ลูกทุ่งเศรษฐี

All posts tagged ลูกทุ่งเศรษฐี

เหลือไว้แต่ชื่อ ประจวบ จำปาทอง

Published มิถุนายน 4, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091150158&srcday=2015-01-15&search=no

วันที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558 ปีที่ 20 ฉบับที่ 365

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

เหลือไว้แต่ชื่อ ประจวบ จำปาทอง

“คนเรามีกรรมเหมือนคำพุทธภาษิต ว่าเกิดมาใช้หนี้ชีวิต ลิขิตไปตามบาปกรรมสร้างมา เกิดมาเป็นคนบ้างมีบ้างจนเป็นธรรมดา เหมือนเป็นสัญญา โลกเรานี้หนาเปรียบโรงละคร เกิดมาทุกคนไม่พ้นที่เชิงตะกอน เหลือตัวล่อนจ้อน ที่หลับที่นอนเหมือนกันคือโลง

คนเรามีกรรมต้องทำกุศลไว้บ้าง เพื่อแบ่งเบาหนี้บาปตามล้าง คิดสร้างแต่บุญเป็นทุนเชื่อมโยง อย่าหยิบอย่าฉวย หาทางร่ำรวยด้วยการกินโกง แม้นตายเข้าโลงบาปกรรมเพราะโกงติดตามเรื่อยไป ถึงเป็นเศรษฐีมั่งมีเงินทองเพียงไร หมดลมแล้วไม่อาจนำเงินไปได้เลยสักคน

เวรกรรมตามทันเห็นกันด้วยตาก็บ่อย เข้าอยู่ในคุกไม่ใช่น้อยไม่ค่อยจดจำในความทุกข์ทน สวรรค์ในอกและมีนรกในดวงกมล ขอเตือนทุกคนว่ามีหรือจนไม่เห็นสำคัญ หมดลมหายใจ แล้วไปนอนเรียงเคียงกัน ที่ป่าช้านั่น ไม่พ้นมือฉันพวกสัปเหร่อ”

เพลงสัปเหร่อ

ไพบูลย์ บุตรขัน ประพันธ์คำร้อง-ทำนอง

ประจวบ จำปาทอง ขับร้อง

คนอายุ 50 กว่าๆ ไปแล้วนั่นแหละ ถึงเคยฟังเพลง สัปเหร่อ ขับร้องโดย ประจวบ จำปาทอง

เพราะเขาร้องไว้นานแล้ว

ชื่อเพลงก็ออกน่ากลัว

สับ-ปะ-เหร่อ หมายถึงผู้ที่ทําหน้าที่เกี่ยวกับการศพตั้งแต่ทำพิธีมัดตราสัง จนกระทั่งนำศพไปฝังหรือเผา

บัดนี้คนร้องไม่อยู่แล้ว เพราะเขาเสียชีวิตไปเมื่อเย็นวันที่ 18 พฤศจิกายน 2557 ด้วยโรคมะเร็งปอดระยะสุดท้าย ขณะอายุ 74 ปี

ผมเจออาประจวบครั้งสุดท้ายเมื่อปลายปี 2556 ที่โรงแรมรัตนโกสินทร์ ถนนราชดำเนิน ในวันที่สำนักพิมพ์นาคร มีเดีย จัดงานเปิดตัวหนังสือ สายัณห์ สัญญา รักน้อยๆ แต่ขอให้นานๆ ซึ่งผมเป็นคนเขียนหนังสือเล่มนี้

อาประจวบควักสตางค์แบงก์พันบาทส่งให้กับมือแล้วบอกว่าเป็นค่าหนังสือ 1 เล่ม “ไม่ต้องทอน”

ผมถามอาประจวบว่า “คิดอยากจะมีหนังสือประวัติชีวิตของตัวเองสักเล่มไหมครับ”

ถ้าตอบว่า “คิดอยู่” ผมตั้งใจว่า อยากจะเสนอตัวทำหน้าที่นี้เอง

แต่คำตอบไม่ได้เป็นเช่นนั้น

“ไม่ครับ” สั้นๆ สำหรับคำตอบ

เป็นอันว่า ผมกับอาประจวบเลยไม่ได้ร่วมงานกันในเรื่องการเขียนและการพิมพ์หนังสือ

ด้วยความที่เป็นคนมีน้ำใจกับผู้คนทั่วไป ทำให้อาประจวบเป็นที่เคารพรักของเพื่อนพ้องน้องพี่ในวงการลูกทุ่งและวงสังคมทั่วไป

คนทั่วไปอาจไม่รู้ว่า ประจวบ จำปาทอง เป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้าน ร่ำรวยจากการขายที่ดิน แม้จะมีเงินมีทองมากมายแต่การดำเนินชีวิตก็ยังเป็นปกติ ยังจัดรายการวิทยุ และรับเชิญไปงานตามที่มีผู้ติดต่อไว้

ประจวบ จำปาทอง เคยเป็นพิธีกร ศิลปินตลก และนักร้องประจำวงดนตรีจุฬารัตน์ของ ครูมงคล อมาตยกุล

ต่อมาได้เป็นนายห้าง ครีมไข่มุกแก้สิว แก้ฝ้า ตรากวนอิม จัดรายการทางวิทยุโฆษณาขายครีมกวนอิมจนขายดิบขายดี ราวกับเทน้ำเทท่า

เป็นผู้สร้างและสนับสนุนนักร้องให้มีชื่อเสียง เช่น เสรี รุ่งสว่าง พุ่มพวง ดวงจันทร์ เป็นต้น

เจ้าของรายการประกวดร้องเพลงลูกทุ่งชื่อในอดีต ชื่อรายการ “ชุมทางคนเด่น” ทางช่อง 7 สี และรายการนี้ทำให้มี สุนารี ราชสีมา เกิดขึ้นในวงการลูกทุ่งในเวลาต่อมา

นายอารี จำปาทอง อายุ 67 ปี บอกว่า ก่อนหน้าจะเสียชีวิต ประจวบ จำปาทอง รักษาโรคหัวใจทำบอลลูน 3 เส้นเหมือนคนแก่ทั่วๆ ไป ร่างกายแข็งแรง ไปไหนมาไหนได้ ไปญี่ปุ่นกลับมาวันที่ 15 ตุลาคม 2556 จากนั้นก็เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเปาโลเมโมเรียล

“ตอนแรกนึกว่าเป็นวัณโรค อาการไม่ดีขึ้น ไอเป็นเลือดอยู่ 10 กว่าวันเขาก็ส่งต่อมาที่โรงพยาบาลกรุงเทพ ทางโรงพยาบาลตัดชิ้นเนื้อไปตรวจก็เจอมะเร็งปอดขั้นสุดท้ายซึ่งมันลามไปทั่วแล้ว โดยเจ้าตัวก็ไม่รู้ว่าเป็น อยู่โรงพยาบาลได้สองสามวันอาการก็ทรุด ใช้เครื่องช่วยหายใจมา 20 กว่าวัน กระทั่งเสียชีวิต”

ศิลปินลูกทุ่งคนหนึ่ง ผู้เคยต่อสู้ดิ้นรนชีวิตมาอย่างโชกโชน แต่ด้วยความสามารถทางด้านการพูด การแสดง และมีหัวทางการค้าทำให้ประจวบ จำปาทอง ประสบความสำเร็จ

เป็นบุคคลตัวอย่างที่แม้ไม่ได้เรียนหนังสือสูง แต่ความรู้และประสบการณ์ชีวิตเหนือชั้นกว่าผู้ที่เรียนจบปริญญาเอก เป็นด๊อกเตอร์เป็นหลายสิบเท่า

ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2558 ครบร้อยวันของการเก็บศพ ญาติจะมีพิธีพระราชทานเพลิงศพที่วัดเทพศิรินทราวาสราชวรวิหาร

เชื่อว่า วันงานพระราชทานเพลิงศพ จะมีผู้ที่เคารพนับถือมาร่วมงานจำนวนมาก

โฆษณา

บทเรียนชีวิตต้องสู้ ชาย เมืองสิงห์-เป็นอัมพฤกษ์

Published พฤศจิกายน 8, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091150857&srcday=2014-08-15&search=no

วันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 355

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

บทเรียนชีวิตต้องสู้ ชาย เมืองสิงห์-เป็นอัมพฤกษ์

ชาย เมืองสิงห์ เป็นนักร้องที่เกิดปีเดียวกับ ผ่องศรี วรนุช คือ ปี 2482

ปัจจุบันอายุ 75 ปี

ชีวิตมีขึ้นมีลง ระหกระเหิน อาชีพเต้นกินรำกิน แม้จะเคยโด่งดังสุด เป็นขุนพลเพลงของวงดนตรีจุฬารัตน์มาตั้งแต่ปี 2504 มีผลงานเพลงดังมากมาย ความสามารถไม่แพ้ใคร ทั้งแต่งเพลงและร้องเพลง

เพราะความขัดแย้งในวงจุฬารัตน์รุมเร้าเกินกว่าจะทานทนและสุดท้ายก็ยกมือไหว้อำลา ครูมงคล อมาตยกุล หัวหน้าวงออกไปเพื่อความสบายใจเมื่อปี 2510

เขาไม่ยอมไปตั้งวงใหม่ ใช้ชื่อ ชาย เมืองสิงห์ เพราะหากทำเช่นนั้นก็เท่ากับเป็นคนเนรคุณครูบาอาจารย์ ที่ครูมงคลอุตส่าห์ปลุกปั้น ส่งเสริมเมื่อตอนรับเข้าวงดนตรีจุฬารัตน์ เพลง มอดกัดไม้ ที่ครูมงคลแต่งให้ร้องเพื่อด่าว่า พร ภิรมย์ ที่ดังแล้วแยกวงก็จะย้อนคืนไปที่ตัวเขา

วงที่ชาย เมืองสิงห์ ตั้งจึงเลี่ยงไปใช้ชื่อ “หลังเขาประยุกต์” เป็นวงเล็กๆ

ถึงจุดหนึ่ง แฟนเพลงเรียกร้องให้ตั้งวง เขาจึงไปหาครูมงคล ขอความเห็นและให้ตั้งชื่อวงให้ด้วย ครูมงคลพาไปหาพระที่เคารพนับถือช่วยตั้งชื่อ

สุดท้ายก็ได้ชื่อ “จุฬาทิพย์”

ประมาณปี 2522 จึงยุบวงดนตรี

ในด้านชีวิตครอบครัว เขาแต่งงานเงียบๆ จัดงานเล็กๆ แบบภายในกับ ติ๋ม สาวเต้นรำวงที่เคยไปร้องเชียร์รำวงก่อนเข้าสู่วงการนักร้อง ไปอาศัยพักอยู่ที่บ้าน ญาติผู้ใหญ่ของติ๋มเห็นว่าเป็นชาย เมืองสิงห์ จึงอยากให้แต่งงานกัน

หลังแต่งงาน ติ๋มเลิกเป็นสาวเต้นรำวง วางมือจากการเป็นแม่ค้าขายพวงมาลัย มาร่วมงานอยู่ในวงจุฬารัตน์ด้วยกัน

ติ๋ม ได้รับการตั้งชื่อว่า ดวงใจ เมืองสิงห์ ร้องเพลงบันทึกแผ่นเสียงหลายเพลง

แฟนเพลงเข้าใจว่า เป็นน้องสาวชาย เมืองสิงห์ แท้จริงแล้วคือเมียและเป็นแม่ของลูก 2 คนที่เกิดกับชาย เมืองสิงห์

ลูกชายคนโต ชื่อ นฤพนธ์ พานทอง หรือ ตี๋ เป็นนักดนตรี นักเรียบเรียงเสียงประสานฝีมือดี

อยู่กันมาได้ 6 ปีก็มีอันแยกทางกันด้วยดี เพราะชาย เมืองสิงห์ อึดอัดใจกับญาติพี่น้องของดวงใจ เมืองสิงห์ ที่เข้ามานัวเนียกับชีวิตมากเกินไป

ความผิดหวังครั้งนี้ ทำให้ชาย เมืองสิงห์ หันหน้าเข้าหาเหล้าและสูบบุหรี่จัดขึ้น

เขาร้องเพลงเกี่ยวกับการเป็นนักดื่มและเป็นคนเมาอยู่หลายเพลงเพื่อสะท้อนชีวิตตัวเอง

หลังจากเป็นพ่อหม้าย พ่อร้างอยู่ระยะหนึ่ง เขาก็ได้แต่งงานกับสาวอำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเป็นพี่สาวของหางเครื่องในวง มีลูกด้วยกัน 4 คน

ภรรยาใหม่ได้ย้ายมาปักหลักพร้อมกับลูกอยู่ที่จังหวัดสิงห์บุรี

ชาย เมืองสิงห์ ยังหากินด้วยการรับเชิญไปร้องเพลง มีเวลาว่างก็เดินทางไปหาลูกเมียที่บ้านเกิดสิงห์บุรี

แต่แล้วชีวิตก็พลิกผันกลายเป็นคนพิการขณะอายุ 69 ปี ล้มป่วยด้วยอาการเส้นโลหิตในสมองซีกขวาตีบ ถูกหามส่งโรงพยาบาลรามาธิบดี เมื่อค่ำวันที่ 26 มกราคม 2552 แขนซ้ายและแขนขวาอ่อนแรง

สาเหตุมาจากมีประวัติการสูบบุหรี่จัดมานาน ส่งผลต่อหลอดเลือด

ระยะแรกที่เข้ามานอนโรงพยาบาลเพื่อรักษาตัวนั้น แพทย์บอกว่า ยังไม่สามารถพยากรณ์โรคได้อย่างชัดเจน ว่าจะสามารถกลับไปร้องเพลงได้อีกหรือไม่ ขอดูอาการสักระยะ

เมื่อล้มป่วย ทำให้ชาย เมืองสิงห์ ต้องตัดขาดทั้งเหล้า ทั้งบุหรี่ได้เด็ดขาด การพักฟื้นและไปทำกายภาพบำบัดบริเวณแขนซ้ายที่มหาวิทยาลัยมหิดล นครปฐม เป็นระยะๆ อย่างต่อเนื่องเป็นกิจวัตรประจำ

อาการค่อยๆ ฟื้นตัวดีขึ้น จนกลับมาร้องเพลงได้

การเดินทางไปร้องเพลง จะมีผู้ช่วยซึ่งเป็นเพื่อนของนฤพนธ์ผู้เป็นลูกชายมาคอยดูแลช่วยเหลือ ประคองขึ้นรถพร้อมรถเข็นวีลแชร์สำหรับนั่งหลังลงจากรถเมื่อขับไปถึงสถานที่จัดงานร้องเพลง

การปรนนิบัติอาบน้ำอาบท่า สระผมก็ได้ลูกสาวของพี่สาวคนโตซึ่งเสียชีวิตไปแล้ว มาช่วยด้วยความเต็มใจเพราะถือว่า ชาย เมืองสิงห์ เคยช่วยเหลือไว้เมื่อตอนมีชื่อเสียง

ทุกครั้งที่ไปขึ้นเวทีร้องเพลง ด้วยเลือดศิลปินและนักสู้เต็มตัวของเขา-ชาย เมืองสิงห์ จะเล่นกับคนดู พูดคุยอย่างเป็นกันเอง ค่อยๆ ยืนขึ้นช่วงเพลงใกล้จบ บางครั้งก็สวมหมวก สิ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือ การหยอกล้อเล่นหัวและอวยพรกับแฟนเพลง

นอกจากจะได้ค่าตัวจากเจ้าภาพที่ติดต่อไปแสดง เขายังได้ดอกไม้และเงินที่หยิบยื่นให้จากแฟนเพลงด้วยความรักและความศรัทธา ทำให้มีกำลังใจในการสู้ชีวิต

เรื่องราวส่วนตัวได้รับความสนใจจากสื่อมวลชน มาขอสัมภาษณ์ ทำสารคดีชีวิตอยู่ตลอด

ทุกวันนี้ ชาย เมืองสิงห์ พักอยู่ที่บ้านซอยวัดเชิงหวาย บางซื่อ ยังรับงานร้องเพลง และหวังว่าอาการอัมพฤกษ์จะค่อยๆ ฟื้น สักวันหนึ่งแรงของแขนข้างซ้ายจะกลับคืนมาและสามารถเดินได้คล่องมากขึ้นโดยไม่ต้องอาศัยไม้ค้ำมากนัก

เรื่องในมุ้ง-ลูกทุ่งใต้สะดือ

Published พฤศจิกายน 8, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010857&srcday=2014-08-01&search=no

วันที่ 01 สิงหาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 354

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

เรื่องในมุ้ง-ลูกทุ่งใต้สะดือ

ถ้าบอกว่าคนไทยมีนิสัยทะลึ่ง ชอบเรื่องลามกอนาจาร รับรองว่ามีแย้ง สวนกลับมาว่า “ไม่จริง”

เป็นแค่คนส่วนหนึ่งเท่านั้น จะมาเหมารวมคนไทยทั้งหมด ไม่ได้

จะว่าอย่างงั้น ก็เอา

หากไปศึกษาวรรณคดี เพลงพื้นบ้าน เพลงลูกทุ่ง จะพบว่า เรื่องเพศ (เซ็กซ์) ไปเจือปนอยู่ในงานศิลปะตลอด

เป็นอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี รัตนโกสินทร์

งานเขียนในวรรณคดีหลายเรื่อง เช่น ขุนช้างขุนแผน พระอภัยมณี ไกรทอง-ชาละวัน ฯลฯ ล้วนแต่สร้างตัวพระ ให้เป็นชายเจ้าชู้ เห็นผู้หญิงไม่ได้ ถ้าสวยละเป็นเรื่อง

การเข้าหาถึงในห้อง การแสดงบทอัศจรรย์ล้วนแต่ถูกนำมาเขียนไว้ในวรรณคดีเหล่านั้น

เพียงแต่ ลีลาการเขียน โคลง กลอน มีศิลปะและชั้นเชิงแพรวพราว ไม่ประเจิดประเจ้อจนอ่านดูน่าเกลียด จะเขียนเลี่ยงไป นำเอาธรรมชาติ ฝนฟ้าอากาศ น้ำทะเล สัตว์ เช่น ผีเสื้อ มาเปรียบเทียบ

อ่านแล้วก็จินตนาการไป สะท้อนถึงแนวคิดและการใช้ภาษาที่งดงาม

กวีมักจะเป็นพระมหากษัตริย์ เจ้านายชั้นสูงอยู่ในรั้วในวัง งานประพันธ์จึงเป็นวรรณคดีในราชสำนัก อ่านกันในวงแคบๆ

ชาวไร่ชาวนาที่อยู่ป่าเขาลำเนาไพร อยู่ตามบ้านนอกคอกนาไม่มีโอกาสได้อ่านบทกวีเหล่านั้นหรอก

ต่อมา กระดูกสันหลังของประเทศก็สร้างงานของตัวเองขึ้นมาบ้าง ในรูปการละเล่นพื้นบ้าน เช่น ฉ่อย อีแซว ลำตัด เพลงเรือ เพลงเกี่ยวข้าว ลิเก มโนราห์ หนังตะลุง ฯลฯ เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินหลังจากตรากตรำจากการทำนาทำไร่

การละเล่นพื้นบ้านจำพวกเพลงฉ่อย อีแซว ลำตัด จะมีพ่อเพลง แม่เพลงมาต่อกลอน และมักจะปะทะฝีปากกันโดยนำเรื่องทางเพศมาใส่ในบทกลอน ซึ่งต้องเรียน ต้องฝึก ต้องสอน และต้องจำคำร้องให้ได้

เวลาประชัน โต้ตอบกันระหว่างฝ่ายหญิงกับฝ่ายชาย จะต้องโยงเอาเรื่องในมุ้งหรืออวัยวะสำคัญที่อยู่ใต้สะดือ

คนดูส่วนมากจะเป็นคนมีอายุและมีผัว มีเมีย มีลูกมีเต้ากันแล้ว

เรื่องในมุ้ง ที่ชายหญิง เมียผัวนอนกัน และเรื่องใต้สะดือ ว่าด้วยอวัยวะสำคัญที่ใช้ฉี่ และใช้สืบพันธุ์ ต่างก็เจนจบกันมาแล้วทั้งสิ้น คนพวกนี้ เวลานั่งดู นั่งฟังเกิดชอบใจขึ้นมาก็จะหัวเราะกันครื้นเครง

พ่อเพลง แม่เพลงที่ร้องโต้ตอบก็จะฟาดฟัน เชือดเฉือนอีกฝ่ายด้วยบทกลอนที่สร้างความแสบสันต์ให้กับอีกฝ่ายโดยไม่ต้องเกรงใจ

ขณะที่เพลงพื้นบ้านค่อยๆ ซบเซาลง ไม่ค่อยมีคณะแสดง และคนดูก็หันไปดูศิลปะการแสดงอย่างอื่น ปล่อยให้เพลงพื้นบ้านตายซาก อันเป็นอนิจจังของโลก

ด้วย ไม่มีอะไรหรือสิ่งใดดำรงคงอยู่เช่นนั้นไปนิจนิรันดร์ ชั่วฟ้าดินสลาย

ใครจะไปคาดคิดว่า ยอดแห่งความทะลึ่งตึงตัง ลามกขั้นเทพ เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช

คนคนนี้ใช้นามปากกาว่า ขุนพรหมโลก เขียนกลอนใช้ชื่อว่า สรรพลี้หวน อ่านว่า สับ-ลี้-หวน จำนวน 197 บท แล้วแต่ละบรรทัดล้วนเป็นคำผวนทั้งสิ้น

ขณะที่อ่านด้วยสำเนียงใต้ ก็ต้องกลับคำ (ผวนคำ) พร้อมกันไป ถึงจะเข้าใจความหมาย

ความหมายของคำเป็นเรื่องอวัยวะใต้สะดือของหญิงและชาย

ขุนพรหมโลกสรรหาคำผวนมาร่ายเป็นบทกลอนได้มากมายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร

สรรพลี้หวนถูกกล่าวหาว่าเป็นกลอนเถื่อน เป็นหนังสือต้องห้าม เนื้อหาลามกจกเปรต ผู้ใหญ่คนไหนมีหนังสือนี้ก็ต้องเก็บซ่อนอย่างมิดชิด อย่าให้เด็กเห็นแล้วหยิบเอาไปอ่าน

หนังสือนี้จึงเป็นที่น่าสนใจของนักภาษาศาสตร์ที่ต้องการค้นคว้าเรื่องภาษา คนทั่วไปไม่มีโอกาสได้อ่าน

เพลงชีวิต เพลงตลาด และเพลงลูกทุ่งก็เบียดเข้ามาแทนที่เริ่มตั้งแต่ยุคแผ่นเสียง จนมาถึงยุคเทปคาสเซต

เพลงประเภทสองแง่สองง่าม เพลงทะลึ่ง ซึ่งมักจะเกิดจากการแปลงเพลงก็ปรากฏขึ้น เพื่อตอบสนองความอยากจะฟังของแฟนเพลง

ยกตัวอย่างเพลงก็ได้ เช่น เพลงยายฉิมเก็บเห็ด, ตาโฉมงมหอย, อยากกินหอย, จุดเทียนเวียนวน, หมากัด, หมาไม่กัด, ชวนพี่ดับไฟ, ผู้ชายในฝัน, การมุ้งการเมือง, เพลงประเภทขายหอย, เพลงแปลงต่างๆ ฯลฯ

เมื่อหมดยุคเทปคาสเซต เข้าสู่ยุคอินเตอร์เน็ต ซีดี วีซีดี เพลงโป๊ เพลงสองแง่สองง่ามก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป ค่ายเพลงหันมาสร้างศิลปินสาวโดยให้ร้องเพลงจังหวะสนุกๆ ใช้การเต้นในชุดเสื้อผ้าที่โชว์หน้าอก นุ่งกางเกงสั้นคล้ายกับกางเกงชั้นใน

ท่าเต้นก็พยายามคิดค้นเพื่อให้เป็นท่าที่แปลก หวังจะให้ผู้คนนำไปทำตาม

นักร้องหญิงบางคนจากค่ายเพลงใหญ่ภูมิใจกับฉายาที่สื่อมวลชนตั้งให้ว่า “สั้นเสมอหู”

และยังมีศิลปินสาวที่ขายการร้อง การเต้นประเภทต้องเกาเพราะคันเหลือเกิน

พอดังได้ที่ การติดต่อจากเจ้าภาพให้ไปออกงานแสดงร้องและเต้น ตกลงราคากันและจำนวนเพลงที่จะไปร้อง จะคิดเท่าไร

เรียกว่า การขายโชว์-โชว์การเต้นและโชว์หุ่นด้านหน้า ด้านหลัง

สุนารี ราชสีมา มีสามี 4 คน ไม่ใช่เรื่องแปลก

Published พฤศจิกายน 8, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091150757&srcday=2014-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 353

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

สุนารี ราชสีมา มีสามี 4 คน ไม่ใช่เรื่องแปลก

“แฟนฉัน ไม่ต้องหล่อ เอาพอ ไปวัดเพลๆ ถ้าไปวัด สายๆ ควงได้ ไม่อาย พระเณร ไม่อยาก เจอเดน ของใคร

ตอนนี้มีหนุ่มๆ มารุม มาเร้า เอาใจ ล้วนแต่ เจ้าชู้ ปรู๊ดปร๊าด มาด ดาราหนังไทย เลยตัดสินใจ ยากเย็น

เป็นโสด มาหลายหน้าหนาว เนื้อสาว ทั้งตึง ทั้งเต้น บางที ฉันนอน สะดุ้ง จนสายมุ้ง ขาดกระเด็น คิด จะมีแฟนเล่น สักคน ปีนี้

แฟนฉัน ไม่ต้องหล่อ ขอให้ นิสัยดีๆ อย่า เจ้าชู้ ลับหลัง ไม่คลั่ง สุรา นารี ดูใจ สามปี แต่งเลย”

ครูชลธี ธารทอง เขียนเพลง แฟนฉันไม่ต้องหล่อ ให้ สุนารี ราชสีมา ร้องบันทึกเสียงเมื่อหลายปีก่อน ครั้งยังอยู่สังกัดบริษัท ชัวร์ออดิโอ จำกัด ออกจะไม่ตรงกับความเป็นจริงนัก

เพราะ “วาวเตอร์” หนุ่มฝรั่งชาวเนเธอร์แลนด์ รุ่นราวคราวลูก อายุ 27 ปี ขณะที่สุนารีซึ่งใกล้จะเข้าสู่เลข 5 แล้ว ขาดอีกแค่ 3 ปีเท่านั้น ได้เกิดรักใคร่ชอบพอ ถึงขั้นบินข้ามน้ำข้ามทะเลไปพบพ่อแม่ ญาติพี่น้องของหนุ่มฝรั่งมาแล้ว และแฟนหนุ่มคนนี้ก็ไปทำความรู้จักญาติผู้ใหญ่ของสุนารีมาแล้วเช่นกัน

จัดได้ว่า เป็นหนุ่มหล่อคนหนึ่ง รูปร่างสูงชะลูด

เป็นอีกคู่หนึ่งที่ยืนยันว่า แม้จะต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนาแต่ก็รักกันได้

ต่างวัยกันถึง 20 ปี ก็มิใช่ปัญหา

ครูชลธีก็ไม่คาดคิดว่านักร้องลูกศิษย์ที่ปลุกปั้นจนมีชื่อเสียงก้องฟ้า ชีวิตรักจะพลิกผันไปไกลขนาดนี้ ไม่งั้นคงจะเขียนเพลงให้ตรงกับชีวิตจริงไปแล้ว

หนังสือพิมพ์พากันกระเซ้าว่าสุนารีเข้าร่วมกับสมาคมคนรักเด็ก หรือไม่ก็เขียนว่า สุนารีกินเด็ก ด้วยเหตุที่สุนารี อายุ 47 ปี ส่วนแฟนหนุ่มต่างชาติ อายุยังไม่ถึง 30 ปี

ไม่น่าเชื่อว่า ความรักเกิดขึ้นโดยบังเอิญแท้ๆ สุนารีกล่าวว่า เมื่อปี 2556 ค่ำวันหนึ่งได้ไปเที่ยวผับ ย่านสุขุมวิท คนเดียว ความจริงนัดหมายกับเพื่อนไว้แล้วว่าจะไปด้วย แต่แล้วเพื่อนก็มีเหตุขัดข้องที่ไม่สามารถไปได้ ในผับย่านสุขุมวิท ที่ผับแห่งนี้ก็พบหนุ่มฝรั่งซึ่งมาคนเดียวเหมือนกัน เข้ามาทักทายพร้อมกับขอชนแก้วและพูดจากัน

จากนั้นก็ขอเบอร์โทรศัพท์ไป และมีการติดต่อกันตลอด ความสัมพันธ์ค่อยๆ พัฒนาไป

สุนารี บอกว่า การพบกันครั้งแรก กระทั่งกลายเป็นความรักน่าจะเป็นพรหมลิขิต ปัจจุบันคบหาดูใจกันมานาน 7 เดือนแล้ว

ความรักนั้นไม่มีพรมแดนใดๆ มากีดกั้น ความรักเป็นของหอมหวาน เกิดขึ้นกับใครจะทำให้คนนั้นมีความสุข

แต่เนื่องจาก มิสเตอร์วาวเตอร์ หนุ่มหล่อชาวเนเธอร์แลนด์มีงานมีการทำเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์อยู่ที่เนเธอร์แลนด์ เมื่อเกิดความรักกับสาวใหญ่คนไทยขึ้นแล้ว จะตัดสินใจอย่างไร

จะมาใช้ชีวิตอยู่กับสุนารีที่ประเทศไทย

หรือจะให้สุนารีไปอยู่ด้วยกันที่เนเธอร์แลนด์

หรือจะเดินทางไปๆ มาๆ ระหว่างเนเธอร์แลนด์กับประเทศไทย

ประเด็นที่สุนารีจะไปตั้งหลักแหล่งที่เนเธอร์แลนด์แบบถาวรคงเป็นไปไม่ได้ เพราะสุนารีมีลูก 2 คนที่ยังเรียนหนังสือ คนเป็นแม่ต้องดูแลใกล้ชิด

ก่อนสุนารีจะมาพบรักครั้งล่าสุด เคยมีสามีมาแล้ว คนแรก คือ ภาณุมาศ อังกินันทน์ หรือ เต๊าะ แค่นามสกุลก็บอกอยู่ในตัวแล้วว่า เป็นคนใหญ่คนโตเมืองเพชรบุรี

ภาณุมาศมีลูกชายกับสุนารี 2 คน ชื่อ ฮีโร่ กับ อาเธอร์

แต่เนื่องจากภาณุมาศมีเมียอยู่ที่เพชรบุรี มิหนำซ้ำยังมีลูกด้วยกัน ทำให้สุนารีต้องผละออกมา ไม่ต้องการกินน้ำใต้ศอกใคร

ต่อมา สุนารีก็มาอยู่กับหนุ่มรุ่นน้อง ชื่อ เจนศึก ศรียานนท์ บุตรบุญธรรมของ พยัพ คำพันธุ์ ถึงขั้นตั้งครรภ์ได้ 2 เดือน แต่สุดท้ายก็เกิดการแท้งลูก สร้างความเสียใจให้กับสุนารีไม่น้อย

หนุ่มอีกคนหนึ่งที่เข้ามาเกี่ยวพันกับชีวิตของสุนารี เป็นนักร้องลูกทุ่ง ชื่อ แจ๊ค ธนพล

ช่วงที่สุนารี กับแจ๊ค ธนพล คบกันนั้น หนังสือพิมพ์และนิตยสารได้ลงข่าวว่า สุนารีไปแย่งแจ๊ค ธนพล มาจาก หลิว อาจารียา นักร้องลูกทุ่งสาวซึ่งทั้งสองนี้รักชอบกันมาก่อน แต่สุนารีก็ปฏิเสธว่าไม่ได้แย่งแฟนใคร

เมื่อสุนารีไม่มีพันธะหัวใจกับชายคนไหน จึงมีอิสระที่จะหาแฟนคนใหม่ ในที่สุดก็ได้ฝรั่งตาน้ำข้าว อารมณ์ดี ชาวเนเธอร์แลนด์ มาเป็นแฟน

มีคนอำนวยอวยพรให้ความรักของสุนารีกับวาวเตอร์ หวานชื่นและเป็นรักครั้งสุดท้าย

แต่เรื่องของอนาคตยากนักที่ใครจะไปรู้ล่วงหน้า

ต้องดูกันไป…กาลเวลาจะให้คำตอบว่า รักครั้งนี้จะยั่งยืนหรือไม่

รักต่างวัย ครูชลธี-ครูปุ้ม ความลงตัวในบั้นปลายชีวิต

Published พฤศจิกายน 8, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010757&srcday=2014-07-01&search=no

วันที่ 01 กรกฎาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 352

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

รักต่างวัย ครูชลธี-ครูปุ้ม ความลงตัวในบั้นปลายชีวิต

นักแต่งเพลงลูกทุ่งหมายเลข 1 ในปัจจุบัน ต้องยกให้ ครูชลธี ธารทอง เพราะประพันธ์เพลงมาเกินกว่า 5,000 เพลง สร้างชื่อเสียงให้ลูกศิษย์ก้าวขึ้นดาวรุ่งพุ่งทะลุฟ้าได้เกิดเป็นนักร้องเสียงทองอย่างเต็มตัวมาแล้วมากมาย เช่น สายัณห์ สัญญา, ยอดรัก สลักใจ, เสรี รุ่งสว่าง, สุนารี ราชสีมา ฯลฯ

ความรักและชีวิตครอบครัวของเขา ไม่ค่อยมีใครรับรู้สักเท่าไหร่

ที่เขาเปิดเผยก็มีอยู่ 3 เรื่อง

เรื่องแรก เขาเคยหลงรักนักร้องหญิงในวงรวมดาวกระจาย ชื่อมาริสา แต่เธอไม่รักตอบ กลับไปชอบนักดนตรีในวงคนหนึ่ง ความผิดหวังและเสียใจจากการรักเขาข้างเดียว จึงแต่งเพลง “พอหรือยัง” เพื่อตัดพ้อต่อว่า เป็นเหตุการณ์ปี 2507 ต่อมาในปี 2513 ศรคีรี ศรีประจวบ นำไปบันทึกแผ่นเสียง

เรื่องที่สอง ครูชลธีมีภรรยาเป็นลูกสาวเถ้าแก่ไร่ข้าวโพด อยู่สระบุรี มีลูกด้วยกัน 2 คน ชาย 1 หญิง 1

เรื่องที่สาม ครูชลธีเคยติดพันกับนักร้องหญิงห้องอาหาร ถึงขั้นแต่งเพลง “มือถือไมค์ไฟส่องหน้า” จะให้ร้องบันทึกเสียง แต่เมื่อ สุนารี ราชสีมา ก้าวเข้ามาบนเส้นทางลูกทุ่ง ครูชลธีจึงเห็นว่า น่าจะเหมาะกับสุนารีมากกว่า

กับภรรยาที่อยู่กินฉันภรรยา-สามี ต่อมาได้เลิกกันไป

หลังพ้นปี 2530 มาไม่เท่าไร ครูชลธีได้มาพบเจอกับหญิงสาวชื่อ ศศิวิมล หรือ ครูปุ้ม ซึ่งเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนในท้องถิ่น ตำบลท่าม่วง อำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี

เมื่อเจอกันก็เกิดความรัก แม้จะอยู่ไกลกัน แต่ครูชลธีในวัย 50 ก็ดั้นด้นจากกรุงเทพฯ ไปหาครูปุ้มเมื่อว่างจากงานเพลง

กว่าจะประสบความสำเร็จก็ต้องเพียรพยายามอยู่นาน ถือหลัก “ตื๊อเท่านั้นที่จะครองโลก” ความแตกต่างทางอายุที่ห่างกันถึง 30 ปี อีกอย่างหนึ่งพ่อแม่ญาติพี่น้องของครูปุ้มไม่เชื่อใจว่า ครูชลธีซึ่งเป็นคนมีชื่อเสียงจะรักจริง กลัวว่าจะมาหลอกหรือถ้าเกิดอยู่ด้วยกันก็อาจเลิกรากันภายหลัง

แต่ครูชลธี ก็บอกว่า ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ ตนเองเป็นคนเมืองชล ไม่พูดโกหกใคร จากนั้นก็ปฏิบัติตัวดีกับญาติของครูปุ้มจนได้รับการยอมรับและครูปุ้มก็มั่นใจในตัวครูชลธี

ปี 2534 ครูชลธีย้ายจากกรุงเทพฯ ไปปักหลักที่ท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ใช้ชีวิตคู่กับครูปุ้ม

งานแต่งเพลงก็ยังเป็นงานหลักของครูชลธีอยู่เหมือนเดิม

ความสำเร็จสูงสุดในชีวิตบนถนนนักเพลงของครูชลธี คือได้รับการยกย่องจากกระทรวงวัฒนธรรมให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง (ด้านการประพันธ์เพลงลูกทุ่ง) ในปี 2542 รวมไปถึงการได้รางวัลเสาอากาศทองคำและแผ่นเสียงทองคำที่เคยได้มาก่อนหน้านั้น

มีบ้างที่เกิดความไม่เข้าใจถึงขั้นที่ครูชลธีบอกกับภรรยาสาวว่า เลิกกันนั้น พร้อมกับหยิบปืนขึ้นมา แล้วพูดว่า “จะฆ่าตัวตาย” ครั้นได้สติ อารมณ์เย็นลงก็กัดฟันสู้ชีวิตด้วยความอดทน

24 ปีแล้ว ที่ครูชลธีกับครูปุ้มครองรักครองเรือนอยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา จนครูชลธีอายุ 77 ปีเข้าไปแล้ว ส่วนครูปุ้มอายุ 47 ปี

เมื่อวันที่ 9 ธันวาคมปีที่แล้ว ครูชลธีได้จัดงานคอนเสิร์ต 77 ปี ชลธี ธารทอง ที่วัดดอนเจดีย์ อำเภอพนมทวน จังหวัดกาญจนบุรี มีนักร้องลูกศิษย์ลูกหาและเพื่อนฝูงในวงการครูเพลงมาร่วมงานฉลองวันคล้ายวันเกิด

ไฮไลต์ของงาน อยู่ที่ครูชลธีขึ้นไปร้องเพลง “ผู้หญิงคนสุดท้าย” โดยก่อนร้องได้บอกกล่าวกับแฟนเพลงที่มาชมคอนเสิร์ตว่า เพลงนี้แต่งให้กับครูปุ้มโดยเฉพาะ

จากนั้นก็โชว์เสียงแบบสดๆ ไม่ต้องใช้ดนตรี

บทเพลง “ผู้หญิงคนสุดท้าย” มีคำร้อง ดังนี้

“ถึงเธอไม่ใช่ผู้หญิงคนแรกก็จริง แต่เธอเป็นหญิงที่ฉันรักคนสุดท้าย แม้เธอจะเคยผ่านพบ ทั้งบวกและลบมากมาย คู่ชมกี่ชายก็ช่าง

ฉันเองไม่ใช่ผ้าขาวสะอาดน่ามอง ผ่านความมัวหมองเปื้อนของคาวๆ บ่อยครั้ง เคยช้ำจนคิดเลิกรัก เจ็บนักเจ็บนานเสียจัง ความหวังเพพังสิ้นดี

เหมือนคนใกล้ตาย เข้าไอซียู ไปหรืออยู่ได้ทุกนาที ได้เธอรักษาเยียวยาชีวี ช่วยให้มีแรงหายใจ

ถึงเธอไม่ใช่คนสวยที่สุดก็จริง แต่เธอเป็นหญิงที่ฉันรักจนคลั่งไคล้ ไม่หวานจนคนห้อมล้อม แต่ก็งามพร้อมนอกใน รักที่น้ำใจแสนงาม”

ขณะยืนร้องนั้น ครูปุ้มยืนอุ้มสุนัขอยู่เคียงข้าง เมื่อเพลงใกล้จะจบ ครูชลธีได้โอบไหล่และลูบผมเมียรักด้วยความทะนุถนอม จากนั้นนักร้องลูกศิษย์ขึ้นร้องเพลงแฮปปี้เบิร์ธเดย์

ก่อนลงจากเวที ครูชลธีประกาศว่าจะให้ ก๊อต-จักรพรรณ อาบครบุรี ศิลปินค่ายแกรมมี่ซึ่งมาร่วมงานครั้งนี้ด้วย ร้องบันทึกเสียงเพลงนี้

เพลงนี้ ดำรงค์ วงศ์ทอง เคยร้องบันทึกเสียงไว้เมื่อหลายปีมาแล้ว แต่เพลงไม่ดัง

ชีวิตคู่ของครูชลธี ธารทอง กับ ครูปุ้ม-ศศิวิมล เป็นอีกคู่หนึ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า แม้จะต่างวัยกันมากถึง 30 ปี แต่ก็มิใช่เป็นอุปสรรคสำหรับความรัก

ครูชลธี ธารทอง (สมนึก ทองมา) กับ ครูปุ้ม-ศศิวิมล ทองมา คู่ชีวิตที่ครองรักกันมา 24 ปี

สุรินทร์ ภาคศิริ มนุษย์ 3 มิติ

Published ตุลาคม 23, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091150657&srcday=2014-06-15&search=no

วันที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 351

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

สุรินทร์ ภาคศิริ มนุษย์ 3 มิติ

หากเอ่ยชื่อ สุรินทร์ ภาคศิริ บรรดาชาวลูกทุ่งจะต้องรู้จักบุคคลผู้นี้ในฐานะ “ครูเพลง” เป็นอย่างดี เพราะได้สร้างสรรค์ผลงานเพลงดังๆ และสร้างนักร้องให้มีชื่อเสียงมามากมาย

เพลงดังและนักร้องเด่นที่ร้องเพลงของครูสุรินทร์ เช่น

อย่าเดินโชว์ ขับร้องโดย บรรจบ ใจพระ

วอนลมฝากรัก ขับร้องโดย บุปผา สายชล

คนขี้งอน ขับร้องโดย ไพรวัลย์ ลูกเพชร

หอมกลิ่นดอกคำใต้ ขับร้องโดย ก้องเพชร แก่นนคร

อีสานลำเพลิน ขับร้องโดย อังคนางค์ คุณไชย

หนี้กรรม ขับร้องโดย ยุพิน แพรทอง และ สุมิตร สัจเทพ

หนาวลมที่เรณู, หนุ่มกระเป๋า ขับร้องโดย ศรคีรี ศรีประจวบ

บ้องกัญชา ขับร้องโดย กาเหว่า เสียงทอง

อส.รอรัก, ทุ่งกุลาร้องไห้ ขับร้องโดย ศักดิ์สยาม เพชรชมพู

ลูกทุ่งคนยาก ขับร้องโดย สนธิ สมมาตร

ทหารเกณฑ์ผลัดสอง ขับร้องโดย ศรชัย เมฆวิเชียร

ฯลฯ

ประสบการณ์ชีวิตของครูสุรินทร์ ต่างไปจากนักแต่งเพลงทั่วไป ที่ปกติจะยึดอาชีพนักแต่งเพลงอย่างเดียว แต่ครูสุรินทร์กลับทำงานพร้อมกัน 3 อย่าง นั่นคือ

รับราชการเป็นผู้คุมนักโทษอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร เพื่อนพ้องและผู้บังคับบัญชารู้จักกันแต่ชื่อจริง “ชานนท์ ภาคศิริ” เข้าเวรตั้งแต่ 6 โมงเย็นไปจนถึงตี 3

เป็นนักแต่งเพลงลูกทุ่ง ใช้นามปากกาว่า สุรินทร์ ภาคศิริ

เป็นนักจัดรายการวิทยุพูดเป็นภาษาอีสาน ใช้ชื่อว่า ทิดโส สุดสะแนน

ในร่างเดียวแต่ต้องแบ่งภาคให้ได้ทั้ง 3 อาชีพของครูสุรินทร์

วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมง จึงแทบไม่มีเวลาพักผ่อน เพราะครูสุรินทร์ต้องแบ่งเวลา แบ่งสมองให้กับงาน 3 อาชีพให้ได้ โดยงานทั้ง 3 อย่างต้องเรียบร้อย แต่ละงานต้องไม่ก้าวก่ายกันจนทำให้เกิดผลกระทบงานอื่นๆ หากงานใดบกพร่อง ผิดพลาด ก็จะทำให้อีก 2 งานพลอยเสียหายไปด้วย

นักข่าวบันเทิงในวงการนิตยสารให้ฉายาว่า “มนุษย์ 3 มิติ” เนื่องจากในร่างเดียวของครูสุรินทร์แต่ทำงานพร้อมกันได้ถึง 3 อย่างในเวลาเดียวกัน

ใช่แต่เท่านี้ ครูสุรินทร์ยังเคยเป็น หัวหน้าวงดนตรี, เป็นผู้ดูแลการผลิตเพลงประกอบภาพยนตร์ของบริษัทดวงกมลมหรสพ, เป็นประธานชมรมโฆษกวิทยุอีสานในกรุงเทพฯ ฯลฯ

สำหรับมิติการมีอาชีพเป็นนักแต่งเพลงนั้น กว่าครูสุรินทร์จะประสบความสำเร็จก็ผ่านความลำบากและต้องใช้ความเพียร ความอดทนอย่างยิ่ง หลายครั้งต้องกล้ำกลืนฝืนทนกับคนที่จ้องแต่จะเอาเปรียบ

ลูกศิษย์ลูกหาที่ร้องเพลงของครูสุรินทร์นั้นมีมากมาย เช่น ไวพจน์ เพชรสุพรรณ, เรียม ดาราน้อย, เพลิน พรหมแดน, พรไพร เพชรดำเนิน, รักชาติ ศิริชัย, สายัณห์ สัญญา, จินตหรา พูนลาภ, สาริกา กิ่งทอง, สันติ ดวงสว่าง, อรวี สัจจานนท์, แมน มอเตอร์ไซค์, สาธิต ทองจันทร์, ไพรินทร์ พรพิบูลย์, สุริยา ฟ้าปทุม, วิภารัตน์ เปรื่องสุวรรณ ฯลฯ

ได้รับรางวัลเกียรติยศ เช่น แผ่นเสียงทองคำพระราชทาน ในเพลง งานนักร้อง พรไพร เพชรดำเนิน ขับร้อง, เพลงลูกทุ่งดีเด่น งานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ในเพลง ทุ่งกุลาร้องไห้, เพลงลูกทุ่งดีเด่น งานกึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งสืบสานวัฒนธรรมไทย ในเพลง หนี้กรรม, รางวัลเชิดชูเกียรติศิลปินมรดกอีสาน สาขาวรรณศิลป์ ด้านการประพันธ์เพลง จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฯลฯ

ครูสุรินทร์ ภาคศิริ เกิดวันที่ 18 ธันวาคม 2485 เป็นคนอำเภออำนาจเจริญ จังหวัดอุบลราชธานี (ปัจจุบันคือ อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ) จบมัธยมปีที่ 6 จากโรงเรียนอำนาจเจริญวิทยา เมื่อปี 2503

ด้วยใจรักในการเป็นนักจัดรายการวิทยุ จึงยังสนุกกับการไปจัดรายการที่สถานีวิทยุ เอ็ฟเอ็ม 95 ลูกทุ่งมหานคร ทุกคืนวันอาทิตย์เวลาประมาณ 5 ทุ่ม

จัดรายการลูกทุ่งทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมคู่กับ อาจารย์สัมพันธ์ พัทลุง ทุกเย็นวันจันทร์, พุธ และศุกร์

นอกจากนี้ ยังจัดรายการ “สารพันเพลง” ทางสถานีโทรทัศน์ ไทยพีบีเอส ทุกบ่ายโมงวันจันทร์ ดำเนินรายการโดย พนิตนาฏ ฉัตรวิไล ฯลฯ

ครูไพบูลย์-บุรุษผู้เกรงใจคน

Published ตุลาคม 23, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010657&srcday=2014-06-01&search=no

วันที่ 01 มิถุนายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 350

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

ครูไพบูลย์-บุรุษผู้เกรงใจคน

คนในวงการลูกทุ่งยอมรับว่า ครูไพบูลย์ บุตรขัน คือปรมาจารย์นักแต่งเพลงลูกทุ่ง หมายเลข 1 ของเมืองไทย

ประวัติชีวิตของครูไพบูลย์มีมากมายหลายด้าน แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึงกันนักก็คือ เป็นคนมีนิสัยเกรงใจคนอยู่เสมอ พูดภาษาชาวบ้าน “ขี้เกรงใจ”

เรื่องที่ผมนำมาเล่าสู่กันฟังฉบับนี้ จับเอาตอนที่ครูไพบูลย์เดินทางไปหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา กับภรรยา ดวงเดือน ดุษณีย์วงศ์ เมื่อปี 2515 พร้อมกับเพื่อนร่วมทีมงาน ได้แก่ มงคล อมาตยกุล, สง่า อารัมภีร (ครูแจ๋ว), ไพบูลย์ ศุภวารี เพื่อออกโทรทัศน์ช่อง 10 หาดใหญ่

ครูไพบูลย์ได้ร้องเพลง หาดใหญ่ในฝัน และ ไร้สมบัติ ให้ชาวใต้ได้รับชมและรับฟังเป็นพิเศษ

จุดเริ่มต้นของการไปสงขลา-หาดใหญ่ มาจากครูไพบูลย์ปรารภกับมงคลว่า อยากเที่ยวเหนือ, ใต้, อีสาน…มงคลจึงบอกไพบูลย์ ศุภวารี

พิธีกรเสียงเสน่ห์ ไพบูลย์ ศุภวารี เขียนลงนิตยสารบันเทิงฉบับหนึ่ง วันที่ 24 พฤศจิกายน 2515 (หลังครูไพบูลย์เสียชีวิต 2 เดือน) ว่าเป็นคนขับรถไปหาครูไพบูลย์ที่บ้าน (ศักดิ์ชัยนิเวศน์ 3) หลังทราบจากครูมงคลว่า ครูไพบูลย์อยากล่องใต้ หากไม่ไปหา ครูก็คงจะเก็บตัวอยู่บ้าน ถนอมสุขภาพซึ่งซ่อนอาการของโรคกระเพาะอาหารอันน่าสะพรึงกลัวนั้นไว้ ก็น่าจะมีอายุยืนได้นานกว่านี้

ไพบูลย์ ศุภวารี บอกเล่าผ่านข้อเขียนว่า ได้จองรถด่วนตู้นอนให้ครูไพบูลย์และคณะเพื่อความสบาย พี่เดือน-ดวงเดือน ดุษณีวงศ์ ศรีภริยาเตรียมอาหารไปจากบ้าน เมื่อถึงหาดใหญ่ก็จองห้องปรับอากาศของโรงแรมรถไฟไว้ให้พักเป็นสัดส่วน ไพบูลย์ ศุภวารีพักกับครูมงคล ครูแจ๋วพักห้องเดี่ยวอย่างหนุ่มโสด ครูไพบูลย์พักกับภริยา

หลังเลิกรายการ “หรรษาดารา” ที่ออกอากาศทางทีวีช่อง 10 หาดใหญ่ เป็นเวลา 2 ชั่วโมงเศษผ่านไป คืนนั้นครูแจ๋วติดลมกับชาวหาดใหญ่อยู่แถวร้านข้าวต้มโกยาว ไพบูลย์ ศุภวารี คุยกับครูมงคลอยู่จนดึกในห้องพัก

“กำลังเตรียมจะเข้านอน มีเสียงเคาะประตูดังแปลก เป็นจังหวะห่างๆ เป็นเสียงนุ่มๆ เหมือนใช้ข้อศอกหรือข้อมือเคาะ เสียงยังติดหูข้าพเจ้า เปิดออกไปก็พบครูไพบูลย์ยืนยิ้มร่า อาบน้ำประแป้ง ใบหน้าเอี่ยม กล่าวคำขอโทษเราแล้วเข้ามาในห้อง ดูเหมือนในมือจะมีหมอนมาใบหนึ่งด้วย ครูมงคลเย้าว่า “ถูกไล่ที่หรือนี่”? ครูตอบว่า เปล่า, หนูเรณู (เรณู เบญจวรรณ ศิษย์เด็กสาวครูมงคลเจ้าของเพลง “คุณหมอคะ”) เป็นโรคนอนคนเดียวในห้องโรงแรมไม่ได้ ขอนอนแอบบนเตียงดวงเดือนด้วยคน ผมอยากให้เขาสบายๆ เวลาอาบน้ำอาบท่าผู้หญิงด้วยกัน จึงขอมานอนห้องนี้สักคนเถิด….”

ไพบูลย์ ศุภวารี เขียนต่อไปถึงเหตุการณ์คืนนั้นที่ครูไพบูลย์หอบหมอนมาขอนอนด้วย

“ว่าแล้วก็วางหมอนลงบนเก้าอี้ยาวที่ใช้รับแขก พึมพำว่า ตรงนี้เหมาะเหลือเกิน เราก็ทัดทานว่า ไปนอนบนเตียงดีกว่าครับ ผ้าห่มมีพร้อม ดึกๆ มันหนาว แต่ครูก็ไม่ยอม ขออาศัยเพียงเก้าอี้ยาวอย่างเดียว จนเราต้องดื้อ ช่วยกันจับตัวประคองไปที่เตียงสำเร็จ แม้กระนั้นครูก็ไม่ใช้ผ้าห่มบนเตียง ว่าให้ข้าพเจ้าใช้ห่มบนเก้าอี้ยาวแลกเปลี่ยนกัน ข้าพเจ้าสังเกตว่า ครูเกรงใจข้าพเจ้าตลอดเวลา (และคงรวมไปถึงใครๆ ด้วย) และคงคิดถึง “ปมด้อย” ของตัวเองอยู่เรื่อยจนข้าพเจ้าลำบากใจในบางครั้ง”

ครูไพบูลย์มีแต่ความเกรงใจผู้อื่น โดยมิได้สนใจว่าตนเองจะลำบากหรือเดือดร้อนอย่างไร ไพบูลย์ ศุภวารีรับรู้เรื่องนี้เป็นอย่างดี เช่น การพบปะสนทนากันในกรุงเทพฯ เลิกแล้วไม่มีรถมารับ ครูไพบูลย์จะกลับเองโดยรถแท็กซี่ ไม่ว่าเราจะอ้อนวอน คะยั้นคะยอสักเท่าไรครูก็ไม่ยินยอม ได้แต่ยิ้ม และแววตาครูมีแต่ความเกรงใจ

“กระทั่งวันหนึ่ง ครูไพบูลย์มีความจำเป็นต้องนั่งรถกับข้าพเจ้าจนได้ เรามีจุดมุ่งหมายว่าจะเดินทางไปบ้านไพรวัลย์ ลูกเพชรกัน เรื่องงานทีวี หรืออะไรก็เลือนๆ เสียแล้ว เราเสียเวลาจากบางลำพู กว่าจะค้นหาบ้านไพรวัลย์เจอ ใช้เวลาเกือบ 2 ชั่วโมง จนรถย่างเข้าประตูบ้านไพรวัลย์ เสียงพี่ดวงเดือนกระซิบถามเด็กว่า “แถวนี้มีร้านอาหารอะไรไหม?” ข้าพเจ้าก็ตกใจว่า ถ้ารู้เสียแต่แรกก็จะได้แวะที่ร้านอาหารนอกถนน ได้ความว่า ครูกระซิบห้ามไว้ไม่ให้บอก ด้วยกลัวจะเสียเวลาคนส่วนมาก ทั้งที่เวลาอาหารของวันนั้นเกินกำหนดมาหลายชั่วโมงสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะอย่างครูไพบูลย์…เวรกรรมเอ๋ย!”

เบื้องหน้าของครูไพบูลย์คือ งานเพลงที่กลั่นกรองจากมันสมองนั้น สร้างชื่อเสียงให้นักร้องและความร่ำรวยให้กับคนทำแผ่นเสียงอย่างมหาศาล

แต่เบื้องหลังชีวิตของคนเขียนเพลงนั้นเล่า ต้องนั่งหลังขดหลังแข็ง บางทีไม่มีเงินซื้อข้าว กินข้าวไม่ตรงเวลา อดตาหลับขับตานอน

เวลาอยากได้เพลงดีๆ ก็แวะมาหา แต่เวลาจะจ่ายค่าเพลงซึ่งไม่ได้มากมายอะไรกลับให้ครูไพบูลย์ทรมานสังขารไปเอ่ยปาก แบมือขอทั้งๆ ที่ได้ตกลงกันไว้แล้ว

ครูไพบูลย์ประสบกับการถูกเอารัดเอาเปรียบมาตลอด ไพบูลย์ ศุภวารี รู้ซึ้งแก่ใจเรื่องนี้ดี เพราะได้ยินได้ฟังมาเต็มสองรูหู

“ทำให้ข้าพเจ้านึกต่อไปถึงคำพูดพี่ดวงเดือน ศรีภริยาครูเองว่า พ่อค้าซื้อเพลงบางคน เวลาจะเอาเพลงไปอัดขาย มาเอาถึงบ้าน แต่เวลาครูจะได้ค่าตอบแทนบ้างจากน้ำพักน้ำแรงที่สร้างความมั่งคั่งให้ผู้อื่น พ่อค้าบางคนกลับไม่มีเวลา แม้จะจ่ายเงินให้ตามสัญญา ครูต้องเป็นฝ่ายไปนั่งรอครึ่งวันค่อนวัน ไม่มีบ่น ไม่มีปากมีเสียง เงินก็ไม่ได้ ภาวะอย่างนั้น โรคกระเพาะจะกำเริบทรมานครูสักเท่าไร? พ่อค้าประเภทนี้เป็นผู้ต่อชีวิตศิลปินหรือบ่อนทำลายศิลปิน? ฝ่ายกฎหมาย, ทนายความ หรือชมรม-สมาคมผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ศิลปินทั้งหลายพิจารณาเอาเถิด ศิลปิน-ผู้มีความอ่อนไหว เห็นหัวอกคนอื่นยิ่งกว่าความทุกข์ของตัวเองเป็นปกติ เช่น ครูไพบูลย์ บุตรขัน นี้ จะเอาความ “ใจแข็ง” ไปทำสัญญิงสัญญาค่าเพลงกับใครเขาได้เล่า? นักเพลงคนอื่นๆ อาจเป็นเช่นนี้อีกเป็นอันมากก็ได้ เหตุการณ์เช่นนี้ เราควรจะแก้ไขกันอย่างไร? จะถือเป็นความผิดของเขา-สมน้ำหน้าเขา หรือควรได้ประชุมปรึกษากันหามาตรการใหม่ๆ ให้เกิดความยุติธรรมแก่นักเพลงที่อยู่หลังฉากบ้าง? มีทางบ้างไหมครับ?”

ไพบูลย์ ศุภวารี รำพันผ่านตัวอักษรผ่านการตั้งคำถามถึงความเอารัดเอาเปรียบที่กระทำต่อคนแต่งเพลง โดยเอากรณีของครูไพบูลย์ บุตรขัน เป็นตัวอย่าง

ดนตรีและเรียบเรียงเสียงประสาน

Published ตุลาคม 17, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091150557&srcday=2014-05-15&search=no

วันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 349

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

ดนตรีและเรียบเรียงเสียงประสาน

ไม่ว่าจะเป็นเพลงแนวลูกทุ่ง ลูกกรุง หรือเพลงแนวไหนก็ตาม ก่อนจะได้ฟังเสียงนักร้องจะต้องมีเสียงดนตรีนำขึ้นมาก่อน

ยกเว้นบางเพลงที่ผู้ประพันธ์เพลงกำหนดมาว่า ให้นักร้องร้องไปก่อน แล้วจึงให้ดนตรีมารับ

ความเป็นเพลงที่สมบูรณ์และความไพเราะน่าฟังของเพลงจึงประกอบไปด้วยดนตรีที่เริ่มมาตั้งแต่ขึ้นอินโทรและ เสียงร้องของนักร้อง

รวมไปถึง บทเพลงที่ผู้ประพันธ์เพลงสร้างสรรค์ให้งดงามทั้งคำ ภาษา ความหมาย ฉันทลักษณ์ ฯลฯ

สำหรับเพลงลูกทุ่ง นักร้องจะได้รับการพูดถึงก่อนเป็นอันดับแรก รองลงมาก็นักประพันธ์เพลง ส่วนนักดนตรีที่เรียบเรียงเสียงประสานแทบไม่มีใครพูดถึง คล้ายกับว่าดนตรีที่ประกอบกันขึ้นเป็นเพลงนั้นไม่มีความหมาย ไม่ได้สลักสำคัญอะไร

นี่คือความเจ็บปวดและขมขื่นในจิตใจของอาชีพผู้ทำงานเพลงที่ไม่ต่างไปจากปิดทองก้นพระที่ไม่มีใครมองเห็นคุณงามความดี เว้นเสียแต่ว่า ต้องยกองค์พระพลิกหงายขึ้น นั่นแหละถึงจะเห็นว่ามีทองปิดอยู่ด้านใต้

อาจจะมองไม่เห็นภาพว่า นักเรียบเรียงเสียงประสานมีความหมายอย่างไร ขอให้นึกถึงเพลงดังๆ เช่นเพลงฝนเดือนหก ขึ้นต้นมาก็ แต่ แต๊ แต แต่ แต แต๊ แต่ แต๊ แต อ๊บ อ๊บ…เป็นอันรู้กันเมื่อดนตรีขึ้นอินโทรนำร้องขึ้นมาแบบนี้ ว่านี่คือ เพลงฝนเดือนหก รุ่งเพชร แหลมสิงห์ จะเจื้อยแจ้วส่งเสียงร้องให้ฟัง

เพลงสิบหกปีแห่งความหลัง ก็มีอินโทรเพลงเฉพาะที่ฟังปั๊บก็รู้ทันที เพลงมนต์รักลูกทุ่งก็เช่นกัน เพลงปูไข่ไก่หลง เพลงสามสิบยังแจ๋ว เพลงอ้อนจันทร์ เพลงสัญญาเมื่อสายัณห์ เพลงล้นเกล้าเผ่าไทย, เพลงหนุ่มนารอนาง ฯลฯ

หลายสิบปีก่อน เวลานักร้องจะร้องบันทึกแผ่นเสียงในห้องอัด นักดนตรีจะมากันพร้อม นักดนตรีจะบรรเลงไปพร้อมกับการร้องของนักร้อง นักดนตรีผู้เรียบเรียงเสียงประสานจะจัดทำโน้ตแล้วให้นักดนตรีบรรเลง จะใช้เครื่องดนตรีอะไรบ้างก็สุดแท้แต่ผู้ประพันธ์เพลงหรือนักร้องหรือนักเรียบเรียงเสียงประสานจะตกลงกัน

ถ้าใช้หลายชิ้น นักดนตรีหลายคน ผู้ว่าจ้างก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายมากหน่อย ถ้าใช้น้อยก็ประหยัด แต่ผลดี ผลเสียอยู่ตรงที่ การใช้น้อยชิ้นทำให้เสียงดนตรีไม่รบกวนเสียงร้อง แต่บางทีการใช้เครื่องดนตรีน้อยชิ้นทำให้การบรรเลงดูไม่ยิ่งใหญ่ ไม่รื่นหู ก็สุดแล้วแต่ว่า จะสร้างดนตรีอย่างไร

นักเรียบเรียงเสียงประสานเพลงลูกทุ่งที่เด่นๆ ดังๆ สมัยก่อน เช่น มงคล อมาตยกุล, ปรีชา เมตไตรย์, พีระ ตรีบุปผา, มนตรี แสงเอก, ชาญชัย บัวบังศร, ร.ท.สมบัติ นักพิณพาทย์, ราเชนทร์ เรืองเนตร, ประยงค์ ชื่นเย็น, เอนก รุ่งเรือง, ประสิทธิ์ ชำนาญไพร, จิตรกร บัวเนียม, หมู-กิตติศักดิ์ สายน้ำทิพย์, เรืองยศ พิมพ์ทอง ฯลฯ

การเรียบเรียงเสียงประสาน เรียกอย่างถูกต้องว่า การแยกและเรียบเรียงเสียงประสาน Arranging แบ่งเป็น การแยก หมายถึงการนำโน้ตเพลงจากคอร์ดที่ใส่ลงในทำนอง (Melody) ไปให้เครื่องดนตรีแต่ละเครื่อง ส่วนการเรียบเรียงเสียงประสาน คือการให้โน้ตที่มีระดับเสียงต่างกัน มาบรรเลงร่วมกันได้ไพเราะ กลมกลืน

การเรียบเรียงเสียงประสาน ประกอบด้วย Melody หมายถึง ทำนอง, Harmony หมายถึง ความไพเราะกลมกลืนของเสียงดนตรี เป็นการเรียบเรียงโน้ตทุกตัวในเพลงนั้นให้มีความไพเราะกลมกลืน ตามหลักวิชาการเรียบเรียงประสานเสียง การจะเป็นนักเรียบเรียงเสียงประสานจึงต้องมีความรู้ทางดนตรี ต้องมีศึกษาเล่าเรียนและมีความสามารถในการเล่นเครื่องดนตรีต่างๆ

นักเรียบเรียงเสียงประสาน บางทีก็เรียกว่า นักอะเรนจ์

การบันทึกแผ่นเสียงในห้องอัด นักอะเรนจ์จะถูกวางตัวโดย นักประพันธ์เพลง เรียกว่าใช้บริการกันเพื่อให้ได้มีรายได้ และขณะเดียวกัน ก็ต้องเชื่อฝีมือด้วยว่า ทำดนตรี เรียบเรียงเสียงประสานแล้ว จะมีทีเด็ดช่วยให้เพลงนั้นสะดุดหู ชวนฟัง ทำให้เพลงดัง

การเตรียมการมีทั้งนักเรียบเรียงเสียงประสาน รับเอาเนื้อและทำนองเพลงจากผู้ประพันธ์ไปทำโน้ตที่บ้าน แล้วนัดนักดนตรีมาบรรเลงวันอัดเสียง และมีทั้งมาซักซ้อม นัดแนะกันในวันอัดเสียงเลย จะปรับแก้อย่างไรก็ทำกันในห้องบันทึกเสียง

ปฏิภาณไหวพริบและจินตนาการแห่งการสร้างสรรค์ทำนองและเครื่องดนตรีจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพราะจะคิดกันสดๆ ตอนนั้น

ชาญชัย บัวบังศร เป็นมือแอกคอเดียนขั้นเทพที่ถนัดการเล่นดนตรี-เรียบเรียงเสียงประสานกันวันอัดเสียง หลายเพลงชาญชัยทำดนตรีให้กับเพลงของครูไพบูลย์ บุตรขัน, ครูสุรพล สมบัติเจริญ ได้เป็นศิลปินแห่งชาติได้ไม่นานก็เสียชีวิต

นอกจากชาญชัยแล้ว นักเรียบเรียงเสียงประสานอีกคนหนึ่งที่ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติก็คือ ประยงค์ ชื่นเย็น

นักเรียบเรียงเสียงประสานสมัยก่อน ที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันต่างก็อายุมากๆ กันแล้วทั้งนั้น งานเรียบเรียงเสียงประสานก็น้อยลงหรือไม่มีใครมาใช้บริการ เหตุผลอย่างหนึ่งเป็นเพราะปัจจุบันเรียบเรียงเสียงประสานกันทางคอมพิวเตอร์โดยใช้ระบบดิจิตอล จะใช้เครื่องดนตรีชนิดไหน จะให้มีทำนอง จังหวะจะโคนอย่างไร คอมพิวเตอร์ช่วยได้หมดทุกอย่าง เวลาบันทึกเสียงก็ทำซาวนด์ มิวสิก ใส่เครื่องครอบหูให้นักร้องฟัง พอนักร้องได้ยินเสียงดนตรีก็ร้องผ่านไมโครโฟน จากนั้นนักเรียบเรียงเสียงประสานที่คุมเครื่องคอมพิวเตอร์จะปรับแก้จนลงตัว

ต้องขอบคุณคอมพิวเตอร์ที่ผ่อนแรงนักดนตรีและช่วยให้นักเรียบเรียงเสียงประสานทำงานง่ายขึ้น แต่ขณะเดียวกัน คุณค่าของนักดนตรีก็หมดไป รายได้จากการเป็นนักดนตรีก็หดหายไปด้วย

ลพ บุรีรัตน์ อยากเป็นนักร้อง แต่ต้องมาเป็นนักแต่งเพลง

Published ตุลาคม 10, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07091010557&srcday=2014-05-01&search=no

วันที่ 01 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 348

ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

ลพ บุรีรัตน์ อยากเป็นนักร้อง แต่ต้องมาเป็นนักแต่งเพลง

ไม่มีใครไม่รู้จักครูเพลง นาม “ลพ บุรีรัตน์”

เพราะยืนยงอยู่บนถนนสายลูกทุ่งมาเป็นเวลาช้านาน สร้างผลงานเพลงให้นักร้องบันทึกเสียงมากมาย โดยเฉพาะ พุ่มพวง ดวงจันทร์ โด่งดัง มีชื่อเสียง เกิดเป็นภาพลักษณ์ใหม่ของนักร้องสาวที่ร้องเพลงได้ไพเราะชวนฟัง เนื้อเพลงแปลก ทำนองเพลงสนุกสนานเร้าใจ

พุ่มพวงเปลี่ยนโฉมการแต่งกายให้ดูตระการตา นุ่งกางเกง มีผ้าโพกศีรษะ มีผ้าคลุมหลัง เวลาเต้นหน้าเวที สเต็ปการเต้นก็พร้อมกับแดนเซอร์

คนดูได้ทั้งความสุข ความเพลิดเพลินจากการชมและฟังเพลงจากพุ่มพวง

และนี่เอง คือการเสริมส่งให้พุ่มพวง กลายเป็น ราชินีลูกทุ่ง คนที่ 2 ต่อจาก ผ่องศรี วรนุช

ยกตัวอย่างเพลงสักหน่อย เช่น สาวนาสั่งแฟน กระแซะเข้ามาซิ อื้อฮือหล่อจัง นัดพบหน้าอำเภอ ฯลฯ

พูดถึง ลพ บุรีรัตน์ นามนี้ ครูไพบูลย์ บุตรขัน เป็นคนตั้งให้ ก่อนหน้านั้น ขณะ ลพ บุรีรัตน์ ชื่อจริง วิเชียร คำเจริญ อยู่ในวงดนตรีจุฬารัตน์ ใช้ชื่อในการเป็นนักร้องว่า กนก เกตุกาญจน์

แม้จะเป็นนักร้องแต่ก็ไม่ได้ร้องเพลงเป็นจริงเป็นจังเท่าไรนัก เนื่องจาก ครูมงคล อมาตยกุล หัวหน้าวงเห็นว่า กนก เกตุกาญจน์ ไม่ใช่นักร้องเสียงดีเหมือนนักร้องคนอื่นที่ประจำอยู่ในวง ดังนั้น เมื่อครูไพบูลย์เขียนจดหมายฝากมาให้ช่วยรับเด็กหนุ่มจากอำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เข้าประจำวงดนตรีเมื่อปี 2506 ครูมงคลมอบหมายให้ช่วยงานในวงทุกอย่าง ตั้งแต่คอยวิ่งซื้อข้าวของอาหารการกินให้กับนักร้อง นักดนตรีในวง รวมไปถึงคอยคุมประตูเก็บบัตรเข้าชมการแสดง เพื่อกันไม่ให้พวกจิ๊กโก๋มาเบ่งขอเข้าดูฟรี เวลาวงดนตรีจุฬารัตน์ไปเปิดการแสดงตามโรงหนังและสถานที่ต่างๆ

นอกจากนี้ ยังทำหน้าที่เดินขายหนังสืออนุสรณ์ว่าด้วยเรื่องราวของนักร้องประจำวงจุฬารัตน์ให้กับแฟนเพลงที่เข้ามานั่งดู

ขณะอยู่ร่วมวงจุฬารัตน์ ลพ บุรีรัตน์ ได้เขียนเพลงให้นักร้องในวงบันทึกแผ่นเสียง เช่น เพลง บ้านใกล้เรือนเคียง ชาย เมืองสิงห์ ขับร้อง, อัดอั้นตันใจ พนม นพพร ขับร้อง, คุณหมอคะ เรณู เบญจวรรณ ขับร้อง, กอดหมอนนอนเพ้อ ทูล ทองใจ ขับร้อง, หยาดฟ้ามาดิน โฆษิต นพคุณ ขับร้อง เป็นต้น

ลพ บุรีรัตน์ แต่งเพลงเองและร้องเพลงเองไว้หลายเพลง แทบทุกเพลงเป็นเพลงตลกขบขัน เช่น เพลงโนห์ราหาย, คนถูกแย่งกระเป๋า ใช้ทำนองเพลง คนถูกแย่งรัก ที่แต่งให้ สายัณห์ สัญญา ขับร้อง, เพลง คนฟันหักพักบ้านนี้ ใช้ทำนองเพลง คนอกหักพักบ้านนี้ แต่งให้ สายัณห์ ขับร้อง, เพลง เกลียดห้องเบอร์เจ็ด ใช้ทำนองเพลง เกลียดห้องเบอร์ห้า แต่งให้ สายัณห์ ขับร้อง, เพลง เดี๋ยวก็หม่ำซะหรอก, เพลง ก็น่านนะซี ฯลฯ

บางเพลงที่ร้องก็ได้รับความนิยม เพราะเป็นเพลงที่แปลกไปจากเพลงลูกทุ่งทั่วไป คนร้องไม่ใช่นักร้องเสียงดีเหมือนนักร้องคนอื่น

ต่อมา ลพ บุรีรัตน์ ก็ตั้งวงดนตรีของตัวเอง แต่ดำเนินงานไปได้แค่เพียงปีเดียวก็เลิกวง เพราะคนดูไม่มากพอที่จะเก็บรายได้มาจ่ายเป็นค่าตัวนักร้อง หางเครื่อง นักดนตรี และอื่นๆ

ย้อนกลับไปในช่วงวัยรุ่น หลังจาก ลพ บุรีรัตน์ เรียนจบชั้นป. 4 ได้เข้าศึกษาต่อที่โรงเรียนการช่างลพบุรี โดยเลือกเรียนวิชาตัดผมเป็นวิชาเอก และเลือกวิชาช่างไม้เป็นวิชารอง

โรงเรียนการช่างลพบุรี ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น วิทยาลัยเทคนิคลพบุรี

ช่วงเรียนโรงเรียนการช่างลพบุรี ลพ บุรีรัตน์ อาศัยอยู่กับป้า ช่วยป้าทำเส้นก๋วยเตี๋ยว เนื่องจากป้าทำกิจการโรงก๋วยเตี๋ยว ต้องตื่นตี 4 ทุกวัน ตอนเช้า 7 โมงกว่าไปเรียน ระหว่างเรียนหนังสือก็เกเร ไม่ใส่ใจการเรียน แต่ชอบฟังเพลงจากวิทยุ ตอนนั้นชอบฟังและร้องเพลงของคำรณ สัมบุณณานนท์ และ สมยศ ทัศนพันธ์ ต่อมาก็ชอบเพลงของ สุรพล สมบัติเจริญ แม้จะไม่สนใจการเรียน แต่ก็เรียนจนจบชั้น ม.3 จากโรงเรียนการช่างลพบุรี

เวลามีวงดนตรีมาปิดวิกแสดงที่ลพบุรี จะปีนขื่อขึ้นไปดู หรือบางทีก็รวมแก๊งใช้ “บัตรเบ่ง” ยกพวกกันเข้าไปดูฟรี อาศัยที่เพื่อนร่วมแก๊งคนหนึ่งเป็นลูกตำรวจระดับสารวัตร

ด้วยเหตุที่ชอบการร้องเพลงและอยากเป็นนักร้อง เมื่อวงดนตรีที่ไปเปิดการแสดงจัดให้มีการประกวดนักร้อง ลพ บุรีรัตน์ จะไม่รอช้า สมัครเข้าประกวดและขึ้นร้องเพลงอยู่เสมอ แต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ

“ผมอยากเป็นนักร้อง เห็นวงดนตรีไปเล่นที่ลพบุรี นักร้องแต่งตัวใส่เสื้อนอกออกมาร้องหน้าเวที มันเท่ ก็อยากเป็นนักร้อง วันหนึ่งวงดนตรี กรุงเทพแมมโบ้ ของน้าบังเละ วงศ์อาบู มาแสดง เขาเปิดประกวดนักร้อง เพื่อนผมมันไปประกวดแล้วเขาก็รับมันไปเป็นนักร้อง อีก 3 เดือนต่อมา มีพรรคพวกพาผมไปฝากกับน้าบังเละเพราะอยากเป็นนักร้อง น้าบังเละเขาก็รับไว้”

ลพ บุรีรัตน์ เล่าว่า ช่วงเป็นนักร้องประจำวงกรุงเทพแมมโบ้ นานๆ ถึงจะได้ออกร้องเพลงหน้าเวทีสักครั้ง ปกติจะมีหน้าที่หิ้วน้ำให้นักดนตรี ซื้อพัดและข้าวของต่างๆ ให้นักดนตรี นักดนตรีก็ให้สตางค์ค่าเหนื่อย เวลาออกไปร้องเพลงจะใช้เพลงของ ชรินทร์ นันทนาคร เป็นต้นแบบ วางตัวไม่ถูก ชอบเอามือแคะขี้มูก เมื่อกลับไปหลังเวทีจะถูกน้าบังเละด่าว่าไปยืนแคะขี้มูกทำไม เสียบุคลิกหมด นอกจากนี้ ยังถูกด่า หาว่าร้องต่างไปจากชรินทร์

“น้าบังเละเขาบอกว่า เฮ้ย ไม่ฟังชรินทร์เขาเหรอ เขาร้องยังงี้ๆๆ อ้าว ก็เสียงผมเป็นอย่างนี้ ร้องยังไงมันก็ไม่เหมือน เราก็รู้ตัวเองดีว่า แม้จะรักการร้องเพลงแต่เราร้องไม่ดี แต่อยากเป็นพระเอกให้ได้ ร้องเพลงให้เพราะแต่มันไม่เพราะ รูปหล่อหรือเปล่า ล่ำบึ้ก เมื่อก่อนผมเล่นกล้าม หลานน้าบังเละเขาเรียกผมว่า ไอ้ยักษ์ปักหลั่น”

อยู่กับวงกรุงเทพแมมโบ้ระยะหนึ่งก็ลาออกจากวงกลับบ้านที่ลพบุรี ยึดอาชีพช่างตัดผมหาเงินอีกครั้ง

ตัดผมอยู่ 2 ปีก็เบื่อ จึงตระเวนไปสมัครเป็นนักร้อง ทั้งวงพยงค์ มุกดา วงสุรพล สมบัติเจริญ วงดุริยางค์ ทุ่งมหาเมฆ เมื่อร้องเพลงให้หัวหน้าวงฟัง ต่างส่ายหน้า เพราะเห็นว่าร้องเพลงใช้ไม่ได้

เมื่อผิดหวังจากการเป็นนักร้อง เพราะไม่มีวงดนตรีคณะไหนรับไว้ จึงไปหาครูไพบูลย์ บุตรขัน ที่บ้านย่านปทุมวันเพื่อฝากตัวเป็นศิษย์ และนี่เอง เป็นจุดเปลี่ยนชีวิตของเด็กหนุ่มจากลพบุรีให้กลายมาเป็นนักแต่งเพลงชื่อดังหลังจากได้เข้าประจำวงจุฬารัตน์และสร้างผลงานเพลงเด่นๆ ทยอยออกมาตามลำดับ

เคยได้รับรางวัลแผ่นเสียงทองคำพระราชทาน จากเพลง ข้าคือไทย ก้องเพชร แก่นนคร ขับร้อง ในปี 2520, รางวัล กึ่งศตวรรษเพลงลูกทุ่งไทย ปี 2532 และ 2534 และอีกหลายรางวัล

ได้รับการยกย่องให้เป็นศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง ด้านการประพันธ์เพลงลูกทุ่ง ประจำปี 2548

ปัจจุบัน ลพ บุรีรัตน์ อายุ 75 ปี พักอยู่กับภรรยาและลูกที่หมู่บ้านสี่ไชยทอง ถนนแจ้งวัฒนะ จังหวัดนนทบุรี

สลา คุณวุฒิ ร้องเพลง มอบให้ สายัณห์ สัญญา ก่อนตาย

Published พฤษภาคม 21, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือเส้นทางเศรษฐี

http://info.matichon.co.th/rich/rich.php?srctag=07090010457&srcday=2014-04-01&search=no

วันที่ 01 เมษายน พ.ศ. 2557 ปีที่ 20 ฉบับที่ 346


ลูกทุ่งเศรษฐี

เลิศชาย คชยุทธ

สลา คุณวุฒิ ร้องเพลง มอบให้ สายัณห์ สัญญา ก่อนตาย

นานกว่าครึ่งปีแล้วที่ พี่เป้า-สายัณห์ สัญญา จากแฟนเพลงไปอย่างไม่มีวันกลับ

เวลา 12.35 น. วันที่ 11 กันยายน 2556

ดาวที่เคยจรัสแสงอยู่บนฟากฟ้าร่วงลงพื้นดิน เหลือไว้แต่ตำนานและความทรงจำของคนไทยที่มีต่อศิลปินลูกทุ่งผู้ยิ่งใหญ่

ขณะที่ สายัณห์ สัญญา นอนป่วยหนักที่โรงพยาบาลธนบุรี ด้วยโรคมะเร็งตับระยะสุดท้าย และเชื้อโรคร้ายได้ลุกลามไปอวัยวะส่วนอื่น ใครต่อใครก็ส่งกำลังใจไปถึงสายัณห์ซึ่งเลือดศิลปินเข้มข้น ขนาดร่างกายทรุดและอ่อนล้าลงทุกวัน แต่จิตใจแข็งแกร่งเกินร้อย ตั้งใจจะออกจากโรงพยาบาลไปร้องเพลงให้แฟนเพลงได้ฟังแต่ก็ไปร้องเพลงไม่ได้

ครูสลา คุณวุฒิ ครูเพลงชื่อดัง ฉายา ศิลปินบ้านป่า สลา คุณวุฒิ นำทีมศิลปินค่ายแกรมมี่ โกลด์ มาขึ้นเวที คอนเสิร์ตรวมพล ที่วัดไร่ขิง จังหวัดนครปฐม และได้ขึ้นร้องเพลงที่แต่งเองให้แฟนเพลงได้ฟังในค่ำวันที่ 1 กันยายน 2556 (ก่อนสายัณห์จะลาแฟนเพลงไปตราบชั่วนิรันดร์เพียง 10 วัน)

ก่อนครูสลาจะร้องเพลงได้เกริ่นกล่าวให้ฟังว่า เพลงนี้เพิ่งแต่งเสร็จเมื่อวาน (31 สิงหาคม) และเข้าห้องบันทึกเสียงในวันเดียวกัน นำมาร้องบนเวทีครั้งนี้เป็นครั้งแรก

นักเพลงคนใช่ ขวัญใจคนเดิม – เป็นชื่อเพลง

“ความรู้มีเพียงแค่ชั้น ป.4 แต่หนุ่มสุพรรณคนนี้ เดินขึ้นเวทีซุปเปอร์สตาร์ ฟ้าดินปรบมือ พอได้ยินชื่อสายัณห์ สัญญา จากเด็กบ้านนอกคอกนา มาเป็นราชาลูกทุ่ง

บ้านนอกในกรุง บ้านทุ่งแดนไกล ฝากเพลงไปคอยรับใช้ ในทุกซอกใจน้าอาป้าลุง เสียงมีมนต์ขลัง คอยส่งกำลังแรงใจบำรุง ปลอบขวัญแรงงานในกรุง กล่อมทุ่งพฤกษ์พงดงดอน

รักน้อยๆ แต่ขอให้นานๆ บ่อยครั้งครับท่าน ถ้อยคำหวานที่แฟนรอคอย สายัณห์จึงไม่ลับฟ้า ตลอดเวลาชื่อยังเลิศลอย ปีเคลื่อนเดือนคล้อย โลกยังคอยจดจำสัญญา

ความรู้มีเพียงแค่ชั้น ป.4 แต่หนุ่มสุพรรณคนนี้ ยังยึดเวทีซุปเปอร์สตาร์ ร้อยหน้าตำนาน จะเล่าขานทุกความเป็นมา นักเพลงผู้เคยปิดฟ้า สายัณห์ สัญญา ขวัญใจคนเดิม”

ร้องซ้ำท่อนแยก รักน้อยๆ แต่ขอให้นานๆ…ต่อด้วยท่อนสุดท้าย จนจบแล้วร้องใหม่ ตรงวรรคสุดท้าย เปลี่ยนจาก “นักเพลงผู้เคยปิดฟ้า สายัณห์ สัญญา ขวัญใจคนเดิม” เป็น “มิตรเพลงมอบใจศรัทธา สายัณห์ สัญญา ขวัญใจคนเดิม”

(ฟังเพลงและดูภาพของครูสลาได้ในกูเกิ้ลและยูทูบ)

คำขึ้นต้นของเพลงนี้ ครูสลานำมาจากบทเพลง นักเพลงคนจน คือ “ความรู้มีเพียงแค่ชั้น ป.4” ที่ ครูชลธี ธารทอง เขียนให้สายัณห์ สัญญา ขับร้องในช่วงแรกของการเป็นสายัณห์ สัญญา

พินิจพิเคราะห์คำร้องทั้ง 4 ท่อน ก็เป็นไปตามแนวทางการเขียนเพลงของครูสลาที่ยึดถือเรื่อยมาและเคยให้สัมภาษณ์หลายครั้ง โดยกล่าวว่า การแต่งเพลงที่ไพเราะกินใจผู้ฟัง มีอยู่ 5 ประการ คือ

ขึ้นต้นต้องโดนใจ เนื้อในต้องคมชัด ประหยัดคำไม่วกวน ทำให้คนฟังนึกว่าเป็นเพลงของเขา จบเรื่องราวประทับใจ

สำหรับทำนองเพลงนี้ ครูสลาสร้างสรรค์ขึ้นใหม่ แตกต่างไปจากเพลงนักเพลงคนจน

ครูสลาโชว์ลีลาการร้องด้วยลูกเอื้อน ลูกคอเหมือนเพลงที่แต่งให้ลูกศิษย์ค่ายแกรมมี่ โกลด์ ขับร้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไมค์ ภิรมย์พร

เมื่อครูสลาร้องจบ ได้กล่าวกับแฟนเพลง ว่าชีวิตในวัยเด็ก วัยรุ่น และวัยหนุ่มของตน และศิลปินจากทุกค่ายที่มาร่วมงานคอนเสิร์ตล้วนแล้วแต่มีสายัณห์ สัญญา อยู่ในหัวใจ

“ชีวิตของผม นอกจากจะเติบโตมาพร้อมกับท้องไร่ท้องนาแล้ว ผมยังโตมากับสายัณห์ สัญญา ด้วย สายัณห์มีทั้งเสียงเพลงขัดเกลาอารมณ์ ความรู้สึก สายัณห์เป็นต้นแบบของศิลปินในการยืนหยัดอยู่บนเวที เป็นนักร้องลูกทุ่งที่นอกจากจะร้องเพลงได้ไพเราะ แต่สายัณห์ยังเติมสิ่งหนึ่งให้กับวงการเพลง ก็คือ การพูดหน้าเวทีที่ประทับใจ สำนวนคำที่บอกว่า “บ่อยครั้งครับท่าน” สายัณห์เป็นคนพูดครับ “รักน้อยๆ แต่ขอให้นานๆ” สายัณห์ก็เป็นคนบันทึกไว้ในวงการลูกทุ่ง และวันนี้ หลายๆ วงการก็นำไปใช้ เพราะฉะนั้น สายัณห์ สัญญา จึงมากไปกว่าความเป็นศิลปิน เป็นทั้งครู เป็นทั้งศิลปิน และเป็นทั้งคนที่อยู่ในหัวใจของพี่น้องชาวลูกทุ่งทั่วประเทศ…”

ครูสลาเป็นคนกิ่งอำเภอลืออำนาจ จังหวัดอุบลราชธานี ปัจจุบันเป็นอำเภอลืออำนาจ จังหวัดอำนาจเจริญ

ในขณะที่สายัณห์เป็นคนอำเภอเดิมบางนางบวช จังหวัดสุพรรณบุรี

ครูสลาเกิด 2 เมษายน 2505

สายัณห์เกิด 31 มกราคม 2495

สายัณห์อาวุโสกว่า 10 ปี

สายัณห์เข้าสู่วงการนักร้องประมาณปี 2510 มีชื่อเสียงจากบทเพลง ลูกสาวผู้การ รักเธอเท่าฟ้า พลัดคู่ แหม่มปลาร้า ในปี 2516 ขณะอายุ 21 ปี

ส่วนครูสลาเขียนเพลงแรกที่นักร้องลูกทุ่งระดับประเทศนำไปร้อง คือเพลง สาวชาวหอ รุ่งเพชร แหลมสิงห์ บันทึกแผ่นเสียงปี 2526 ตอนนั้นครูสลาอายุ 21 ปี

ปี 2543 อายุ 38 ปี ลาออกจากอาชีพครู เดินทางเข้ากรุงเทพฯ รับหน้าที่แต่งเพลงและเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับนักร้องสังกัดแกรมมี่ โกลด์ จากนั้นก็ปั้นนักร้องให้โด่งดังมากมาย เช่น ศิริพร อำไพพงษ์, ไมค์ ภิรมย์พร, ต่าย อรทัย, ตั๊กแตน ชลดา, ก๊อต จักรพรรณ์, ไหมไทย ใจตะวัน, มนต์แคน แก่นคูน, เอิร์น เดอะสตาร์ ฯลฯ แต่งเพลงมาแล้วนับพันเพลง ได้ชื่อว่าเป็นนักแต่งมือทองที่โด่งดังที่สุดในปัจจุบัน

ครูสลาเติบโตมากับน้ำเสียงและลีลาการร้องของสายัณห์ สัญญา ที่ได้ยินทางวิทยุ

ก่อนจะถึงวาระสุดท้ายของสายัณห์ สัญญา ครูสลาได้บอกว่าขอมอบเพลง “นักเพลงคนใช่ ขวัญใจคนเดิม” ให้กับสายัณห์ สัญญา ซึ่งแต่งเองและร้องเอง

น้อยคนนักที่ครูเพลงจะมีความสามารถในการร้องเพลงได้น่าฟัง ครูสลา คุณวุฒิ เป็นคนหนึ่ง

%d bloggers like this: