ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

All posts tagged ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

“อภิสิทธิ์”จูบปาก”เนวิน” รับ 4 เงื่อนไขปิดเกมตั้งรัฐบาล

Published ตุลาคม 5, 2010 by SoClaimon

วันที่ 10/12/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายเนวิน ชิดชอบ
แกนนำกลุ่มเพื่อนเนวิน

สาเหตุที่ตัดสินใจร่วมจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ในการตั้งรัฐบาลครั้งนี้ คือ 1.อยากให้ว่าที่นายกรัฐมนตรี รักษาสถาบันหลักของชาติเอาไว้ เรื่องการปกป้องสถาบันเป็นเรื่องที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องช่วยกัน 2.ทุกวันนี้ประชาชนในต่างจังหวัดซึ่งเป็นพวกรากหญ้า มีความเดือดร้อนมาก ซึ่งนโยบายเดิมของรัฐบาลที่ผ่านมา ได้ช่วยแก้ปัญหาของคนเหล่านี้ ไม่ว่าจะเรียกว่าประชานิยมหรือไม่ก็ตาม ตนอยากขอให้รัฐบาลใหม่ ช่วยสานต่อ รวมทั้ง อยากให้รัฐบาลให้ผลักดันภาคประชานิยมให้เป็นนโยบาย 3.อยากเห็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย ที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ และ 4.การจะสร้างความปรองดองชาติได้ คือการบังคับใช้กฎหมายกฎหมายที่เป็นธรรม ความมีมาตรฐานเดียวในการบังคับใช้กฎหมายกับคนไทยทุกคนในกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นใคร สีอะไรก็ตาม และต้องใช้กฎหมายในมาตรฐานเดียวกัน

” อยากให้บอกให้พรรคประชาธิปัตย์สบายใจได้ว่า จะไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากวันนี้ไปจนถึงวันโหวตเลือกนายกฯ นี่คือสัญญาของลูกผู้ชาย และให้สบายใจได้ว่าแม้จะมีพรรคการเมืองอื่นไปร่วมรัฐบาล แล้วเหลือพรรคประชาธิปัตย์ ผมก็จะอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ วันนี้หมดเวลาแล้วเพื่อทำให้ความอึมครึมหมดไป หลายคนบอกว่ากลุ่มพวกผมต่อรอง แต่บอกได้เลยว่าไม่มีอะไร วันนี้บ้านเมืองสำคัญกว่า และอยากบอกคุณอภิสิทธิ์ว่า อย่าให้ความสูญเสียและความเจ็บปวดของพวกผมนั้นสูญเปล่า ซึ่งเป็นความหวังและเป็นความตั้งใจของผม ที่ยอมเสียเพื่อน เสียพรรค เสียนาย มาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์ ”

การตัดสินใจครั้งนี้แลกด้วยความเจ็บปวดส่วนตัว แต่ถือเป็นความจำเป็น เพราะวันนี้บ้านเมืองต้องมีทางออก ถ้าเราเลือกรักษาตัวเราเองแล้วเราปล่อยให้บ้านเมืองเสียหาย ตนก็ไม่ควรเป็นคนไทย ดังนั้นวันนี้ก็ขอให้มั่นใจและสบายใจว่าตนตัดสินใจเดินมาในเส้นทางนี้แล้วจะ เดินต่อไปให้สมกับความหวังความตั้งใจของประชาชนที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง

-รู้สึกหวั่นใจจากข่าวที่ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ข่มขู่ว่าจะทำร้ายร่างกาย หรือไม่
เรื่องความรู้สึกต้องยอมรับว่ามี แต่ไม่สามารถเปลี่ยนความตั้งใจของตนได้

-ความรู้สึกที่มีต่อพ.ต.ท.ทักษิณยังเหมือนเดิมหรือไม่
พ.ต.ท.ทักษิณยังเป็นนาย ยังเป็นคนที่ตนเคารพรักอยู่เสมอ แต่ต้องแยกความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างพ.ต.ท.ทักษิณในฐานะนายและผู้มีบุญคุณ กับปัญหาของบ้านเมือง

-เป็นการตัดขาดกันไปหรือต้องทำความเข้าใจกับพ.ต.ท.ทักษิณหรือไม่
ไม่หรอกครับ ยังไงผมก็เป็นลูกน้องอยู่ ท่านก็ยังเป็นนายอยู่ ผมกับท่านคุยกันหลายรอบแล้ว แต่ขอเป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างผมกับท่าน”

-ภาพของรัฐบาลจะถูกมองว่าเป็นการช่วยเหลือพ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องคดีความต่างๆหรือไม่
การตัดสินใจมาร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์มีเงื่อนไขเดียวคือต้องการให้บ้านเมืองมีทางออก แต่ไม่มีเรื่องการช่วยพ.ต.ท.ทักษิณ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

ผมและคณะส.ส.ที่มีใจอยากทำเพื่อชาติบ้านเมือง ตนไม่ได้คิดอะไรต้องการทำให้เรื่องนี้สำเร็จโดยเร็วและต้องขอบคุณกลุ่มเนวิ นที่ให้ความร่วมมือและอยากให้มั่นใจว่าตน ไม่จะไม่ทิ้งประชาชนภาคต่างๆ โดยเฉพาะภาคอีสานเพราะต้องการผนึกให้ทุกภาคของประเทศไทยเป็นแผ่นดินเดียวกัน

พร้อมรับข้อเสนอของนายเนวินทุกเงื่อนไข เพราะว่าสิ่งที่พูดมาทั้งหมดเป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งใจอยู่แล้ว เราต้องการเห็นรัฐบาลเข้มแข็ง ส่วนเรื่องประชานิยมนั้นพร้อมที่จะดูแลทุกภาคอย่างเท่าเทียมกัน ดำเนินนโยบายโดยไม่มีการเลือกกลุ่มหรือจังหวัด แต่อย่างได ไม่เลือกว่าเป็นกลุ่มไหน แต่ต้องดูแลทุกคนทั้งประเทศ ไม่มีการแบ่งภาคเหนือ ภาคใต้ หรือภาคไหน ตนจะดูแลทุกภาคอย่างเท่าเทียมกัน

ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญที่หลายคนบอกว่าจะต้องแก้ ตนเห็นว่ามีบางมาตราที่มีปัญหา และสุดท้ายจะต้องแก้ในส่วนที่เป็นปัญหา แต่หลังการเลือกตั้งการแก้รัฐธรรมนูญไปมุ่งแก้เฉพาะบางมาตรา เพื่อกลุ่มบางคน ไปเกี่ยวพันธ์กับเรื่องผลประโยชน์ จนลืมระบบของประเทศ ดังนั้น เราจะต้องหากระบวนการให้เกิดการยอมรับว่าอะไรต้องแก้ไข เพราะตนเป็นคนแรกที่ เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาเพราะเราไม่ต้องการให้เกิด ความขัดแย้ง

สำหรับเรื่องสุดท้ายคือความสงบสุขและความขัดแย้งของบ้านเมือง ที่เราต้องสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้น แต่ใครก็พูดได้ในเรื่องของการสร้างความสมานฉันท์ ความปรองดอง คำถามจึงมีอยู่ว่าจะทำอย่างไรให้เกิดความปรองดองได้จริง ตนเชื่อว่าความสามัคคีจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีความยุติธรรม วันนี้ตนรู้สึกสบายใจมากที่ได้ยินข้อเรียกร้องนี้ไม่มีอะไรที่ขัดต่อความคิด ของพวกเราอยู่แล้ว แต่การจะทำทุกเรื่องให้สำเร็จได้ต้องฟันฝ่าอุปสรรคอีกหลายขั้น เริ่มตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงอาทิตย์หน้าก็เห็นใจ และทราบว่าต้องเจอกับแรงกดดันสารพัดอย่าง ตนมายืนยันว่าขอให้มั่นใจในความตั้งใจ ที่พูดถึงเรื่องสถาบันหลักของชาติ ช่วยเหลือประชาชน สร้างความเป็นธรรมในสังคม เรื่องรัฐธรรมนูญอย่างนี้มั่นใจได้

พล.ต.สนั่น ขจรประศาสตร์
ที่ปรึกษาอดีตพรรคชาติไทย

ภายหลังแถลงข่าวร่วมกันเมื่อวันที่ 6 ธ.ค.ที่ผ่านมา ข่าวถูกเสนอไปในทิศทางต่างๆ ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสับสน ทั้ง 4 พรรคร่วมรัฐบาล(พรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาและพรรคมัชฌิมาธิปไตย)จึงประชุมร่วมกัน และประกาศเป็นเจตนารมณ์ร่วมของ 4 พรรคร่วมเดิมว่า จะร่วมกันทำงานการเมือง หากมีปัญหาอะไรก็จะปรึกษากันก่อนตัดสินใจ เพื่อให้ได้เป็นมติของ 4 พรรคร่วม

ทั้งนี้ 4 พรรคตกลงว่าจะไม่ดึงส.ส.ของพรรคหนึ่งพรรคใดไปเข้าพรรคตัวเอง ทั้งนี้ เพื่อเป็นการให้เกียรติซึ่งกันและกัน และในการเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้น พรรคที่เป็นเจ้าของพื้นที่เดิมจะได้รับการสนับสนุนจากอีก 3 พรรคที่เหลือ โดยจะช่วยกันรณรงค์หาเสียงให้กับเจ้าของพื้นที่เดิม เชื่อว่าในเร็ววันนี้ รัฐบาลใหม่จะเกิดขึ้น และเราจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง

-ยืนยันสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์จัดตั้งรัฐบาลต่อไปหรือไม่
ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง และข้อตกลงของ 4 พรรคร่วมวันนี้ ก็จะแจ้งไปยังพรรคประชาธิปัตย์ และในการเลือกตั้งซ่อมที่จะเกิดขึ้นก็เป็นธรรมเนียมปฏิบัติว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่ส่งผู้สมัครลงแข่งขันในพื้นที่เป็นฐานเสียงของพรรค ร่วมทั้ง 4 พรรค

-ทั้ง 4 พรรคมั่นใจหรือไม่ว่า สามารถโหวตเลือกนายกฯ ได้
ถึงวันนี้ยังมั่นใจในเสียงข้างมาก ส่วนเรื่องการดูด ส.ส.แต่ละพรรคต้องควบคุมกันเอง โดยตัวเลขในการจัดตั้งรัฐบาลคงต้องมากกว่า 240 เสียงขึ้นไป

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
แกนนำพรรคเพื่อไทย

พรรคเพื่อไทยยืนยันว่ามีเสียงสนับสนุนจัดตั้งรัฐบาลเกินกึ่งหนึ่งแน่นอน และพรรคประชาธิปัตย์มีเพียง165 เสียงเท่านั้น เรื่องนี้ป็นเรื่องจริง อย่าไปเห็นกับการที่แกนนำแต่ละพรรคออกมาแถลงให้การสนับสนุนและได้เสียงเพิ่ม เพราะคนพูดมาอย่างนี้4 วันแล้วเป็นแผ่นเสียงตกร่องและแกนนำแต่ละพรรคก็ถูกตัดสิทธิ์ทั้งนั้นไม่มี สิทธิ์ในการโหวต บางพรรคถูกตัดสิทธิ์ทั้งผัวและเมีย ที่เห็นคือไปแต่หัวแต่ลูกน้องมาอยู่กับพรรคเพื่อไทยทุกพรรค เพราะหัวหน้าพรรคแต่ละพรรค ก็ยังยืนยันไม่ได้เลยว่า จะมี ส.ส.มากับตัวเองกี่คน

ขอเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลเดิมกลับมาบ้านเก่าร่วมทำงานกันเหมือนเดิมโดย เฉพาะสมาชิกพรรคพลังประชาชนเดิมให้กลับมายังพรรคเพื่อไทยและส.ส.พรรคอื่น ด้วย ซึ่งที่นี่มีแต่ความจริงใจไม่มีอำนาจอิทธิพลจากหน่วยงานอื่นมาข่มขู่บังคับ ล๊อบบี้ ให้เลือกใครเป็นนายกฯ พรรคเพื่อไทยเปิดกว้างในการเป็นนายกฯ จะเป็นนายเสนาะ เทียนทอง พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก นายมั่น พัฒโนทัย และ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร เองไม่นึกอยากเป็นนายกฯบ้างหรือ เพราะยืนยันแล้วว่าพรรคเพื่อไทยไม่ต้องการตำแหน่งนายกฯและส.ส.มีเอกสิทธิ์ ที่จะสามารถโหวตใครเป็นนายกฯก็ได้ การเมืองยังไม่จบต้องดูกันให้แน่ชัดคือวันโหวตเลือกนายกฯ จึงจะรู้ว่าใครเป็นของจริง

พรรคประชาธิปัตย์ชอบดีแต่พูดอยู่ไกล้ๆจะเอาหนังสติ๊กยิงปาก พอคุณหญิงพจมานกลับมาก็บอกว่าไม่ได้เป็นรัฐบาลเพราะแพ้อำนาจเงิน โดนดูดเสียงสนับสนุนไปหมด ซึ่งจะได้เห็นกันว่าที่บอกว่ามีเสียงสนับสนุนมากจะถึง260 เสียงหรือไม่อย่าใช้อิทธิพลจากหน่วยงานอื่นมาล๊อบบี้ไม่มีใครกลัว และไม่ได้กลัวพันธมิตรฯซึ่งขณะนี้บ้านเมืองต้องการความสมานฉันท์และเข้ามา แก้ไขปัญหาวิกฤติซึ่งยืนยันแล้วว่าพรรคเพื่อไทยไม่ส่งใครเป็นนายกฯและเสื้อ เหลืองก็คงไม่มา

พลิกปูม 36 รัฐมนตรีครม.สมชาย 1

Published ตุลาคม 5, 2010 by SoClaimon

วันที่ 25/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
(พปช.)นายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อ 31 สิงหาคม 2490 จบนิติศาสตรบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย (นบท.) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เข้ารับราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่ปี 2517 ไต่เต้ามาจนถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นิสัยส่วนตัว สุภาพ เรียบร้อย ค่อนข้างเก็บตัว แต่เมื่อภรรยานางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ นายสมชาย จำใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยมีพี่เขยเป็นแบ๊คอัพ ก่อนจะได้เป็นรองนายกฯควบรมว.ศึกษาธิการ สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทยในที่สุด


พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (คนนอก)
รองนายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 ที่ จังหวัดนนทบุรี สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อ พ.ศ. 2496 และ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เมื่อ พ.ศ. 2507 เคยเป็นอดีตผบ.ทบ. รักษาการผบ.สส. ก่อนจะลาออกจากราชการหันมาก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ เคยเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม รมว.มหาดไทย รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม


ดร.โอฬาร ไชยประวัติ (คนนอก)
รองนายกรัฐมนตรี

จบปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์จาก U Penn จบเอกจาก MIT เจ้าของฉายาโหรเศรษฐกิจอันโด่งดังในอดีต ขนาดที่ว่าทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องมีชื่อ ดร โอ ติดโผด้วยทุกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดเจ้าตัวก็ยังไม่มีโอกาสได้นั่งเก้าอี้เสนาบดีใดๆ เพิ่งจะได้มีโอกาสเข้ามานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการในรัฐบาลชุด นี้ รวมทั้งยังเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วย


พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (ชท.)
รองนายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อ 7 กันยายน 2478 เป็นชาวพิจิตร เคยรับราชการเป็นทหารบก ก่อนถูกให้ออกจากราชการ เมื่อร่วมก่อการกบฏ 26 มีนาคม 2520 ถูกจำคุกที่ เรือนจำลาดยาว จากข้อหากบฏ เมื่อได้เข้าทำงานการเมืองเคยเป็นอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่นานก็ติดบ่วงกรรม เมื่อถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง

ปี 2548 ออกมาก่อตั้งพรรคมหาชน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ การเลือกตั้งปี 2550 จึงต้องหอบลูก-หลานมาอยู่ชายคาพรรคชาติไทย ได้รับตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีทั้งสมัยรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย


นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล (พปช.)
รองนายกรัฐมนตรี

อดีต รมว.สาธารณสุข สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อายุ 72 จบการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เติบโตมาในสายธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ก่อนจะขยายอาณาจักรรับงานระดับ เมกะโปรเจ็คต์ ของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยงานใหญ่ที่สร้างชื่อ อาทิ งานก่อสร้างโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ

เคยเป็น รมช.คลัง สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในปี 2539


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ (พปช.)
รองนายกฯควบ รมว.ต่างประเทศ

อดีต รมว.ยุติธรรม สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 3 กรกฎาคม 2484 ปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าสู่วงการเมือง ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ชลบุรี ครั้งแรกปี 2529 ก่อนย้ายไปลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เมื่อปี 2531

ผ่านงานบริหารมาโชกโชน ทั้ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ รมช.คมนาคม และ รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม


นายสุพล ฟองงาม (พปช.)
รัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี

อดีต รมช.มหาดไทย สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 5 กรกฎาคม 2505 จบระดับปริญญาโท พัฒนาสังคม ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

เป็น ส.ส. อุบลราชธานี ตั้งแต่ปี 2539-2543 ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อยู่ในสังกัดกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ เคยออกโรงอัดพ.ต.ท.ทักษิณ กลางที่ประชุมพรรคไทยรักไทยสมัย ด้วยสำนวนที่ว่า ส.ส.ไม่ใช่ลูกจ้างบริษัทชินวัตร

ปัจจุบันอ้างว่า แยกตัวออกมาจากกลุ่มของนายเนวินแล้ว แต่ยังมีเก้าอี้รมต.สำนักนายกฯรองรับอยู่


นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ (พปช.)
รัฐมนตรีประจำนักงานนายกรัฐมนตรี

เกิดวันที่ 30 มกราคม 2496จบการศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต(เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 กาฬสินธุ์ พรรคไทยรักไทย 2544 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อไทยรักไทย 2548 เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นายกรัฐมนตรี มีตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน

มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย จนสามารถเบียดนายชูศักดิ์ ศิรินิล กระเด็นจนตกเก้าอี้ไปได้


นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช (พปช.)
รมว.คลัง

เกิดวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2495 จบการศึกษาเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ The London School of Economics and Political Science สหราชอาณาจักร ปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย มีส่วนร่วมในการวางแผนนโยบายประชานิยม เคยเป็นรมช.คลัง ก่อนจะเขยิบขึ้นเป็นรมว.คลังในที่สุด นอกจากนี้ นายสุชาติยังเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเตรียมเอาไว้รองรับสมาชิกหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบอีกด้วย


นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ (รช.)
รมช.คลัง

เกิดเมื่อ 25 ธันวาคม 2498 ที่ จ.พิจิตร จบปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำธุรกิจโรงแรมและเครื่องครัวอะลูมิเนียม ถูก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ชักชวนเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส.พิจิตร และได้รับเลือกครั้งแรก ปี 2538 จากนั้นเพียง 2 ปี เขาขึ้นเป็น รมช.คมนาคม สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในปี 2540

เคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะออกมาก่อตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา รับเป็นเลขาธิการพรรค


ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี (พผ.)
รมช.คลัง

เป็นศรีภริยาของ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีต รมช.พาณิชย์ เกิดเมื่อ 23 มิถุนายน 2499 เข้ารับราชหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ม.เกริก และคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยเป็นผู้อำนวยการสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะลาออกมารับตำแหน่งทางการเมือง โควต้าของสามี จากพรรคเพื่อแผ่นดิน


นายมั่น พัธโนทัย (พผ.)
รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

เกิด 21 มกราคม 2484 จบปริญญาโท-เอก สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกาเป็น เด็กสร้าง ของเจ้าพ่อปากน้ำ วัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนหน้านี้ไม่ว่าวัฒนา จะย้ายไปนั่งกระทรวงใด ก็จะตามไปเป็นเลขานุการทุกครั้ง ก่อนจะเติบใหญ่ได้เป็นรมว.ไอซีที เมื่อวัฒนา นายทุนของพรรคเพื่อแผ่นดินติดคดีคลองด่านไม่สามารถจะรับตำแหน่งเองได้


นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล (รช.)
รมว.พลังงาน

เกิดวันที่ 8 มี.ค. 2492 การศึกษาจบ วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 5 สมัย เป็นคู่เขยของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เมื่อพล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลภ อดีตรมว.พลังางาน วางมือทางการเมืองจึงถูกสุวัจน์ เลือกมารับตำแหน่งแทนในที่สุด


นายไชยา สะสมทรัพย์ (พปช.)
รมว.พาณิชย์

อดีต รมว.สาธารณสุข หลังจากนั้นจึงถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 18 กันยายน 2495 จบการศึกษาโรงเรียนเทคโนโลยีนครปฐม ปี 2523-2533 เป็นสมาชิกสภาจังหวัดนครปฐม ปี 2538 เป็น ส.ส.นครปฐมหลายสมัย ถือเป็นครอบครัวการเมือง ที่ยึดครองนครปฐมมายาวนาน สมัยเมื่อเข้าไปเป็นรมว.สาธารณสุขถูกกลุ่มแพทย์ต่อต้านอย่างหนักจนถึงขั้น ล่ารายชื่อถอดถอน


พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์(มณ)
รมช.พาณิชย์

เกิดเมื่อ 26 กรกฎาคม 2506 จบปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร รับราชการตำรวจ และลาออกปี 2543 เป็น อดีต ส.ส.นครสวรรค์ 2 สมัย ปี 2544 และ 2548 ในนามพรรคไทยรักไทย ส่วนในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ลงสมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่มที่ 2 สังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย ลำดับที่ 1 แม้สอบตก แต่ดีกรีมือทำงานชั้นเยี่ยมย่อมไม่พลาดการปูนบำเหน็จครั้งนี้ ถือเป็นเด็กในคาถาของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ทั้งพูดและทำแทนนายหมดทุกอย่าง จึงถือว่าเป็นนักการเมืองคนสนิทคนหนึ่งของเจ้าพ่อวังน้ำยม


นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ (พปช.)
รมช.พาณิชย์

เกิดวันที่ 15 มีนาคม 2487 จบปริญญาโท-รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เคยเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ อดีตเลขานุการกรรมาธิการสวัสดิการสังคม อดีตที่ปรึกษาประธานรัฐสภา (ดร.โภคิน พลกุล) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ดร.โภคิน พลกุล)


พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ (คนนอก)
รมว.มหาดไทย

เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2490 เป็นชาวอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 6 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 22 รับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาตลอด เป็นเวลากว่า 27 ปี ก่อนจะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

หลังเกษียณอายุราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในรัฐบาล นายสมัคร และรัฐบาลสมชาย ก็ยังมีเก้าอี้ แต่เหลือเพียงตำแหน่งรมว.มหาดไทยเท่านั้น


นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข (พปช.)
รมช.มหาดไทย

วันเดือนปีเกิด 2 พฤศจิกายน 2500 วุฒิการศึกษา วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาโยธา MAPUA INSTITUTE OF TECH.ประเทศฟิลิปปินส์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษาเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขานุการ รมว.กระทรวงสาธารณสุข, เลขานุการ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


นายประสงค์ โฆษิตานนท์ (พผ.)
รมช.มหาดไทย

เกิด 15 ธันวาคม 2486 จบปริญญาตรี สาขาการเงินและการธนาคาร(สถาบัน Far Eastern : ฟิลิปปินส์) ปริญญาโท สาขาการตลาด (สถาบัน Dallas : สหรัฐ) เป็นเจ้าของบ.อาณาจักรสุโขทัยหินอ่อนและแกรนิตผู้กว้างขวางในหมู่นักการ เมือง สนิทกับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์มาก แต่มาเป็นรมต.ในโควต้านายทุนพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่วนตำแหน่งการเมืองในอดีตเคยเป็นส.ว.เพชรบูรณ์ ปี 2535-2539


นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ (พปช.)
รมว.ยุติธรรม

เกิด 27 มิถุนายน 2497 จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร สาขาโยธา ม.ขอนแก่น วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาแหล่งน้ำ จุฬาฯ มีฉายา”ขุนค้อน”จากการทำหน้าที่ขึงขังสมัยเป็นรองประธานสภาผู้แทนฯเมื่อปี 2539 เดิมเป็นแกนนำกลุ่มอีสานพัฒนาพรรคพลังประชาชน แต่ต้องถอนมาตั้งกลุ่มขุนค้อน เพราะถูกเพื่อนในกลุ่มหาว่า”หักหลัง” เพราะดันเสนอชื่อตัวเองจนได้รับเลือกเป็นรมว.วัฒนธรรมในช่วงท้ายรัฐบาลสมัคร ก่อนมาใหญ่ขึ้นอีกในยุคสมชายนี้


นางอุไรวรรณ เทียนทอง (ปชร.)
รมว.แรงงาน

ภริยาหัวหน้าพรรคประชาราช-เสนาะ เทียนทอง มากินโค้วตาแทนสามี ที่กระทรวงนี้ตั้งแต่รัฐบาลสมัคร1 เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ โดยยุครัฐบาลทักษิณก็เคยเป็นมาแล้วทั้งรมว.แรงงานและรมว.วัฒนธรรม ป้าอุ เกิด 9 กรกฎาคม 2485 จบปริญญาตรีพาณิชยศาสตร์และบัญชี ธรรมศาสตร์ เคยรับราชการที่มหาดไทยจนเกษียณที่ซี 9 ผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาท้องถิ่น กรมการปกครอง ก่อนตามรอยสามีเข้าสู่วงการเมือง


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล (พปช.)
รมว.วัฒนธรรม

เกิด 2 พฤศจิกายน 2502 จบปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์ ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า เป็นส.ส.แพร่หลายสมัย ขั้วตำแหน่งรัฐมนตรีโควต้าภาคเหนือก็หลายหน แต่ก็แห้วตลอด เพิ่งได้เก้าอี้สมใจคราวนี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ได้ดีเพราะเป็นคนใกล้ชิดเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยานายกฯสมชาย ที่ผู้คนสงสัยเป็นช้างเท้าหน้าหรือเท้าหลังกันแน่


นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล (ชท.)
รมว.เกษตรและสหกรณ์

เกิด27เมษายน2494 จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์รามคำแหง ปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เป็น ส.ส.อ่างทอง ตั้งแต่ปี 2529 จนปัจจุบัน เคยเป็น รมว.ศึกษาธิการ ปี 2542 และรองประธานสภาผู้แทนฯปี 2544 เป็นอดีตคนเดือนตุลา ที่โตทางการเมืองกับพรรคชาติไทยมายาวนานด้วยบุคคลิกว่านอนสอนง่ายในสายตาหลง จู้หัวหน้าพรรค จึงมีตำแหน่งแทบทุกครั้งที่เป็นรัฐบาล


นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร (ชท.)
รมช.เกษตรและสหกรณ์

เกิด 22 พฤศจิกายน 2504 ยังคงเก้าอี้เดิมไว้ได้ต่อจากช่วงรัฐบาลสมัคร ที่เคยส้มหล่น ได้รับเก้าอี้มาแทนโควต้าของนายกมล จิระพันธ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี ที่ติดปัญหาคุณสมบัติเพราะครอบครัวมีสัมปทานกับรัฐ แต่ก็ถือเป็นลูกรักอีกคนของหัวหน้าพรรค-บรรหาร ที่เข้าไปทำงานในกระทรวงเกษตรฯชนิดเป็นตัวแทนรับใบสั่งหลงจู้ มาจัดการให้ทุกรูปแบบ


นายธีระชัย แสนแก้ว (พปช.)
รมช.เกษตรและสหกรณ์

เกิดปี 2510 จบปริญญาโท สาขาสังคมสงเคราะห์ ธรรมศาสตร์ เป็นส.ส.อุดรธานีหลายสมัย ถนัดบทบู๊จนได้ฉายา”อีโต้อีสาน” มีบทบาทสำคัญในกลุ่มเพื่อนเนวินที่คอยปกป้องทักษิณมาตลอดโดยเฉพาะช่วงหลัง รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ที่เป็นแกนนำกลุ่มคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ แม้เที่ยวนี้กลุ่มเพื่อนเนวินจะโดนเด็ดเขี้ยวลดโควต้า แต่ฐานะของธีระชัยก็ยังมั่นคงในตำแหน่งเดิม


นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ (ชท.)
รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

เกิด 23 ตุลาคม 2508 จบนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาฯ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ เป็นมือวิชาการของพรรคชาติไทยมาตลอด และถือเป็น”ยังบลัด”ที่พรรคภูมิใจนำเสนอ ด้วยภาพพจน์ที่ไม่เคยเสียหาย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนรู้ใจของหัวหน้าบรรหารเช่นกัน จึงเหนียวแน่นอยู่ในเก้าอี้รมว.ท่องเที่ยวฯได้ตั้งแต่สมัคร 1 จนถึงปัจจุบัน


นายสันติ พร้อมพัฒน์ (พปช.)
รมว.คมนาคม

เกิด 20 กันยายน 2495 จบปริญญาโทศิลปศาสตร์ รามคำแหง แต่ปริญญาตรีที่รามฯยังมีปัญหาเพราะถูกแฉกลางสภาว่า ทุจริตการสอบจนถูกลบชื่อไปแล้ว เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เจ้าของบริษัท นวพัฒนาธานี เคยเป็นนายทุนพรรคความหวังใหม่ เมื่อยุบมารวมกับไทยรักไทย ก็ใกล้ชิดทักษิณ จนได้รับการผลักดันเป็นรมว.คมนาคมในฐานะตัวแทนเฮียเพ้ง ตอนตั้งรัฐบาลสมัคร แต่เที่ยวนี้หวิดเสียเก้าอี้เพราะใกล้ชิดกลุ่มเพื่อนเนวินเกินไป ดีแต่รีบไปเคลียร์กับนายใหญ่ทัน ถึงรักษาเก้าใหญ่ตัวนี้ไว้ได้


นายโสภณ ซารัมย์ (พปช.)
รมช.คมนาคม

เกิด 31 มีนาคม 2502 จบปริญญาตรี ครุศาสตร วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ สังกัดกลุ่มเพื่อนเนวินขนานแท้ เพราะเป็นส.ส.บุรีรัมย์ในสังกัดยี้ห้อยมาตั้งแต่ปี 2544 บทบาทไม่ถึงกับโดดเด่น แต่เที่ยวนี้กลับส้มหล่นได้เข้ามาแทนที่”ทรงศักดิ์ ทองศรี”ลูกพี่ลูกน้องของเนวิน ที่ต้องตกกระป๋องไปอย่างไม่คาดฝัน จนเป็นที่ฮือฮามากว่า นี่เป็น 1 ในเกมเชือด เพื่อสยบอหังการ์พ่อมดเขมร


นายวราวุธ ศิลปอาชา (ชท.)
รมช.คมนาคม

ลูกคนสุดท้องของหัวหน้าพรรคชาติไทย จบปริญญาโท MBA FINANCE จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ วิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา เป็นส.ส.สุพรรณบุรีตามรอยพ่อ เกิด 11 กรกฎาคม 2516 เพิ่งอายุเต็ม 35 ปีตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นรัฐมนตรีได้ จึงได้รับการผลักดันจากเตี๋ยบรรหาร ให้ขึ้นแท่นรมต.แทนอนุรักษ์ จุรีมาศ ที่มีปัญหาติดร่างแหจำเลยคดีทุจริตหวยบนดินด้วย


นายศรีเมือง เจริญศิริ (พปช.)
รมว.ศึกษาธิการ

เกิด 9 กรกฎาคม 2485 จบการศึกษา ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นสว.มหาสารคามปี 2543-2549 ที่มีบทบาทในการสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างเต็มที่ จนเป็นหัวหอกในการชนกับกลุ่มสว.ฝ่ายจรงกันข้าม จากนั้นจึงเข้ามาสังกัดพรรคพลังประชาชน และถือเป็นรัฐมนตรีสายตรงคนหนึ่งของตระกูลชินวัตร


นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง (พปช.)
รมว.วิทยาศาสตร์

น้องชายนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่เข้ามารับตำแหน่งแทนพี่ชายซึ่งติดห้องขังบ้านเลขที่ 111 อยู่ โดยคงเก้าอี้เดิมอย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่สมัคร 1 จนถึงตอนนี้ เกิด 13 สิงหาคม 2502 การศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง (พปช.)
รมว.สาธารณสุข

เกิด 10 มิถุนายน 2491 การศึกษาสูงสุดตอนนี้คือ ปริญญาเอกนิติศาสตร์ รามคำแหง เป็น อดีตรมว.มหาดไทย สมัยรัฐบาลสมัคร ที่ถูกปรับออกในช่วงท้ายอย่างเจ็บปวด ด้วยข้อหาที่เป็นรมต.สายล่อฟ้าคนหนึ่ง เป็นนักการเมืองฝืปากกล้าที่มีบทบาทโลดโผนยาวเหยียด ตั้งแต่รับราชการเป็นตำรวจจนมาเล่นการเมือง ได้เป็นรัฐมนตรีก็หลายรัฐบาล ตกอับถูกคณะปฏิวัติยึดอำนาจช่วงรัฐบาลชาติชาติ ชุณหะวัณ ไล่ล่าจนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศก็เคย เล่นบทฝ่ายค้านไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ทำมาแล้ว ทั้งเคยเป็นหัวหน้าพรรคมวลชน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้อดีตนายกฯทักษิณ ถึงทุกวันนี้ จนได้ดีกลับมาเป็นรมต.อีกหน


นายวิชาญ มีนชัยนันท์ (พปช.)
รมช.สาธารณสุข

เกิด 24 กรกฎาคม 2503 จบปริญญาตรีคณะวิทยาการจัดการ ม.ราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา ปริญญาโทรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เล่นการเมืองท้องถิ่นเป็นสก.เขตมีนบุรีอยู่หลายสมัย จนบารมีแก่กล้า จึงโดดลงสนามใหญ่เป็นส.ส.กทม.ตั้งแต่ปี 2544 อยู่ในสังกัดกลุ่มเจ๊หน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธ์


นายอุดมเดช รัตนเสถียร (พปช.)
รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2502 จบการศึกษาบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการเงิน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรีหลายสมัย เคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงคมนาคม

ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงมหาดไทย และเลขานุการ รมว.กระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นคนสนิทคนสำคัญของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จึงได้รับการทั้งผลักทั้งดันอย่างเต็มที่จนได้เป็นรัฐมนตรีในที่สุด


พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก (พผ.)
รมว.อุตสาหกรรม

เกิด 18 พฤษภาคม 2485 อดีตอธิบดีกรมตำรวจคนสุดท้าย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนแรก จากนั้นก็ลาออกก่อนเกษียณมาเล่นการเมืองเคยสังกัดพรรคชาติพัฒนา เมื่อพรรคยุบไปรวมกับพรรคไทยรักไทย จึงหยุดพักการเมืองไป ก่อนกลับมาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดินในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และเที่ยวนี้ส้มหล่นได้เป็นรมต.แทนหัวหน้าพรรค-สุวิทย์ คุณกิตติ ที่เจอคำสั่งห้ามจากลอนดอน ไม่ยอมให้ขึ้นเป็นรมต.


นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน (มฌ.)
รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เป็นอีกคนที่รับตำแหน่งแทนสามี คือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่โดนดอง 5 ปี อยู่ในบ้านเลขที่ 111 เกิด 21 กันยายน พ.ศ.2501 จบปริญญาตรี ม.ศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก และปริญญาโท ม.เกษตรศาสตร์ เดิมรับราชการครูตั้งแต่ปี 2524 แต่พลิกผันชีวิตมาเป็นนักการเมืองเพื่อสืบทอดแทนสามี จนรั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และนั่งเก้าอี้รมต.ตีวนี้เหนียวแน่นมาตั้งแต่สมัคร 1

เฉลิมโมเดล ปฎิบัติการพา “ทักษิณ”กลับบ้าน

Published ตุลาคม 3, 2010 by SoClaimon

02 ตุลาคม 2553 เวลา 08:57 น.

ผ่านทางเฉลิมโมเดล ปฎิบัติการพา “ทักษิณ”กลับบ้าน.

เฉลิม อยู่บำรุง เป็นอีกคนที่ประกาศตัวนำเสนอ “แพ็กเกจ” การเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นระบบ โดยพุ่งเป้าดึง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” มาเป็นจุดขายสำคัญ…..

โดย …ทีมข่าวการเมือง

เฉลิม…ไม่เคยใฝ่ฝันเป็นนายกฯ

ท่ามกลางความปั่นป่วนภายในพรรคเพื่อไทย แกนนำในพรรคต่างออกมาชิงจังหวะการนำประกาศตัวอาสาแก้วิกฤต ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญทางการเมือง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง สส.สัด ส่วนและประธาน สส.พรรคเพื่อไทย เป็นอีกคนที่ประกาศตัวนำเสนอ “แพ็กเกจ” การเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอย่างเป็นระบบ โดยพุ่งเป้าดึง “พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร” มาเป็นจุดขายสำคัญ

แนวคิดนี้ ร.ต.อ.เฉลิม ยังอุบไต๋รายละเอียดที่จะรอจังหวะนำไปขายไอเดียโดยตรงกับ พ.ต.ท.ทักษิณ กับจุดยืนหลักๆ ทั้งนำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาใช้พักหนี้เกษตรกร5 ปีในรายที่ไม่เกิน 5 แสนบาท ส่วนวงเงิน5 แสนบาท ถึง 1 ล้านบาท ให้ปรับโครงสร้างหนี้ พร้อมเดินตามแนวทางเดิมที่ พ.ต.ท.ทักษิณ วางไว้ และเสริมสร้างแนวทางปรองดอง พร้อมไฮไลต์ด้วยการ “นิรโทษกรรม”และ “อภัยโทษ” ความผิดที่เกิดตั้งแต่หลังวันที่ 19 ก.ย. 2549

“ไม่ทำอย่างนี้เพื่อไทยไม่มีวันชนะ ถ้าจะแข่งกับอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) ต้องขายความหวังว่าเราจะเอาทักษิณกลับมา ไม่มีทางเลือกอื่น เพราะไม่งั้นจะขายใครยาหมดอายุแล้วทั้งนั้น ต้องขายทักษิณ พอโฟกัสตรงนี้ ถ้าไม่ขายจุดนี้เพื่อไทยจะขายอะไร”

ร.ต.อ.เฉลิม อธิบายแนวคิดของเขาว่าหากนำเสนอ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล หรือนายโอฬาร ไชยประวัติ มาเป็นหัวหน้าพรรคแล้วเกิดชนะเกินกึ่งหนึ่ง เขาก็จะบอกว่าชนะเพราะนายโอฬาร ไม่ได้ชนะเพราะทักษิณดังนั้นต้องเปิดหน้าชก เขาจะทำหน้าที่ไดเรกต์เซลส์ ซึ่งจะต้องมีสินค้าแบรนด์เนมเป็นทักษิณ ถ้าไม่มีก็เจ๊ง ส่วนคนที่จะเป็นนายกฯยังไม่ต้องบอกว่าจะเป็นใคร รอให้ชนะก่อน

“คล้ายกับภาคใต้ หากไม่อ้าง ชวน (หลีกภัย) จะหาเสียงได้ไหม เพราะขนาดป้ายหาเสียงไปติดตามท้องถนน ฝนตกยังมีคนไปกางร่มให้ แค่คุณชวนนั่งรถจี๊ปก็เป็นข่าวใหญ่แล้วถ้าไม่ยอมรับตรงนี้การเมืองสู้เขาไม่ ได้ มีคนบอกว่าพี่เล่นเบากับอภิสิทธิ์ ผมก็บอกว่าเล่นแรงก็เจ๊งสิ แค่ยืนคู่กันเขาก็ดีผมชั่วแล้ว”

ร.ต.อ.เฉลิม ยืนยันว่า แนวคิดขาย”ทักษิณ” จะไม่สร้างความแตกแยกให้กับสังคม เพราะเนื้อหาทั้งหมดจะเป็นเหมือนกับข้อตกลงสาธารณะก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง ว่าจะทำอะไรบ้าง เป็นขั้นเป็นตอน หนึ่ง สองสาม เป็นนโยบายของพรรคเสร็จใน 180 วันหากไม่เห็นด้วยก็เลือกพรรคอื่น ซึ่งผมมั่นใจว่าได้ ไม่ใช่ไม่บอกก่อนแล้วอยู่ดีๆ มาทำเพราะแม้แต่ฝั่ง “กองทัพ” ที่ยังมีการต่อสายแอบคุยไว้หมดแล้วแค่ยังไม่ได้ลงรายละเอียด

“การปรองดอง สามัคคีจะเกิดขึ้นได้ ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน เพราะกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดไม่พอ แค่ฝ่ายค้านคุยรัฐบาล แค่เราไม่ด่าประชาธิปัตย์ ประชาธิปัตย์ไม่ด่าเรายังไม่ใช่ปรองดอง ปรองดองต้องทำเป็นองค์รวม ต้องได้รับฉันทานุมัติจากสังคม วันนี้ไม่ต้องไปเจรจากับใครแล้ว มันอยู่ที่มาตรฐานลอว์เอ็นฟอร์ซเมนต์ หลักนิติรัฐ หลักนิติธรรมต้องมีความเสมอภาคถึงจะไปได้ บอกไปแล้วให้จตุพรเลิกด่าทหาร ด่าแต่ประชาธิปัตย์เพราะเขาเป็นรัฐบาล”

ส่วนความกังวลในกระแสข่าวว่าอาจจะมีการกระบวนการที่ไม่ใช่การเลือกตั้ง เข้ามาแทรกนั้น ร.ต.อ.เฉลิม ฟันธงว่า อย่างไรก็ต้องมีเลือกตั้ง ที่สำคัญอยู่ตรงที่หากพรรคเพื่อไทยไม่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ก็จะไม่มีทางได้เป็นรัฐบาล เพราะจะไม่มีใครจะมาจับกับพรรคเพื่อไทย ถ้าไม่อัตตาหิ อัตตโน นาโถ คุณไม่มีวันที่จะเป็นรัฐบาล

ทว่า สาเหตุที่ทำให้ ร.ต.อ.เฉลิม ต้อง “ดึงเรื่อง” ไม่หอบข้อมูลทั้งหมดไปเสนอขอความเห็นชอบจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ในช่วงนี้เนื่องจากเห็นว่ายังมีเวลาอีกนาน 15 เดือน เมื่อประเมินแล้วยังมองว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่น่าจะถูกยุบ ดังนั้นถ้าไปพูดก่อนเดี๋ยวมีใครไปเปลี่ยนความคิดเขา

สัญญาณตอบรับที่ออกไป หลายคนเห็นด้วย มีแต่พวกสมาชิก 111 ที่มองการเมืองไม่เหมือนเขา เนื่องจากสมาชิก 111 มองว่าเป็นคนทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ โต แต่เขาหารู้ไม่ว่าที่เขาโตเพราะทักษิณ

ทั้งหมดนี้ ต้องทำเป็นสัญญาประชาคมต้องใส่สุดหมัดวัดไปเลย ต้องให้ชนะ ไม่งั้นก็ไม่ได้กลับ ถ้าคุณไม่มีอำนาจก็อย่าหวังได้กลับบ้านเลย ถ้าคุณตัดสินใจให้คนเป็นนายกฯ ผิดก็อย่าหวังได้กลับบ้าน ดูประชาธิปัตย์ร้ายกาจขนาดไหนแล้วใครจะไปสู้เขา รอบนี้อีกสี่ปี ถ้าไม่กลับมาก็มีคลื่นลูกใหม่

สำหรับปัญหาใหญ่อย่างเรื่อง “คดีความ” กลุ่มทั้งกลุ่มนักการเมือง ทหาร ตำรวจ เสื้อเหลือง เสื้อแดง ร.ต.อ.เฉลิม อธิบายคร่าวๆ ว่า เตรียมที่จะผลักดันการนิรโทษในคดีที่ยังไม่ตัดสิน ส่วนคดีที่ตัดสินแล้วก็ให้อภัยโทษ ซึ่งเขียนไว้เสร็จแล้ว มีอดีตอัยการ อดีตผู้พิพากษา ที่เป็นเพื่อนกัน มาช่วยเขียนเสร็จเรียบร้อย ง่ายๆ

“ถ้าจะให้ผมเล่นการเมืองแล้วไปไฟเตอร์ คุณต้องให้ผมมีสัดส่วนในการกำหนดแนวทาง และถ้าแนวทางนี้ไม่เห็นด้วยก็ต้องให้โหวตในพรรค ผู้แทนว่าไง เห็นด้วยไหมถ้าไม่เอาก็ไม่ว่านะ แต่ถ้าไปตัดสินใจกันเองแล้วไม่โหวต?ผมก็ไปลงเขต แต่ถ้าโหวตมั่นใจว่าชนะ แต่ทักษิณต้องอิกนอร์

สายอีสาน สายเหนือ ชอบผม แนวนี้ ให้ผมขายคุณนะ ไม่ใช่ขายผมนะ คุณเก่ง มีความสามารถ แล้วคุณยังปฏิเสธความหวังดี และความเป็นไปได้ทางการเมือง ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ถ้าผมบอกว่ารอบนี้ ต้องขายผมนะ บ้าการเมืองเป็นเรื่องของความเชื่อ”

“ถ้าวันนี้เอาผมไปขายตั้งแต่ต้น เอาเฉลิมเป็นนายกฯ ก็แพ้เลย ต้องให้คนมีความรู้สึกว่า กูรักทักษิณ กูจะทำยังทักษิณปลอดภัย ให้ทักษิณกลับมา ให้คดีความจบ เรียบร้อย เป็นนโยบายต้องไม่ประกาศนายกฯ พี่จิ๋วเป็น มิ่งขวัญเป็นก็ไม่รังเกียจ ผมก็เป็นรัฐมนตรี แต่ถ้าไปชูมิ่งเมื่อไหร่แพ้เลย มิ่งขวัญดีไหม ก็ดีประนีประนอม แต่ถ้าเป็นแล้วทักษิณไม่ได้กลับ เขาไม่กล้า พี่จิ๋วเหมาะสุดในความเป็นทหารเก่าอดีตนายกฯผมไม่เคยใฝ่ฝันเป็นนายกฯ สูงสุดคิดไว้ที่รัฐมนตรีมหาดไทยและก็ได้เป็นแล้ว”

“ถ้าทักษิณมีตัวเลือก ผมจะเป็นตัวเลือกสุดท้ายที่เขาเลือก นี่เราคิดให้เขา แต่เขาไม่เอาเรา เพราะคนเป็นเพื่อนกันมานาน คบกันมานานรู้นิสัยใจคอ เพราะพี่เหลิมนี่สั่งได้บางเรื่อง บางเรื่องสั่งไม่ได้ ผมเป็นคนมีหลักการ ผมก็รู้เขาไม่ไว้ใจผม เพราะความเป็นเพื่อน เขารู้ว่าสุดท้ายถ้าเขาพูดแล้วพี่ไม่ฟังเขาจะทำอย่างไร เขาทำสำเร็จมาเยอะแต่รอบนี้เขาต้องทบทวน”

“ถ้าไม่เชื่อแนวทางผม ผมก็ไม่ลงปาร์ตี้ลิสต์ ไปลงเขตไม่อยากเหนื่อย แล้วไปหาเสียงถูกยิงตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ถ้าไม่เคลียร์ให้ชัดเจน แล้วใครยิงก็ตูมๆ ไม่รู้ใครยิง บนเวทีปราศรัยเอ็ม 79 ยิงมาสักลูกก็ไม่รู้ใคร คนแพ้เคยเขียนประวัติศาสตร์ไหม มีแต่คนชนะ

…แต่ไม่ทิ้งเขา ห่วงใยกัน แต่ถ้าไม่ฟังกันบ้างเราก็ต้องมีทางเดินของเรา แผนนี้ยังไม่รู้จะชนะหรือเปล่าเลย แต่ชนะประชาธิปัตย์ชนะแน่ ซึ่งนี่คือการบ้านที่ทักษิณต้องคิด”

พท.อยู่ในคิลลิงโซน

สวนทางกับการวิเคราะห์ของบรรดา”เกจิการเมือง” ที่ประสานเสียงไปทำนองเดียวกันว่า “รัฐบาล” น่าจะไม่สามารถประคองตัวฝ่า “คลื่นลม” ไปพ้นปลายปีนี้ โดยเฉพาะเงื่อนไขสำคัญ อย่างคดียุบพรรคประชาธิปัตย์ที่จ่อคิวรอการตัดสิน  ทว่า “สิงห์เหลิม” ฟันธงแล้วเชื่อว่ารัฐบาลอยู่ครบวาระ “เตรียมเลือกตั้งล่วงหน้าไว้อีก 15 เดือน”

พร้อมวิเคราะห์ว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่น่าจะถูกยุบ ทางออกจะไปอยู่ตรงที่ประเด็นซึ่งนายทะเบียนพรรคการเมืองเคยเห็นว่าไม่ผิดทำ ให้ไม่ต้องยุบพรรค เมื่อเขาออกไปทางข้อเท็จจริงไม่ได้ ก็จะไปออกทางข้อกฎหมาย

หรือหากพิจารณาเรื่องนี้เสร็จออกไม่ได้ ก็เตะไปอีกคดี 258 ล้านบาท รวมเสร็จก็แก่พอดีพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ใกล้ชิดสถาบันศาลมากที่สุด และคุณชวนปูพื้นฐานไว้ดี พอเราบอกชวนดี ในพรรคก็หาว่าเรากลัวชวน

ทฤษฎีเรื่องยุบประชาธิปัตย์ แล้วมี สส.ไหลมารวมกับพรรคเพื่อไทยแล้วไม่ต้องมีเลือกตั้งนั้นยาก เพราะกรณีแรก ไม่ยุบก็จบ กรณีที่สอง ยุบแต่ไม่ตัดสิทธิ หรือกรณีสาม ยุบแล้วไม่ตัดสิทธิ สุเทพ เทือกสุบรรณ ขึ้นมารักษาการนายกฯ กฎหมายไม่ได้ห้ามไม่ให้รักษาการนายกฯยุบสภาไม่ได้ ทำไมเขาจะไม่เตะชามข้าวทิ้งดังนั้น ก็ต้องอยู่กันไปอีกนาน

ในแง่การเมืองพรรคภูมิใจไทยคงไม่ถอนตัวแม้แต่ถีบมันยังไม่ออก ขณะนี้งบประมาณที่ผ่านสภาไปยังไม่ได้เบิกสตางค์ออกไปใช้ จึงเป็นเรื่องยากที่จะถอนตัวในเวลานี้ หรือหากเนวิน ชิดชอบเกิดกินดีหมี สวมหัวใจสิงห์ออกขึ้นมาจริงๆแต่เชื่อว่าสายสมศักดิ์ เทพสุทินสุชาติ ตันเจริญ คงไม่ออก

ร.ต.อ.เฉลิม ประเมินว่าในการเลือกตั้งครั้งหน้าพื้นที่อีสานของพรรคเพื่อไทยจะเสียแค่ที่ จ.อุบลราชธานี นครราชสีมา บุรีรัมย์ จาก 136 เหลือ 134

ในส่วนของพื้นที่ กทม. ถ้าคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เปิดกว้างแบ่งพื้นที่เป็นกรุงเทพฯ กลาง กรุงเทพฯธนบุรี ให้คุณหญิงเป็นใหญ่อย่างเก่า แต่ให้คนอื่นทำงาน

“ตำรวจทหารที่สมัครสมาชิกพรรคไม่เคยใช้เขาเลย ต้องเปิดให้เขาทำงาน เขาอยู่ฝ่ายเสนาธิการมา ส่วนผู้สมัครต้องตัดสินใจว่าจะเอาใคร ถ้ามีคนเยอะต้องทำโพลวัดเสียง ต้องเลือกก่อน ไม่ใช่บอกว่าถ้าไม่เลือกลง สส.แล้วจะให้ไปเป็นผู้แทนการค้าชายแดน ถามว่าแล้วใครจะเชื่อถือเพราะพรรคยังไม่ส่งลงสมัครรับเลือกตั้ง”

อีกปัญหาคือ ในพรรคไม่มี “ความลับ” เขาเคยเขียนญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ยังไม่ทันเซ็นชื่อ ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ โทร.มาถามว่าเขียนเพราะจัง สงสัยเขียนญัตติด้วยตัวเอง ในที่ประชุมพรรคเพื่อไทยนี่คุยอะไรกัน “เนวิน” รู้หมด

“เพื่อไทยวันนี้อยู่บนคิลลิงโซน แต่ต้องก้าวให้พ้น คุณไม่มีวันทำอย่างอื่น ต้องเอาประชาชนเป็นตัวตั้ง แล้วต้องอินเกมเท่านั้น” ร.ต.อ.เฉลิมกล่าวทิ้งท้าย

แถลงการณ์พันธมิตรฯ ประณามอันธพาลการเมือง!

Published กันยายน 27, 2010 by SoClaimon

วันที่ 26/7/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ:กลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกแถลงฉบับที่16/2551 เรื่อง”ประณามรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติที่ส่งกลุ่มอันธพาลของรัฐบาล ทำร้ายร่างกายและพยายามฆ่าประชาชนอย่างโหดเหี้ยม” หลังจากที่เกิดเหตุกลุ่มต่อต้านในนามกลุ่มคนรักอุดร ได้ยกกำลังนับพันบุกเข้าถล่มเวทีพันธมิตรฯที่อุดรธานีเมื่อวันที่ 24 กรกฏาคม และรุมทำร้ายคนของพันธมิตรฯจนบาดเจ็บสาหัสหลายคน โดยที่ตำรวจไม่ได้ดูแลเท่าที่ควร)

ตามที่ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ใช้สิทธิชุมนุมตามรัฐธรรมนูญอย่างสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธ เพื่อทำหน้าที่ของปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญในการปกป้อง ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ และการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตลอดจนพิทักษ์รัฐธรรมนูญที่มาจากมติมวลมหาประชาชนส่วนใหญ่ของคนในประเทศกว่า 14 ล้าน 7 แสนคน และยกระดับเป็นการโค่นล้มระบอบทักษิณและขับไล่รัฐบาลหุ่นเชิดนั้น

ตลอดเวลากว่า 61 วัน 61 คืนที่พันธมิตรฯใช้สิทธิชุมนุมอย่างต่อเนื่องโดยสงบ อหิงสา และปราศจากอาวุธนั้น ปรากฏว่า รัฐบาลได้ใช้วิธีให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและนักการเมืองท้องถิ่น ตลอดจนแนวร่วมที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชนจัดกลุ่มอันธพาลของรัฐบาล เพื่อไล่ทุบตี ทำร้ายร่างกาย และพยายามฆ่าประชาชนที่มาร่วมชุมนุมบนเวทีพันธมิตรฯ ตลอดจนทำลายทรัพย์สินที่ใช้จัดเวทีด้วยอาวุธหลายชนิด อาทิ มีด ขวาน ค้อน ไม้หน้าสามตอกตะปูโผล่ปลายแหลม ท่อนเหล็ก ก้อนหิน และลูกหิน ทั้งในกรุงเทพฯและในจังหวัดต่างๆ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและข้าราชการฝ่ายปกครองได้สมรู้ร่วมคิด รู้เห็นเป็นใจ ปล่อยให้ผู้ปราศรัยและประชาชนผู้บริสุทธิ์ ถูกอันธพาลของรัฐบาลทำร้ายร่างกายอย่างโหดเหี้ยมซึ่งหน้า ซึ่งเกิดขึ้นหลายจังหวัดในรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน เช่น กรุงเทพฯ ขอนแก่น เชียงใหม่ เชียงราย สกลนคร มหาสารคาม ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ อุดรธานี ฯลฯ

การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่เหี้ยมโหด ทารุณ ป่าเถื่อน โดยรัฐบาลและเจ้าหน้าที่รัฐคอยบงการ และสนับสนุนในการทำร้ายประชาชน

บัดนี้ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ทราบว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสในการที่อันธพาลของรัฐบาลได้บุกทำร้าย ร่างกาย และพยายามฆ่าพี่น้องประชาชนที่จังหวัดอุดรธานี

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจึงเห็นควรแสดงจุดยืนต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นดังนี้

1.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอแสดงความเสียใจและให้กำลังใจผู้ที่ถูกทำร้ายร่างกายในการชุมนุมที่ผ่านมา

2.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขอให้กำลังใจกับพี่น้องประชาชนที่ยืนหยัด อย่างกล้าหาญในการจัดเวที และขอให้ปฏิบัติตามประกาศของพันธมิตรฯฉบับที่ 6/2551 ลงวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ.2551 ที่ให้พี่น้องประชาชนดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งหน้าหรือสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลจนถึงที่สุด และแนะนำให้พี่น้องประชาชนงดจัดเวทีเฉพาะพื้นที่ที่ไม่สามารถพึ่งพาตำรวจและ เจ้าหน้าที่รัฐในการให้ความปลอดภัยตามกฎหมายได้ และขอให้เข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่กรุงเทพมหานคร แทน

หากพี่น้องประชาชนในจังหวัดใด ประสงค์จะจัดเวทีของพันธมิตรฯขอให้ส่งตัวแทนเข้ามาประสานงาน และรับคำแนะนำจากพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยส่วนกลาง เพื่อร่วมกันประเมินสถานการณ์ รับทราบผล และสรุปสถานการณ์ โดยที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยส่วนกลางจะสามารถให้ข้อมูลข่าวสารและ ประสบการณ์ในการเสนอแนะในการจัดชุมนุมได้

3.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอประณามรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทย ที่ให้กลุ่มสมุนบริวารส่งอันธพาลของรัฐบาลมาทำร้ายร่างกาย ชีวิต และทรัพย์สินประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ และข้าราชการฝ่ายปกครอง นอกจากไม่คุ้มครองความปลอดภัยแล้ว ยังรู้เห็นเป็นใจ ทำให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ว่า เป็นการกระทำละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง ไม่เคารพสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ ทำผิดกฎหมายอาญาให้เกิดขึ้นทั่วสารทิศ จนกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนไม่เป็นที่ยอมรับในสากล จึงขอให้พี่น้องประชาชนได้ทราบถึงความชั่วช้าสามานย์นี้

4.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขอเรียกร้องต่อพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยรักษาความมั่นคงภายใน ได้แสดงความรับผิดชอบมากกว่าการวางเฉย เพราะหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ก็จะเกิดการนองเลือดทั่วประเทศ กระทบต่อความมั่นคงภายใน เพราะฝ่ายที่ถูกกระทำอาจจะต้องลุกขึ้นสู้ในที่สุด และในเวลานั้นก็ใกล้จะมาถึงแล้ว

5.พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยืนยัน และสนับสนุนในทุกวิถีทางเพื่อฟ้องร้องดำเนินคดีความกับทุกคนที่เกี่ยวข้อง กับกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ โดยพันธมิตรฯไตยจะเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนในการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐทุกๆคน ที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบในทุกๆกรณี นอกจากนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มีมติให้ยื่นฟ้องร้องต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติต่อไป

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะหยุดยั้งการคุกคามและการก่อความรุนแรงกับประชาชน ตลอดจนดำเนินคดีกับกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลและเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกระดับทุกคน ซึ่งมาจากการวางแผนของรัฐบาล อันเนื่องมาจากรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติอยู่ในภาวะจนตรอกนั่นเอง

ด้วยจิตคารวะ
พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

รวมกรณีที่อันธพาลการเมืองทำร้ายประชาชน

วันที่ 28 มีนาคม 2551 (กรุงเทพมหานคร)

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดงานสัมนา”ยามเฝ้าแผ่นดิน ภาคพิเศษ” ที่หอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มอันธพาลของรัฐบาลฝั่งสนามหลวงได้ยิงน๊อตและลูกแก้วเข้ามาในมหาวิทยาลัย จนผู้ที่เข้ามารับฟังได้รับบาดเจ็บหลายคน ภายหลังจบการสัมนา รถบัสของกองทัพธรรมที่เข้าร่วมสัมมนาประมาณ 40 คนได้ถูกกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ ประมาณ 50 คนลอบทำร้าย โดยการขว้างปาก้อนหิน ขวด และภาชนะบรรจุน้ำปัสสาวะขึ้นมาบนรถซึ่งมีแต่ผู้หญิง คนแก่และเด็ก จนได้รับบาดเจ็บประมาณ 7 – 8 คน น.ส.พนมธรรม นาวาบุญนิยม อาการหนักที่สุดเพราะถูกปาก้อนหินโดนคางจนแตก ตำรวจไม่สามารถจับคนร้ายได้

วันที่ 25 เมษายน 2551 (กรุงเทพมหานคร)

พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดสัมมนาครั้งที่สอง ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มอันพาลของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ ได้ขว้างปาข้าวของ ขวดน้ำ ก้อนหิน เข้ามาในมหาวิทยาลัย นายเสรี อูมา ช่างภาพช่อง 7 ได้ถูกม็อบปาหินโดนบริเวณคิ้วจนแตกเลือดไหลอาบเต็มหน้า เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับกุมหรือควบคุมสถานการณ์ได้

วันที่ 25 พฤษภาคม 2551 (กรุงเทพมหานคร)

พันธมิตรพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจัดชุมนุมใหญ่ที่อนุสาวรีย์ ประชาธิปไตย ประชาชนที่เข้าร่วมชุมนุมถูกกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลหุ่นเชิดขายชาติ เข้าทำร้ายรางกายขณะเดินทางกลับ โดยน.ส.ระรินทิพย์ ฐิตานุวงศ์ โดนตบหน้าและหลานที่จะเข้ามาช่วยเหลือถูกกลุ่มต่อต้านกว่า 10 คน เตรียมเข้าทำร้าย โดยตำรวจไม่เข้ามาช่วยเหลือใดๆ

วันเดียวกัน ขบวนพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ถูกกลุ่มอันธพาลลอบโจมตีด้วยการขว้างปาสิ่งของ ก้องอิฐ ขวดน้ำส้มสายชู น้ำปลาร้าที่เตรียมมา เข้าใส่ท้ายขบวน รวมทั้งเข้าไปกระโดดถีบผู้ร่วมขบวน โดยไม่มีตำรวจเข้าไปดูแล กระทั่ง นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที ถูกขว้างปาจนโหนกแก้มแตก นายศุภชัย ตระกูลรังสี การ์ดกลุ่มพันธมิตร ถูกกลุ่มอันธพาลใช้ไม้หน้าสามรุมตีบาดเจ็บสาหัส ขาข้างซ้ายหักและยังมีผู้บาดเจ็บฝ่ายพันธมิตรถูกทำร้ายไม่สาหัสอีกประมาณ 10 คน

เวลา 00.30 น. บริเวณสี่แยกจปร.รถขนของของกองทัพธรรมถูกกลุ่มอันธพาลขว้างปาสิ่งของต่างๆ เข้าใส่ ทั้ง ก้อนหิน ขวด และไม้ พร้อมตะโกนด่าเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นนอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะยืนเฉย ไม่ดูแลรักษาความปลอดภัยให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์แล้ว ยังไม่ปรากฏว่าได้มีความคืบหน้าในการดำเนินคดีความอาญากับกลุ่มอันธพาลของ รัฐบาลแต่ประการใด

วันที่ 27 มิถุนายน 2551 (อุดรธานี)

กลุ่ม นปก. กลุ่มคนรักอุดร และกลุ่มคนรักทักษิณ ซึ่งเป็นกลุ่มอันธพาลของรัฐบาลประมาณ 200 คน นำโดย นายขวัญชัย ไพรพนา ทำการด่าทอ ปาข้าวของใส่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยการเพิกเฉยของเจ้าหน้าที่รัฐ

วันที่ 11 กรกฏาคม 2551 (สกลนคร)

กลุ่มอันธพาลฯประมาณ 400คนใช้หนังสติ๊ก ถุงปัสสาวะ ก้อนหิน ขวดกระทิงแดงขว้างใส่เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมิได้ดำเนินการใดๆทั้งสิ้น

วันที่ 13 กรกฎาคม 2551 (เชียงใหม่)

เวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เชียงใหม่ ถูกกลุ่มอันธพาลของรัฐบาล นำโดย นายเพชรวัฒน์ พัฒนศิริกุล ประธานสภาประชาชนภาคเหนือ นายอัครเดช สุขลักษณ์ แกนนำเครือข่ายเหล้าพื้นบ้าน และ นายวิทยา ตันติภูวนาท หรือ แกนนำกลุ่มคนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย ได้ปาไข่เน่าใส่ไข่เน่าเข้าใส่…และหลังการปราศรัยของพันธมิตรจบลงกลุ่มต่อ ต้านได้เข้าปิดล้อมโรงยิมและขว้าง ไข่เน่า ถุงแกงบูด ถุงฉี่ ขวดน้ำ ก้อนหิน เข้าใส่ประชาชนที่เดินทางออกจากโรงยิมโดยไม่สนใจว่าเป็นเด็ก ผู้หญิง พระสงฆ์ หรือผู้สูงอายุใดๆ โดยตำรวจก็ไม่สามารถจับกุมกลุ่มอันธพาลนี้ได้แต่อย่างใด

วันที่ 17 กรกฏาคม 2551 (ศรีสะเกษ)

นายวีระ สมความคิด ที่เดินทางไปอุทยานเขาพระวิหาร ได้ถูกขัดขวางโดยตำรวจและอันธพาลของรัฐบาลที่สั่งการโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ปิดถนน หลังจากนั้นกลุ่มอันธพาลได้ขว้างปาท่อนไม้ และนำท่อนไม้เข้าตีกลุ่มพันธมิตรฯ จนได้รับบาดเจ็บหลายสิบราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ดำเนินคดีกับกลุ่มอันธพาลดังกล่าวแตประการใด

วันที่ 19 กรกฏาคม 2551 (เชียงราย)

กลุ่มอันธพาลของรัฐบาลในนาม เครือข่าย “คนเจียงฮายฮักประชาธิปไตย” ประมาณ 1,000 คน ยกขบวนปิดทางเข้าสนามบินเชียงรายเพื่อตรวจหากลุ่มพันธมิตร ทางกลุ่มต่อต้านยังได้แยกย้ายค้นตามสถานที่ต่างๆอย่างอุกอาจเช่น สำนักงานมูลนิธิพัฒนาชุมชนและเขตภูเขา ชุมชนป่างิ้ว เทศบาลนครเชียงราย ซึ่งเป็นสำนักงานของนางเตือนใจ ดีเทศน์ อดีต ส.ว. เชียงราย โดยปาสิ่งของเข้าใส่สำนักงาน ยิงหนังสติ๊กใส่,ปิดล้อมบ้านของ นายผ้าง พลชัย เจ้าของวิทยุชุมชนห้วยไคร้ 107.5 เมกะเฮิร์ตซ์ แกนนำพันธมิตร จ.เชียงราย และทำลายหม้อแปลงไฟหน้าบ้าน ทุบหลังคาบ้าน โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ดำเนินการใดๆ

วันที่ 23 กรกฏาคม 2551 (มหาสารคาม)

กลุ่มอันธพาลของรัฐบาล 400 คน บุกรื้อเวทีพันธมิตร จนเกิดการจลาจล หลังเหตุการณ์สงบ พบว่า นายการุณ ใสงาม ถูกปาด้วยอิฐและหนังสติ๊กยิงที่สีข้างและศีรษะและได้รับบาดเจ็บสาหัสจนต้อง เข้าโรงพยาบาล โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทั้งสิ้น

วันที่ 24 กรกฎาคม 2551 (บุรีรัมย์)

กลุ่มอันธพาลของรัฐบาลได้นำก้อนหิน ท่อนเหล็กบรรจุปูน ทำลายเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทุบทำลายลำโพง และทรัพยสิน ทางราชการ และขว้างปาด้วยก้อนหินและของแข็งใส่ผู้ชุมนุม

วันที่ 24 กรกฏาคม 2551 (อุดรธานี)

กลุ่มอันธพาลของรัฐบาล ในนามกลุ่มคนรักอุดร นำโดย ขวัญชัย ไพรพนา และ น้องชายนายธีระชัย แสนแก้ว ซึ่งเป็น ส.ส.พรรคพลังประชาชน ได้นำอาวุธมีด ขวาน ไม้หน้าสามติดตะปู ลูกหิน ลุยทำร้ายพันธมิตรฯพร้อมเผารื้อทำลายเวที ส่งผลพันธมิตรฯบาดเจ็บและสาหัสรวม 20 ราย

(หมายเหตุ:รวบรวมนำเสนอโดยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย)
ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
รมว.มหาดไทย

“เหตุการณ์เกิดจากกลุ่มพันธมิตรฯไม่ได้เรียกร้องประชาธิปไตย เนื่องจากรัฐบาลก็มาจากประชาธิปไตย มาจากการเลือกตั้ง แต่พันธมิตรฯกลับมาขับไล่ ทั้งขับไล่ตั้งแต่รัฐบาลพรรคไทยรักไทย พอเปลี่ยนมาเป็นพรรคพลังประชาชนก็วิพากษ์วิจารณ์มาตลอด ตอนพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ต่างประเทศ พันธมิตรก็บอกว่าหนีคดี แต่พอกลับมา บนเวทีปราศรัยก็ด่าพ.ต.ท.ทักษิณ เสียๆหายๆซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังชอบพ.ต.ท.ทักษิณอยู่

เมื่อพันธมิตรไปตั้งเวทีปราศรัยด่าทอ คนที่รักพ.ต.ท.ทักษิณก็ออกมาขับไล่ ผมยังอยากเจรจากับกลุ่มพันธมิตรว่า ทำอย่างนี้เพื่ออะไร ถ้าไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้ก็ควรวิจารณ์โครงสร้างรัฐบาล ไม่ใช่ด่าตัวบุคคล แล้วถ่ายทอดสด ด่าหยาบๆคายๆ คนที่ชอบอยู่ ก็ไม่พอใจ ถ้าพันธมิตรยังไม่ยุติพฤติกรรมเช่นนี้ เมื่อไปจังหวัดไหนที่เป็นฐานเสียงของรัฐบาล ก็จะทะเลาะกันไม่รู้จบ พันธมิตรคำนึงถึงประเทศชาติหรือไม่ว่า ข่าวออกไปทั่วโลกว่าคนไทยเข่นฆ่ากันเอง”
นายธีระชัย แสนแก้ว
รมช.เกษตรฯ-ส.ส.อุดรธานี

“ผมโทรศัพท์สอบถามไปยัง นายอุทัยซึ่งเป็นน้องชาย ตลอดจนผู้ว่าราชการจังหวัด และผู้การฯถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งได้เตือนน้องชายว่า ต้องระวังเพราะ เราเป็นการเมือง ทำอะไรอาจเป็นเหยื่อการเมืองได้ ขณะที่เกิดเหตุผมก็ไม่อยู่ เผอิญเป็นนามสกุลแสนแก้วด้วย ก็เลยเป็นโอกาสดีของสื่อ แต่คนที่พูดให้ตีและบอกว่าจะให้เงินคือไพรพนา ไม่ใช่น้องผม ผมก็บอกน้องชายว่า อย่าไปยุ่ง ซึ่งมันก็ตกใจเพราะไม่คิดว่าจะมีการตีกัน แต่ตอนนั้นต้องบอกว่า สส.อุดรฯไม่มีใครอยู่ ผมก็ไม่อยู่ ไอ้เราก็ไม่อยากให้เหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น ถ้าพันธมิตรไปเมื่อไหร่ ก็จะได้รับการต่อต้านทุกครั้ง เราไม่รู้จะทำอย่างไร พี่น้องเป็นสองกลุ่ม มันก็จุดนี้แหละ”
นายขวัญชัย ไพรพนา
ประธานชมรมคนรักอุดรธานี

“ที่เราออกมาคัดค้านพันธมิตรฯ เนื่องจากไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด ถ้ามีการตั้งเวทีและมีการยั่วยุอีก ผมก็จะทำแบบนี้อีก”

รัฐบาล-ฝ่ายค้าน ปะทะคารม ก่อนศึกซักฟอกจะระเบิดขึ้น

Published กันยายน 27, 2010 by SoClaimon

วันที่ 17/6/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ:หลังพรรค ประชาธิปัตย์มีมติจะยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี พร้อมกับมีรายชื่อรัฐมนตรีที่อยู่ในข่ายจะถูกอภิปรายพร้อมกับ นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ต่อไปนี้เป็นความเห็นของรัฐมนตรีที่จะถูกอภิปรายว่าเขาคิดอย่างไรกับเรื่อง นี้


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

“ขอ ฝากบอกพรรคประชาธิปัตย์ว่าอย่าลืมใส่ชื่อผม กลัวอย่างเดียวว่าจะไม่ยอมอภิปรายผม เดี๋ยวผมจะเหงา จะเป็นพระคุณมากหากมีชื่อผมใส่ไปด้วย อยู่ 1 ใน 6 คน ที่พรรคประชาธิปัตย์จะอภิปราย ผมจะส่งช่อดอกไม้ กระเช้าผลไม้ไปให้ที่พรรค ขอกราบอภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) อย่าลืมใส่ชื่อด้วย และมั่นใจว่าการขอเปิดอภิปรายของฝ่ายค้านไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของ รัฐบาลอย่างแน่นอน”


นายนพดล ปัทมะ
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

ผม รู้สึกเฉยๆ เพราะฝ่ายค้านทำตามหน้าที่เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้าน ซึ่งตราบใดที่ดำเนินการตามกฎหมายก็พร้อมที่จะชี้แจง ส่วนการที่ฝ่ายค้านจะอภิปรายกรณีกระทรวงต่างประเทศเจรจากับกัมพูชา เรื่องเขาพระวิหาร ที่ทำให้ไทยเสียดินแดน ตนเห็นว่า เป็นเรื่องไร้สาระโดยสิ้นเชิง กระทรวงต่างประเทศทำงานดีที่สุดแล้ว ไม่มีการเสียดินแดน ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย ทั้งนี้ จะนำเรื่องการขึ้นทะเบียนตัวปราสาทเขาพระวิหารเข้าสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันนี้ ก่อนที่จะเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันพรุ่งนี้ โดยยืนยันว่า เขาพระวิหารเป็นของกัมพูชา ตั้งแต่ปี 2505 ตามที่คณะรัฐมนตรีในสมัยนั้น ได้มอบให้กับกัมพูชา

การ อภิปรายไม่ไว้วางใจในสภา ไม่ควรมีการพาดพิงถึงบุคคลที่ 3 เพราะเขาไม่มีโอกาสมาชี้แจง อยากให้ฝ่ายค้านอภิปรายบนข้อเท็จจริง อย่าอยู่บนข่าวลือ เพราะอาจนำไปสู่ประเด็นทางการเมืองได้


นายสันติ พร้อมพัฒน์
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม

กระทรวงคมนาคมเชื่อว่าจะอธิบายและชี้แจงได้ทุกประเด็น ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านยื่นอภิปรายเรื่องการเช่ารถเมล์จำนวน 6,000 คันเพื่อติดตั้งก๊าซเอ็นจีวีโดยมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่ากระทำด้วยวิธิพิเศษ ไม่โปร่งใสนั้น นายสันติ กล่าวว่า เรื่องความโปร่งใส ความเป็นธรรมในทุกกรณีถือเป็นเรื่องที่กระทรวงคมนาคมให้ความสำคัญและสามารถ อธิบายได้ทุกเรื่อง ซึ่งเรื่องใช้วิธีพิเศษตนไม่เคยมีอยู่ในความคิดเรา มั่นใจ หากเมื่อใดเราทำงานด้วยความโปร่งใสและสามารถอธิบายได้ถึงตอนไหน ขั้นไหน เราก็สามารถอธิบายได้

เป็นห่วงประชาชนเพราะถือเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลกำลังเร่งปฏิบัติหน้าที่ใน ด้านต่าง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ น้ำมัน ที่ยังไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งรัฐบาลได้ใช้ความกล้าหาญที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาเหล่านี้และถือว่าระยะ เวลา 4 เดือนในการทำงานของรัฐบาลเริ่มจะเห็นผลในทางปฏิบัติที่ลงไปดูแลประชาชน แต่มีเรื่องต่างๆที่ฝ่ายค้านจะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจและยังไม่มีเหตุในการ อภิปรายโดยไม่มีที่มาที่ไป จึงส่งผลในการทำงานด้านเศรษฐกิจ ปัญหาความยากจน ปัญหาน้ำมันอาจจะเกิดอุปสรรค ทั้งนี้ อยากฝากสื่อมวลชนว่าในภาวะที่เศรษฐกิจและภาวะโลกเป็นอย่างนี้น่าจะเปิดโอกา ศให้รัฐบาลทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพก่อนจึงทำให้การทำงานล่าช้าออกไปบ้าง

กระทรวงคมนาคมพยายามดูโครงการที่สามารถดูและประชาชนทั้งในชนบท กรุงเทพมหานคร และเขตปริมณฑล โดยเฉพาะเรื่องการลดต้นทุนค่าใช้จ่าย เช่น โครงการขนส่งระบบร่างของกรุงเทพมหานครและเขตปริมณฑล โครงการรถไฟฟ้าทางคู่ที่จะวิ่งจากทิศตะวันออกไปยังทิศตะวันตกเพื่อลดต้นทุน การขนส่ง ซึ่งจากการศึกษาเกี่ยวกับต้นทุนขนส่งสินค้าอุปโภค บริโภค ซึ่งสิ่งเหล่านี้ใช้ต้นทุนในการขนส่งในประเทศไทยสูงกว่าต่างประเทศประมาณ 10 % ฉะนั้น หากมีการขนส่งรถไฟทางคู่หรือระบบรางที่มีประสิทธิภาพจะสามารถเพิ่มศักยภาพ ด้านการแข่งขันทางอุตสาหกรรมในด้านต่างๆได้


นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

จะ พยายามยื่นญัตติต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ทันวันที่17 มิถุนายน เพราะเห็นว่าบ้านเมืองมีปัญหา และประชาชนควรรับรู้ สาระสำคัญที่ตั้งใจพูดเพื่อให้ประชาชนรับรู้คือ รัฐบาลควรทำหรือไม่ทำอะไร สิ่งที่รัฐบาลทำมีเรื่องใดบ้างที่เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ซึ่งคิดว่าหลังการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2552 น่าจะมีเวลาพอที่จะอภิปรายฯ ได้ เพียงแต่ประธานสภาฯ ต้องเป็นกลาง อย่าไปขานรับนายกรัฐมนตรี

ส่วน จะอภิปราย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ด้วยตัวเองหรือไม่นั้น ยังไม่ได้คิด ต้องดูว่าคณะทำงานจะมอบหมายภารกิจอะไรให้ แต่ส่วนตัวไม่ให้ราคา ร.ต.อ.เฉลิม เพราะเมื่อเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แล้ว ไม่ทำในสิ่งที่ควรจะทำ หรือทำในสิ่งที่ไม่สมควรจะทำ ก็ต้องถูกอภิปราย โดยจะชี้ให้ประชาชนเห็นว่าคนเหล่านี้ไม่เหมาะสม ที่จะมาเป็นรัฐมนตรี ยิ่งอยู่นานไปก็เสียโอกาสของประชาชนและประเทศชาติ


นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย
ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน)

การ ร่างญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น จะแยกออกเป็น 2 ชุด โดยชุดแรก คือ ร่างญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 158 โดยในร่างจะระบุถึงพฤติกรรมของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ว่าไม่น่าไว้วางใจจากการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมกันนั้นพรรคจะเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้ดำรงตำแหน่งแทนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

จะ เน้นภาพรวมการบริหารงานที่บกพร่องล้มเหลว โดยร่างญัตติทั้ง 2 มาตรานี้ฝ่ายค้านจะชี้ประเด็นให้ประชาชนเห็นว่า พฤติกรรมรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ไม่หน้าไว้วางใจอย่างไร และเหมาะสมที่จะถูกอภิปรายไม่ไว้วางใจอย่างไร ซึ่งเชื่อว่ารัฐบาลจะต้องขัดขวางและหลีกเลี่ยงการตรวจสอบตามกระบวนการของ รัฐสภาอย่างแน่นอน โดยเฉพาะท่าทีของ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร แม้จะอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติแต่การทำงานกลับดูเหมือนว่าถูกครอบงำจากฝ่ายบริหาร อย่างชัดเจน เห็นได้จากกรณีที่ส.ว.และส.ส.เรียกร้องขอให้นายกรัฐมนตรี เปิดอภิปรายทั่วไปโดยไม่ลงมติ ตามมาตรา 179 แต่ประธานสภาผู้แทนราษฎร กลับออกมารับลูกนายกรัฐมนตรี ด้วยการไม่เปิดอภิปรายทั่วไป

หลากความคิด-หลายความเห็น ผ่าทางตันการเมืองไทย

Published กันยายน 26, 2010 by SoClaimon

วันที่ 5/6/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ:ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.มหาดไทยเสนอแนวคิดว่าจะขอให้นายทหารจปร.7มาช่วยเจรจากับพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯขณะที่มีความเห็นที่น่าสนใจจาก พล.อ.ภัลลพ ปิ่นมณี อดีตรองผอ.รมน.เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

หากนายกรัฐมนตรีให้ตนเองเจรจากับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะใช้ความสนิทสนมส่วนตัว ขอให้ พล.ต.มนูญกฤต รูปขจร และ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี ช่วยไปคุยกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ เนื่องจาก พล.ต.จำลอง ถือเป็นผู้มีเครดิตทางสังคมถอนตัวจากการชุมนุม เรื่องจะยุติ

-นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ เพื่อคลี่คลายสถานการณ์ทางการเมือง

หากตั้งรัฐบาลแห่งชาติจะเอารัฐธรรมนูญไปไว้ที่ไหน

-กรณีที่ นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน เตรียมยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ให้ไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ กรณีการทำสัญญาการดำเนินการของสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 และ ยูบีซี สมัยเป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

ในช่วงเวลาดังกล่าวสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 มีหลายพื้นที่ที่รับสัญญาณไม่ได้ ทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 จึงเสนอเงินช่วยเหลือนับ 100 ล้านบาท ให้ปรับปรุง โดยทางช่อง 3 ขอให้ต่อสัญญา หรือขยายเวลาเพิ่มเติมจากสัญญาที่ทำไว้ จึงได้นำเรื่องเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ซึ่งสมัยนั้นมีพรรคชาติไทย และพรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคร่วมรัฐบาล และคณะรัฐมนตรีก็ได้อนุมัติ

ขณะนี้หน่วยงานด้านการข่าวของตนเองระบุว่า ในเร็วๆ นี้จะมีการสร้างสถานการณ์ความวุ่นวายเกิดขึ้นแล้วโทษว่าเป็นฝีมือของรัฐบาล โดยยืนยันว่า รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังอย่างแน่นอน เพราะอาจส่งผลกระทบรุนแรง รัฐบาลอาจเสียหายได้


พล.ต.จำลอง ศรีเมือง
แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

พันธมิตรฯ ยังคงปิดการจราจร เพราะเป็นห่วงความปลอดภัยของกลุ่มผู้ชุมนุมที่อาจถูกพวกต่อต้านแฝงตัวเข้ามา ทำร้าย นอกจากนี้ ยังยืนยันจะปักหลักชุมนุมต่อไปเพื่อต่อต้านรัฐบาลที่หมดความชอบธรรมในการ บริหารประเทศ ทั้งนี้ พร้อมจะเคลื่อนย้ายสถานที่ชุมนุม หากมีเงื่อนไขและเวลาที่เหมาะสม

“การปรับรูปแบบการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร พร้อมที่จะปรับ รับฟังความเห็นข้อเสนอของทุกฝ่าย แต่ต้องพิจารณาไปตามสถานการณ์ ขณะที่การเปิดให้มีการเข้ามาเจราจาทางพันธมิตรฯ ยังเปิดให้มีอยู่ตลอดเวลา แต่ยังไม่มีใครมาเจรจาแต่อย่างใด ถ้ามีการเจรจา ทางพันธมิตรฯ คงต้องนำมาหารือกับทางแกนนำพันมิตร และผู้ชุมนุมแล้วสรุปมาเป็นมติตามระบอบประชาธิปไตยต่อไป”

-ข้อเสนอตั้งรัฐบาลแห่งชาติของ น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส

ถือเป็นเรื่องที่ดี รู้สึกเห็นด้วยที่กล้าชี้แนะ เพราะ น.พ.ประเวศ ไม่มีส่วน ได้ส่วนเสีย วางตัวเป็นกลางตลอดมา


พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี
อดีตรองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)

-กรณีที่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย จะขอร้องให้ พล.อ.พัลลภ ช่วยเจรจากับ พล.ต.จำลอง เพื่อให้ยุติการประท้วงขับไล่รัฐบาล

ยังไม่เห็นมีใครมาขอร้อง หรือมาติดต่อให้เข้าไปเคลียร์กับ พล.ต.จำลอง และยังไม่เจอ ร.ต.อ.เฉลิม เลย ยังพูดอะไรไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร

-หาก ร.ต.อ.เฉลิม มาขอร้องให้ไปช่วยเคลียร์ม็อบพร้อมที่จะช่วยเหลือหรือไม่

เรื่องนี้จะต้องดูเงื่อนไขที่ ร.ต.อ.เฉลิม จะมาขอร้อง ตนยังตอบไม่ได้ในเวลานี้ แต่เท่าที่ดูแล้วการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย มันยากที่จะเข้าไปเจรจา หรือขอร้องให้เลิกการชุมนุม การชุมนุมมันไกลเกินกว่าที่จะมีการเจรจาแล้ว

“ผมติดตามการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรมาตลอด จึงรู้ว่ามันไกลเกินว่าที่จะมีการเจรจาไกล่เกลี่ย เพราะการชุมนุมมันไม่ได้อยู่แค่การขับไล่รัฐบาลให้ออกไปอย่างเดียว แต่มันไปถึงระบอบทักษิณแล้ว มันคงยาก แม้ว่าผมกับ พล.ต.จำลอง เป็นเพื่อน จปร.7 ด้วยกันก็ตาม เพราะการตัดสินใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับที่ พล.ต.จำลอง เพียงคนเดียว แต่ขึ้นอยู่กับทั้ง 5 แกนนำ”

-ดูแล้วสถานการณ์บ้านเมืองจะจบลงอย่างไร

ยังไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะจบลงอย่างไร แต่เรื่องการชุมนุมประท้วงถือว่าไกลไปมากแล้ว การไกล่เกลี่ยคงยากมาก แกนนำกลุ่มพันธมิตรเขาหนักแน่นมีการประชุมร่วมกันตลอดเวลา ก่อนจะออกมาเป็นมติ และแถลงการณ์ผ่านทางเวทีแต่ละครั้ง จึงเป็นการยากที่จะเข้าไปพูดคุยกับ พล.ต.จำลอง ส่วนแนวทางจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติเพื่อคลี่คลายสถานการณ์ปัญหาบ้านเมืองนั้น ยังไม่รู้ จะต้องดูก่อน

%d bloggers like this: