วันเว้นวัน

All posts tagged วันเว้นวัน

‘คนขายฝัน’

Published มีนาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150316/203025.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 16 มีนาคม 2558
'คนขายฝัน'

‘คนขายฝัน’ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ โดย… ประภัสสร เสวิกุล

          ถ้าจะพูดว่า “นักการเมืองคือคนช่างฝัน และรัฐบาลคือบริษัทขายฝัน” ก็คงจะไม่ห่างไกลจากความจริงเท่าไหร่นัก เพราะการเมืองโดยแท้จริงเป็นเรื่องของความคิด ความฝัน และอุดมคติ ที่อยากจะเห็นสังคมเป็นอย่างที่ตนต้องการ หรือเปลี่ยนแปลงสังคมเสียใหม่ นักปฏิวัติสังคมเหล่านี้มักจะเป็น “นักฝัน” มากกว่าเป็น “นักทำ” วันๆ ก็ฝันกันไป แต่ไม่ได้สัมผัสกับความจริง ปัญหา อุปสรรค ข้อขัดข้อง และความยุ่งยากของปัญหาต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นเมื่อลงมือทำแล้ว แต่จะเล็งผลเลิศเป็นสำคัญ และนักการเมืองเช่นนี้มักจะเก่งเสมอเมื่อเวลาที่ไม่ได้เป็นรัฐบาล เหมือนกับคนดูมวยข้างเวทีที่มักจะออกท่าออกทางและวิพากษ์วิจารณ์นักมวยบนเวที ทั้งๆ เมื่อขึ้นเวทีแล้วก็ไม่ได้เก่งกาจสักเท่าไหร่ และอาจถูกน็อกกลางอากาศอย่างง่ายดาย
          ที่ว่ารัฐบาลเป็น “บริษัทขายฝัน” ก็เพราะทุกรัฐบาลเมื่อขึ้นมาบริหารประเทศ ก็พยายามสร้างจุดขายของตนซึ่งมักจะเป็นเรื่องตรงข้ามกับรัฐบาลก่อนหน้านี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ สังคม และชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน, โครงการใหม่ๆ ที่น่าตื่นตาตื่นใจ รวมถึงนโยบายประชานิยมแบบ ลด แลก แจก แถม แต่สักพักก็จะเห็นว่านโยบายที่สวยหรูและดีเลิศประเสริฐศรีนั้นไปไม่รอด เช่น นโยบายตรึงราคาสินค้า ก็จะพบว่าไม่สามารถทำต่อไปได้ เนื่องจากต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ทำให้ค่าครองชีพของประชาชนสูงขึ้นตามไปด้วย การใช้รถเมล์โดยสารหรือรถไฟฟรี ก็มีปัญหาเรื่องค่าใช้จ่าย เพราะลำพังแค่การให้บริการตามปกติทั้งรถเมล์และรถไฟก็มีหนี้ค้างชำระจำนวนมหาศาล โครงการต่างๆ ต้องชะลอตัว เพราะไม่สามารถจะหาแหล่งทุนมาสนับสนุนได้ ความฝันจึงไม่หวานอีกต่อไป และต้องตื่นมาสู่ความเป็นจริง ขณะเดียวกันความเชื่อมั่นของประชาชนที่เคยฝากความหวัง ความฝัน กับรัฐบาลก็เริ่มคลอนแคลนลงทุกขณะ
          ความจริงการที่นักการเมืองจะเป็นนักฝัน หรือรัฐบาลจะเป็นบริษัทขายฝันไม่ใช่เรื่องที่ผิดร้ายอะไร หากแต่ทั้งนักการเมืองและรัฐบาลจะต้องรู้ว่าขอบเขตความฝันของตนนั้นอยู่แค่ไหน และควรเผื่อพื้นที่ไว้สำหรับการฝันสลายด้วย ผมเชื่อว่าคนที่เป็นนักฝัน ไม่ว่าจะเป็น อับราฮัม ลินคอล์น, มหาตมะ คานธี, เนลสัน แมนเดลา ฯลฯ ไม่มีใครที่ไม่เคยผิดหวัง หรือเจ็บปวดเพราะความฝันของตน ต่อให้ความฝันนั้นดีงามสักเพียงไรก็ตาม เพียงแต่บุคคลเหล่านั้นไม่ได้นำความผิดหวังมาทำลายความหวังอันยิ่งใหญ่ แต่เรียนรู้ปัญหาและอุปสรรค แล้วนำมาปรับกลยุทธ์ในการก้าวไปสู่ความฝัน – รัฐบาลที่ขายฝัน หากเข้าใจสภาพความเป็นจริงของโลก และไม่หลับหูหลับตาเดิน ก็ย่อมจะหาทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างมีสติ และหันมาขายความจริงให้มากกว่าความฝัน ก็เชื่อว่าประชาชนจะยังคงให้โอกาสอยู่เสมอ
          โดยสภาพของบางประเทศที่ผู้คนยังไม่ใส่ใจในความสำคัญของการศึกษา แสวงหาความจริง และมีชีวิตไปวันๆ กับความเพ้อฝันมอมเมา ก็ช่วยไม่ได้หรอกครับที่จะมีนักการเมืองช่างฝัน และรัฐบาลที่ขายฝัน ไม่ว่าจะเปลี่ยนนักการเมืองไปกี่รุ่น หรือเปลี่ยนรัฐบาลไปกี่รัฐบาลก็ตาม
          เรื่องนี้โทษใครไม่ได้หรอกครับ เมื่อทุกฝ่ายต่างก็อยู่ในโลกแห่งความฝัน
          ท้ายคอลัมน์วันนี้ หากผ่านร้านขายหนังสืออย่าลืมซื้อ “เนชั่นสุดสัปดาห์” เล่มล่าสุด ที่ เอก อัคคี รายงาน
          เรื่อง “ชุมนุมกวี 43 ชาติ แนวรุกด้านวัฒนธรรมเวียดนาม” (40 บาท) Mix แม็กกาซีน ฉบับที่ 100 ไฉไลตลอดเล่ม และเปิดใจ วินทร์ เลียววาริณ (140 บาท) ต่วย’ส ตูน และ ต่วย’ส ตูน พิเศษ ประจำเดือนมีนาคม 2558 (เล่มแรก 100 บาท เล่มหลัง 80 บาท)
…………………………………
(หมายเหตุ ‘คนขายฝัน’ : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ โดย… ประภัสสร เสวิกุล)

วันเว้นวัน:’เมื่อ 10 ปีก่อน ‘

Published มีนาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150311/202781.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 11 มีนาคม 2558
วันเว้นวัน:'เมื่อ 10 ปีก่อน '

‘เมื่อ 10 ปีก่อน ‘ : คอลัมน์ วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ โดย… ประภัสสร เสวิกุล

          ในการไปประชุมกวีแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 ที่กรุงฮานอยครั้งนี้ แม้จะอยู่ในพื้นที่ของเมืองเก่าซึ่งยังคงมีบรรยากาศของเมืองเก่า ทั้งอาคารสิ่งก่อสร้างแบบโคโรเนียล ถนนหนทาง ต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุนับ 100 ปี และวิถีชีวิตอันเรียบง่าย เช้าๆ เย็นๆ ผู้คนยังคงนั่งบนเก้าอี้พลาสติกตัวเตี้ยๆ เพื่อดื่มน้ำชา-กาแฟ เบียร์ หรือกินเฝอกันข้างถนน เช่นเดียวกับเมื่อ 10 ปี ก่อน ที่ผมนำคณะนักเขียนไทยชุดแรก ซึ่งประกอบด้วย พี่คำสิงห์ ศรีนอก, ไพวรินทร์ ขาวงาม, จตุพล บุญพรัด, เอก อัคคี เดินทางไปเวียดนามตามโครงการ “วรรณกรรมสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม” โดยได้รับความสนับสนุนจากกรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อเปิดความสัมพันธ์ภาคประชาชนของไทย-เวียดนาม ในครั้งนั้น เวียดนามกับไทยยังไม่ค่อยรู้จักกันมากนัก เป็น “เพื่อนบ้านที่ห่างไกล” อย่างที่พี่คำสิงห์เขียนไว้ แต่ก็ได้รับการต้อนรับที่อบอุ่นและเป็นมิตรไมตรี ภาพการเข้าร่วมในการประชุมนักเขียนเวียดนาม และการลงนามในบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ระหว่างสมาคมนักเขียนไทยกับสมาคมนักเขียนเวียดนามในครั้งนั้น ยังปรากฏที่พิพิธภัณฑ์นักเขียนของเวียดนาม
          ฮานอยเป็นเมืองที่มีมรสุมพัดผ่านปีละประมาณ 14 ลูก ดังนั้น ฝนตกจึงเป็นเรื่องปกติของคนฮานอย แต่ก็ทำให้พื้นที่หลายแห่งเป็นที่ลุ่มน้ำขัง และเพียงออกจากตัวเมืองไม่เท่าไหร่ ก็จะเห็นพื้นที่เกษตรกรรมมีทุ่งนาและไร่ผักเขียวขจี และเกษตรกรที่ใช้ชีวิตอยู่กลางท้องทุ่งท้องนา ซึ่งภาพเช่นนี้หายไปจากกรุงเทพฯ หลายปีแล้ว ขณะที่คนเวียดนามส่วนหนึ่งยังอยู่ในสภาพของสังคมดั้งเดิม แต่คนหนุ่มสาวกลับเต็มไปด้วยความกระตือรือร้น ใครเรียนใครรู้ มีความคิดความอ่าน และมุ่งมั่นทั้งในการเรียนและการทำงานอย่างเห็นได้ชัด แทบทุกคนมีเป้าหมายในอนาคต ไม่ปล่อยให้ชีวิตล่องลอยไปเรื่อยเปื่อย และมีนิสัยประหยัดมัธยัสถ์ ไม่เป็นเหยื่อของวัตถุนิยมและการโฆษณา จึงมีความเป็นไปได้ว่าอีกสัก  10 ปี ข้างหน้าเมื่อคนหนุ่มสาวรุ่นนี้เติบโตขึ้น จะเป็นทั้งทรัพยากรและพลังที่สำคัญของประเทศ
          ผมไม่อยากย้อนมองคนหนุ่มสาวของประเทศไทยเราหรอกครับ เพราะตราบใดที่ยังไม่มีคำตอบให้กับพวกเขาได้ว่า จะเรียนไปเพื่ออะไร เรียนจบแล้วจะทำอะไรต่อไป และตราบใดที่เรายังไม่มีการพัฒนาการศึกษาให้ทันโลก ทันชีวิต ทันความเปลี่ยนแปลง ก็คงสักแต่เรียนๆ กันไป เพื่อกระดาษซึ่งว่างเปล่าสักแผ่นสองแผ่น
          ท้ายคอลัมน์วันนี้ ผมมีหนังสือดีมากฝากสำหรับคุณพ่อคุณแม่ทั้งหลาย นั่นก็คือ “เลี้ยงลูกด้วยเพลง” ของชนะ-จินตนา เสวิกุล…ชนะเป็นหลายชายของผมที่คร่ำหวอดในวงการเพลงมานานหลายปี มีผลงานเพลงจำนวนมากซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง แต่ในเวลาเดียวกันก็ได้ให้ความสนใจในเรื่องของการเลี้ยงดูลูก จนตระหนักถึงคุณค่าของดนตรีที่มีต่อการพัฒนาอารมณ์ของเด็ก ซึ่งมีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าการพัฒนาสมองร่างกาย และนำประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังในหนังสือเล่มนี้ (สนพ.สุขภาพใจ/220 บาท)

การประชุมกวีแห่งเอเชีย-แปซิฟิกครั้งที่2

Published มีนาคม 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150309/202650.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 9 มีนาคม 2558
การประชุมกวีแห่งเอเชีย-แปซิฟิกครั้งที่2

การประชุมกวีแห่งเอเชีย-แปซิฟิกครั้งที่2 : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

            ตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมไปอยู่ที่ฮานอย เพื่อเข้าร่วมการประชุมกวีแห่งเอเชีย-แปซิฟิก ครั้งที่ 2 จัดโดยสมาคมนักเขียนเวียดนาม พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

และรัฐบาลเวียดนาม ร่วมกับองค์กรส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ ของเวียดนาม ดังนั้น งานนี้จึงมีความยิ่งใหญ่และมโหฬารตระการตา ตั้งแต่ที่พัก อาหารการกิน การแสดง

สถานที่จัดการประชุมต่างๆ จนถึงการอำนวยความสะดวกแก่ผู้เข้าร่วมการประชุม และส่วนใหญ่แล้วจะเน้นในเรื่องของศิลปวัฒนธรรม และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิมของชาวเวียดนาม
ซึ่งยังคงอนุรักษ์ไว้ได้เป็นอย่างดี

งานนี้มีประเทศที่เข้าร่วมการประชุมทั้งหมด 43 ประเทศ จำนวน 150 กว่าคน ไม่รวมถึงนักเขียนและกวีของเวียดนามอีกไม่ต่ำกว่า 100 คน ประเทศที่เข้าร่วมมี อาทิ

อียิปต์ มองโกเลีย สหรัฐ ออสเตรเลีย จีน โอมาน ญี่ปุ่น ปากีสถาน อินเดีย โคลัมเบีย ฯลฯ สำหรับประเทศไทย ประกอบด้วย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เจน สงสมพันธุ์ ไพวรินทร์ ขาวงาม

เรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ พินิจ นิลรัตน์ เอก อัคคี ชุติมา เสวิกุล และผม ไฮไลท์ของงานอยู่ที่การเยี่ยมคำนับประธานาธิบดีเวียดนาม ที่ทำเนียบประธานาธิบดี ซึ่งเห็นได้ชัดว่าทางการเวียดนามให้ความสำคัญและยกย่องกวี-นักเขียน ค่อนข้างมาก ซึ่งส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะเวียดนามเป็นชาติที่ชื่นชมบทกวี และบิดาของชาติ คือโฮจิมินห์ก็เป็นกวี รวมทั้งกวีและ

นักเขียนก็มีบทบาทในการสร้างผลงานเพื่อต่อสู้ และเพื่อกอบกู้เอกราชตั้งแต่สมัยปลดปล่อยประเทศจากจีน ฝรั่งเศส และสหรัฐ

สิ่งที่ประทับใจผมเป็นอย่างมาก คือ “พิพิธภัณฑ์นักเขียน” ซึ่งรวบรวมการอ่าน-เขียน-เรียนรู้ ของเวียดนามตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มีหุ่นจำลองการเรียน-การสอน ในสมัย
ก่อน และการจำลองห้องทำงานพร้อมอุปกรณ์เครื่องใช้ของนักเขียนต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นทั้งนักเขียนและนักรบในสงครามเวียดนาม ซึ่งหลายคนยังคงมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน แต่ก็มีอายุค่อนข้างมากแล้ว

เวียดนามได้ใช้พลังของกวีและนักเขียนในการสร้างความสัมพันธ์กับประชาคมโลกมาเป็นเวลานานแล้วซึ่งความสัมพันธ์ดังกล่าวก่อให้เกิดความเข้าใจอันดีและเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศในด้านศิลปวัฒนธรรมและวรรณกรรม ในสมัยสงครามเวียดนามนั้น แม้รัฐบาลฝรั่งเศส และสหรัฐ จะตั้งตนเป็นศัตรูกับเวียดนามเหนือแต่พลังวรรณกรรมก็ทำให้ประชาชนในประเทศทั้งสอง ให้ความเห็นอกเห็นใจแก่เวียดนาม และผลักดันให้ฝรั่งเศสและสหรัฐต้องถอนตัวจากเวียดนามในที่สุด

เวียดนามตระหนักดีว่าไม่สามารถจะแข่งขันอิทธิพลกับประเทศที่เข้มแข็งกว่าอย่างสหรัฐ จีน หรือญี่ปุ่น ได้ แต่เวียดนามก็ใช้ความอ่อนโยนของวรรณกรรมในการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศเล็กๆ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศโลกที่สามในอดีต ซึ่งมีอดีตที่คล้ายคลึงกับเวียดนาม ซึ่งในการไปเวียดนามครั้งนี้ มีนักเขียน-นักข่าวเวียดนาม

หลายคน พูดกับผมในลักษณะที่คล้ายกันว่า ประเทศไทยกับเวียดนามเป็นเพื่อนบ้านกันมีผลประโยชน์ร่วมกัน เหมือนมีแม่คนเดียวกัน และต้องอยู่ร่วมกันตลอดไป ต่างกับประเทศ

ใหญ่ที่มุ่งหมายประโยชน์จากเราฝ่ายเดียว ซึ่งอาจเป็นทัศนคติใหม่ที่แสดงถึงความตื่นตัวและวิตกกังวลต่อสถานการณ์ปัจจุบันของภูมิภาคนี้

ผมไม่ทราบว่าคนไทยได้ตระหนักและตื่นตัวกับเรื่องนี้เช่นคนเวียดนามหรือไม่ แต่ถ้ายังไม่คิด ไม่รับรู้ ก็ควรจะต้องหันมาสนใจกันบ้างแล้วละครับ

ท้ายคอลัมน์วันนี้ ขอจบด้วยบทกวีของคุณชุติมา เสวิกุล ที่มอบให้สมาคมนักเขียนเวียดนาม ในการประชุมครั้งนี้ครับ

“หมอกเมฆห่มฟ้า บทกวีห่มใจ”

เปิดม่านมองฟ้าเห็นแต่หมอกเมฆต่ำลงมา

ขุ่นเหนือขุนเขา ตึกรามก็ดูราวถูกไอขาวห่มคลุม

ยามเดินดุ่มละอองกระเซ็นเป็นสาย ต้องปลายจมูกและผม

ดูเหมือนฟ้าช่างหม่นตรม แต่ใจคนกลับไม่เป็น

ร้อยห้าสิบกว่าชีวิตล้วนเบิกบาน

ฟังเรื่องเล่าขานประวัติกวีดัง

เวียดนามที่เคยเกือบจะภินท์พัง

ล้วนเป็นความหลังไม่ใช่ปัจจุบัน

เหล่ากวีทั่วหล้ามารวมกันในวันนี้

การต้อนรับแสนดี ยิ่งใหญ่และอบอุ่น

สี่สิบสามประเทศจึงขอบคุณ

ได้รับแต่ไออุ่น ไม่หม่นมัวแม้หมอกคลุม

อ่านหนังสือหรือยังครับ?

Published มกราคม 21, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20150109/199136.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 9 มกราคม 2558
อ่านหนังสือหรือยังครับ?

อ่านหนังสือหรือยังครับ? : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

                สมัยที่ ก.สุรางคนางค์ เขียน “บ้านทรายทอง” ลงพิมพ์ในนิตยสารปิยมิตร ในปี พ.ศ.2493 นั้น

ว่ากันว่ามีคนเข้าคิวซื้อนิตยสารปิยมิตร เพื่อติดตามอ่าน “บ้านทรายทอง” ตอนต่อไป ถึงหน้าโรงพิมพ์

และว่ากันว่า ตอนที่ ยาขอบ เขียน”ผู้ชนะสิบทิศ” ลงพิมพ์ในหนังสือประชาชาติ ถึงตอนที่จะเด็ดจะยก

จันทราและกุสุมาขึ้นเป็นมเหสีซ้ายขวา ก็มีผู้อ่านเขียนจดหมายมาคัดค้านแสดงความไม่เห็นด้วย ด้วยว่า

กุสุมานั้นเคยตกเป็นภรรยาขอ สอพินยามาก่อน หรือเมื่อ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เขียน “สี่แผนดินดิน”ลงในหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ถึงตอนที่แม่พลอยแพ้ท้อง ก็มีผู้อ่านส่งมะม่วงไปให้แม่พลอยรับประทาน แม้กระทั่ง

บุษยมาส เขียน “สลักจิต” ก็ส่งผลให้เด็กหญิงที่เกิดใหม่ในช่วงนั้นนิยมชื่อจอย อันเป็นชื่อเล่นของสลักจิต และเกิดความนิยมตั้งชื่อเล่นลูกหลานด้วยชื่อภาษาอังกฤษ นอกเหนือจากการย้อมผมเป็นสีแดง แสดงถึงความเป็น

ลูกครึ่งตามอย่างนิยาย

ถ้าถามว่าเสน่ห์หรือพลังของนวนิยายไทยจางลงจากอดีตหรือไม่ ผมก็เชื่อว่านวนิยายไทยหลายเรื่องในปัจจุบันยังคงมีเสน่ห์และพลังอยู่ เพียงแต่ไม่มีคนได้อ่านกันมากเช่นสมัยก่อน เนื่องจากปัจจุบันมีสิ่งต่าง ๆ ที่ดึงความสนใจของคนจำนวนมากไปจากหนังสือ ไม่ว่าจะเป็นโซเชียล มีเดีย วิดีโอเกมส์  โทรทัศน์ หรือศูนย์การค้า

ประกอบกับผู้คนในทุกวันนี้ไม่มีเวลามากพอหรือว่างพอเท่ากับคนในสมัยก่อน และคนยุคปัจจุบันก็มีสมาธิสั้นลง ไม่ชอบอ่านอะไรยาว ๆ หรือติดตามอะไรนาน ๆ ดังนั้น ผลงานที่ดี ๆ ในปัจจุบัน จึงไม่เป็นที่แพร่หลาย และเป็นโอกาสให้วรรณกรรมเร่งด่วน ซึ่งขาดความงดงามของการใช้ภาษาไทย และความลึกซึ้งของเนื้อหา แต่ถูกจริตคนรุ่นใหม่ซึ่งชอบอะไรที่ง่ายๆ จึงเข้ามามีพื้นที่ส่วนใหญ่ในร้านขายหนังสือ ขณะที่งานวรรณกรรมจริง ๆ ถูกซุกอยู่ในมุมแคบ ๆ

การอ่านนั้นจำเป็นต้องมีพัฒนาการ จึงจะทำให้ผู้อ่านได้พัฒนาสมอง ความคิด และจินตนาการ รวมทั้งเสริมสร้างสติปัญญา เมื่ออ่านหนังสือที่ดีย่อมจะทำให้เกิดความต้องการที่จะอ่านหนังสือที่ดีขึ้นไปอีก เช่น วรรณกรรมที่ได้รับการยอมรับโดยทั่วไปของไทย วรรณกรรมระดับโลก วรรณคดีทั้งของไทยและต่างประเทศ แต่หากขาดพื้นฐานการอ่านที่ดี ก็จะไม่สามารถไปถึงขั้นนั้นได้

การอ่านหนังสือมีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศชาติ จะเห็นได้ว่าประชาชนในประเทศที่มีความเจริญทั้งหลายจากอดีตถึงปัจจุบันมีการอ่านจนกลายเป็นกิจวัตรและวัฒนธรรม คนในประเทศเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น

มาเลเซีย สิงคโปร์ นิยมอ่านหนังสือกันมากกว่าทำกิจกรรมอย่างอื่น ขณะที่ประเทศไทย คนส่วนใหญ่นิยม

การชมละครโทรทัศน์ ซึ่งแม้บางเรื่องจะสร้างจากวรรณกรรม แต่ก็ถูกดัดแปลงเนื้อหาให้สอดคล้องกับกระแสนิยมในปัจจุบัน และการชมละครเพียงอย่างเดียวโดยไม่อ่านหนังสือที่นำมาสร้าง จะทำให้ผู้อ่านรับรู้เรื่องราวผ่านการชี้นำของผู้แสดง โดยขาดจินตนาการ และความคิดที่เป็นของตัวเอง

ผมยังคงเชื่อว่าวรรณกรรมดี ๆ ของไทยในปัจจุบันยังคงมีอยู่อีกมาก เพียงแต่เราไม่ได้ให้โอกาสแก่ตัวเองต่อวรรณกรรมเหล่านั้นเท่านั้น

หาเวลาอ่านหนังสือแทนการทำกิจกรรมอย่างอื่นดูบ้าง และอย่าเพียงถามตัวเองว่า วันนี้เราอ่านหนังสือหรือยัง? แต่จงถามตัวเองว่าวันนี้เราได้อ่านหนังสือดี ๆ หรือยัง?

ในสวนฝัน ในสวนฝัน : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์

Published กรกฎาคม 14, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140711/187996.html

การเมือง : ข่าวทั่วไป
วันศุกร์ที่ 11 กรกฎาคม 2557

ในสวนฝัน : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “อัคราภิรักษศิลปิน” เนื่องจากพระองค์ทรงมีบทบาทสำคัญในการอุปถัมภ์และส่งเสริมศิลปะแขนงต่างๆ นับแต่งานหัตถกรรมพื้นบ้าน ศิลปะท้องถิ่นที่ใกล้จะสาบสูญ จนถึงศิลปะชั้นสูงเช่นโขน ซึ่งนอกจากจะเป็นการรักษามรดกทางศิลปวัฒนธรรมอันมีค่าของไทยให้คงอยู่ต่อไปแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้เพิ่มเติมแก่ประชาชนในพื้นที่ นอกเหนือจากการทำนาทำไร่ ซึ่งส่งผลดีต่อสภาพเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนในชนบทจำนวนมาก

เนื่องในวาระวันคล้ายวันเฉลิมพระชนมพรรษาในปีนี้ ทางกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรมจึงได้ร่วมกับเหล่าศิลปินแห่งชาติ และศิลปินแขนงต่างๆ จัดการแสดงวรรณวิจิตร-พิพิธทัศนา เรื่อง “ในสวนขวัญ” ซึ่งเป็นการผสานใจภักดิ์ แด่อัคราภิรักษศิลปิน ซึ่งมีการเตรียมงานกันมาตั้งแต่ปีที่แล้ว โดยผมได้รับมอบให้เป็นผู้เขียนบทการแสดงในครั้งนี้โดยมีแนวคิดที่จะบอกเล่าถึงความเป็นไปของเหตุการณ์ต่างๆ ในประเทศไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ผ่านวรรณกรรม บทเพลง ละครเวที ภาพยนตร์ และละครโทรทัศน์

การแสดงจะเริ่มตั้งแต่ยุคสงครามที่บ้านเมืองได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง แต่สิ่งที่ช่วยพยุงจิตใจของผู้คนในยามนั้นก็คือละครเวที เมื่อสงครามสงบลงก็เป็นยุคของภาพยนตร์ไทย และต่อด้วยยุคพัฒนา ที่ความเจริญเริ่มขยายตัวสู่ท้องถิ่นที่ห่างไกล ตามมาด้วยยุคสงครามเวียดนาม ที่สหรัฐเข้ามาตั้งฐานทัพในประเทศไทย จนเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงในสมัย 14 ตุลาคม 2516 และการกลับสู่เมืองของนักศึกษาที่หลบหนีเข้าป่าหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 จากนั้น บ้านเมืองก็คืนสู่ความสงบสุข และผู้คนหาความเพลิดเพลินจากการชมละครโทรทัศน์

การแสดงวรรณวิจิตร-พิพิธทัศนา จะเป็นการร่วมใจของศิลปินแห่งชาติทั้ง 3 สาขา คือ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ และศิลปะการแสดง โดยฉากสำคัญจะเป็นจิตรกรรม และภาพถ่าย จากฝีมือของ อ.จักรพันธุ์ โปษยกฤต, ดร.กมล ทัศนาญชลี, อ.ทวี รัชนีกร, อ.ปรีชา เถาทอง และ อ.วรนันท์ ชัชวาลทิพากร ซึ่งศิลปินหลายท่านจะขึ้นวาดภาพสดๆ บนเวทีด้วย ทางด้านวรรณศิลป์ นอกจากจะเป็นการนำผลงานชิ้นเอกของศิลปินแห่งชาติ ระดับวรรณกรรมแห่งชาติหลายเรื่องมาร้อยเรียงแล้ว ยังจะได้ฟัง อ.เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ขึ้นอ่านบทกวี “เพียงความเคลื่อนไหว” และสุรชัย จันทิมาธร ร้องเพลง “คืนรัง”

สำหรับสาขาศิลปะการแสดง เริ่มด้วย พิศมัย วิไลศักดิ์ ที่รับบทเด่นตลอดเรื่อง คู่กับอุษามณี (ขวัญ) ไวทยานนท์ และ ภณัฐ สุจิรังกุล แล้ว ยังมีสุดยอดนักร้อง เช่น สุเทพ วงศ์กำแหง, ชรินทร์ นันทนาคร, สวลี ผกาพันธุ์, จินตนา สุขสถิตย์, ดร.ศุภชัย จันทร์สุวรรณ์ ร่วมด้วยนักร้องชั้นนำ เช่น ฉันทนา กิติยพันธ์, ปกรณ์ พรพิสุทธิ์, สุชาติ ชวางกูร, พงษ์สิทธิ์ คำภีร์, ธีรนัย ณ หนองคาย, วงแฮมเมอร์ และนักร้องดาวรุ่ง เช่น พัดชา เอนกอายุวัฒน์, (อุ๊บอิ๊บ) กนกวรรณ อินทรพัฒน์,  วีรคณิศร์ กานต์วัฒนกุล (แม็ค เอเอฟ) ณัฏฐพัชร วิพัธครตระกูล (ปุยฝ้าย เอเอฟ) ตุ้ย-รอน-ซานิ-โบว์ เอเอฟ และ กาญจน์เกล้า (เกรซ) ด้วยเศียรเกล้า รวมทั้ง พีระพัฒน์ เถรว่อง ที่จะขับร้องเพลงใหม่ที่ บอย โกสิยพงษ์ ประพันธ์ขึ้นเทิดพระเกียรติ

“ในสวนฝัน” กำกับการแสดงโดย อ.สุประวัติ ปัทมสูต การแสดงจะมีในวันเสาร์ที่ 2 และอาทิตย์ที่ 3 สิงหาคม 2557 ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ติดต่อจองบัตรโดยด่วนที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ทุกสาขา

ผมไม่อยากให้คุณๆ พลาดการแสดงที่ยิ่งใหญ่ระดับนี้ครับ

ถึงเวลาปฏิรูปละครโทรทัศน์หรือยังครับ?

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140623/186954.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 23 มิถุนายน 2557

ถึงเวลาปฏิรูปละครโทรทัศน์หรือยังครับ? : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

 

                ละครโทรทัศน์ได้ชื่อว่าเป็นความบันเทิงราคาถูก ที่ให้บริการถึงทุกบ้านช่องทุกค่ำคืน และเคยมีผู้ให้สมญาละครโทรทัศน์ว่าเป็นศาสดาองค์ใหม่ ที่ถ่ายทอดคำสอนผ่านการแสดงและคำพูดของตัวละคร สร้างความเชื่อและความศรัทธาผ่านทางฉากบ้านช่องใหญ่โตอันโอ่อ่าและโฉมหน้า เรือนร่าง และเครื่องแต่งกายอันงดงามวิจิตรพิสดารของผู้แสดง เฉกเช่นวิมานและเหล่าเทพบุตรเทพธิดาบนสรวงสวรรค์ โดยมีสินค้าผู้สนับสนุนรายการเป็นโยมอุปัฏฐาก

ละครโทรทัศน์ไทยส่วนใหญ่เป็นเสมือนเพลงลูกทุ่งสมัยก่อน คือ ร้อยเนื้อ หนึ่งทำนอง หลายๆ เรื่องมีเค้าโครงที่คล้ายคลึงกัน ปรับเปลี่ยนแค่รายละเอียดบางอย่าง และหลายเรื่องเป็นการตัดแปะ ด้วยการลักขโมยหรือฉกฉวยเรื่องของผู้อื่นมาต่อเติมเสริมแต่ง หรือนำนิยายหลายๆ เรื่อง มายำใหญ่ ซึ่งเป็นความผิดทางอาญา ทั้งผู้กระทำ และผู้สนับสนุนหรือสมรู้ร่วมคิด

ละครโทรทัศน์ไทยในปัจจุบัน มีส่วนประกอบที่ขาดไม่ได้ คือ “กรี๊ดกร๊าด เกรี้ยวกราด กรีดกราย ประกอบกาม และก่ออาชญากรรม” เรื่องไหนก็เรื่องนั้น จะมีตัวนางอิจฉาหรือแม่สามีที่ทำหูทำตาปะหลับปะเหลือก และส่งเสียงกรี๊ดๆ เหมือนคนบ้า ด้วยสาเหตุมาจากความไม่สมหวังในการล่อหลอกพระเอกหรือทำทารุณกรรมนางเอก จะต้องมีตัวโกงหน้าเหี้ยมที่วันๆ เอาแต่เกรี้ยวกราดกับลูกน้อง มีพระเอกที่กรีดกรายไปมา ไม่ทำงานทำการอะไรเป็นเรื่องเป็นราว ทั้งๆ ที่ในบทบอกว่าเป็นนักเรียนนอกผู้สูงศักดิ์ เฉลียวฉลาดปราดเปรื่อง แต่ก็มักจะพลาดท่าเสียทีนางอิจฉาหน้าโง่อยู่เป็นประจำ และภาคบังคับที่ละครเรื่องหนึ่งเรื่องใดจะขาดไม่ได้ ก็คือการประกอบกาม-ในภาพยนตร์ไทยสมัยก่อนนั้น ฉากทำนองนี้มักจะเกิดขึ้นในยามที่พระเอกนางเอกต้องไปติดอยู่ในกระท่อมร้างในคืนที่ฝนตกหนัก แต่ในละครโทรทัศน์ทุกวันนี้ ไม่เลือกสถานที่และเวล่ำเวลา ที่หนักไปกว่านั้นก็คือ แทนที่ผู้ชายจะเป็นฝ่ายปลุกปล้ำ ก็กลับกลายเป็น ฝ่ายหญิง นางร้ายทั้งหลาย ชิงลงมือเสียเอง และละครโทรทัศน์แทบทุกเรื่องจะมีฉากที่แสดงพฤติกรรมซึ่งรุนแรงและส่งเสริมให้เกิดการกระทำที่ละเมิดกฎหมายบ้านเมือง อาทิ ฉากข่มขืน ความรุนแรงทางเพศ การว่าจ้างหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิด เช่น ฉุดคร่าอนาจาร ลักทรัพย์ ทำร้ายร่างกาย รวมถึงการเข่นฆ่ากันตามอำเภอใจ ซึ่งจะส่งผลร้ายต่อเด็กและเยาวชนให้เกิดความชาชินจนเห็นเป็นเรื่องปกติ และมีคตินิยมในการตัดสินปัญหาด้วยกำลัง และมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าว ประพฤติผิดทำนองคลองธรรม

คำพูดประโยคหนึ่งซึ่งผู้สร้างใช้แก้ต่างละครโทรทัศน์ประเภทนี้ก็คือ เป็นละครสะท้อนสังคม ซึ่งแปลไทยเป็นไทยก็คือ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมอยู่ก่อนแล้ว คณะละครเพียงแต่นำมาบอกเล่าต่อ แต่ตามความเป็นจริงนั้น วรรณกรรม บทเพลง หรือการแสดง สามารถทำหน้าที่ได้ทั้งเป็นกระจกเงาที่สะท้อนภาพ และคบไฟที่นำส่องทาง – การอ้างตัวเป็นกระจกนั้นไม่ผิด แต่กระจกก็ควรจะต้องมีกรอบ และมีขนาดที่เหมาะสม ขณะเดียวกันถ้ามัวแต่สะท้อนภาพด้านมืดของสังคม โดยไม่ส่องคบไฟให้เห็นความสว่างไสว สังคมนั้นก็มีแต่มืดบอดลงไปเรื่อยๆ

ผมยังเชื่อในคำพูดที่ว่าละครโทรทัศน์เป็นศาสดาองค์ใหม่ แต่ควรเป็นศาสดาที่ชี้ทางสว่าง และนำพาสังคมไปสู่ภูมิปัญญา มโนธรรม และทัศนคติที่ดี ไม่ใช่เป็นศาสดาซาตาน ที่นำคนไปอบายภูมิ และพอใจกับการเสพเครื่องเซ่นไหว้จากเหล่าโยมอุปัฏฐาก โดยไม่ได้ทำคุณประโยชน์อันใด

นอกจากการปฏิรูปต่างๆ แล้ว คงต้องเรียนถาม คสช. ว่าถึงเวลาหรือยังครับที่จะปฏิรูปละครโทรทัศน์ของไทย ให้เป็นละครที่สร้างสรรค์สังคม ให้สาระและคุณค่าต่อชีวิต ปลูกฝังความคิดในทางที่ถูก เช่น การพึ่งพาตนเอง การมีชีวิตอย่างพอเพียง ความมานะบากบั่น ความเป็นสุภาพบุรุษ-สุภาพสตรี การประหยัดอดออม ความซื่อสัตย์สุจริตไม่ละโมบโลภมาก  – สังคมที่ดีนั้น มาจากคนที่ดี และคนที่ดีก็มาจากการซึมซับรับรู้สิ่งที่ดีงาม

ครับ ถ้าอยากให้คนไทยมีคุณภาพ คุณค่า และคุณธรรม ก็ต้องปฏิรูปละครโทรทัศน์ไทยเสียที

นิทานสอนไทย

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140620/186787.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 20 มิถุนายน 2557

นิทานสอนไทย : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

 

                 ลองถามคนรุ่นราวคราวเดียวกันหลายคน ว่า นิทานเรื่องไหนที่เคยฟังมาในสมัยที่ยังเป็นเด็กและคิดว่ามีอิทธิพลต่อสังคมไทยเป็นอย่างมาก คำตอบที่ได้รับมากที่สุดก็คือ เรื่องปลาบู่ทอง เจ้าหญิงนิทรา และคนตัดไม้กับเทพารักษ์ ซึ่งเรื่องแรกเป็นนิทานพันธุ์ไทย เรื่องที่สองเป็นนิทานพันธุ์เทศ และเรื่องที่สามเป็นนิทานพันทาง

ปลาบู่ทอง เป็นนิทานไทยที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย เพราะเป็นเรื่องที่ครบรสชาติ ทั้งเจ้าหญิงเจ้าชาย เมียหลวงเมียน้อย อภินิหาร ความรัก ความกตัญญู โศกรันทด ความอิจฉาริษยา และความสะใจ ซึ่งแม้กระทั่งทุกวันนี้ ละครโทรทัศน์โดยทั่วไปของไทยก็ยังมีโครงเรื่องและเนื้อหาในทำนองของปลาบู่ทองอยู่ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนเหตุการณ์ในเรื่องให้เข้ากับยุคสมัยเท่านั้น

นิทานเรื่องปลาบู่ทอง คงเป็นเช่นเดียวกับนิทานหลายๆ เรื่องของไทยในสมัยก่อน ที่มุ่งให้ความบันเทิงและสนุกสนานเร้าใจ แต่ก็สอดแทรกค่านิยมบางอย่างไว้ด้วย ซึ่งค่านิยมในนิทานเรื่องนี้ก็คือ ความกตัญญูที่นางเอื้อยมีต่อมารดา แต่ในขณะเดียวกันนิทานก็เต็มไปด้วยความรุนแรงและพฤติกรรมที่ไม่ดีของตัวละคร ของสามีที่ทำร้ายภรรยาหลวงจนเสียชีวิต การอิจฉาริษยาและกลั่นแกล้งรังแกลูกเลี้ยง การคดโกง แม้กระทั่งผลลัพธ์ที่แม่เลี้ยงได้รับ ซึ่งออกจะเป็นเรื่องที่รุนแรงเกินไปสำหรับการรับรู้รับฟังของเด็กๆ และเป็นการเพาะนิสัยนิยมความรุนแรง และพฤติกรรมด้านลบแก่เด็กและเยาวชนในทางอ้อม

เจ้าหญิงนิทรา เป็นนิทานฝรั่งที่คนไทยรู้จักดี ทั้งที่เนื้อเรื่องไม่สู้จะสลับซับซ้อนเท่าปลาบู่ทอง แต่ก็เป็นเรื่องของแม่เลี้ยงกับลูกเลี้ยงเช่นเดียวกัน แฝงด้วยเวทมนตร์คาถา และแม่มดกับเจ้าชาย กับฉากสำคัญของเรื่องที่เจ้าหญิงฟื้นจากนิทรา เมื่อได้รับการจุมพิตจากเจ้าชายรูปงาม ซึ่งเป็นที่ประทับใจของสาวๆ ทั้งหลาย และเป็นความฝันเฟื่องของผู้หญิงส่วนหนึ่งที่ฝากอนาคตไว้กับผู้ชายที่มั่งคั่งร่ำรวย เพื่อการมีชีวิตที่สะดวกสบาย และเลื่อนสถานะทางสังคมของตัวเอง มากกว่าการตั้งหน้าตั้งตาศึกษาเล่าเรียน และทำงานสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเอง

เรื่องที่สามคือ คนตัดไม้กับเทพารักษ์ เป็นนิทานพันทาง ที่นำเค้าเรื่องนิทานต่างประเทศมาดัดแปลงให้เป็นเรื่องแบบไทยๆ เจตนารมณ์ที่แท้จริงต้องการที่จะแสดงถึงความซื่อสัตย์ แต่ในทางกลับกันก็ให้ภาพของการงอมืองอเท้าไม่ดิ้นรนขวนขวายช่วยตัวเอง การรอความช่วยเหลือจากผู้อื่น ซึ่งหากมองดูสภาพของคนในสังคมไทยทุกวันนี้ ก็จะพบว่ามีลักษณะจากคนตัดไม้ในนิทานเรื่องนี้ ที่ส่วนใหญ่มักจะยอมจำนนต่อปัญหาที่เกิดขึ้นกับตนเองหรือสังคม และร่ำร้องโหยหาคนที่มีอำนาจวาสนาหรืออัศวินม้าขาวให้มาช่วยแก้ปัญหาให้ สังคมไทยจึงมีลักษณะเหมือนเด็กที่ไม่รู้จักโตหรือรู้จักการช่วยเหลือตัวเอง แต่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากคนอื่น

พื้นฐานส่วนหนึ่งของสังคมนั้น มาจากนิทาน เรื่องเล่าขาน และตำนานต่างๆ ซึ่งนำไปสู่คติชนนิยม ทัศนคติ และวิถีการดำเนินชีวิตของผู้คน การที่นิทานทั้งสามเรื่อง รวมทั้งนิทานเรื่องอื่นๆ เช่น ศรีธนญชัย หรือขุนช้าง-ขุนแผน ฯลฯ จะมีอิทธิพลต่อความคิดและพฤติกรรมของคนไทย ย่อมไม่ใช่เรื่องที่แปลกอะไร หากคำถามคงอยู่ที่ทำอย่างไรเราจึงจะทำให้คนไทยออกจากโลกของนิทานเก่าๆ เหล่านั้น มาสู่โลกของความเป็นจริงในปัจจุบัน และมีค่านิยมที่ถูกต้อง นับถือความสามารถของตนเอง สร้างตัวด้วยลำแข้งของตนเอง ไม่อิจฉาริษยาผู้อื่น และหาทางแก้ไขปัญหาต่างๆ ด้วยสติปัญญาของตน

โล้เรือรั่ว

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140618/186674.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพุธที่ 18 มิถุนายน 2557

โล้เรือรั่ว : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์กับ ประภัสสร เสวิกุล

 

               ประเทศไทยของเราในวันนี้ มีสภาพเหมือนเรือเก่าที่ถูกสนิมกัดกร่อนจนมีรูรั่วเต็มลำ หากปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่สามารถที่จะแล่นต่อไปได้ดี หรือมิเช่นนั้นก็อาจจะจมลงได้ ดังนั้น จึงต้องนำมาเข้าอู่เพื่อรับการซ่อมแซม อุดรูรั่ว กำจัดสนิม ทาสีใหม่ และปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์ รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่ทรุดโทรมหรือเสื่อมสภาพ

การซ่อมเรือหรือซ่อมประเทศที่ชำรุดขนาดหนัก เป็นงานใหญ่และงานที่ยาก เพราะไม่ว่าจะแตะไปตรงไหนก็เจอแต่ปัญหาที่ต้องแก้ทั้งนั้น สำหรับประเทศไทยนั้น ปัญหาสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ที่เห็นได้ชัดเจน มีอยู่ 10 ประการ คือ ปัญหาการศึกษา, ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น, ปัญหาเศรษฐกิจ, ปัญหายาเสพติด, ปัญหาของเกษตรกร, ปัญหาการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ, ปัญหาเรื่องศีลธรรมจรรยา, ปัญหาทางสังคม, ปัญหาความปลอดภัย และความขัดแย้งของคนในชาติ

ปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดก็คือ ปัญหาเรื่องการศึกษา เพราะการศึกษาเป็นหัวใจของชาติ ประเทศชาติจะเข้มแข็งหรืออ่อนแอขึ้นอยู่กับการศึกษา และการศึกษานั้นส่งผลอย่างรวดเร็วชั่วเวลาเพียงไม่ถึง 20 ปี การศึกษาที่เรียนกันอย่างฉาบฉวยเพียงให้สอบผ่าน ไม่ได้ก่อประโยชน์แก่ผู้เรียนและประเทศชาติอย่างแท้จริง แต่เป็นการสูญเปล่าของชาติ ซึ่งควรจะต้องมีการปฏิรูปการศึกษาอย่างจริงจัง เพื่อให้เด็กไทยมีพื้นความรู้ที่แน่น สอดคล้องกับวิทยาการของโลกปัจจุบัน และคิดเป็น ทำเป็น รวมทั้งสามารถต่อยอดความรู้ ความคิด และการทำงานของตนต่อไปได้

ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาใหญ่ของบ้านเมือง เปรียบได้กับสนิมที่ฝังลึกและแผ่ขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ และคอร์รัปชั่นเป็นปัญหาร้ายแรงที่บ่อนทำลายประเทศชาติ การแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นจึงจำเป็นจะต้องใช้มาตรการที่เด็ดขาดและรุนแรงเพื่อให้เกิดความหลาบจำ และผู้มีอำนาจก็ต้องตั้งมั่นอยู่ในความสุจริตเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี

ผมจะไม่พูดถึงปัญหาเศรษฐกิจ และปัญหายาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่เราท่านทราบกันดี แต่ขอพูดถึงปัญหาของเกษตรกรซึ่งเป็นรากฐานของประเทศ แต่กลับไม่ได้รับการดูแลที่ดีเพียงพอ หนำซ้ำยังถูกคดโกงเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าและหน่วยงานของรัฐมาโดยตลอด จนถึงกรณีจำนำข้าว ซึ่งต่อไปนี้น่าที่จะต้องมีการปฏิรูปเกษตรกรขนานใหญ่ ทั้งการพัฒนาที่ดิน แหล่งน้ำ การเพาะปลูก การตลาด ฯลฯ เพื่อให้พวกเขามีหลักประกันที่มั่นคง มีชีวิตที่มีความผาสุก และมีอนาคตที่สดใส

ผมขอข้ามมาถึงปัญหาเรื่องศีลธรรมจรรยา ซึ่งคนไทยทุกวันนี้มีความย่อหย่อนเป็นอย่างมาก ทั้งๆ ที่ศีลธรรมจรรยาเป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจของมนุษย์ และยกจิตใจของมนุษย์ให้สูงกว่าสัตว์โลกประเภทอื่น การขาดศีลธรรมจรรยาทำให้คนเราขาดจิตสำนึกในสิ่งถูกควร ขาดความละอายต่อบาป และแสวงหาประโยชน์ในทางมิชอบ

ผมให้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติไว้ลำดับสุดท้าย เพราะเห็นว่าความขัดแย้งเป็นปัจจัยที่ถูกสร้างขึ้น จากการขาดการศึกษา การทุจริตคอร์รัปชั่น และการขาดศีลธรรมจรรยา ถ้าเมื่อใดเราสามารถคลี่คลายปัญหาเหล่านี้ลงได้ ย่อมสามารถสร้างความเข้าใจให้คนในชาติได้ในที่สุด

ครับ แค่ 10 ปัญหานี้ ถ้าไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง เรือลำไหนก็ไปไม่รอดหรอกครับ

ตามหาความสุข

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140616/186540.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน 2557

ตามหาความสุข : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

 

                คนเรานั้นมีความทุกข์กับความสุขเป็นของคู่กัน แม้ว่าความทุกข์จะเป็นสิ่งที่ไม่มีใครต้องการเลยก็ตาม แต่ก็ไม่มีใครที่จะสามารถหลีกเลี่ยงความทุกข์ได้ และบางคนถึงจะมั่งมีศรีสุขก็ยังต้องตกอยู่ในความทุกข์ เพราะเงินหมื่นล้านแสนล้านที่มีอยู่ไม่อาจที่จะซื้อหาความสุขแม้เพียงกระผีกริ้นได้ ผิดกับบางคนที่แม้จะยากจนทรัพย์สินเงินทอง แต่กลับร่ำรวยความสุขอย่างน่าอิจฉา

มีผู้รู้กล่าวไว้ว่า แท้จริงทุกข์หรือสุขเป็นเรื่องที่เกิดจากภายในจิตใจของตัวเราเอง ไม่ใช่วัตถุภายนอก หรือบุคคลอื่น แต่ใจของเราก็เป็นเหมือนท้องน้ำในมหาสมุทร ที่นอกจากจะลึกเกินกว่าจะหยั่งถึงได้แล้ว ยังกระเพื่อมไปตามแรงของคลื่นลม หรือความรู้สึกพอใจและไม่พอใจต่างๆ บางครั้งแรงกระเพื่อมนั้นก็รุนแรงจนกลายเป็นมรสุมหรือคลื่นยักษ์ที่ก่อให้เกิดอันตรายอย่างใหญ่หลวง

การเดินเรือในมหาสมุทรที่ลมฟ้าอากาศปรวนแปรอยู่ตลอดเวลา ผู้เป็นกัปตันซึ่งทำหน้าที่ควบคุมเรือจะต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่วอกแวกและมีความสงบนิ่งอย่างที่สุด จึงจะสามารถนำเรือผ่านพ้นห้วงเวลาอันวิกฤติได้ และการเดินทางในชีวิตของคนเรา ที่เต็มไปด้วยแรงกระเพื่อมของอารมณ์ ก็ต้องอาศัยความเข้มแข็งของจิตใจ และความมีสติ เช่นเดียวกัน

ความทุกข์ของคนเราในทุกวันนี้ เกิดจากการที่ไม่ได้รักษาจิตใจไว้กับตัวเอง แต่เที่ยวเอาไปฝากไว้กับสิ่งอื่นหรือคนอื่น เช่น ฝากไว้กับหุ้นกับหวย ฝากไว้กับสิ่งศักดิ์สิทธิ์อภินิหาร หรือฝากไว้กับคนที่มีอำนาจวาสนา คนที่น่าเลื่อมใส หรือคนที่คิดว่าเขาจะช่วยให้เราพ้นทุกข์พ้นร้อนได้

หนทางที่จะบำบัดทุกข์อย่างแท้จริงก็คือ การย้อนกลับไปดูที่มาของทุกข์นั้น เมื่อพบว่าความทุกข์ของเราเกิดจากสิ่งใดเราก็กำจัดต้นเหตุให้หมดสิ้นไป เช่นทุกข์เพราะเกิดจากความไม่รู้ในเรื่องบางเรื่อง เราก็พยายามเรียนรู้เรื่องนั้นๆ ทุกข์เพราะเชื่อคนง่าย เราก็ทำใจให้หนักแน่นและไตร่ตรองอย่างรอบคอบขึ้น ทุกข์เพราะความอยากได้ใคร่ดี เราก็ต้องตัดใจจากความทะยานอยาก และพอใจในสิ่งที่ตนมี ใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เป็นต้น

ความทุกข์นั้นอยู่ในใจของเราเองเป็นสำคัญ และเราเองเท่านั้นที่จะแก้ทุกข์ในใจของตนเองได้ ด้วยการทำจิตใจให้สงบ ให้บริสุทธิ์ ประกอบด้วยสติ และปัญญา แล้วเราก็จะพบวิธีที่จะเอาชนะความทุกข์ได้โดยไม่ยากเย็น และการไม่มีทุกข์ย่อมจะทำให้จิตใจมีความสุข ไม่เคร่งเครียด ไม่เป็นกังวล ไม่ฟุ้งซ่าน หรือขึ้งเคียด ซึ่งความสุขทางใจนั้นมีความสำคัญกว่าความสุขทางกายหลายเท่า แต่โดยทั่วไปคนเรามักจะแสวงหาความสุขทางกายมากกว่าความสุขทางใจ ดังนั้น หากรู้ความจริงข้อนี้ และหันมาหาความสุขทางใจให้มากขึ้น เราก็จะพบความสุขที่แท้จริงมากขึ้นตามไปด้วย

ครับ จริงๆ แล้ว ทุกข์หรือสุขของคนเราก็ไม่ได้ใหญ่โตไปกว่าหัวใจ ซึ่งมีขนาดเท่ากำปั้นของเราเองเลย

ท้ายคอลัมน์วันนี้ มีหนังสือน่าอ่าน 2-3 เล่ม เล่มแรกคือ “ริมฝั่งแม่น้ำหัวใจสลาย” รวมเรื่องสั้นและสารคดี ของ พิบูลศักดิ์ ละครพล เป็นงานที่งดงามทั้งภาษา และความคิด สมฉายา “เจ้าชายโรแมนติก” ของผู้ประพันธ์ (สนพ.พเนจร/220 บาท) “ละครที่ไม่จำกัดเวทีแสดง” ของ ประชาคม ลุนาชัย เป็นผลงานที่น่าสนใจของประชาคม ที่ฉีกแนวไปจากเดิม (สนพ.วรรณกรรมใบขวาน/220 บาท) และ “ชายผู้อ้างตนเป็น เซ็ง ท่าน้ำ” รวมเรื่องสั้นของ รัตนชัย มานะบุตร ที่สะท้อนภาพความขัดแย้งในภาคใต้ได้อย่างชัดเจนและสะเทือนอารมณ์ (สนพ.ผจญภัย/255 บาท)

หลับๆตื่นๆในคุนหมิง

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140613/186399.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันศุกร์ที่ 13 มิถุนายน 2557

หลับๆตื่นๆในคุนหมิง : วันเว้นวัน จันทร์ พุธ ศุกร์ กับ ประภัสสร เสวิกุล

 

             ผมไปร่วมงาน คุนหมิง ไรเตอร์ส ฟอรั่ม ที่นครคุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน กับคณะสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทยมาครับ งานนี้เป็นส่วนหนึ่งของ คุนหมิง เอ็กซ์โป ครั้งที่ 22 ที่มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1993 ซึ่งประกอบด้วยงานแสดงสินค้า การแสดงเทคโนโลยี ความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการลงทุน การสัมมนาของนักธุรกิจเชื้อสายจีนโพ้นทะเล ฯลน ในเวลาต่อมาได้มีการเพิ่มเติมงานภาคส่วนอื่นๆ ได้แก่ งานแสดงสินค้า คุนหมิง-เอเชียใต้, สัปดาห์ศิลปะการโทรทัศน์ คุนหมิง-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้-เอเชียใต้ ครั้งที่ 5, คุนหมิง-เอเชียใต้ บิสิเนส’ ฟอรั่ม ครั้งที่ 2 รวมทั้ง คุนหมิง-เอเชียตะวันออกเฉียงใต้-เอเชียใต้ และคุนหมิง ไรเตอร์ส ฟอรั่ม ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกในปีนี้

วัตถุประสงค์ของการจัดงาน บิสิเนส ฟอรั่ม และไรเตอร์ส ฟอรั่ม ของคุนหมิง ก็เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจการค้าระหว่างกันของมณฑลยูนนาน เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และตะวันออกกลาง เนื่องจากมณฑลยูนนานซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน เคยเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญในสมัยฮั่นตะวันตก จนได้รับฉายาว่า “เส้นทางสายไหมตอนใต้”

ในส่วนของ ไรเตอร์ส ฟอรั่ม มีผู้แทนจากสมาคมนักเขียนประเทศต่างๆ เข้าร่วม จำนวน 7 ประเทศ ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนาม เนปาล  ไทย และจีน เพื่อเสริมสร้างมิตรภาพ และแลกเปลี่ยนทัศนะในเรื่องวรรณกรรม โดยเฉพาะในประเด็นของสภาวการณ์วรรณกรรมในประเทศของตน นอกจากนี้ยังมีโอกาสเข้าร่วมในพิธีเปิดงานคุนหมิง เอ็กซ์โป ครั้งที่ 22 และงาน คุนหมิง-เอเชียใต้ เอ็กซ์โป ประจำปี ค.ศ.2014 ที่จัดอย่างได้ยิ่งใหญ่และการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด โดยมีนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี จากประเทศต่าง ๆ เช่น บังกลาเทศ เนปาล มัลดีฟส์ ลาว ศรีลังกา และปากีสถาน ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์

ผมเองเคยไปคุนหมิงมาแล้ว 2-3 ครั้ง นับตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ซึ่งในเวลานั้นตัวเมืองคุนหมิงยังมีเรือนชานแบบดั้งเดิม ตึกเก่าๆ ซึ่งทรุดโทรม ถนนสายเล็กๆ และผู้คนที่มีชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่คุนหมิงในวันนี้เปลี่ยนโฉมเป็นมหานครที่ทันสมัย เต็มไปด้วยอาคารสูง ถนนที่กว้างขวาง และมีทางด่วน ทางพิเศษ เพื่อระบายการจราจร ผู้คนมีชีวิตที่รีบเร่งเช่นชาวเมืองใหญ่-ยูนนานและคุนหมิงมิใช่เป็นแค่ศูนย์กลางของการค้าและคมนาคมในภาคตะวันตกเฉียงใต้ของจีนเท่านั้น แต่กำลังเขยิบตัวขึ้นเป็นศูนย์กลางทางการค้า การคมนาคม และศิลปวัฒนธรรม ของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเอเชียใต้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อโครงการรถไฟความเร็วสูงคุนหมิง-เวียงจันทน์ สร้างแล้วเสร็จ และการพัฒนาแม่น้ำล้านช้างหรือแม่น้ำโขงในเขตจีน ให้เป็นเส้นทางเดินเรือสินค้าจากจีนได้โดยสะดวก

คุณสิม วันนา นายกสมาคมนักเขียนกัมพูชา เคยคุยกับผมในการประชุมวรรณกรรมแม่น้ำโขง ที่เสียมราฐ ว่า ยูนนานแม้จะเป็นเพียงแค่มณฑลหนึ่งของจีน แต่ก็มีพื้นที่และประชากรมากกว่ากัมพูชาทั้งประเทศ ได้ฟังรองนายกรัฐมนตรีลาวกล่าวสุนทรพจน์เป็นภาษาจีน ในพิธีเปิดงาน คุนหมิง-เอเชียใต้ เอ็กซ์โป และได้ชมบูธของกรมส่งเสริมการส่งออกของไทยในงานเอ็กซ์โปเป็นบูธเล็กๆ ที่มีเบียร์ไทย 2 ยี่ห้อ กับสินค้าเล็กๆ น้อยๆ จัดแสดง เมื่อเทียบกับบูธของประเทศอื่นๆ ที่แสดงสินค้าและเทคโนโลยีกันอย่างเต็มที่แล้ว ผมก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า ยักษ์หลับอย่างจีนลุกขึ้นเดินปร๋อแล้ว เขมรและลาวก็ตื่นแล้ว แต่ไทยเราตื่นกันหรือยัง?

%d bloggers like this: