รายงานพิเศษ

All posts tagged รายงานพิเศษ

เซลส์กลับใจ..เผยกลยุทธ์‘ยา-ฮอร์โมน’ขายส่ง‘เล้าหมู’

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151214/218566.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันจันทร์ที่ 14 ธันวาคม 2558
เซลส์กลับใจ..เผยกลยุทธ์‘ยา-ฮอร์โมน’ขายส่ง‘เล้าหมู’

เซลส์กลับใจ..เผยกลยุทธ์ ‘ยา-ฮอร์โมน’ขายส่ง‘เล้าหมู’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

           “อยากรู้จริงหรือ? วงจรเล้าหมูมันซับซ้อนนะ กว่าจะมาเฉือนขายที่แผงตลาด ชาวบ้านโดนรุมกระหน่ำทั้งบริษัทใหญ่กับเจ้าหน้าที่เกษตร เจ้าหน้าที่ธนาคารร่วมกันหมด”

“วารี” (นามสมมุติ) นักเทคนิคการสัตวแพทย์ เปิดเผยถึงชีวิตที่เคยเป็นเซลส์ขายยาส่งเล้าหมูทั่วไทย ก่อนกลับใจมาทำ “ฟาร์มหมูปลอดภัย” ให้ฟังว่า

หลังเรียนจบสาขาเทคนิคการสัตวแพทย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ก็สมัครเข้าเป็นเซลส์ขายยาให้ฟาร์มเลี้ยงปศุสัตว์ โดยเน้นที่ฟาร์มหมูเป็นพิเศษ หากขยันเดินทางจะทำรายได้ดีไม่ต่ำกว่าเดือนละ 4-5 หมื่นบาท บางคนอาจบวกราคาเพิ่มหากสามารถขายยายี่ห้อที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง หรือยาไม่ได้ขึ้นทะเบียนไม่มีใบรับรอง

โดยยาที่ขายนั้นแบ่งเป็น 3 ชนิดด้วยกันคือ 1 ยาที่ใช้ผสมอาหารเป็นลักษณะผง 2 ยารักษาเชื้อไวรัสใส่เป็นขวดแก้วใช้วิธีฉีด และ 3 ยาประเภทวัคซีนต่างๆ

ทังนี้ ยาที่นิยมใช้มากเป็นกลุ่มยาปฏิชีวนะในกระบวนการเลี้ยงสัตว์ เหมือนกันหมดทั้งที้ใช้ในหมู ไก่ ปลา และยังมีสารเคมีประเภท “ฮอร์โมน” ช่วยเร่งให้หมูเติบโตเร็วเพื่อให้ได้ขนาดตามที่บริษัทกำหนด เนื่องจากฟาร์มหมูขนาดใหญ่จะเป็น “คอนแทร็กฟาร์ม” หรืออยู่ภายใต้ “โครงการเกษตรพันธสัญญา” ที่มีบริษัทใหญ่บังคับให้ซื้อลูกหมู อาหาร ยา และสิ่งอื่นๆ

“ขายยาไปได้ 2-3 ปีก็เลิก เพราะรู้ว่าอันตรายมาก บางทีหมูไม่ได้เป็นอะไร เจ้าของเล้าก็ให้ยาเยอะๆ เพื่อป้องกัน เราเองเป็นเซลส์ก็พยายามพูดเกลี้ยกล่อมให้เขาใช้ยา หมูตัวเล็กก็เน้นยาไม่ให้หมูติดโรค หมูโตหน่อยก็เน้นขายฮอร์โมนเร่งให้โตเร็ว หากหมูใกล้ขายก็เน้นสารเคมีที่ช่วยให้หมูมีเนื้อแดง ยาพวกนี้จะได้กำไรคือพวกไม่มียี่ห้อ ถ้าต้นทุน 100 กว่าบาทขายได้เกือบ 300 บาท เล้าหมูใหญ่ๆ ที่เลี้ยงพันตัวขึ้นไป ต้องซื้อยาเดือนละหลายแสนบาท เซลส์กับบริษัทมีรายได้จากตรงนี้

สุดท้าย “วารี” ก็พบจุดเปลี่ยนชีวิตทำให้ต้องเลิกขายยา เพราะแม่ไม่สบาย เนื่องจากเป็นแม่ค้าขายหมูที่ตลาด ต้องสัมผัสและกินหมูเยอะ เมื่อแม่ป่วยหนักวารีตัดสินใจเลิกเป็นเซลส์ หันมาเรียนรู้การทำฟาร์มหมูปลอดสารพิษแทน ใช้ขมิ้นแทนยา และไม่ใช้อาหารที่ซื้อจากบริษัท เพราะรู้ดีว่าบริษัทพวกนี้จะแอบใส่ยาหรือฮอร์โมนผสมเข้าไปในอาหารช่วยเร่งให้หมูโตเร็ว

“วารี” เล่าต่อว่า ตลาดหมูปลอดสารพิษไปได้ดีมาก ปัจจุบันเลี้ยงไว้ 20 ตัว ตอนนี้ถูกจองซื้อหมดแล้วไว้สำหรับเทศกาลปีใหม่ ราคาดีกว่า เพราะหมูทั่วไปขายกิโลละ 100 กว่าบาท แต่หมูปลอดสารขายได้ 200-300 บาท อยากให้เจ้าของเล้าหมูที่เคยตกเป็นเหยื่อของพวกบริษัทคอนแทร็กฟาร์มเปลี่ยนมาเลี้ยงแบบธรรมชาติ ใช้สมุนไพรและอาหารที่ไม่ต้องซื้อจากบริษัท แม้ว่าจะเลี้ยงได้ไม่เยอะ แต่ปลอดภัยและราคาดี ไม่ตกอยู่ภายใต้สัญญาไม่เป็นธรรมหรือสัญญาทาส

“ส่วนใหญ่พวกบริษัทจะเข้าหาเกษตรกรหน้าใหม่ กลุ่มมีที่ดินขนาดใหญ่ แล้วหลอกล่อให้ไปกู้ยืมเงินจาก ธ.ก.ส. เจ้าหน้าที่จะให้เงินกู้เยอะถ้ามีคอนแทร็กฟาร์ม เริ่มกู้ตั้งแต่ 4-5 ล้านบาท จากนั้นเข้าสู่วงจรใต้คำสั่ง ใครไม่เชื่อฟังจะถูกกลั่นแกล้ง เอาลูกหมูติดเชื้อโรคมาผสมให้เลี้ยง พอลูกหมูหลายร้อยตัวตาย ก็ขาดทุนต้องกู้เพิ่ม ยิ่งเป็นหนี้ไปเรื่อยๆ ส่วนเล้าหมูที่ประสบความสำเร็จคือกลุ่มที่บริษัทพวกนี้อยากให้เป็นฟาร์มหมูตัวอย่าง ให้คนมาเยี่ยมชม จะได้เข้าร่วมโครงการของบริษัทเขา ตอนนี้ทั่วประเทศไทยมีประมาณ 3- 4 บริษัทที่เป็นเจ้าของสัญญา”

“วารี” กล่าวเตือนว่า เกษตรกรคนใดที่ได้รับการเชื้อเชิญ ควรศึกษาให้ดีโดย 1.ต้องไปดูฟาร์มหรือเล้าหมูหลายๆ แห่ง อย่าไปเฉพาะที่บริษัทแนะนำ ต้องไปสืบหาด้วยตัวเอง เพื่อเรียนรู้ว่าดีจริงหรือไม่ 2.ควรหาทนายความหรือผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูรายละเอียดในสัญญาเพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบ

ข้อมูลจากเครือข่ายเกษตรพันธสัญญาสำรวจพบว่า ใน 10 จังหวัดใหญ่ เช่น ขอนแก่น เชียงใหม่ ลพบุรี ฯลฯ เฉพาะปี 2556 มีเกษตรกร 1,760 รายตกอยู่ภายใต้สัญญาไม่เป็นธรรม ก่อให้เกิดหนี้สินไปประมาณ 1,200 ล้านบาท นอกจากนี้ยังพบว่า เกษตรกรที่มาทำคอนแทร็กฟาร์มมีโอกาสขาดทุนมากกว่ากำไร โดยผู้เลี้ยง “ไก่เนื้อ” โอกาสขาดทุน 100% ไก่ไข่ 63% สุกร 70% และผู้เลี้ยงปลาในกระชังมีโอกาสขาดทุนประมาณ 49% เนื่องจาก สิ่งของ อาหาร ยา เครื่องใช้ที่จำเป็น ต้องซื้อจากบริษัทในราคาสูงกว่าตลาดทั่วไป และถูกกดราคาเวลานำไปขายคืนให้บริษัท

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีเทคนิคบังคับให้ใช้สารเคมี ยาปฏิชีวนะ ฮอร์โมนในปริมาณที่เกินกว่ามาตรฐานทำให้มีการตกค้างของยาปฏิชีวนะหรือสารเคมีในสัตว์เลี้ยง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพเกษตรกรหรือลูกจ้างผู้อยู่ใกล้ชิดสัตว์เหล่านี้

ข้อมูลจากเครือข่ายเกษตรพันธสัญญาอ้างถึงงานวิจัยจากโรงพยาบาลศิริราชว่า เมื่อนำเนื้อไก่จากห้างสรรพสินค้ามาตรวจหาการตกค้างของยาปฏิชีวนะในเนื้อ ทำให้พบเชื้อโรคที่ดื้อยาปฏิชีวนะ จึงเกิดข้อสงสัยว่าการใช้ยาปฏิชีวนะมากเกินกว่ามาตรฐาน ทำให้เชื้อโรคในไก่เนื้อเกิดการดื้อยาขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคที่กินไก่หรือหมูหรือสินค้าเกษตรที่เต็มไปด้วยยาหรือสารเคมีตกค้าง มีพิษร้ายอันตรายสะสมในร่างกายก่อให้เกิดมะเร็ง โรคระบบทางเดินหายใจ ภูมิแพ้ หรือมีอาการทางจิตประสาท ฯลฯ

“อุบล อยู่หว้า”  แกนนำเครือข่ายเกษตรพันธสัญญา ให้ข้อมูลว่า ตอนนี้ประเทศไทยกำลังจะออกกฎหมายใหม่ เป็น “ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการคุ้มครองระบบเกษตรพันธสัญญา” เสนอต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา

“มีเกษตรกรไม่น้อยกว่า 4 แสนครอบครัวที่ตกอยู่ใต้สัญญาไม่เป็นธรรม เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนทุกอย่าง ค่าไฟ ค่าสถานที่ ค่าแรง โรงเรือน วัสดุ ค่าอาหาร ไม่มีโอกาสต่อรองกับบริษัทยักษ์ใหญ่ได้ ควรมีหน่วยงานรัฐที่เป็นคนกลางเข้ามาดูแล เพราะแม้แต่ธนาคารก็ไปเข้าข้างนายทุนรุมซ้ำเติมเจ้าของเล้าหมู หรือ ชาวไร่ชาวนา” อุบล กล่าวทิ้งท้าย​

หลังจากเครือข่ายเกษตกรเสนอ “ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการคุ้มครองเกษตรพันธสัญญา” ต่อประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน

จากนี้ไปคงต้องลุ้นกันต่อว่า “รัฐบาล คสช.” จะให้ความสำคัญกับปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรและผู้บริโภคที่ต้องกินอาหารที่เต็มไปด้วยสารเคมีพิษร้ายอย่างไร

สรุป 10 สาระสำคัญ

“ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองเกษตรพันธสัญญา”

1 ห้ามส่ง “พันธุ์พืช-สัตว์” “อาหาร” “ยา” “ปัจจัยผลิต” ที่ไม่มีคุณภาพให้แก่เกษตรกรหรือคู่สัญญา

2 ห้ามทำสัญญา “ได้เปรียบ” อีกฝ่ายหนึ่ง

3 “ผู้ประกอบธุรกิจทางการเกษตร” ต้องจดทะเบียนกับหน่วยงานรัฐ

4 ต้องเปิดเผยข้อมูลสัญญาต่อสาธารณะ

5 กระทรวงเกษตรและกระทรวงยุติธรรม ต้องจัดฝึกอบรมให้ความรู้ และประเมินผลงานให้เกษตรกรรับทราบ

6 รัฐต้องมีมาตรการส่งเสริม “การลงทุน” และ “ภาษีอากร” ให้กับบริษัทหรือเอกชนที่ประกอบธุรกิจด้านการเกษตรพันธสัญญา

7 ทั้งฝ่ายเกษตรกรและบริษัทเอกชนทั้ง 2 ฝ่ายต้องร่วมกันรับผิดชอบหากทำความเสียหายให้แก่ “สิ่งแวดล้อม”

8 เมื่อเกิดโรคระบาด ภัยพิบัติ เหตุสุดวิสัย ฯลฯ หากเกษตรกรได้รับเงินชดเชยจากรัฐบาลต้องจัดสัดส่วนให้แก่ฝ่ายคู่สัญญาด้วย

9 แต่งตั้ง “คณะกรรมการระงับข้อพิพาท” ทุกจังหวัด มีตัวแทนจากภาครัฐ เช่น กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงแรงงาน กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงยุติธรรม

10 เมื่อมีการร้องเรียนต้องพิจารณาระงับข้อพิพาทให้เสร็จสิ้นภายใน 1 เดือน โดยผู้ที่ทำผิดต้องรับโทษจำคุก 2 ปี หรือปรับ 2 แสน-1 ล้านบาท ตามที่กฎหมายกำหนด

‘พ.ร.บ.จีเอ็มโอ’ข้อดี-ข้อเสีย!

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20151209/218286.html

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันพุธที่ 9 ธันวาคม 2558
‘พ.ร.บ.จีเอ็มโอ’ข้อดี-ข้อเสีย!

‘พ.ร.บ.จีเอ็มโอ’ข้อดี-ข้อเสีย! : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

           20 ปีมาแล้ว ที่คนไทยถกเถียงกันว่า จะเอา “จีเอ็มโอ” หรือไม่เอา?

ล่าสุดวันที่ 24 พฤศจิกายน 2558 คณะรัฐมนตรี มีมติผ่าน “ร่างพระราชบัญญัติความปลอดภัยทางชีวภาพและเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ พ.ศ. ….” หรือเรียกว่า “พ.ร.บ.จีเอ็มโอ” เรียบร้อยแล้ว รอเพียงส่งให้สนช.เอาไปพิจารณาออกเป็นกฎหมายเท่านั้น…

“จีเอ็มโอ” ย่อมาจาก Genetically Modified Organisms (GMOs) หมายถึง สิ่งมีชีวิตทั้งพืชและสัตว์ที่ถูก “ดัดแปลงพันธุกรรม” คือการตัดต่อเอายีนของสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่ง มาใส่เข้าไปในยีนสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งปกติไม่เคยผสมพันธุ์กันได้เองตามธรรรมชาติ เพื่อให้เกิดเป็น “สิ่งมีชีวิตชนิดใหม่” มีคุณลักษณะตามความต้องการของผู้ตัดต่อ เช่น

– “มะเขือทนหนาว” การตัดต่อยีนทนความหนาวเย็นจากปลาขั้วโลกผสมกับมะเขือเทศ ทำให้มะเขือเทศชนิดนี้ปลูกในที่อากาศหนาวเย็นได้

– “ถั่วเหลืองจีเอ็มโอ” การตัดต่อยีนจากแบคทีเรียมาใส่ในยีนถั่วเหลือง เพื่อให้ถั่วเหลืองทนทานต่อยาปราบวัชพืช

– “มะละกอจีเอ็มโอ” การนำยีนจากไวรัสใบด่างวงแหวนมาตัดต่อใส่ในมะละกอ เพื่อให้มะละกอต้านทานโรคไวรัสชนิดนี้ได้

ล่าสุดต้นปี 2557 นักวิทยาศาสตร์อังกฤษใช้เทคโนโลยีจีเอ็มโอพัฒนามะเขือเทศสายพันธุ์สีม่วงขึ้นมา โดยนำยีนเม็ดสีม่วงจากต้นลิ้นมังกร (snapdragon) มาตัดต่อใส่เข้าไปในยีนของมะเขือเทศ ทำให้ได้เป็นมะเขือเทศสีม่วงขึ้นมาแทน

ปัจจุบัน พืชจีเอ็มโอที่วางขายตามท้องตลาด ได้แก่ ถั่วเหลือง ข้าวโพด มันฝรั่งมะเขือเทศ มะละกอ และฝ้าย

สำหรับ “สัตว์จีเอ็มโอ” ที่มีชื่อเสียงโด่งดังคือ “ปลาแฟรงเกนแซลมอน” (Frankensalmon) เกิดจากนำปลาแซลมอนธรรมดามาตัดต่อใส่ยีนที่ช่วยทำให้กินอาหารเยอะและเร่งการเจริญเติบโต ผลปรากฏว่า แซลมอนตามธรรมชาติปกติอายุ 18 เดือน มีความยาว 13 นิ้ว และหนัก 2.8 ปอนด์ แต่ปลาแฟรงเกนแซลมอนอายุเท่ากัน ตัวใหญ่ยาวถึง 24 นิ้ว น้ำหนักมากขึ้นเกือบ 3 เท่า

องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา ประกาศว่าปลาแซลมอนจีเอ็มโอ เป็นอาหารปลอดภัยสำหรับมนุษย์และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมโดยที่นักอนุรักษ์ธรรมชาติและประชาชน 2 สองแสนกว่าคนลงชื่อคัดค้าน เพราะกลัวว่าจะทำให้เกิดภูมิแพ้อาหารทะเล และถ้าปลาจีเอ็มโอหลุดไปในธรรมชาติอาจเกิดทำลายสิ่งแวดล้อมและทำลายสายพันธุ์ปลาแซลมอนดั้งเดิมได้

ส่วนปรากฏการณ์ “จีเอ็มโอ” ในไทยนั้น ย้อนไปตั้งแต่ปี 2538 กรมวิชาการเกษตรอนุญาตให้ “บริษัทมอนซานโต้” นำเข้า “ฝ้ายจีเอ็มโอมาทดลอง” ปี 2542 มีเอ็นจีโอไปร้องเรียนว่าพบการปนเปื้อนฝ้ายจีเอ็มโอออกมานอกพื้นที่ทดลองที่ จ.เลย และมาละกอจีเอ็มโอหลุดออกมานอกแปลงทดลองเช่นกันที่ จ.ขอนแก่น แต่ที่เป็นข่าวโด่งดังคือข้าวโพดจีเอ็มโอของแปลงทดลองบริษัทมอนซานโต้มาปนเปื้อนพื้นที่ของเกษตรกรใกล้เคียงใน จ.พิษณุโลก

แม้ว่าประเทศไทยจะมีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์และข้าราชการกระทรวงเกษตรฯ ที่พยายามผลักดันกฎหมายเพื่ออนุญาตให้มีการทดลองและนำเข้าอย่างเสรี แต่ก็ถูกคัดค้านโดยเครือข่ายผู้ต่อต้านจีเอ็มโอมาตลอด

จนกระทั่ง คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ “ร่าง พ.ร.บ.ความปลอดภัยทางชีวภาพฯ” ที่นำเสนอโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ขั้นตอนต่อไปคือส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง และส่งไปสอบถามความคิดเห็นของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม ฯลฯ ก่อนเสนอให้ “สภานิติบัญญัติแห่งชาติ” (สนช.) พิจารณาออกเป็นกฎหมายบังคับใช้

พ.ร.บ.จีเอ็มโอมีทั้งหมด 109 มาตรา สามารถสรุปสาระสำคัญออกมาได้ 5 ข้อดังนี้

1.แต่งตั้ง “คณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพแห่งชาติ” เป็นผู้ดูแล มีกรรมการโดยตำแหน่ง 12 คน กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ 10 คน มีปลัดกระทรวงทรัพยากรฯ เป็นประธานกรรมการ

2.ผู้จะนำเข้าและส่งออกอะไรที่เกี่ยวกับจีเอ็มโอหรือ “สิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม” ต้องขออนุญาต

3.ไม่บังคับใช้กับสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมที่เป็น “ยา” เพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่แล้ว

4.ห้ามไม่ให้ปล่อยสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรมใดๆ สู่สิ่งแวดล้อม เว้นแต่ได้รับอนุญาต กำหนดโทษทางอาญาทั้งจำคุกและโทษปรับมาใช้บังคับแก่ผู้ที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้

5.กำหนดให้รับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนหากพบ “อันตรายในสุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์” หรือความเสียหายที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นพิสูจน์ได้ว่าความเสียหายดังกล่าวเกิดจาก “เหตุสุดวิสัย” หรือเกิดขึ้นจากการกระทำของผู้เสียหายเอง

ด้าน เครือข่ายภาคประชาชนที่คัดค้าน พ.ร.บ.จีเอ็มโอ วิเคราะห์ว่า กฎหมายฉบับนี้คือการเปิดโอกาสให้บริษัทเมล็ดพันธุ์ต่างชาติเข้ามาผูกขาดการค้าในประเทศไทย และเป็นการเปิดให้มีการทดลองพืชสัตว์จีเอ็มโออย่างเสรี ทั้งที่ปัญหาอันตรายของอาหารจีเอ็มโอมีการรายงานออกมาเป็นระยะๆ เช่น ทำให้เกิดการดื้อยาต้านปฏิชีวนะ อาจทำให้ยาบางตัวที่เคยรักษาในคนได้ผลแต่ถ้ากินอาหารจีเอ็มโอมากๆ จะทำให้ดื้อยาบางตัวได้ หรืออาจทำให้เกิดจุลินทรีย์สายพันธุ์ใหม่ที่อาจดื้อยาปฏิชีวนะ

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์จีเอ็มโอที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อมทั่วไป อาจมีผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่ที่มีลักษณะเด่นเหนือกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมในธรรมชาติมาก จนทำลายหรือกลืนสายพันธุ์ดั้งเดิมให้สูญพันธุ์ไปได้ อย่างเช่นกรณีปลาแซลมอน ยิ่งไปกว่านั้นอาจมีการถ่ายทอดศัตรูพืชดื้อต่อสารเคมีปราบศัตรูพืช หรือที่เรียกกันว่า “สุดยอดแมลง” (super bug)” หรือ “สุดยอดวัชพืช(super weed)” ที่ฆ่าอย่างไรก็ไม่ตาย เพราะทนทานต่อสารเคมีทุกประเภท

“วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ” ผอ.มูลนิธิชีววิถี (ไบโอไทย:BioThai) ผู้ติดตามปัญหาจีเอ็มโอมานานกว่า 20 ปี วิเคราะห์ให้ฟังว่า ความน่ากังวลใน พ.ร.บ.จีเอ็มโอข้างต้นมี 3 ประเด็นด้วยกัน

1. “คณะกรรมการความปลอดภัยทางชีวภาพแห่งชาติ” เป็นฝ่ายราชการที่มีผู้ทำงานหลัก คือ “กรมวิชาการเกษตร” และ “ศูนย์ไบโอเทค”(ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ) ทั้ง 2 หน่วยงานนี้ คือผู้สนับสนุนการนำเข้าจีเอ็มโอมาตลอด ทั้งที่คณะกรรมการที่ดีควรมาจากหลายฝ่ายเข้าไปช่วยกันคิด เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพของคนไทยทั้งประเทศ

2.กฎหมายบางข้อเขียนโดยฝ่ายสนับสนุนจีเอ็มโอเปิดช่องให้บริษัทผู้ค้าเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ โดยเฉพาะกรณีพันธุ์จีเอ็มโอปนเปื้อนไปในธรรมชาติ บริษัทไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งทางแพ่งและทางอาญา และ ข้อ 3.คือการระบุให้รับผิดชอบถ้าพบอันตรายในสุขภาพของมนุษย์-สัตว์ หรือความเสียหายที่เกี่ยวข้อง ยกเว้นการเกิดจาก “เหตุสุดวิสัย” หรือเกิดขึ้นจาก “การกระทำของผู้เสียหาย”

“ปกติในต่างประเทศระบุชัดเจนเลยว่ายกเว้นเฉพาะ กรณี 2 เรื่องเท่านั้นคือ “เกิดภัยพิบัติธรรมชาติร้ายแรง” หรือ “เกิดสงคราม” แต่ร่าง พ.ร.บ.ของไทยใช้คำว่า “เหตุสุดวิสัย” ทำให้ตีความกว้างไปและอาจเป็นประโยชน์ต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อยากให้รัฐบาลระวังและพิจารณาทั้ง 3 ประเด็นนี้อย่างรอบคอบ เพราะอาจตกเป็นเหยื่อของกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ และบริษัทเอกชนบางแห่งในไทยได้” วิฑูรย์กล่าวเตือน

9 ธันวาคม 2558 เครือข่ายเกษตรอินทรีย์และเครือข่ายผู้บริโภค จะระดมพลนัดรวมกันที่ศาลากลางทุกจังหวัดทั้ง 77 แห่งทั่วประเทศไทย เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.จีเอ็มโอ

การคัดค้านจะส่งเสียงถึงรัฐบาลประยุทธ์มากน้อยแค่ไหน ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะร่างกฎหมายฉบับนี้คือจุดเปลี่ยน “ระบบนิเวศและความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย”

รายงานพิเศษ : เกษตรกรนครพนมปลูกใบยาสูบ ชาวนา‘โนนกระสัง’เมืองย่าโม

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/196005

วันพุธ ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
“ยาสูบ” นับเป็นพืชเศรษฐกิจที่ยังคงเป็นหลักประกันสร้างความมั่นคงด้านรายได้ให้กับเกษตรกรชาวไร่ยาสูบ ซึ่งมีจำนวนกว่า 45,000 ครัวเรือน ทั่วประเทศ และยาสูบยังเป็นต้นน้ำของอุตสาหกรรมที่นำส่งรายได้ภาษีสรรพสามิตยาสูบ กว่า 62,734 ล้านบาท เข้าประเทศในปีงบประมาณ 2558 ซึ่งภาคอีสาน นับเป็นพื้นที่เพาะปลูกยาสูบพันธุ์โอเรียนทอล หรือ เตอร์กิช ซึ่งเป็นใบยาที่เป็นที่ต้องการในตลาดโลก จากข้อมูลของกรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ในพื้นที่ภาคอีสานมีผลผลิตใบยาสูบในระหว่างปี 2557-2558 อยู่ที่กว่า 10.8 ล้านกิโลกรัม โดยประมาณ ในขณะที่ผลผลิตใบยาสูบของชาวไร่ยาสูบทั่วประเทศในปี 2557-2558 อยู่ที่กว่า 50 ล้านกิโลกรัม

รูปแบบการปลูกยาสูบของเกษตรกรในภาคอีสาน จะปลูกในลักษณะพืชหลังนา เสริมรายได้ ที่สำคัญยังเป็นพืชที่ใช้น้ำน้อย และสามารถสร้างรายได้ให้เป็นอย่างดี เช่นคุณตะวัน ชนะเคน อยู่บ้านเลขที่ 3 หมู่ที่ 10 ตำบลเรณู อำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม โดยใช้พื้นที่นา จำนวน 5 ไร่ จากที่มีอยู่ทั้งหมด 30 ไร่ มาปลูกยาสูบเป็นรายได้เสริม คุณตะวัน บอกว่า เนื่องจากสภาพแวดล้อมบ้านเราต้องอาศัยน้ำฝนในการทำนา ในปีหนึ่งๆ จึงทำนาได้ครั้งเดียว โดยปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว เมื่อหมดหน้านา เกษตรกรที่นี่ก็จะปลูกยาสูบกัน โดยส่วนตัวก็ทำมานานกว่า 20 ปีแล้ว ในการปลูกใบยาสูบนั้นมีการจัดการดูแลแปลงปลูก ยาสูบตั้งแต่การเริ่มเพาะกล้า จนถึงการเก็บเกี่ยว เพื่อให้ได้ยาสูบที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาด ตามคำแนะนำของ บริษัท อดัมส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้รับซื้อและส่งออกใบยาสูบ ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลา กว่า 46 ปี ซึ่งปัจจุบันการทำไร่ยาสูบสามารถสร้างรายได้เสริมจากการทำนาได้เป็นอย่างดี โดยในรอบที่ผ่านมามีรายได้ประมาณ 130,000 บาท จากการใช้พื้นที่ปลูก 5 ไร่ โดยมีแรงงานในครอบครัว 5 คนช่วยกันทำ จึงช่วยให้ขณะนี้ทั้งตนและคนอื่นๆ ในหมู่บ้านไม่ต้องจากบ้านไปทำงานที่อื่น พอหมดหน้านาก็ปลูกยาสูบกัน เพราะมีรายได้อยู่ได้อย่างสบาย

ทั้งนี้ การดำเนินการส่งเสริมการปลูกยาสูบเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มากด้วยคุณภาพนั้น ทางบริษัทผู้เกี่ยวข้องได้พยายามในการยกระดับการประกอบอาชีพของเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดได้มีการนำหลักปฏิบัติที่ดีด้านแรงงานเกษตร (Agricultural Labor Practices-ALP) มาส่งเสริมให้กับเกษตรกรชาวไร่ยาสูบในพื้นที่ส่งเสริมได้ปฏิบัติ ซึ่ง คุณพงศธร อังศุสิงห์ ผู้อำนวยการแผนกบรรษัทสัมพันธ์ ฟิลลิป มอร์ริส (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด ผู้นำเข้าผลิตภัณฑ์ยาสูบและผู้รับซื้อใบยาสูบจากประเทศไทยเพื่อการส่งออก กล่าวว่า ชาวไร่ยาสูบถือเป็นหัวใจสำคัญของฟิลลิป มอร์ริส บริษัทมีการรับซื้อใบยาสูบจากเกษตรกรไทยมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 โดยมูลค่าการรับซื้อใบยาสูบของเราในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (2553-2557) รวมอยู่ที่ประมาณ 4.33 พันล้านบาท และในปี 2558 อยู่ที่ 773 ล้านบาทโดยประมาณ ซึ่งเราได้ให้ความสำคัญเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของชาวไร่ยาสูบเข้าไว้เป็นส่วนหนึ่งในเรื่องการสร้างความยั่งยืนในระยะยาวของเราอย่างต่อเนื่อง ด้วยการนำเอาหลักปฏิบัติที่ดีด้านแรงงานเกษตร (Agricultural Labor Practices-ALP) มาใช้ตั้งแต่ปี 2552 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อร่วมพัฒนาสภาพการทำงานในไร่ และความเป็นอยู่ของชาวไร่ยาสูบ ครอบครัว และแรงงานในไร่ กว่า 30 ประเทศทั่วโลกที่บริษัทฯ รับซื้อใบยา โดยหลักปฏิบัติ ALP นี้ พัฒนาขึ้นโดยมีความสอดคล้องกับปฏิญญาว่าด้วยหลักการและสิทธิขั้นพื้นฐาน ในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศด้วย สำหรับประเทศไทย โครงการ ALP ได้ริเริ่มขึ้นเมื่อปี 2555 โดยครอบคลุมการทำงานในไร่ยาสูบหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันปัญหาการใช้แรงงานเด็กและการบังคับใช้แรงงาน รวมถึงการสร้างความปลอดภัยในการทำงานในไร่ยาสูบ เรามีการทำงานร่วมกับบริษัทผู้จัดหาใบยาในชุมชนท้องถิ่น และจัดกิจกรรมส่งเสริมการรับรู้ในหลักปฏิบัติด้านแรงงานให้กับชาวไร่ยาสูบ เพื่อให้มั่นใจว่านอกเหนือจากคุณภาพของใบยาสูบที่ดีแล้ว ใบยาที่เราจัดหามานั้นจะต้องมาจากแหล่งแรงงานที่ทำงานด้วยความปลอดภัยและยุติธรรม

“ปัญหาการใช้แรงงานที่ไม่ถูกต้องในภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม เป็นปัญหาสำคัญที่รัฐบาลไทยกำลังดำเนินการอย่างจริงจัง ซึ่งหลัก ALP ที่เรานำมาใช้ในประเทศไทยเป็นความพยายามอีกด้านหนึ่งของเรา ที่จะช่วยป้องกันและแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้อย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ เพราะเราเล็งเห็นว่า จะเป็นประโยชน์สำคัญในการช่วยสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพชาวไร่ยาสูบของไทย” คุณพงศธร กล่าว

รายงานพิเศษ : ถอดบทเรียนบริหารจัดการนาแปลงใหญ่ ชาวนา‘โนนกระสัง’เมืองย่าโม

Published มกราคม 10, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/195614

วันจันทร์ ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
วันนี้การบริหารจัดการเกษตรแบบแปลงใหญ่ ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ถูกขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะนาแปลงใหญ่ ซึ่งขณะนี้ชาวนาที่ได้เข้าร่วมโครงการนาแปลงใหญ่ เริ่มได้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นไปในทิศทางที่ดีกว่าเดิม

นายธีระพงษ์ พุทธรักษา ผู้อำนวยการศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา กรมการข้าว กล่าวว่า จังหวัดนครราชสีมาได้ทำโครงการนาแปลงใหญ่ในพื้นที่ 5,000 ไร่ ที่บ้านโนนกระสัง ต.กระเบื้องใหญ่ อ.พิมาย มีสมาชิกเข้าร่วมโครงการ 267 ราย แบ่งพื้นที่ดำเนินการรายละ 20 ไร่ โดยพื้นที่ดังกล่าวแม้จะอยู่ในเขตพื้นที่ทุ่งสัมฤทธิ์ที่ถือเป็นแหล่งปลูกข้าวหอมมะลิคุณภาพดีแห่งหนึ่งของไทย แต่ชาวนาในพื้นที่ยังประสบปัญหาหลากหลายด้าน จึงต้องมีรูปแบบการบริหารจัดการนาแปลงใหญ่ตามความเหมาะสมแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1.การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยปรับเปลี่ยนวิถีการทำนาของเกษตรกรที่นิยมทำนาหว่านมาเป็นทำนาหยอด โดยใช้เครื่องจักรกลการเกษตร (เครื่องหยอดข้าว) เข้ามาช่วย ร่วมกับการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ สารชีวภัณฑ์ การปรับปรุงบำรุงดินด้วยปุ๋ยพืชสด เพราะที่นี่มีปัญหาดินเค็มกรมพัฒนาที่ดินได้เข้ามาช่วยเรื่องปรับปรุงบำรุงดินควบคู่ไปด้วย ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำนาได้ผลผลิตที่ดีขึ้น ยังลดต้นทุนโดยเฉพาะค่าเมล็ดพันธุ์และค่าการบริหารจัดการแปลงนา

2.การยกระดับคุณภาพผลผลิต จากที่เกษตรกรปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ทั้งหมด ก็ได้แบ่งเป็น 4 แปลง ประกอบด้วยแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพ แปลงผลิตข้าวเพื่อจำหน่ายให้กับสหกรณ์การเกษตร แปลงผลิตข้าวปลอดสารพิษเพื่อบริโภคเองในชุมชน และแปลงผลิตข้าวเพื่อแปรรูปจำหน่ายให้กับผู้บริโภคทั่วไป ซึ่งแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์จะต้องได้มาตรฐานตามที่กำหนด ส่วนแปลงที่เหลือทั้งหมดต้องผลิตข้าวให้ได้ตามมาตรฐาน GAP 3.การเชื่อมโยงตลาด โดยให้เกษตรกรนาแปลงใหญ่ทำการซื้อขายกับแหล่งรับซื้อโดยตรง เช่น สหกรณ์การเกษตร ชมรมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ 4.การบริหารจัดการ ซึ่งจะมีคณะกรรมการนาแปลงใหญ่ที่มีการแบ่งการบริหารจัดการออกเป็นกลุ่มย่อยโดยมีชาวนาผู้มีความรู้ความสามารถในแต่ละด้านเป็นผู้ควบคุมอีกขั้นหนึ่ง ได้แก่ ชาวนามือทอง มีความรู้เกี่ยวกับการผลิตเมล็ดพันธุ์ ชาวนามืออาชีพ ทำนาแล้วสามารถลดต้นทุนสร้างกำไรได้ รวมถึงชาวนาเครื่องจักรกล ชาวนาอารักขาข้าว ชาวนาไอที และชาวนารุ่นใหม่ ซึ่งผู้นำกลุ่มแต่ละคนก็จะนำความรู้ไปถ่ายทอดให้กับสมาชิกเพื่อร่วมกันการบริหารจัดการทุกด้านอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้าน นางนรินทร์ เที่ยงสันเทียะ ผู้จัดการนาแปลงใหญ่ชุมชนโนนกระสังและชาวนามืออาชีพ เล่าว่า จากเดิมตนและชาวนาในพื้นที่ส่วนใหญ่ก็ทำนาแบบตัวคนเดียว มีความรู้ก็ทำอยู่คนเดียวไม่ได้ถ่ายทอดให้กัน พอมีโครงการนาแปลงใหญ่เกิดการรวมกลุ่ม หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องทั้งหมดก็เข้ามาให้การสนับสนุนทั้งความรู้ เทคโนโลยี ตลอดจนเครื่องจักรกลการเกษตร ทำให้ชาวนาเริ่มปรับเปลี่ยนความคิดในการทำนาที่ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยมากขึ้น อย่างแต่ก่อนทำนาหว่านใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 30 กก./ไร่ พอกรมการข้าวเข้ามาแนะนำให้เปลี่ยนมาทำนาหยอดพร้อมกับสนับสนุนเครื่องหยอดข้าว ทางกลุ่มก็ได้จัดสรรคิวให้ชาวนานำเครื่องหยอดข้าวไปใช้หมุนเวียนกันไป สามารถลดเมล็ดพันธุ์เหลือ 10 กก./ไร่ แค่เพียงอย่างแรกที่เห็นได้ชัดคือต้นทุนเมล็ดพันธุ์ลดลงประมาณ 300-500 บาท/ไร่ และสิ่งที่ตามมาคือผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น เพราะการทำนาหยอดทำให้ต้นข้าวหยั่งรากลงใต้ดินลึกจึงทนแล้งได้ดีขึ้น ซึ่งผลผลิตข้าวในพื้นที่เดิมเฉลี่ยอยู่ที่ 400 กก./ไร่ พอมาทำนาแปลงใหญ่ปีแรกผลผลิตก็เพิ่มขึ้นเป็น 570-600 กก./ไร่

ข้อดีของการรวมกลุ่มทำนาแปลงใหญ่ที่เด่นชัดสุดคือ ผลผลิตข้าวของกลุ่มมีตลาดรองรับที่แน่นอน โดยทางกลุ่มได้ทำสัญญารับซื้อข้าวกับสหกรณ์การเกษตรพิมาย เพียงแค่ต้องผลิตข้าวคุณภาพตามมาตรฐาน GAP ในปีแรกสหกรณ์ให้โควตารับซื้อข้าว 1,640 ตัน ซึ่งให้ราคาสูงกว่าตลาดตันละ 500 บาท ส่วนเมล็ดพันธุ์ข้าวก็มีชมรมผู้ผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวนครราชสีมา รับซื้อจำนวน 200 ตัน โดยให้ราคาสูงกว่าท้องตลาด 2,000 บาท/ตัน อีก อย่างเรายังได้แปรรูปข้าวจำหน่ายเองภายใต้ชื่อ “ข้าวผูกใจ นาแปลงใหญ่ ทุ่งสัมฤทธิ์” ทำให้ชาวนาไม่ต้องรอขายข้าวให้กับโรงสีอย่างเดียวเหมือนเช่นที่ผ่านมาซึ่งโดนกดราคามาตลอด อีกอย่างคือมีอำนาจในการต่อรอง เช่น รถเกี่ยวนวดข้าวแต่เดิมถ้าต่างคนต่างจ้างจะตกอยู่ที่ 550-600 บาท/ไร่ พอรวมกลุ่มก็ต่อรองเหลือ 480 บาท/ไร่

จากจุดเริ่มต้นที่ชาวนาในพื้นที่ยังกล้าๆ กลัวๆ กับการรวมกลุ่มทำนาแปลงใหญ่ เพราะจะต้องเปลี่ยนการทำนารูปแบบเดิมไปเป็นการทำนาแบบมีระบบบริหารจัดการกลุ่ม มีการพึ่งพาเทคโนโลยีเครื่องจักรกลเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต มีการแปรรูปผลผลิต และอีกหลายเรื่องที่ไม่เคยทำ แต่มาถึง ณ วันนี้ที่ได้เข้าร่วมโครงการมา 1 ฤดูกาลผลิต ส่งผลให้ชาวนาที่เข้าร่วมโครงการทั้ง 267 ราย สามารถลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต มีตลาดรองรับ สร้างรายได้ที่ดีขึ้น ต่อจากนี้ทางกลุ่มมีแนวทางที่จะขับเคลื่อนการทำนาแปลงใหญ่ต่อไปเรื่อยๆ พร้อมกับขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก เพราะมีสมาชิกรายอื่นสนใจอยากเข้าโครงการนาแปลงใหญ่อีกจำนวนมาก และในอนาคตยังมีเป้าหมายจะพัฒนาจากแปลงนา GAP สู่การเป็นนาอินทรีย์ เพื่อแปรรูปเป็นข้าวอินทรีย์ หรือข้าวเกรดพรีเมียมต่อไป เพื่อเพิ่มมูลค่ารวมถึงเพิ่มช่องทางการจำหน่ายในตลาดข้าวเพื่อสุขภาพให้มากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันแม้การเปิด AEC ยังไม่ได้ส่งผลกระทบอย่างชัดเจนมากนักแต่ราคาข้าวก็ยังผันผวน ดังนั้น จำเป็นต้องพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าวและต้องรวมกลุ่มให้เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มหนทางรอดและสร้างความมั่นคงในอาชีพชาวนาต่อไป

‘บิ๊กตู่’ ปิดห้องเคลียร์ปม สสส. เอ็นจีโอจ่อเคลื่อนใหญ่ 11 ม.ค.

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

08 มกราคม 2559 เวลา 09:49 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/newspaper/politics/408941

‘บิ๊กตู่’ ปิดห้องเคลียร์ปม สสส. เอ็นจีโอจ่อเคลื่อนใหญ่ 11 ม.ค.

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ตลอดระยะเวลา 3 เดือน ที่คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้ามาตรวจสอบการใช้งบประมาณของกองทุนสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้ทำให้ภาคีเครือข่ายซึ่งรับเงินสนับสนุนจาก สสส.ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง

ข้อครหาเรื่องความพยายาม “ตัดท่อน้ำเลี้ยง” ภาคประชาสังคมและกลุ่มเอ็นจีโอมีความเป็นไปได้ตามลำดับ

คำรณ ชูเดชา ผู้ประสานงานเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ ฉายภาพว่า ที่ผ่านมา คตร.มีคำสั่งให้ระงับการอนุมัติโครงการที่วงเงินเกิน 5 ล้านบาท พร้อมทั้งขอกลั่นกรองการเบิกจ่ายงบประมาณเองเป็นเหตุให้มีไม่ต่ำกว่า 4,000 โครงการได้รับผลกระทบ เจ้าหน้าที่กว่า 1 หมื่นชีวิต ได้รับความเดือดร้อน

“โดยเฉพาะโครงการย่อยๆ ของชาวบ้าน ที่ต้องเบิกงบประมาณจากโครงการขนาดใหญ่เกิน 5 ล้านบาทอีกครั้งหนึ่งนั้น ขณะนี้เบิกจ่ายไม่ได้ ส่งผลให้ไม่สามารถดำเนินการตามแผนที่วางไว้ได้” คำรณ ระบุ

ข้อมูลจากคณะกรรมการ (บอร์ด) สสส. ระบุว่า ในไตรมาสแรก สสส.เพิ่งจ่ายงบประมาณออกไปได้เพียง 7% เท่านั้น ส่วนอื่นๆ ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้

“บางโครงการที่แม้ว่าจะได้รับการอนุมัติแล้ว กลับไม่สามารถเบิกเงินงวดที่ 2 มาดำเนินการต่อได้ ทุกอย่างจึงหยุดชะงัก” คำรณ อธิบาย

นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา ยอมรับว่า เมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา ได้เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อหารือแนวทางการปลดล็อกโครงการที่มีงบเกิน 5 ล้านบาท ซึ่งถูก คตร.ตรวจสอบให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

การประชุมดังกล่าว มี พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกฯ ในฐานะประธานบอร์ด สสส. พล.อ.ชาตอุดม ติตถะสิริ ประธาน คตร. และสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เข้าร่วมด้วย โดย พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า พร้อมสนับนสนุนให้โครงการของ สสส.เดินหน้าได้ แต่ต้องรอให้ คตร.ปลดล็อกโครงการเกิน 5 ล้านบาท ให้เสร็จก่อน

สำหรับการสรรหาบอร์ด สสส.แทนตำแหน่งที่ว่างลง 7 ราย พล.อ.ประยุทธ์ ให้แนวทางว่า ขณะนี้สัดส่วนบอร์ดที่เหลือยังสามารถขับเคลื่อน สสส.ได้ ดังนั้นจะสรรหาบอร์ดใหม่ครึ่งหนึ่ง หรือทั้งหมด หรือไม่สรรหาเลยก็ได้

สมพร ใช้บางยาง อดีตบอร์ด สสส.ที่ถูกปลด กล่าวว่า ได้ยื่นหนังสือร้องทุกข์ถึง พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและขอความเป็นธรรมแล้ว ยืนยันว่าตลอดระยะเวลารับราชการจนมาทำงานกับ สสส.ไม่เคยทุจริต และที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีข้อห้ามว่าเมื่อเป็นกรรมการมูลนิธิแล้วห้ามเข้ามาเป็นบอร์ด สสส.

ภก.สงกรานต์ ภาคโชคดี อดีตบอร์ด สสส.ซึ่งถูกปลดจากคำสั่งเดียวกัน กล่าวว่า เมื่อ คสช.จะแก้ปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน ก็ต้องทำทุกกระทรวง โดยเฉพาะกรณีข้าราชการไปเป็นบอร์ดรัฐวิสาหกิจหรือบริษัท เช่น ผู้บริหารกระทรวงพลังงานไปเป็นบอร์ดธุรกิจพลังงาน ถามว่าทำไม คสช.จึงไม่รีบแก้ไขให้รวดเร็วเหมือนกับ สสส.

“หรือ คสช.มีเหตุผลอื่นที่ต้องรีบจัดการ สสส.ด่วนกว่า” ภก.สงกรานต์ ตั้งคำถาม

วันเดียวกัน เครือข่ายภาคประชาสังคมในนามขบวนการสร้างเสริมสุขภาพภาคประชาชน (Thai Health Promotion Movement) ได้ออกแถลงการณ์เรื่อง “ปกป้องการปฏิรูประบบสุขภาพ ส่งเสริมการกำกับตรวจสอบ สสส.โดยสังคม คัดค้านกลุ่มทุนและผู้มีอำนาจยึดครองกลไกการปฏิรูประบบสุขภาพ”

สำหรับสาระสำคัญคือ คำสั่งปลดบอร์ด สสส.เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบธรรม และเป็นการใช้อำนาจมาตรา 44 อย่างมีเงื่อนงำ ซึ่งจะนำไปสู่การแต่งตั้งบอร์ด สสส.คนใหม่ และผู้จัดการที่มาจากกลุ่มบุคคลใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจรัฐ และตัวแทนจากกลุ่มทุน เพื่อไม่ให้ สสส.ดำเนินการกับอุตสาหกรรมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยาสูบ ยาและอาหาร

นอกจากนี้ ทางเครือข่ายเตรียมประชุมใหญ่เพื่อกำหนดทิศทางการเคลื่อนไหวใหญ่ ในวันที่ 11 ม.ค.นี้

เบื้องต้นมีผู้ที่ตอบรับเข้าร่วมประชุมแล้ว 20 เครือข่าย ได้แก่ ชมรมแพทย์ชนบท เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายเด็ก เยาวชนและครอบครัว เครือข่ายงดเหล้าและบุหรี่ เครือข่ายเกษตรและความมั่นคงทางอาหาร กลุ่มศึกษาข้อตกลงเขตการค้าเสรีภาคประชาชน (FTA Watch)

เครือข่ายองค์กรแรงงานไทย (อรท.) เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายชาติพันธุ์และผู้มีปัญหาสถานะ เครือข่ายสุขภาวะผู้หญิง เครือข่ายสร้างเสริมสุขภาวะทางเพศ เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายหมออนามัย เครือข่ายผู้ป่วย

เครือข่ายนักวิชาการปฏิรูประบบสุขภาพ เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่น เครือข่ายสมาคมเคเบิลทีวีแห่งประเทศไทย เครือข่ายสมาคมวิศการ เครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกัน เครือข่ายประกันสังคมคนทำงาน

 

ปัญหาการศึกษาอลวน ไม่เห็นอนาคตการปฏิรูป

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2559 เวลา 18:21 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/408903

ปัญหาการศึกษาอลวน ไม่เห็นอนาคตการปฏิรูป

เรื่อง..ธเนศน์ นุ่นมัน

แม้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)จะแถลงผลงานที่ดำเนินการไปแล้วในปีที่ผ่านมาหลายเรื่อง แต่สิ่งที่ระบุก็ยังเป็นความสำเร็จที่อยู่ในเครื่องหมายคำถาม จนไม่มั่นใจว่าในปี 2559 นี้นโยบายปฏิรูปการศึกษาในยุครัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จะคืบหน้าเห็นผลอย่างไร

ปีที่ผ่านมา ศธ.เป็นอีกหน่วยงานที่พยายามจัดการปัญหาการทุจริตกับหน่วยงานในสังกัด โดยเฉพาะ ในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) และ องค์การค้าฯ จนกล่าวได้ว่านายกรัฐมนตรี ต้องใช้มาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) กับกรณีนี้ เป็นกระทรวงแรก เพื่อเข้าไปทุจริตตั้งแต่โครงการก่อสร้างอาคารพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ วงเงิน 360 ล้านบาท กรณี บริษัทบิลเลี่ยนอินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ร่วมมือกับอดีตผู้บริหาร และคณะกรรมการ สกสค.บางส่วน ขายตั๋วสัญญาให้กับ สกสค. 3,000 ล้านบาท โดยอ้างว่านำไปลงทุนโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ โดยใช้หลักทรัพย์ค้ำประกันปลอมเกือบทุกรายการ กรณีดังกล่าว นำไปมาสู่การยกเลิกโครงการก่อสร้าง พร้อมแจ้งความข้อหาฉ้อโกง

ศธ.ยุค พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ ดำรงตำแหน่งรมว. พยายามผลักดันนโยบาย “ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้” นำร่องใน 3,831 โรงเรียนทั่วประเทศไปเมื่อวันที่ 2 พ.ย.สาระหลักคือปรับลดเวลาเรียนวิชาการในชั้นเรียนให้ถึงเวลา 14.00 น.และจัดกิจกรรมให้เหมาะสมตามวัยทดแทน ภายใต้หลัก “4H”คือ Head (สมอง) Heart (จิตใจ) Hand (ลงมือปฏิบัติ) และ Health (สุขภาพ) โดยสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จัดสรร 300 เมนู 4 กิจกรรม ให้โรงเรียนได้นำไปปรับใช้

แต่เรื่องนี้ก็ถูกวิพากษ์ออกไปสองทาง คือเห็นด้วยที่ช่วยลดภาระการเรียนที่หนักเกินไป ขณะที่เสียงค้าน มองว่า นโยบายนี้ จะยิ่งไปเพิ่มเวลาให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานไปกวดวิชา ขณะที่กิจกรรมที่สพฐ.มีให้เลือกนั้น แต่ละโรงเรียนนำไปปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกันได้ยาก เพราะมีข้อจำกัดที่ต้นทุนเดิมก็คือเรื่องความสามารถของครู

และเมื่อพูดถึงเรื่องครูซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการศึกษา ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพูดถึงปัญหาเรื้อรังที่หนีไม่พ้นเรื่อง “หนี้สิน” ศธ.ออกมาระบุ ว่า ครูเป็นหนี้ทั้งระบบ 1.2 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ที่กู้ยืมจากธนาคารออมสิน 460,000 คน เป็นเงิน 500,000 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นหนี้นอกระบบและหนี้ที่กู้ยืมจากสหกรณ์ออมทรัพย์ต่างๆ อีก 700,000 ล้านบาท รัฐบาลทุกยุคทุกสมัยไม่เคยสะสางหนี้สินครูได้สำเร็จเพราะหากเข้าไปจัดการเรื่องนี้โดยสร้างความไม่พอใจให้ครูก็จะกระทบคะแนนเสียงจากครู กว่า 4 แสนคนทั่วประเทศ

รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พยายามแก้ไขอีกครั้งด้วยการมอบหมายให้ธนาคารออมสิน และ ศธ. คิดหามาตรการแก้ไขหนี้สิน ธนาคารออมสินออกมาตรการช่วยเหลือครูโดยแบ่งลูกหนี้เป็น 4 กลุ่ม เพื่อให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสม ได้แก่ ลูกหนี้ขั้นวิกฤต ลูกหนี้ใกล้วิกฤต ลูกหนี้ที่มีหนี้ค้างชำระไม่เกิน 12 งวดติดต่อกัน และลูกหนี้ปกติ แต่ ย้ำว่าเรื่องนี้ครูต้องรับผิดชอบหนี้ตัวเอง รัฐบาลล้างหนี้ให้ไม่ได้ ท่าทีการแก้ปัญหาเรื่องนี้ จึงต่างจากรัฐบาลอื่นๆ โดยต้องติดตามกันต่อไป ว่าจะลงเอยอย่างไร

นอกปัญหาจากที่กล่าวมาแล้ว ดูเหมือนว่าอนาคตของการศึกษาไทยในรัฐบาลนี้ ยังฝากความหวังไว้ที่ สภาปฏิรูปประเทศ (สปท.) อยู่ระหว่างดำเนินการปฏิรูป แก้ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติที่เน้นเรื่องการกระจายอำนาจเป็นหลัก  ช่วงที่ผ่านมา พล.อ.ดาว์พงษ์ รมว.ศธ. ส่งสัญญาณถึงแนวคิดจะสลาย 5 องค์กรหลัก หรือ 5 แท่ง และแบ่งระบบโครงสร้างบริหารเป็นกรม คล้ายในอดีตก่อนเมื่อครั้งมี 14 องค์ชายหรือ 14 กรม ก่อนจะปรับโครงสร้าง ศธ.ครั้งใหญ่

แนวคิด “ซิงเกิลคอมมาน” มี “รมว.ศธ.” ดูแลนโยบายในภาพรวม  แยกการทำงานของสำนักงาน คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ออกเป็น 6 กรม 2 สำนัก คือ สำนักงานปลัดกระทรวง สำนักงานข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา กรมวิชาการ กรมการศึกษานอกโรงเรียน กรมการปฐมวัยและประถมศึกษา กรมการมัธยมศึกษา กรมการศึกษาพิเศษ และกรมอาชีวศึกษา เป็นแนวคิดที่แก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างเดิมที่ ตำแหน่งปลัด ศธ.ไร้อำนาจในการสั่งการองค์กรหลักอื่นๆให้กลับมาเป็น เป็นผู้บริหารระดับสูง เพียงคนเดียว
ปิดท้ายด้วยกรณี มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่ต้องเป็นข่าวเพราะความขัดแย้งของกลุ่มผู้บริหาร ที่แบ่งฝ่ายออกเป็น 2 ขั้ว ที่เริ่มปมความขัดแย้งจาก โครงการจัดซื้ออุปกรณ์ เครื่องฝึกบินจำลองเสมือนจริง แบบแอร์บัส เอ320มูลค่าประมาณ 350 ล้านบาท ที่มีการระบุพบความเสียหายกว่า 60 ล้านบาท ปมทุจริตนี้เป็นศึกภายในที่มีการโต้แย้งกันจนเริ่มกลายเป็นข่าวดังออกไปนอกรั้ว

กรรมการสภากลุ่มหนึ่ง ร้องต่อสภามหาวิทยาลัย ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเรื่องนี้และนำไปสู่การพักงาน ภราดาบัญชา แสงหิรัญ อธิการบดี เป็นการชั่วคราว ล่าสุดเมื่อ 30 ธ.ค. 2558 กลุ่มชายฉกรรจ์ 20 คน อ้างว่าเป็นคนของรักษการอธิการบดี งัดกุญแจประตูเอแบคเพื่อนำคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวจากศาลแพ่ง ลงวันที่ 4 ส.ค. 2558 ว่า ห้ามมิให้กลุ่มผู้บริหารชุดเก่าเข้าไปในพื้นที่มหาวิทยาลัย แต่ถูกชุดรักษาความปลอดภัยของผู้บริหารชุดเก่าฉีดถังดับเพลิงสกัด จนตำรวจและทหารต้องวางกำลังเพื่อป้องกันการปะทะ

คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)จะประชุมจะพิจารณาว่าต้องการให้ ศธ.เข้าไปควบคุมเอแบคหรือไม่โดยอำนาจทางกฎหมายที่จะนำไปใช้ควบคุมเอแบคได้ คือ มาตรา 86 ตาม พ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2550 กกอ.จะตั้งคณะกรรมการ 5 คน เพื่อไปดูแลเรื่องต่างๆ แทนบอร์ดของมหาวิทยาลัย

ศธ.ทราบถึงข้อจำกัดของการบริหารจัดการว่า หลายเรื่องต้องดำเนินการระยาวและต่อเนื่อง ไม่ใช่เรื่องการทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก

ขณะที่ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จของ นโยบายการศึกษาจะได้ผลแค่ไหนนั้นบอกได้ชัดเจนที่สุดจากผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของนักเรียนนักศึกษาในทุกระดับชั้น

 

ตัดท่อน้ำเลี้ยงเอ็นจีโอใหญ่ ระวังผลักมิตรให้เป็นศัตรู

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

07 มกราคม 2559 เวลา 09:59 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/408730

ตัดท่อน้ำเลี้ยงเอ็นจีโอใหญ่ ระวังผลักมิตรให้เป็นศัตรู

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

ฟ้าผ่าเปรี้ยงลงกลางสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ช่วงค่ำของวันที่ 5 ม.ค.ที่ผ่านมา ภายหลัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 เด้งคณะกรรมการ (บอร์ด) สสส. 7 ราย พ้นจากตำแหน่ง

ทั้ง 7 รายที่ถูกล้างบาง เป็นบอร์ดผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับ “ภาคประชาสังคม”

นั่นหมายความว่า บอร์ด สสส.ที่ยังอยู่ในตำแหน่งขณะนี้ เหลือเพียงตัวแทนจากหน่วยงานราชการเท่านั้น

คาดการณ์กันว่า สาเหตุที่ “บิ๊กตู่” ตัดสินใจลงดาบ เป็นผลมาจากรายงานประเมินการใช้จ่ายเงินและทรัพย์สิน ปี 2557 ของกองทุน สสส.ที่สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้จัดทำขึ้น

“การบริหารงานยังไม่บรรลุผลตามวัตถุประสงค์ มีความไม่โปร่งใสในการดำเนินงาน และขาดการรายงานและติดตามผลของโครงการที่ได้เงินสนับสนุน” ตอนหนึ่งของรายงาน ระบุ

รายงานระบุอีกว่า กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในบอร์ด สสส.และผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อกลั่นกรองทางวิชาการ ได้จัดตั้งมูลนิธิหลายแห่ง และได้เงินอุดหนุนโครงการจากกองทุน สสส.จนทำให้มีข้อร้องเรียนหรือกล่าวหาในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะมีการอนุมัติงบประมาณกว่า 100 ล้านบาท ทั้งที่ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ของ สสส.

“ผมไม่ได้ว่าผิดหรือถูก ก็ต้องตรวจสอบกันต่อไป” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเมื่อวันที่ 6 ม.ค.ที่ผ่านมา พร้อมย้ำว่าให้รอผลการตรวจสอบ อย่าเพิ่งตัดสินว่าใครผิดหรือถูก

แม้ว่าจะยังไม่ได้ข้อสรุปว่าบอร์ด 7 ราย พัวพันกับข้อครหาจริงหรือไม่ หากแต่ผลพวงจากคำสั่ง คสช.ได้สร้างแรงกระเพื่อมแล้ว อย่างน้อย 2 ประเด็น

ประเด็นแรกคือ เกิดความกังวลขึ้นในกลุ่มภาคประชาสังคม (เอ็นจีโอ) ซึ่งรับทุนสนับสนุนจาก สสส. โดยเฉพาะกลุ่มที่เคลื่อนไหวต่อต้านคัดค้านโครงการพัฒนาต่างๆ ที่สร้างผลกระทบกับคนเล็กคนน้อย ซึ่งที่ผ่านมามักถูกมองว่าเป็นคู่ขัดแย้งกับรัฐบาลมาโดยตลอด

แน่นอนว่าเมื่อไม่มีบอร์ดสัดส่วนภาคประชาสังคมทั้ง 7 รายอยู่ มีโอกาสสูงที่ท่อน้ำเลี้ยงของเอ็นจีโอจะอุดตัน รัฐบาลก็หมดเสี้ยนหนาม

ปฏิบัติการ “เด็ดหัว” ในครั้งนี้ จึงส่งผลกระทบต่อชาวบ้านอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ประเด็นต่อมาคือ ขณะนี้ สสส.ยังไม่มี “ผู้จัดการกองทุน” เนื่องจาก ทพ.กฤษดา เรืองอารีย์รัชต์ ได้ชิงลาออกเพื่อเปิดทางให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) มาตรวจสอบ

ที่ผ่านมามีกระแสข่าวหนาหูเรื่องความพยายามผลักดัน “คนใกล้ชิด” นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เข้ามารับไม้ต่อจากผู้จัดการกองทุนรายเดิม แต่เมื่อบอร์ดทั้ง 7 ราย ไม่อยู่ในตำแหน่งแล้ว มีความเป็นไปได้สูงอีกเช่นกันที่แผนการข้างต้นจะล้มเหลว

แว่วมาว่า ในวันที่ 15 ม.ค.นี้ บอร์ด สสส.ยังคงเดินหน้าสรรหาผู้จัดการคนใหม่ต่อไป เพราะองค์ประชุมที่เหลืออยู่ครบถ้วนตามระเบียบ

คำสั่งโละบอร์ดทิ้งในครั้งนี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนที่สุด สะท้อนว่า  พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ได้สนใจต่อเครือข่ายของ นพ.ประเวศ หรือ  “ระบอบประเวศ” ที่เป็นพี่ใหญ่ในเอ็นจีโอและวงการสาธารณสุขกับบทบาทนำ “ตระกูล ส.” และอยู่เบื้องหลังคอยสนับสนุนหลายรัฐบาล

นั่นทำให้อนุมานได้ว่าแนวทาง “ประชารัฐ” ที่ พล.อ.ประยุทธ์ สนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบร่วมกับเอกชนเพื่อให้ประชาชนจะพัฒนาตนเอง ตามที่ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ที่ใกล้ชิดกับ นพ.ประเวศ วะสี ปลุกปั้นร่วมกับ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อให้ประชารัฐนำไปสู่การปฏิรูป อาจเป็นเพียงเปลือก เพราะแท้ที่จริงแล้วรัฐบาลอาจไม่ได้ให้ความสำคัญใดๆ ทั้งสิ้น

การลงดาบล้างบางบอร์ด สสส. จึงต้องจับตาปฏิกิริยาจาก “ตระกูล ส.” และเหล่าเอ็นจีโอ สาย นพ.ประเวศ ที่มีบทบาทกับม็อบ กปปส. ล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ว่าจากนี้ยังให้การสนับสนุนรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ต่อหรือไม่

เมื่อผลักมิตรก็อาจกลายเป็นศัตรูโดยพลัน

 

เช็กลิสต์โครงการฉาว กทม. คนกรุงข้องใจใช้งบบาน

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

06 มกราคม 2559 เวลา 09:26 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/408508

เช็กลิสต์โครงการฉาว กทม. คนกรุงข้องใจใช้งบบาน

โดย…ทีมข่าวในประเทศโพสต์ทูเดย์

กลายเป็นเรื่องร้อนฉ่า เมื่อ วิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต สส.พรรคประชาธิปัตย์ ออกมาถล่มการบริหารราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ส่อแววทุจริตไม่โปร่งใสหลายโครงการ ซึ่งทั้งหมดถูกส่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว

ที่ดูจะคาใจคนกรุงมากที่สุดหนีไม่พ้น “โครงการกรุงเทพแสงสีแห่งความสุข” งบประมาณ 39 ล้านบาท ซึ่งมีข้อเคลือบแคลงหลายประเด็น ทั้งการเปิดประมูลงานรวดเร็วผิดปกติ และบริษัทที่ชนะการประมูลกลับเป็นบริษัททัวร์ จนเกิดข้อครหาเรื่องล็อกสเปกฮั๊วประมูล

เป็นเหตุให้ อมร กิจเชวงกุล รองผู้ว่าฯ กทม. เจ้าของไอเดียประดับไฟแอลอีดี ต้องออกมาชี้แจงว่า การใช้งบประมาณ 39 ล้านบาท เพื่อจัดงานระหว่างวันที่ 30 ธ.ค. 2558-31 ม.ค.นี้ เป็นสิ่งที่คุ้มค่า คาดว่ามีประชาชนเข้าร่วมงานประมาณ 4 แสนราย เฉลี่ยแล้วเท่ากับรายละ 100 บาท ขณะที่ประชาชนถ่ายรูป อัพโซเชียลมีเดีย 1 ภาพ มีมูลค่า 20 บาท ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 1 ล้านภาพแล้ว

นอกจากโครงการประดับไฟแล้ว ก่อนหน้านี้ กทม.ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักในเรื่อง “กล้องวงจรปิด” (ซีซีทีวี) ซึ่ง ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าฯ กทม. เคยใช้เป็นนโยบายหลักในการหาเสียง โดยประกาศจะติดตั้งกล้อง 5 หมื่นตัวทั่วกรุง

แม้ว่าขณะนี้จะติดตั้งแล้วเสร็จไปแล้วถึง 4.7 หมื่นตัว แต่ข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นคือมีบางส่วนยังไม่พร้อมใช้งาน เพราะต้องรอให้การไฟฟ้านครหลวงต่อสายไฟเข้ากล้องก่อน หนำซ้ำกล้องของ ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ ยังถูก พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชำแหละภายหลังเกิดเหตุลอบวางระเบิดราชประสงค์ว่า คุณภาพต่ำเพราะใช้เทคโนโลยีเก่าล้าสมัย

ตามคำอธิบายของ กทม. ข้อมูลจากกล้องซีซีทีวีจะถูกส่งตรงเข้าไปเก็บบันทึกไว้ใน “ฮาร์ดดิสก์มูลค่า 8 แสนบาท” ซึ่งเรื่องนี้ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีไอที และสังคมออนไลน์ร่วมกันตั้งข้อสังเกตว่า ไม่มีทางเลยที่ฮาร์ดดิสก์ของ กทม.จะมีราคาแพงเกินเหตุเช่นนี้

ยังมีอีกหลายโครงการที่เกิดขึ้นในปี 2558 และถูกตั้งคำถาม ไม่ว่าจะเป็น “โครงการจัดซื้อแท่งยางล้มลุกกั้นเส้นแบ่งจราจร” ของสำนักการจราจรและขนส่ง ที่จัดซื้อมาจากสหรัฐด้วยราคาแท่งละ 3,200 บาท ซึ่งสังคมสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่เลือกผลิตภัณฑ์ราคาถูกในประเทศ ที่มีราคาเพียงแท่งละ 500-800 บาท

ที่สำคัญ พบว่า แท่งล้มลุกสัญชาติอเมริกันในหลายพื้นที่อยู่ในสภาพเสื่อมโทรม ล้มพับระเนระนาด ทั้งที่สเปกระบุไว้ถึงมาตรฐานว่าผ่านการทดสอบชนกระแทก 3 แสนครั้ง ก็ยังไหว

ถัดมาคือเป็นโครงการที่รับกับกระแสสังคม คือ “โครงการขีดเส้นทางปั่นจักรยานรอบเกาะรัตน โกสินทร์” กระตุ้นให้คนกรุงลดการใช้รถยนต์ โดย กทม.ตั้งเป้าลดมลพิษทางอากาศส่งเสริมรักษาสิ่งแวดล้อม

แม้จะเป็นเรื่องดี แต่เสียงสะท้อนจากนักปั่นจักรยานเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ทางจักรยานใช้ไม่ได้จริง เพราะ กทม.ยังไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องรถยนต์จอดกีดขวางทาง รถจักรยานยนต์รุกล้ำเข้ามาใช้ รวมถึงปัญหาฝาท่อที่เป็นอุปสรรคใหญ่ที่สุด

ขณะที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งใจเนรมิตเส้นทางปั่นจักรยานริมแม่น้ำเจ้าพระยา 14 กม. ตั้งแต่สะพานพระราม 7-สะพานปิ่นเกล้า มูลค่า 1.4 หมื่นล้านบาท เพื่อให้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของคนเมือง โดยมอบหมายให้ กทม.รับผิดชอบออกแบบสถานที่

ความเป็นไปได้ที่ กทม.ออกแบบ คือ การลงเสาคอนกรีตไปในแม่น้ำรองรับน้ำหนักของถนนขนาดกว้างถึง 20 เมตร แต่สุดท้ายถูกนักสิ่งแวดล้อมและชาวบ้านชุมชนใกล้เคียงคัดค้านอย่างหนัก เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตและสถาปัตยกรรมโบราณ จนทำให้การออกแบบถนนลดลงเหลือขนาดเพียง 5-12 เมตร

ปิดท้ายด้วย โครงการจัดซื้อเปียโน จำนวน 400 หลัง และอุปกรณ์เครื่องดนตรีให้โรงเรียนในสังกัด กทม. โดยใช้งบประมาณกว่า 1,300 ล้านบาท งานนี้ส่อแววไม่คุ้มค่าเพราะหลายโรงเรียนไม่มีครูที่มีความรู้ด้านดนตรีเฉพาะทาง จึงกลายเป็นการซื้อเครื่องดนตรีทั้งที่ไม่มีผู้สอนให้กับนักเรียน

ทั้งหมดคือข้อเคลือบแคลงที่เกิดขึ้นกับ กทม.ในยุค ผู้ว่าฯ สุขุมพันธุ์

 

จับตาเปิดประชาคมอาเซียน ไทยเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติ

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

05 มกราคม 2559 เวลา 09:29 น…. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/408304

จับตาเปิดประชาคมอาเซียน ไทยเสี่ยงอาชญากรรมข้ามชาติ

โดย…เอกชัย จั่นทอง

แม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเผชิญกับ “อาชญากรรมข้ามชาติ” มาหลายรูปแบบ แต่ภายหลังประเทศไทยเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) แล้ว มีความเป็นไปได้สูงที่ต้องพบกับ “อาชญากรรมโฉมใหม่” ซึ่งนับเป็นความท้าทายและภาระหนักอึ้งของเจ้าหน้าที่ในอนาคต

นัทธี จิตสว่าง รองผู้อำนวยการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (ทีไอเจ) ระบุว่า การเปิดประชาคมอาเซียนมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งประเทศไทยต้องพร้อมรับมือกับ “อาชญากรรมข้ามชาติ” ที่อาจเพิ่มสูงขึ้น และมีความสลับซับซ้อนมากขึ้นกว่าเดิม นั่นทำให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องต้องเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง

นัทธี บอกว่า แม้แต่ละประเทศจะมีเขตแดนกั้น แต่ก็ไม่สามารถขวางกั้นอาชญากรรมได้ เพราะเมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียน การเข้า-ออกประเทศจะง่ายขึ้น จะมีผู้คนมากมายหมุนเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย ดังนั้นในปี 2559 ภาครัฐต้องเตรียมพร้อมรับมือ โดยเฉพาะการกระทำผิดในลักษณะข้ามพรมแดน อาทิ การตัดไม้เพื่อส่งออกไปขายต่างประเทศ ซึ่งจะมีคำสั่งซื้อหรือออร์เดอร์จากนอกประเทศ ขณะที่ปลายทางอาชญากรรมอยู่ในประเทศไทย

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่าเมื่อมีการเปิดประชาคมอาเซียนอย่าง เป็นทางการแล้ว จะเกิดอาชญากรรม 4 รูปแบบเพิ่มขึ้น ได้แก่ 1.อาชญา กรรมทางสิ่งแวดล้อม อาทิ การตัดไม้ การค้าสัตว์ป่า การทำลายพื้นที่สีเขียว การประมงผิดกฎหมาย 2.อาชญา กรรมทางโลกไซเบอร์ 3.อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต 4.อาชญากรรมเกี่ยวกับการลักทรัพย์ เช่น การลักวิ่งชิงปล้น

ผลการวิจัยของทีไอเจ ซึ่งศึกษาเกี่ยวกับประเภทของแก๊งอาชญากรรม และแก๊งชาวต่างชาติที่เข้ามาก่อเหตุในประเทศไทย พบว่าสามารถจำแนกการก่ออาชญากรรมออกเป็น 3 ขั้น เริ่มจาก อาชญากรรมขั้นพื้นฐาน ผู้ก่อเหตุจะเป็นประเทศในแถบอาเซียนซึ่งติดกับประเทศไทย ประกอบด้วย ชาวเวียดนาม ลาว กัมพูชา เมียนมา ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย รูปแบบการก่อเหตุจะเป็นลักษณะล้วงกระเป๋า วิ่งราวทรัพย์ ขโมยทรัพย์สินชาวต่างชาติ ขโมยรถจักรยานยนต์ ลักทรัพย์ตามบ้านเรือน ปล้นทรัพย์ ทุบรถยนต์ และการโจรกรรมทรัพย์

ลำดับต่อมาคือ อาชญากรรมขั้นกลาง ผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่เป็นแก๊งชาวโคลอมเบีย เม็กซิกัน เปรู กัวเตมาลา แอลจีเรีย อิหร่าน และอิรัก จะลงมือก่อเหตุในรูปแบบการเจาะเซฟธนาคาร โจรกรรมตู้เอทีเอ็ม เพชร เงินดำ การหลอกลวงผ่านทางอินเทอร์เน็ต รวมถึงตระเวนลักทรัพย์ตามบ้านเรือนและตามโรงแรมหรู

ที่ซับซ้อนที่สุดคือ อาชญากรรมขั้นสูง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแก๊งชาวเยอรมัน รัสเซีย ยูเครน โรมาเนีย อังกฤษ มาเลเซีย มีพฤติการณ์ก่อเหตุปลอมบัตรเครดิต ปลอมบัตรเงินสด และใช้วิธีการสกิมมิ่ง

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กล่าวถึงแผนการรับมือว่า ในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้านี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจจะระดมกวาดล้างชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศไทยอย่างผิดกฎหมายทุกเดือน รวมทั้งการประสานความร่วมมือกับตำรวจตรวจคนเข้าเมืองประเทศเพื่อนบ้าน แลกเปลี่ยนข้อมูลเพื่อสกัดกั้นคัดกรองบุคคลที่มีหมายจับและอาจหลบเลี่ยงเข้ามาในประเทศไทย รวมถึงการเน้นเทคโนโลยีคัดกรองบุคคล

พร้อมกันนี้จะมีการแก้กฎระเบียบเพิ่มบทลงโทษผู้ฝ่าฝืนกฎหมายตรวจคนเข้าเมืองให้รุนแรงมากยิ่งขึ้น

 

ตั้งเป้าผุด17เรือนจำเบา พัฒนานักโทษคืนสังคม

Published มกราคม 8, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

02 มกราคม 2559 เวลา 10:18 น….. อ่านต่อได้ที่ : http://www.posttoday.com/analysis/report/407904

ตั้งเป้าผุด17เรือนจำเบา พัฒนานักโทษคืนสังคม

โดย…เอกชัย จั่นทอง

รอบปีที่ผ่านมาคนมีชื่อเสียงจำนวนมากต้องถูกพันธนาการและเสียชีวิตอยู่ในเรือนจำ อย่างอดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทยในคดีปล่อยสินเชื่อทุจริต 1 หมื่นล้านบาท หรือแม้แต่ สุริยัน สุจริตพลวงศ์ หรือ หมอหยอง ที่ต้องคดีหมิ่นสถาบันเบื้องสูง มาตรา 112 ทำให้สังคมเคลือบแคลงสงสัยปัญหาสภาพในเรือนจำที่แออัดไม่สอดรับกับจำนวนผู้ต้องขัง หรือว่ามีความผิดปกติด้านสุขภาวะภายในเรือนจำ

วิทยา สุริยะวงค์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า เรือนจำไม่น้อยต้องแบกภาระอันหนักหนาจากจำนวนนักโทษที่เพิ่มขึ้นตลอดทุกปี โดยเฉพาะปัจจุบันเป็นนักโทษค้ายาเสพติดกว่า 70% ต้องโทษอยู่ตามเรือนจำทั่วประเทศที่มีอยู่ 143 แห่ง ต้องยอมรับความเป็นจริงว่า ประชาชนส่วนใหญ่มองว่าเรือนจำเป็นโรงเรียนโจร เข้ามาเรียนรู้วิชาอาชญากรรมนิสัย มีตลาดหน้าเรือนจำ อีกทั้งยังมีการค้าขายสินค้าและอาหารแพงเอาเปรียบประชาชน และยังมองว่าเจ้าหน้าที่เรือนจำทุจริต

ดังนั้น ถ้าไม่ปรับปรุงกระบวนการทำงาน ก็จะต้องสร้างเรือนจำเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรือนจำจะประสบปัญหาอย่างมาก โดยหลักแล้วต้องปล่อยคนออกไม่ใช่เอาเข้า

วิทยา สุริยะวงค์

 

ทั้งนี้ กรมราชทัณฑ์ต้องใช้งบประมาณบริหารงานต่อปีกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท หรือประมาณ 60-70% ของงบกระทรวงยุติธรรมที่มีประมาณ 2 หมื่นล้านบาท หลัง รมว.ยุติธรรม เข้ามารับตำแหน่ง ได้ให้ความสำคัญกับกรมราชทัณฑ์ โดยพยายามปรับเปลี่ยนมิติการทำงานให้เกิดเป็นรูปธรรมเพื่อตอบโจทย์ภาวะสังคม

ปัจจุบัน กรมราชทัณฑ์ต้องดูแลนักโทษกว่า 3 แสนคน/ปี มีนักโทษหมุนเวียนเข้าออกทุกวันเฉลี่ยต่อปีประมาณ 5 แสนคน หรือเทียบกับประชากรไทยประมาณ 2% มีนักโทษในเรือนจำประมาณ 3 แสนคน ส่วนใหญ่เป็นนักโทษนโยบายประมาณ 2 แสนคน ความหมายของนักโทษนโยบายคือ นักโทษที่ถูกจำคุกระหว่างรอศาลตัดสินคดี หรือคดียังไม่ถึงที่สุด ส่วนนักโทษอีกประมาณ 1 แสนคน เป็นคดีอาชญากรรมพื้นฐาน ลักวิ่ง ชิง ปล้น คดีอาญาอื่นๆ ที่สังคมไม่ต้องการ

วิทยาวางแผนงานราชทัณฑ์ในปี 2559 ไว้อย่างน่าสนใจว่า การบริหารเรือนจำเมื่อก่อนแต่ละเรือนจำจะขังนักโทษแต่ละคดีของพื้นที่นั้นๆ หากนำมาวิเคราะห์จะสามารถจัดกลุ่มนักโทษได้ 1.เรือนจำฝ่ายรับตัว 2.เรือนจำฝ่ายควบคุม 3.เรือนจำเฉพาะทาง 4.ระบบความเตรียมพร้อมก่อนปล่อยตัว 5.กลไกคืนคนดีกลับสู่สังคม

“แต่ไฮไลต์คือการมีเรือนจำเฉพาะทางสำหรับผู้ต้องขังที่ผ่านคุณสมบัติ และอยากฝึกหรือเรียนอาชีพเฉพาะทางซึ่งมี 7 ด้าน ประกอบด้วย 1.ด้านการศึกษา 2.กีฬา 3.ฝึกวิชาชีพช่างฝีมือ 4.ความสามารถพิเศษ 5.เกษตรกรรม 6.รับจ้างแรงงาน และ 7.เตรียมพร้อมก่อนปล่อยผู้ต้องขังวัยหนุ่ม”

 

อธิบดีกรมราชทัณฑ์อธิบายแผนงานการพัฒนาเรือนจำในปีนี้ว่า กรมราชทัณฑ์เตรียมสร้างเรือนจำโครงสร้างเบา ระบบเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย สำหรับรูปแบบการก่อสร้างกรมราชทัณฑ์จะใช้ตู้คอนเทนเนอร์มาต่อกันด้วยความสูงประมาณ 2-3 ชั้น การก่อสร้างคล้ายกับค่ายทหารมีการทำรั้วลวดหนามล้อม แต่อาจไม่แน่นหนาเท่าเรือนจำถาวรปกติ จำนวน 17 เรือนจำทัณฑสถานที่มีความพร้อมด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานรองรับ โดยแต่ละแห่งสามารถรองรับผู้ต้องขังได้ 500-1,000 คน

สำหรับกลุ่มผู้ต้องขังเป้าหมายจะต้องมีคุณสมบัติที่สามารถเข้ามาอยู่ในเรือนจำนี้ได้นั้น ต้องเป็นนักโทษเด็ดขาดจำคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษครั้งล่าสุด เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี และผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการ โดยนักโทษกลุ่มนี้จะได้รับการอบรมพัฒนาด้านร่างกายและจิตใจ รวมถึงการเตรียมพร้อมด้านอาชีพโดยร่วมมือกับภาคสังคม ซึ่งทางกรมราชทัณฑ์เตรียมพื้นที่ไว้แล้ว เป้าหมายเพื่อลดปัญหาคนล้นคุกในแต่ละเรือนจำ และเป็นการเตรียมพร้อมให้กับผู้ใกล้จะพ้นโทษได้เตรียมตัวก่อนกลับคืนสู่สังคม

อธิบดีกรมราชทัณฑ์ กล่าวว่า กฎหมายประเทศไทยนั้นมีกฎหมายอาญามาก ทำผิดอะไรก็ขังคุกอย่างเดียว โดยเฉพาะนักโทษคดีเสพยาเสพติด เลยส่งผลกระทบต่อกรมราชทัณฑ์ ทำให้เรือนจำแน่น กระทบกับงานทั้งหมดที่มี เช่น แต่ละเรือนจำสามารถจัดให้นักโทษทานอาหารได้มื้อละ 1,000 คน เพราะโรงอาหารมีพื้นที่จำกัด หากมีนักโทษ 4,000 คน ต้องจัดคิวเป็น 4 รอบ เพื่อให้นักโทษได้ทานอาหารครบทุกคน และวันหนึ่งรับประทานอาหาร 3 มื้อ เป็นต้น แต่ไม่ใช่คำอ้างของกรมราชทัณฑ์ กรมราชทัณฑ์มีหน้าที่ดูแลก็ต้องทำให้ดีที่สุด

 

%d bloggers like this: