ราชบุรี

All posts tagged ราชบุรี

“Senior Smile หรรษา พาเที่ยว เกี่ยวความสุข” ย้อนวันวาน ที่สวนผึ้ง ราชบุรี

Published พฤษภาคม 22, 2012 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/44796

11 September 2554

ราชบุรี หนึ่งในจังหวัดทางภาคตะวันตกของไทย ซึ่งในวันนี้กลายเป็นแดนสวรรค์ของเหล่านักท่องเที่ยวที่ไม่ชอบเดินทางไกลๆ หรือนั่งรถนานๆ โดยจะเลือกท่องเที่ยวเดินทางแบบไปเช้า-เย็นกลับ หรือพักค้างคืนก็สนุกประทับใจไม่แพ้กัน ราชบุรีในวันนี้ แค่ขับรถหรือนั่งรถชมวิวแบบชิลๆ แค่ 2 ชั่วโมงกว่าๆ จากกรุงเทพฯ ในระยะทาง 100 กว่ากิโลก็ถึงอำเภอสวนผึ้ง ดินแดนที่โด่งดังขึ้นชื่อนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน จุดหมายปลายทางของคณะ Senior smile กว่า 80 ชีวิต ที่ร่วมเดินทางมากับโครงการ Senior Smile หรรษา พาเที่ยว เกี่ยวความสุข โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.)
สวนผึ้งเป็นอำเภอบนพื้นที่สูงของจังหวัดราชบุรี โอบล้อมด้วยภูเขาและป่าไม้มากมาย เป็นดินแดนสายหมอกแห่งขุนเขาตะนาวศรี ภูมิประเทศสวยงามด้วยภูเขาน้อยใหญ่สลับซับซ้อน ความสูงเฉลี่ย 200-1,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล สวนผึ้งมีพื้นที่ติดชายแดนไทย-พม่า มีแม่น้ำชีไหลผ่าน จึงมีสภาพอากาศที่เย็นสบายคล้ายกับภาคเหนือ และอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก
สวนผึ้งยังเป็นแหล่งปลูกพืชผักผลไม้เศรษฐกิจนานาชนิด ในวันนี้จึงมีนักท่องเที่ยวจากทุกสารทิศแวะมาเยี่ยมเยียนไม่ได้ขาด เพราะมีรีสอร์ตสวยๆ โดดเด่นในสไตล์น่ารักๆ แบบชนบทของยุโรป อย่าง สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี อังกฤษ เปิดให้บริการอย่างมากมาย และว่ากันว่าใครมาสวนผึ้ง ต้องได้เพื่อนใหม่เป็นเจ้าแพะ แกะ และม้า กันอย่างแน่นอน เพราะไม่ว่าจะรีสอร์ตแห่งใดในสวนผึ้ง ก็จะพบกับเจ้าสัตว์พวกนี้ด้วยกันทั้งนั้น
อำเภอสวนผึ้ง มีคำขวัญว่า “สาวกะเหรี่ยงเคียงถิ่นตะนาวศรี ลำภาชี แก่งส้มแมวแนวหินผา ธารน้ำร้อนบ่อคลึงตรึงติดตา น้ำผึ้งป่า หวานซึ้ง ตรึงใจ” โดยที่มาของคำว่า “สวนผึ้ง” นั้น มาจากสภาพพื้นที่โดยทั่วไปของอำเภอที่แวดล้อมไปด้วยธรรมชาติ ป่าไม้ เทือกเขา และมีต้นไม้ชนิดหนึ่งที่ชาวบ้านเรียกว่า “ต้นผึ้ง” ซึ่งเป็นต้นไม้ที่มีสีขาวนวลไม่มีเปลือกกะเทาะหรือลอกให้เห็น และที่สำคัญคือจะมีผึ้งจำนวนนับแสนนับล้านตัวมาอาศัยทำรังบนต้นผึ้งเท่านั้น จึงมีชื่อเรียกว่า อำเภอสวนผึ้งกันเป็นที่ติดปากของคนราชบุรีและคนทั่วไป
สถานที่ท่องเที่ยวแห่งแรกในสวนผึ้งที่คณะ Senior Smile มีโอกาสได้แวะเที่ยวชมใกล้ชิดธรรมชาติ คือ ไร่ปลูกรัก ซึ่งมีเนื้อที่กว้างขวางร่มรื่นกว่า 60 ไร่ เราได้เยี่ยมชมการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ ที่ไม่ใช้สารเคมี ชิมเครื่องดื่มดอกไม้ออร์แกนิก และคุกกี้โฮมเมดเพื่อสุขภาพ ฟังบรรยายการทำฟาร์มเกษตรอินทรีย์ของไร่ และวิถีชีวิตแบบออร์แกนิก ที่สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้
นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบธรรมชาติ นิยมบริโภคพืชผักปลอดสารพิษ ที่ใช้วิธีปลูกแบบออร์กานิก ไม่ควรพลาดที่มาแวะเที่ยวชมที่ไร่ปลูกรักนี้ คณะเรายังได้รับความรู้มากมายในเรื่องของการทำน้ำสลัด สูตรซีอิ๊วญี่ปุ่น จากพืชผักสวนครัว อย่างกะเพรา โหระพา สะระแหน่ ที่ให้คุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ได้เรียนรู้วิธีการเก็บรักษาอาหาร อย่างการทำไข่เค็มออร์แกนิกจากไข่เป็ด แถมยังได้ไข่เค็มเป็นของฝากติดมือกลับบ้าน นอกจากนี้ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการปลูกผักลดโลกร้อน อย่างต้นกระเจี๊ยบเขียว กิจกรรมนี้หลายๆ คนติดอกติดใจจนอยากจะหนีความเร่งรีบในเมืองกรุงมาเป็นชาวไร่ปลูกรักไปตามๆ กัน
ได้สาระในการใช้ชีวิตแบบออร์แกนิกกันอย่างลึกซึ้งแล้ว ทีม ททท.ได้พาคณะ Senior Smile ไปอิ่มอร่อยมื้อเที่ยงกันที่ร้านอาหารขึ้นชื่อ CABBAGES & CONDOMS  หรือซีแอนด์ซี ซึ่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันไปทั่ว ถึงขนาดที่ว่า ถ้ามาราชบุรีไม่แวะลิ้มลองอาหารร้านนี้ ถือว่ามาไม่ถึงกันเลยทีเดียว โดย CABBAGES & CONDOMS  นั้น เป็นร้านอาหารในเครือข่ายการรณรงค์คุมกำเนิดของสมาคมพัฒนาชนบท โดยคุณมีชัย วีระไวทยะ  มีสัญลักษณ์ประจำร้าน ที่แปลกแหวกแนวคือ ถุงยาง หรือ CONDOMS สำหรับเมนูอาหารเด็ดที่ได้มีโอกาสได้ลิ้มลองรสชาติกัน เท่าที่จำชื่อได้ มียำเต้าหูทรงเครื่อง แกงเลียงรสจัดจ้าน ข้าวผัดแฮม กุ้งผัดบร็อกโคลี ฯลฯ
หลังจากเอร็ดอร่อยกันแบบสุดๆ แล้ว ไปเที่ยวกันต่อที่วัดขนอน ได้ร่วมภาคภูมิใจกับศิลปวัฒนธรรมของชาติ ชมการแสดงหนังใหญ่ การแสดงชั้นสูงตั้งแต่สมัยอยุธยา ที่ได้น้องๆ เยาวชนชายซึ่งเป็นเด็กๆโรงเรียนวัดขนอนเป็นผู้เชิด โดยมีพระครูพิทักษ์ศิลปาคม เจ้าอาวาสวัดขนอน เป็นผู้ฝึกสอนด้วยตนเอง การแสดงหนังใหญ่ เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของมหากาพย์รามเกียรติ์ ซึ่งตอนที่คณะเราได้ชมกันนั้น คือ ตอนหนุมานถวายแหวน นอกจากนี้ยังได้เที่ยวชมพิพิธภัณฑ์หนังใหญ่ที่รวบรวมหนังใหญ่ที่มีอายุหลายร้อยปี มีตัวหนังทั้งสิ้น 313 ตัว เป็นสมบัติของวัดที่ได้ร่วมรักษาสืบทอดกันมา เป็นที่ตื่นตาตื่นใจและสร้างความประทับใจให้กับคณะ Senior Smile เป็นอย่างมาก เพราะแผ่นหนังใหญ่หาชมได้ยากมากในปัจจุบัน จนหลายๆ คนอดไม่ได้ที่จะบันทึกเรื่องราว เก็บภาพความประทับใจไว้ว่าครั้งหนึ่งได้มีโอกาสมาได้สัมผัสศิลปะวัฒนธรรม การละเล่นชั้นสูง ซึ่งควรค่าแก่การสืบต่อสืบสานสู่รุ่นลูกรุ่นหลาน
โปรแกรมสุดท้ายในวันแรกของทริปเที่ยวสวนผึ้ง คณะ Senior Smile ได้เปลี่ยนบรรยากาศมาทำบุญไหว้พระ ฟังเทศน์ ถวายสังฆทาน กันตอนบ่ายแก่ๆ ในบรรยากาศแบบหนังท้องเริ่มตึง หนังตาเริ่มหย่อนกันที่วัดพระศรีอารย์ ซึ่งมีอุโบสถทองคำร้อยล้าน ที่ผู้มีจิตกุศลสร้างขึ้นเพื่อแสดงถึงพลังศรัทธาของชาวไทยที่มีต่อพระพุทธศาสนา สวยงามอร่ามตา ตั้งโดดเด่นเป็นสง่า สะดุดตาแก่ผู้พบเห็น นอกจากจะได้ซึมซับกับพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธศาสนาแล้ว ทางท่านเจ้าอาวาสวัดยังสุดแสนจะมีเมตตา เลี้ยงดูปูเสื้อกันอย่างดี ด้วยเมนูผัดไทยสุดแสนอร่อย กับข้าวต้มเครื่องร้อนๆ ซดคล่องคอ ช่วยรองท้องให้คณะเราไปอีกมื้อ คณะ Senior Smile จึงร่วมขออนุโมทนาบุญในครั้งนี้ด้วย ก่อนที่จะเดินทางค้นหาความสุขในส่วนผึ้งกันต่อไป
หลังจากสนุกได้ทั้งสาระ ความรู้ และได้เปิดประสบการณ์ใหม่ๆ กันมาตลอดวัน  ก็ถึงช่วงเวลาของการพักผ่อนยามเย็น เดินทางเข้าพักที่รีสอร์ตสุดฮิป ท่ามกลางขุนเขาลำเนาไพร “ลาทอสคาน่า”  รีสอร์ตสไตล์ชนบทของอิตาลี ที่ห้องพักได้ตกแต่งไว้อย่างมีสไตล์ดึงดูดจนแทบจะไม่อยากกลับบ้านกันเลย แถมอาหารมื้อค่ำที่ลาทอสคาน่าแห่งนี้ยังอร่อยแบบลืมไม่ลง กับเมนูบาร์บีคิวเนื้อนุ่ม สลัดผักเพื่อสุขภาพ สปาเกตตีปลาเค็ม ต้มยำรสจัดจ้าน ที่ยังไม่เคยเจอร้านไหนใส่เห็ดโคนญี่ปุ่นให้รับประทานกันอย่างจุใจแบบนี้มาก่อน ปิดท้ายค่ำคืนอันแสนอบอุ่น กับมินิคอนเสิร์ตร้องเพลงย้อนวันวาน ของ 3 พี่น้อง วงสินเจริญ บราเธอร์ส ที่เรียกเสียงหัวเราะและรอยยิ้มของบรรดาคุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณอา และกระจิบข่าว ในคณะ Senior Smile จนหายเหนื่อยเพลียกันเป็นปลิดทิ้ง ก่อนจะแยกย้ายกันพักผ่อนนอนหลับฝันดีเตรียมพร้อมร่างกายกับกิจกรรมท่องเที่ยวในวันใหม่กัน
วันสุดท้ายของทริปเที่ยวสวนผึ้ง อรุณสวัสดิ์ตื่นเช้ามาพบกับความสดชื่น สูดโอโซนกันเต็มๆ กับอากาศสุดแสนบริสุทธิ์ สัมผัส เที่ยวชม พร้อมเก็บภาพบริเวณรอบๆ รีสอร์ตกันอย่างจุใจ อิ่มอร่อยกับอาหารเช้ากันแบบจัดหนัก ที่ห้องอาหาร Cucina เพื่อเตรียมพร้อมลุยเที่ยวกันต่อ ก่อนจากลา เจ้าของรีสอร์ตสุดแสนใจดี มอบของหอมเป็นที่ระลึก สร้างความประทับใจแก่คณะ Senior Smile เป็นอย่างยิ่ง
มาถึงสวนผึ้งไม่มาไม่ได้กับสถานที่ท่องเที่ยวสุดฮอตที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในราชบุรี เดอะซีนเนอรี่รีสอร์ตแอนด์ฟาร์ม รีสอร์ตในหุบเขาติดลำน้ำภาชี ที่สวยงามด้วยการตกแต่งฟาร์มในสไตล์ชนบทของอังกฤษ กลางทุ่งหญ้าและขุนเขา เดอะซีนเนอรี่เป็นสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อการพักผ่อนที่เน้นความสงบ สบายและใกล้ชิดธรรมชาติ ความสวยงามของรีสอร์ตที่สร้างขึ้นมาในสไตล์อังกฤษ ทำให้เป็นที่นิยมอย่างสูงของคนชอบถ่ายรูป
สำหรับกิจกรรมเยี่ยมชมและให้อาหารน้องแกะที่เดอะซีนเนอรี่ นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสความน่ารักของน้องแกะได้ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 10.30-18.00 น. ที่เดอะซีนเนอรี่ แม้ว่าอากาศจะร้อนไปสักนิด แต่ความสุขมีอยู่แบบไม่จำกัด ได้เลี้ยงแกะ ให้อาหารแกะกันอย่างสนุกสนาน ได้เก็บรูปสวยๆ กับเจ้าแกะแสนซน และยังได้ซื้อของที่ระลึกจากร้านซีลเวอร์เนีย ที่มีให้เลือกหลากหลายในซีรีสอร์ตแห่งนี้ไปฝากเพื่อนพ้องที่กรุงเทพฯ กันแบบถ้วนหน้า เสร็จจากการช็อปปิ้งกันแบบเพลิดเพลินแล้ว ก็ถึงเวลาของอาหารกลางวัน คณะ Senior Smile ได้อิ่มอร่อยกันที่ร้านอาหารแห่งเดียวในเดอะซีนเนอรี่ที่มีเมนูหลากหลาย อย่าง น้ำพริกลงเรือ แกงเขียวหวานหมู ไก่ทอดกรอบไร้ไขมัน ยำทะเลรสจัด พร้อมขนมหวาน ผลไม้ไว้บริการอย่างเต็มที่
หลังจากเที่ยวชมเดอะซีนเนอรี่กันอย่างจุใจแล้ว ไปเที่ยวต่อแบบมีสาระ ที่จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัว หรือพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของชุมชนคูบัว ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์วิถีชีวิตของคนแก่ที่โหยหาอดีต สร้างความสุขก่อนที่จะลาโลก จิปาถะภัณฑ์สถานบ้านคูบัวดูแล บริหารงานโดย ดร.อุดม สมพร ซึ่งเป็นผู้นำในการฟื้นฟูการทอผ้าจก ภูมิปัญญาของคนญวน เชียงแสน คณะ Senior Smule ได้ชมเรื่องราววิถีชีวิตของชุมชนไทย-ยวน ที่ได้เคลื่อนย้านมาจากเมืองเชียงแสน เมื่อปี 2347 มาตั้งถิ่นฐานอยู่ที่เมืองราชบุรี ห้องจัดแสดงผ้าจกไทย-ยวน ภูมิปัญญาการทอผ้าไทย-ยวนเชียงแสน บางชิ้นมีอายุ 50-60 ปี การจัดแสดงการแต่งกายของชาติพันธุ์ชนชาติยวน โซ่ง ลาวเวียง มอญ กะเหรี่ยง จีน และไทยพื้นถิ่นในจังหวัดราชบุรี
ปิดท้ายโปรแกรมเที่ยวสวนผึ้งกันด้วยการแวะซื้อของฝากชื่อดังของเมืองราชบุรี ไชโป๊หวาน เค้กมะพร้าวอ่อน ที่ร้านแม่กิมฮวย ฝากญาติสนิท มิตรสหาย ก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ โดยสวัสดิภาพ
สำหรับผู้สูงวัย หรือบุตรหลานที่ต้องการพาคุณพ่อคุณแม่และครอบครัว เที่ยวทริปราชบุรี ในบรรยากาศสนุกๆ แบบนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเส้นทางในโครงการ Senior Smile หรรษา พาเที่ยว เกี่ยวความสุข ได้ที่ ททท. Call Center 1672 เบอร์เดียวเที่ยวทั่วไทย
———————————


ทางหลวงชนบทลุยสร้างถนน-สะพานข้ามแยกบนถนนเลี่ยงเมืองราชบุรี

Published มิถุนายน 28, 2011 by SoClaimon

28 มิถุนายน 2554, 14:38 น.

ทางหลวงชนบทลุยสร้างถนน-สะพานข้ามแยกบนถนนเลี่ยงเมืองราชบุรี.

Pic_182366

ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน-สะพานข้ามแยกบนถนนเลี่ยงเมืองราชบุรี คืบหน้า 70 % หวังให้ชาวบ้าน ชาวไร่ ชาวนาไว้ใช้ขนส่งสินค้าด้านเกษตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในท้องถิ่น คาดเปิดใช้งานได้ปลายปี54นี้…

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นายวิชาญ คุณากูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อสร้างสะพานข้ามแยกหน้าวัดดอนตะโก (ที่ กม.6+900) บนถนนสาย ค ผังเมืองรวมเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี (ถนนเลี่ยงเมืองราชบุรี) ว่าขณะนี้ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 70 %และขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างผิวจราจรบนสะพาน งานระบบระบายน้ำ และงานขยายผิวจราจรด้านล่างของถนนเดิม คาดว่าจะก่อสร้างแล้วเสร็จประมาณปลายปี 2554

ทั้งนี้  ที่ผ่านมากรมทางหลวงชนบทได้ดำเนินการก่อสร้างถนนตามผังเมืองรวมสาย ค ผังเมืองรวมเมืองราชบุรี  จังหวัดราชบุรี ซึ่งถนนสายนี้ได้ก่อสร้างตัดผ่านสามแยกดอนตะโก (ถนนแม้นรำลึก) และสี่แยกดอนแจง (ถนนสายบ้านดอนแจงและถนนสมบูรณ์กุล) หลังจากที่เปิดให้ประชาชนได้ใช้สัญจรพบว่าถนนสายดังกล่าวมีปริมาณการจราจร หนาแน่นเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรบริเวณสามแยกดอนตะโกและ สี่แยกดอนแจง กรมฯ จึงได้จัดสรรงบประมาณมาดำเนินการก่อสร้างสะพานข้ามแยกบริเวณ กม.6+900 บนถนนสาย ค ผังเมืองรวมเมืองราชบุรี ก่อสร้างเป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็กคู่ ผิวจราจรแอสฟัสท์คอนกรีต ความยาว 720 เมตร จำนวน 4 ช่องจราจร ไป-กลับ พร้อมทั้งปรับปรุงถนนบริเวณพื้นที่ก่อสร้างสะพานตั้งแต่ กม.ที่ 0+070 ถึง กม.ที่ 0+890 ก่อสร้างจุดกลับรถใต้สะพานบริเวณ กม.ที่ 0+400 ตลอดจนขยายผิวจราจรเดิม ปรับปรุงเกาะกลาง ทางเท้า ระบบระบายน้ำ และระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ตลอดจนการอำนวยความปลอดภัย เช่น เพิ่มเติมการติดตั้งป้ายจำกัดความเร็วแบบ Solarcell เพิ่มเติมงานผนังกันเสียง (Noise Barrier) บริเวณวัดและโรงเรียน งานทาสีชนิด Self Cleaning Technology บนราวสะพานทั้งด้านในและด้านนอก เพื่อให้เกิดความสวยงาม ป้องกันการเกิดเชื้อราและตะไคร่น้ำในอนาคต โดยใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 180 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เพื่อความสะดวกปลอดภัยของประชาชน ระหว่างดำเนินการก่อสร้างสามารถหลีกเลี่ยงไปใช้ถนนเพชรเกษมแทน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 มิถุนายน 2554, 14:38 น.

หมอดินใช้ พด.7 ไล่แมลงดำเนินสะดวกขานรับแทนเคมี

Published ธันวาคม 29, 2010 by SoClaimon

9 ธันวาคม 2553, 05:15 น.

ผ่านทางหมอดินใช้ พด.7 ไล่แมลงดำเนินสะดวกขานรับแทนเคมี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_132684

 

นายธวัชชัย สำโรงวัฒนา อธิบดีกรมพัฒนาที่ดิน เผยว่า กรมสนับสนุนให้เกษตรกรเข้าสู่การเกษตรแบบอินทรีย์โดยใช้วัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรและในครัวเรือนมาผลิตปุ๋ยไว้ใช้เอง ควบคู่กับการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นมาผสมผสานในการประกอบอาชีพเพื่อสร้างวิถีชีวิตที่มั่นคง  ซึ่งได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ผ่านเครือข่ายหมอดินอาสา  เพื่อเป็นแบบอย่างให้เพื่อนเกษตรกรในละแวกใกล้เคียงได้ทำตาม  ในการเลิกพึ่งพาสารเคมีหันมาใช้สารอินทรีย์ในการปรับปรุงบำรุงดิน ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลผลิตและสร้างสุขภาพที่ดีให้กับตนเอง

นายชูชัย นาคเขียว หมอดินอาสาประจำอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี เผยว่า ในอดีตอำเภอดำเนินสะดวกมีแปลงปลูกพริก หอม กระเทียมจำนวนมาก ต้องฉีดยาฆ่าแมลงศัตรูพืชตามแปลงต่างๆทุกวัน สารพิษจึงสะสมในร่างกายและเจ็บป่วยบ่อย  จึงเริ่มศึกษาเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรทดแทนสารเคมีทางการเกษตร โดยสมัครเป็นหมอดินอาสาซึ่งได้รับการอบรมถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการทำเกษตรอินทรีย์ การผลิตปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักจากสารเร่ง พด. นอกจากนี้ ยังได้รับความรู้เกี่ยวกับการผลิตน้ำหมักสมุนไพรขับไล่แมลง

ด้วยสารเร่งซุปเปอร์ พด.7 ได้นำความรู้ที่ได้มาต่อยอดในการผลิตสมุนไพรขับไล่แมลงโดยสกัดเป็นฮอร์โมนพืชไว้ใช้เอง และถ่ายทอดสู่กลุ่มเกษตรกร สามารถสร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงขึ้น.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 9 ธันวาคม 2553, 05:15 น.

 

สวนมะพร้าว อายุเกือบ 200 ปี ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ที่ อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี

Published กุมภาพันธ์ 10, 2010 by SoClaimon

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 466

รายงานพิเศษ-มหัศจรรย์มะพร้าวไทย

เพชรรัตน์ สิทธิรักษ์ ภาควิชาส่งเสริมและนิเทศศาสตร์เกษตร มก.

สวนมะพร้าว อายุเกือบ 200 ปี ควรค่าแก่การอนุรักษ์ ที่ อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี

มะพร้าว มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ใด หรืออยู่บนส่วนไหนของโลกยังไม่มีข้อสรุปและชี้ชัด แต่ก็มีบันทึกไว้มากมายว่าอยู่ส่วนโน้นส่วนนี้ 

เริ่มจากทวีปอเมริกา ที่โคลัมเบีย มีพืชตระกูลเดียวกับมะพร้าวขึ้นอยู่มากมาย นักพฤกษศาสตร์ มีความเห็นว่า มะพร้าวน่าจะวิวัฒนาการมาจากพืชพรรณเหล่านั้น

ที่อเมริกากลาง มีปลูกมะพร้าวมาช้านาน โดยเฉพาะปานามา

อเมริกาใต้ ก็มีบันทึกว่า มีปลูกมะพร้าวมานาน จากนั้นกระจายไปสู่ภูมิภาคอื่น หมู่เกาะแปซิฟิก เป็นถิ่นมะพร้าวเช่นกัน

ที่หมู่เกาะ ในมหาสมุทรแปซิฟิก มีการปลูกมะพร้าวมากมาย เนื่องจากปลูกมานาน ความหลากหลายทางด้านสายพันธุ์จึงมีมาก ชาวเกาะบางแห่ง นับถือมะพร้าวเป็นเทพเจ้า

ในอินเดีย มีบันทึกการใช้ประโยชน์มะพร้าว ตั้งแต่สมัยพุทธกาล เอเชียก็มีบทบันทึก ที่ศรีลังกา มีหลักฐานว่า ปลูกมะพร้าวก่อนคริสตกาล 300 ปี

เอเชียอาคเนย์ เจ้าของท้องถิ่น ก็มีความเชื่อว่า มะพร้าวมีถิ่นกำเนิดในถิ่นนี้เช่นกัน

สำหรับถิ่นกำเนิดของมะพร้าว คงต้องมีการถกเถียงกันต่อไป ซึ่งจุดใหญ่ๆ ที่อ้างว่าเป็นถิ่นกำเนิด ยังคงอยู่ที่อเมริกาใต้ อเมริกากลาง รวมทั้งหมู่เกาะแปซิฟิก หลักฐานที่นำมาประกอบนั้นมีเรื่องของชื่อที่ใช้เรียกมะพร้าว อย่างเช่นท้องถิ่นใดที่เรียกชื่อมะพร้าว แล้วคนที่อื่นเรียกตามมากๆ ก็ทึกทักว่า ที่นั่นแหละถิ่นกำเนิด

แหล่งใดที่มีปลูกมะพร้าวกันมาก ปลูกสืบทอดกันมานาน มีพันธุกรรมหลากหลาย ก็อาจจะบอกว่าบ้านข้าปลูกมะพร้าวมาก่อนใคร

หลักฐานอย่างอื่นก็มีเรื่องความเชื่อ อย่างการนับถือมะพร้าวเป็นเทพเจ้า การนำมาเป็นอาหาร ยารักษาโรค ก็เป็นข้อกล่าวอ้างได้ หลังๆ มีการทดสอบเรื่องการกระจายพันธุ์ อย่างเช่น ปล่อยให้มะพร้าวลอยไปตามน้ำ อาศัยลมพัดพา

มะพร้าว เป็นไม้ที่ขึ้นในเขตร้อน ไทยเราก็มีอากาศที่เหมาะสม ที่จะเป็นแหล่งกำเนิดมะพร้าวได้ ดังนั้น แนวคิดส่วนตัว จึงคิดว่า หากไทยมีการจดบันทึก มีประวัติศาสตร์ มีภาษาก้าวหน้าอย่างชาติอื่น อาจจะบอกคนอื่นว่า บ้านข้าก็ปลูกมะพร้าวมานานเช่นกัน เพราะไม้ตระกูลมะพร้าว หรือญาติของมะพร้าว ในบ้านเราก็มีอยู่มากมาย

เอาเถอะ! ถึงมะพร้าวในเรื่องของถิ่นกำเนิดยังสรุปไม่ได้ แต่ในบ้านเรานั้นยังงัยก็ตาม มะพร้าว ถือว่าเป็นพืชเก่าแก่ที่มีมานานโขตั้งแต่สมัยคุณทวดมาแล้ว

อำเภอวัดเพลง จังหวัดราชบุรี สถานที่ตั้งสวนมะพร้าวอายุเกือบ 200 ปี ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ ทองยงค์ เป็นผู้ศึกษามะพร้าวน้ำหอม พันธุ์ รบ.1, รบ. 2 และ รบ.3 ในสวนมีพืชหลายชนิด มีมะพร้าวเป็นพืชประธาน (พืชหลัก) นอกจากนั้น ก็มีกล้วย ลิ้นจี่ มะม่วง ส้มโอ

“ส่วนมะพร้าวที่ปลูกสมัยคุณทวดก็มีอยู่หลายต้น ต้นที่อายุมากที่สุดอยู่ที่ประมาณ 170 ปี และส่วนใหญ่อายุจะราวๆ 150-100 ปี ปลูกเอาไว้ ไม่ยอมขายไม้หรือตัดทิ้ง เพราะเป็นสิ่งที่มีคุณค่า ควรอนุรักษ์ และรักษาให้ลูกให้หลานได้ดู ได้เห็น ได้รู้จัก และจะดำรงมะพร้าวพันธุ์โบราณไว้” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ กล่าว

สูงมาก ต้องพิสูจน์???

ด้วยความอยากรู้ จึงต้องรบกวน คุณสมพงษ์ เวชโช ผู้ชำนิชำนาญในการปีนต้นมะพร้าวมากว่า 20 ปี เพื่อวัดความสูงของต้น และลักษณะของลูกมะพร้าว เพื่อไขข้อข้องใจ ต้นแรกอายุกว่า 170 ปี มีความสูงของต้นประมาณ 20 เมตร ความกว้างของต้น 133 เซนติเมตร ระยะสูงจากพื้นถึงราก 80 เซนติเมตร ลักษณะของลูกมะพร้าวมีสีเหลือง ผลกลมเล็ก ต้นที่สองอายุราวๆ 150 ปี มีความสูงของต้นประมาณ 15 เมตร ความกว้างของต้น 153 เซนติเมตร ลักษณะลูกมีสีไฟ ผลกลมเล็ก ส่วนต้นที่เป็นสาว (อายุเพียง 10 ปี) เป็นต้นที่ปลูกแทนที่ต้นที่ตายไป มีความสูงประมาณ 5 เมตร ความกว้างรอบโคน 160 เซนติเมตร ผลมีสีเขียว ผลกลมใหญ่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ บอกว่า มะพร้าวนะยิ่งแก่ยิ่งสูง รอบโคนต้นก็จะเล็กลง แต่ลูกจะยิ่งดกรอบคอ

เดินสำรวจสวนมะพร้าวโดยรอบ และก็อดสงสารคุณสมพงษ์ไม่ได้ที่ต้องปีนต้นมะพร้าวที่แสนจะสูงตั้งหลายต้น จึงต้องให้น้ำดื่มกันหน่อย เดินสำรวจสักพักก็ได้เวลาที่ต้องเดินกลับแล้ว เพราะได้บรรลุเป้าหมายของวันนี้แล้ว คือผลของลูกมะพร้าวโบราณที่หอบติดมือมาหลายลูก พร้อมกับอาการเหนื่อยล้ากันเต็มที จึงต้องรบกวนผู้ชำนาญในการผ่าโดยใช้ขวาน เพราะกะลาของผลมีลักษณะที่ค่อนข้างหนา และเปลือกเหนียว เมื่อผ่ามาแล้วพบว่าลักษณะของเนื้อมะพร้าวโดยรวมจะมีความหอม หวาน มัน เนื้อหนา และแข็ง เหมาะที่จะนำไปทำอาหารไทยๆ อย่างบ้านเรา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ กล่าวว่า ชาวบ้านที่นี่เขาจะสืบทอดอาชีพของต้นตระกูลหรือบรรพบุรุษเอาไว้จนถึงรุ่นลูกรุ่นหลาน เช่น ตระกูลขึ้นมะพร้าว ตระกูลทำน้ำตาลมะพร้าว ตระกูลโกยดิน ตระกูลเก็บลูกมะพร้าว เพราะเขาคิดว่าถ้าไม่มีพวกเขาเหล่านี้อาชีพที่มีมาตั้งแต่บรรพบุรุษก็จะสูญหายไป

คุณสมคิด เชียงทอง น้องสาวของผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ เจ้าของสวนมะพร้าวเก่าแก่ที่สืบทอดมารุ่นต่อรุ่นอีกคน บนเนื้อที่ 22 ไร่ ผู้ที่ยังคงยึดอาชีพชาวสวนมะพร้าวเป็นหลัก เพราะเป็นอาชีพที่ลงทุนน้อย มีรายได้พอสมควร (รายได้หมื่นกว่าบาท ต่อเดือน) สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างมีความสุข อยู่บนพื้นฐานของความพอเพียง นอกจากนี้ ยังได้อนุรักษ์สวนมะพร้าวที่สืบทอดมารุ่นต่อรุ่น มาจนถึงปัจจุบัน

นี่คือ สิ่งดีๆ ที่เยาวชนของไทยเราน่าจะเอาเป็นตัวอย่าง อย่ามองว่าอาชีพเหล่านี้ดูต่ำค่า และอย่าลืมว่าบรรพบุรุษของเราเลี้ยงลูก หลาน เหลน โหลน ด้วยอาชีพเหล่านี้ ซึ่งล้วนเป็นอาชีพที่สุจริต

ขอขอบคุณ ข้อมูลเกี่ยวกับต้นกำเนิดของมะพร้าวจากหนังสือดีๆ ที่น่าอ่าน ของมติชนบุ๊ค และหากผู้อ่านท่านใดสนใจอยากรู้ อยากถามเกี่ยวกับสวนมะพร้าวที่มีอายุเกือบ 200 ปี ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประสงค์ ทองยงค์ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ (02) 378-2620 และ (081) 836-6228

มะพร้าว

ชื่อวิทยาศาสตร์ Cocos nucifera Linn.

ชื่อวงศ์ PALMAE

ชื่อสามัญ Coconut

ชื่อท้องถิ่น

จันทบุรี เรียก ดุง

กาญจนบุรี เรียก โพล

แม่ฮ่องสอน เรียก คอส่า

ทั่วไป เรียก หมากอุ๋น หมากอูน

จีน เรียก เอี่ยจี้

ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้น สูงชะลูด 7-10 เมตร เปลือกลำต้นแข็ง ใบ ออกเป็นใบรวม มีใบย่อยเป็นแผ่นแคบยาว เรียงสลับกัน เป็นรูปขนนกปลายใบแหลม ดอก ออกเป็นช่อตามบริเวณกาบที่หุ้ม ดอกย่อยขนาดเล็ก ดอกหนึ่งมีกลีบดอก ประมาณ 6 กลีบ ผล เป็นรูปกลมหรือรี เส้นผ่าศูนย์กลาง ประมาณ 8-9.5 นิ้ว เปลือกนอกเรียบเกลี้ยง ผลอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่มีสีน้ำตาล เปลือกชั้นกลางเป็นเส้นใยนุ่ม ชั้นในแข็งเป็นกะลา เนื้อผลมีสีขาวนุ่ม และมีน้ำใส รสจืดหรือหวาน

การปลูก มะพร้าว ปลูกได้ดีในดินปนทราย ขยายพันธุ์โดยใช้ผลแก่เพาะเป็นต้นอ่อน สูงประมาณ 0.5-1 เมตร จึงนำไปปลูกในหลุมที่รองก้นด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก บำรุงด้วยปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง

สรรพคุณทางยา

กะลา นำมาเผาให้เป็นถ่านดำ แล้วนำมาบดเป็นผงละเอียด ผสมน้ำดื่ม วันละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 0.5-1 ช้อนชา แก้ปวดกระดูกและเส้นเอ็น

ดอก รสฝาดหวานหอม เป็นยาแก้เจ็บคอ แก้ท้องเสีย แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ กล่อมเสมหะ บำรุงโลหิต และแก้ปากเปื่อย

ราก รสฝาดหวานหอม เป็นยาแก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ หรืออมบ้วนปาก แก้เจ็บคอ

น้ำมันมะพร้าว รสหวานเค็ม รับประทานเป็นยาบำรุงกำลัง บำรุงหัวใจ ใช้ทาบำรุงผม หรือทาเป็นยาแก้กลากเกลื้อน ทาผิวหนังแตกแห้ง แก้โรคผิวหนังต่างๆ ทาแผลน้ำร้อนลวก โดยการเอาน้ำมันมะพร้าวมา 1 ส่วน ใส่ในภาชนะคนพร้อมๆ กับเติมน้ำปูนใส 1 ส่วน โดยเติมทีละส่วนพร้อมกับคนไปด้วย จนเข้ากันดี ใช้ทาบริเวณแผลบ่อยๆ

น้ำมะพร้าว ดื่มเป็นยาระบาย แก้ท้องเสีย ขับปัสสาวะ แก้พิษ แก้กระหายน้ำ แก้นิ่ว แก้อาเจียนเป็นโลหิตและบวมน้ำ นอกจากนี้ ยังทำเป็นน้ำส้มสายชู ใช้ประโยชน์อื่นๆ อีกมากมาย

คุณค่าทางโภชนาการ เนื้อมะพร้าวสามารถนำมาประกอบอาหารได้หลายชนิด หรือนำมาคั้นเอาน้ำกะทิประกอบอาหารคาว-หวาน ได้หลากหลายชนิด เนื้อมะพร้าวประกอบไปด้วย น้ำมันถึง 60-65% ในน้ำมันมีกรดไขมันหลายชนิด เนื้อมะพร้าวหั่นฝอยใส่น้ำเคี่ยวหรือตากแห้ง แล้วเคี่ยวจะได้น้ำมันมะพร้าว ส่วนน้ำมะพร้าวเป็นเครื่องดื่มที่มีคุณค่าทางอาหารสูง รสหวาน หอม ชุ่มคอ ชื่นใจ ในน้ำมะพร้าว ยังมีน้ำตาล โปรตีน โซเดียม แคลเซียม โพแทสเซียม แต่สำหรับผู้ที่มีปัญหาเป็นโรคหัวใจ หรือโรคไตก็ไม่ควรดื่มน้ำมะพร้าว

คติความเชื่อ ตามตำราการปลูกต้นไม้ตามทิศในตำราพรหมชาติฉบับหลวง มะพร้าว เป็นไม้มงคลและกำหนดปลูกไว้ทางทิศตะวันออก (บูรพา) ด้วยความเชื่อว่า เมื่อปลูกไว้บริเวณบ้าน จะทำให้ไม่มีการเจ็บไข้ และอยู่เย็นเป็นสุข

ข้อมูลจาก : http://www.panmai.com/

ละมุด มะกอกใหญ่ (หวานสุก) นงลักษณ์ ทองศรีสมบูรณ์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ต.ดอนไผ่ อ.ดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี แนะทำละมุดนอกฤดูขาย ได้ราคาดี

Published กุมภาพันธ์ 10, 2010 by SoClaimon

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 465

เทคโนโลยีการเกษตร

มนตรี แสนสุข

ละมุดมะกอกใหญ่ (หวานสุก) นงลักษณ์ ทองศรีสมบูรณ์ อดีตผู้ใหญ่บ้าน หมู่ที่ 2 ต.ดอนไผ่ อ.ดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี แนะทำละมุดนอกฤดูขาย ได้ราคาดี

ละมุด ผลไม้รสหวานหอม นิยมบริโภคกันทั่วไป พื้นที่ปลูกแหล่งใหญ่อยู่ในเขตอำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี มีแพร่หลายอยู่ 2 พันธุ์ คือ พันธุ์มะกอกใหญ่ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า พันธุ์หวานสุก กับอีกพันธุ์หนึ่งคือ “พันธุ์มาเลย์” หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “พันธุ์กระสวย” รูปลักษณะทรงผลจะเป็นทรงรีคล้ายไข่ไก่ ส่วนพันธุ์หวานสุกผลจะออกกลมป้อมๆ ละมุดเป็นพืชชอบน้ำ ปลูกได้ทั้งในระบบพื้นที่ราบหรือยกร่องสวน

คุณนงลักษณ์ ทองศรีสมบูรณ์ เกษตรกรหญิงคนเก่งแห่งบ้านหมู่ที่ 2 ตำบลดอนไผ่ อำเภอดำเนินสะดวก จังหวัดราชบุรี อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 2 ที่เพิ่งจะวางมือจากการดูแลลูกบ้านเมื่อไม่นานมานี้เอง สืบเนื่องจากหมดวาระการดำรงตำแหน่งผู้ใหญ่บ้านมา 5 ปี และอายุเกิน 60 ปี จึงหมดสิทธิ์ต่อการเข้ามาแข่งขันเป็นผู้ใหญ่บ้านอีกครั้งหนึ่ง ทุกวันนี้ อดีตผู้ใหญ่นงลักษณ์จึงอยู่กับบ้านช่วยลูกชายและหลานๆ ทำสวนในที่สวนของตนเอง เนื้อที่ 14 ไร่เศษ

คุณนงลักษณ์ บอกว่า ปลูกละมุดเต็มพื้นที่ 14 ไร่ มีละมุดอยู่ราว 500 ต้น ส่วนใหญ่จะเป็นพันธุ์มะกอกใหญ่ หรือพันธ์หวานสุก ละมุดแต่ละต้นอายุราว 12 ปี ปลูกมาแล้วรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 2 ทุกต้นให้ผลผลิตดี

“ละมุดที่สวนจะทำให้เก็บผลได้ในช่วงเดือนกันยายน จะได้ราคาดีกว่าละมุดที่ติดตามฤดูกาล เก็บขายในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคม ซึ่งในช่วงนั้นจะมีละมุดออกมาพร้อมๆ กันมากมาย ส่งผลให้ราคาตกต่ำ ซึ่ง 2-3 ปี ที่ผ่านมา ราคาขายหน้าสวนถึงกับขาดทุนเลยทีเดียว”

คุณนงลักษณ์ กล่าวและว่า สำหรับที่สวนจะหนีไม่ให้ผลผลิตออกช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน โดยทำให้เก็บผลละมุดได้ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคม ซึ่งทำได้ไม่ยุ่งยากอะไรเลย

คุณนงลักษณ์ แนะนำต่อไปอีกว่า ก่อนอื่นช่วงเดือนธันวาคม-มกราคม อากาศกำลังหนาว เป็นช่วงที่ละมุดพักต้น ระหว่างนี้ต้องทำให้ต้นเบาก่อน คือเก็บผลละมุดผลเล็กผลน้อยออกให้หมด จากนั้นก็บำรุงต้นให้ต้นสะสมอาหารให้เต็มที่ ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยสูตรเสมอ 16-16-16 ให้แตกใบอ่อนครั้งหนึ่ง

เตรียมต้นให้สมบูรณ์จนกระทั่งเดือนมีนาคมดูว่าต้นสมบูรณ์เต็มที่ ใบเขียวเข้มเป็นมันดีแล้ว งดการให้น้ำ ตากดินให้แห้ง ให้ต้นอดน้ำไม่เกิน 20 วัน ดูใบจะสลดเพราะขาดน้ำ ถึงตอนนั้นให้ใส่ปุ๋ยทางดิน สูตรเสมอ อัตราส่วน 1 ต้น ประมาณครึ่งกิโลฯ ไม่ต้องมาก พอหว่านปุ๋ยเสร็จให้ขึ้นน้ำทันทีจนดินชุ่ม แล้วเว้นระยะ 2 วัน ขึ้นน้ำที ใบจะสดใสขึ้นมา ไม่ช้าต้นก็จะแตกใบและติดตาดอกให้เห็น ก่อนดอกบานฉีดยาป้องกันแมลงหวี่ขาว ยาควบคุมหนอน และป้องกันเชื้อรา ผสมฉีดให้ทั่ว ประมาณ 2 ครั้ง หลังดอกบานงดการใช้ยา จนกระทั่งละมุดติดผลเล็กๆ คราวนี้ต้องฉีดยาครอบจักรวาลคุมหนอนคุมแมลงทุก 7 วัน ไปเรื่อยๆ

จนกระทั่งผลใหญ่ขนาดผลมะยม จึงค่อยๆ ห่างยา แต่ก็ต้องคุมเป็นระยะ ป้องกันไม่ให้หนอนหรือแมลงลงเจาะผล จนกระทั่งผลใหญ่ขนาดหัวแม่มือจึงจะปลอดภัย

สำหรับฮอร์โมนบำรุงดอก บำรุงผล ก็ต้องให้ทุกระยะของการเจริญเติบโต ทางดินต้องเปลี่ยนสูตรปุ๋ยตามการเจริญเติบโต พอผลโตก็ให้ปุ๋ยหว่านครั้งหรือสองครั้งก่อนเก็บ หากมีฝนตกฉีดฮอร์โมนไม่สะดวกก็ให้ปุ๋ยเกล็ดบ้าง

“เกษตรกรดำเนินสะดวก เป็นนักเคมีกันทุกคน มีอะไรๆ ผสมปนเปกันไปหมด หากจะถามว่าต้องใช้ยาสูตรอะไรบ้าง คงบอกไม่ได้ เพราะว่าลูกชายฉันเขาเป็นนักเคมี ผสมโน่นผสมนี่ เอายาสูตรนั้นสูตรนี้มาผสมปนเปกัน แล้วฉีดป้องกันแมลงศัตรูทำลายทั้งดอก ทั้งผล แถมด้วยฮอร์โมนสูตรต่างๆ อีก ก็เลยบอกไม่ได้ว่าเป็นสูตรอะไร เพราะมันผสมปนเปกัน”

คุณนงลักษณ์ กล่าวอย่างอารมณ์ดี พร้อมกับบอกต่ออีกว่า ลูกชายฉันเขาก็เป็นนักเคมี เที่ยวไปคุยกับเพื่อนบ้านที่ทำสวนด้วยกัน แลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน เกษตรกรย่านนี้ดีหน่อยที่ไม่ปิดบังเรื่องของการใช้ยา ใช้ปุ๋ย เราจึงสามารถ่ายทอดความรู้ซึ่งกันและกันนำมาใช้ในสวนได้ อีกทั้งตัวเองก็ต้องมีการประยุกต์ใช้กับสวนของเราด้วย

สำหรับการปลูกละมุดนั้นไม่ยุ่งยากเลย ใช้กิ่งตอนปลูกจะเหมาะกว่า คุณนงลักษณ์ บอกว่า ขุดหลุมให้ใหญ่สักหน่อย รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก เอากิ่งพันธุ์ลงปลูก รดน้ำสม่ำเสมอ พอต้นแข็งแรงใส่ปุ๋ยทางดินน้อยๆ ใช้สูตรเสมอก็ได้สะดวกดี ให้ปุ๋ย 3 เดือนครั้ง จนกระทั่งต้นเติบโตเต็มที่

ละมุดถ้าได้น้ำสม่ำเสมอ ได้ปุ๋ยบำรุงเต็มที่ ต้นจะโตเร็วมาก เพียงแค่ 3 ปี ก็ให้ผลผลิตแล้ว แต่ยังไม่เต็มที่ เข้าปีที่ 4 ละมุดจะเริ่มติดดกขึ้น จะไปให้ผลผลิตดีก็ช่วงปีที่ 5-6 ถึงคราวนี้ต้องบำรุงต้นก่อนติดดอกออกผล หลังเก็บผลผลิตแล้ว ตัดแต่งกิ่งใส่ปุ๋ย พักต้นให้ต้นสะสมอาหารจนเต็มที่จึงรดน้ำ แล้วก็ขึ้นน้ำอีกที ละมุดก็จะติดดอกออกผลอีกรุ่นหนึ่ง หากจะให้ละมุดติดผลนอกฤดูก็ให้เตรียมต้นช่วงวันเวลาดังกล่าวข้างต้น

คุณนงลักษณ์ กล่าวต่อไปอีกว่า พอเก็บผลลงมาจากต้น ก็ยังต้องมาผ่านพิธีการล้างผลกันก่อน โดยการนำผลมาใส่ใน “กร๊อ” ภาชนะทรงกลมทำด้วยตาข่ายหรือไม้ตีแนวขวางโดยรอบ ติดตั้งแช่ไว้ในน้ำครึ่งหนึ่ง เอาผลละมุดใส่ลงไปในกร๊อ ติดเครื่องมอเตอร์ ให้มอร์เตอร์หมุนกร๊อ ละมุดที่อยู่ในกร๊อจะกลิ้งหมุนล้างน้ำจนสะอาด ในกร๊อสามารถใส่ละมุดล้างได้ประมาณ 200 กิโลกรัม หมุนกร๊อในน้ำประมาณ 5 นาที จึงเอาผลละมุดที่ล้างน้ำแล้วออกมา ย้อมสีโดยตักละมุดในกร๊อออกมาด้วยสวิงตาข่ายหนาจุ่มในน้ำผสมสีย้อมละมุด แล้วนำลงในรางไม้เพื่อคัดละมุด

จากนั้นก็ใช้มือคัดแยกละมุดใส่ตระกร้าส่งขาย ละมุดที่เก็บออกมานี้ยังสุกไม่เต็มที่ จะต้องบ่มอีก 2 คืน จึงจะใช้ได้

คุณนงลักษณ์ บอกว่า ลูกชายอีกคนหนึ่งมีแผงขายผลไม้ที่กรุงเทพฯ เขามีลูกค้ามารับซื้อต่ออีกช่วงหนึ่ง ลูกค้าบางรายก็ต้องการละมุดดิบๆ อย่างนี้ เขาจะเอาไปบ่มเองหรือขาย ก็จะบอกลูกค้าว่าจะต้องบ่มต่อ หรือบางรายก็ต้องการละมุดบ่มสามารถรับประทานได้เลย เราก็จะแยกเอาไว้บ่มก่อน ขายตรงนี้อยู่ที่ผู้ซื้อว่าต้องการละมุดดิบหรือบ่มสุกแล้ว

ละมุดจากสวนจะส่งขายไปทั่วประเทศ ส่วนเรื่องของราคาละมุดนั้น คุณนงลักษณ์ บอกว่า หากทำให้เก็บผลได้ในช่วงเดือนกันยายน-ตุลาคมนี้ ก็ไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร ปีนี้ราคาพอไปได้ แต่ 2-3 ปี ที่ผ่านมา ละมุดช่วงฤดูกาลคือ เก็บผลตอนเดือน เมษายน-พฤษภาคม ราคาตกถึงกับขาดทุน ละมุดถ้าขายต่ำกว่ากิโลกรัมละ 4 บาท จากหน้าสวน ก็ขาดทุนแล้ว ที่ผ่านๆ มาชาวสวนแย่ไปตามๆ กัน สาเหตุหนึ่งก็คือ ราคาปุ๋ย ราคายาเคมีแพงมาก

คุณนงลักษณ์ บอกว่า ละมุดสามารถปลูกได้ทั่วไป แต่ต้องมีข้อแม้ว่าดินต้องดี มีน้ำอุดมสมบูรณ์ สามารถบังคับน้ำได้ ก็สามารถปลูกละมุดให้ผลดีได้ ปลูกละมุดต้องใกล้แหล่งน้ำ หากปลูกระบบไร่ผลผลิตที่ออกมาจะต่างไปจากละมุดสวนแถบดำเนินสะดวก ละมุดจากสวนดำเนินฯสะดวกเนื้อจะละเอียดหวานหอม และกรอบ ส่วนละมุดจากพื้นที่ไร่เนื้อจะออกหยาบเป็นเนื้อทราย ทั้งๆ ที่เป็นละมุดพันธุ์เดียวกัน แต่พื้นที่ปลูกต่างกัน เนื้อละมุดจะออกมาไม่เหมือนกัน

คุณนงลักษณ์ กล่าวอีกว่า ใครๆ มักถามว่า ทำไม ต้องย้อมสีละมุดด้วย เกษตรกรชาวสวนละมุดก็สงสัยเหมือนกันว่าผู้บริโภคทำไมไม่ยอมรับละมุดที่ไม่ย้อมสี เกษตรกรเองไม่อยากเสียเงินไปซื้อสีย้อมละมุดมาย้อมหรอก ราคาค่าสีย้อมละมุดหนึ่งกิโลฯ ราคาพันกว่าบาทแล้ว ไม่ใช่ถูกๆ

ละมุดที่ไม่ย้อมสีผิวเปลือก ผลจะออกสีน้ำตาลขาว ดูไม่สวย ถ้านำมาวางคู่กับละมุดย้อมสี ผู้คนร้อยทั้งร้อยจะเลือกละมุดสวยที่ย้อมสี ในเมื่อผู้บริโภคต้องการละมุดสวย ผู้ขายก็ต้องทำละมุดสวยๆ ขายเช่นกัน ดังนั้น เกษตรกรจึงต้องผลิตละมุดสวยย้อมสีออกขายด้วยเหตุฉะนี้

สำหรับเกษตรกรรายใดสนใจในเรื่องของละมุด หรือจะซื้อไปขาย ไปดูงาน เชิญโทร. คุยกับ คุณนงลักษณ์ ได้ที่ โทร (081) 704-4194 เจ้าตัวบอกยินดีต้อนรับทุกท่าน…เชิญนะ เจ้าคะ

นิพนธ์ สีลาเนียม คนรักนกแห่งสวนผึ้ง ราชบุรี แนะเลี้ยงนกกรงหัวจุก ให้เป็น “นักรบราวเหล็ก”

Published กุมภาพันธ์ 10, 2010 by SoClaimon

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 ตุลาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 464

เทคโนฯสัตว์เลี้ยง

มนตรี แสนสุข

นิพนธ์ สีลาเนียม คนรักนกแห่งสวนผึ้ง ราชบุรี แนะเลี้ยงนกกรงหัวจุก ให้เป็น “นักรบราวเหล็ก”

นกกรงหัวจุก นกตัวน้อย ปราดเปรียว เสียงไพเราะ หลายคนตั้งฉายามันคือ “นักรบราวเหล็ก” นั่นก็คือ เวลานำกรงขึ้นราวเหล็กในสนามแข่งขันการประกวดเสียงนกร้อง นักรบตัวน้อยน่ารักเสียงใสจะคึกคักปราดเปรียวมีความหึกเหิมที่จะเข้าต่อสู้พันตูกับนกกรงอื่นๆ นักรบตัวน้อยจะส่งเสียงร้องก้องกังวานเข้าต่อกรกับนกกรงข้างๆ ประหนึ่งใช้เสียงเข้าข่มขวัญ ฝ่ายนกคู่ต่อสู้กรงข้างๆ ก็จะส่งเสียงร้องก้องกังวานโต้ตอบเช่นกัน เป็นการใช้เสียงเข้าต่อกร เพราะไม่มีทางที่จะจิกตีให้รู้แพ้รู้ชนะกันได้แน่นอน นกเก่งๆ หลายตัวพอขึ้นราวเหล็กในสนามแข่งขัน เพียงแค่ส่งเสียงร้องก้องกังวานที่ไพเราะ ก็เล่นเอาไม่มีใครอยากจะให้นกของตนเองไปอยู่ข้างๆ ซะแล้ว และนี่ก็เป็นที่มาของ “นักรบราวเหล็ก” การเลี้ยงนกกรงหัวจุกเพื่อเข้าสู่สนามแข่งขัน การประกวดเสียงร้องของนก ซึ่งปัจจุบันนี้กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นๆ

คุณนิพนธ์ สีลาเนียม หรือ นวย จอมบึง กรรมการบริหารสมาพันธุ์ผู้เพาะเลี้ยงนกกรงหัวจุก ภูธรภาค 7 แห่งอำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี กล่าวว่า นกกรงหัวจุกนี้เริ่มเลี้ยงกันในจังหวัดภาคใต้มาก่อน มีการแข่งขันประกวดเสียงร้องของนกมานานหลาย 10 ปีแล้ว ได้รับความนิยมจากประชาชนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันความนิยมเลี้ยงนกกรงหัวจุกแพร่หลายไปทั่วประเทศ เป็นเรื่องที่น่ายินดีมาก

คุณนิพนธ์ กล่าวต่อไปอีกว่า นกกรงหัวจุกยังถูกจัดอยู่ในประเภทสัตว์ป่าสงวนฯ ถ้าถามว่า มีไว้ในครอบครองจะผิดกฎหมายหรือไม่ ก็ต้องบอกว่ายังผิดกฎหมายอยู่ แต่ก็มีเจ้าหน้าที่จากกรมป่าไม้เข้ามาจดทะเบียนนกเลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์ เพาะขยายพันธุ์ และเพื่อการประกวดเสียงร้อง เป็นนกเลี้ยงตามบ้านทั่วๆ ไป ไม่ได้ไปจับมาจากป่า เลี้ยงเพื่อการอนุรักษ์และขยายพันธุ์ จึงสามารถเพาะเลี้ยงกันได้เช่นในทุกวันนี้

นกกรงหัวจุก ที่นิยมมาเลี้ยงกันนั้น คุณนิพนธ์ บอกว่า สายพันธุ์ส่วนใหญ่เป็นนกมาจากภาคใต้ ลักษณะของนกที่นิยมเลี้ยงต้องแก้มแดง หงอนสูงโค้ง ก้นแดง ร้องเสียงไพเราะ ซึ่งในกลุ่มเดียวกันนี้ก็มีนกปรอดบ้านไม่มีจุก นกปรอดบ้านหน้าขาว และนกปรอดบ้านหน้ามอมจุกดำ ไม่นิยมเลี้ยงเพื่อการแข่งขันเสียงร้อง เพราะร้องน้ำเสียงไม่ไพเราะ

นกกรงหัวจุกแต่ละถิ่นผู้เพาะเลี้ยงนกที่ช่างสังเกตและศึกษาเรียนรู้จริงๆ จังๆ แล้วจะทราบดีว่ามีลักษณะรูปพรรณสัณฐานแตกต่างกัน แต่ก็ไม่มากนัก แตกต่างในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น คนที่ไม่ใช่นักเลี้ยงนกกรงหัวจุกจริงๆ อาจจะไม่ทราบข้อแตกต่างก็ได้ อย่างเช่น นกกรงหัวจุกจากสวนผึ้ง ราชบุรี ก็มีความแตกต่างจากนกภาคใต้ น้ำเสียงลีลาการร้องก็แตกต่างออกไป ปัจจุบัน นกจากสวนผึ้งได้รับความนิยม จัดอยู่ในชั้นแนวหน้าของนกเสียงไพเราะก็ได้

“นกจากใต้ประเภทเสียงทองจะร้องเสียงใหญ่ห้าว บางตัวร้องได้ถึง 6-7 พยางค์ การฟังเสียงร้องของนกนั้น นับจากคำร้อง ถ้าร้อง 1 ครั้ง นับเป็น 1 พยางค์ เช่น นกร้อง จก ควิก ควิก แบบนี้ 3 พยางค์ ร้อง จก ควิก ควิก ไขว ยอ ลิ เหลี่ยว อย่างนี้ 7 พยางค์ แต่นกส่วนใหญ่จะร้อง 3 พยางค์ เช่น จก ควิก ควิก หรือ ควิก จก ควิก นกประกวดเสียงร้องมักจะร้อง 4-5-6 พยางค์ การร้องแต่ละพยางค์ของนกนั้น เขาเรียกว่า “แม่ไม้เพลงนก” ซึ่งผู้เลี้ยงจะต้องเข้าใจและฟังเสียงร้องของนกได้”

คุณนิพนธ์ กล่าวและว่า สำหรับผู้ที่คิดจะเลี้ยงนกกรงหัวจุกเป็นประเภทมือใหม่สมัครเล่นนั้น ก่อนจะไปซื้อนกมาเลี้ยงขอให้ปรึกษาคนที่มีความรู้ กำลังเลี้ยงนกอยู่ในขณะนี้ หรือจะไปซื้อนกตามสนามแข่งขันนกกรงหัวจุกทั่วๆ ไปก็ได้ การซื้อนกไม่จำเป็นต้องซื้อนกที่สวยงามถูกต้องตามองค์ประกอบทั้งหมด ทุกวันนี้เราเลี้ยงนกก็เพื่อฟังเสียงร้องที่ไพเราะ เลี้ยงเพื่อการประกวดเสียงร้องของนก เวลานำนกไปแข่งขันตามสนามต่างๆ เมื่อนกขึ้นราวเหล็กในสนาม นกจะต้องร้องอย่างเดียวเท่านั้น กรรมการจึงจะตัดสินให้คะแนนเสียงร้องของนก ไม่ได้ดูว่านกตัวนั้นจะสวยหรือไม่สวยขนาดไหน และเสียงร้องของนกต้องร้อง 3 พยางค์ ขึ้นไป จึงจะซื้อได้

“ขอให้ท่านซื้อนกจากคนที่เราอยากซื้อ แต่อย่าซื้อนกจากคนที่เขาอยากขาย”

คุณนิพนธ์ บอกว่า นกที่เขาอยากขายก็หมายความว่า นกตัวนั้นไม่สู้บนราวเหล็ก หรือร้องไม่เพราะ เขาจึงอยากขาย นกต้องมีข้อบกพร่อง เจ้าของจึงอยากขาย แต่กับนกที่เราอยากซื้อก็เพราะเราเห็นว่านกตัวนั้นดี มีน้ำเสียงไพเราะก้องกังวาน หรือคนที่เลี้ยงนกอยู่เขาเลี้ยงเพื่อส่งนกเข้าประกวด กรณีมือใหม่สมัครเล่นถ้าคนขายให้คำปรึกษาได้ดี เลี้ยงนกเพื่อการแข่งขันประกวดเสียงจริงๆ จะมีความน่าเชื่อถือ ถ้ามีโอกาสเลือกนกได้ถึงแม้ราคาแพง หากสู้ราคาได้ก็ควรซื้อ ดีกว่าเลี้ยงนกที่ไม่มีอนาคตในการลงสนามแข่งขัน เปลืองค่าอาหารเปล่าๆ

และถ้าหากจะซื้อนกเล็กหรือลูกนกมาอนุบาลและฝึกซ้อมเองตั้งแต่เล็กๆ ได้ก็ควรซื้อ สำหรับกรงนกก็ไม่จำเป็นต้องซื้อกรงราคาแพงๆ เป็นหมื่นเป็นแสนบาท มือใหม่ๆ ซื้อกรงแค่พอเลี้ยงนกได้ก็พอแล้ว ราคากรงก็ตั้งแต่ใบละ 100-500 บาท กำลังดี แต่ถ้าเงินมากพอจะซื้อกรงหลักพันหลักหมื่นก็ได้ไม่ว่ากระไร นอกจากนี้ ควรซื้อกรงพักนกซึ่งเป็นกรงใหญ่สักหน่อย ประมาณ 40-50 ซี่ เพื่อให้นกพักหลังแข่งขัน ส่วนกรงธรรมดานกใหม่ๆ ควรเลี้ยงอยู่ในกรง 13-15 ซี่ อาจจะเล็กไป แต่จำเป็นต้องฝึกให้นกเกิดความเคยชินกับกรง กับเจ้าของ และสภาพแวดล้อมรอบข้าง สถานที่แขวนนกควรแขวนในที่มีอากาศถ่ายเทได้ดี โล่งโปร่ง และต้องหาผ้าคลุมกรงนกด้วย เพื่อไม่ให้นกเครียดจนเกินไป

อาหารของนก ให้กินอาหารเม็ดเป็นอาหารนกกรงหัวจุกโดยเฉพาะเลยจะดีกว่า ส่วนผลไม้นกกินได้แทบทุกชนิด น้ำต้องให้น้ำสะอาด เปลี่ยนน้ำทุกวัน ใส่ยาปฏิชีวนะ วิตามิน B รวม เป็นยาน้ำสีแดงๆ ใส่น้ำให้นกกินเพื่อคลายเครียด

สำหรับนกที่เตรียมตัวลงแข่งขันเสียงร้องต้องให้อาหารเสริมประเภทหนอนนก และผลไม้ จะช่วยให้นกมีความสมบูรณ์ คึกคัก กระปรี้กระเปร่าพร้อมที่จะขึ้นสู่ราวเหล็กในสนามแข่งขัน

คุณนิพนธ์ กล่าวต่อไปอีกว่า นกกรงหัวจุกสามารถฝึกให้ร้องตามที่เราต้องการได้ โดยการหานกแม่แบบ หรือที่เรียกว่า “นกครู” ที่มีเสียงไพเราะ ร้องได้ 3-4-5-6 พยางค์ ตามที่เราต้องการมาเป็นแม่แบบแขวนกรงไว้ ระยะห่างพอสมควร นกที่ฝึกร้องจะค่อยๆ ร้องตามนกแม่แบบหรือนกครู นกฝึกสามารถร้องเพลงตามนกครูได้ กรณีที่หานกครูไม่ได้บางคนใช้เปิดเทปให้นกร้องเลียนเสียงก็มี ประการสำคัญคือนกครูต้องร้องดี ร้องไพเราะถูกต้องตามพยางค์ ไม่ใช่ร้องมั่วสะเปะสะปะจะทำให้นกฝึกร้องมั่วตามไปด้วย

การเลี้ยงนกกรงหัวจุกจำเป็นต้องเอานกตากแดดด้วย คุณนิพนธ์ บอกว่า การตากแดดก็เพื่อฝึกให้นกขยัน ลดไขมันในตัวนก และให้นกชินกับสภาพของแดด เพราะเวลาแข่งขันนกนั้นจะแข่งกันตั้งแต่สายยันบ่ายคล้อย ดังนั้น นกจึงต้องพร้อมที่จะตากแดดอยู่เสมอ การนำนกในกรงขึ้นตากแดดจึงมีความสำคัญมาก

การดูแลนกในแต่ละวันก็จะต้องฝึกให้นกร้องเพลงตามแม่ไม้เพลงนก โดยหานกครูมาช่วยฝึกให้ร้อง นกครูจะร้องไปตามช่วงจังหวะ นกเราเองก็จะร้องตามนกครูเป็นการเลียนเสียงร้องจากนกครู หากเลี้ยงตั้งแต่นกเล็กๆ ไปจนกระทั่งเติบใหญ่ ใช้เวลาประมาณ 2 ปี นกก็สามารถลงสนามแข่งบนราวเหล็กได้แล้ว

แต่ก่อนหน้านั้นช่วงปีแรก เมื่อนกเริ่มร้องเสียงดี มีจังหวะจะโคน ก็ต้องหมั่นนำนกออกหาประสบการณ์โดยการนำไปตามสถานที่ต่างๆ ให้นกได้เรียนรู้นอกสถานที่ ไม่ตื่นกลัวสถานที่แปลกใหม่ ถึงคราวลงสนามแข่งขันตามที่ต่างๆ นกจะได้ไม่ตื่นสถานที่

คุณนิพนธ์ บอกว่า การนำนกตากแดดน่าจะตากแดดก่อนเที่ยง ประมาณ 1-2 ชั่วโมง จึงนำเข้าร่ม ซึ่งตรงจุดนี้ก็ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะตากแดดสายหรือตากแดดบ่าย แล้วแต่คนเลี้ยงว่าจะกำหนดนำนกตากแดดเวลาไหน ไม่มีกฎตายตัว

ส่วนวิธีการทำให้นกร้องเสียงใสดีนั้น แต่ละคนก็มีเคล็ดลับกันทั้งนั้น สำหรับผมให้นกกินน้ำผลไม้รวม ให้กินหนอน นกจะคึกคะนองเต็มที่ เปล่งเสียงร้องก้องกังวาน ดูกระปรี้กระเปร่าก็สามารถนำไปสู่สนามประกวดแข่งขันเสียงร้องได้แล้ว

“นกบางตัวอยู่ที่บ้านใต้ชายคา คึกคะนองร้องดังทั้งวัน พอนำไปสู่สนามแข่งขัน กลับไม่ร้องหรือทำเป็นร้องยังกะนกกระจิบ นกแบบนี้มีมาก เขาเรียกว่า “นักสู้ชายคา” คือเก่งแค่ชายคาบ้าน พอลงสนามแข่งจริงๆ กลับไม่ได้เรื่อง หนทางแก้ไขก็ต้องหมั่นนำนกออกไปหาประสบการณ์นอกบ้านให้บ่อยครั้ง นกจะได้ไม่ตื่นกลัวเวลาอยู่ต่างสถานที่”

คุณนิพนธ์ กล่าวอีกว่า เลี้ยงนกกรงหัวจุกนั้นไม่ยาก สนุกและเพลิดเพลินอีกต่างหาก เมื่อเลี้ยงจนนกร้องเก่งแล้ว ลองนำนกไปสู่สนามแข่งบ้าง ท่านและนกจะได้ประสบการณ์จากการแข่งขันประกวดเสียงนกร้องอีกรูปแบบหนึ่ง ที่อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี จัดการแข่งขันประกวดเสียงร้องนกกรงหัวจุกทุกวันอาทิตย์ที่ 3 ของเดือน สนใจโทร.คุยกันได้ที่ (086) 048-5533 ยินดีรู้จักทุกท่านครับผม

%d bloggers like this: