ลิ้นจี่

All posts tagged ลิ้นจี่

ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงปริมาณไนโตรเจนในใบและยอดของลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวยกับค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน

Published กรกฎาคม 22, 2013 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=002199&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สุรนันต์ สุภัทรพันธุ์; ธวัชชัย ไชยตระกูลทรัพย์
ชื่อเรื่อง: ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงปริมาณไนโตรเจนในใบและยอดของลิ้นจี่พันธุ์ฮงฮวยกับค่าเฉลี่ยของอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน
Article title: Seasonal changes in total Nitrogen in leaves and stem apexes of Litchi chinensis sonn. var. Hong Huay in relation to average temperature and rainfall
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 19 สาขาพืช อาคารศูนย์เรียนรวม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 3-5 กุมภาพันธ์ 2524: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2524
หน้า: หน้า 26
จำนวนหน้า: 146 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2524)
หมวดหลัก: F61-Plant physiology – Nutrition
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: LITCHI CHINENSIS, NITROGEN, LEAVES, SHOOTS, TEMPERATURE, RAIN
ดรรชนี-ไทย: ลิ้นจี่, พันธุ์ฮงฮวย, ไนโตรเจน, ใบ, ยอด, อุณหภูมิ, ปริมาณน้ำฝน, การเปลี่ยนแปลงปริมาณ
หมายเลข: 002199 KC1901018
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

=p56=

ลิ้นจี่ – เรื่องน่ารู้

Published พฤษภาคม 16, 2013 by SoClaimon

http://www.dailynews.co.th/agriculture/201541

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม 2556 เวลา 00:00 น.

ลิ้นจี่มีต้นกำเนิดในประเทศจีนตอนใต้ ปลูกได้ในไทย เวียดนาม ญี่ปุ่น บังกลาเทศ และอินเดียตอนเหนือ อเมริกาใต้และสหรัฐอเมริกา (ฮาวาย และฟลอริดา) เนื้อลิ้นจี่เป็นผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามิน และเกลือแร่ เช่น วิตามิน บี 1 วิตามินบี 2 ไนอะซีน วิตามินเอ ซี วิตามินบี 6 วิตามินอี โพแทสเซียม ทองแดง สังกะสี ฟอสฟอรัส ซีลีเนียม โฟเลต และมีเส้นใยอาหารสูง

น้ำมันจากเมล็ดลิ้นจี่มีสารประกอบ เป็นกรดไขมันที่สำคัญเช่น ปาล์มมิติก 12% โอลิอิก 27% และไลโนเลอิค 11% สรรพคุณทางยา ตามที่ใช้ในประเทศจีนเป็นส่วนใหญ่ นับมาแต่โบราณ เนื้อในผล กินเป็นยาบำรุง แก้อาการไอเรื้อรัง แก้อาการคัดจมูก รักษาอาการท้องเดิน   ลดกรดในกระเพาะอาหาร และบรรเทาอาการไม่ปกติของระบบทางเดินอาหาร ใช้เปลือกผลลิ้นจี่ทำเป็นชา ใช้ชงเพื่อบรรเทาอาการหวัด แก้การติดเชื้อในลำคอ อาการท้องเสียอย่างอ่อน และโรคจากการติดเชื้อไวรัส เมล็ดลิ้นจี่ มีรสหวาน ขมเล็กน้อย สรรพคุณอุ่น ลดอาการปวด ใช้กรณีปวดท้อง ปวดไส้เลื่อน ปวดบวมของอัณฑะ.

ลิ้นจี่หวานซ่อนเปรี้ยว

Published มกราคม 15, 2013 by SoClaimon

http://clip.thaipbs.or.th/home.php?vid=1077

กิน อยู่ คือ : ลิ้นจี่หวานซ่อนเปรี้ยว (26 พ.ค. 2555)

กินอยู่..คือจะพาไปชิม ลิ้นจี่จากจังหวัดเชียงรายและสมุทรสาคร ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นลิ้นจี่ที่รสชาติดีที่สุดของเมืองไทย ไปดูว่าทั้งสองพื้นที่มีการดูแลแตกต่างกันอย่างไร และมาร่วมกันทำอาหารคาวจากลิ้นจี่ที่วันนี้หลายๆคนอาจจะไม่เคยเห็น…ติดตามได้ในรายการกินอยู่..คือ ตอน ลิ้นจี่หวานซ่อนเปรี้ยว ในวันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคมนี้ เวลา 11.30 -12.00 น. ทางไทยพีบีเอส หรือรับชมทีวีออนไลน์ทาง www.thaipbs.or.th/Live

p315

‘ลิ้นจี่นอกฤดู’เพิ่มรายได้คนพื้นที่สูง

Published ธันวาคม 14, 2012 by SoClaimon

‘ลิ้นจี่นอกฤดู’เพิ่มรายได้คนพื้นที่สูง

‘ลิ้นจี่นอกฤดู’เพิ่มรายได้คนพื้นที่สูง

มช.ต่อยอดวิจัย ‘ลิ้นจี่นอกฤดู’ เพิ่มรายได้ ‘ไม้ผล’ คนพื้นที่สูง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

          ผลสำเร็จจากโครงการวิจัยและพัฒนาเทคนิคการผลิตลิ้นจี่นอกฤดูบนพื้นที่สูงของทีมนักวิจัยคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภายใต้การนำของ “รศ.ดร.พิทยา สรวมศิริ” ผู้เชี่ยวชาญด้านไม้ผล โดยการสนับสนุนของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ปรากฏว่าปัจจุบันได้ขยายผลไปสู่เกษตรกรในพื้นที่สูงอื่นๆ หลายแห่งทั้ง จ.เชียงใหม่และพะเยา โดยถอดแบบแปลงวิจัยนำร่องต้นแบบที่บ้านแม่สาใหม่ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ไปดำเนินการ

ปัจจุบันลิ้นจี่เป็นไม้ผลเศรษฐกิจที่สำคัญของภาคเหนือที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรบนพื้นที่สูงที่มีความลาดชันด้วยเรือนพุ่มของต้นลิ้นจี่ที่เป็นไม้ผลขนาดใหญ่ จึงทำหน้าที่เหมือนไม้ป่าในการช่วยปกป้องหน้าดินจากการถูกชะล้างและช่วยเก็บรักษาความชุ่มชื้นไว้บนพื้นที่สูงได้ดีกว่าการปลูกพืชไร่ชนิดต่างๆ

“บ้านแม่สาใหม่มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 1,200 เมตร เดิมเป็นที่ตั้งของชุมชนม้ง จากนั้นในปี 2508 ก็มีการย้ายชุมชนตรงนี้ไปอยู่ข้างล่าง สาเหตุเพราะมีน้ำไม่พอใช้ ในอดีตที่นี่เป็นแหล่งปลูกลิ้นจี่มาก่อน ต่อมาก็ได้หันมาปลูกผัก เพราะทำรายได้ดีกว่า แต่ก็มีปัญหาการบุกรุกทำลายป่าเพิ่มขึ้น หน้าดินถูกชะล้างพังทลายได้ง่าย มีการใช้สารเคมี ยาปราบศัตรูพืชอาจเป็นอันตรายต่อคนอยู่ปลายน้ำ”

รศ.ดร.พิทยาให้เหตุผลถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ก่อนจะนำทีมวิจัยลงพื้นที่เพื่อแก้ปัญหาปากท้องให้แก่ชาวบ้าน โดยการวิจัยและพัฒนาเทคนิคการผลิตลิ้นจี่นอกฤดูโดยใช้พันธุ์ฮงฮวย ซึ่งเป็นพันธุ์พื้นเมืองดั้งเดิมที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานเมื่อปี 2508 แต่ที่ผ่านมาเกิดปัญหาความไม่ต่อเนื่องของการให้ผลผลิตและที่สำคัญออกในช่วงพร้อมกับไม้ผลชนิดอื่น ทำให้ขายไม่ได้ราคา

“บริเวณนี้ทั้งหมดจะเป็นลิ้นจี่นอกฤดู สิ่งที่เราทำมีอยู่ 3 เรื่องประการแรกทำอย่างไรให้ออกนอกฤดู ประการต่อมาทำอย่างไรให้ติดผลดีสม่ำเสมอ และประการสุดท้าย ทำอย่างไรผลจึงไม่แตก เพราะปกติลิ้นจี่ถ้าอยู่ในพื้นที่สภาพอย่างนี้ไม่มีน้ำชลประทาน เปลือกมักจะแตกง่าย ซึ่งขณะนี้เราทำสำเร็จแล้วอยู่ระหว่างการขยายผลไปยังพื้นที่สูงอื่นๆ”

หัวหน้าทีมวิจัยลิ้นจี่นอกฤดูแจงรายละเอียดในแต่ละขั้นตอน โดยเริ่มจากการตัดแต่งทรงพุ่มให้มีขนาดทรงต้นเตี้ย ลำต้นสูงไม่เกิน 2.5 เมตรเพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่าย ระหว่างแตกใบอ่อนก็ให้ควั่นกิ่งเพื่อให้เขาสะสมอาหารขณะเดียวกันก็พ่นปุ๋ยทางใบ ถ้าต้นสูงมากจะไม่สามารถทำเช่นนี้ได้ ต้องต้นเตี้ยๆ เท่านั้น เพราะฉะนั้นกระบวนการตัดแต่งมันจะเกี่ยวกับการพ่นปุ๋ยด้วย

“ปกติลิ้นจี่จะออกดอกเดือนกุมภาพันธ์แล้วจะไปเก็บเกี่ยวในเดือนพฤษภาคม ช่วงนั้นไม้ผลอื่นก็มี ไม่ว่าเงาะ ทุเรียน มังคุด ฯลฯ ถ้าเรามาทำนอกฤดู ให้ออกดอกช่วงเดือนกันยายนแล้วเก็บเกี่ยวได้ปลายเดือนธันวาคมตรงกับช่วงปีใหม่ ตรุษจีนได้พอดี ราคาก็จะแพงอยู่ที่ 100-200 บาทได้สบายๆ นี่คือความสำเร็จที่เกิดขึ้นถ้าเกษตรกรผลิตลิ้นจี่นอกฤดู จากความสำเร็จตรงนี้ วช.ก็ให้มีการขยายผลต่อ เราก็ไปขยายผลอยู่ที่ อ.แม่ใจ จ.พะเยา”

สำหรับปัญหาการผลิตลิ้นจี่นอกฤดู รศ.ดร.พิทยาบอกว่า มีไม่มาก จะมีก็แต่หนอนเจาะขั้วผลอย่างเดียว โดยเฉพาะระยะที่ผลใกล้สุกเริ่มเปลี่ยนสีจากสีเขียวอมชมพูเรื่อๆ จะมีตัวหนอนมาวางไข่ จากนั้นก็จะใช้เวลาประมาณ 7 วัน ซึ่งลิ้นจี่สุกพอดี ตัวหนอนก็จะเจาะเข้าไปในผลทันที ส่วนวิธีแก้ต้องฉีดพ่นยาฆ่าแมลงประเภทดูดซิม แต่ก็ต้องระวังในเรื่องสารตกค้างด้วย ในส่วนของงานวิจัยจะใช้วิธีการห่อผลประมาณ 1 เดือนก่อนเก็บเกี่ยวเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว

          “หนอนเจาะขั้วผลอย่างเดียวที่เป็นปัญหามากๆ ของลิ้นจี่ หนอนจะเข้าทำลายอยู่ 2-3 ระยะ แต่ระยะที่มีปัญหามากที่สุดคือช่วงผลใกล้สุก วิธีแก้ต้องพ่นยาฆ่าแมลงประเภทดูดซึม มีฤทธิ์ตกค้างอย่างที่เร็วที่สุดประมาณ 7 วัน ฉะนั้นผลลิ้นจี่ที่สวยมากๆ ก็มีเปอร์เซ็นต์เสี่ยงสูงที่มียาฆ่าแมลงตกค้าง” หัวหน้าทีมวิจัยคนเดิมกล่าวทิ้งท้าย

——————–

(มช.ต่อยอดวิจัย ‘ลิ้นจี่นอกฤดู’ เพิ่มรายได้ ‘ไม้ผล’ คนพื้นที่สูง : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

ไร่ บี.เอ็น. กับงานพัฒนาลิ้นจี่ พันธุ์ “ป้าชิด 2”

Published ธันวาคม 4, 2012 by SoClaimon

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05014150755&srcday=2012-07-15&search=no

วันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555 ปีที่ 24 ฉบับที่ 531

บันทึกไว้เป็นเกียรติ

ทวีศักดิ์ ชัยเรืองยศ

ไร่ บี.เอ็น. กับงานพัฒนาลิ้นจี่ พันธุ์ “ป้าชิด 2”

เมื่อพูดถึงการผลิตลิ้นจี่ของหลายประเทศทั่วโลก จะต้องยอมรับกันว่าประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ถือเป็นต้นแบบของการผลิต และเป็นแหล่งรวบรวมสายพันธุ์ลิ้นจี่คุณภาพดี พันธุ์ลิ้นจี่ของไทยเกือบทุกพันธุ์ล้วนแต่มีรากเหง้าหรือนำสายพันธุ์มาจากจีนทั้งสิ้น ดังนั้น อาจจะกล่าวได้ว่า พันธุ์ลิ้นจี่ดีที่สุดในปัจจุบันนี้ อยู่ที่ประเทศจีน

ตัวผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการปลูกลิ้นจี่ในเขตพื้นที่ตอนใต้ของจีนโดยเฉพาะที่มณฑลกวางตุ้งเมื่อหลายปีที่ผ่านมา ได้พบเห็นถึงสภาพพื้นที่ปลูกลิ้นจี่จำนวนมหาศาล บางพื้นที่ปลูกกันเต็มภูเขา และที่สำคัญก็คือ ผู้นำประเทศเขาให้ความสำคัญของการปลูกลิ้นจี่เพื่อพัฒนาเป็นไม้ผลส่งออกและดูเหมือนว่าจะเน้นในเรื่องของการผลิตลิ้นจี่แบบปลอดสารพิษด้วย สภาพพื้นที่ปลูกลิ้นจี่ได้เห็นทั้งสภาพปลูกแบบชาวบ้านจนถึงสภาพแปลงปลูกแบบวิชาการในสถานีทดลองและวิจัยซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก ทั้งทางด้านสายพันธุ์และระบบการปลูก เพียงแต่งานศึกษาและวิจัยยังเผยแพร่ไปถึงเกษตรกรจีนบางส่วนเท่านั้น แต่ในด้านสายพันธุ์แล้วใครได้รับประทานลิ้นจี่ของจีนแล้ว ต้องยอมรับในรสชาติและความอร่อย

ลิ้นจี่ เป็นผลไม้อีกชนิดหนึ่ง ที่เมื่อมองด้วยความเป็นกลางและภาพรวมแล้ว คุณภาพผลผลิตของไทยยังสู้ของจีนไม่ได้ ก่อนหน้านี้ ลิ้นจี่พันธุ์สนมยิ้มจากจีน มีการส่งนำเข้ามาขายในประเทศไทยในราคากิโลกรัมไม่ต่ำกว่า 500 บาท ยังมีคนไทยส่วนหนึ่งซื้อมาบริโภคและซื้อเป็นของฝากเพราะมีรสชาติอร่อยและเมล็ดลีบ ในทางวิชาการได้กำหนดถึงพันธุ์ลิ้นจี่ที่มีคุณภาพดีนั้นจะต้องประกอบไปด้วย “รสชาติหวาน (ลิ้นจี่บ้านเราส่วนใหญ่อมเปรี้ยว) เนื้อกรอบและเมล็ดลีบ” ซึ่งเมื่อมองเปรียบเทียบกับสายพันธุ์ลิ้นจี่ที่ปลูกในเชิงพาณิชย์ของไทยแล้วยังไม่มีคุณสมบัติทั้ง 3 ประการ ดังที่กล่าวมา

สายพันธุ์ลิ้นจี่ที่เกษตรกรไทยปลูกกันมากในขณะนี้มีเพียง 2 สายพันธุ์หลัก ก็คือ พันธุ์โฮงฮวย และพันธุ์จักรพรรดิ ซึ่งมีพื้นที่ปลูกมากในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ ที่มีอากาศหนาวเย็น นอกจากนั้น จังหวัดสมุทรสงครามยังมีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่พันธุ์เบา อาทิ พันธุ์ค่อม พันธุ์สำเภาแก้ว เป็นต้น ขณะที่จังหวัดเพชรบูรณ์ ในเขตพื้นที่อำเภอเขาค้อ โดยเฉพาะที่ไร่ บี.เอ็น. มีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่เป็นจำนวนมาก และมีการพัฒนาสายพันธุ์ลิ้นจี่อย่างต่อเนื่อง

สำหรับสายพันธุ์ลิ้นจี่ที่พัฒนาพันธุ์ด้วยฝีมือคนไทย เห็นจะมีเพียงพันธุ์ “ป้าชิด 2” เท่านั้น ที่พอจะนำไปแข่งขันกับจีนได้ เป็นที่ทราบกันว่าลิ้นจี่ พันธุ์ “ป้าชิด 2” นี้ พัฒนาพันธุ์โดย คุณบรรเจิด คุ้นวงศ์ เจ้าของไร่ บี.เอ็น. ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ โทร. (081) 973-8552 ซึ่งมีพื้นที่ปลูกลิ้นจี่มากที่สุดรายหนึ่งของไทย และใช้เวลานานนับ 10 ปี กว่าจะได้ลิ้นจี่พันธุ์ “ป้าชิด 2”

จากการกลายพันธุ์ด้วยเมล็ดของลิ้นจี่พันธุ์จักรพรรดิที่ ไร่ บี.เอ็น. ได้เริ่มขยายพื้นที่ปลูกลิ้นจี่พันธุ์ “ป้าชิด 2” มากขึ้น และเป็นที่ยอมรับในปัจจุบันว่า ลิ้นจี่พันธุ์ “ป้าชิด 2” เป็นลิ้นจี่ที่มีรสชาติหวานอร่อยมาก อร่อยไม่แพ้พันธุ์สนมยิ้มของจีน และไร่ บี.เอ็น. ได้ส่งลิ้นจี่พันธุ์ “ป้าชิด2” ที่มีเมล็ดลีบที่ห้างเดอะมอลล์ เอ็มโพเรียม และสยามพารากอน ได้รับการตอบรับดีมาก และผู้บริโภคต่างก็ยอมรับว่าอร่อยไม่แพ้ลิ้นจี่พันธุ์สนมยิ้มจากจีน

ปัจจุบัน คุณจุลพงษ์ คุ้นวงศ์ ผู้จัดการไร่ บี.เอ็น. ได้เร่งขยายพื้นที่ปลูกลิ้นจี่พันธุ์นี้เพิ่มขึ้นอีกจำนวนมาก โดยเชื่อมั่นในเรื่องของการตลาด แต่ในเรื่องของระบบการปลูกได้มีการจัดระบบการปลูกเสียใหม่ พยายามทำให้ลิ้นจี่ต้นเตี้ย และจัดเรื่องระบบการระบายน้ำที่ดี

สำหรับสวนลิ้นจี่เก่าที่มีอายุต้นหลายสิบปี คุณจุลพงษ์ได้ประยุกต์วิธีการตัดแต่งกิ่งจาก พ่อหลวงมนัส เกียรติวัฒน์ ซึ่งจัดเป็นเกษตรกรที่มีความเชี่ยวชาญลิ้นจี่คนหนึ่งของเมืองไทย โดยมีการตัดแต่งกิ่งอย่างหนักหลังจากที่เก็บเกี่ยวผลผลิตเสร็จในแต่ละปี กิ่งที่ความสูงเกิน 3 เมตร จะตัดออกทั้งหมดเมื่อถึงฤดูกาลออกดอกและติดผล ปรากฏว่าต้นลิ้นจี่ให้ผลผลิตดีขึ้นและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ง่ายขึ้น

เทคโนโลยีในการปลูกลิ้นจี่ ของ ไร่ บี.เอ็น.

คุณจุลพงษ์ ได้ให้รายละเอียดว่า ในส่วนของต้นลิ้นจี่ที่มีอยู่เดิมได้มีการจัดการสวนแบบใหม่โดยเน้นในเรื่องของการตัดแต่งกิ่งเป็นสำคัญ โดยยึดหลักว่าเมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตในแต่ละปีเสร็จสิ้นแล้วจะต้องรีบตัดแต่งกิ่งอย่างหนักทันที

วิธีการตัดแต่งกิ่งลิ้นจี่ของไร่ บี.เอ็น. จะยึดหลักการของ พ่อหลวงมนัส เจ้าของสวนลิ้นจี่ศรินทิพย์ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ซึ่งพ่อหลวงมนัสได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องการตัดแต่งกิ่งด้วยคติที่ว่า “เฮาฮักมัน มันบ่ฮักเฮา” ซึ่งอธิบายได้ว่า ถ้าเราไม่ตัดแต่งกิ่งหรือตัดแต่งกิ่งออกน้อย อาจทำให้ต้นลิ้นจี่ติดผลน้อยหรือไม่ติดผลเลย

หลักการตัดแต่งกิ่งคือ ตัดแต่งให้โปร่งที่สุด ตัดออกทั้งกิ่งกระโดงหรือกิ่งที่อยู่กลางทรงพุ่ม ส่วนกิ่งหลักและกิ่งแขนงเล็กให้ตัดออกบ้าง กิ่งที่มีความสูงเกิน 3 เมตร ให้ตัดออก หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จแล้ว ต้นลิ้นจี่จะแตกกิ่งออกมาเป็นจำนวนมากจะต้องคัดเลือกตัดแต่งทิ้งอีกรอบ ในการตัดแต่งกิ่งแบบนี้ พบว่า การติดผลของลิ้นจี่จะมีการติดทั้งในทรงพุ่มและที่ปลายทรงพุ่ม ผลผลิตที่อยู่ภายในทรงพุ่มจะมีคุณภาพที่ดีกว่าปลายทรงพุ่มด้วยซ้ำไป

นอกจากการตัดแต่งกิ่งแล้ว สำหรับประเทศไทย สภาพอากาศที่มีความเหมาะสมและช่วยกระตุ้นให้ต้นลิ้นจี่ออกดอกได้ดีนั้นจะต้องมีอุณหภูมิเฉลี่ย อยู่ที่ 13-14 องศาเซลเซียส และหนาวติดต่อกันเป็นเวลาอย่างน้อย 250 ชั่วโมง หรือประมาณ 10 วัน หรืออย่างน้อยที่สุด นาน 150 ชั่วโมง

จากตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่เกษตรกรไทยควรจะนำเอาเป็นแบบอย่างจากพ่อหลวงมนัส คือเรื่องของการจดบันทึกสภาพอากาศในช่วงฤดูหนาวว่าในแต่ละวันอุณหภูมิต่ำสุดในแต่ละวันคือเท่าไร ผู้เขียนได้เห็นสมุดบันทึกอุณหภูมิของเกษตรกรวัยชรา (ปัจจุบันพ่อหลวงมนัสถึงแก่กรรมแล้ว) ยังอดทึ่งไม่ได้ คนที่ไม่ได้เรียนมาทางด้านการเกษตรยังปฏิบัติอย่างนี้ การจดบันทึกอุณหภูมิในแต่ละปีช่วงฤดูหนาวทำให้พ่อหลวงมนัสสามารถพยากรณ์การออกดอกของลิ้นจี่ในปีนั้นได้ อย่างน้อยที่สุดสามารถคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าผลผลิตลิ้นจี่ในปีนั้นจะดกหรือไม่ ในขณะเดียวกันเมื่อต้นลิ้นจี่ได้รับอากาศที่หนาวเย็น

คุณจุลพงษ์ ได้เริ่มปฏิวัติการปลูกลิ้นจี่ใหม่โดยเปลี่ยนมาใช้ระบบชิด เลียนแบบการปลูกลิ้นจี่สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยเริ่มทดลองปลูกในพื้นที่ 1 ไร่ จะปลูกลิ้นจี่จำนวน 150 ต้น ใช้ระยะปลูกระหว่างต้น 3 เมตร และระยะระหว่างแถว 3.50 เมตร (จากที่เคยใช้ระยะปลูก 8 คูณ 8 เมตร และบางแปลงปลูกห่างกว่านี้ได้ประสบปัญหาในเรื่องของการจัดการสวนมาก โดยเฉพาะเมื่อต้นลิ้นจี่มีอายุมากขึ้นและมีต้นขนาดใหญ่ขึ้น ปัญหาที่มีความสำคัญที่สุดคือ เรื่องของการเก็บเกี่ยว) และจะต้องมีการควบคุมทรงต้นไม่ให้สูงเกิน 2 เมตร เมื่อลิ้นจี่มีอายุปลูกได้ 1 ปีครึ่ง คุณจุลพงษ์พบว่า การจัดการในสวนง่ายขึ้น เสียค่าใช้จ่ายในเรื่องค่าแรงน้อยลง และเมื่อถึงฤดูการเก็บเกี่ยวเก็บผลผลิตได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้น ยังพบว่าต้นลิ้นจี่ที่ปลูกในระบบชิดนี้จะออกดอกและให้ผลผลิตเมื่อปลูกไปได้เพียงปีเศษเท่านั้น

การควั่นกิ่ง

เป็นเทคนิคที่สำคัญในการช่วยให้ต้นลิ้นจี่ออกดอกและติดผลได้ดี ต้นลิ้นจี่ที่ให้ผลผลิตแล้ว การควั่นกิ่งจะช่วยยับยั้งการแตกใบอ่อนและมีส่วนส่งเสริมการออกดอกให้ดีขึ้น โดยปกติการควั่นกิ่งต้นลิ้นจี่จะทำกันในช่วงเดือนตุลาคม ต้นที่จะควั่นต้องมีความแข็งแรงและสมบูรณ์ ใบลิ้นจี่ที่อยู่ในระยะควั่นควรเป็นใบเพสลาด กิ่งที่ควั่นควรจะมีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 นิ้ว ถ้าเป็นไปได้ ตำแหน่งที่ควั่นควรจะมีลักษณะกลมและเรียบ

อุปกรณ์ในการควั่นจะใช้เลื่อยโค้งขนาดเล็กหรือใช้เลื่อยตัดเหล็กควั่นผ่านเปลือกและเนื้อเยื่อเจริญ ระมัดระวังในขณะเลื่อย อย่าให้เข้าเนื้อไม้เพราะอาจจะทำให้กิ่งตายได้ หลังจากควั่นเสร็จแล้ว ใช้ลวดเบอร์ 18 รัดรอยควั่น หลังจากควั่นไปได้นาน 45 วัน จึงค่อยแกะลวดออก ซึ่งจะอยู่ในช่วงเดือนพฤศจิกายน วิธีสังเกตว่าการควั่นถูกต้องหรือไม่ ดูได้จากการแกะลวดออกจะพบว่า ส่วนบนของรอยควั่นจะมีขนาดใหญ่กว่าด้านล่าง หลังจากนั้นต้นลิ้นจี่ได้พักตัวและกระทบกับอากาศหนาวเย็นระยะเวลาหนึ่ง ต้นลิ้นจี่จะทยอยกันออกดอกตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคมมาถึงต้นเดือนมกราคม

ข้อควรระวัง ในการควั่นกิ่ง

ห้ามควั่นกิ่งที่โคนต้นเพียงตำแหน่งเดียว อาจจะทำให้ต้นตายได้ ห้ามควั่นกิ่งในระยะที่ต้นลิ้นจี่กำลังแตกใบอ่อน จะทำให้ยอดชะงักการเจริญเติบโต อย่าลืมแกะลวดที่รัดรอยควั่นเมื่อครบ 45 วัน

ในขณะที่ไร่ บี.เอ็น.ได้มีการประยุกต์วิธีการควั่นเลียนแบบจากเทคโนโลยีการผลิตลิ้นจี่จากสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ได้ชื่อว่าเป็นแหล่งผลิตลิ้นจี่ที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยมีการควั่นกิ่งอีกครั้งในช่วงติดผลจะช่วยในการลดปัญหาการร่วงของผล และยังเชื่อว่าจะให้ผลผลิตมีรสชาติดีขึ้น

เทคนิคการดูแลรักษาต้นลิ้นจี่ ในช่วงออกดอกและติดผล

ขั้นตอนในการปฏิบัติ เมื่อพบว่าต้นลิ้นจี่ออกดอก การให้น้ำ เมื่อเห็นช่อดอกของลิ้นจี่มีความยาวประมาณ 10 เซนติเมตร และมีจำนวนช่อต่อต้นมากพอสมควร ควรจะเริ่มให้น้ำ จะใช้ระบบการให้น้ำแบบฉีดพ่นฝอย (สปริงเกลอร์) โดยต่อท่อให้โผล่พ้นยอดทรงพุ่มต้น ในช่วงของการแทงช่อดอกจะให้น้ำนานประมาณ 1 ชั่วโมง ต่อครั้ง และให้น้ำ 3-5 วัน ต่อครั้ง ในขณะเดียวกัน ที่ ไร่ บี.เอ็น. ได้พบข้อมูลที่มีความสำคัญในเรื่องการให้น้ำและความชื้นในอากาศในช่วงที่ต้นลิ้นจี่ออกดอก แต่คุณจุลพงษ์ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องความชื้นในอากาศมากกว่า เพราะมีประสบการณ์ว่าในช่วงที่ต้นลิ้นจี่ออกดอกและมีการให้น้ำอย่างสมบูรณ์ แต่การติดผลกลับไม่ดี เพราะมีความชื้นในอากาศที่วัดด้วยเครื่อง Hygrometer มีเพียง 30-40 เปอร์เซ็นต์

คุณจุลพงษ์บอกว่า ถ้าความชื้นในอากาศในช่วงออกดอก 60-70 เปอร์เซ็นต์ จะช่วยให้การติดผลดีขึ้น จึงพบอยู่เสมอว่าเมื่อต้นลิ้นจี่ออกดอกและมีฝนตกลงมาช่วยให้ติดผลดกมากขึ้น การใช้ฮอร์โมนจิบเบอเรลลินฉีดพ่นในระยะที่ลิ้นจี่ติดผลเท่ากับหัวไม้ขีดไฟ และฉีดพ่นอีกครั้งในระยะที่ผลมีขนาดเท่ากับปลายนิ้วก้อย จะช่วยให้ผลลิ้นจี่มีขนาดใหญ่สม่ำเสมอมีคุณภาพดี

การให้ปุ๋ย

กรณีของสวนลิ้นจี่ศรินทิพย์ ของพ่อหลวงมนัส จะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 ในระยะที่ผลลิ้นจี่มีขนาดเท่ากับปลายนิ้วก้อย โดยใส่ให้ทุกๆ 7 วัน เป็นจำนวน 3 ครั้ง สำหรับเทคนิคในการใส่ จะนำปุ๋ยเคมี สูตร 8-24-24 จำนวน 1 กระสอบ ผสมกับสารจับใบ เลทรอน ซีเอส-7 อัตรา 150 ซีซี หมักทิ้งไว้ 1 คืน วันรุ่งขึ้นทำการชั่งปุ๋ย ในอัตรา 10 กิโลกรัม ผสมน้ำ 200 ลิตร นำมาฉีดภายในทรงพุ่มลิ้นจี่ ในอัตรา ต้นละ 5 ลิตร และเมื่อผลลิ้นจี่ใกล้แก่และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ หรือประมาณ 20 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวจะใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21 โดยใช้เทคนิคการใส่เหมือนกับที่ใส่ปุ๋ยเคมี สูตร 13-13-21

หนังสือ “ไม้ผลแปลกและหายาก เล่มที่ 1-4” พิมพ์ 4 สี แจกฟรี รวมทั้งหมด 4 เล่ม จำนวน 336 หน้า เกษตรกรและผู้สนใจเขียนจดหมายสอดแสตมป์มูลค่ารวม 150 บาท (พร้อมระบุชื่อหนังสือ) ส่งมาขอได้ที่ ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร เลขที่ 2/395 ถนนศรีมาลา ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดพิจิตร 66000 โทร. (056) 613-021, (056) 650-145 และ (081) 886-7398

“เมล็ดลิ้นจี่”แก้ไส้เลื่อนบุรุษ

Published พฤศจิกายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/300214

22 ตุลาคม 2555, 05:00 น.
Pic_300214

ลิ้นจี่ นอกจากเนื้อจะมีรสชาติหวานหอมอร่อยแล้ว เมล็ด ยังมีสรรพคุณใช้รักษา โรคไส้เลื่อน หรือ โรคอัณฑะหย่อน ในบุรุษได้ดีอีกด้วย โดยมี วิธีง่ายๆคือ ให้เอา “เมล็ดลิ้นจี่” ที่กินเนื้อหมดแล้วมากน้อยตามแต่จะหาได้ไปตากแห้ง เมื่อ “เมล็ดลิ้นจี่” แห้งได้ที่แล้วเอาไปคั่วไฟอ่อนๆจนสุกเกรียม บดเป็นผงละเอียด นำเอาผงที่ได้ 1-2 ช้อนโต๊ะต้มกับน้ำ หรือตัก 1 ช้อน ชงกับน้ำร้อน 1 แก้ว กินวันละ 3–4 ครั้ง ติดต่อกันเป็นเวลา 20 วัน จะเห็นผลค่อนข้างชัดเจนว่าอาการที่เป็นไส้เลื่อนหรือลูกอัณฑะหย่อนดีขึ้นและหายได้ในที่สุด

ลิ้นจี่ หรือ LITCHI CHINENSIS SONN. อยู่ในวงศ์ SAPINDACEAE เป็นไม้ยืนต้น มีหลายสายพันธุ์ สามารถใช้ “เมล็ดลิ้นจี่” จากสายพันธุ์ไหนก็ได้ ซึ่งลิ้นจี่นิยมปลูกเป็นการค้าอย่างกว้างขวางทางภาคเหนือของประเทศไทย มีกิ่งตอนลิ้นจี่สายพันธุ์ดังๆขายทั่วไปที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ ราคาแต่ละแผงไม่เท่ากัน ส่วนผลสุกมีขายเป็นฤดูกาลตามตลาดผลไม้ทั่วไป

ครับ หนังสือ “สมุนไพรไม้ดอก ไม้ประดับหายาก” เล่มที่ 5 ของ “นายเกษตร” สี่สีทั้งเล่ม พิมพ์จำนวนจำกัดหมดแล้วหมดเลย ไม่วางขายที่ไหน ราคาเล่มละ 600 บาท บวกค่าส่งกลับเล่มละ 30 บาท ส่งธนาณัติซื้อสั่งจ่าย “คุณนงลักษณ์ ศรีอัชรานนท์” ตู้ ปณ.48 ปณ.สามแยก ลาดพร้าว กทม. 10901 หรือ สอบถามผลิตภัณฑ์สมุนไพร ว่านชักมดลูก ช่วยให้มดลูกกระชับ แก้คาวปลา ดับกลิ่นเหม็น แก้ต่อมลูกหมากอักเสบ ไส้เลื่อนในบุรุษ, ครีมโลดทนง รักษาสิว ฝ้า รูขุมขนตีบลง, คอลลาเจนบริสุทธิ์ เป็นผงทาหน้าช่วยให้ใบหน้ากระชับ, ยาต้มคลายเส้นไม้เท้าเฒ่าอาลี แก้ปวดเมื่อย แก้เกาต์ ลดเบาหวาน บำรุงไต บำรุงกำลัง, ตรีผลา ลดไขมันในเลือดไตรกลีเซอไรด์, ดีบัวแคปซูล ช่วยขยายหลอดเลือดไปเลี้ยงสมองและหัวใจ, น้ำมันงาบริสุทธิ์, ข่อยขัดรักแร้ ดับกลิ่นเต่า ช่วยให้รักแร้หายคล้ำ และอื่นๆ โทร. 0–2275–2692 ครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 22 ตุลาคม 2555, 05:00 น.

วิจัยเทคนิคผลิตลิ้นจี่นอกฤดูเพิ่มปริมาณ ลดปัญหาผลแตก

Published พฤศจิกายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/301912

29 ตุลาคม 2555, 05:00 น.
Pic_301912

การตัดแต่งต้นเตี้ยและผลอ่อนลิ้นจี่นอกฤดู

“ลิ้นจี่” เป็นไม้ผลเศรษฐกิจของภาคเหนือ มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจครัวเรือนของเกษตรกรบนพื้นที่สูง แต่ด้วยสภาวะการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของโลก รวมทั้งภาวะแห้งแล้งยาวนานกว่าปกติ ส่งผลให้ไม้ผลดังกล่าวขาดความอุดมสมบูรณ์ การติดดอกน้อยลง หรืออาจติดปีเว้นปี

ฉะนี้…เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว รศ.ดร.พิทยา สรวมศิริ ภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรธรรมชาติ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้จัดทำโครงการ “วิจัย พัฒนา และถ่ายทอดเทคโนโลยีการจัดการสวนไม้ผลในระบบ ปลูกชิดบนพื้นที่สูง กรณีศึกษาการผลิตลำไย ลิ้นจี่ และมะม่วงนอกฤดู” (โครงการความร่วมมือไทย-เยอรมัน) ขึ้น โดยการสนับสนุนทุนของ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.)

การตัดแต่งต้นเตี้ยและผลอ่อนลิ้นจี่นอกฤดูการตัดแต่งต้นเตี้ยและผลอ่อนลิ้นจี่นอกฤดู

รศ.ดร.พิทยา เปิดเผยว่า… หลังจากที่ทีมวิจัยเข้ามาสำรวจเก็บข้อมูลในพื้นที่โป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ พบว่า จริงๆแล้วศักยภาพของลิ้นจี่ที่อยู่บนนี้ด้วยสภาพอากาศที่เย็น ส่งผลทำให้สามารถบังคับออกผลนอกฤดูได้  ดังนั้น ทางทีมวิจัยจึงได้นำเทคโนโลยีดังกล่าวข้างต้น ที่พัฒนามาอย่างต่อเนื่องเข้ามาทดสอบในแปลงนายมรกต ทรงกิตติคุณ เกษตรกร อยู่บ้านเลขที่ 41 หมู่ 10 บ้านโป่งแยง เพื่อทำลิ้นจี่ฮงฮวยนอกฤดู

โดยแนวทาง จะมุ่งเน้นในเรื่องของ การบังคับให้ออกดอกนอกฤดู การติดผลที่ดี สม่ำเสมอ และ ผลไม่แตก แก้ปัญหาหนอนเจาะขั้ว ส่วนแนวทางวิจัย เริ่มจากตัดแต่งทรงต้นให้มีขนาดเตี้ย เพื่อให้อากาศถ่ายเท แสงแดดส่องทั่วลำต้น ลดการสะสมของเพลี้ย แมลงศัตรูพืช ซึ่งนอกจากแก้ปัญหาดังกล่าว ยังช่วยลดต้นทุนแรงงานที่ใช้เก็บเกี่ยวผลผลิต นอกจากนี้ ยัง ทำให้ขนาดของผลที่ออกมีความสม่ำเสมอ

รศ.ดร.พิทยา สรวมศิริ พร้อมด้วยนายกฤษณ์-ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการ วช. และนายมรกต ทรงกิตติคุณ เจ้าของแปลงทดลองรศ.ดร.พิทยา สรวมศิริ พร้อมด้วยนายกฤษณ์-ธวัช นพนาคีพงษ์ รองเลขาธิการ วช. และนายมรกต ทรงกิตติคุณ เจ้าของแปลงทดลอง

จากนั้น เมื่อใบอ่อนเริ่มแตก ทำการควั่นกิ่งของลำต้นให้ได้รอบวง เพื่อให้เกิดการสะสมอาหาร ขณะเดียวกัน ทำการพ่นปุ๋ยทางใบควบคู่กัน เป็นการอาศัยความเย็นจากสภาพอากาศธรรมชาติ เฉลี่ยอยู่ที่ 17  ํC ช่วยทำให้เกิดการออกดอกในเดือนสิงหาคม ซึ่งสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตในช่วงเดือนพฤศจิกายน ถึงธันวาคม

…ในช่วงที่ผลผลิตใกล้เก็บเกี่ยวนั้น จะมีหนอนเจาะขั้วผลเข้าทำลายในช่วงผลใกล้สุก การแก้ปัญหาแต่เดิมเกษตรกรจะใช้วิธีพ่นยาฆ่าแมลงกลุ่มดูดซึม ซึ่งมีฤทธิ์ตกค้าง 7-14 วัน ทำให้มีความเสี่ยงสูงต่อการตกค้างสารเคมี การแก้ปัญหาในแปลงนำร่องก็ด้วยวิธีพ่นยาก่อน จากนั้นจึงแนะให้เกษตรกร “ห่อ” 1 เดือน ก่อนเก็บเกี่ยว

และเพื่อไม่ให้ผลมีสีน้ำตาล วิธีการป้องกันการสูญเสียน้ำด้วยการ “ใส่ถุงแพ็ก” ปิดด้วยใบ เพื่อไม่ให้กระทบกับความร้อน โดยเทคโนโลยีดังกล่าว ที่ทีมวิจัยเข้ามาอบรมแนะนำนั้น ได้รับการยอมรับจากเกษตรกรกลุ่มผู้ปลูกลิ้นจี่ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ พะเยา

การวิจัยดังกล่าว นอกจากช่วยทำให้เกษตรกรมีรายได้ที่เพิ่มขึ้น ยังเป็นการแก้ปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำที่เกษตรกรไทยหลายพื้นที่ต่างประสบปัญหาที่ซ้ำซากมาเนิ่นนาน!
เพ็ญพิชญา  เตียว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย เพ็ญพิชญา เตียว
  • 29 ตุลาคม 2555, 05:00 น.

เพลี้ยหอยและเพลี้ยแป้งของไม้ผลในประเทศไทย

Published กรกฎาคม 1, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001870&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: วิวัฒน์ เสือสะอาด; บรรพต ณ ป้อมเพชร; โกศล เจริญสม
ชื่อเรื่อง: เพลี้ยหอยและเพลี้ยแป้งของไม้ผลในประเทศไทย
Article title: Scale insects and mealybugs on fruit trees in Thailand
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 64
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: H10-Pests of plants
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: FRUIT TREES, COCCOIDEA, PSEUDOCOCCIDAE, THAILAND
ดรรชนี-ไทย: มะม่วง, น้อยหน่า, ทุเรียน, ฝรั่ง, ลำไย, ลิ้นจี่, อะโวกาโด, เพลี้ยหอย, เพลี้ยแป้ง
หมายเลข: 001870 KC1701064
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

อิทธิพลของสภาพแวดล้อมต่อการออกดอกของลิ้นจี่

Published กรกฎาคม 1, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001853&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สุรนันต์ สุภัทรพันธุ์; สุวิทย์ สิทธิชัยเกษม; ธวัชชัย ไชยตระกูลทรัพย์
ชื่อเรื่อง: อิทธิพลของสภาพแวดล้อมต่อการออกดอกของลิ้นจี่
Article title: Effects of some environmental factors on flowering of Litchi chinensis Sonn.
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 47
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: F40-Plant ecology
หมวดรอง: F62-Plant physiology – Growth and development
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: LITCHI CHINENSIS, ENVIRONMENTAL FACTORS, FLOWERING, COLD, DROUGHT STRESS
ดรรชนี-ไทย: ลิ้นจี่, สภาพแวดล้อม, การออกดอก, อุณหภูมิต่ำ, ความเครียดน้ำ
หมายเลข: 001853 KC1701047
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

ลักษณะประจำพันธุ์บางอย่างของลิ้นจี่ทางภาคเหนือของประเทศไทย

Published กรกฎาคม 1, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=001852&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: สุรนันต์ สุภัทรพันธุ์; ธวัชชัย ไชยตระกูลทรัพย์
ชื่อเรื่อง: ลักษณะประจำพันธุ์บางอย่างของลิ้นจี่ทางภาคเหนือของประเทศไทย
Article title: Some characteristics of Litchi chinensis Sonn. varieties in northern Thailand
ชื่อเอกสาร : การประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 17 สาขาพืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 2522: รวมเรื่องย่อ
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2522
หน้า: หน้า 46
จำนวนหน้า: 94 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2522)
หมวดหลัก: F30-Plant genetics and breeding
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: LITCHI CHINENSIS, VARIETIES, AGRONOMIC CHARACTERS, THAILAND
ดรรชนี-ไทย: ลิ้นจี่, ลักษณะประจำพันธุ์, ความยาวของผล, ความยาวใบ, จำนวนกิ่งต่อช่อดอก, ความยาวก้านช่อผล, น้ำหนักเมล็ดต่อผล
หมายเลข: 001852 KC1701046
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน
%d bloggers like this: