทำด้วยใจ ผลก็ออกมาดี งานสำเร็จ ปุ๊กพอใจนะ”

ชีวิตมิใช่นวนิยาย แต่ใครจะเถียง…ผู้หญิงหลายคนไม่อยากมีชีวิตเฉกเช่นเธอ “รัตนประภา ดิศวัฒน์” ผู้หญิงที่ทั้งเปรี้ยว ทั้งเก่ง และเข้มแข็ง เธอโลดแล่นในแต่ละบทบาทได้สมกับภาระหน้าที่

อย่างหมดจด…..งดงาม.

………………………………………………………………………….

ลูกของแม่-แม่ของลูก

“เขาเกิดมาให้เราฝึกความอดทน” …คุณแม่ปุ๊ก พูดถึง “ยูเอ็น” ลูกชายอันเป็นแก้วตาดวงใจคนเดียวของครอบครัว ที่ป่วยเป็นออทิสติกมาตั้งแต่เด็ก ๆ

“ช่วงใหม่ ๆ ก็งง พ่อแม่ปู่ย่าตายายญาติพี่น้องไม่เคยเป็น ออทิสติกคืออะไร ตอนนั้นเราจิตตก ทำไมลูกเป็นอย่างนี้ หาสาเหตุไม่ได้ เป็นดาวน์ซินโดรมก็ยังบอกว่าเป็นจากโครโมโซม แต่ออทิสติกไม่ใช่กรรมพันธุ์ เกิดจากสมองเติบโตช้าหรือบกพร่องไม่มีใครรู้ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เรามีลูกคนเดียว กลัวด้วย เหนื่อยน่ะ ลูกต้องมีคนคอยดูแลตลอดเวลา เหมือนมีลูก 10 คน เราสองคนปรึกษากัน ท่านทูตบอก เขาเกิดมาให้เราฝึกความอดทน

ตอน8ขวบเค้าเป็นมากถึงขั้นทำร้ายตัวเอง เวลาไม่พอใจจะทำร้ายตัวเอง เขกหัวตัวเองตลอดเวลา ได้คุณหมอเพ็ญแข ลิ่มศิลา รักษา ถ้าเป็นมากก็ให้ อยู่ที่วอร์ด มีพยาบาลแนะนำ มาสลายพฤติกรรม ต้องย้ำตลอดเพื่อให้ยูเอ็นจำว่า ทำร้ายตัวเองไม่ได้ เขารู้ เข้าใจ แต่ตอนจะทำร้ายตัวเองห้ามใจไม่ได้ เราต้องศึกษาเยอะเรื่องนี้ เพื่อช่วยดูแลเค้า ก็คิดว่าเลี้ยงลูกมาถูกทางแล้ว เค้าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ดูแลตัวเองได้ ทำอะไรเองได้หมด แต่อารมณ์แปรปรวนบางครั้งก็ยังมีอยู่”

แต่นั่นไม่ได้ทำให้เธอเก็บลูกไว้บ้าน…

“เราไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด อย่างลูกอยู่จอร์แดนครึ่งหนึ่ง อยู่ไทยครึ่งหนึ่ง เพราะที่จอร์แดนยังไม่มีหมอรักษาด้านออทิสติกเฉพาะ ตอนนี้ยูเอ็น 21 ปี เป็นหนุ่มแล้ว อยู่กับพ่อก็ต้องให้เขาอยู่ในระเบียบ แต่อยู่กับแม่ก็ให้เขาผ่อนคลายบ้าง ให้มีเพื่อนวัยเดียวกัน หากิจกรรมให้ทำ เช่นเล่นโบว์ลิ่ง ลูกสนิทกับแม่มากกว่าพ่อ แต่ก็สนิทแบบเกรง ๆ เพราะเวลาดุ แม่ก็ดุ”

เป็นทั้งเมียทูต เป็นทั้งนักธุรกิจ เวิร์กกิ้งวูเมน อะไรประสบความสำเร็จสูงสุด?…

“การเป็นแม่ของลูกค่ะ ลูกมายืนจุดนี้ได้ เป็นความท้าทายอย่างหนึ่ง ออทิสติก มีเรื่องให้ต้องแก้ปัญหาตลอดเวลา จนกระทั่งไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะสิ้นสุด แต่ตอนนี้ บอกได้ว่า ทั้งพ่อและแม่พอใจ จากที่เค้าไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ติดกระดุมไม่ได้ อาบน้ำเองไม่ได้ อดทนและอยู่กับใครไม่ได้ ตอนนี้เขาทำเองได้หมด แค่มี พี่เลี้ยงติดตามคนหนึ่ง ลูกไม่ได้ขาดอะไร ทั้งพ่อและแม่ก็รักเขา สิ่งที่ทำเตรียมไว้ก็เพื่อลูก เพราะลูกต้องมีคนดูแลตลอดเวลา”

หากจะถามว่า งานอะไรประสบความสำเร็จมากที่สุด “ก็ความเป็นแม่นี่แหละค่ะ”

…เธอเปิดยิ้มกว้าง ส่งผลให้ใบหน้าที่สวยงามอยู่แล้ว พลันสดใสแจ่มกระจ่างยิ่งขึ้นไปอีก

ชุติมา บูรณรัชดา – เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง
จักรพงศ์ ก้องกาญจน์ภาศ : ภาพ

‘ทาสแมว’ ปลุกกระแสเหมียว

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 7 ธันวาคม 2557 เวลา 01:53 น.

‘ทาสแมว’ ปลุกกระแสเหมียว ‘นัชญ์ ประสพสิน’ เบื้องหลังเพจ ‘ทูนหัวของบ่าว’

“ตกใจมาก ไม่คิดว่าคนจะตอบรับขนาดนี้” …เสียงจาก นัชญ์ ประสพสิน หญิงสาวผู้อยู่เบื้องหลังเฟซบุ๊กแฟนเพจ “ทูนหัวของบ่าว” ซึ่งได้รับความสนใจในสื่อสังคมออนไลน์ล้นหลาม ทั้งกลุ่มคนรักแมว-เลี้ยงแมว จนถึงคนทั่วไป ทั้งนี้ จำนวนยอดคนกด ไลค์กว่า 1 ล้าน 7 แสนคน ในเฟซบุ๊กและยอดกดติดตามหรือฟอลโล่ว์ทางอินสตาแกรมกว่า 1 แสนคน นี่คงพอการันตีความฮอตของเหล่าเจ้าเหมียวได้อย่างดี ซึ่งวันนี้ทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” มีเรื่องราวของหญิงสาวผู้อยู่เบื้องหลังแฟนเพจนี้มานำเสนอ

“นัชญ์ ประสพสิน”

ท่ามกลางมวลมหาประชาแมวที่แวดล้อมเธอและเราไว้ นัชญ์ได้เล่าให้ทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” ฟังว่า…เดิมมีอาชีพเป็นนักเขียนให้กับนิตยสารท่องเที่ยวฉบับหนึ่ง จากนั้นจึงเข้าสู่เส้นทางนักโฆษณา ซึ่งปัจจุบันเธอได้เปิดบริษัทโฆษณาของตัวเองขึ้นมาทั้งนี้กับจุดเริ่มต้นของเฟซบุ๊กแฟนเพจ “ทูนหัวของบ่าว” ที่แสนจะโด่งดังนี้ เกิดขึ้นมาจากความที่เธอเป็นคนรักแมวชอบแมวชนิดเข้าเส้น ต่อมาเมื่อเกิดสื่อสังคมหรือโซเชียลเน็ตเวิร์กอย่างเฟซบุ๊ก รวมถึงอินสตา แกรม ก็นึกสนุกอยากโพสต์ภาพเหล่าเจ้าเหมียวที่เลี้ยงไว้ลงในเฟซ บุ๊กส่วนตัว จนต่อมาเมื่อมีเพื่อนฝูงกับคนรู้จักที่สนิทกันเข้ามากดไลค์ และแชร์ภาพแมวออกไป ก็ทำให้มีคนเข้ามาติดตามมากขึ้น ที่สุดก็จึงตัดสินใจทำเป็นหน้าแฟนเพจนี้ขึ้นมาเป็นเรื่องเป็นราว

นี่คือจุดเริ่มต้น “ทูนหัวของบ่าว” เพจแมวสุดฮิต และไม่เพียงเพจดังกล่าวจะได้รับความสนใจ มีคนติดตามจำนวนมาก แต่ยังแจ้งเกิดให้กับบรรดาแมวของเธอด้วย คือ “เสือโคร่ง-เสือสมิง- แม่มะลิ” ที่โด่งดังกลายเป็น “ซุป’ตาร์แมว” หลังจากนั้นก็ตามมาด้วย “แมวอโศก” ซึ่งเป็นแมวจรจัดที่เก็บจากสถานีรถไฟฟ้าใต้ดินอโศกนำมาเลี้ยง ก่อนที่จะแตกหน่อแตกกอออกมาเป็นเหมียวน้อยอีกหลายตัว ที่ก็ดังไม่แพ้รุ่นแรก อาทิ ชีตาร์, เสือปลา, เสือดาว, เสือดำ ซึ่งมีทั้งสิ้น 8 ตัว… ส่วนที่มาที่ไปของชื่อแฟนเพจ “ทูนหัวของบ่าว” นั้น นัชญ์บอกว่า… ตั้งชื่อนี้เพราะชื่นชอบวลีจากละครเรื่องหนึ่ง อีกอย่างคำนี้มีคาแรกเตอร์ชัด ๆ ที่สื่อถึงชีวิตคนเลี้ยงแมวได้ชัดเจนดีที่สุด เพราะคนเลี้ยงแมวจะรู้ดีว่า… เมื่อตัดสินใจเลี้ยงแมวแล้ว เจ้าของก็ต้องยอมรับกับสภาพที่ตกเป็น “ทาสของแมว” และสำหรับ “อาการแมวลิซึ่ม” ของเหล่าแฟนคลับ “ซุป’ตาร์แมว” นั้น เธอบอกว่า… มีทุกกลุ่มทุกเพศทุกวัย บางครั้งยุ่ง ๆ จนลืมอัพภาพก็จะมีคนเข้ามาทักท้วง รวมถึงเข้ามาถาม ไถ่ตลอด ซึ่งแม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่คิดว่า… จะมีกระแสและมีคนให้ความสนใจแมวมากถึงเพียงนี้ นั่นก็รวมถึงตัวเธอด้วย…

“ครั้งหนึ่งที่ไม่ได้โพสต์ภาพ พอมีคนมาเจอเราก็เข้ามาถามว่า… แมวไม่สบายเหรอ วันนี้ถึงไม่อัพภาพ ตรงนี้ยอมรับว่า… รู้สึกแปลกใจเพราะไม่เพียงคนจะสนใจแมวเรา แต่ยังรู้จักเราด้วย แรก ๆ ยอมรับว่า… ตกใจ แต่อีกมุมหนึ่งก็ดีใจที่มีคนชอบ ตัวเรามีคนรู้จักมากขึ้นก็เพราะแมว ดังเพราะแมวจะเรียกอย่างนั้นก็ว่าได้”… นัชญ์ กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต หลังเพจแมวดังระเบิดจนเกิดกระแสลามไปทั่ว ทั้งนี้ภารกิจประจำวันกับมวลมหาประชาแมวของ เธอนั้น นัชญ์บรรยายว่า… ทุกวันหลังตื่นนอนก็จะต้องตรวจเช็กสุขภาพแมวทุก ตัว ตั้งแต่ตรวจหู ตรวจตา ตรวจปากและสำรวจ ว่าผิดปกติมั้ย โดยช่วงเช้ามืดคุณแม่เธอจะมีหน้าที่ต้องลุกขึ้นมาป้อนนมให้กับเจ้าเหมียวเหล่านี้

“เจ้าอโศกมีปัญหาที่ตาจะมีน้ำตาออกมาตลอดเวลา เพราะป่วยเป็นเยื่อบุตาอักเสบ ก็ต้องคอยทำความสะอาด ส่วนอาหารนั้น แต่ละตัวก็แตกต่างกัน เช่น เสือโคร่งที่มีรูปร่างอ้วนก็จะให้กินอาหารเม็ดธรรมดา ถ้าเป็นแมวอโศกที่มีอายุมากก็ต้องเพิ่มเรื่องความแข็งแรงของเหงือกและฟัน ส่วนแม่มะลิกับลูก ๆ จะให้กินอาหารสูตรแม่และเด็ก”

ย้อนกลับมาที่ความโด่งดัง เธอบอกว่า… หลังเปิดแฟนเพจได้ 6-7 เดือนก็เริ่มมีคนติดต่อให้นำแมวไปโชว์ตัวตามงานต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโครงการที่เกี่ยวกับการช่วยเหลือแมวอยู่แล้ว เช่น โครงการช่วยเหลือแมวจรจัด ซึ่งถ้าเป็นงานลักษณะนี้เธอจะไม่รับค่าตัว เต็มที่ก็รับเพียงค่าน้ำมันรถนิดหน่อยเท่านั้น ส่วนงานถ่ายแบบก็ไม่ได้มีรายได้มากมายอะไร เพราะส่วนใหญ่คนที่ติดต่อมาก็เป็นเพื่อนฝูงคนรู้จักในวงการที่สนิทกันอยู่แล้ว ที่สำคัญไม่ได้คิดจะทำเป็นอาชีพไม่ได้ตั้งใจเลี้ยงแมวไว้เพื่อหากินอย่างที่เคยมีบางคน “ตั้งข้อหา” นี้กับเธอ ซึ่งเรื่องนี้ครั้งหนึ่งก็เกิดเป็นกระแสใหญ่โตบานปลายและถึงขั้นมีการขู่จะทำร้ายทั้งคนทั้งแมวมาแล้วจนต้องตัดสินใจ “ปิดเพจ-ยุติบทบาท” ลง โดยเธอเล่าถึงเหตุการณ์ช่วงนั้นให้ฟังว่า…

“คือมันมีสาเหตุมาจากเรื่องอาหารแมว คือมีคนมาตำหนิว่าทำไมต้องให้กินอาหารราคาแพงด้วย บ้างก็บอกว่าเราให้นมแมวมากเกินไปหรือเปล่า จะบำรุงแมวไปออกงานหรือทีนี้พอเกิดเป็นประเด็นมาก ๆ เข้า และวิวาทะเริ่มขยายวงกว้างออกไปเรื่อย ๆ เราก็ไม่มีความสุขที่จะทำต่อ ยิ่งมาเจอฤทธิ์เดชนักเลงคีย์บอร์ดหนัก ๆ เข้าก็จึงตัดสินใจจะปิดเพจ เพราะรับไม่ได้กับการถูกตั้งข้อหารุนแรง แถมมีการข่มขู่ให้หวาดกลัว จนต้องจ้างบอดี้การ์ดให้มาดูแลชีวิตพักหนึ่ง ตอนนั้นกลัวมาก ๆ ไม่กล้าไปไหนเลย บางทีจะขับรถกลับบ้านก็ไม่กล้าขับคนเดียว นั่งร้องไห้อยู่ที่ลานจอดรถ ก็ยังเคย ช่วงนั้นจิตใจย่ำแย่มาก ดีที่มีคนที่เข้าใจคอยให้กำลังใจเรา เราจึงคิดได้ว่า… ทำไมต้องแคร์คำพูดคนที่ไม่หวังดี ถ้าเราเชื่อในสิ่งที่ทำก็ต้องทำต่อ อย่าสูญเสียความเป็นตัวเองกับคำพูดของใครก็ไม่รู้ เพราะเรารู้ดีที่ สุดว่า… เจตนาที่ทำเพจนี้ขึ้นมา เราทำเพื่ออะไร” …หญิงสาวผู้อยู่เบื้องหลังแฟนเพจ “ทูนหัวของบ่าว” กล่าว

ถึงแม้ต้องเผชิญมรสุมจาก “วิวาทะ” หนัก แต่นัชญ์ก็ยังเห็นถึงพลังเชิงบวกจากสังคมออนไลน์ โดยกล่าวว่า… ถ้านำมาใช้ในทางดีจะมีพลังมาก ซึ่งเธอก็พยายามใช้พลังตรงนี้ เพื่อช่วยเหลือแมวจรจัด รวมถึงเป็นศูนย์กลางเพื่อติดตามหาแมวที่หาย และเป็น กระดานข่าวประกาศรับบริจาคด้านต่าง ๆ เพื่อช่วยเหลือแมวที่ถูกทอดทิ้ง ซึ่งกรณีดังกล่าวนับวันยิ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

“อย่างที่บอก… คนจะเลี้ยงแมวก็ต้องพร้อมจะรับสภาพที่จะต้องตกเป็นทาสของแมว ถ้ารับตรงนี้ไม่ได้ ก็ควรจะล้มเลิกความตั้งใจนี้เสีย เพราะยิ่งเลี้ยงก็ยิ่งมีแต่ปัญหา แต่ถ้าเข้าใจพร้อมรับสภาพก็เชิญเข้าสู่ชมรมทูนหัวของบ่าว”

เหมือนอย่างเช่นตัวเธอ ที่ตกเป็น…

“ทาสแมว”….“ทูนหัวของบ่าว”.

…………………………………………………..

“ซุป’ตาร์แมว…8 เซียน”

ใครที่เป็นแฟนคลับ “ทูนหัวของบ่าว” ต้องคุ้นกับ “8 ซุป’ตาร์แมว” เป็นอย่างดี ซึ่งนัชญ์เรียกแมวทั้งหมดนี้ว่า… “8 เซียนประจำบ้าน” ซึ่งแต่ละตัวก็มี “คาแรกเตอร์” แตกต่างกันไป

“แมวอโศก” นิสัยหวงเจ้าของ เวลานอนต้องนอนใกล้เธอที่สุด ขึ้นรถก็จะต้องนั่งบนตัก ชอบเที่ยวมาก เมื่อเห็นเธอเดินมาหยิบกุญแจรถก็จะรีบมาพันแข้งพันขาทันที

“แม่มะลิ” แมวไทยลายเสือที่เธอเก็บมาเลี้ยง และยิ่งเลี้ยงก็ยิ่งอ้วน มีนิสัยชอบเที่ยวนอกบ้าน ชอบปีนที่สูง แก่นเซี้ยวเปรี้ยวซ่า ที่สำคัญไม่กลัวใคร

“เสือสมิง” รักสันโดษ ไม่ค่อยชอบสุงสิงใคร และมีนิสัยเป็นคุณหนู ติดเย่อหยิ่งเล็กน้อย

“เสือโคร่ง” ชอบกินและนอน แม้จะดูอวบ ๆ ไปนิด แต่มีเอนเนอจี้เยอะ และมีนิสัยซุกซน ขี้เล่น เหมือนเด็กวัยรุ่น

“เสือดาว” ชอบเล่น เก่ง และซน

“เสือดำ” แมวอินดี้ ตอนเกิดก็ออกมาเป็นตัวสุดท้าย แถมต้องผ่าคลอดออกมา และต้องอยู่ตู้อบมาตั้งแต่เกิดทำให้ไม่ได้กินนมแม่ จึงมีนิสัยไม่ชอบสุงสิงกับตัวใด

“เสือปลา” ผู้ชายตัวเดียวของบ้าน อยู่ตัวเดียวก็อยู่ได้ เป็นแมวมีนิสัยเรียบร้อย

“ชีตาห์” ที่เกิดจากพ่อเสือโคร่งและแม่เสือสมิง เป็นสมาชิกตัวน้อยที่เป็น “เน็ตไอดอล” ของคนรักแมวในขณะนี้

ทั้งหมดนี้ก็คือ “ซุป’ตาร์แมว” ที่โด่งดังที่สุดในเวลานี้.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล /สุรางค์รัตน์ เจนการ : เรื่อง
สันติ มฤธนนท์ : ภาพ

ตามรอยมหาบุรุษของโลก ตามรอยพระผู้มีพระภาค

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 30 พฤศจิกายน 2557 เวลา 00:00 น.

ตามรอยมหาบุรุษของโลก ตามรอยพระผู้มีพระภาค ตามรอยมหากุศลแห่งยุคสมัย

เมื่อพระพุทธศาสนาเริ่มเสื่อมถอยลงในอินเดียนั้น สังเวชนียสถานทั้ง 4 แห่ง คือ สถานที่ประสูติ ณ เมืองลุมพินี (ปัจจุบันอยู่ในเนปาล) สถานที่ตรัสรู้ เมืองพุทธคยา สถานที่แสดงปฐมเทศนา เมืองสารนาถ และ สถานที่เสด็จปรินิพพาน เมืองกุสินารา ของ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ได้ถูกทิ้ง ๆ ขว้าง ๆ จนทรุดโทรมน่าตกใจยิ่ง เซอร์เอ็ดวินด์ อาโนลด์ ผู้เขียน THE LIGHT OF ASIA พุทธประวัติภาษาอังกฤษ ชื่อก้อง ถึงขนาดเขียนว่า “ชาวพุทธทั่วโลกได้ลืมสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเป็นศูนย์กลางยิ่งใหญ่แห่งศรัทธาของตนที่มีความสำคัญเช่นเดียวกับนครเมกกะและเยรูซาเล็มไปแล้ว” ทำให้ชาวพุทธตื่นจากหลับ

จวบจนครบ 2,500 ปี หรือปีพุทธชยันตี เยาหราล เนห์รู นายกรัฐมนตรีอินเดียขณะนั้น ประกาศก้องกลางสภาฯว่า เมื่อ “มหาบุรุษของโลก” พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้ทรงถือกำเนิดขึ้นในดินแดนชมภูทวีปแห่งนี้ ก็ขอให้ทุกคนยกย่องและให้เกียรติแด่มหาบุรุษของโลกพระองค์นี้ รัฐบาลอินเดียได้เริ่มแผนงานที่จะบูรณะและเชิญชวนชาติต่าง ๆ ที่นับถือศาสนาพุทธเข้ามามีส่วนร่วมและสร้างวัด ไทยเป็นชาติแรกที่สร้างวัด ณ พุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ ญี่ปุ่น เมียนมาร์ เกาหลี จีน ศรีลังกา ทิเบต ฯลฯ ทยอยตามมา โดยรัฐบาลอินเดียมีส่วนสำคัญในการบูรณะพุทธคยาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสังเวชนียสถานอื่น ๆ แต่ต้องเข้าใจว่า ศาสนาสำคัญสุดของอินเดียคือ ฮินดู ขณะที่ชาวพุทธนั้นเป็นคนส่วนน้อย การบูรณะจึงเป็นไปอย่างเชื่องช้า

สำหรับไทยนั้น แม้ประชากรกว่า 90% จะนับถือพุทธศาสนาเป็นหลักชัย แต่ด้วยกิตติศัพท์ความยากลำบากในการเดินทาง ห้องน้ำห้องท่าที่ไม่สะอาด สถานที่ปฏิบัติธรรมที่ไม่พร้อม และอื่น ๆ ฯลฯ บั่นทอนคนไทยและชาวพุทธอื่น ๆ ให้ถอดใจไม่น้อย แม้จะมีทัวร์จัดทริปขึ้นมา ก็ยังไม่แพร่หลายนัก การทำให้ชาวพุทธได้รับความสะดวกในการไปปฏิบัติธรรม เพื่อต่อยอดสิ่งดีงามอื่น ๆ จึงเป็นบุญกุศลยิ่งใหญ่ ในที่นี้จะขอกล่าวถึง ลุมพินีสถาน เพียงแห่งเดียว เนื่องจากคนไทยได้เข้าไปบูรณะครั้งใหญ่ ส่วนสังเวชนียสถานอื่น ๆ นั้น ท่านผู้สนใจก็สามารถหาอ่านได้จากหนังสือที่เขียนถึงพุทธสถานเหล่านี้ ที่มีอยู่ไม่น้อยในปัจจุบัน

จุดเริ่มต้น สะพานบุญ

“เรามัวแต่บ้างาน ยิ่งยาก ยิ่งชอบ ใครมา 1 เราจัดให้ 10 กลับบ้านดึก ๆ ได้แต่หอมแก้มพ่อแม่ พอคุณแม่เสีย รู้สึกผิด เสียใจมากมาย ไม่ได้ดูแลท่านเลย เพื่อนพาเข้าวัด สามีหาครูมาสอนวาดรูป เราวาดทั้งวันทั้งคืน 6 เดือน ตอนนั้นปฏิวัติ 19 กันยาฯ พอดี ตกงาน ได้ปฏิบัติธรรม ทำให้จิตนิ่งขึ้น จนได้ไปลุมพินีสถาน ตอนไปฝนตกหนักมาก เป็นหน้าฝน ลงจากรถต้องถอดรองเท้าเดินฝ่าโคลน ลื่นมาก โอ้…ทำไมลำบากยากเย็นอย่างนี้ จะกราบพระพุทธเจ้าซักครั้ง เห็นเด็กหนุ่มให้แม่ขี่หลังเดินมา เพราะแม่ย่ำโคลนไม่ไหว” คุณหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานคณะกรรมการโครงการปรับปรุงสถานที่ประสูติฯ เล่าให้ฟังถึงแรงบันดาลใจครั้งนั้น

“เมื่อเข้าสู่มหาวิหารมายาเทวี ท่านมหาสุพจน์ นำนั่งสมาธิที่เสาหินอโศก มีลานให้นั่งกราบไหว้น้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นดินเฉอะแฉะ ขณะกำลังนั่งสมาธิหลับตา ได้ยินเสียงภิกษุณีสวดมนต์ไพเราะเหลือเกิน พอลืมตา มีเปลวเทียนนับร้อยเล่มสว่างไสวรอบ ๆ เสาหิน จะไปปักธูป ก็ต้องปักกับกระถางที่แตกไปแล้วครึ่งหนึ่ง ทำไมสถานที่ประสูติมีสภาพอย่างนี้” นั่นทำให้เธอเข้าไปกราบท่าน เจ้าคุณเทพโพธิวิเทศ (วีรยุทธ์ วีระยุทธโธ) หัวหน้าพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล เพื่อปรึกษา อยากมีโอกาสบูรณะสถานที่ประสูติถวายเป็นพุทธบูชา คำตอบจากท่านเจ้าคุณคือ มีหลายชาติมาขอ แต่ไม่เคยได้รับอนุญาตเลย

“ตอนนั้นขอให้ท่านเจ้าคุณเทพพาไปตั้งจิตอธิษฐานที่วิหารมายาเทวี หากลูกมีบุญขอได้เป็นสะพานบุญสร้างทางให้คนทั่วโลกได้มากราบพระพุทธเจ้า และจะขอสร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ด้วย ตอนแรกตั้งใจจะทำกลุ่มเล็ก ๆ แต่เมื่อไปกราบ สมเด็จฯ เกี่ยว (สมเด็จพระพุฒาจารย์) วัดสระเกศ ท่านบอก นี่เป็นบุญใหญ่ อย่าทำคนเดียวเลยโยม ขอให้ยอมเหนื่อย ให้คนไทยมีโอกาสร่วมบุญมาก ๆ ก็เป็นที่มาของการระดมทุนผ่านโครงการบูชาแผ่นทองที่ร้าน 7-11 และการสร้างเหรียญ พระพุทธเจ้าน้อย อย่างที่ทราบ ต้องกราบขอบพระคุณท่าน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล (ประธานที่ปรึกษาฝ่ายฆราวาส) คุณสมัย ลี้สกุล (ประธานฝ่ายควบคุมการก่อสร้าง) และอีกหลายท่าน รวมทั้งคนไทยและเอกชนต่าง ๆ ที่ได้ร่วมทำบุญกว่า 30 ล้าน” คุณหญิงกล่าวและว่า ถือเป็นงบฯครึ่งหนึ่งของทั้งหมด 60 ล้าน ที่ใช้เพื่อบูรณะสถานที่ประสูติ

ปัจจุบัน ลุมพินีสถาน อยู่ในประเทศเนปาล ติดชายแดนอินเดียทางเหนือเมืองโคราฑปุระ ห่างจากสิทธารถนคร (หรือนครเทวทหะ) ไปทางตะวันตก 22 กม. และห่างจากเมืองติเลาราโกต (นครกบิลพัสดุ์) ไปทางตะวันออก 22 กม. มีเนื้อที่ 2,000 ไร่ สภาพเป็นชนบท แต่ก็มีวัดพุทธหลายวัด รวมทั้งวัดไทยลุมพินี ซึ่งเป็นสถานที่แสวงบุญจากชาวพุทธทั่วโลกด้วย

ด้วยความมุ่งมั่น ด้วยบุญนำพา ที่สุด 11 ม.ค. 2554 คณะกรรมการมรดกโลก แห่งยูเนสโก และคณะกรรมการกองทุนพัฒนาลุมพินีสถาน ก็ได้อนุญาตให้คนไทยได้ทำงานใหญ่ อันถือเป็นการบูรณะ ครั้งที่ 3 นับแต่พระพุทธเจ้าได้เสด็จปรินิพพานจากโลกนี้ไป นั่นคือ…

ครั้งแรก สมัยพุทธกาล ครั้ง พระเจ้าอโศกมหาราช อัครศาสนูปถัมภกผู้ยิ่งใหญ่ ได้สร้าง วิหารมายาเทวี และ เสาหินอโศก หลักศิลาจารึกรอยเท้า (Marker Stone) ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นรอยเท้าก้าวที่ 7 ของ เจ้าชายสิทธัตถะ และภาพหินแกะสลัก พระนางสิริมหามายา เอามือเหนี่ยวกิ่งสาละเพื่อให้กำเนิดเจ้าชายสิทธัตถะ ทั้งหมดยังอยู่มาจนถึงทุกวันนี้

ครั้งที่ 2 เมื่อเลขาธิการยูเอ็น อู ถั่น ชาวเมียนมาร์ผู้แนบแน่นในพุทธศาสนา เดินทางเยือนลุมพินีสถาน ท่านถึงกับทรุดกายร้องไห้ เอามือปิดหน้า นี่หรือสถานที่ประสูติ ท่านได้เข้าหารือกับ เยาหราล เนห์รู เพื่อบูรณะครั้งที่ 2 แต่ก็ห่างจากครั้งแรกนับพันปี

ครั้งที่ 3 การร่วมอภิมหาบุญของคนไทย นับแต่ได้รับอนุญาตปี 2554 กระทั่งเสาร์ที่ 8 พ.ย. 2557 การบูรณะได้เสร็จสิ้นลง ท่านเจ้าคุณเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยลุมพินี ทูตไทยในเนปาล ขันธ์ทอง อุนากูล คุณหญิงสุดารัตน์ พร้อมคนไทยและพระสงฆ์หลายชาติ ได้ร่วมทำพิธีเปิดอาคาร ศูนย์ปฏิบัติธรรม จาก “พลังศรัทธาไทย” ขนาด1,500 ตร.ม. ประกอบด้วยห้องรับรอง ห้องปฐมพยาบาล ห้องจัดแสดงนิทรรศการ ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะการเข้าไปเยือน “วิหารมายาเทวี” คิวยาวมาก การดูในเวลาสั้น ๆ อาจไม่ทันสังเกตจุดที่เป็นหัวใจ ทำให้พลาดวินาทีสำคัญอย่างน่าเสียดาย ห้องนิทรรศการนี้จึงมีคุณค่ายิ่ง

นอกจากนั้น คือห้องน้ำชายและหญิง 40 ห้อง สร้างอย่างทันสมัย สะอาด รวมทั้งห้องน้ำผู้พิการด้วย ถือเป็นการเอาใจใส่และคำนึงถึงอารยะสถาปัตย์ที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวมาก

ส่วนที่ดำเนินการเสร็จก่อนหน้านั้น คือ การบูรณะ เสาหินอโศก การสร้างลานสวดมนต์และปฏิบัติธรรม 10 ลาน การทำทางเดินโดยรอบวิหารมายาเทวี การปรับปรุงภูมิทัศน์ด้วยสวนดอกไม้ และการสร้างถนนเข้าสู่บริเวณวิหารมายาเทวี

เหนืออื่นใด คือ การนำรูปปั้นสัมฤทธิ์ องค์ พระพุทธเจ้าน้อย (Baby Buddha) ขนาด 3.55 เมตร ไปประดิษฐาน ณ บริเวณลานปฏิบัติธรรมอันสวยงามบริเวณทางเข้าวิหารมายาเทวี ยามค่ำคืนที่ผู้ปฏิบัติธรรมนั่งสวดมนต์ด้วยจิตอันสงบ เสียงสวดมนต์ดังกังวานจับใจ เทียนแห่งธรรมสว่างไสวท่ามกลางแสงจันทร์ส่องเหนือองค์พระพุทธเจ้าน้อย งดงาม สุดบรรยายยามนั้นมีแต่ความดื่มด่ำในหัวใจที่ชาติหนึ่งมีบุญได้มาอยู่ ณ สถานที่อันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้

ในอาคารปฏิบัติธรรม ยังมีรูปปั้น พระราหุล พระโอรสพระพุทธเจ้า ที่หมอศิริราชได้สร้างถวายด้วยความศรัทธา ท่านสามเณรองค์แรกของโลก ประดิษฐาน ณ ทางเข้าอาคาร เพื่อแสดงว่า เจ้าชายน้อยพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ใฝ่เรียนอย่างยิ่ง จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในที่สุด

การบูรณะลุมพินีสถานเสร็จสิ้นแล้ว แต่งานบุญด้านอื่นยังจะมีต่อ คณะกรรมการลุมพินีสถานได้ขอให้ มูลนิธิไทยพึ่งไทย บูรณะตัว วิหารมายาเทวี ต่อ ซึ่งบัดนี้ชำรุดทรุดโทรมตามกาลเวลา มีน้ำรั่วซึม จนอาจทำให้วัตถุโบราณภายในเสียหาย ทั้งนี้คาดว่าการบูรณะวิหารมายาเทวีจะเสร็จสิ้นกลางปี 2558 และพุทธศาสนิกชนชาวไทยคงจะได้มีการร่วมทำบุญถวายเป็นพุทธบูชาอีกครั้ง

ล่าสุด การประชุมพุทธศาสนาโลกที่เนปาล รัฐบาลเนปาลได้กล่าวต่อหน้าคณะทูตานุทูต ตัวแทนจากยูเนสโก และผู้แทนจากชาติต่าง ๆ ว่า รู้สึกชื่นชมคนไทย ที่ได้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อบูรณะลุมพินีสถานอันเป็นสถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า หลังจากที่แทบไม่มีการทำอะไรมายาวนาน ทำให้เกิดการตื่นตัวในหมู่ชาวพุทธมาก บุญครั้งนี้จึงเป็น…

มหากุศลอันยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยของคนไทย……ที่ต้องจารึกไว้.

ชุติมา บูรณรัชดา

‘คเณศ สุจริตกุล’ หนึ่งเดียวเลือดไทยในกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 23 พฤศจิกายน 2557 เวลา 00:00 น.

‘คเณศ สุจริตกุล’ หนึ่งเดียวเลือดไทยในกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติโอลิมปิกเกมส์…ฤดูหนาว

เมืองไทยร้อนมากจนแทบจะหาหน้าหนาวไม่ค่อยได้ อย่าว่าแต่จะหนาวถึงขั้นมีหิมะตก ซึ่งยิ่งจะเหลือเชื่อ เรื่องการแข่งขัน “โอลิมปิกฤดูหนาว” จึงไกลตัว และอยู่นอกความสนใจของคนไทย แต่ไม่ใช่กับโอลิมปิกฤดูหนาว ครั้งที่ 22 “โซชิเกมส์ 2014” ที่เมืองโซชิ รัสเซีย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา วงการกีฬาไทยได้จารึกประวัติศาสตร์หน้าใหม่อีกครั้ง เมื่อตัวแทนจากไทย 2 คน คือ วรรณกร นิโคลสัน หรือ “วาเนสซ่า เมย์” ยอดนักไวโอลินระดับโลก ลูกครึ่งไทย-จีน-สิงคโปร์ วัย 35 ปี ลงแข่งรายการ ไจแอนท์สลาลม (Giant Slalom) และ คเณศ สุจริตกุล บัณฑิตหนุ่มจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ วัยเพียง 22 ปี ที่ได้สิทธิเข้าแข่งขันอัลไพน์สกี (Alpine Ski) ประเภทสลาลม (Slalom) และประเภทไจแอนท์สลาลม น่าเสียดายที่ วาเนสซา เมย์ ถูกลงโทษตัดสิทธิลงแข่ง 5 ปีไปแล้ว นักกีฬาสกีจึงเหลือเพียง “คเณศ สุจริตกุล”

วันนี้ทีมงาน “วิถีชีวิต” มีเรื่องราวของเขามานำเสนอ…

“ดีใจสุด ๆ ตอนที่รู้ว่า…ผ่านการคัดเลือกแล้ว บอกตัวเองว่า…เฮ้ย!…ผมจะได้ไปโอลิมปิกแล้ว จะได้เป็นตัวแทนคนไทยไปแข่งแล้ว ที่คิดถึงเลยก็คือพ่อแม่ พี่น้องเพื่อน ฝูง ผู้ใหญ่หลาย ๆ ท่านที่สนับสนุนเรา ทำให้เรามาถึงจุดนี้ได้ ไม่เพียงจะได้ร่วมกีฬาที่ยิ่งใหญ่นี้ แต่ผมอยากทำให้โลกรู้ว่า…คนไทยก็เล่นสกีได้ แม้เมืองไทยจะไม่มีหิมะ”… คเณศ นักสกีหนุ่มเลือดไทยแท้ ๆ เอ่ยด้วยนํ้าเสียงตื่นเต้น ผ่านการสไกป์ แบบสด ๆ จากห้องพักในอังกฤษ

“กาย” คือชื่อเล่นของคเณศ เขาเป็นลูกชายคนโตของ วราห์ สุจริตกุล คุณพ่อคือกรรมการบริหาร บริษัท หลักทรัพย์ ฟินันซ่า จำกัด และกลุ่มบริษัทในเครือฟินันซ่า บริษัทหลักทรัพย์ชั้นนำในเมืองไทย กับคุณแม่ รุจวรรณ สุจริตกุล (นามสกุลเดิม อรรถกระวีสุนทร) มีน้องสาวชื่อ เกล-นิฏฐาน์ สุจริตกุล เป็นครอบครัวนักกีฬาตั้งแต่พ่อแม่ ตัวกายเอง น้องเล็กของบ้าน เกล ที่เรียนอยู่ เคมบริดจ์ ก็กำลังจะเป็นตัวแทน ที่จะแข่งสกีมหาวิทยาลัยกับ ออกซฟอร์ด ในเดือนธันวาคมนี้

กายเติบโตและเรียนชั้นอนุบาลในเมืองไทย ตอนปิดเทอมก็มักไปเที่ยวสวิส กับฝรั่งเศส โดยฝรั่งเศส ครอบครัวมีบ้านที่นั่น ตัวเขาได้หัดเล่นสกีกับพ่อตั้งแต่ 2 ขวบ และเล่นมาเรื่อย จน 9 ขวบ พ่อก็ส่งไปเรียนต่อที่ Summer Fields School เมืองออกซฟอร์ด จากนั้นย้ายไปเรียนที่อีตัน และจบปริญญาตรีจาก เคมบริดจ์ อังกฤษ เกียรตินิยมด้านNatural Sciences สาขาชีววิทยา ปัจจุบันกำลังศึกษาระดับปริญญาโท ด้านโรคระบาดอยู่

กายเคยเป็นตัวแทนโรงเรียนลงแข่งขันสมัยเรียนอยู่ที่อังกฤษ และแข่งขันในนามประเทศไทยเมื่อเมษายนปี ค.ศ. 2007 ก่อนที่จะเริ่มตระเวนไปแข่งเพื่อเก็บคะแนนสะสมกับสมาพันธ์สกีนานาชาติ หรือ FIS เมื่อ 2 ปีก่อน และทำอันดับเข้าแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาวที่รัสเซียได้สำเร็จ

“การแข่งครั้งนี้ให้ประสบการณ์ที่มีค่ากับผมมาก ดีใจที่สุด 2 เรื่อง คือ ได้ทำหน้าที่ในฐานะตัวแทนประเทศไทย และทุกคนเห็นผมเป็นนักกีฬาจริง ๆ ผมเป็นนักกีฬาไทยคนแรกที่เข้าแข่งขันโอลิมปิก เข้าเส้นชัยเป็นลำดับที่ 65 จากผู้เข้าแข่งขัน 109 คน แม้ไม่ได้รับเหรียญ แต่ก็เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ คือต้องการทำสถิติให้ดีที่สุด และทำเวลาตามหลังผู้ชนะให้ไม่เกิน 30 วินาที ซึ่งก็สามารถทำได้สำเร็จ”

การเล่นสกีของคเณศ มี Stephane Mongellaz อดีตนักสกีทีมชาติฝรั่งเศส เป็นโค้ชให้นับแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน “ตอนนั้นผมเป็นนักแข่งสกีที่ห่วยมาก ถ้าเทียบกับนักสกีชาวฝรั่งเศสอื่น ๆ แต่โค้ชStephane กลับเห็นว่าผมเรียนรู้เร็ว และเก่งขึ้นเร็ว เขาเลยเป็นโค้ชให้ ฝึกซ้อมเคี่ยวเข็ญวันละ 3-4 ชั่วโมง ตอนฝึกซ้อมจะคิด ทำอะไรผิดพลาด ต้องปรับปรุงอย่างไร โค้ชจะสอน บางครั้งผลงานไม่ดีก็เสียใจ แต่ยิ่งเสียใจผมก็ยิ่งฝึกมากขึ้น ผมชอบผลักตัวเองให้ถึงขีดสุด ที่ผ่านมาเวลาที่ได้ ผมถือว่าดี เพราะประเทศเรา ทั้งที่ไม่มีหิมะ ไม่มีสกี”… เขากล่าวด้วยนํ้าเสียงปลื้มปีติ พร้อมยกกาแฟขึ้นดื่ม โลกออนไลน์ดีเช่นนี้เอง แม้ห่างกันคนละฟากทวีป ก็ยังรับรู้การเคลื่อนไหวเหมือนนั่งใกล้ ๆ กันแค่เอื้อม

การแข่งขันในกีฬาโอลิมปิกไม่ใช่เป็นเพียงการก้าวขึ้นสู่จุดระดับสูงสุดของนักกีฬาเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าต้องการเล่นสกีในระดับสุดยอดจริง ๆ ก็จะต้องเข้าร่วมแข่งขันชิงแชมป์โลก หรือรายการระดับโลกอื่น ๆ ด้วย เพราะที่นั่นเป็นศูนย์รวมของสุดยอด 500 นักกีฬาตัวจริงเสียงจริงของโลก

“สำหรับโอลิมปิกแล้ว ผมรู้สึกว่ามันเป็นมากกว่าการแข่งขันทั่วไป เพราะเป็นการได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนของประเทศบ้านเกิด ผมจึงทุ่มเทพลังกายพลังใจฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อทำสะสมแต้มจนได้เข้าแข่งโอลิมปิกฤดูหนาว ผมรู้ว่าได้ลงแข่งขันโอลิมปิก รีบโทรฯหาคุณพ่อทันทีว่าทำได้แล้ว ท่านก็ยินดีด้วย”

การเล่นสกีนั้นต้องใช้กล้ามเนื้อขาทั้งหมด รวมทั้งกล้ามเนื้อท้อง และกล้ามเนื้อหลัง ยิ่งนํ้าหนักมากเท่าไรยิ่งดี เพราะช่วยเรื่องความเร็ว คนเอเชียส่วนใหญ่มีรูปร่างเล็ก อย่างเขาก็สูงเพียง170 ซม. (ขณะที่คนตะวันตกสูงและหนักอย่างกับยักษ์ปักหลั่น) แต่ที่สำคัญกว่านั้นคือ “ประสบการณ์” นักสกียุโรปมักได้ฝึกฝนกับของจริงตั้งแต่เด็ก นอกจากเรื่องรูปร่าง จึงได้เปรียบคนเอเชีย

แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคที่ทำให้ท้อหรือหมดกำลังใจ?!?

ถามถึงเม็ดเงินที่ใช้ไปกับการเล่นสกี คเณศบอกว่า… ไม่ทราบ เพราะบิดาเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทั้งหมด เขารู้แต่ว่าอุปกรณ์มีราคาแพงและเยอะ ค่าจ้างโค้ชก็แพง แล้วต้องเดินทางตลอดด้วย “ผมโชคดีมากที่เกิดเป็นลูกคุณพ่อคุณแม่ พ่อเป็นคนดีมาก ๆ คอยให้กำลังใจและสนับสนุนทุกเรื่อง ไม่เคยบังคับให้ทำในสิ่งที่ผมไม่ชอบ มีคนถามว่าจะสืบทอดเป็นนักธุรกิจจากคุณพ่อมั้ย ยังไม่รู้ครับ แต่ผมรักคุณพ่อ”

แม้ร่ำเรียนในอังกฤษกว่า 10 ปี แต่ปิดเทอมเมื่อไร คเณศจะกลับมาใช้เวลากับครอบครัวที่เมืองไทยทุกครั้ง

“ผมชอบอยู่บ้าน ทำอาหารให้พ่อแม่ทาน อย่างสปาเกตตี มาคราวล่าสุดผมทำขนมปัง ก่อนกลับทำขนมปังเก็บไว้ให้พ่อเยอะเลย เรียนทางอินเทอร์เน็ต ขณะเดียวกันผมก็เรียนการทำอาหารจากคุณพ่อคุณแม่ด้วย” ถามว่าในอนาคตมีโอกาสเปิดร้านเบเกอรี่หรือเปล่า เขาบอก… ขอให้รอดูต่อไป แต่เรื่องไหนที่สนใจและตั้งใจที่จะทำ ก็จะมุ่งศึกษา จนออกมาดี

ย้อนกลับมาเรื่องกีฬา นอกจากสกี กายยังสนใจกีฬาหลายอย่าง ทั้งต่อยมวย และยูโด ตอนเรียนเคมบริดจ์ ก็เป็นนักกีฬาชกมวยรุ่นไลต์เวลเธอร์เวต แลกหมัดกับคู่ชกจากออกซฟอร์ดมาแล้ว ตอนนี้ก็ซ้อมยูโดได้อาทิตย์ละครั้ง เพราะเรียนหนัก

“ตอนนี้สกีพักก่อนครับ เพราะร่างกายผมยังบาดเจ็บอยู่ กีฬาที่ยังไม่เคยลองคือกีฬาประเภทปล้ำ ผมอยากลองบ้าง ถ้าได้เริ่มก็จะได้ดูว่า เล่นได้มากแค่ไหน ถ้าทำได้จริง ๆ ก็อาจจะลองไปโอลิมปิกก็ได้” …เขาบอกกลั้วหัวเราะ

วันหนึ่ง คนไทยอาจรู้จัก คเณศ สุจริตกุล ในบทบาทนักยูโดทีมชาติ แบบที่เคยเห็นเขาถือธงไทยในฐานะนักกีฬาสกีชายหนึ่งเดียวในโอลิมปิกมาแล้ว และคงจะน่าเสียดายแทนคนไทยทั้งชาติ หากการแข่งขันโอลิมปิกครั้งต่อไปในอีก 4 ปีข้างหน้า เราจะไม่ได้เห็นเขาในฐานะตัวแทนคนไทยอีกครั้ง ในชนิดกีฬาที่หาตัวแทนคนไทยได้ยากยิ่ง นั่นคือ…

การแข่งขัน “สกี” ในมหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติ…โอลิมปิกเกมส์.

ชุติมา บูรณรัชดา / เชาวลี ชุมขำ : เรื่อง – ภาพ

…………………………………………………………………………….

จากใจพ่อ…..แค่เห็นเขาเดินออกมาก็พอแล้ว

ในฐานะพ่อ วราห์ สุจริตกุล พูดถึงบุตรชาย กาย–คเณศ สุจริตกุล ว่า…

“ไม่กะเกณฑ์ให้กายมาสืบ ทอดธุรกิจหรือต้องทำในสิ่งที่พ่อ ทำ สมบัติเราพอมีอยู่แล้ว จึงต้องการให้เขามีความสุขและสนุกกับสิ่งที่ทำมากกว่า เขาเรียนชีววิทยา พอปริญญาโท อยากเรียนโรคระบาด เรียนวิธีการควบคุมโรคระบาด เช่นอีโบลา การเรียนชีวะฯจบ สามารถไปเรียนต่อแพทย์เมื่อไหร่ก็ได้ กายเคยไปดูว่า วัน ๆ หมอทำอะไร แต่พอกลับมา บอก…ไม่ต้องการเรียนแพทย์ พ่อแม่ก็เพียงชี้แนะ อะไรดี ไม่ดี แต่ที่สุดกายต้องตัดสินใจเอง”

กับเรื่องอาหาร พ่อวราห์ชมลูกกายว่า… ทำขนมปังอร่อยที่สุด โดยเฉพาะ ขนมปังเซียบัตตา ขนมปังสไตล์อิตาเลียนที่มีลักษณะเป็นก้อนกลม ๆ วงรี ไม่หนักมาก เวลาหั่นเป็นแผ่น ๆ จุดเด่นอยู่ที่รูขนาดใหญ่กลม ๆ เนื้อแป้งจะเหนียว “ผมบอกหาที่ อร่อย ๆ กินยากจัง กายบอกจะลองดู เขาเรียนชีวะฯมีความรู้เรื่องยีสต์ทำงานยังไง ก็นำวิชาที่เรียนมาประยุกต์ใช้ทำขนมปังและขนมวาฟเฟิล จนได้ขนมปังเซียบัตตาที่อร่อยมาก ผมต้องให้กายทำทิ้งไว้ให้กินก่อนเขากลับไปเรียนต่อ วาฟเฟิลของกายมีนํ้าหนักเบาที่สุดและอร่อยมาก วาฟเฟิลเบา นํ้าเชื่อมที่ไหลลงสู่ด้านล่าง สามารถดูดซึมนํ้าเชื่อมได้ดี มันเลยอร่อยมาก

ผมก็ทำโรสบีฟอร่อย ขึ้นชื่อและรู้จักกันมากในบรรดากลุ่มญาติและเพื่อน ๆ ที่ขอมากินที่บ้าน”

คุยทับลูกชายซะงั้น ฉวยโอกาสที่ลูกอยู่ไกล มาขัดคอก็ไม่ได้…..ฮ่า ฮ่า ฮ่า

ก่อนจบ กับคำถาม อยากให้ลูกชายแข่งสกีในกีฬาโอลิมปิกอีกหรือไม่? เขาว่า… ต้องขึ้นอยู่ที่ลูกเอง สกีเหมือนธรรมชาติของเขา เล่นไม่ต้องเกร็งอะไรมาก สามารถทรงตัวดี เลี้ยว โยก กระโดด หยุด หมุน เล่นถอยหลัง กายทำได้หมด พ่อแม่ครอบครัวพร้อมสนับสนุนเต็มที่ เพราะการแข่งขันก็ใช้ทุนตัวเองทั้งหมด จ้างโค้ชเอง โชคดี โค้ชเก่งและดีมาก มีสปอนเซอร์สนับสนุนจำนวนมาก อุปกรณ์บางอย่างคนธรรมดาซื้อไม่ได้ อย่างสกีแข่งรุ่นพิเศษ ขายนักแข่งเท่านั้น โค้ชมือไม่ถึงก็ไม่ได้อุปกรณ์เหล่านี้

“ผมเคยเล่นกีฬาระดับชาติมาก่อน เข้าใจว่าการไปแข่งกีฬาระดับโอลิมปิกนี้ได้ คือเป็นเรื่องประสบการณ์ชีวิตจริง ๆ ดังนั้นไม่ต้องมีอะไรมาแลก แค่กายเดินถือธงชาติไทยออกมาก็ปลื้มมากแล้ว เป็นความภูมิใจของครอบครัว”

…แม้โอกาสที่จะมีช้างเผือกไทยในกีฬาชนิดนี้จะยาก เนื่องจากไทยไม่มีหิมะตก การเล่นต้องใช้เงินมาก แต่ตอนนี้ก็เริ่มมีการก่อตั้ง สมาคมนักกีฬาสกีแห่งประเทศไทย ขึ้นมาแล้ว โดยมี นายปิยะสวัสดิ์ อัมระนันทน์ เป็นนายกสมาคมคนแรก ถือเป็นการเริ่มต้นและกรุยทางให้กับนักสกี (มืออาชีพ) ต่อไปในอนาคต

นอกเหนือจากที่มี “คเณศ สุจริตกุล” คนหนึ่งแล้ว.

‘ฟื้นระหัด’ ภาพชีวิตคุ้นตา‘วิถีชาวนาเกลือ’

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 16 พฤศจิกายน 2557 เวลา 00:00 น.

‘ฟื้นระหัด’ ภาพชีวิตคุ้นตา‘วิถีชาวนาเกลือ’น้ำมัน..หรือจะสู้ ‘แรงลม’

“วิถีชีวิตชาวนาเกลือ” ไม่เพียงผูกพันอยู่กับ “เกลือ” แต่ยังยึดโยงกับ “ระหัดวิดน้ำ” ที่เป็นอุปกรณ์สำคัญสำหรับวิถีชีวิตด้วย จนเมื่อยุคสมัยเปลี่ยน การใช้งานระหัดวิดน้ำก็เริ่มเปลี่ยนไปด้วย เนื่องจากข้อจำกัดบางประการ จนระหัดวิดน้ำแบบดั้งเดิมเลือนหาย จนมีการรวมตัวกันเพื่อช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ปัญหา เพื่อให้ “วิถีชีวิตชาวนาเกลือ” แบบดั้งเดิมยังคงอยู่ต่อไป…

ระหัดวิดน้ำแบบที่ใช้กังหันลมขนาดใหญ่ เป็นอุปกรณ์ที่เคยได้รับความนิยมจาก “ชาวนาเกลือ” มาตั้งแต่อดีต แต่ปัจจุบันการใช้งานระหัดวิดน้ำแบบนี้เริ่มเสื่อมความนิยมลงไป จากการที่มีข้อจำกัด ซึ่งทีมนักวิจัยจากสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ (สจล.วิทยาเขตชุมพร) ได้ให้ความสนใจพัฒนา แก้ไขข้อจำกัดของระหัดวิดน้ำแบบดั้งเดิม โดยนำ “เทคโนโลยี” เข้ามาใช้ เพื่อปรับปรุงการทำงาน ให้ใช้งานได้โดยไม่เกิดอุปสรรค

“ระหัดวิดน้ำแบบเดิม ที่เป็นการใช้พลังงานจากลมนั้น เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในเรื่องต้นทุนการทำนาเกลือได้มาก” …ทาง ผศ.ปัญญา แดงวิไลลักษณ์ ประธานสาขาวิศวกรรมศาสตร์ สจล.วิทยาเขตชุมพร ในฐานะหัวหน้าทีมวิจัยโครงการคืนชีพระหัดวิดน้ำในนาเกลือ ลดใช้ไฟ ได้พลังงาน ประหยัดสตางค์ อุ่นใจ ระบุ พร้อมทั้งบอกว่า… “ระหัดวิดน้ำพลังงานลม” ที่ใช้กันมาตั้งแต่อดีต มีข้อติดขัดที่ภูมิปัญญาดั้งเดิมของชาวบ้านไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ จนทำให้ไม่ได้รับความนิยมจากชาวนาเกลือรุ่นใหม่ ๆ จึงทำให้นักวิจัยสนใจที่จะเข้าไปช่วยชาวบ้านเพื่อแก้ปัญหา ให้ระหัดวิดน้ำแบบดั้งเดิมสามารถใช้งานได้ดีขึ้น โดยเป็นความร่วมมือระหว่าง สจล.วิทยาเขตชุมพรกับกรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กระทรวงพลังงาน

“ทางทีมนักวิจัยได้เข้าไปแก้ไขบางจุดที่มีปัญหา เช่น ใบพัดกังหัน ซึ่งสมัยก่อนจะใช้ ใบรำแพน โดยจะนำมาสานกันทำเป็นใบพัด แต่ในปัจจุบันนี้ไม่มีคนสานแล้ว วัสดุก็หายากขึ้น หรือเสากังหันกับตัวระหัดเองที่ต้องทำจาก ไม้ประดู่ ไม้เต็ง หรือไม้สัก เท่านั้น เนื่องจากเกลือมีความเค็มสูงมาก จึงจำเป็นต้องใช้ไม้เหล่านี้ เพราะไม้ชนิดอื่นจะทนทานไม่เท่า ตรงนี้ก็คืออีกกรณีปัญหาที่ทีมวิจัยค้นพบ และอุปสรรคอีกเรื่องก็คือ กรณีการปักเสากังหัน ที่ต้องปักในระดับที่ลึก ซึ่งทำให้การเคลื่อนย้ายมีความลำบาก ทำให้ชาวนาเกลือต้องสร้างระหัดวิดน้ำหลายตัว เพื่อใช้งานให้ครอบคลุมกับนาเกลือที่ตนเองมีอยู่ ซึ่งเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น” …หัวหน้าทีมวิจัย ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้ความนิยมในการใช้งานระหัดวิดน้ำแบบดั้งเดิม ที่ช่วยประหยัด ลดน้อย-เลือนหาย

กับระหัดวิดน้ำแบบที่เคยเป็นส่วนหนึ่งใน “วิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวนาเกลือ” นั้น ผศ.ปัญญา แจกแจงว่า… ในส่วนของแกนหมุนระหัดหรือแกนหมุนใบพัดกังหัน หากเป็นในอดีตชาวบ้านจะนำ“ไม้ง่าม” มาบากให้เป็นรูปตัวยู จากนั้นจะนำแกนดังกล่าววางลงด้านในโดยใช้ หนังหมู วางทับบนแกนรูปตัวยู โดยเมื่อนำไปใช้งานกลางแจ้ง หรือในวันที่แดดจัด ๆ หนังหมูจะเกิดความร้อน และละลายกลายเป็น “น้ำมันหล่อลื่น” ที่ช่วยทำให้แกนระหัดหมุนไปได้

แต่วิธีนี้ต้องใช้ความแรงของลมพอสมควร แกนระหัดจึงจะหมุนและวิดน้ำขึ้นมาได้ นอกจากนั้น กังหันลมแบบดั้งเดิมจะไม่มีระบบหยุดใบพัดกังหัน ซึ่งเมื่อใบพัดชำรุด การถอดเปลี่ยนจะมีกระบวนการที่ซับซ้อนยุ่งยาก โดยการจะหยุดใบพัดมีเพียง 2 วิธีคือ วิธีแรก ต้องรอให้ลมหมดก่อนแล้วจึงเปลี่ยนใบพัด หรือวิธีที่สอง ใช้วิธีตีใบพัดให้หลุดออกจากขั้ว ขณะที่กังหันยังหมุนอยู่ ซึ่งวิธีหลังนี้ต้องใช้ความชำนาญมาก กับต้องดูทิศทางลม ซึ่งหากไม่ชำนาญ และตีใบผิดด้าน ก็อาจเกิดอันตรายขึ้นได้

“หลังจากที่ลงพื้นที่เพื่อสำรวจ รวมถึงได้พูดคุยกับชาวบ้านแล้ว ก็กลับมานั่งคิดกันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนี้น่าจะแก้ไขได้ อีกอย่างเรามองว่า… การใช้ระหัดวิดน้ำที่เป็นอุปกรณ์ที่ใช้พลังงานจากลมนี้ เป็นอุปกรณ์ที่ดีมาก โดยเฉพาะในยุคที่พลังงานเชื้อเพลิงมีต้นทุนที่สูง แต่ปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นของอุปกรณ์นี้ ทำให้คนไม่อยากใช้ เราจึงคิดว่าสามารถนำความรู้กับเทคโนโลยีที่เรามีมาช่วยเหลือชาวบ้านได้ จึงร่วมกับชาวบ้านเพื่อพัฒนาและสร้างระหัดวิดน้ำขึ้นมา” …ผศ.ปัญญา กล่าว โดยงานวิจัยนี้ไม่เพียงช่วยชาวบ้านแก้ปัญหา แต่ยังเป็นอีกแนวทางช่วยอนุรักษ์ภูมิปัญญาวิถีไทยด้วย

สำหรับ “ระหัดวิดน้ำดั้งเดิมแบบใหม่” นั้น ผศ.ปัญญา ระบุว่า… ได้ปรับปรุงจากระหัดวิดน้ำและกังหันลมดั้งเดิมหลายจุด อาทิ โครงสร้างกังหัน จากเดิมเคยใช้ไม้ที่มีราคาแพง ก็เปลี่ยนมาใช้ “เหล็กเกรทบีม” แทน, ระบบปักเสาถาวร ที่เคลื่อนย้ายยาก ก็เปลี่ยนเป็น “ระบบน็อกดาวน์” ที่เคลื่อนย้ายได้สะดวกขึ้น ทำให้ชาวนาเกลือไม่ต้องลงทุนสร้างระหัดวิดน้ำและกังหันลมหลายตัว ก็จะทำให้ต้นทุนการทำนาเกลือลดลงได้มาก, ใบพัด จากเดิมที่ใช้ใบรำแพนสาน ก็เปลี่ยนมาใช้ “แผ่นพลาสติกพีวีซี” ที่หาได้ง่ายและมีราคาถูก ส่วนแกนเหล็กแบบเดิม ก็นำ “ตลับลูกปืน” มาใช้ทดแทน ทำให้ใช้งานได้แม้ในกรณีที่มีพลังงานลมไม่มาก

“การปรับปรุงนี้ ไม่เพียงจะลดจุดบกพร่องของอุปกรณ์ดั้งเดิม แต่ยังเลือกใช้วัสดุที่ชาวนาเกลือสามารถหาซื้อได้ง่าย มีขายโดยทั่วไป รวมถึงยังมีต้นทุนในการสร้างระหัดวิดน้ำที่ลดลงกว่าเดิมด้วย” …หัวหน้าทีมนักวิจัยพัฒนาระหัดวิดน้ำ กล่าว

ทั้งนี้ ความตั้งใจของทีมนักวิจัยทีมนี้ ด้านหนึ่งทำให้ “ระหัดวิดน้ำกังหันลม” ยังคงเป็นภาพที่คุ้นตาอยู่ต่อไป ในอีกด้านก็เป็นการสานต่อ-ต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิมไว้มิให้สูญหายไปจากยุคสมัย และแม้จะมีการใช้เทคโนโลยี ก็เป็นแต่เพียงการนำเข้ามาเสริม โดยที่ “วิถีชีวิตชาวนาเกลือ” ไม่ต้องพึ่งพาแต่เทคโนโลยีเป็นส่วนใหญ่ ไม่ต้องถูกพันธนาการไว้ด้วยพลังงานที่มีราคาแพง

ในการผลิตเกลือ…ที่สำคัญต่อชีวิต.

……………………………………………………………………………………..

‘เกลือ…สะท้อนชีวิต’

กับ “ระหัดวิดน้ำ” ที่ผูกโยง “วิถีชีวิต” นี้ ทาง สุรพล เทศปัญ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบลนาโคก อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร บอกว่า… ก่อนจะมีระหัดวิดน้ำแบบในปัจจุบัน คนในอดีตจะใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า “ระหัดชกมวย” ที่ต้องใช้แรงคนหมุนให้น้ำเดินทางเข้าสู่รางไม้ เพื่อให้ไหลลงสู่ท้องนาเกลือ ซึ่งลักษณะการใช้งานที่ดูคล้ายคนต่อยหมัดนั้น ก็กลายเป็นที่มาของชื่อระหัดดังกล่าว จนต่อมาเมื่อระหัดวิดน้ำได้วิวัฒนาการมาเรื่อย ๆ ก็ได้กลายมาเป็นระหัดวิดน้ำอย่างที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ “ฤดูทำนาเกลือ” ส่วนใหญ่จะเริ่มในเดือน ต.ค. โดยเริ่มจากการ “วิดน้ำอ่อน” หรือน้ำทะเล เข้ามาในนา จากนั้นปล่อยทิ้งไว้ให้น้ำแห้ง หากฝนฟ้าไม่แปรปรวน ก็จะได้เกลือในเดือน ม.ค. ของปีถัดไป ซึ่งราคาเกลือปัจจุบันตกอยู่ที่เกวียนละประมาณ 2,200-2,500 บาท (เกลือ 1 เกวียน = 1,500 กิโลกรัม) เป็นราคาที่ยังไม่รวมการขาย “ดอกเกลือ” ที่สามารถช้อนขายได้ทุกวัน ถึงกระนั้น ยุคหลัง ๆ ชาวนาเกลือก็มีต้นทุนที่สูงขึ้น จากค่าน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งต้นทุนที่สูงนี้ทำให้ชาวนาเกลือหลายคนจำใจละทิ้งอาชีพนี้ไป หันไปทำอาชีพอื่น ซึ่งถ้าไม่มีการแก้ไขจุดนี้ ก็ไม่แน่ว่าอาจทำให้ “นาเกลือ” ต้อง “สูญหาย” ไปจากประเทศไทย??.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล : รายงาน

‘ลับคมความคิด’ เกมฝึกจิต‘สมรภูมิกระดาน’ฝึกชีวิต ‘ขุนศึกหมากล้อม’

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 26 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

ปัจจุบัน “โกะ” หรือ “หมากล้อม” นั้น เป็นกีฬาที่คนทั่วโลก รวมถึงคนไทย นิยมเล่นกันอย่างแพร่หลาย โดยกีฬาชนิดนี้ก็มีการแข่งขันกันในระดับโลกด้วย ซึ่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” ร่วมเดินทางไปกับคณะของ บริษัท ซีพีออลล์ จำกัด (มหาชน) และคณะ นักกีฬาหมากล้อมไทย เพื่อร่วมสังเกตการณ์ การแข่งขันรายการ “หมากล้อมจีนโลก” ซึ่งปีนี้จัดขึ้นที่เมืองฝูโจว มณฑลฟูเจี้ยน สาธารณรัฐประชาชนจีน และวันนี้ก็มีเรื่องราวบางแง่มุมมานำเสนอ…

“ขุนศึกไทย…สมรภูมิหมากล้อมโลก”

“ตั้งแต่เล่นมา ชีวิตผมดีขึ้นมาก ๆ นะครับ” …เสียงจาก กอล์ฟ-กมล สันติพจนา ขุนศึกหมากล้อมไทยวัย 25 ปี บอกทีม “วิถีชีวิต” โดยเขายังเล่าว่า…หลังเรียนจบมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญก็ได้เข้าทำงานที่บริษัท ซีพีออลล์ ซึ่งกีฬาหมากล้อมนี้เขาเริ่มเล่นครั้งแรกตอนอยู่ชั้น ป.6 แต่มาสนใจจริงจังตอนอยู่ชั้น     ม.2 หลังจากได้ดูการ์ตูนเรื่องหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “นักเล่นหมากล้อม” หรือ “เซียนโกะ” โดยคิดว่า…กีฬาชนิดนี้มีอะไรที่น่าค้นหามากมาย และท้าทายความคิดมาก จึงพยายามฝึกฝนด้วยตัวเอง จนพี่ชายแนะนำว่าน่าจะสมัครเข้า สมาคมกีฬาหมากล้อม จึงตัดสินใจไปสมัคร จากนั้นก็เล่นเรื่อยมา จนมีโอกาสได้ติดทีมชาติไทยออกไปแข่งขัน โดยเคยคว้ารางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 จากการแข่งขันหมากล้อมจีนโลก ครั้งที่ 15 ปี 2556

กับกีฬาที่อาจมีบางคนมองว่า…น่าเบื่อ แต่เขากล่าวว่า…หมากล้อมเป็นเกมที่ฝึกให้คนรู้จักใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด ที่สำคัญ แนวคิดกับกลยุทธ์ในเกมนั้นยัง สามารถประยุกต์ใช้กับชีวิตได้ด้วย อย่างแนวคิดหนึ่งซึ่งเป็นที่มาของสำนวน… “งานด่วนมาก่อนงานใหญ่” ก็เป็นอีกแนวคิดที่น่าสนใจ ปรับใช้กับการทำงานในโลกนอกกระดานได้ โดยสำนวนนี้หมายถึง หากมีปัญหาหรือมีงานเร่งด่วนเกิดขึ้น ควรแก้ปัญหาหรือทำให้สำเร็จเสียก่อน เพราะหากไม่แก้ปัญหาตรงหน้าก่อน ไม่ทำงานด่วนก่อน สุดท้ายอาจเกิดอาการห่วงหน้าพะวงหลัง จนทำงานใด ๆ ก็ไม่สำเร็จ …นี่ก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ได้จากหมากล้อม

“ใจไม่นิ่ง…เกมเปลี่ยนทันที ดังนั้น กีฬานี้มันต้องสู้กับจิตใจตัวเองก่อนเลย ทุกครั้งก่อนแข่งจะพยายามผ่อนคลายให้มากที่สุด ไม่ตั้งความหวังมาก เพราะจะยิ่งเครียดและเป็นการกดดันตัวเอง จนทำให้เดินหมากได้ไม่ดี ปัญหาที่พบบ่อย ๆ สำหรับมือใหม่ ๆ คือ เวลาที่เราได้เปรียบฝ่ายตรงข้ามมาก ๆ มักจะเกิดความประมาท จนอาจตัด สินใจผิดได้ ซึ่งตอนเล่นใหม่ ๆ ผมเองก็เคยเป็น และมีอยู่บ่อยครั้งที่เราแพ้ทั้งที่น่าจะชนะ ตรงนี้ก็ทำให้ได้คิดมากขึ้น” …เป็นประสบการณ์จากสมรภูมิหมากล้อม ที่ขุนศึกไทยรายนี้บอกกับเรา พร้อมยังย้ำอีกว่า…โชคดีที่ครอบครัวสนับสนุนให้เล่นกีฬาชนิดนี้ และกีฬาหมากล้อมหรือโกะก็ยังช่วยนำพาให้ชีวิตเขาได้รับโอกาสดี ๆ มากมาย โดยเส้นทางในอนาคตก็คงเล่นกีฬานี้ไปเรื่อย ๆ แต่ต่อไปอาจจะเปลี่ยนบทบาทเป็นผู้สนับสนุน ช่วยให้น้อง ๆ รุ่นใหม่ ๆ ก้าวขึ้นไปอยู่ในวงการหมากล้อมระดับโลกให้ได้

“ถ้าจะให้เปรียบหมากล้อมกับชีวิต สิ่งที่เหมือนกันคือ ควรคิดก่อนทำ อีกอย่างไม่ว่ากีฬาหรือชีวิตก็จำเป็นต้องหมั่นเรียนรู้ และขยันทำการบ้านให้มาก ๆ เคยมีคนพูดไว้ว่า… จะเล่นหมากล้อมใช้เวลา 10 นาทีก็เล่นเป็นแล้ว แต่ถ้าอยากเล่นให้เก่งก็ต้องใช้เวลาทั้งชีวิต อีกอย่าง…แทบไม่น่าเชื่อเลยว่ากีฬาชนิดนี้ซึ่งถือกำเนิดในจีนมานานกว่า 3,000 ปี แต่กลับไม่มีเกมในกระดานไหนที่มีรูปแบบการเล่นที่ซ้ำกันเลย ผมคิดว่า…ตรงนี้นี่แหละคือเสน่ห์ของหมากล้อม”

ด้าน อาร์ต-นัฐพล กิตติไพศาลนนท์ อายุ 34 ปี ที่เรียนจบจากมหาวิทยาลัยเดียวกับกมล ก่อนจะไปศึกษาต่อระดับปริญญาโทที่มหา วิทยาลัยเจียวทง เมืองเซี่ยงไฮ้ ก็บอกเล่าชีวิตให้ฟังว่า…รู้จักกีฬาหมากล้อมตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย โดยขณะนั้นเขาเป็นสมาชิกของโลจิก ชมรมเกี่ยวกับการเล่นหมากกระดานและเกมครอสเวิร์ด โดยปกติเขาก็ชื่นชอบ “เกมกระดาน” อยู่แล้ว อาทิ เกมทอยเต๋า หมากรุก หมากฮอสสากล โอเทลโล่ จนเมื่อได้ลองเล่นหมากล้อมก็หลงใหล จนถอนตัวไม่ขึ้น ทั้งที่ตอนแรกคิดว่าเป็นเกมที่ง่าย ไม่แตกต่างจากหมากฮอส แต่พอได้ศึกษาลึก ๆ กลับพบว่า… มีความซับซ้อน ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา ซึ่งคนเล่นหมากล้อมจะได้ “ฝึกฝนชีวิต” ผ่านการค้นหาวิธีคิด-วิธีตัดสินใจอยู่เสมอ เพราะหมากแต่ละตาเมื่อเดินแล้วก็จะมีผลไปจนจบเกม

ทั้งนี้ ผลงานของนัฐพล ก็ไม่ธรรมดา เคยคว้ารางวัลมากมาย อาทิ รางวัลดาวรุ่งการแข่งขันหมากล้อม Asian University Go Tournament ครั้งที่ 3 ปี 2541, เหรียญทองในกีฬามหาวิทยาลัย ปี 2547 และจากกีฬาแห่งชาติ ครั้งที่ 31 ปี 2551 เป็นต้น

“เล่นให้เป็น 10 นาที ก็เป็นแล้ว แต่จะเข้าใจหมากล้อม อาจต้องใช้ทั้งชีวิต”…เป็นอีกประโยคจากคำให้สัมภาษณ์ของ “ขุนศึกหมากล้อม” ของไทยรายนี้  พร้อมทั้งยังมีการระบุด้วยว่า…“การเดินให้จบเกมโดยไม่ให้ผิดพลาดเลย เป็นเรื่องยาก แต่เป็นความท้าทาย เสน่ห์หมากล้อมอยู่ที่ความเรียบง่าย แต่ยาก เพราะการเดินเกมในแต่ละตานั้นมีความซับซ้อนสูง เหมือนชีวิตมนุษย์ ซึ่งกลยุทธ์ต่าง ๆ ที่เกิดจากเกมนั้น แตกแขนงเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ได้มากมาย อาทิ ปรัชญาการดำเนินชีวิต การงาน ธุรกิจ การเมือง หรือแม้แต่การสงคราม ขึ้นอยู่ที่ว่าใครจะมองเห็น หรือได้อะไรจากเกมนี้”

หมากล้อมเริ่มจากจีน โดยจีนนำแนวคิดจากหมากล้อมมาใช้ดำเนินนโยบาย-  ใช้เป็นหลักในการบริหารประเทศด้วย ในอดีตเคยมีคนระดับรัฐมนตรีกลาโหมของสหรัฐ อเมริกา คือ เฮนรี่ คิสซิงเจอร์ หยิบยกกีฬาหมากล้อมมาเปรียบเทียบกับนโยบายบริหารประเทศของจีน ปัจจุบันหมากล้อมแพร่หลายไปทั่วโลก ในสหรัฐนั้นตามมหาวิทยาลัยดังมีชมรมหมากล้อมเกิดขึ้นเกือบทุกแห่ง มี นักหมากล้อมอาชีพ มากขึ้นเรื่อย ๆ และสำหรับประเทศไทย ปัจจุบันก็มีผู้เล่นหมากล้อมเพิ่มขึ้น และเมื่อมีการสนับสนุนต่อเนื่อง อย่างเช่นที่   ซีพีออลล์ ทำอยู่ โอกาสที่ “ขุนศึกหมากล้อม” ของไทย จะกรีธาทัพสู่แถวหน้าของโลกอย่างกึกก้องยิ่งขึ้น…

ก็ย่อมจะเป็นไปได้!!!.

…………………………………………………………………………..

เป็นมากกว่าเกม

ปี 2557 นี้ทีมนักหมากล้อมไทยเข้าร่วมแข่งขันรายการ  “หมากล้อมจีนโลก” 8 คน ประกอบด้วย… นัฐพล กิตติไพศาลนนท์, สมภพ บูรณสมภพ, ไพฑูรย์ ตระการศักดิกุล, หยาง เผยเซิน, วรัญญู วงศ์แก้ว, ชวลิต เลิศเชิดชูพงษ์, กมล สันติพจนา, ธัญญารัตน์ โรจน์มนัสชัย โดยมี จิน โป๋ สื่อ เป็นผู้ควบคุมทีม ซึ่งขุนศึกของไทยสามารถคว้าอันดับที่ 7 มาครอง

ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์ ประธานกรรมการบริหาร ซีพีออลล์ ในฐานะนายกสมาคมกีฬาหมากล้อมแห่งประเทศไทย และประธานสมาพันธ์หมากล้อมจีนโลก กล่าวว่า… การแข่งขันครั้งนี้ได้รับความสนใจจากนักกีฬาหมากล้อมทั่วโลก ทั้งบุคคลทั่วไป และนักธุรกิจ ซึ่งการเข้าแข่งนอกจากเพื่อพิสูจน์ฝีมือแล้ว ยังเป็นการส่งเสริมและกระชับความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมด้วย สำหรับตนเองก็ชื่นชอบการเล่นหมากล้อมมาก เพราะช่วยให้ผ่อนคลาย สนุก ทำให้สมาธิดีขึ้น ที่สำคัญยังปรับใช้ในเชิงธุรกิจ-การบริหารได้ด้วย เพราะกีฬาชนิดนี้ช่วยฝึกการ “คิดแบบมีเหตุมีผล” และประธานกรรมการบริหาร ซีพีออลล์ ยังระบุด้วยว่า…

“หมากล้อมมีคติพจน์ว่า… ถ้าคิดเอาชนะก็แพ้แล้ว จึงควรชนะโดยไม่คิดจะชนะ เช่น ถ้าทำธุรกิจแล้วคิดเอาแต่กำไร เอาแต่ได้ โดยไม่คำนึงถึงคนอื่นหรือส่วนรวม เราอาจชนะ แต่เป็นเพียงการชนะระยะสั้น ๆ ในการทำธุรกิจเราควรทำตัวให้เข้ากับคนอื่นด้วย คิดถึงคนอื่นด้วย”

เชาวลี ชุมขำ : รายงาน

‘นักปั้นฝัน’..อดีตเงือกสาว ‘รัชนีวรรณ บูลกุล’ ภารกิจนี้มีคำว่า ‘ท้อ..ไม่ได้’

Published มกราคม 5, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันอาทิตย์ 19 ตุลาคม 2557 เวลา 00:00 น.

สังคมไทยหันมาตระหนักเรื่อง “ผู้พิการ” มากขึ้น ไม่เพียงแต่จะสนใจ แต่ยังเข้าอกเข้าใจ “ชีวิตผู้พิการ” อีกด้วย ที่ผ่านมามีกลุ่มคนหลาย ๆ ฝ่ายที่ทุ่มเททำในเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ทั้งเรื่องการพัฒนาศักยภาพทางอาชีพ รวมถึงส่งเสริมในด้านการกีฬา ซึ่ง ณ ขณะนี้ “นักกีฬาผู้พิการทีมชาติไทย” และ “ผู้ดูแลนักกีฬา” กว่า 300 ชีวิตก็กำลังทำการแข่งขันในมหกรรม “เอเชี่ยน พาราเกมส์ ครั้งที่ 11” ที่เมืองอินชอน เกาหลีใต้กันอย่างเต็มที่ หวังสร้างชื่อให้กับประเทศไทย

ขณะเดียวกันในมุมของ “นักกีฬาสมัครเล่น” โดยเฉพาะในกลุ่ม “นักกีฬาผู้พิการทางสติปัญญาและสมอง” ก็มีส่วนที่ได้รับการสนับสนุนส่งเสริม โดย “ผู้อยู่เบื้องหลัง” เรื่องนี้มีดีกรีเป็นถึง “อดีตนักกีฬาว่ายน้ำหญิงทีมชาติไทย” ที่เคยออกไปคว้ารางวัลในกีฬาเอเชี่ยน เกมส์มาแล้ว ที่วันนี้ ชีวิตพลิกผันหันมาทำหน้าที่ “นักปั้นฝัน” ให้แก่ผู้พิการทางสติปัญญาและสมอง ซึ่งทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” มีเรื่องราวมานำเสนอ…

กับชีวิตของ “รัชนีวรรณ บูลกุล”

****************

รัชนีวรรณ หรือ หนุ่ย ที่วันนี้นั่งแท่นในฐานะ ผู้อำนวยการคณะกรรมการสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย เป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จหลาย ๆ เรื่อง หากใครเป็นคอกีฬา เป็นแฟนกีฬาทีมชาติไทย อาจจะพอคุ้น ๆ กับชื่อนี้ เพราะเธอคือ “อดีตนักกีฬาว่ายน้ำหญิงทีมชาติไทย” เจ้าของสถิติ 1 เหรียญทอง 3 เหรียญทองแดง จากกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ครั้งที่ 8 ปี 2521 ซึ่งครั้งนั้นกรุงเทพฯรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขัน และยังเป็นนักกีฬาว่ายน้ำหญิงไทยคนแรกที่ได้เหรียญทองจากกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ด้วย แม้ในวันนี้เธอจะโบกมืออำลาจากสระแล้ว แต่ก็นำประสบ การณ์ในฐานะนักกีฬามาสร้างประโยชน์ให้กับ “วงการกีฬาผู้พิการทางสติปัญญาและสมองของไทย” ผ่านทางกิจกรรมที่ทำในนามคณะกรรมการสเปเชียลโอลิมปิคฯ

นับรวมจนถึงวันนี้…ก็กว่า 26 ปีแล้ว

เธอเล่าว่า… มีโอกาสเข้าทำงานตั้งแต่ยุคของ คุณหญิงวิจันทรา บุนนาค ที่เป็นเพื่อนกับคุณพ่อ ซึ่งตอนนั้นคุณหญิงวิจันทราดำรงตำแหน่งเป็นประธานสเปเชียลโอลิมปิคแห่งประเทศไทย นอกจากนั้นก็ยังทำงานในมูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยอีกด้วย โดยตอนนั้นคุณหญิงวิจันทราต้องการคนที่มีความรู้ทางด้านการกีฬาให้เข้ามาช่วยงานในสเปเชียลโอลิมปิคฯ จึงมาทาบทามเธอให้ไปร่วมมอบเหรียญรางวัลให้แก่เด็ก ๆ ผู้พิการทางสติปัญญา โดยในขณะนั้นการแข่งขันกีฬาคนพิการมีเพียงการแข่งขันจากกีฬาประเภทวิ่งเท่านั้น อีกทั้งนักกีฬาผู้พิการก็ยังมีไม่กี่คน

“หลังการแข่งขันสิ้นสุด คุณหญิงก็ถามว่า… มาช่วยกันทำงานได้ไหม ก็ตอบท่านว่า… ได้ค่ะ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่า… คนพิการทางสติปัญญาเขาเล่นกีฬาอะไรกัน เล่นอย่างไร และเล่นได้ด้วยเหรอ แต่ด้วยความที่ได้เคยทำงานกับคนพิการด้านอื่น ๆ มาก่อน ก็คิดว่า… น่าจะทำได้  ซึ่งตอนที่เข้าไปใหม่ ๆ ก็ทำหน้าที่แปลเอกสาร กรอกเอกสารให้นักกีฬา ตอนนั้นคิดว่า… จะมาช่วยเป็นครั้งคราว แต่ทำไปทำมา สุดท้ายก็ทำมาจนถึงวันนี้” …รัชนีวรรณกล่าว

เมื่อตัดสินใจเข้าทำงานเต็มตัว ก็คิดขึ้นมาว่า… ภารกิจนี้มีกิจกรรมหลากหลาย อีกทั้งมีงานด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาก หากคิดจะทำจริงจังก็ควรที่จะต้องศึกษาหาความรู้ให้มากขึ้น จึงรับอาสาพานักกีฬาผู้พิการทางสติปัญญาไปแข่งขันที่สหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยออกค่าใช้จ่ายด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งเธอบอกว่า… คุ้มค่า เพราะได้รับข้อมูลกลับมามากมาย และได้ประสบการณ์ รวมถึงได้เรียนรู้ขั้นตอนต่าง ๆ ด้วย เมื่อกลับมาถึงประเทศไทย จึงวางเป้าหมายที่จะขยายงานนี้ออกไปให้กว้างยิ่งขึ้น โดยตอนนั้นกิจกรรม ของสเปเชียลโอลิมปิคฯ เองก็เริ่มขยาย เพราะมีการส่งนักกีฬาผู้พิการทางสติปัญญาไทยจำนวน 24 คนเข้าร่วมแข่งขันรายการ Special Olympics World Summer Games ที่รัฐคอนเนตทิคัต สหรัฐอเมริกา ในปี 2538, ปี 2541 ทำการจัดแข่งขันเดิน-วิ่งการกุศล เพื่อหาทุนให้กับทางสเปเชียลโอลิมปิคไทย โดยได้รับพระกรุณาธิคุณจาก พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ทรงเป็นประธานพิธีเปิดการแข่งขัน ซึ่งในปีเดียวกันนี้ก็ได้ทำการส่งนักกีฬาไทยเข้าร่วมแข่งขันในกีฬาประจำปีของประเทศสิงคโปร์, ปี 2545 ส่งนักกีฬาไทยเข้าร่วมการแข่งขันรายการชื่อ 3rd Special Olympics Nippon Games ที่ประเทศญี่ปุ่น และจัดการคัดเลือกนักกีฬาผู้พิการไทยทั่วประเทศ เพื่อส่งเข้าร่วมแข่งขันในรายการ World Summer Games, ปี 2548 ส่งนักกีฬาเข้าร่วม Special Olympics East Asia and Asia Pacifific Bocce Competition ที่ประเทศบรูไน และที่ประเทศนิวซีแลนด์ ตามลำดับ นอกจากนั้นยังทำการเปิดโครงการนักกีฬาสุขภาพดี (Healthy Athletes Program) และจัดฝึกอบรมผู้ฝึกสอนกีฬายูนิฟายด์ (Unifified Sports) ตามโครงการ Rebuilding Hope Phuket ขึ้นที่จังหวัดภูเก็ตเป็นครั้งแรก…

“ในแง่การทำงานถือว่า… ประสบความสำเร็จนะ ถ้าเทียบกับจำนวนเจ้าหน้าที่ของเราที่มีอยู่เพียงแค่ 4 คน ที่ต้องส่งนักกีฬาเข้าร่วมงานถึง 40 รายการต่อปี แต่ก็ยังถือว่า… เป็นงานที่หนัก เพราะต้องคอยดูแลนักกีฬากว่า 17,000 คน ซึ่งโชคดีที่มีน้อง ๆ จิตอาสาและอาสาสมัครเข้ามาช่วยด้วย ก็เลยพอจะทำกันไปได้” …รัชนีวรรณ กล่าว

เรียกได้ว่า… ไม่รักงานนี้จริง คงทำเช่นนี้ไม่ได้ เพราะไม่เพียงงานจะมาก แต่ยังยากอีกต่างหาก เนื่องจากผู้พิการทางสติปัญญาเหล่านี้ อุปสรรคใหญ่ ๆ ก็คือปัญหา “การสื่อสาร” เจ้าหน้าที่ที่ทำงานนี้จึงต้องอดทน และต้องใจเย็นมาก ๆ อย่างไรก็ดีเธอเล่าว่า… สิ่งที่ดีใจที่สุด คือ นักกีฬาเหล่านี้จดจำเธอได้ โดยเวลาที่ถูกเชิญไปงานต่าง ๆ ก็จะมีนักกีฬามาทักทาย มากอด หรือพูดคุยด้วยเสมอ ซึ่งสำหรับคนกลุ่มนี้แล้ว หากไม่มั่นใจหรือเชื่อใจก็จะไม่กล้าแสดง ออกแบบนี้กับคนแปลกหน้า

***************

ทั้งนี้ เกี่ยวกับการฝึกซ้อม “นักกีฬาผู้พิการ” กลุ่มนี้ รัชนีวรรณ ระบุว่า… หลักการการฝึกซ้อมไม่แตกต่างจากนักกีฬาทั่วไป คือต้องฝึกหนัก อดทน และต้องขยันซ้อม เพื่อทำให้ร่างกายกับประสาทสัมผัสจดจำการเคลื่อนไหว เมื่อถึงเวลาทำการแข่งขันทุกอย่างก็จะเป็นไปอย่างอัตโนมัติ อีกเรื่องคือ การให้ความรู้เกี่ยวกับกฎกติกามารยาทในการแข่งที่ต้องสอนให้เขาจดจำให้ได้ เมื่อผ่านแล้วทุก ๆ อย่างก็เหมือนกับการเทรนนิ่งนักกีฬาปกติ โดยเธอบอกว่า…“จุดสำคัญคือต้องใจเย็น ๆ และต้องให้โอกาสเขา” …เป็นขั้นตอนฝึกฝนนักกีฬา ที่ไม่เพียงแต่นักกีฬาจะต้องมีใจสู้ แต่ครูฝึก เจ้าหน้าที่ที่ทำงานนี้ ก็ต้องร่วมสู้ด้วย และรวมถึง…

“รัชนีวรรณ บูลกุล” คนนี้.

‘ครูชีวิต’ ดีกรีผู้พิการ

สำหรับแผนการในอนาคต รัชนีวรรณ ระบุว่า…ทุกวันนี้งานในสเปเชียล โอลิมปิคแห่งประเทศไทยได้ปรากฏออกมาอย่างเป็นรูปธรรมมากมาย  ทว่าภารกิจนี้ก็ยังไม่จบ เพราะยังมีงานด้าน

อื่น ๆ ที่ต้องทำอยู่อีกมาก โดยบางงานก็จำเป็นต้องนำมาปรับปรุง หรือศึกษาจุดบกพร่อง เพื่อทำให้งานในครั้งต่อ ๆ ไปดีขึ้น ซึ่งเธอหวังว่า… ทัศนคติที่สังคมมีต่อนักกีฬาผู้พิการทางสติปัญญาเหล่านี้ จะดีขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้กิจกรรมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้รับการส่งเสริม-ได้รับการสนับสนุนเพิ่มขึ้น เพื่อให้ผู้พิการได้รับประโยชน์มากที่สุด

งานหนัก-งานยากแบบนี้ ทีมงานคอลัมน์ “วิถีชีวิต” อดถามไม่ได้ว่า… ไม่เหนื่อย ไม่ท้อเลยหรือ? เรื่องนี้ รัชนีวรรณตอบว่า… ยากก็จริง แต่ไม่มีคำว่า…ท้อ ยิ่งเมื่อได้เห็นความลำบากของนักกีฬาที่ทุกคนต่างพยายามทำให้สำเร็จ คำว่าท้อจึงเกิดขึ้นไม่ได้

“มันเหมือนการเรียนรู้สองด้าน คือขณะที่เราสอนเทคนิคให้เขา เขาก็สอนแง่มุมชีวิตให้เราได้เรียนรู้ด้วย ซึ่งเราได้บทเรียนหลาย ๆ อย่างจากการที่ได้ทำงานร่วมกับพวกเขา ทำให้เรามีบทเรียนชีวิตมากมาย ซึ่งคุ้มค่ามากแล้วกับการที่เราได้เข้ามาทำงานนี้” …เป็นบทเรียนที่มี “ชีวิตผู้พิการ” เป็นผู้สอน.

สุภารัตน์ ยอดศิริวิชัยกุล

สุรางค์รัตน์ เจนการ : รายงาน

พิชญวัฒน์ ปรุงศักดิ์ : ภาพ

%d bloggers like this: