วิกฤติหนี้ยุโรป

All posts tagged วิกฤติหนี้ยุโรป

เชื่อหุ้นไทยสัปดาห์หน้าแกว่งตัวในกรอบแคบ

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

16 กรกฎาคม 2554, 11:30 น.

เชื่อหุ้นไทยสัปดาห์หน้าแกว่งตัวในกรอบแคบ.

Pic_186798

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้าอาจเคลื่อนไหวในกรอบแคบ แนะติดตามความคืบหน้าเพดาหนี้สหรัฐฯ และผลการทดสอบภาวะวิกฤติของธนาคารในยุโรป โดยให้แนวรับที่ 1,069-1,046 จุด และแนวต้านที่ 1,090-1,109 จุด

บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ดัชนี SET ปรับตัวลดลง จากความกังวลปัญหาหนี้ในสหรัฐฯ และยุโรป โดยดัชนีปิดที่ระดับ 1,079.91 จุด ลดลง 0.79% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 40.14% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 24,893.93 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ ขณะที่นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนต่างชาติ และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 306.82 จุด ลดลง 0.63% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงต้นสัปดาห์ในทิศทางเดียวกับตลาดหุ้นต่างประเทศ หลังตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ออกมาแย่กว่าคาด รวมทั้งเป็นผลจากความกังวลต่อปัญหาหนี้ของยุโรปที่อาจลุกลามไปยังอิตาลี แต่ดัชนี SET ลดช่วงติดลบลงปลายสัปดาห์ นำโดย หุ้นในกลุ่มพลังงานที่ได้รับแรงบวกจากการปรับขึ้นของราคาน้ำมัน

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 18-22 ก.ค. 2554 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด  มองว่า ดัชนีมีโอกาสแกว่งตัวในกรอบแคบ โดยจะต้องติดตามความคืบหน้าประเด็นเพดานหนี้สหรัฐฯ ผลการทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) ของธนาคารในยุโรป การรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั้งในและต่างประเทศ ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ เครื่องชี้วัดที่อยู่อาศัย ตลอดจนตัวเลขการค้าระหว่างประเทศของกระทรวงพาณิชย์ไทย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,069 และ 1,046 ขณะที่แนวต้านคาดว่าจะอยู่ที่ 1,090 และ 1,109 จุด ตามลำดับ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 16 กรกฎาคม 2554, 11:30 น.

คาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่30.00-30.50บาทต่อดอลลาร์ฯ

Published กรกฎาคม 10, 2011 by SoClaimon

9 กรกฎาคม 2554, 11:45 น.

คาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่30.00-30.50บาทต่อดอลลาร์ฯ.

Pic_185042

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดสัปดาห์หน้าค่าบาทเคลื่อนไหวที่ 30.00-30.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ แนะจับตาประชุม กนง.และข้อมูลเศรษฐกิจเดือน มิ.ย.ของจีน รวมถึงประเด็นวิกฤติหนี้ยุโรปด้วย

บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด รายงานว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นทดสอบระดับ 30.20 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยเงินบาทได้รับแรงหนุนในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ จากกระแสเงินทุนต่างชาติ ที่ไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร หลังการเลือกตั้งทั่วไปของไทยผ่านพ้นไปด้วยความสงบเรียบร้อย ขณะที่ทิศทางการแข็งค่าของสกุลเงินเอเชียในภาพรวม ก็เป็นปัจจัยหนุนเงินบาทด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ เงินบาทขยับแข็งค่าได้ต่อเนื่อง และเข้าทดสอบระดับ 30.30 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์ หลังจากนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวว่า ไทยจะยังคงปล่อยให้เงินบาทแข็งค่า เพื่อช่วยลดแรงกดดันเงินเฟ้อ ในวันศุกร์ (8 ก.ค.) เงินบาทอยู่ที่ 30.20 แข็งค่าจากระดับ 30.68 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันพฤหัสบดีก่อนหน้า (30 มิ.ย.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (11-15 ก.ค. 2554) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 30.00-30.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาผลการประชุม กนง.ในวันที่ 13 ก.ค. ข้อมูลเศรษฐกิจเดือน มิ.ย.ของจีน ประเด็นเกี่ยวกับวิกฤติหนี้ยุโรป และการขยับเพดานหนี้ของสหรัฐฯ (ซึ่งเข้าใกล้เส้นตายที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ระบุไว้ในช่วงกลางเดือน ก.ค.) รวมถึงข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (เบื้องต้น) ผลสำรวจภาคการผลิตของเฟด สาขานิวยอร์ก เดือน ก.ค. ยอดค้าปลีก ดัชนีราคาผู้บริโภค ดัชนีราคาผู้ผลิต ผลผลิตภาคอุตสาหกรรม เดือน มิ.ย. ข้อมูลการค้าระหว่างประเทศ สต็อกสินค้าคงคลังภาคธุรกิจ เดือน พ.ค. บันทึกการประชุมเฟดเมื่อวันที่ 21-22 มิ.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 9 กรกฎาคม 2554, 11:45 น.

ชี้ปัญหาตะวันออกกลาง-หนี้ยุโรป ตัวการทำตลาดหุ้นผันผวน

Published กุมภาพันธ์ 24, 2011 by SoClaimon

22 กุมภาพันธ์ 2554, 20:30 น.

ผ่านทางชี้ปัญหาตะวันออกกลาง-หนี้ยุโรป ตัวการทำตลาดหุ้นผันผวน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_150908

 

“ธีระชัย” เผย 2-3 ปีนี้ ปัญหาการเมืองในตะวันออกกลาง และปัญหาวิกฤติหนี้ยุโรปรวมทั้งการปรับตัวของเศรษฐกิจจีนเป็นปัจจัย เสี่ยงที่ทำให้เงินทุนไหลเข้าออกรุนแรง และทำให้ตลาดหุ้นผันผวนหวือหวา…

เมื่อวันที่ 22 ก.พ. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวในงานสัมมนา “ความท้าทายในการบริหารความเสี่ยงปี 2554” จัดโดยสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทยว่า ในปีนี้และช่วง 2-3 ปีข้างหน้า จะเป็นปีที่เงินทุนจะเคลื่อนย้ายเข้าออกอย่างรวดเร็วในประเทศเอเชีย รวมทั้งไทย ซึ่งจะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นลงหวือหวา ผู้มีหน้าที่บริหารจัดการความเสี่ยงต้องเพิ่มความระมัดระวัง โดยความเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความผันผวนระยะสั้นหรือกระตุ้นให้เงินทุนไหลออก คือ ปัญหาการเมืองในตะวันออกกลาง ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะได้ข้อสรุป อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาใหม่รวมถึงไทย และความมั่นใจของนักลงทุนที่จะเข้ามาลงทุน เพราะอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวขึ้น นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงจากปัญหาเศรษฐกิจและวิกฤติหนี้สาธารณะในยุโรป โดยต้องติดตามการแก้ปัญหาหนี้ในยุโรปอย่างใกล้ชิด ซึ่งระหว่างการเจรจาแก้ปัญหา อาจสร้างความผันผวน ให้กับตลาดหุ้นได้

“จากการพบกับนักลงทุนและนักวิเคราะห์ต่างประเทศ เห็นตรงกันว่า เงินทุนจะไหลมาลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา แต่เมื่อความเสี่ยง 2 ประเด็นนี้ เกิดขึ้นเป็นระยะจะกลายเป็นความเสี่ยง ซึ่งในช่วงที่ดัชนีฯเหวี่ยงขึ้น-ลงแรง บริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ต้อง เพิ่มความระมัดระวังในการบริหารความเสี่ยงให้กับลูกค้า รวมถึงดูแลพอร์ตการลงทุนของบริษัทตัวเองให้ดีด้วย พร้อมกับทำให้ฐานะของบริษัทมีความแข็งแกร่งพร้อมรับเม็ดเงินที่ไหล เข้าและออกได้อย่างคล่องตัว”เลขาธิการ ก.ล.ต. กล่าว

นายธีระชัย  กล่าวต่อว่า ปัจจัยเสี่ยงที่มีผลระยะยาว คือการปรับตัวของเศรษฐกิจจีน ซึ่งในอนาคตภาคแรงงานจะมีอำนาจต่อรองค่าแรงมากขึ้น อาจส่งผลให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจชะลอตัวลง และกำไรของบริษัทในภาคอุตสาหกรรมลดลง ทำให้เกิดความผันผวนของกระแสเงิน ทุนที่เข้าไปยังประเทศเอเชีย ส่วนปัญหาการเมืองในประเทศไทยนั้น ถือว่าไม่ถึงกับเป็นปัจจัยเสี่ยงมากนัก หากสามารถยุบสภาและดำเนินการเลือกตั้งได้ตามขั้นตอน

ด้าน นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ สำนักกิจการธนาคารต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) กล่าวในหัวข้อ  “Thailand Economic Outlook2011 : Key Economic risks” ว่า จากบทเรียนที่ผ่านมาพบว่า ภายหลังจากที่มีการ ไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติเข้ามา จะสร้างความเปราะบางทางการเงินหาก ประเทศใดไม่สามารถดูแลได้ อาจสร้างวิกฤติได้เหมือนกับที่เกิดกับกรณีของเม็กซิโก ยุโรป และละตินอมริกา ในส่วนของไทยก็เคยมีบทเรียนจากวิกฤติทางการเงินมาแล้ว ทำให้ธนาคารพาณิชย์ระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ ดังนั้นเชื่อว่าไทยจะรับมือกับภาวะดังกล่าว ประกอบกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีมาตรการดูแลอย่างดี อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามธนาคารกลางของประเทศเพื่อนบ้านว่าจะสามารถดูแลและจัดการเงิน ทุนที่ไหลเข้าออกได้ดีหรือไม่ หากไม่ดีอาจจะมีผลกระทบลามมาถึงประเทศไทยได้

นายกอบศักดิ์  คาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ว่า ภายใต้สมมุติฐานว่าการเมืองไม่มีเหตุรุนแรง เชื่อว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวสูงกว่าที่ทางการคาดการณ์ว่าจะโต 3.5% รับ อานิสงส์จากเงินทุนที่ไหลเข้ามาลงทุนทางตรงและทางอ้อมในเอเชีย แต่จะมีปัญหาเงินเฟ้อตามมา ทำให้ธปท.จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย มากกว่าที่ ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะขึ้น 0.5-0.75% โดยตนคาดการณ์ว่า ในครึ่งแรกของปี้นี้ ธปท.จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่ำ1%

“แนวโน้มดอกเบี้ยขาขึ้นก่อนหน้านี้ใช้เวลา 2 ปี แต่รอบนี้ผ่านมาแล้ว 6 เดือน จึงเหลือเวลาอีกปีกว่าที่ธปท.จะขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งในครึ่งแรกปีนี้คาดว่าดอกเบี้ยจะขึ้นอย่างต่ำ 1% เพราะธปท.ต้องการให้ดอกเบี้ยกลับไปสู่ภาวะปกติ จากปัจจุบันดอกเบี้ย ที่แท้จริงยังติดลบ 2%” นายกอบศักดิ์ กล่าว.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 กุมภาพันธ์ 2554, 20:30 น.

 

สเปนครองแชมป์ไม่ผ่านStress test

Published สิงหาคม 3, 2010 by SoClaimon

31 กรกฎาคม 2553, 13:22 น.

ผ่านทางสเปนครองแชมป์ไม่ผ่านStress test – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_100246

คณะกรรมาธิการ เผย ผลทดสอบภาวะวิกฤติต่อธนาคารในยุโรป 91 แห่ง จาก 20 ประเทศ ผล มี 3 ประเทศ 7 แห่ง ที่ไม่ผ่านการทดสอบ โดยสเปนครองแชมป์มีมาก ถึง 5 ธนาคาร…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงาน ว่า คณะกรรมาธิการผู้ตรวจการธนาคารยุโรป ประกาศผลการทดสอบภาวะวิกฤติต่อธนาคารในยุโรป 91 แห่ง จาก 20 ประเทศ พบว่า มีธนาคารที่ไม่ผ่านการทดสอบ 7 แห่ง โดย 1 แห่ง เป็นธนาคารของเยอรมนี คือ Hypo Real Estat เป็นของกรีซ 1 แห่ง คือ Ate Bank และอีก 5 แห่ง อยู่ใน สเปน ได้แก่ Babca Civica, Cajasur,Diada,Espiga และ Unnim

สำหรับ ธนาคารที่ผ่านการทดสอบ จะต้องสามารถดำรงสัดส่วนเงินการลงทุนขั้นที่ 1 ไม่ต่ำกว่า 6% ภายใต้สถานการณ์ที่เศรษฐกิจทรุดตัว รวมถึงมูลค่าที่ลดลงของพันธบัตรรัฐบาลที่ธนาคารถือครองอยู่ ส่วนธนาคารในกลุ่มประเทศที่ถูกจับตาว่าจะสามารถแก้ไขวิกฤติหนี้สิน และการขาดดุลการคลังได้หรือไม่ใยอีก 3 ประเทศ นอกจาก กรีซ และ สเปน คือ ไอร์แลนด์ โปรตุเกส และ อิตาลี นั้น ปรากฏว่าธนาคารต่างๆ สอบผ่านหมด

ผล ทดสอบที่ออกมาดีเกินคาด ทำให้มีธนาคารถึง 84 แห่ง สอบผ่านมาได้นั้น กลายเป็นที่แคลงใจของนักเศรษฐศาสตร์ ว่า คณะกรรมาธิการผู้ตรวจการธนาคารของยุโรปปิดบังอำพรางความจริงหรือไม่ ขณะที่ไม่มีคำอธิบายในรายละเอียดว่า ธนาคารเหล่านั้นผ่านความแข็งแกร่งในจุดใดบ้าง แต่ผู้ดูแลกฎกลับด่วนสรุปในทันทีว่า ธนาคารของพวกตนมีความมั่นคง ที่น่าวิตกก็คือ ธนาคารในประเทศที่ถูกจับตาดูว่า จะรอดพ้นวิกฤติหนี้ไปได้หรือไม่ กลับมีมาตรฐานเท่ากับธนาคารที่มีความแข็งแกร่งในฝรั่งเศส และอังกฤษ

ผล การทดสอบที่ออกมาจึงยังไม่โปร่งใส และน่าวิตกกังวลว่า จะสร้างความยุ่งยากให้กับอนาคต หากนี้จำนวนมหาศาลของยุโรปนั้นปูดขึ้นอีก จนเข้าตำรา ช้างตายทั้งตัว เอาใบบัวมาปิดไม่มิด นั่นเอง

แบงก์ยุโรปกับStress Test มั่นใจเกินไป วิกฤตยิ่งบานปลาย

Published กรกฎาคม 29, 2010 by SoClaimon

06 กรกฎาคม 2553 เวลา 12:21 น.

ผ่านทางแบงก์ยุโรปกับStress Test มั่นใจเกินไป วิกฤตยิ่งบานปลาย.

การทดสอบสมรรถภาพจึงไม่ต่างอะไรกับการสร้างภาพ ในความเห็นของนักวิเคราะห์หลายๆ ราย แต่ยุโรปยังมองว่าเป็นการทดสอบอย่างจริงจัง และจะต้องโปร่งใสอย่างถึงที่สุด

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศ

เมื่อปีที่แล้วสหรัฐสร้างความฮือฮาด้วยการประกาศโครงการทดสอบสมรรถภาพของ สถาบันการเงิน ตามกระบวนการ Stress Test เพื่อตรวจสอบความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินเหล่านี้ว่าเพียงพอที่จะรับมือ กับภาวะช็อกได้หรือไม่ ในกรณีที่สถาบันการเงินชั้นนำเกิดล้มละลายอย่างไม่ทันตั้งตัวเหมือนชะตากรรม ที่เกิดขึ้นกับเลห์แมน บราเธอร์ส

มาปีนี้และในสัปดาห์นี้ ถึงคราวที่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ต้องผลักดันให้ยุโรปต้องเดินตามรอยสหรัฐ ด้วยสถานการณ์ที่แตกต่างกัน แต่ด้วยความกังวลที่คล้ายคลึงกัน มิหนำซ้ำฝั่งยุโรปมีท่าทีกระวนกระวายใจเสียยิ่งกว่า

ยุโรปจึงเร่งรัดกับกระบวนการนี้เป็นพิเศษ โดยเริ่มตั้งแต่เดือนที่แล้ว เพื่อที่ในวันที่ 24 ก.ค. จะมีการประกาศผลการทดสอบอย่างเป็นทางการ ขณะที่สหรัฐให้เวลากับกระบวนการนี้ค่อนข้างนาน

ในกรณีของสหรัฐ การทดสอบสมรรถภาพของสถาบันการเงินเกิดขึ้นเพื่อตอบรับกับความโกลาหลที่เกิด ขึ้นในตลาด ภายหลังจากสถาบันการเงินแห่งแล้วแห่งเล่าล้มครืนลงตามรอยเลห์แมน บราเธอร์ส จนความเชื่อมั่นสั่นคลอนอย่างรุนแรง

ภาพประกอบข่าว

อย่างไรก็ตาม กรณีของสหรัฐดูเหมือนจะเข้าลักษณะวัวหายล้อมคอก เพราะนำมาตรการนี้มาใช้เมื่อสถาบันการเงินหลักๆ ล้มละลายไปเรียบร้อยแล้ว แต่อย่างน้อยยังมีผลลัพธ์ในด้านบวก คือ การเรียกคืนความเชื่อมั่นให้กลับคืนมา

ส่วนในกรณีของยุโรป หากไม่นับความล้มเหลวของไอซ์แลนด์แล้ว ยังไม่ปรากฏสถาบันการเงินแห่งใดที่ล้มครืนลงอย่างรุนแรง ทว่าวิกฤตหนี้สาธารณะที่กำลังบั่นทอนเสถียรภาพของบางประเทศ กำลังทำให้หลายฝ่ายพลอยกังวลว่าปัญหาในระดับสาธารณะจะลุกลามมาถึงภาคเอกชน ด้วย

ที่ประชุมสุดยอดผู้นำยุโรปจริงจังกับปัญหานี้อย่างมาก และเห็นพ้องแทบจะในทันทีให้ดำเนินการทดสอบ เพราะหากพิจารณาว่าสหรัฐใช้มาตรการนี้เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นแล้ว ยุโรปก็อยู่ในสถานะนั้นเช่นกัน หลังจากที่บรรดาบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินระดมหั่นระดับ เครดิตของสมาชิกกลุ่มประเทศยูโรโซนอย่างมันมือ จนส่งผลสะเทือนต่อความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง

หากผลที่ออกมายืนยันว่า สถาบันการเงินยุโรปยังมี “สุขภาพ” ที่ดี ยุโรปจะมีเหตุผลหนักแน่นในการทัดทานการลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน อีกทั้งยังสามารถเตรียมรับมือกับสถานการณ์เลวร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ

จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า เหตุใดธนาคารของสเปนจึงประกาศลั่น พร้อมเผยผลการทดสอบเป็นรายแรก ในฐานะที่สเปนตกเป็นเป้าข่มขู่การลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงิน อีกทั้งยังมีปัญหาน่าเป็นห่วงทั้งในระดับดุลงบประมาณ และระดับธนาคารเอกชนที่เริ่มขาดสภาพคล่อง

แต่การทดสอบครั้งนี้ถือเป็นการชี้เป็นชี้ตายสมรรถภาพของธนาคารและสถาบัน การเงินยุโรป หรือกระทั่งสามารถเป็นข้อพิสูจน์ความทนทานของระบบการเงินยุโรปต่อมรสุมทาง การเงินและเศรษฐกิจหรือไม่นั้น ยังเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน

เหตุผลประการแรกมาจากประสบการณ์การทำ Stress Test ของสหรัฐ

การทดสอบสมรรถนะของสถาบันการเงินในสหรัฐเมื่อปีที่แล้ว ประเมินผลจากการตั้งสถานการณ์สมมติสองสถานการณ์ คือ

ทดสอบความแข็งแกร่งในกรณีที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทรุดตัว และภาวะว่างงานรุนแรง

และทดสอบความแข็งแกร่งในกรณีสถานการณ์เลวร้ายที่สุด คือ สหรัฐเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยซ้ำซ้อน

ผลปรากฏว่า การทดสอบสถาบันการเงินชั้นนำ 19 แห่งที่มีเงินทุนสูงกว่า 1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ทุกแห่งผ่านการทดสอบด้วยดี

อย่างไรก็ตาม การ “ผ่านการทดสอบด้วยดี” แม้จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเรื่องความเชื่อมั่นของนักลงทุน แต่ในระดับโครงสร้างแล้วการทดสอบสมรรถภาพในเวอร์ชันของสหรัฐยังมีปัญหาอยู่ มาก

นูเรียล รูบินี นักวิเคราะห์ชั้นนำแห่งตลาดวอลสตรีต ผู้เคยทำนายวิกฤตการเงินโลก ชี้ว่าในกระบวนการทดสอบของสหรัฐ แม้รัฐบาลจะกำหนดให้มีการเปิดเผยรายละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว

แต่ในเวลาเดียวกันรัฐบาลสหรัฐกลับเปิดทางให้สถาบันการเงิน “ผลิต” ข้อมูลขึ้นมาอย่างแนบเนียน และข้อมูลส่วนใหญ่ออกมาด้านบวก หากไม่หนุนราคาหุ้นของสถาบันการเงินนั้นๆ ก็จะช่วยสร้างภาพลักษณ์ความสำเร็จให้กับกระบวนการ Stress Test

ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลสหรัฐยังมีช่องทางในการอัดฉีดทุนเข้าหนุนสถาบันการเงิน ในกรณีที่ประสบปัญหาสภาพคล่อง และเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง
ยุโรปอาจขอยืมรูปแบบ Stress Test มาจากสหรัฐก็จริง แต่โดยเนื้อหาแล้วยังเป็นที่น่ากังขาว่า จะได้ผลลัพธ์ที่ “น่าพึงพอใจ” เท่ากับกรณีของสหรัฐหรือไม่

ปัญหาสำคัญของยุโรป คือ สมรรถภาพของสถาบันการเงินในแต่ละประเทศอยู่ในระดับที่ต่างกัน จากประเทศที่มีเสถียรภาพมากที่สุดคือเยอรมนี จนถึงประเทศที่ใกล้ล้มละลายเต็มทีอย่างกรีซ และที่ต่างกันยิ่งกว่านั้นคือ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ

ยุโรปตั้งสถานการณ์สมมติของการทดสอบไว้ที่ ภาวะถดถอยของ GDP 2.7% และภาวะว่างงาน 12% แต่ในความเป็นจริงบางประเทศมีตัวเลขเศรษฐกิจที่ย่ำแย่กว่านั้นหลายเท่าตัว เช่น สเปนที่อัตราว่างงานสูงถึง 20%

อีกหนึ่งประเด็นปัญหาที่น่าสนใจก็คือ ยุโรปมีชั้นเชิงในการเปิดเผยผลการทดสอบที่อ่อนด้อยกว่าสหรัฐ ซึ่งแม้จะจริงอยู่ที่สหรัฐใช้กลเม็ดในการปั่นความเชื่อมั่นภายหลังประกาศผล การทดสอบ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก และไม่ช่วยแก้ปัญหาระยะยาว

แต่สหรัฐมองที่ความเชื่อมั่นของนักลงทุน ไม่ใช่ความแข็งแกร่งเชิงโครงสร้าง และถือเป็นพฤติกรรมโดยปกติของสหรัฐที่ได้ชื่อว่า ตีค่าภาคธุรกิจเหนือสิ่งอื่นใด
การทดสอบสมรรถภาพจึงไม่ต่างอะไรกับการ สร้างภาพ ในความเห็นของนักวิเคราะห์หลายๆ ราย แต่ยุโรปยังมองว่าเป็นการทดสอบอย่างจริงจัง และจะต้องโปร่งใสอย่างถึงที่สุด

การทดสอบที่ขาดการ “วางแผน” อย่างรัดกุมเหมือนดังสหรัฐ และการมั่นใจอย่างล้นเหลือของบรรดาผู้นำยุโรป จึงอาจส่งผลด้านลบอย่างเหนือความคาดหมาย เพราะความเข้าใจที่ต่างกัน รวมถึงความ “เข้าใจเอาเอง” ของผู้นำยุโรปว่า เศรษฐกิจของตนมีเสถียรภาพมากพอ ทั้งๆ ที่บางประเทศกำลังหมิ่นเหม่กับภาวะล้มละลาย
และเมื่อนั้นการทดสอบ สมรรถภาพ จะไม่ใช่การยืนยันถึงความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินยุโรป แต่จะกลายเป็นการเปิดเผยให้เห็นถึงความอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ
ซ้ำเติมให้วิกฤตยิ่งเลวร้ายลงไปอีก

จับตาแบงก์หนี้สุมหัวยุโรปหนีเสือปะจระเข้

Published กรกฎาคม 29, 2010 by SoClaimon

17 มิถุนายน 2553 เวลา 12:00 น.

ผ่านทางจับตาแบงก์หนี้สุมหัวยุโรปหนีเสือปะจระเข้.

ในช่วงเวลาที่รัฐบาลในยุโรปกำลังสาละวนกับมาตรการรัดเข็มขัด หากสถาบันการเงินยังมีความเชื่อมั่นต่อกันได้ ก็พอที่จะต่อท่อน้ำเลี้ยงพยุงชีวิตสถาบันการเงินไม่ให้กลายเป็นภัยคุกคาม ยุโรปซ้ำซ้อน

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศ

ในชั้นแรกที่วิกฤตหนี้สาธารณะของยุโรปเริ่มคลี่คลายให้เห็นถึงระดับความ รุนแรง หลายฝ่ายยังพอเหลือความมั่นใจอยู่บ้างว่า อย่างน้อยวิกฤตในด้านการเงินการคลังอาจกระทบเพียงเสถียรภาพของเงินยูโรเมื่อ ถึงที่สุดแล้ว แต่ระบบการเงินการธนาคารของยุโรปจะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก จึงไม่ต้องคอยกังวลอีกทอด ว่ายุโรปจะตกที่นั่งเดียวกับวิกฤตสถาบันการเงินเหมือนดังกรณีของสหรัฐเมื่อ 2 ปีก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์คลี่คลายไปสู่อีกระดับที่รุนแรงขึ้น ทุกฝ่ายเริ่มมองเห็นลางร้ายในระบบการเงินการธนาคารยุโรป

เพราะขณะนี้เริ่มมีความเสี่ยงที่สถาบันการเงินในภูมิภาคจะประสบกับภัยคุก คามร้ายแรงเช่นเดียวกับสถาบันการเงินสหรัฐ นั่นคือปัญหาสินทรัพย์ถดถอย หรือ Writedown

มูลเหตุใหญ่ของปัญหา Writedown ในยุโรป คือการที่นักลงทุนเริ่มหันหลังให้กับหลักทรัพย์การลงทุน โดยเฉพาะตราสารหนี้ของประเทศที่มีปัญหาหนี้สินรุงรัง ไม่ว่าจะเป็นกรีซ โปรตุเกส และสเปน เนื่องจากหวั่นเกรงว่า มูลค่าหลักทรัพย์ที่ถืออยู่จะดิ่งลงเหว

แต่การละทิ้งพันธบัตรของประเทศเหล่านี้กลับกลายเป็นการตอกย้ำปัญหาให้ สาหัส เพราะกลายเป็นวงจรอุบาทว์ที่เชื่อมโยงระหว่างมูลค่าหลักทรัพย์ที่เสื่อมราคา ลงเพราะปัญหาหนี้สินสาธารณะระดับชาติ ตามมาด้วยวิกฤตศรัทธาของนักลงทุนที่ทำให้หนี้สินทรัพย์ราคาตกต่ำ ซึ่งจะยิ่งทำให้หลักทรัพย์นั้นเสื่อมถอยลงยิ่งขึ้นไปอีก

กล่าวโดยรวบรัดก็คือ หากนักลงทุนทิ้งพันธบัตรด้วยถือเป็นความเสี่ยง ก็ไม่นับเป็นเรื่องผิดวิสัยของสัญชาตญาณแต่อย่างใด เว้นเสียแต่ว่าหากนักลงทุนสละเรือพร้อมกัน ก็หมายถึงตลาดพันธบัตรจะพลอยล้มละลายไปพร้อมกันด้วย

เหตุครั้งนี้ จึงนับเป็นวงจรอุบาทว์ที่บังเกิดขึ้นจากวิกฤตศรัทธาโดยแท้

วิกฤตศรัทธาของบรรดานักลงทุน เป็นผลสืบเนื่องมาจากการลดระดับความน่าเชื่อถือของประเทศต่างๆ ดังเช่นล่าสุดที่มูดี้ส์ประกาศลดระดับความน่าเชื่อถือทางการเงินของกรีซลง อีกครั้ง ให้เหลือระดับ Junk ซึ่งเป็นระดับต่ำที่สุด และหมายถึงระดับที่นักลงทุนควรหลีกเลี่ยงที่จะเข้ามาลงทุนด้วย

สัญญาณที่อันตรายอย่างยิ่งก็คือ ยอดขายพันธบัตรในยุโรปช่วงเดือน พ.ค. ทิ้งตัวลงต่ำที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตเลห์แมน บราเธอร์ส ล้มละลายเมื่อปี 2551

ขณะที่ธนาคารด้วยกันเองบ่ายเบี่ยงที่จะปล่อยเงินกู้ให้กับธนาคารในยุโรป โดยเฉพาะประเทศที่จมปลักในปัญหาหนี้สิน และหันมากู้กับธนาคารกลางยุโรป (ECB) เพราะต่างก็ไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน ยังผลให้สภาพคล่องเริ่มเหือดแห้งลงเข้าทุกวัน ซึ่งหมายถึงท่อต่อชีวิตของธนาคารยุโรปใกล้ที่จะขาดสะบั้นลง

สภาพการณ์เช่นนี้แทบไม่ต่างอะไรกับช่วงเวลาก่อนที่ปัญหาซับไพรม์จะระเบิด ตูมใหญ่กลายเป็นวิกฤตที่ผลักดันสถาบันการเงินรายแล้วรายเล่าในสหรัฐจนล้ม ครืนราวกับโดมิโน
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) จับตาสถานการณ์นี้อย่างใกล้ชิด พร้อมคาดการณ์ว่า ยอด Writedown ในยุโรปอาจสูงถึง 1.95 แสนล้านยูโร ภายในปี 2554

อย่างไรก็ตาม จอน พีซ นักวิเคราะห์จาก|โนมูระ โฮลดิง กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์กว่า Writedown ในยุโรปอันเป็นผลมาจากวิกฤตหนี้สินของกรีซอาจสูงถึง 2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด สถาบันการเงินทั่วโลกอาจพลอยถูกลูกหลงไปด้วย และอาจพบกับความสูญเสียเป็นมูลค่าสูงถึง 9 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ที่น่าหวั่นใจไม่แพ้กันก็คือ ตัวเลขคาดการณ์ 1.95 แสนล้านยูโร ยังไม่รวมตัวเลข Writedown ของเดิมที่มียอดสะสม 4.44 แสนล้านยูโร เมื่อรวมของเก่าและของใหม่ ยอดจะแซงหน้า Writedown ของสหรัฐในปีนี้ ซึ่งอยู่ที่ 7.62 แสนล้านเหรียญสหรัฐ

ทางออกจากวิกฤตซ้ำสองที่กำลังก่อตัวในระบบการเงินยุโรปนี้มีอยู่ไม่กี่ทาง

ประการแรก คือปฏิรูปตนเองให้เป็นสถาบันการเงินที่มีความน่าเชื่อถือ หรือปรับปรุงตนเองให้เป็นผู้กู้ยืมที่มีคุณภาพ

ประการที่สอง ต้องคอยรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล จนกว่าจะสามารถพยุงตัวเองจากภาวะลุ่มๆ ดอนๆ

สำหรับทางออกประการที่สอง ไม่เพียงเป็นการแก้ปัญหาที่ชะงัดเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนเสถียรภาพทางการเงินของภาครัฐให้ทรุดโทรมลงไปอีก จากที่ขณะนี้ต้องคอยรัดเข็มขัดงบประมาณ และจัดการกับหนี้สินสาธารณะไปพร้อมๆ กันอยู่แล้ว

ทางออกประการแรกจึงส่งผลที่สมเหตุผลและทรงประสิทธิภาพในระยะยาวมากที่สุด ทั้งยังเป็นความพยายามที่สหภาพยุโรปผลักดันให้เกิดขึ้นโดยเร็วที่สุด แม้ขณะนี้จะมีความคืบหน้าเพียงเล็กน้อยก็ตาม

อย่างไรก็ตาม แม้ทางออกจะเหลือเพียงไม่กี่ทาง แต่ก็มีโอกาสที่ปัญหา Writedown จะไม่ขยายวงกลายเป็นวิกฤตครั้งใหญ่

ดังเช่นการประเมินของมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส ที่ชี้ว่าธนาคารและสถาบันการเงินในยุโรปจะสามารถรับมือกับความสูญเสียที่ เกิดขึ้นกับตราสารหนี้ของภาครัฐและเอกชนได้ โดยไม่จำเป็นจะต้องรับความช่วยเหลือเพื่อเพิ่มทุน

แม้จะเป็นการประเมินที่เหมือนตบหัวแล้วลูบหลัง ภายหลังจากเพิ่งลดเครดิตกรีซ

แต่อย่างน้อยการประเมินของบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินราย นี้ มีส่วนช่วยไม่น้อย หากจะพิจารณาว่าปัญหา Writedown ในสถาบันการเงินของยุโรป ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตศรัทธา และความไม่ไว้วางใจของนักลงทุน และสถาบันการเงินด้วยกันเอง

ในช่วงเวลาที่รัฐบาลในยุโรปกำลังสาละวนกับมาตรการรัดเข็มขัด หากสถาบันการเงินยังมีความเชื่อมั่นต่อกันได้ ก็พอที่จะต่อท่อน้ำเลี้ยงพยุงชีวิตสถาบันการเงินไม่ให้กลายเป็นภัยคุกคาม ยุโรปซ้ำซ้อน

และทำให้ยุโรปต้องตกอยู่ในภาวะ “หนีเสือปะจระเข้”

ทองคำกับวิกฤตหนี้ยุโรปจับตาขาขึ้นในสถานการณ์ผันผวน

Published กรกฎาคม 29, 2010 by SoClaimon

10 มิถุนายน 2553 เวลา 11:58 น.

ผ่านทางทองคำกับวิกฤตหนี้ยุโรปจับตาขาขึ้นในสถานการณ์ผันผวน.

ทองคำจึงเป็นสิ่งที่มีความปลอดภัยสูง ต่างจากเงินตรากระดาษ หรือหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันบนกระดานเพราะมูลค่าของทองคำจะไม่สลายไป

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศ

หากเพชรคือเพื่อนที่ดีที่สุดของผู้หญิง ทองคำคือเพื่อนที่ดีที่สุดของนักลงทุนไม่ว่าสตรีหรือบุรุษเพศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ระบบการเงินและเศรษฐกิจโลกตกอยู่ในภาวะ ผันผวนอย่างรุนแรง

ในภาวะเช่นนั้น ค่าของเงินจะตกต่ำ หลักทรัพย์จะไร้เสถียรภาพ สินทรัพย์ที่อิงกับมูลค่าสมมติทั้งหลายจะถูกทอดทิ้งไว้เบื้องหลัง นักลงทุนจะตะเกียกตะกายกันกว้านซื้อและเก็งราคาทองคำ สินทรัพย์ที่มีค่าในตัวของมันเอง และปราศจากแนวโน้มที่ราคาจะตกลงอย่างรุนแรงเหมือนสินทรัพย์ประเภทอื่น

ทองคำจึงเป็นสิ่งที่มีความปลอดภัยสูง ต่างจากเงินตรากระดาษ หรือหลักทรัพย์ที่ซื้อขายกันบนกระดาน เพราะมูลค่าของทองคำจะไม่สลายไปเหมือนอากาศธาตุหากเกิดความโกลาหลขึ้น ไม่ว่าจะด้วยวิกฤตการเงิน หรือด้วยวิกฤตเงินเฟ้อรุนแรงถึงขีดสุด

ในสัปดาห์นี้ราคาทองคำในตลาดโลกถีบตัวขึ้นมาแตะระดับสูงสุดประวัติการณ์ ด้วยสาเหตุเดียวกับที่เคยหนุนระดับราคาจนทะลุสถิติเดิมมาแล้ว นั่นคือความกังวลของนักลงทุนต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและการเงินโลก

โดยปกติแล้วสิ่งที่จะกำหนดทิศทางราคาทองคำมักเป็นความต้องการที่มาจากกอง ทุนทองคำ GETF พร้อมด้วยความต้องการจากผู้ซื้อรายย่อย แต่มีกำลังซื้อสูงเพื่อการส่งออกไปยังตลาดที่มีความต้องการต่อเนื่อง เช่น อินเดีย และความต้องการจากธนาคารกลางทั่วโลก ส่วนใหญ่มักเป็นความต้องการในระยะยาว

แต่ในสถานการณ์คับขันจะมีแรงซื้อระยะสั้นถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย และทำให้แนวโน้มราคาเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อ 3-4 ปีที่แล้วนักลงทุนต่างกอบโกยทองคำมาครอบครองกันเป็นการใหญ่ เพื่อรับมือกับการอ่อนค่าอย่างต่อเนื่องของเงินเหรียญสหรัฐประจวบเหมาะกับ โลกเข้าสู่มุมอับของวิกฤตการเงิน และภาวะเศรษฐกิจถดถอยพอดี ความต้องการทองคำจากอินเดียและจีนซึ่งถดถอยลง จึงได้รับแรงหนุนในทันทีจากแรงซื้ออื่นเพื่อแสวงหาความปลอดภัยด้านการลงทุน

มาวันนี้ กลางปี 2553 ทองคำเริ่มเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความเชื่อมั่นที่สั่นคลอนอีกครั้ง

วันที่ 8 มิ.ย. ราคาทองคำดีดขึ้นมาแตะระดับ 1,250 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ก่อนที่จะถอยลงมาปิดที่ระดับ 1,243.50-1,244.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ในตลาดทองคำของฮ่องกง

ด้วยปัจจัยที่สำคัญที่สุด วิกฤตหนี้สาธารณะในยุโรป แม้ว่าในวันเดียวกันนั้น ยูโรโซน หรือกลุ่มประเทศที่ใช้สกุลเงินยุโรจะผลักดันกองทุนมูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพยุงสถานการณ์ แต่ปฏิกิริยาตอบรับไม่เป็นที่พึงพอใจของนักลงทุนเท่าที่ควร ดังจะเห็นได้จากตลาดหุ้นในยุโรปต่างทิ้งตัวลงมาในระดับต่ำที่สุดในรอบ 2 เดือน

เมื่อหุ้นล้มเหลวที่จะตอบรับข่าวดี ทองคำจึงเป็นทางเลือกไม่กี่ทางที่เหลือสำหรับนักลงทุนที่เริ่มกระวนกระวาย กับแนวโน้มด้านลบที่ชัดเจนขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานะของเงินยูโร ที่อ่อนค่าลงมาอยู่ที่ระดับต่ำที่สุดในรอบ 4 ปี ความน่าเชื่อถือจึงยิ่งเทมายังทองคำอย่างล้นหลาม

แม้ว่าราคาทองคำในวันต่อมา (9 มิ.ย.) จะอ่อนแรงลงมาอยู่ที่ 1,233.00-1,234.00 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ แต่ปฏิกิริยาของตลาดหุ้น และความผันผวนของเงินยูโรจะเป็นปัจจัยที่ชี้นำราคาทองคำต่อไปอย่างไม่ต้อง สงสัย พิจารณาจากเงื่อนไขในยุโรปเองที่ยังห่างไกลจากเสถียรภาพ

ดังจะเห็นได้ว่า แม้ตลาดหุ้นและราคาทองคำจะเริ่มตอบรับกองทุน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐของยูโรโซน ซึ่งอาจช่วยรองรับความวิตกของนักลงทุนในระดับหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกันปัญหากลับแสดงตัวขึ้นอีกจุด นั่นคือการที่เศรษฐกิจของฟินแลนด์ช่วงไตรมาสแรกถอยกลับเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจ ถดถอยอีกครั้งอย่างเหนือความคาดหมาย หลังจากที่สามารถขยับขยายได้ในช่วงไตรมาส 3 และ 4 ของปีที่แล้วจนเป็นที่น่าชื่นใจของทุกฝ่าย

ด้วยเหตุนี้ยุโรปจึงมีประเทศที่ยังจมอยู่ในภาวะถดถอยเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ประเทศ รวม 3 ประเทศ อันได้แก่ ไอร์แลนด์ กรีซ และฟินแลนด์ โดยเฉพาะ 2 ประเทศแรกมีภาวะหนี้สินในระดับที่น่ากังวลอย่างยิ่ง และไม่เพียงบั่นทอนความน่าเชื่อถือของเศรษฐกิจยุโรปเท่านั้น แต่ยังกระทบถึงภาวะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยรวมด้วย

สิ่งที่พึงตระหนักสำหรับปรากฏการณ์ราคาทองคำทำราคาในครั้งนี้ คือราคาทองไม่เพียงทุบสถิติราคาซื้อขายผ่านเงินเหรียญสหรัฐเท่านั้น แต่ยังทุบสถิติกับสกุลเงินอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเงินยูโร ปอนด์ ฟรังก์สวิส รวมถึงเงินเหรียญออสเตรเลียที่ราคาทองคำทุบสถิติในรอบ 4 เดือน ขณะที่เงินเหรียญนิวซีแลนด์ทุบสถิติในรอบ 15 เดือน

หมายความว่าทองคำกำลังมีปฏิกิริยาต่อเศรษฐกิจโลก หาใช่เฉพาะสารพันปัญหาในยุโรปเท่านั้น หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง วิกฤตของยุโรปก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ที่ลุกลามไปทั่วทุกสารทิศ

โอกาสที่ทองคำจะพยายามฝ่าระดับ 1,250 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ จึงยังมีอยู่ และเป็นโอกาสที่สูงในระดับหนึ่งหากสถานการณ์ในยุโรปยังไม่นิ่ง

อย่างไรก็ตาม มีโอกาสเช่นกันที่ราคาทองคำจะทิ้งตัวอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสี่ยงจากการเก็งกำไร

หว่องเอ็งซุน นักวิเคราะห์จากบริษัท Phillip Futures Pte Ltd กล่าวกับสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ว่า นักลงทุนควรตั้งการ์ดรับกระแสขาขึ้นของราคาทองคำในทันทีที่ราคาถอยลงมาอยู่ ต่ำกว่า 1,230 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์

ความไม่ประมาทย่อมเป็นหนทางอันประเสริฐอยู่เสมอในภาวการณ์ด้านเศรษฐกิจและการเงินที่ยังตกอยู่ในความสับสน

ปฏิรูปฐานราก คำตอบสุดท้ายฝ่าวิกฤตหนี้ยุโรป

Published กรกฎาคม 29, 2010 by SoClaimon

09 มิถุนายน 2553 เวลา 10:35 น.

ผ่านทางปฏิรูปฐานราก คำตอบสุดท้ายฝ่าวิกฤตหนี้ยุโรป.

ไอเอ็มเอฟออกโรงกระทุ่งกลุ่มยูโรโซนถึงเวลายกเครื่องครั้งใหญ่ เน้น “ปฏิรูปเชิงฐานราก”

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศ

แทบไม่น่าเชื่อว่าจากเดือน ธ.ค. 2552 ที่กรีซถูกบริษัทจัดอันดับเครดิตยักษ์ใหญ่หั่นอันดับเครดิตลง ผ่านมาครึ่งปีจนถึงวันนี้ เราก็ยังมองไม่เห็นว่าทางออกของวิกฤตการณ์หนี้ในยุโรปที่มีแต่จะขยายวงขึ้น นั้น จะได้รับการแก้ไขลงได้อย่างไร

เพราะต้องยอมรับว่าจนถึงขณะนี้ การดำเนินการของยุโรปที่โลกได้เห็น ไม่ว่าจะด้วยสหภาพยุโรป (อียู) และกลุ่มประเทศยูโรโซน 16 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรร่วมกัน มีเพียงแค่การ “แก้ปัญหาเฉพาะหน้า” กับกรณีของกรีซ และกดดันให้แต่ละประเทศไปดำเนินมาตรการลดงบประมาณรายจ่าย และควบคุมอัตราหนี้สาธารณะในแต่ละประเทศของตนเองมา

ทว่ากลับยังไม่เคยปรากฏว่า สหภาพยุโรป 27 ประเทศ หรือกลุ่มประเทศยูโรโซน 16 ประเทศ จะระบุถึงการวางมาตรการป้องกันและแก้ปัญหาระยะยาว หรือ “การปฏิรูปเชิงฐานราก” (Fundamental Reform) แต่อย่างใด

โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับฝั่งสหรัฐที่พยายามดำเนินการปฏิรูป หรือยกเครื่องอุตสาหกรรมภาคการเงินในประเทศมาโดยตลอด หลังผ่านพ้นวิกฤตการณ์ซับไพรม์ในปี 2550 แม้ว่าผลที่ได้อาจไม่สำเร็จเต็มร้อยนักก็ตาม

และที่สำคัญ สถานการณ์หนี้สาธารณะในยุโรปกลับมีท่าทีแย่ลง กับการลุกลามใน 4 ประเทศ 4 หมู (PIGS) หรือ โปรตุเกส ไอร์แลนด์ กรีซ สเปน และล่าสุดยังส่อเค้าขยายวงไปถึงฮังการี ซึ่งทำให้ตลาดทุนทั่วโลกปั่นป่วนกันอย่างหนักเมื่อต้นสัปดาห์นี้ด้วย
จึง เป็นที่มาของการตั้งคำถามจากหลายฝ่ายว่ายุโรปจะผ่านพ้นวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไป ได้อย่างไร หากไม่มีการเอาจริงยกเครื่องระบบเศรษฐกิจในภูมิภาค

จนถึงวันนี้การดำเนินการของฝั่งยุโรปสามารถแบ่งออกหลักๆ ได้ 2 เรื่องด้วยกัน คือ การเข้าช่วยเหลือกรีซ และการผลักดันให้ทุกประเทศเร่งจัดการกับปัญหาหนี้สาธารณะในประเทศตัวเอง เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตหนี้ระลอกสองซ้ำรอยกรีซ

ประเด็นแรกนั้นได้ข้อสรุปที่อียูจับมือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รวมถึง) ออกมาตรการช่วยเหลือกรีซ มูลค่า 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 32.5 ล้านล้านบาท) ทั้งการปล่อยเงินกู้และการเข้าช่วยซื้อพันธบัตรของประเทศที่ประสบปัญหาหนี้

สำหรับประเด็นที่ 2 นั้น ชาติยุโรปได้เดินหน้าตั้งกองทุนช่วยประเทศที่เผชิญปัญหาหนี้ พร้อมประกาศลดงบประมาณรายจ่ายลงครั้งใหญ่ในหลายประเทศรวม 5.25 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 17 ล้านล้านบาท) เพื่อพยายามควบคุมอัตราหนี้สาธารณะไม่ให้สูงจนเสี่ยงต่อเสถียรภาพทาง เศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งไม่เว้นแม้แต่รัฐบาลเยอรมนี ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อังเกลา แมร์เกิล ที่ร่วมลดงบประมาณรายจ่ายในแผนดังกล่าวด้วย 1.03 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 3.34 ล้านล้านบาท)

อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายมองว่าการลดงบประมาณรายจ่ายและการลดระดับหนี้เพียงอย่างเดียว อาจไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบได้อย่างแท้จริง

ไอเอ็มเอฟได้ออกโรงเตือนล่าสุดด้วยถ้อยแถลงที่จริงจังและดุดันแบบที่ไม่ ค่อยเห็นกันบ่อยนักว่า ยุโรปจำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เด็ดขาดเพื่อยกเครื่องปฏิรูประบบเศรษฐกิจ ให้ถึงฐานราก เพราะการตัดลดงบประมาณรายจ่ายเพียงอย่างเดียวนั้นอาจไม่สามารถแก้ปัญหาครั้ง นี้ และจำเป็นต้องใช้การปฏิรูปฐานราก และการยกเครื่องระบบเงินยูโร

ตามข้อเสนอของไอเอ็มเอฟนั้น กลุ่มประเทศยูโรโซนจำเป็นต้องได้รับการเสริมสร้างความเข้มแข็งอย่างแท้จริง เพื่อสร้างระบบสกุลเงินเดี่ยวที่มีประสิทธิภาพ

“ในเชิงอุดมคติแล้ว ก็ควรตั้งเป้าให้กลุ่มมีอำนาจในการบังคับ กำหนดเพดานงบประมาณขาดดุลของแต่ละประเทศสมาชิกได้ ทว่าการปฏิรูปในทำนองนี้ก็จำเป็นต้องได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกทุกประเทศ ในการปรับแก้ระเบียบและสนธิสัญญาที่ได้ร่วมกันร่างขึ้น” ไอเอ็มเอฟ ระบุ

ปัญหาหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนจากวิกฤตหนี้ยุโรปหนนี้ก็คือ กฎระเบียบที่วางไว้ขาดการบังคับใช้ที่เคร่งครัด เพราะแม้จะมีระเบียบทางการเงินในยุโรปให้ประเทศสมาชิกสามารถก่อหนี้สาธารณะ ได้ไม่เกินระดับ 3% ของมูลค่าจีดีพีประเทศ ทว่าชาติยุโรปส่วนใหญ่กลับมีอัตราหนี้สูงเกินกว่าเพดานที่ตั้งไว้ด้วยกัน ทั้งสิ้น อาทิ กรีซ ที่ใช้วิธีตบแต่งบัญชี ทำให้ปัญหาแท้จริงถูกซุกเอาไว้ใต้พรม และทวีความรุนแรงจนกรีซไม่สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยตัวเอง

ขณะเดียวกัน อีกจุดอ่อนสำคัญก็คือระบบสกุลเงินยูโรที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนระเบียบให้ เกิดความยืดหยุ่นมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องนโยบายการเงินจากธนาคารกลางยุโรปและนโยบายเรื่องดอกเบี้ย การเข้าเป็นสมาชิกยูโรโซนของกรีซนั้น ทำให้กรีซไม่สามารถลดอัตราดอกเบี้ยเองเพื่อช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ได้ ขณะที่มาตรการทางการเงินหลักๆ ก็ต้องรอความเห็นชอบจากอีซีบีก่อน ทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ นั้น “เชื่องช้าเกินไป”

หากลองเปรียบเทียบกับสหรัฐนั้น อาจเห็นได้ชัดเจนว่ารัฐบาลกรุงวอชิงตันได้ดำเนินความพยายามมาอย่างต่อเนื่อง ในการปฏิรูปภาคการเงิน ที่ถือเป็นต้นตอของวิกฤตการณ์ซับไพรม์ในปี 2550 โดยเฉพาะการปั่นเก็งกำไรโดยไร้การควบคุมของตลาด ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้พยายามเข้าไปเพิ่มความโปร่งใสในการทำธุรกรรมของตลาดทุน อาทิ การให้ผู้ซื้อและผู้ขายเปิดเผยรายละเอียดกับคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และ ตลาดหลักทรัพย์มากขึ้น ขณะที่ฝั่ง สส. และ สว. ก็เร่งเดินหน้ากฎหมายยกเครื่องภาคการเงิน เพื่อให้เป็นการปฏิรูปกันตั้งแต่ตัวบทกฎหมาย

อย่างไรก็ดี ไอเอ็มเอฟก็ระบุเช่นกันว่าในทางปฏิบัติจริงนั้น คาดว่าการยกเครื่องจะเผชิญแรงต้านไม่น้อย เนื่องจากยุโรปเองเพิ่งผ่านการยกเครื่องปรับแก้รัฐธรรมนูญของตนเอง หรือที่รู้จักกันในชื่อสนธิสัญญาลิสบอน (Lisbon Treaty) มาเมื่อ 2 ปีก่อน และเพิ่งบังคับใช้อย่างเป็นทางการเมื่อเดือน ธ.ค. 2552 ที่ผ่านมานี่เอง

นอกจากนี้ หลายประเทศที่กุมอำนาจอยู่เดิมก็อาจคัดค้านการเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่จะลดทอนอำนาจในมือของตนเองลง ด้วยการกระจายอำนาจออกไปอยู่ในมือสมาชิกแต่ละประเทศให้มากขึ้นด้วย และอีกหลายประเทศก็ไม่อยากยอมรับระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น รวมถึงบทลงโทษกรณีฝ่าฝืนเช่นกัน

ทว่าหากไร้ซึ่งการยกเครื่องใหญ่ ปัญหาที่ได้รับการแก้ไขเฉพาะหน้าก็อาจกลับมาปะทุอีกครั้งในรูปแบบเดิมๆ ซึ่งชาติสมาชิกอียูต่างก็รู้ดีอยู่เต็มอก

การปฏิรูปเชิงฐานรากจึงเป็นเหมือนกับไฟต์บังคับที่รอเพียงชาติยุโรปฝ่าด่านการเมืองวันนี้ไปให้ได้ก่อนเท่านั้น

คาดวิกฤติการเงินยุโรปฉุดส่งออกไทย 0.4%

Published พฤษภาคม 12, 2010 by SoClaimon

11 พฤษภาคม 2553, 17:14 น.

ผ่านทางคาดวิกฤติการเงินยุโรปฉุดส่งออกไทย 0.4% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_82292

นักวิชาการ คาดวิกฤติยุโรปฉุกส่งออกไทยไปยุโรป 0.4% มูลค่า 613 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แนะรัฐบาลดูแลค่าเงินบาทไม่ให้แข็งค่าเกิน 41-42 บาท/ยูโร จี้เอกชนเร่งหาตลาดเอเชียทดแทน..

เมื่อวันที่ 11 พ.ค. นายอัทธ์ พิศาลวานิช ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงการศึกษาผลกระทบวิกฤติหนี้ยุโรปกับการส่งออกของไทย ว่า หากปัญหาวิกฤติในครั้งนี้อยู่เฉพาะในกรีซ จะทำให้การส่งออกสินค้าไทยไปยุโรปลดลง 0.1% แต่หากลามไปโปรตุเกส จะกระทบการส่งออก 0.2-0.4% หรือคิดเป็นมูลค่า 613 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นกรณีที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้มากที่สุด และกรณีเลวร้ายสุด หากผลกระทบลามไปยังโปรตุเกส สเปน ไอร์แลนด์ และอิตาลี จะกระทบการส่งออก 1.2-1.5% คิดเป็นมูลค่า 2,533 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ต้องการให้รัฐบาลดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ใกล้เคียงกับภูมิภาค หรืออยู่ที่ 41-42 บาทต่อยูโร เพราะหากแข็งค่าขึ้นมาอยู่ที่ 40-40.5 บาทต่อยูโร จะทำให้การส่งออกไทยไปกลุ่มยุโรปลดลง 270-540 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ นอกจากนี้ ผู้ประกอบการจำเป็นจะต้องปรับตัว ใช้โอกาสนี้หาตลาดอื่นมาทดแทนตลาดยุโรปที่เสียไป โดยเฉพาะตลาดเอเชีย โดยใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้าต่างๆ ที่ไทยได้จากการทำเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับหลายๆ ประเทศ ให้เกิดประโยชน์สูงสุด.

%d bloggers like this: