วิกฤติน้ำ

All posts tagged วิกฤติน้ำ

เตรียมรับมือภัยแล้งปี 54 หรือยัง

Published สิงหาคม 24, 2010 by SoClaimon

วันเสาร์ ที่ 10 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ริมไร่ปลายนา > เตรียมรับมือภัยแล้งปี 54 หรือยัง.

แม้จะเข้าสู่ฤดูฝน และมีฝนตกกระจายลงมาแล้วก็ตาม แต่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนต่าง ๆ โดยเฉพาะเขื่อนขนาดใหญ่นั้น  ยังน้อยกว่าปกติ  33  เขื่อนใหญ่ ณ วันที่  1 กรกฎาคม  2553  มีปริมาณน้ำรวมกัน  31,869 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเป็นปริมาณน้ำที่ใช้การได้ 8,342 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะปี 2552 มีปริมาณน้ำถึง 39,277 ล้านลูกบาศก์เมตร หายไปกว่า 7,000 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่ถ้าหากพิจารณาเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยา เขื่อนที่มีผลกระทบต่อลุ่มน้ำเจ้าพระยาหลัก ๆ มี 4 เขื่อน  คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์  และเขื่อนแควน้อยบำรุงแดน

4 เขื่อนดังกล่าวมีปริมาณน้ำรวมกันประมาณ 7,493 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่เป็นปริมาณน้ำที่ใช้ได้เพียงประมาณ 804  ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะช่วงเดียวกัน ของปีที่แล้วมีปริมาณน้ำถึง 10,490 ล้าน  ลูกบาศก์เมตร น้อยกว่าเกือบ 3,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

หากพิจารณาจากตัวเลขปริมาณน้ำที่มีอยู่ดังกล่าว กับปรากฏการณ์ธรรมชาติที่เรียกว่า เอลนินโญ่ ที่ยังไม่สิ้นสุดแล้ว  ก็เป็นเรื่องที่น่ากังวลอยู่ไม่น้อย ที่สำคัญจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น แน่นอนความต้องการใช้น้ำก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น  ฤดูแล้งหน้าทุกฝ่ายจำต้องร่วมมือกันแก้ไข  ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

ในระยะสั้นนั้น สิ่งที่สามารถทำได้เลยในขณะนี้ก็คือ การช่วยกันใช้น้ำอย่างประหยัด และใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดนอกจากนี้ต้องเชื่อคำแนะนำของภาครัฐ โดยเฉพาะการทำนา ภาครัฐให้เลื่อนการทำนาปีออกไปอีกสักระยะก็ควรจะต้อง เชื่อและปฏิบัติตาม ส่วนนาปรังก็เช่นเดียวกันควรจะทำเท่าที่ภาครัฐอนุญาตซึ่งเป็นไปตามแผนการใช้ น้ำเท่านั้น ไม่ทำให้ต้องดึงน้ำสำรองมาใช้เช่น 2-3 ปีที่ผ่านมาจนไม่เหลือน้ำสำรองเช่นในทุกวันนี้

ระยะกลางการพัฒนาแหล่งน้ำภายในไร่นาและชุมชนของตัวเองเป็นเรื่อง ที่จำเป็น  จะต้องสร้างความเข้าใจใหม่ว่า ต่อจากนี้ไปการพัฒนาแหล่งน้ำจะอาศัยภาครัฐอย่างเดียวไม่ได้  ต้องนำแนวเกษตรทฤษฎีใหม่ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาใช้ โดยพื้นที่ใดมีศักยภาพในการ รับน้ำฝนช่วงที่มีฝนมาก เกษตรกรสามารถขุดสระ ขุดบ่อน้ำในไร่นาของตัวเอง เพื่อสำรองน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งได้เป็นอย่างดีก็คงต้องร่วมใจกันดำเนินการ

ในส่วนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ก็สามารถปรับนโยบายการพัฒนาชุมชนของตนเองใหม่ จากเดิมที่มักจะนำงบประมาณไปสร้างถนนเทคอนกรีต ก็อาจจะพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็กให้เพียงพอกับความต้องการ ภายในชุมชนของตัวเองอาจจะสร้างปีละ 1-2 แห่ง เพียงไม่กี่ปีก็จะมีน้ำเพียงพอ  ใช้ในชุมชนอย่างแน่นอน

ในส่วนของกรมชลประทานนั้น  ขณะนี้รับทราบมาว่าได้มีการปรับแนวทาง โดยการเสริมการพัฒนาแหล่งน้ำขนาดเล็ก  การพัฒนาโครงการแก้มลิง โครงการพัฒนาพื้นที่ลุ่มน้ำต่าง ๆ ฝาย ประตูน้ำเพิ่มเติมให้มากยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
อย่างไรก็ตามในระยะยาว การพัฒนาโครงการชลประทานทุกขนาดทั้ง 25 ลุ่มน้ำหลัก 254 ลุ่มน้ำสาขาและ 5,000 กว่าลุ่มน้ำสาขาย่อย ยังจะต้องดำเนินการควบคู่กันต่อไป เพราะจะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำทั้งระบบของประเทศได้รวมทั้งยังสามารถ เพิ่มปริมาณเก็บกักน้ำได้ในจำนวนที่มาก สมดุลกับความต้องการ  ที่เพิ่มขึ้นอีกด้วย

นอกจากนี้กรมชลประทานยังได้ จัดทำกรอบการพัฒนาชลประทาน โดย ได้กำหนดเป็นแผนระยะสั้น  ระยะกลาง (2555-2559)  และระยะยาว (2560 เป็นต้นไป) ประกอบด้วย 9 โครงการ คือ 1.โครงการระบบส่งน้ำ  2.โครงการ ชลประทานขนาดเล็กทั่วประเทศ3.โครงการพัฒนาแก้มลิง ขนาดความจุ 500,000  ลูกบาศก์เมตรขึ้นไป 4.โครง การพัฒนาชลประทานในระดับไร่นา 5.โครงการปรับปรุงโครงการชลประทานขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานมากว่า 20 ปี  6.โครงการพัฒนาโครงข่ายน้ำ ซึ่งเป็นโครงการผันน้ำในประเทศและผันน้ำ  นอกประเทศ  7.โครงการชลประทานขนาดกลาง 1,312 แห่ง  8.โครงการชลประทานขนาดใหญ่  และ 9.โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำขนาดเล็กท้ายเขื่อน

หากกรอบการพัฒนาชลประทาน ดังกล่าว ซึ่งมีรายละเอียดและเตรียมความพร้อมไว้แล้วสามารถทำได้ทั้งหมด ปัญหาภัยแล้ง ขาดแคลนน้ำก็จะลดน้อยลง

แต่โครงการพัฒนาระบบชลประทานที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้เกิดขึ้นทั้งหมดอย่าง ทันทีในปีนี้หรือปีหน้า ดังนั้นการเผชิญกับวิกฤติภัยแล้งจะเริ่มส่อเค้า  ความรุนแรงมากขึ้นในปี 2554 อย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ฉะนั้นเตรียม การรองรับแต่เนิ่น ๆ ณ วันนี้จะเป็นการดีที่สุด.

แก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนบริหารจัดการน้ำโดยผู้ใช้

Published สิงหาคม 24, 2010 by SoClaimon

วันศุกร์ ที่ 02 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ทิศทางเกษตร > แก้ปัญหาน้ำอย่างยั่งยืนบริหารจัดการน้ำโดยผู้ใช้.

เมื่อช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2553 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (สำนักงาน กปร.) ได้จัด สัมมนาโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่โครงการอันเนื่อง มาจากพระราชดำริขึ้น ณ โรงแรม ภูเขางามรีสอร์ท จังหวัด นครนายก โดยมีนายเฉลิมเกียรติ แสนวิเศษ เลขาธิการ กปร. เป็นประธาน มีผู้เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 150 คน ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากกรมชลประทาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย คณะกรรมการโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำฯ ทั้ง 9 จังหวัด ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศ

งานนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามความก้าวหน้าและเสริมสร้างความเข้าใจร่วม กันในการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนตั้งแต่ระดับชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐและเอกชนทั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดและส่วนกลาง เพื่อการบูรณาการร่วมมือกันในการทำงาน และผลักดันให้มีการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำให้ประสบผลสำเร็จสูง สุด

มีการนำเสนอผลการดำเนินงานโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำฯ ที่สำนักงาน กปร. ร่วมกับกรมชลประทาน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และจังหวัดที่เกี่ยวข้องจำนวน 9 จังหวัด 84 โครงการ ที่ประชุมได้นำเสนอวิธีการบริหารจัดการน้ำโดยใช้การวิจัยชุมชนใน 9 โครงการนำร่อง เพื่อสนับสนุนและเสริมสร้างการมีส่วนร่วมพัฒนาชุมชนในการบริหารจัดการน้ำ อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ โดยเน้นการมีส่วนร่วมของราษฎร ให้เป็นผู้ดำเนินการด้วยตนเอง ทั้งในเรื่องของการจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำที่เกิดจากความต้องการของ กลุ่มผู้ใช้น้ำเอง ทั้งนี้เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐได้รับรู้รับทราบถึงความต้องการของผู้ใช้น้ำ อย่างแท้จริง  อันจะนำไปสู่การให้การสนับสนุนอย่างถูกต้องเหมาะสม อีกทั้งเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และสร้างเครือข่ายระหว่างองค์กรผู้ใช้น้ำ และหน่วยงานภาครัฐในระดับต่าง ๆ ซึ่งผลที่ได้รับจากการวิจัยและวางแผนในครั้งนี้จะเป็นต้นแบบของการบริหาร จัดการน้ำที่มาจากภาคประชาชนโดยจะได้นำไปขยายผลในพื้นที่โครงการอันเนื่องมา จากพระราชดำริด้านแหล่งน้ำที่มีอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศกว่า 2,000 โครงการต่อไป

โครงการพัฒนาแหล่งน้ำตามแนวพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีอยู่ มากมายกระจายทั่วประเทศกว่า 2,000 โครงการ และได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการดำเนินงานจากสำนักงาน กปร. มากกว่าร้อยละ 50 ใน แต่ละปี ดังนั้นเพื่อให้การสนองพระราชดำริและมีการใช้ประโยชน์ บังเกิดประโยชน์อย่างเต็มศักยภาพ ดังพระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2530 ความว่า “…โครงการชลประทานต่าง ๆ ที่ได้ดำเนินการก่อสร้างเสร็จแล้ว ควรจัดการให้ราษฎรมีการใช้น้ำอย่างถูกวิธีและเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันดำเนินการ…” ในการนี้จึงได้จัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นโครงการนำร่อง 3 ปีขึ้น โดยเริ่มตั้งแต่ปีงบประมาณ 2552-2554 มุ่งเน้นการใช้ประโยชน์ที่ประชาชนมีส่วนร่วม เป็นเจ้าของ และเป็นผู้ดำเนินการ ในลักษณะบูรณาการร่วมกันของทุกภาคส่วน มีประชาชนโดยองค์กรผู้ใช้น้ำเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการน้ำที่ได้รับน้ำ จากโครงการพัฒนาแหล่งน้ำอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยได้เริ่มดำเนินการในพื้นที่โครงการทั้งสิ้น 84 โครงการใน 9 จังหวัดนำร่อง ประกอบด้วย เชียงใหม่ น่าน สกลนคร มุกดาหาร กาฬสินธุ์ เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช และนราธิวาส

และปี 2553 นี้ โครงการดังกล่าวได้ดำเนินมาเป็นปีที่ 2 ซึ่งมีผลการดำเนินงานก้าวหน้ามาเป็นลำดับ เกิดการบูรณาการทำงานระหว่างประชาชนและเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเป็นผลมาจากความ สัมพันธ์อันดีในการทำงานร่วมกัน ซึ่งต่อไปจะมีการนำรูปแบบการบริหารจัดการน้ำที่ดีไปใช้ในการวางแผนการพัฒนา อาชีพของชุมชน รวมทั้งการเพาะปลูกพืชให้สอดคล้องกับฤดูกาลและปริมาณ น้ำที่มีอย่างเพียงพอ รวมถึงความต้องการของตลาด โดยส่วนราชการทั้งภาครัฐและภาคเอกชนจะเป็น ผู้สนับสนุนและช่วยเหลือ

ซึ่งนอกจากจะมีการบริหารจัดการน้ำที่ดีแล้ว กลุ่มผู้ใช้น้ำยังจะช่วยในการดูแลรักษาระบบนิเวศของชุมชนควบคู่กันไป อันจะส่งผลให้ป่าไม้และแหล่งน้ำมีความอุดมสมบูรณ์ เกษตรกรสามารถประกอบอาชีพได้อย่างมั่นคงและมีรายได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย.

tidtangkaset@dailynews.co.th

ภัยแล้ง 27 จว. ปชช.เดือดร้อน 3 ล้านคน‏ พืชไร่เสียหายเพียบ

Published สิงหาคม 14, 2010 by SoClaimon

วันที่ 31/7/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายอนุชา โมกขะเวส อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) กล่าวถึง สถานการณ์ภัยแล้งในขณะนี้ว่า มีพื้นที่ประสบภัยแล้ง รวม 27 จังหวัด 161 อำเภอ 1,172 ตำบล 11,185 หมู่บ้าน ประชาชนเดือดร้อน 3,460,055 คน 923,871 ครัวเรือน ประกอบด้วย ภาคเหนือ 12 จังหวัด ได้แก่ กำแพงเพชร เชียงราย เชียงใหม่ ตาก น่าน ลำปาง ลำพูน พิจิตร พิษณุโลก สุโขทัย อุตรดิตถ์ อุทัยธานี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 11 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น นครราชสีมา มหาสารคาม บุรีรัมย์ มุกดาหาร ยโสธร ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ หนองบัวลำภู อุบลราชธานี ภาคกลาง 4 จังหวัด ได้แก่ ชัยนาท ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี ลพบุรี

อย่างไรก็ตาม นายอนุชากล่าวต่อว่า คาดว่าพื้นที่การเกษตรจะได้รับความเสียหาย รวม 1,183,834 ไร่ แยกเป็น พืชไร่ 916,784 ไร่ นาข้าว 89,313 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 177,737 ไร่ แต่เนื่องจากมีฝนตกทั่วไปเป็นบริเวณกว้าง ส่งผลให้จำนวนหมู่บ้านที่ประสบภัยแล้งลดลง จำนวน 869 หมู่บ้าน สำหรับการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ง ในเบื้องต้นกรมปภ.ได้สนับสนุนรถบรรทุกน้ำจำนวน 500 คัน แจกจ่ายน้ำอุปโภค บริโภค เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบภัยแล้ง จำนวน 208,855,150 ลิตร ซ่อมทำนบและฝายกั้นน้ำ 715 แห่ง ขุดลอกแหล่งน้ำ 686 แห่ง

ทั้งนี้ อธิบดีกรมปภ. กล่าวอีกว่า จากการติดตามรายงานของกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า แม้จะเริ่มมีฝนตกหนักในหลายพื้นที่ แต่ส่วนใหญ่ตกบริเวณท้ายเขื่อน ทำให้ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนขนาดใหญ่ยังมีปริมาณน้อยมาก ประกอบกับต้องระบายน้ำออกเพื่อรักษาระบบนิเวศและการอุปโภคบริโภค ทำให้ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงอย่างต่อเนื่อง จึงขอเตือนประชาชนให้ร่วมกันประหยัดน้ำด้วยเช่นกัน ส่วนเกษตรกรให้ติดตามสถานการณ์น้ำ สภาพอากาศ จะได้วางแผนการเพาะปลูกได้สอดคล้องกับสถานการณ์ ทั้งนี้ หากประชาชนได้รับความเดือดร้อน สามารถขอความช่วยเหลือได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ตลอด 24 ชม.เพื่อประสานและให้ช่วยเหลือโดยเร่งด่วน

ดันระบบปลูกข้าวใหม่22จังหวัด แก้วิกฤติแล้ง-สกัดแมลงศัตรูข้าว

Published สิงหาคม 13, 2010 by SoClaimon

วันที่ 16/7/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายชัยฤทธิ์ ดำรงเกียรติ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า จากวิกฤตภัยแล้งที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ส่งผลกระทบอย่างมากกับชาวนาในเขตลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่การปลูกข้าวนาปรังและจัดเป็นพื้นที่วิกฤตทั้งใน เรื่องน้ำ โรคและแมลงศัตรูข้าว โดยเฉพาะการระบาดรุนแรงของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 ให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้ได้รับผลกระทบจากการระบาดของเพลี้ยกระโดดสี น้ำตาล โรคเขียวเตี้ย และโรคใบหงิก โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้เสนอเพิ่มเติมในแนวทางการแก้ไขปัญหาระยะยาว โดยการปฏิรูประบบการปลูกข้าวใหม่ ใช้งบประมาณกว่า 2,000 ล้านบาท ดำเนินการในพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 22 จังหวัด พื้นที่รวม 9,532,672 ไร่ ซึ่งมีการปลูกข้าวอย่างต่อเนื่อง และปลูกข้าวไม่พร้อมกัน ไม่มีการพักแปลงนาหรือว่างเว้นจากการปลูกข้าว ทำให้ดินมีสภาพเสื่อมโทรม เกิดการระบาดของข้าววัชพืช และปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือการขาดแคลนน้ำในการปลูกข้าว

การจัดระบบปลูกข้าวใหม่ ซึ่งดำเนินการในพื้นที่ตามโครงการส่งน้ำ 48 โครงการ แต่ละโครงการ เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการจะร่วมกันพิจารณาเพื่อเลือกระบบที่เหมาะสม ซึ่งมีให้เลือก 4 ระบบ โดยภาครัฐจะสนับสนุนเมล็ดพันธุ์พืชหลังนาหรือพืชปุ๋ยสด จัดฝึกอบรมเพื่อถ่ายทอดความรู้ จัดหาตลาดเพื่อรองรับผลผลิตพืชหลังนา รวมทั้งการผ่อนปรนดอกเบี้ยและเลื่อนกำหนดเวลาชำระหนี้ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์ (ธ.ก.ส.)

ทั้งนี้ยังคงต้องอาศัยความร่วมมือจากเกษตรกรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ได้ร่วมกัน วางระบบการปลูกข้าวให้สอดคล้องกับความต้องการในชุมชนอย่างแท้จริง โดยแผนการปลูกข้าวระบบใหม่นี้จะดำเนินการในปี 2553 -2556 รวม 4 ปี หวังช่วยลดต้นทุนการผลิตทำให้ผลผลิตต่อไร่สูงขึ้น ชาวนามีรายได้สุทธิต่อไร่มากขึ้น ส่งผลต่อการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป

น้ำเข้าเขื่อนมากขึ้นแต่ภัยแล้งยังไม่สิ้นสุด

Published สิงหาคม 6, 2010 by SoClaimon

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กรกฎาคม 2553 เวลา 0:00 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > น้ำเข้าเขื่อนมากขึ้นแต่ภัยแล้งยังไม่สิ้นสุด.

นาย ธีระ  วงศ์สมุทร รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  เปิดเผยถึงสถานการณ์ภัยแล้งว่า  ขณะนี้ฝนตกกระจายทั่วไป ทำให้ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนบ้างแล้ว แต่ยังน้อยกว่าปริมาณที่ระบายออกจากเขื่อน โดยปริมาณน้ำที่ไหลเข้าเขื่อนขนาดกลางและขนาดใหญ่ในช่วงนี้เฉลี่ยวันละ ประมาณ 48 ล้านลูกบาศก์เมตร ในขณะที่ต้องระบายออกเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภค และการรักษาระบบนิเวศของแหล่งน้ำถึงวันละประมาณ 68 ล้านลูกบาศก์เมตร

นอกจากนี้ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดปกคลุมทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญทำให้ฝนตกในขณะนี้นั้น ได้อ่อนกำลังลงและยังไม่มีมรสุมลูกใหม่พัดเข้ามา อาจจะทำให้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วง สร้างแต่ความเสียหายแก่ผลผลิตทางการเกษตรได้ โดยเฉพาะการทำนาปี เกษตรกรจะต้องติดตามสถานการณ์น้ำจากกรมชลประทานอย่างใกล้ชิด เนื่องจากภาวะภัยแล้งในปีนี้ยังไม่สิ้นสุด

อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้สั่งการให้กรมชลประทานกักเก็บน้ำไว้ให้ได้มากที่สุด  ซึ่งอาจจะต้องนำมาใช้ช่วยเหลือเกษตรกรในภาวะฝนทิ้งช่วงในพื้นที่เขตชล ประทาน  ส่วนการทำนาปีที่กระทรวงเกษตรฯได้ให้ชะลอออกไปนั้น ประมาณกลางเดือน กรกฎาคม 2553 เป็นต้นไป หากเกษตรกรเห็นว่ามีฝนตกอย่าง ต่อเนื่องก็สามารถทำนาปีได้แล้ว

ทางด้านศูนย์ประมวลวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ กรม  ชลประทาน เปิดเผยว่า แม้จะมีฝนตกเหนือเขื่อนขนาดใหญ่หลายแห่งอย่างต่อเนื่อง และทำให้มีปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเพิ่มขึ้น  ก็ตาม แต่ปริมาณน้ำ ยังอยู่ในเกณฑ์น้อย ซึ่งจะต้องร่วมมือกัน รณรงค์ให้เกิดการใช้น้ำอย่างประหยัดต่อไป เพราะอาจจะเกิดภาวะฝนทิ้งช่วงได้

อย่างไรก็ตาม ในพื้นที่ที่มีฝนตกชุกต่อเนื่อง กรมชลประทาน ได้ให้โครงการชลประทานในพื้นที่ ทำการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งให้ตรวจสอบสภาพความ แข็งแรงของอาคารบังคับน้ำ ประตูระบายน้ำ รวมถึงความมั่นคงแข็งแรงของอ่างเก็บน้ำในพื้นที่ของตน เพื่อให้สามารถรองรับปริมาณน้ำที่จะไหลหลากลงมา พร้อมกับวางแนวทางในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอด ในช่วงฤดูฝนของปีนี้

สำหรับปริมาณน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่และขนาดกลาง  ทั่วประเทศ ณ วันที่  7  กรกฎาคม  2553  มีปริมาณน้ำทั้งหมด รวม 33,338 ล้านลูกบาศก์เมตร คิดเป็นร้อยละ 45  ของปริมาณความจุ น้อยกว่าปี 2552  ถึง  8,379 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ คิดเป็นร้อยละ 11

วิกฤติน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลน้อยสุด

Published สิงหาคม 5, 2010 by SoClaimon

วันศุกร์ ที่ 16 กรกฎาคม 2553 เวลา 11:12 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > วิกฤติน้ำไหลเข้าเขื่อนภูมิพลน้อยสุด.

สรุปผลปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษ เขื่อนภูมิพล วิกฤติหนักน้ำไหลเข้าเขื่อนน้อยสุด

เมื่อ วันนี้ 16 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สืบเนื่องจากที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานฝนหลวงพิเศษเพื่อแก้ไขปัญหาภัย แล้งและสถานการณ์น้ำในเขื่อน  ซึ่งศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงพิเศษทั้งภาคกลาง  ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ได้ปฏิบัติภารกิจอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคกลาง หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ลพบุรี
ปฏิบัติการบิน 1 เครื่อง รวม 3 เที่ยวบิน ปฏิบัติการให้พื้นที่ลุ่มน้ำเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์และพื้นที่การเกษตร จ.ลพบุรี สระบุรี ใช้สารฝนหลวงสูตร 1(4/1) และเร่งเมฆด้วยสูตร 8 กลุ่มเมฆรวมตัวกันหนาแน่นขึ้น และพัฒนาตัวก่อยอดสูง 6,000 ฟุต จากภาพเรดาร์กรมอุตุนิยมวิทยา เวลา 14.30 น. มีฝนตกเล็กน้อยเป็นบางแห่งบริเวณ อ.มวกเหล็ก วังม่วง จ.สระบุรี, อ.หนองม่วง โคกเจริญ ชัยบาดาล พัฒนานิคม ท่าหลวง จ.ลพบุรี เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปริมาณน้ำใช้งาน 74.04 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลเข้าหนึ่งล้านห้าแสนหนึ่งหมื่น ลบ.ม.

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ขอนแก่น ปฏิบัติการบิน 1 เครื่อง รวม 2 เที่ยวบิน ปฏิบัติการให้ลุ่มรับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ ใช้สารฝนหลวงก่อเมฆสูตร 1 สูตร 4 และสูตร 3 ช่วงบ่ายโจมตีเมฆในขั้นตอนที่ 3 ด้วยสูตร 3+4 หลังปฏิบัติการมีฝนตกหนาแน่นบริเวณพื้นที่ปฏิบัติการ จากผลตรวจเรดาร์และการสังเกตจากการปฏิบัติการบนอากาศยานพบว่า มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง บริเวณพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น เขื่อนจุฬาภรณ์ จ.ชัยภูมิ และบริเวณพื้นที่ อ.เมือง โนนสัง ศรีบุญเรือง นากลาง จ.หนองบัวลำภู, อ.หนองวัวซอ หนองแสง กุดจับ บ้านผือ เพ็ญ บ้านดุง สร้างคอม เมือง จ.อุดรธานี, อ.เกษตรสมบูรณ์ คอนสาร หนองบัวแดง ภูเขียว แก้งคร้อ คอนสวรรค์ จ.ชัยภูมิ, อ.ภูผาม่าน หนองเรือ สีชมพู ชุมแพ หนองนาคำ ภูเวียง จ.ขอนแก่น เขื่อนอุบลรัตน์มีปริมาณน้ำใช้งาน 68 ล้าน ลบ.ม. ปริมาณน้ำไหลเข้าอ่างสองล้านเก้าแสนสามหมื่น ลบ.ม.

ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.เชียงใหม่
ปฏิบัติการบิน 1 เครื่อง รวม 4 เที่ยวบิน ในพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพล ลุ่มรับน้ำแม่ปิง พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนแม่กวงอุดมธารา เขื่อนแม่งัดสมบูรณ์ชล จ.เชียงใหม่ เขื่อนกิ่วลม จ.ลำปาง และพื้นที่การเกษตร จ.เชียงใหม่ ลำพูน แพร่และลำปาง ใช้สารฝนหลวงสูตร 1 สูตร 8 สูตร 4 และสูตร 3 ช่วงบ่ายใช้สูตร 1+8 มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง เป็นบริเวณกว้างในแนวร่องรับน้ำ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ หน่วยปฏิบัติการฝนหลวง จ.ตาก ปฏิบัติการบิน 4 เครื่อง รวม 8 เที่ยวบิน  ได้แก่ พื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนภูมิพลตอนล่าง ใช้สารฝนหลวงสูตร 1 สูตร 8 สูตร 4 และสูตร 3 ช่วงบ่ายโจมตีเมฆใช้เทคนิคแบบแซนวิช ฝนยังคงตกต่อเนื่อง และเมฆบางกลุ่มเริ่มยุบตัวและสลายตัว

หน่วย ปฏิบัติการฝนหลวง จ. แพร่ ปฏิบัติการบิน 3 เครื่อง 11 เที่ยวบิน ใช้สารฝนหลวงสูตร 1 สูตร 8 สูตร 4 และสูตร 3 มีฝนตกเล็กน้อยเป็นบางแห่ง และกลุ่มฝนตกกระจายขยายพื้นที่เป็นบริเวณกว้างขึ้น

หน่วยปฏิบัติการ ฝนหลวง จ.พิษณุโลก ปฏิบัติการบิน 2 เครื่อง รวม 8 เที่ยวบิน ใช้สารฝนหลวงสูตร 1 สูตร 6 สูตร 8 สูตร 4 และสูตร 3 มีฝนตกเล็กน้อยถึงปานกลาง กระจายปกคลุมบริเวณพิกัดและตกแรงขึ้น โดยมีฝนตกหนักหนาแน่นในบางพื้นที่บริเวณพิกัด ปริมาณน้ำไหลลงเขื่อนสิริกิติ์หกล้านเก้าแสนห้าหมื่น ลบ.ม. เขื่อนแม่งัดเจ็ดแสนสองหมื่น ลบ.ม.

ศึกษาแก้มลิงภาคอีสาน แก้ปัญหาปริมาณน้ำระยะยาว

Published สิงหาคม 4, 2010 by SoClaimon

29 กรกฎาคม 2553, 05:15 น.

ผ่านทางศึกษาแก้มลิงภาคอีสาน แก้ปัญหาปริมาณน้ำระยะยาว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_99509

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ที่ผ่านมากระทรวงเกษตรฯได้บริหารจัดการน้ำสำหรับภาคเกษตรกรรมอย่างใกล้ชิด และต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2553 นี้ ที่สถานการณ์ภัยแล้งค่อนข้างวิกฤติ ส่งผลกระทบต่อการเพาะปลูกของเกษตรกรกว่าปกติ ดังนั้น การจัดหาแหล่งน้ำเพิ่มเติม การพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ในรูปแบบของเขื่อน รวมไปถึงแหล่งน้ำขนาดกลาง และขนาดเล็ก จึงมีความจำเป็นเร่งด่วน และจากการสำรวจในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบว่าไม่มีพื้นที่ซึ่งมีศักยภาพพอที่จะพัฒนาให้เป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่

ดัง นั้น เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำระยะยาว จึงสั่งการให้กรม ชลประทานเร่งรวบรวมพื้นที่แก้มลิงทั้งหมดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่แม้ว่า จะเป็นพื้นที่ขนาดเล็ก  แต่หากมีจำนวนมาก  มีการวิเคราะห์เชื่อมโยงวางระบบที่ดีจะเป็นทางออกสำคัญในการคลี่คลายปัญหา การขาดแคลนน้ำได้ในระยะยาว และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อภาคเกษตรกรรม ส่วนการปฏิบัติการฝนหลวงที่หน่วยฯ ขอนแก่น หน่วยฯ นครราชสีมา และหน่วยฯ อุบลราชธานี แม้สัปดาห์ที่ผ่านมาจะมีฝนตกเล็กน้อย ปานกลาง และหนักมากในบริเวณ จ.ขอนแก่น หนองคาย อุดรธานี เลย นครพนม สกลนคร หนองบัวลำภู มุกดาหาร มหาสารคาม ยโสธร กาฬสินธุ์ ร้อยเอ็ด นครราชสีมา ศรีสะเกษ ชัยภูมิ อุบลราชธานี สุรินทร์ บุรีรัมย์ และอำนาจเจริญ แม้จะสามารถเพิ่มปริมาณน้ำให้กับเขื่อนอุบลรัตน์ได้เป็นอย่างดี แต่ก็ยังคงต้องดำเนินการต่อตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากปัจจุบันสภาพน้ำในเขื่อนอุบลรัตน์ยังมีปริมาณที่ต่ำกว่าเกณฑ์ รมว.กระทรวงเกษตรฯกล่าว.

ทรงห่วงชาวนาประสบภัยแล้งน้ำเขื่อนวิกฤติ!

Published กรกฎาคม 30, 2010 by SoClaimon

วันพฤหัสบดี ที่ 24 มิถุนายน 2553 เวลา 7:26 น

ผ่านทางDaily News Online > หน้าเกษตร > ทรงห่วงชาวนาประสบภัยแล้งน้ำเขื่อนวิกฤติ!.

“พระเจ้าอยู่หัว”ทรงห่วงชาวนาประสบภัยแล้ง จนต้องเลื่อนการเพาะปลูก และผลผลิตข้าวยังไม่ได้คุณภาพ จากโรคระบาด เพราะขาดแคลนน้ำ รับสั่งให้ปลูกข้าวตามฤดูกาล ขณะที่ กรมชลฯ เตือนแม้มีฝนตก แต่อย่ารีบปลูกข้าว เพราะสถานการณ์น้ำในเขื่อน ยังอยู่ในระดับวิกฤติ ปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อน ยังน้อยมาก ด้านเมืองน่าน เจอแล้งแพเหนือเขื่อนอ่วมน้ำแห้ง กมธ.วิสามัญพื้นที่เกษตรฯ วุฒิ หนุนสร้างแก่งเสือเต้น จวก “กรมชลฯ” ใช้เงินฟาดหัว ปชช. ออกจากพื้นที่

สภาพภัยแล้งยังสร้างความเดือดร้อนอย่างหนัก ล่าสุด เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่หมู่บ้านชาวประมง บ้านปากนาย ต.นาทะนุง อ.นาหมื่น จ.น่าน พบว่า ชาวบ้านจำนวน 97 ครัวเรือน กว่า 300 คน ที่อาศัยอยู่ในแม่น้ำ และยึดอาชีพประมง เริ่มประสบปัญหาหนัก หลังน้ำลดลงอย่าง รวดเร็ว ส่งผลให้แพที่ใช้อาศัยเหมือนบ้านติดพื้นดิน จนหลายรายทิ้งแพ หนีขึ้นไป อยู่บ้านญาติบนพื้นราบ ขณะที่น้ำเริ่มส่งกลิ่นเหม็น ชาวบ้านมีผดผื่นขึ้นตามตัว เนื่อง จากขาดน้ำสะอาด และฝูงปลาธรรมชาติก็เริ่มหาย

ขณะที่ สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สตูล ขณะนี้ได้ขยายวงกว้างในหลายพื้นอำเภอ อาทิ อ.ทุ่งหว้า อ.ละงู อ.ท่าแพ และ อ.เมือง บางส่วน ที่อยู่ในพื้นที่ราบลุ่มต้องจมอยู่ในน้ำ ในขณะที่ปริมาณฝนยังคงตกกระจายขยายเป็นวงกว้าง ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้ม ส่วนปริมาณน้ำในลำคลองสาย สำคัญอย่างคลองบาราเกต คลองละงู และ  คลองฉลุง ปริมาณน้ำเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ชาว บ้านที่อาศัยใกล้คลองดังกล่าวที่อยู่ที่ต่ำต้องจมอยู่ใต้กระแสน้ำ โดยล่าสุดตัวเลขความเสียหายที่มีการสำรวจเบื้องต้น อ.ทุ่งหว้า ต้องจมน้ำ ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน 200 ครัวเรือน

ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมา ธิการวิสามัญศึกษาปัญหาพื้นที่เกษตรและชุมชน ที่ประสบภัยธรรมชาติ วุฒิสภา โดยมีนายชลิต แก้วจินดา ส.ว.สรรหา เป็นประธานการประชุม โดยที่ประชุมได้พิจารณา โครงการการสร้างแหล่งน้ำต้นทุนแก่งเสือเต้น โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาชี้แจง อาทิ กรมชลประทาน สำนักงานเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (สทอภ.) โดยนายประสงค์ เลี่ยงโชคอยู่ รองอธิบดีฝ่ายวิชาการ กรมชลประทานได้เสนอแนะต่อที่ประชุมว่า กรณีการเยียวยาให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อน ซึ่งต้องใช้งบประมาณในการชดเชย 4 พันกว่าล้านบาท ตกครอบครัวละ 5-6 ล้านบาท ตนเห็นว่าควรที่จะจ่ายค่าชดเชยให้แต่ละครอบครัวไปเลย เพราะจากที่เคยต่อต้านอาจจะไม่มีการต่อต้านก็ได้

ขณะที่ นายตวง อันทะไชย ส.ว. สรรหา ได้แย้งว่า ถ้าคิดแบบเอกชนก็ทำได้ ในลักษณะเอาเงินฟาดหัว แต่คิดแบบรัฐไม่ได้ เพราะการคิดแบบมิติของรัฐเงินไม่ใช่ เรื่องสำคัญ ทุกอย่างต้องกลับไปสู่กระบวน  การตามรัฐธรรมนูญที่ต้องศึกษาด้านผลกระทบ และสิ่งแวดล้อม ทำเวทีสาธารณะและทำประชาพิจารณ์ เพราะหากมีการใช้เงินฟาดหัวผู้ดำเนินการอาจถูกฟ้องร้อง ขณะที่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเห็นควรสร้างอ่างเก็บน้ำ

วันเดียวกัน นายประเสริฐ โกศัลวิตร อธิบดีกรมการข้าว กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงรับสั่งผ่านองคมนตรี ว่ามีความห่วงใยเกษตรกรที่ประสบปัญหาภัยแล้ง โดยเฉพาะชาวนาที่จะต้องเลื่อนการทำนาปลูกข้าวนาปีออกไปจนถึงเดือนกรกฎาคม จึงจะลงมือเพาะปลูกได้ ซึ่งสาเหตุมาจากปัญหาการขาดแคลนน้ำ และเนื่องจากการนำน้ำต้นทุนในเขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ มาใช้ในการทำนาปรังและการเพาะปลูกพืชอื่น ๆ รวมทั้งการอุปโภคและบริโภค ที่เพิ่มขึ้นถึง 30% จนน้ำเกือบหมดเขื่อน ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาถึง 30 ปีที่จะเก็บสะสมน้ำในเขื่อนให้อยู่ในระดับปกติได้

ทั้งนี้ได้มีพระราชดำรัสให้ชาวนาปลูกข้าวตามฤดูกาลซึ่งจะทำให้ได้ข้าวที่มี คุณภาพและผลิตดี กว่าการปลูกข้าวในปัจจุบันนี้ที่ชาวนาปลูกกันต่อเนื่องไม่มีการพักนาจนทำให้ เกิดโรคระบาดตามมาและต้นทุน การผลิตข้าวสูงขึ้นด้วยแต่ต้องมาขายในราคาถูกเพราะข้าวไม่ได้คุณภาพ ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงห่วงใยความเป็นอยู่ของเกษตรกร เพราะประสบปัญหาภัยแล้ง และผลผลิตข้าวไม่ได้คุณภาพอาจจะทำให้เป็นหนี้สินมากขึ้นและรักษาพื้นนา ที่ดินทำกินไว้ไม่ได้หากในอนาคตเกิดวิฤกติภัยแล้งขึ้นอีก

อธิบดีกรมการข้าว กล่าวต่อว่าทั้งนี้กระทรวงเกษตรฯ ได้เตรียมนำแผนการจัดระบบปลูกข้าวใหม่ เข้า ครม. เพื่อขอความเห็นชอบเพราะได้ผ่านคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ โดยมีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯ ได้เห็นชอบแล้ว โดยแผนปลูกข้าวใหม่จะนำร่องใน 22 จังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา จะให้เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการปลูกข้าวปีละสองครั้ง นาปี 1 ครั้งนาปรัง 1 ครั้ง และช่วงเว้นพักนาจะให้ชาวนาปลูกพืชอื่นทดแทน โดยในปี 54 จะปลูกข้าวนาปรังเพียง 3.5 ล้านไร่เท่านั้น จะทำให้มีน้ำใช้ในหน้าแล้งปีหน้าได้อย่างพอเพียง

นายสุเมธ ตันติเวชกุล ประธานกรรมการมูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า ปัญหาภัยแล้ง ปัญหาน้ำท่วม ระบบการจัดการน้ำ ปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองก่อให้เกิดผลกระทบต่อระบบ  ปลูกข้าวของชาวนา ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังมานาน เนื่องจากยังไม่มีการแก้ปัญหาทั้งระบบอย่างถูกต้อง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรจะต้องลงมาแก้ปัญหาอย่างจริงจัง โดยการวางระบบสร้างแหล่งกักเก็บน้ำจะช่วยบริหารจัดการการปลูกข้าวและพืชอื่น ได้ โดยรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง สำหรับปัญหาราคาข้าวไทยนั้นเห็นว่ากระบวนการผลิต รวมทั้งระบบพ่อค้าคนกลางยังทำให้ชาวนาไทยยังยากจนอยู่.

วิบากกรรมข้าวเวียดนาม ผลิตล้นสต็อก ฟ้าฝนวิปริต

Published กรกฎาคม 30, 2010 by SoClaimon

20 กรกฎาคม 2553 เวลา 07:35 น.

ผ่านทางวิบากกรรมข้าวเวียดนาม ผลิตล้นสต็อก ฟ้าฝนวิปริต.

เมื่อเดือน พ.ย.ปีที่แล้ว เจืองทันฟอง ประธานสมาคมอาหารของเวียดนาม (Vietnam Food Association) คาดการณ์ว่า ราคาข้าวจะถีบตัวขึ้นมาถึง 50% เนื่องจากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศ

โดยเฉพาะประเทศนำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลกอย่างฟิลิปปินส์ ที่มีกำหนดการนำเข้าข้าวสูงถึง 2.05 ล้านตันในปีนี้ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นข้าวที่นำเข้าจากเวียดนาม

ทางการเวียดนามยังตั้งเป้าไม่ว่าจะสามารถส่งออกข้าวได้มากกว่า 6 ล้านตันในปี 2553

ดูเหมือนว่าปีนี้ ธุรกิจค้าข้าวของเวียดนามจะรุ่งโรจน์ไม่แพ้เมื่อปีที่แล้ว หรืออาจจะดีกว่าด้วยซ้ำ เมื่อพิจารณาจากตัวเลขส่งออกเมื่อปีที่แล้วที่สูงถึง 5.95 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2551 ถึง 25%
ทว่า เมื่อถึงช่วงกลางปี 2553 การคาดการณ์เมื่อปีที่แล้วกลับแตกต่างจากความจริงที่กำลังเกิดขึ้นอย่างสิ้นเชิง

ช่วง 2 ไตรมาสแรกของปีนี้ ตัวเลขส่งออกข้าวของเวียดนามลดลงถึง 8.76% อีกทั้งมูลค่าส่งออกข้าวยังลดลงมาอีก 1.32% ซึ่งหมายความว่า ข้าวของเวียดนามกำลังราคาตก และหมายความว่า ข้าวที่เตรียมนำส่งออกกำลังกองพะเนินเทินทึกในโกดังหลายแห่งทั่วประเทศ

ปัจจัยของปัญหามีอยู่หลายประการ แต่ประการสำคัญนั้นมาจากการกะเก็งที่ผิดพลาด

ในฝ่ายของผู้ผลิตและส่งออกข้าวอย่างเวียดนาม เร่งผลิตข้าวและเก็บเข้าสต๊อกในปริมาณมหาศาล เพื่อตอบรับกับสัมปทานขายข้าวให้ฟิลิปปินส์

อย่างไรก็ตาม แม้ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ฟิลิปปินส์จะนำข้าวเป็นจำนวนมาก เนื่องจากพื้นที่เพาะปลูกได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ทว่า ในปีนี้ฟิลิปปินส์มีท่าทีอิดออดต่อการนำเข้าข้าวจากเวียดนามอย่างเห็นได้ชัด แม้จะให้สัมปทานเวียดนามไปแล้วก็ตาม

จนถึงบัดนี้เวียดนามจึงไม่สามารถส่งออกข้าวไปยังฟิลิปปินส์ได้ตามกำหนด อีกทั้งประเทศผู้นำเข้าข้าวเกรดต่ำในแอฟริกาเริ่มนำเข้าน้อยลง ยิ่งทำให้ข้าวของเวียดนาม ซึ่งเกรดต่ำกว่าข้าวไทย ค้างสต๊อกมากขึ้น
อีก ปัจจัยคือ การที่คู่แข่งอย่างอินเดียและปากีสถาน ซึ่งสามารถผลิตข้าวได้มากในปีนี้ เนื่องจากฤดูมรสุมพัดพาน้ำฝนมาเร็วกว่าหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงหลายปีนั้นผลผลิตข้าวในเอเชียใต้ตกต่ำเนื่องจากภาวะแห้งแล้ง ทำให้ประเทศส่งออกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้พลอยได้อานิสงส์จากราคาที่พุ่ง สูงขึ้นไปตามๆ กัน

แต่ในปีนี้สถานการณ์แตกต่างอย่างสิ้นเชิง เวียดนามจึงคาดการณ์ผิดพลาดเป็นคำรบสอง และราคาข้าวเริ่มปรับลดลง

อย่างไรก็ตาม “ดูเหมือนว่า” ถึงแม้จะเกิดภาวะสุญญากาศด้านการซื้อขาย แต่มีปัจจัยหนึ่งที่อาจก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อราคาข้าวอย่างรุนแรง

นั่นคือภาวะแห้งแล้งอย่างหนักในประเทศผู้ปลูกข้าวรายหลักของโลก ตั้งแต่ ไทย เวียดนาม และจีน ซึ่งยืดเยื้อมายาวนานถึงกว่าครึ่งปีแล้ว

ภาวะแห้งแล้งของเวียดนามนั้นเลวร้ายพอๆ กับไทย ถึงขั้นที่อาจรุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่สามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้ของประเทศ อันเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้าวที่สำคัญที่สุด ได้รับผลกระทบจากวิกฤตแม่น้ำโขงแห้งไม่ต่างจากพื้นที่ตอนต้นของลำน้ำ เนื่องจากปริมาณน้ำจากต้นสายที่ลดลง ทำให้กระแสน้ำเค็มจากทะเลทะลักเข้าสู่พื้นที่ปากแม่น้ำ

ประมาณการกันว่าน้ำเค็มไหลทวนเข้ามาในพื้นที่ตอนในไกลถึง 30 กิโลเมตร ทำให้เกิดภาวะดินเค็ม และพื้นที่เพาะปลูกถึง 1 แสนเฮกตาร์ ตกอยู่ในความเสี่ยง

ความทุกข์ระทมของชาวนาคือ การเพาะปลูกที่ไม่ได้ผล หรือกระทั่งเพาะปลูกไม่ได้

แต่บางคนอาจมองว่า ในความทุกข์ยังมีโอกาสที่ราคาจะพุ่งขึ้นมา เพราะปริมาณการผลิตดิ่งวูบ ขณะที่ความต้องการยังไม่มีทีท่าจะลดลง

นี่อาจเป็นความหวังเดียวของเกษตรกรในช่วงเวลาที่กำลังมืดแปดด้านเพราะราคาตกบวกกับภาวะแห้งแล้งซ้ำเติม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเดียวกันกับที่เวียดนามกำลังประสบเหมือนกับไทยก็คือ ขณะที่ภาวะแห้งแล้งอาจดันให้ราคาข้าวพุ่งสูงขึ้น แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ชาวนาจะไม่ได้รับประโยชน์จากราคาที่สูงขึ้นแต่อย่างไร
เพราะข้าวนั้นได้ ถูกขายเข้าสต๊อกไปเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่ในช่วงที่ปริมาณข้าวเริ่มล้นสต๊อก ซึ่งหมายความว่าพ่อค้าคนกลางจะรับอานิสงส์ไปเต็มๆ ไม่เพียงเท่านั้น ชาวนาจะยิ่งเฉียดใกล้กับภาวะล้มละลาย เพราะไม่อาจผลิตข้าวได้เท่ากับต้นทุนที่สูญเสียไปเพราะภัยแล้ง และต้นทุนถาวร อย่างราคาปุ๋ย และค่าขนส่ง

ในกรณีของเวียดนาม ในปีนี้ชาวนาในจังหวัดอันเกียง ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกสำคัญของประเทศ ต่างเร่งเพาะปลูกจนมีผลผลิตส่วนเกินมากเป็นประวัติการณ์ หลังจาก VinaFoodรัฐวิสาหกิจค้าข้าวของประเทศ ยืนยันกับเกษตรกรว่า ผลผลิตข้าวจากเวียดนามจะมีตลาดฟิลิปปินส์มารองรับอย่างแน่นอน

แต่แล้วการณ์กลับไม่ได้เป็นอย่างที่ VinaFood คาดการณ์ไว้ ด้วยเหตุผลดังที่ระบุไว้ข้างต้น

จะเห็นได้ว่า ถึงที่สุดชาวนาไม่ใช่ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากกลไกตลาด แต่เป็นเหยื่อจากระบบตลาด หรือจะกล่าวให้ถูกต้องที่สุดก็คือ “เป็นเหยื่อจากการบิดเบือนกลไกตลาด” ดังเช่นที่ VinaFood กะเก็งเอาเองว่าฟิลิปปินส์จะกว้านซื้อข้าวจากเวียดนาม แต่แล้วก็ผิดพลาดเข้าอย่างจัง

แต่วิบากกรรมของการผลิตข้าวในเวียดนามไม่สิ้นสุดเพียงเท่านั้น

สำหรับฤดูมรสุมที่เพิ่งเริ่มต้นอย่างล่าช้า และรุนแรงจากการเข้าถล่มของพายุไต้ฝุ่นโกนเซิน ไม่เพียงไม่ช่วยแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำให้กับพื้นที่เพาะปลูกข้าวเท่านั้น แต่ยังทำลายพื้นที่เพาะปลูกด้วยอุทกภัยรุนแรงในหลายพื้นที่มิหนำซ้ำยังสร้าง ความเสียหายให้กับข้าวในสต๊อกที่มีอยู่เดิม เพราะยิ่งทำให้เวียดนามขาดแคลนพื้นที่แห้งในการตากข้าวเพื่อทำลายความชื้น

ประมาณการกันว่า หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ เวียดนามต้องสูญเสียข้าวในสต๊อกกว่า 1 ล้านตัน ซึ่งเหมือนจะเป็นผลดีในการลดปริมาณข้าวในสต๊อก เพื่อดันราคาให้สูงขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว เป็นการทำลายโอกาสที่เวียดนามจะรอให้ประเทศนำเข้าพร้อมที่จะนำเข้าอีกครั้ง เพื่อปล่อยข้าวค้างสต๊อก และทำกำไรอย่างที่ควรจะเป็น ไม่ใช่ปล่อยให้ข้าวเสียหายอย่างไร้ค่า

ความปั่นป่วนของสภาพอากาศ ตรงกับการประเมินของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) เมื่อปีที่แล้ว ที่ชี้ว่าเวียดนามจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะอากาศแปรปรวนรุนแรง ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ต้องเผชิญกับภาวะแล้งสุดขีด พร้อมๆ กับมรสุมรุนแรงที่เข้าถาโถมอย่างต่อเนื่อง

ADB ชี้ว่า เวียดนามเสี่ยงที่จะเผชิญกับความไร้เสถียรภาพในความมั่นคงด้านอาหาร

อนาคตของผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่เป็นอันดับสองของโลกอย่างเวียดนาม อาจวูบแสงลงง่ายๆ หากเวียดนามยังหลับหูหลับตาที่จะแย่งตลาดส่งออกจากเบอร์ 1 อย่างไทย จนไม่ได้วางแผนรับมืออย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น

ดังที่กำลังเป็นอยู่ในขณะนี้

หายนะเศรษฐกิจกับภัยแล้งถล่มโลก

Published กรกฎาคม 29, 2010 by SoClaimon

29 มิถุนายน 2553 เวลา 12:51 น.

ผ่านทางหายนะเศรษฐกิจกับภัยแล้งถล่มโลก.

โจทย์สำคัญสำหรับประเทศเกษตรกรรมหลักก็คือ จะทำอย่างไรในการพัฒนาสาธารณูปโภคด้านการเกษตรที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับภัยธรรมชาติ

โดย…ทีมข่าวต่างประเทศ

ภาวะแห้งแล้งไม่ใช่ปัญหาสำหรับเกษตรกรเท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาระดับชาติที่ส่งผลกระทบถึงคนทุกระดับชั้น

อย่างน้อยก็ส่งผลกระทบต่อภาวะการกินอยู่ของประชาชน เมื่อภาวะแห้งแล้งรุนแรงทำให้การเพาะปลูกไม่ได้ผล และทำให้ปริมาณการผลิตอาหารลดลง ผลักดันให้ราคาสูงขึ้น กลายเป็นปัญหาเงินเฟ้อที่จะติดตามมา

สำหรับในเอเชีย ประเทศที่ได้รับผลกระทบเรื้อรังจากภาวะแห้งแล้ง มักปรากฏชื่อของอินเดียเป็นรายแรกๆ ในฐานะที่อินเดียยังคงพึ่งพาการทำกสิกรรมในระดับที่สูงมาก อีกทั้งยังเป็นประเทศที่การจัดการทรัพยากรน้ำยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอยัง ผลให้เกษตรกรต้องพึ่งพาลมฟ้าลมฝนเป็นหลัก

ด้วยเหตุนี้ในแต่ละปีรัฐบาลและสื่อมวลชนของอินเดียจึงให้ความสำคัญกับแนวโน้มของปริมาณน้ำในแต่ละปีค่อนข้างมาก

แต่โชคร้ายที่ลมฟ้าลมฝนในช่วงหลังไม่เป็นใจนัก อันเนื่องจากสภาพอากาศโลกยิ่งแปรปรวน ยังผลให้อินเดียต้องเผชิญกับปรากฏการณ์เอลนินโญบ่อยครั้งขึ้น

ดังเช่นเมื่อช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว รัฐบาลอินเดียต้องกลุ้มหนัก เนื่องจากปริมาณน้ำฝนในช่วงฤดูมรสุมระหว่างเดือน มิ.ย.-ก.ย. หล่นฮวบลงถึง 29% ส่งผลให้การเพาะปลูกข้าวไม่ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และทำให้การเพาะปลูกอ้อยต้องลดต่ำลง

ผลจากภาวะแห้งแล้งในอินเดียยังผลให้นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของอินเดียอาจลดลงถึง 2%

ไม่เพียงเท่านั้น หากการเพาะปลูกในอินเดียไม่ได้ผลเต็มเม็ดเต็มหน่วย อินเดียก็จำจะต้องนำเข้าเพิ่มเติม หรืออาจต้องชะลอการเพาะปลูกอ้อยส่งผลให้ราคาข้าวในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น ดังเช่นเมื่อปีที่แล้ว ขณะที่ราคาอ้อยในตลาดซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ก็พลอยจะได้รับผลกระทบไปด้วย

เงื่อนไขหลักที่ทำให้ภาวะแห้งแล้งเป็นปัญหาหนักอกของอินเดีย เนื่องจากภาคเกษตรคิดเป็นสัดส่วนถึง 17% ของเศรษฐกิจอินเดีย ขณะที่การบริโภคในภาคชนบทคิดเป็นสัดส่วนถึงกึ่งหนึ่งเศรษฐกิจทั้งประเทศ

หากฟ้าฝนไม่เป็นใจต่อการเพาะปลูก ก็หมายถึงเศรษฐกิจของอินเดียจะสุ่มเสี่ยงกับการเป็นอัมพาตมากขึ้นเท่านั้น และการค้าโลกจะผันผวนไปตามราคาสินค้าเกษตรที่ขึ้นๆ ลงๆ ตามสภาวะอากาศ จนกว่าอินเดียจะจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ

ทว่า ประเด็นนี้ยังเป็นที่น่ากังขาสำหรับอินเดียซึ่งมีความก้าวหน้าในด้านการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่เชื่องช้าอย่างมาก
อีกประเทศ ที่มักประสบกับภาวะแห้งแล้งรุนแรงจนกระทบต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจ คือ ออสเตรเลีย

เมื่อปี 2549 ออสเตรเลียประสบกับภาวะแห้งแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบศตวรรษยังผลให้ธนาคาร กลางออสเตรเลีย (RBA) ต้องปรับลดตัวเลขคาดการณ์เศรษฐกิจในปีนั้น และเฉพาะช่วงไตรมาส 3 เศรษฐกิจขยายตัวช้าที่สุดในรอบ 3 ปี

ไม่เพียงเท่านั้น การเพาะปลูกยังได้รับความเสียหายอย่างรุนแรงจนราคาข้าวสาลีพุ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี ไม่เฉพาะแค่ในออสเตรเลียเท่านั้น แต่ยังรวมถึงราคาข้าวสาลีทั่วโลก

แต่ล่าสุด สถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือภาวะแห้งแล้งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาวะแห้งแล้งที่กำลังลุกลามในไทยและกัมพูชา จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อปริมาณการผลิตข้าวในปีนี้ ในฐานะที่ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งจะเป็นตัวแปรด้านบวกต่อราคาข้าว แต่จะเป็นตัวแปรด้านลบสำหรับผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดในโลก ได้ออกมาแสดงความกังวลเกี่ยวกับปัญหานี้บ้างแล้ว

คอนเซปซิออน คัลเป นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประมาณการว่า ภาวะแห้งแล้งจะทำให้ปริมาณการผลิตข้าวในไทยลดลงถึง 6% และลดลง 10% ในส่วนของกัมพูชา

เป็นที่น่าสังเกตว่า จีนอาจเป็นปมเงื่อนสำคัญของภาวะแห้งแล้งในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในส่วนแผ่น ดินใหญ่ (Mainland Southeast Asia)|โดยเฉพาะในแถบภูมิภาคลุ่มน้ำโขงปีนี้ เนื่องจากการสร้างเขื่อนขวางแม่น้ำโขง ส่งกระทบต่อปริมาณน้ำในแม่น้ำสายหลักของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทำให้การทำกสิกรรมในพื้นที่ตอนล่างของแม่น้ำต้องเสียหายรุนแรง

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ในจีนเองก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน จากภาวะแห้งแล้ง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคตะวันตกเฉียงใต้ ซึ่งประสบกับภาวะแห้งแล้งที่รุนแรงที่สุดในรอบ 100 ปี จนถึงเดือน มี.ค. ปีนี้ภาวะแห้งแล้งในพื้นที่ดังกล่าวสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจต่อจีนเป็น เงินสูงถึง 2.37 หมื่นล้านหยวน และตัวเลขความเสียหายจะยิ่งทวีคูณยิ่งขึ้น ตามสถานการณ์ที่ยังไม่คลี่คลายลงในบางพื้นที่

ไม่เท่านั้น หลังจากเผชิญภาวะแห้งแล้งยาวนานเกือบครึ่งปี พื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีนยังเผชิญกับภาวะน้ำท่วมฉับพลัน ก่อให้เกิดความเสียหายที่รุนแรงยิ่งขึ้น โดยรวมแล้วภาวะน้ำท่วมในจีนสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจไปแล้วกว่า 8.24 หมื่นล้านหยวน

เศรษฐกิจของประเทศที่อิงกับกสิกรรมเป็นหลักย่อมจะได้รับผลกระทบอย่าง รุนแรงจากภาวะแห้งแล้ง ยกเว้นว่าจะมีรายได้จากทางอื่นเข้ามาทดแทนรายได้จากภาคเกษตรกรรม

ดังเช่นกรณีของออสเตรเลีย ที่เมื่อ 3 ปีที่แล้วประสบกับภาวะแห้งแล้งเป็นประวัติการณ์ จนรายได้จากการเพาะปลูกลดลงอย่างฮวบฮาบทว่า ออสเตรเลียยังมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากอุตสาหกรรมเหมืองแร่มาอุดรูรั่ว ช่วยให้ตัวเลขจีดีพีในปี 2549 ยังขยายตัวต่อไปได้ แม้จะอยู่ในระดับที่เชื่องช้าลงก็ตาม

แม้ภาวะแห้งแล้งจะเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่โจทย์สำคัญสำหรับประเทศเกษตรกรรมหลักที่พบกับความสูญเสียทางเศรษฐกิจจาก ภัยแล้งก็คือ จะทำอย่างไรในการพัฒนาสาธารณูปโภคด้านการเกษตรที่มีประสิทธิภาพเพื่อรองรับ ภัยธรรมชาติที่อาจบั่นทอนรากฐานเศรษฐกิจของประเทศจนสั่นคลอน ดังที่ไทยกำลังประสบอยู่ในขณะนี้

%d bloggers like this: