รัฐวิสาหกิจ

All posts tagged รัฐวิสาหกิจ

รมว.คลัง เตรียมประกาศ 5นโยบายฟื้นเศรษฐกิจเร่งด่วน

Published สิงหาคม 15, 2011 by SoClaimon

15 สิงหาคม 2554, 12:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194128.

Pic_194128

“ธีรชัย” ประกาศ 5 มาตรการปูพรมแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปจนถึงการสร้างเศรษฐกิจให้มีเสถียรภาพ พร้อมลุยแบงก์ชาติวาง 4 แนวทางผ่าตัดด่วน มอบ สศค.ศึกษาโครงสร้างใหม่ทั้งหมด หวังลดหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินจนกลายเป็นภาระ หนี้ในงบประมาณ

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง เปิดเผยภายหลังเข้าทำงานที่กระทรวงการคลังเป็นวันแรก (15 ส.ค.) พร้อมด้วยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์และนายวิรุฬ เตชะไพบูลย์ 2 รมช.คลัง โดยจะขับเคลื่อน 5 มาตรการประกอบด้วย 1.มาตร การช่วย เหลือผู้ประสบอุทกภัย โดยจะเร่งรัดการเบิกจ่ายช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยผ่านกรมบัญชีกลาง 2.มาตรการด้านการคลังจะดำ เนินการตามนโยบายรัฐบาลภายใต้กรอบวินัยทางการคลังโดยเฉพาะในการปรับปรุง โครงสร้างภาษีทุกประเภทให้มีประ สิทธิภาพและเป็นธรรมกับทุกภาคส่วนในสังคม 3.มาตรการด้านการเงิน กระทรวงการคลังจะหารือร่วมกับธนาคารแห่งประ เทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับดูแลระบบการเงินให้มีความมั่นคง 4.มาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบ การในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและ5.มาตรการการสร้างความร่วมมือระหว่างภาค รัฐและเอกชน

ส่วนนโยบายของพรรคเพื่อไทยที่ได้หาเสียงไว้ เช่น การลดภาษีเงินได้นิติบุคคล การเพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน บัตรเครดิตเกษตรกรนั้น ได้ขอให้ข้าราชการที่เกี่ยวข้องแต่ละหน่วยงานนำแต่ละนโยบายไปศึกษา และให้เสนอความคิดเห็นได้อย่างอิสระ โดยยึดหลักความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งการดำเนินนโยบายของพรรคเพื่อไทยนี้ ตนจะประสานความใฝ่ฝันทางการ เมืองและความเป็นไปได้ทางวิชาการ โดยกำหนดให้ศึกษาให้แล้วเสร็จภายใน 1 สัปดาห์ เพื่อให้ปลัดกระทรวงการคลัง และผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) นำมาพิจารณาต่อ ก่อนจะรายงานให้ตนได้รับทราบต่อไป

นอกจากนี้ ยังมอบหมายให้นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง และสศค. เตรียมข้อมูลทางด้านวิชาการเพื่อหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เกี่ยวกับความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก จากภาวะของเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มชะลอตัว เนื่องจากประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่เช่น สหรัฐฯ ยุโรป รวมถึงญี่ปุ่น ประสบปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงและความท้าทายในอนาคต ดังนั้น กระทรวงการคลังและ ธปท.ต้องวางแผนร่วมมือกัน เพื่อให้การกำหนดนโยบายและทิศทางเศรษฐกิจไปในทางเดียวกัน โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณาร่วม 4 ด้านคือ

1.การกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ สศค.ต้องศึกษาร่วมกับ ธปท.ว่า การกำหนดกรอบไว้ตายตัวนั้น จะเป็นภาระหรือเป็นอุป สรรคต่อการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตหรือไม่ เนื่องจากมีสิ่งที่ท้าทายเศรษฐกิจทั้งจากปัจจัยภายในและภายนอกประ เทศมากขึ้นและเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยกระทรวงการคลังจะไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของ ธปท. เพราะการกำ หนดเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นอำนาจของ ธปท. แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือ การกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อทำให้ ธปท.กังวล จนต้องมีการขึ้นดอกเบี้ย ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนที่สูงขึ้น

2.จะการจัดตั้งคณะ กรรมการความร่วมมือภาครัฐและเอกชน เพื่อศึกษาข้อมูลอย่างแท้จริงในภาคเศรษฐกิจ โดยมี รมว.คลังเป็นประธานร่วมด้วยผู้ว่าฯ ธปท. ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และภาคเอกชนต่างๆ เป็นกรรมการ เพราะต้องการทราบข้อมูลที่แท้จริงเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงโครงสร้างเศรษฐ กิจให้มีความเหมาะสมต่อไป

3.การลดภาระขาดทุนของ ธปท.ซึ่งเดิมมีข้อตกลงให้ ธปท.มีบทบาทในการเข้ามาลดภาระหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบ สถาบันการเงิน แต่ที่ผ่านมา ธปท.ยังขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนมาโดยตลอด ดังนั้นการดำเนินนโยบายดอกเบี้ยสูง โดยอัตราดอกเบี้ยเงินบาทสูงกว่าดอกเบี้ยเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้มีเงินไหลทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่องและการที่ ธปท.ต้องเข้าไปดูแลเงินบาทก็จะทำให้มีผลขาดทุนกลายเป็นงูกินหาง จึงได้มอบหมายให้ทีมวิชาการไปศึกษาแนวทางเพื่อช่วยให้ ธปท.มีรายได้ในการบริหารทุนสำรองระหว่างประเทศให้คล่องตัว เพื่อให้ ธปท.มีภาระขาดทุนน้อยลง หรือมีกำไรเพื่อมาช่วยลดภาระหนี้กองทุนฟื้นฟูฯ

“ผมไม่ใช่คนที่ทำอะไรเด็ด ขาดรุนแรง แต่เป็นคนที่ทำแบบนิ่มนวล สิ่งที่กระทรวงการคลังทำคือ การศึกษางานด้านวิชาการที่ต้องนำไปสู่การปรับปรุงให้ดีขึ้น เพราะที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของธปท.ขาดทุนมาโดยตลอดนับแต่เกิดวิกฤติ เศรษฐกิจเมื่อปี40 จนถึงปัจจุบันการหนี้ของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาสถาบันการเงินยังคง เป็นภาระกับเงินงบประ มาณ ซึ่งในต่างประเทศมีธนาคารกลางหลายแห่งนำทุนสำรองไปลงทุนทางด้านเหมืองแร่ ด้านธุรกิจน้ำมันหรือลงทุนในกิจ การสาธารณูปโภคที่ให้อัตราผลตอบแทนดีกว่าไปลงทุนที่ไม่ใช่สินทรัพย์ที่แท้ จริง”

และ4.การเข้าไปกำกับดูแลสถาบันการเงินก็ต้องศึกษาร่วมกับ ธปท.ในการวางแนวทางให้ธนาคารพาณิชย์เข้ามามีบท บาทช่วยนักธุรกิจได้อย่างเต็มที่ เพราะในอดีตทางการได้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาให้ระบบสถาบันการเงินจนขณะนี้ถือว่า มีความเข้มแข็งแล้ว มีผลกำไรสูง จึงควรเพิ่มกระบวนการแข่งขันในระบบธนาคารพาณิชย์ เพื่อให้ผลประโยชน์ตกอยู่กับประชาชนผู้ออมเงินและผู้กู้ในระดับที่เหมาะสม เช่น การให้โบรกเกอร์ทำธุรกิจซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การเปิดใบอนุญาตธนาคารพาณิชย์รายใหม่ หรือเปิดเสรีการเงินเร็วขึ้น

นอกจากนี้ ระบบสถาบันการเงินที่เข้มแข็งจะต้องไม่เป็นภาระต่อรัฐบาลในอนาคตหากเกิด ปัญหาเช่น กรณีของสหรัฐฯ ล่าสุดได้ออกกฎหมายในการดูแลธนาคารพาณิชย์เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่องบประมาณ แต่เมื่อสถาบันการเงินรายใดมีปัญหา ให้เรียกเก็บเงินจากธนาคารพาณิชย์ที่เหลืออยู่ หรือมีการออกหุ้นกู้แล้วนำไปเพิ่มทุน เป็นต้น

ส่วนการจัดทำงบประมาณสมดุลภายใน5 (54-58) ยังไม่สามารถตอบรายละเอียดได้ แต่ขอยืนยันว่าจะยึดหลักความมีวินัยการคลัง แต่บางช่วงรัฐบาลอาจจำเป็นต้องมีการใช้จ่าย ซึ่งอาจจะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นในบางช่วง แต่จะควบคุมระดับหนี้ไม่ให้สูงเกินไป การใช้จ่ายต่างๆ ของรัฐบาลจะต้องเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ มีการเลือกโครงการที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจที่ดี ดังนั้นการวางนโยบายการคลังควรมีการวางลำดับความสำคัญก่อนหลัง โดยมองในระยะข้างหน้า 3 เดือน 6 เดือน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 12:50 น.

สคร.ปลื้ม รัฐวิสาหกิจส่งเงินเข้าคลังทะลุเป้า 10,789 ล้านบาท

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192471.

Pic_192471

สคร.เผย รัฐวิสาหกิจ ที่กระทรวงการคลังถือหุ้นน้อยกว่า 50% นำส่งรายได้แผ่นดินสะสมตั้งแต่เดือนต.ค.53 ถึงเดือนก.ค.54 จำนวนทั้ง สิ้น 84,439 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 10,789 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผย ว่า รัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นน้อยกว่า 50% นำส่งรายได้แผ่นดินสะสมตั้งแต่เดือนต.ค.53 ถึงเดือนก.ค.54 จำนวนทั้ง สิ้น 84,439 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 10,789 ล้านบาท จากที่ได้ประมาณไว้ 73,650 ล้านบาท ในขณะที่การนำส่งรายได้แผ่นดินในเดือนก.ค.54 มีจำนวน 4,633 ล้านบาท

ทั้งนี้ รายได้นำส่งเดือนก.ค.54 มาจาก การท่าเรือแห่งประเทศไทย นำส่งรายได้สูงสุด 1,467 ล้านบาท สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล นำส่งรายได้ 1,120 ล้านบาท การประปานครหลวง นำส่งรายได้ 773 ล้านบาท การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นำส่งรายได้ 688 ล้านบาท และการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย 445.71 ล้านบาท

นายสมชัย กล่าวต่อว่า สคร. มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรัฐวิสาหกิจ ไปพร้อมๆกับการให้บริการที่ดีเพื่อยก ระดับคุณภาพชีวิตคนไทย ซึ่ง สคร.ได้มีการประสานงานรัฐวิสาหกิจต่างๆ อยู่เป็นประจำ เพื่อหากลยุทธ์สำหรับการพัฒนารัฐวิสาหกิจที่เหมาะสมและเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 15:30 น.

ยอดหนี้สาธารณะ เดือนพ.ค.54 อยู่ที่ร้อยละ41.08

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 14:51 น.

ยอดหนี้สาธารณะ เดือนพ.ค.54 อยู่ที่ร้อยละ41.08.

Pic_187506

ผอ.สบน.เผยยอดหนี้สาธารณะ เดือน พ.ค.54 อยู่ที่ร้อยละ 41.08 ของจีดีพี แบ่งเป็นหนี้รัฐบาลกู้โดยตรง 3.016 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.073 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 158,207 ล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ 30,582 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ เปิดเผยยอดหนี้สาธารณะคงค้าง ณ วันที่ 31 พ.ค.54 มีจำนวน 4.27 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 41.08% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) โดยเป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 3.016 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน 1.073 ล้านล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงินที่รัฐบาลค้ำประกัน 158,207 ล้านบาท และหนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน 30,582 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นสุทธิ 30,865 ล้านบาท โดยหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง เพิ่มขึ้น 21,668 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่ไม่เป็นสถาบันการเงิน เพิ่มขึ้น 9,653.12 ล้านบาท หนี้รัฐวิสาหกิจที่เป็นสถาบันการเงิน (รัฐบาลค้ำประกัน) เพิ่มขึ้น 17.20 ล้านบาท ในขณะที่หนี้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ลดลง 473.35 ล้านบาท ส่วนหน่วยงานอื่นของรัฐนั้นไม่มีหนี้คงค้าง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 14:51 น.

สศค. อวด เก็บรายได้ 9 เดือนทะลุเป้า 1.8 แสนล้านบาท

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 18:35 น.

สศค. อวด เก็บรายได้ 9 เดือนทะลุเป้า 1.8 แสนล้านบาท.

Pic_186368

สศค.โอ่ ผลจัดเก็บรายได้ 9 เดือนแรกปีงบ 54 สูงเกินเป้ากว่า 180,000 ล้านบาท ด้านสคร.เผย การไฟฟ้านครหลวง เป็นรัฐวิสาหกิจส่งรายได้เข้ารัฐสูงสุด

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นายนริศ ชัยสูตร ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เผยรัฐบาลจัดเก็บรายได้เดือนมิ.ย.54 รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 109,571 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 2,065 ล้านบาท หรือ 1.9% สูงกว่าเดือนเดียวกันปีที่แล้ว 10% เป็นผลจากการจัดเก็บภาษีเงินได้นิติบุคคลสูงกว่าประมาณการ 5,474ล้านบาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม 3,476 ล้านบาทและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 1,544 ล้านบาท ขณะที่ภาษีสรรพสามิตน้ำมันจัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 7,558 ล้านบาท เป็นผลจากการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลงชั่วคราว

โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2554 (ต.ค.52 – มิ.ย.54) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ 1,386,281 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 181,050 ล้านบาท หรือ 15% สูงกว่าช่วงเดียวกันปีที่แล้ว 12.3% จากภาวะเศรษฐกิจที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ของทุก หน่วยงานสูงกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรมสรรพากร 138,739 ล้านบาท รองลง มาได้แก่ กรมสรรพสามิต 21,629 ล้านบาท กรมศุลกากร 9,431 ล้านบาท และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสา หกิจซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 11,805 ล้านบาท ตามลำดับ

“จากการจัดเก็บรายได้ในช่วงที่ผ่านมาที่สูงกว่าเป้าหมายเป็น จำนวนมาก กระทรวงการคลังมั่นใจว่าในปีงบประ มาณ 2554 นี้ รัฐบาลจะจัดเก็บรายได้เป็นจำนวนกว่า 1.8 ล้านล้านบาทซึ่งสูงกว่าเป้าหมาย 1.65 ล้านล้านบาทในอัตราที่ค่อน ข้างสูง และส่งผลให้ฐานะการคลังของประเทศมีความมั่นคงต่อเนื่องจากปีที่แล้ว”นายนริศ กล่าว

ด้าน นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า รัฐวิสาหกิจและกิจการที่กระทรวงการคลังถือหุ้นน้อยกว่า 50% นำส่งรายได้แผ่นดินของเดือนมิ.ย.54 จำนวน 3,477.05 ล้านบาทและรายได้แผ่นดินสะสมตั้งแต่เดือนต.ค.53 ถึงเดือนมิ.ย.54 จำนวนทั้งสิ้น 79,806.30 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 11,805.17 ล้านบาท จากที่ได้ประมาณไว้ 68,001.13 ล้านบาท

ทั้งนี้ รัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้แผ่นดินสูงสุด คือการไฟฟ้านครหลวง โดยนำส่งรายได้แผ่นดินจากกำไรสุทธิปี 2553 จำนวน 1,158.40 ล้านบาท และ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค นำส่งรายได้เข้าแผ่นดิน จำนวน 800 ล้านบาท

ขณะ ที่นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวถึงผลการเบิกจ่ายเงินงบประมาณ2554 ตั้งแต่เดือนต.ค.53-มิ.ย.54 เบิกจ่ายงบประมาณภาพรวมจำนวน 1,507,491.96 ล้านบาท หรือ 72.83% เกินกว่าเป้าหมาย 4.83% สำหรับรายจ่ายลงทุน เบิกจ่ายแล้ว 190,069.58 ล้านบาท หรือ 54.41% ต่ำกว่าเป้าหมาย 6.59% และรายจ่ายประจำเบิกจ่ายแล้ว 1,317,422.38 ล้านบาท หรือ 76.57% สูงกว่าเป้าหมาย 7.17%สำหรับหน่วยงานที่ได้รับงบประมาณรายจ่ายลงทุนเกิน 1,000 ล้านบาท มีผลการเบิกจ่ายสูงสุด 3 อันดับแรก และเกินเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ 61% ได้แก่ มหาวิทยาลัยมหิดลกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และกองบัญชาการกองทัพไทย

“ผลการเบิกจ่ายงบไทยเข้มแข็ง ณ วันที่ 4 ก.ค.54 เบิกจ่ายแล้ว 284,058.11 ล้านบาท หรือ 83.22% จากวงเงินที่ได้รับจัดสรร 341,326.33 ล้านบาท คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 3 พ.ค.54 เกี่ยวกับการบริหารโครงการภายใต้งบไทยเข้มแข็ง 2555 โดยโครงการที่มีเวลาดำเนินงาน 1 ปี ให้หน่วยงานดำเนินการและเบิกจ่ายเงินให้แล้วเสร็จภายในปีงบ ประมาณ 2555 หากเบิกจ่ายไม่ทันจะต้องหาแหล่งเงินอื่น มาสนับสนุนการดำเนินโครงการต่อไป สำหรับโครงการที่ขอขยายเวลาลงนามในสัญญาหรือขอขยายเวลาเบิกจ่ายเงินแต่ยัง ไม่ลงนามในสัญญาหรือยังไม่เริ่มดำเนินงาน ต้องแจ้งคณะกรรมการกลั่นกรองและบริหารโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้ม แข็ง 2555 พิจารณา หากดำเนินการไม่ทันก็ควรยกเลิกโครงการและรวมเป็นเงินเหลือจ่ายต่อไป” อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 กรกฎาคม 2554, 18:35 น.

กนร.ดันรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุนที่เป็นเงินต่างชาติ

Published มิถุนายน 19, 2011 by SoClaimon

8 พฤศจิกายน 2553, 20:32 น.
กนร.ดันรัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุนที่เป็นเงินต่างชาติ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_125407

กนร.ไล่บี้รัฐวิสาหกิจใช้งบลงทุนที่เป็นเงินต่างประเทศ ในช่วงเงินบาทแข็งค่า เพื่อช่วยรัฐประหยัดต้นทุนกว่า 10,000 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 8 พ.ย. นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับนโยบายด้านรัฐวิสาหกิจ (กนร.) ว่า กนร.เห็น ชอบการผลักดันให้รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนที่ใช้เงินตราต่างประเทศ ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่า เพื่อช่วยรัฐบาลประหยัดงบประมาณลงทุนได้ แม้ว่าค่าเงินบาทที่แข็งค่าจะทำให้ราคาสินค้าส่งออกมีราคาลดลง แต่ก็ทำให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศลดลงได้มากเช่นกัน ทั้งน้ำมัน หรือการลงทุนของรัฐวิสาหกิจด้วย

“การแข็งค่าของเงินบาท เคลื่อนไหวมาตั้งแต่ปี 53-54 จากที่เคยอยู่ที่ 36 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จนปัจจุบันอยู่ที่ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งการที่รัฐวิสาหกิจเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าจำนวน 5,000 ล้านบาทจะทำให้ในปี 54 รัฐวิสาหกิจสามารถประหยัดงบประมาณได้กว่า 10,000 ล้านบาท” นายไตรรงค์ กล่าว

ด้าน นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ที่ประชุมยังได้พิจารณาผลการเบิกจ่ายงบลงทุนของรัฐวิสาหกิจในปี 53 ซึ่งพบว่าสามารถเบิกจ่ายได้สูงที่สุดในรอบ 10 ปี โดยเบิกจ่ายงบลงทุนได้มากถึง 194,359 ล้านบาท หรือคิดเป็น 81% ของงบลงทุนรวม 240,523 ล้านบาท ซึ่งตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กลับไปพิจารณาถึงต้นทุนการนำเข้าสินค้าที่มีสินค้าต่างประเทศแอบแฝงอยู่ เพื่อให้การจัดซื้อจัดจ้างนั้นสอดคล้องกับต้นทุนของผู้ประกอบการที่ลดลงหรือ ไม่

ส่วนผลการหารือระหว่างรมว.คลังของประเทศสมาชิกอาเซียนกับ รมว.คลังสหรัฐ ในเวทีรมว.คลังเอเปค ที่ญี่ปุ่น รมว.คลัง สหรัฐฯได้ยืนยันว่ามาตรการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของสหรัฐฯนั้นไม่มีมาตรการ กีดกัน ทางการค้า และไม่ได้มุ่งหวังว่าจะลดค่าเงินสกุลดอลลาร์ลงแต่อย่างใด แต่เมื่อเทียบกับเงินสกุลใหญ่อย่างเงินยูโรหรือเงินเยนแล้วเป็นอัตราที่ เหมาะสม ขณะที่รมว.คลังอาเซียนเองยืนยันว่าสุดท้ายแล้วค่าเงินดอลลาร์สหรัฐได้อ่อน ค่าลง ซึ่งสหรัฐต้องระวังไม่ให้ความผิดพลาดทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อ ประเทศอื่น ๆ ด้วย

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในระหว่างการประชุม กนร. มีรายงานว่า สคร.ได้เดินสายไปพบรัฐวิสาหกิจและมีหนังสือแจ้งให้เร่งรัดเบิกจ่ายงบลงทุนใน ส่วนที่ใช้เงินตราต่างประเทศ หากสามารถเร่งรัดการเบิกจ่ายในไตรมาสที่ 4ปี 2553 และปี 2554 ให้ทันในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าอยู่ที่ 30 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะประหยัดงบประมาณได้ทั้งสิ้น 13,626.14 ล้านบาท หรือ 8.56% ของงบลงทุนหากทันในช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า 29 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะส่งผลให้ประหยัดงบประมาณได้ทั้งสิ้นกว่า 18,505.68 ล้านบาท หรือ 11.62% ของเงินลงทุนส่วนนี้ทั้งหมด

นอกจากนี้สคร.จะ ปรับสมมุติฐานอัตราแลกเปลี่ยนของรัฐวิสาหกิจที่ใช้งบลงทุนที่เป็นเงินตรา ต่างประเทศใหม่ โดยใช้ที่ระดับ 29-31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะทำให้รัฐวิสาหกิจช่วยรัฐบาลประหยัดงบประมาณได้อีกจำนวนมาก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 พฤศจิกายน 2553, 20:32 น.

ปี๊งไอเดีย รสก.เตรียมเปลี่ยนโรงงานเหล้าทำซีอิ๊ว

Published มิถุนายน 10, 2011 by SoClaimon

9 มิถุนายน 2554, 19:20 น.
ปี๊งไอเดีย รสก.เตรียมเปลี่ยนโรงงานเหล้าทำซีอิ๊ว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_177791

กรรมการรัฐวิสาหกิจ ไอเดียกระฉูด เตรียมเปลี่ยนโรงงานสุราเป็นโรงงานซีอิ๊ว เชื่อหากเปิดเสรีการค้าโรงงานเหล้าแข่งเอกชนไม่ไหว

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมกรรมการรัฐวิสาหกิจผู้แทนกระทรวงการคลังสาขาขนส่งและสาธารณูปการว่า ได้กำชับให้กรรมการรัฐวิสาหกิจ 2 แห่ง คือ โรงงานไพ่ องค์การสุรา ทบทวนบทบาท และสร้างความชัดเจนเกี่ยวกับการบริหารองค์กร โดยเฉพาะองค์การสุราที่ปัจจุบันมีบทบาทในการผลิต และจำหน่ายแอลกอฮอล์ที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง และในโรงพยาบาล ซึ่งเป็นไปตามกรอบกฎหมาย เพื่อควบคุมคุณภาพสินค้าที่เกี่ยวข้องกับประชาชน แต่ในอนาคตเมื่อมีการเปิดเสรีการค้าและหากมีกระบวนการผลิตที่ต้นทุนที่สูงกว่าเอกชน จะทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้

ดังนั้น เห็นว่าควรที่จะมีการขยายธุรกิจใหม่หรือไม่ โดยปรับไปเป็นโรงงานผลิตซีอิ๊ว ซึ่งต้องใช้เอทธิลแอลกอฮอล์ในกระบวนการผลิตและมีการหมักถั่วเหลืองด้วย อย่างไรก็ตาม มีความเป็นห่วงว่าหากมีการลงทุนสร้างโรงงานผลิตซีอิ๊ว อาจต้องใช้เงินงบประมาณหลายพันล้านบาท เพื่อใช้ขยายกำลังการผลิตถึง 3 เท่า ซึ่งจะเป็นภาระเงินงบประมาณจำนวนมาก ดังนั้น เห็นว่าคณะกรรมการจะต้องสร้างความชัดเจน

“มีประเด็นว่าจะให้ยกเลิก เปลี่ยนบทบาทหรือขยายธุรกิจ ยังไม่แน่ใจว่าจะใช้วิธีนี้หรือไม่ ซึ่งคระกรรมการต้องนำไปคิดและสร้างความชัดเจน ซึ่งขณะนี้ ซีอิ๊วมีความต้องการสูง ซึ่งญี่ปุ่นมีการมาสร้างโรงงานในไทยมาก ดังนั้นหากจะให้สร้างโรงงานซีอิ๊วใหม่ก็ต้องลงทุนสูง ก็เป็นประเด็นที่บอร์ดต้องไปคิด เพราะเป็นห่วงเรื่องใช้เงินลงทุนสูงหลายพันล้านบาท” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

สำหรับกลุ่มขนส่งที่มีความสำคัญคือการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ซึ่งมีความพยายามที่จะพลิกฟื้นกิจการ และเป็นปัญหาที่ยืดเยื้อมานาน ดังนั้นจะมีการเสนอรัฐบาลใหม่เพื่อหาแนวทางดำ เนินการ โดยคณะกรรมการของ ขสมก.และ รฟท.จะต้องมีการหารือในประเด็นปัญหาต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมในการเสนอแนวทางแก้ปัญหา.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 มิถุนายน 2554, 19:20 น.

จี้กรรมการรัฐวิสาหกิจคุมเข้าการใช้เงินโปร่งใสและคุ้มค่า

Published มิถุนายน 9, 2011 by SoClaimon

8 มิถุนายน 2554, 21:00 น.
จี้กรรมการรัฐวิสาหกิจคุมเข้าการใช้เงินโปร่งใสและคุ้มค่า – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_177526

ปลัดกระทรวงการคลัง มอบนโยบายให้กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจกำกับการใช้เงินของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามแผนโปร่งใส และคุ้มค่า ยึดประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ต้องการให้กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังในคณะ กรรมการรัฐวิสาหกิจกำกับการใช้เงินของรัฐวิสาหกิจให้เป็นไปตามแผน โปร่งใส และคุ้มค่า ตลอดจนถ่ายทอดนโยบายของกระทรวงกระทรวงการคลัง ในการกำกับการบริหารจัดการในรัฐวิสาหกิจ ซึ่งยึดถือผลประโยชน์ของประเทศเป็นหลัก โดยใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) จัดทำขึ้นเพื่อ ให้การบริหารรัฐวิสาหกิจเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

“หวังว่าจะสามารถผลักดันให้รัฐวิสาหกิจมีการพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพ โดยร่วมมือกับ สคร.ในฐานะหน่วยงานของกระทรวงการคลังที่กำกับดูแลรัฐวิสาหกิจอย่างใกล้ชิด รวมถึงรายงานข้อมูลที่จำเป็นให้กระทรวง การคลังผ่าน สคร. ทั้งนี้ในประเด็นที่เป็นปัญหา และเรื่องที่จำเป็นต้องขอรับนโยบายจากกระทรวงการคลัง” ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าว

ขณะที่ นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการ สคร. กล่าวว่า สคร. มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งหรือนักวิเคราะห์ รัฐวิสาหกิจ(Account Officer) ซึ่งกรรมการผู้แทนคลังสามารถประสานงานได้โดยตรง และขอความร่วมมือจากกรรมการผู้แทนคลังฯ ให้ Account Officer ของ สคร. เข้าพบเป็นประจำ เพื่อสรุปข้อเท็จจริงและรายงานปัญหาอุปสรรคที่สำคัญนอกเหนือไปจากการที่ สคร.จะสนับสนุนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ โดยได้จัดทำรายงานผลวิเคราะห์ผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ คือ State Enterprise Review (SER) ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงฐานะทางการเงินและผลการดำเนินงาน และประเด็นสำคัญที่ได้จากงบการเงิน State Enterprise Issues and Recommendations (SEIR) ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญของรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งที่ต้องได้รับการแก้ไข และ State Enterprise Key Indicators (SEKI) หรือรายงานผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ในภาพรวม รวมถึงประเด็นสำคัญต่างๆ ในปัจจุบันที่ต้องการให้กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังรับทราบ

นอกจากนี้ สคร.ยังได้จัดทำรายงานผลวิเคราะห์ประเด็นกฎหมายต่างๆ (State Enterprise Law Focus: SELF) และมีช่องทางการติดต่อสื่อสารระหว่างกรรมการผู้แทนคลังฯ กับ สคร. ผ่านระบบ MOF Board Center บน website ของ สคร. (www.sepo.go.th) รวมทั้งได้จัดทำคู่มือปฏิบัติสำหรับกรรมการและผู้แทนกระทรวงการคลัง เพื่อเป็นข้อมูลที่จะใช้เป็นแนวทางปฏิบัติเสริมให้กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังด้วย

นายสมชัย กล่าวต่อว่า นอกจากกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะผู้แทนกระทรวง การคลังแล้ว จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายอื่น เช่น ยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช., การกำกับดูแลให้รัฐวิสาหกิจส่งข้อมูลเข้าระบบ GFMIS-SOE ซึ่งเป็นฐานข้อมูลฐานะทางการเงินของรัฐวิสาหกิจ และขอความร่วมมือให้เข้าร่วมการอบรมสัมมนาต่างๆ ที่ สคร.จัดขึ้น และย้ำให้กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลังให้ความสำคัญต่อการนำส่งรายได้แผ่นดิน ของรัฐวิสาหกิจ

“ตรงนี้เป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้นโยบายการคลังสมดุลใน 5 ปีของรัฐบาลเป็นไปได้ โดยคาดหวังรายได้จากรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้นทุกปีจนถึงระดับมากกว่าแสนล้านบาท จากปัจจุบันประมาณปีละ 80,000-90,000 ล้านบาท ซึ่งต้องอาศัยการผลักดันจากกรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง” ผอ.สคร.กล่าว

ส่วนประเด็นโครงการลงทุนและการเบิกจ่ายงบลงทุน เนื่องจากการลงทุนของรัฐวิสาหกิจเป็นการใช้จ่ายภาครัฐที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจ ของประเทศ สมควรเร่งรัดการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามเป้าหมาย อย่างน้อยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 90 และให้กรรมการผู้แทนกระทรวงการคลัง กำกับดูแลการวางแผนการลงทุนให้มีประสิทธิภาพ และมีความคุ้มค่า สอดคล้องกับนโยบายของภาครัฐและกระทรวงการคลัง เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 มิถุนายน 2554, 21:00 น.

ปตท-บินไทย จ่าฝูงนำส่งรายได้เข้ารัฐสูงสุด

Published มิถุนายน 9, 2011 by SoClaimon

8 มิถุนายน 2554, 19:36 น.
ปตท-บินไทย จ่าฝูงนำส่งรายได้เข้ารัฐสูงสุด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_177508

สคร.เผย เดือน พ.ค.รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้เข้ารัฐ 12,639.58 ล้านบาท สูงกว่าเป้า 2,593.19 ล้านบาท โดยปตท.-บินไทย นำโด่งส่งรายได้สูงสุด …

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผย การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจประจำเดือนพฤษภาคม 2554 ว่า  รัฐวิสาหกิจสามารถนำส่งรายได้เข้ารัฐจำนวน 12,639.58 ล้านบาท จากที่ประมาณการไว้ 10,046.39 บาท สูงกว่าที่ประมาณการไว้ 2,593.19 ล้านบาท

สำหรับรัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นำส่งเงินรายได้จำนวน 8,029.37 ล้านบาท บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) นำส่งเงินรายได้จำนวน 1,392.41 ล้านบาท บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) นำส่งจำนวน 1,264 ล้านบาท จากที่ประมาณการไว้ 1,000 ล้านบาท สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลนำส่ง 1,120 ล้านบาท บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) นำส่งเงินรายได้จำนวน 497.35 ล้านบาท สูงกว่าที่ประมาณการไว้ 176.60 ล้านบาท

นายสมชัย กล่าวต่อว่า ตั้งแต่ต้นปีงบประมาณจนถึงปัจจุบัน (ต.ค.53 – พ.ค.54) รัฐวิสาหกิจสามารถนำส่งเงินรายได้เข้ารัฐ รวม 76,329.24 ล้านบาท จากที่ประมาณการไว้ 63,579.92 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการถึง 12,749.32 ล้านบาท และคิดเป็นร้อยละ 90.44 ของประมาณการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจของทั้งปีงบประมาณซึ่งตั้งเป้าไว้ 84,400 ล้านบาท จึงมั่นใจว่าในปีนี้รัฐวิสาหกิจจะสามารถนำส่งเงินรายได้เข้ารัฐได้เกินเป้าที่ตั้งไว้อย่างแน่นอน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 8 มิถุนายน 2554, 19:36 น.

สคร.เตรียมเสนอ 3 แนวทางจัดการกองทุนวายุภักษ์1

Published มิถุนายน 9, 2011 by SoClaimon

8 มิถุนายน 2554, 18:35 น.
สคร.เตรียมเสนอ 3 แนวทางจัดการกองทุนวายุภักษ์1 – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_177502

สคร.เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณา 3 แนวทางการดำเนินการกับกองทุนวายุภักษ์ 1 ที่จะถึงกำหนดไถ่ถอนในปี 56 ระบุ วายุภักษ์ 2 ยังไม่มีนโยบายตั้ง

เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. นายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า สคร.เตรียม เสนอรัฐบาลใหม่และปลัดกระทรวงการคลังพิจารณาแนวทางการดำเนินการกับกองทุนวายุภักษ์ 1 ที่จะถึงกำหนดไถ่ถอนในปี 56 โดยมี 3 แนวทางเลือก ประกอบด้วย 1.ยุบเลิกกองทุน 2.ต่ออายุกองทุนต่อไปในลักษณะ rollover เพื่อที่รัฐบาลจะได้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการคืนหน่วยลงทุน และ 3.ยุบกองทุนไปก่อน และรอพิจารณาความจำเป็นในการจัดตั้งกองทุนใหม่ ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเกี่ยวกันต้นทุนด้านดอกเบี้ย

“ตอนนี้ยังไม่มีนโยบายให้จัดตั้งกองทุนวายุภักษ์2 คงต้องรอให้หมอายุกองทุนวายุภักษ์ 1 ก่อนในปี 56 เท่าที่ศึกษา มี 3 แนวทางที่จะเสนอภายในสิ้นปีนี้” นายสมชัย กล่าว

สำหรับการรับโอนหุ้นที่กองทุนเพื่อการ ฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินถืออยู่ในธนาคารต่าง ๆ มาให้ สคร.ดำเนินการ หลังยุบองค์กรนั้น นายสมชัย กล่าวว่า สคร.ยังไม่ได้รับนโยบายในเรื่องดังกล่าว จึงไม่ได้เตรียมการใดๆ ในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็ยังไม่มีการออกกฎหมายมารองรับด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 มิถุนายน 2554, 18:35 น.

งัดข้อป.ป.ช.จ่อทบทวนขรก.นั่งบอร์ด

Published มิถุนายน 8, 2011 by SoClaimon

8 มิถุนายน 2554, 05:45 น.
งัดข้อป.ป.ช.จ่อทบทวนขรก.นั่งบอร์ด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_177316

ครม. สั่งให้ส่วนราชการ กลับไปวิเคราะห์ ข้อเสนอห้ามข้าราชการระดับสูง เป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจ ที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค ของ ป.ป.ช. …

นพ.มารุต มัสยวาณิช รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้รับทราบข้อเสนอของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เรื่องการ ห้ามผู้มีอำนาจแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการสำนัก ที่มีอำนาจหน้าที่ควบคุมกำกับทั้ง ด้านนโยบายและด้านปฏิบัติการเป็นประธาน หรือกรรมการในรัฐวิสาหกิจ บริษัทจำกัด หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล ที่ดำเนินการเกี่ยวกับสาธารณูปโภค และมีวัตถุประสงค์ในการแสวงหากำไร เพื่อป้องกันการมีผลประโยชน์ทับซ้อน

อย่างไรก็ตาม ครม.ได้มอบหมายให้ส่วนราชการ ที่มีรัฐวิสาหกิจดำเนินการวิเคราะห์ผลกระทบจากข้อเสนอดังกล่าวแล้วสรุปให้ ครม.อีกครั้ง โดยเฉพาะการห้ามให้ข้าราชการระดับสูงเข้าไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภค ซึ่งนิยามของ ป.ป.ช.มองว่ารัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคหมายถึงการไฟฟ้า การประปา การเดินรถประจำทาง และโทรศัพท์ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน ยังให้วิเคราะห์ว่าข้อเสนอของ ป.ป.ช.ดังกล่าวจะครอบคลุมหรือมีผลกระทบต่อรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่มีกฎหมายกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำกับดูแลอยู่แล้วหรือไม่ รวมทั้งหากไม่มีตัวแทนจากอัยการ สูงสุดเข้าไปเป็นกรรมการในรัฐวิสาหกิจจะมีผลกระทบ อย่างไร

ทั้งนี้ สาเหตุที่ ครม.ต้องให้หน่วยงานราชการต่างๆไปวิเคราะห์ผลกระทบให้ชัดเจนอีกครั้ง เนื่องจากข้อเสนอของ ป.ป.ช.ยังไม่มีความชัดเจน และสำนัก เลขาธิการคณะรัฐมนตรียังมีความเห็นว่ายังมีปัญหาในทางปฏิบัติ อาจกระทบต่อการกำกับดูแลกิจการของ รัฐวิสาหกิจและการรักษาผลประโยชน์ของรัฐ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 มิถุนายน 2554, 05:45 น.
%d bloggers like this: