รัฐบาล

All posts tagged รัฐบาล

แบงก์ชาติเตือน ปูควรประหยัด เศรษฐกิจผันผวน

Published สิงหาคม 15, 2011 by SoClaimon

15 สิงหาคม 2554, 16:33 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194191.

Pic_194191

แบงก์ชาติ เผย ทุนสำรองประเทศมีไม่มากพอตั้ง กองทุนเพื่อความมั่งคงแห่งชาติ ชี้ เศรษฐกิจโลกยังวิกฤต ควรมีไว้รองรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้นในอนาคต…

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึงกรณีที่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน มีแนวคิดที่จะนำส่วนหนึ่งของทุนสำรองทางการระหว่างประเทศ ไปลงทุนในบ่อน้ำมัน หรือซื้อน้ำมันสำรองว่า หลังจากที่ได้หารือกันในภายใน ธปท.แล้ว พบว่า แนวคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund:SWF) ของธปท.ยังไม่สามารถตกลงกันได้ และในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีโอกาสกลับเข้าสู่วิกฤตอีกครั้งเช่นในขณะนี้ เงินสำรองระหว่างประเทศ ก็ควรจะชัดเจนว่า ในหลักแล้วจะใช้เพื่อรองรับความผันผวน และสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปที่จะเกิดขึ้นจากต่างประเทศ ซึ่งจะกระทบต่อการไหลเข้าออกของเงินทุน และค่าเงินบาทของไทยมากกว่า

“ในส่วนของรัฐบาลจะมีนโยบายอะไรก็ทำไป แต่ในภาวะเช่นนี้ทุนสำรองอาจจะต้องใช้ดูแลเรื่องระหว่างประเทศ ซึ่งไม่แน่ใจว่า รัฐบาลนี้ใช้วิธีบริหารจัดการแบบรวมทั้งหมดหรือเปล่า แต่ประเพณีที่ผ่านมาไม่ไช่อย่างนั้น เพราะไม่อยากให้ให้ปัญหาหรือนโยบายที่ใช้ในประเทศ ไปกระทบฐานะต่างประเทศของไทย และการลงทุนในน้ำมันเป็นเรื่องเสี่ยง โดยเฉพาะบ่อน้ำมัน อาจจะไม่ควรทำ เพราะการนำทุนสำรองไปลงทุนอะไร จะต้องเน้นที่ความมั่นคงมากเป็นหลัก และจะต้องมีสภาพคล่องสูงในการแปลเป็นเงินสด”

ประธานคณะกรรมการธปท. กล่าวต่อว่า จากการประเมินล่าสุดของ ธปท. พบว่า ถึงแม้ว่าเราจะมีทุนสำรองทางการในระดับสูง แต่ในภาวะแบบนี้มีภาระที่ต้องกันสำรองไว้ในหลายเรื่อง เช่น การกันสำรองไว้เผื่อมีการไหลเข้า และไหลออกของเงินทุนอย่างรวดเร็ว สำรองไว้ในกรณีการค้าการส่งออกนำเข้าที่เปลี่ยนไปตามภาวะเศรษฐกิจโลก การสำรองไว้สำหรับการเรียกคืนหนี้ระยะสั้นจากต่างประเทศ และการสำรองไว้เพื่อดูแลอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทให้ผันผวนน้อยที่สุด หรืออยู่ในระดับที่นิ่ง ซึ่งเมื่อหักสำรองเหล่านี้ออกไปแล้ว มีเงินเหลือไม่เพียงพอที่จะนำมาตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ ได้ในขณะนี้

“เรื่องเหล่านี้หากกระทรวงการคลัง มีแนวคิดอย่างไรคงมาหารือกัน เพราะการทำอะไรกับทุนสำรองทางการจะต้องแก้ไขกฎหมาย ต้องลองมาพิจารณากันว่า คลังจะมีข้อเสนออย่างไร หรือมีเงื่อนไขอย่างไรที่จะดำเนินการ แต่ถ้าหากจะพูดว่า ธปท.ควรลงทุนให้มากขึ้นเพื่อหาเงินไปใช้หนี้สินกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและ พัฒนาระบบสถาบันการเงินนั้น ทุกวันนี้ ธปท.ก็นำทุนสำรองไปลงทุนในสินทรัพย์ที่มากประเภทขึ้น เพื่อหาผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอยู่แล้ว และที่ผ่านมาก็ไปลงทุนทองคำมากขึ้น ในช่วงที่ราคายังต่ำ แต่การจะซื้อทองต่อไปหรือไม่ คงจะต้องพิจารณาด้วยว่า ทองหากำไรได้ยาก จะรอแต่ราคาขึ้นอย่างเดียวคงไม่ได้ อย่างไรก็ดี ในภาพที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆ และมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นอีก ธปท.ต้องดูแลค่าเงิน จะหวังกำไรอะไรจากธปท.คงไม่ได้”

ส่วนแนวคิดของนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รมว.คลัง ซึ่งจะมาหารือกับ ธปท.เรื่องการขยายกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น ม.ร.ว.จัตุมงคล กล่าวว่า การที่ธปท.ใช้การดำเนินนโยบายการเงินตามกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น เป็นเพราะการที่เงินเฟ้อต่ำ จะดีต่อทุกฝ่ายในเศรษฐกิจ ดีต่อการจ้างงานเพิ่มขึ้น เอื้อต่อการลงทุน ทำให้เศรษฐกิจภาพรวมนิ่งและโตได้ต่อเนื่อง แต่ถ้าเงินเฟ้อสูง ถึงลูกจ้างมีรายได้เพิ่ม และซื้อของเท่าเดิม เงินเท่าเดิมก็จะซื้อของไม่ได้เท่าเดิม และถ้าเงินเฟ้อสูงมากลูกจ้างนั่นแหละจะตายก่อน ขณะที่กระทบต่อเนื่องทั้งการจ้างงาน และการลงทุนใหม่ของธุรกิจ

“กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อนั้น ตามปกติแล้วจะเป็นการหารือกันระหว่างกระทรวงการคลัง และธปท.โดยเสนอให้ครม.อนุมัติในช่วงเดือน ธ.ค.ของทุกปี ซึ่งก็เข้าใจตรงกันว่า เงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นเรื่องที่ดี ทุกคนพอใจและช่วยให้เกิดการใช้จ่ายและลงทุนเพิ่ม ซึ่งดีต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจ ดังนั้น กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อที่มีอยู่นี้จึงไม่ใช่ของธปท.อย่างเดียว แต่เป็นการได้รับการเห็นชอบจากครม. และเท่าที่ประเมินในขณะนี้ ยังไม่เห็นระบบการดำเนินนโยบายการเงินเหมาะสมเท่าการดำเนินนโยบายการเงินโดย ยึดกรอบเงินเฟ้อ (Inflation Targeting) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน” ประธานคณะกรรมการธปท.กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 16:33 น.
โฆษณา

พล.ต.ท.ชัจจ์ ลั่น พร้อมลุยล้างมาเฟียสุวรรณภูมิ

Published สิงหาคม 15, 2011 by SoClaimon

15 สิงหาคม 2554, 13:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/194135.

Pic_194135

รมว.คมนาคม เตรียมแบ่งงานรมช.หลังแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วอนสังคมมองการทำงานมากกว่าการเป็นเพื่อน “ทักษิณ” ด้าน พล.ต.ท.ชัจจ์ ลั่น หากได้รับมอบหมายดูสุวรรณภูมิ พร้อมลุยล้างปัญหาผู้มีอิทธิพล

เมื่อวันที่ 15 ส.ค. พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต รัฐมนตรีว่ากากระทรวงคมนาคม  เปิดเผยว่า การแบ่งงานให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมทั้ง 2คน คือ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก และ นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นั้น จะสามารถดำเนินการได้ ภายหลังจากที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ส่วนการที่ตนเองเป็นนักเรียน เตรียมทหารรุ่น 10 รุ่นเดียวกับ พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สุกำพล กล่าวว่า เป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ แต่ขอให้ทุกฝ่ายดูที่การทำงานดีกว่า จะมามองว่าเป็นรุ่นเดียวกับอดีตนายกรัฐมนตรี

ด้าน พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การทำงานที่กระทรวงคมนาคมในส่วนของการประกวดราคาของโครงการต่าง ๆ ที่ผ่านมานั้น หากโครงการไหนดีก็พร้อมเดินหน้าต่อ หากโครงการไหนมีปัญหาก็จะเข้าไปแก้ไข รวมทั้งปัญหาผู้มีอิทธิพลในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ หากได้รับมอบมายก็พร้อมที่จะเข้าไปทำการแก้ไขปัญหา สำหรับภารกิจด้านต่าง ๆ ก็จะรอความชัดเจนหลังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแบ่งงานอีกครั้ง

พล.ต.ท.โทชัจจ์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องในบริษัท ปิคนิค คอร์ปอเรชั่น และ บริษัท เวิล์ดแก๊ส (ประเทศไทย) ยืนยันว่า ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย

ขณะที่นายกิตติศักดิ์ หัตถสงเคราะห์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า การแบ่งงานคาดว่าจะมีความชัดเจนวันที่ 17 สิงหาคมนี้ โดยส่วนตัวมีความถนัดด้านทางบก เนื่องจากเป็น ส.ส.มานานและมีความใกล้ชิดผูกพันกับประชาชนในพื้นที่ ส่วนโครงการในรัฐบาลสังกัดกระทรวงคมนาคม เห็นว่ามีโครงการดี ๆ ที่สามารถเดินหน้าต่อ เช่น ถนนไร้ฝุ่น ขณะเดียวกันก็ต้องเร่งทำโครงการใหม่ ๆ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงไปจังหวัดหนองคาย เชียงใหม่ อำเภอสุไหงโกลก จังหวัดนราธิวาส และเส้นทางไปภาคตะวันออกส่วนกรณีที่มีผลสำรวจโพลระบุว่า ตนเป็นรัฐมนตรีที่มีคนรู้จักน้อยที่สุดนั้น ตนเองจะเร่งทำผลงาน ซึ่งเชื่อว่าจะเห็นผลงานที่ชัดเจนหลังจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 สิงหาคม 2554, 13:30 น.

สศช.ติวเข้มรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์”

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

12 สิงหาคม 2554, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193400.

Pic_193400

ปูพื้นสถานะประเทศและภาพรวมเศรษฐกิจให้รัฐบาลชุดใหม่ เน้นให้ดูแลค่าครองชีพ ราคาพลังงาน รักษาเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร พิจารณาค่าตอบแทนที่เหมาะสมให้แรงงาน พร้อมยกเครื่องโครงสร้างภาษีทั้งระบบ ส่งเสริมเอกชนร่วมพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เดินหน้าเมกะโปรเจกต์ขนส่งมวลชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานสภาวะของประเทศทางด้านสังคมและเศรษฐกิจ ให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดแรกของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้รับทราบและใช้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน

โดยได้รายงานสภาวะของประเทศด้านเศรษฐกิจที่สำคัญ ว่า แม้เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวได้ในอัตรา ที่น่าพอใจ แต่ยังคงต้องพึ่งพาเศรษฐกิจต่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนและความเสี่ยงสูง เห็นได้จากปัจจุบันสหรัฐฯประสบปัญหาการก่อหนี้เกินตัว และเศรษฐกิจในยุโรปก็ประสบปัญหาเช่นเดียวกัน โดย เฉพาะกรีซ สเปน และอิตาลี มีความจำเป็นที่จะต้องปรับโครงสร้างเศรษฐกิจภายในประเทศไปสู่เศรษฐกิจ ที่มีความเข้มแข็งและความมั่นคงมากยิ่งขึ้น และกระจายผลประโยชน์ไปสู่คนส่วนใหญ่ รวมทั้งในระยะสั้นยังมีปัญหาการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพอันเนื่องมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและอาหารที่กระทบกับความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชน

ทั้งนี้ สศช.เห็นว่า การดำเนินนโยบายของภาครัฐทั้งในระยะสั้นและระยะปานกลาง ควรให้ความสำคัญกับการดูแลค่าครองชีพและราคาพลังงานในประเทศเพื่อลดผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน การดูแลราคาสินค้าเกษตรที่สำคัญให้มีเสถียรภาพ และการลดต้นทุนของเกษตรกรและผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รวมไปถึงการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวอย่างมีคุณภาพและเสถียรภาพ โดยมีพื้นฐานจากการปรับปรุงประสิทธิภาพและคุณภาพของแรงงาน รวมทั้งค่าตอบแทนที่เหมาะสมที่สะท้อนผลิตภาพของแรงงาน และสร้างโอกาสทางธุรกิจและช่วยเหลือในการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

ขณะเดียวกันจะต้องปรับปรุงโครงสร้างภาษีทั้งระบบ เพื่อสร้างฐานรายได้ภาษีที่ยั่งยืนและสร้างความเป็นธรรมในสังคม การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี รวมทั้งควรจัดลำดับความสำคัญของงบประมาณรายจ่ายให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนา และส่งเสริมให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน โดยการปรับปรุงกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน นอกจากนี้ต้องแก้ไขข้อจำกัดในภาคการเงินโดยเฉพาะการเข้าถึงสินเชื่อและบริการ ทางการเงินของกลุ่มเป้าหมาย และกิจการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

สำหรับการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน สศช.ระบุว่า รัฐบาลจะต้องพัฒนาภาคเกษตรด้วยการสร้างความมั่นคงด้านอาหารและพลังงานของประเทศ ส่งเสริมและพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน ป้องกันความเสี่ยงการผันแปรของราคาสินค้าเกษตร ขณะเดียวกันต้องปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมให้ยั่งยืนและมีคุณภาพ ด้วยการเน้นการใช้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ รวมไปถึงการพัฒนาภาคบริการและการค้า ขยายฐานการผลิตและการตลาด ภาคธุรกิจบริการที่มีศักยภาพออกสู่ตลาดต่างประเทศ และพัฒนาปัจจัยสนับสนุนให้เอื้อต่อการลงทุนภายในประเทศและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ

สศช.ยังแนะรัฐบาลใหม่ด้วยว่า จะต้องแก้ไขจุดอ่อนที่เป็นอุปสรรคต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ การปรับปรุงคุณภาพของโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุนในการศึกษาและวิจัยที่มีพื้นฐานจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม การพัฒนาคุณภาพของทรัพยากรมนุษย์ และการปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการอำนวยความสะดวกในการทำธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ในด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ สศช.ให้ความเห็นว่า รัฐบาลควรเร่งรัดโครงการลงทุนขนาดใหญ่ด้านโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะโครงการระบบขนส่งมวลชน ซึ่งจะช่วยลดการใช้พลังงานและเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่ง และเร่งรัดพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบโลจิสติกส์ ให้เชื่อมโยงกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยให้ความสำคัญกับโครงข่ายรถไฟ การขนส่งข้ามพรมแดนและระบบ National Single Window ที่เชื่อมโยงกับระบบของอาเซียน ให้ความสำคัญกับการจัดหาพลังงานไฟฟ้าให้เพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ สร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน และกำกับดูแลราคาให้มีความเป็นธรรม รวมถึงเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณูปการและสื่อสารโทรคมนาคมให้ทั่วถึง ซึ่งจะเป็นการพัฒนาความอยู่ดีกินดีของประชาชนและการเข้าถึงข้อมูลความรู้

ทั้งนี้  ในภาพรวมโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยมีความเข้มแข็ง และมีภูมิคุ้มกัน สามารถรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจการเงินโลกได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่ความสามารถในการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศเริ่มลดลง ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนการออมต่อจีดีพี ลดลงจาก 32.8% ในปี 2550 เป็น 29.6% ในปี 2552 สะท้อนว่าการออมในประเทศ อาจไม่เพียงพอต่อความต้องการลงทุนในอนาคต นอกจากนี้โครงสร้างและการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยยังต้องพึ่งพิงอุปสงค์จากต่างประเทศ  ทำให้สัดส่วนอุปสงค์ภายในประเทศต่ออุปสงค์ต่างประเทศลดลงเป็น 67.5% ในปี 2553 จาก 78.8% ในปี 2552.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 สิงหาคม 2554, 05:45 น.

อคส. พร้อมรับจำนำข้าว ตามนโยบาย ปู 1

Published สิงหาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2554, 18:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193335.

Pic_193335

อคส. พร้อมรับจำนำข้าว ตามนโยบาย ปู 1 โดยเฉพาะการกำหนดมาตรฐานคลังสินค้าเอกชนที่จะเข้าร่วมรับฝากเก็บข้าวสูงลิ่ว ป้องกันข้าวเสียหาย-ทุจริต

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นายอนุกูล แต้มประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยถึงกรณีที่รัฐบาลมีนโยบายช่วยหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวเป็นแบบการรับ จำนำข้าว แทนการประกันรายได้ว่า อคส.ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการปฏิบัติตามนโยบายรับจำนำข้าว ได้เตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการดำเนินงานแล้ว โดยเฉพาะการกำหนดคุณลักษณะของคลังสินค้าเอกชน ที่จะเข้าร่วมในการรับฝากเก็บข้าวจากโครงการรับจำนำ ซึ่งได้กำหนดมาตรฐานให้เข้มงวดขึ้นกว่าเดิม เพื่อป้องกันความเสี่ยงของโครงการ และให้ประชาชนเกิดความมั่นใจมากขึ้นว่า อคส. จะคัดเลือกคลังสินค้าที่ได้มาตรฐานสำหรับเก็บรักษาข้าวสาร ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของชาติให้ดีที่สุด รวมถึงจะไม่ให้เกิดการทุจริตขึ้นด้วย

“มาตรฐานคลังสินค้าจะพิจารณาจากหลายๆ องค์ประกอบ เช่น สถานที่ตั้ง การคมนาคม ความปลอดภัยเกี่ยวกับน้ำท่วม ระยะห่างจากสถานที่เก็บวัตถุไวไฟ โครงสร้างของอาคาร สภาพภายในอาคาร ระบบระบายอากาศ การป้องกันนก สภาพภายนอก มีระบบรักษาความปลอดภัย ระบบขนส่งสินค้า การประกันภัยอาคาร ระบบสุขาภิบาล อุปกรณ์และแรงงานในการขนถ่ายสินค้า อุปกรณ์ฉุกเฉิน เป็นต้น เพื่อรักษาคุณภาพข้าวที่ได้จากโครงการรับจำนำให้ดีที่สุด ไม่ให้เสื่อมสภาพเร็ว หรือเกิดการน้ำท่วม ไฟไหม้ เหมือนที่ผ่านมา” นายอนุกูล กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 18:50 น.

ประเดิมงานแรก นายกฯสั่ง “กิตติรัตน์” ตามปัญหาหมูแพง

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193058.

Pic_193058

รมว.พาณิชย์ เผย นายกฯสั่งเข้าดูสถานการณ์หมูอย่างใกล้ชิด หวั่นกระทบประชาชน ส่วนการที่ ส.อ.ท.และสภาหอการค้าไทย ไม่มั่นใจการทำงานของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล เชื่อ ทำความเข้าใจกันได้

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า จากการติดตามสถานการณ์เนื้อหมูที่มีราคาแพงในปัจจุบันนั้นล่าสุดนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ตนเข้าไปดูแลและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเนื่องจากมีความ เป็นห่วงว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะเรื่องการกำหนดของราคาที่เหมาะสมซึ่งปัญหาดังกล่าวในเบื้องต้นได้ รับทราบรายงานของกระทรวงพาณิชย์ว่ามีสาเหตุมาจากการเกิดโรคระบาดจนทำให้ราคา เนื้อหมูมีราคาแพงขึ้น แต่กรมการค้าภายในก็ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดอยู่แล้วจึงคาดว่าไม่น่าจะ มีปัญหา แม้ว่าในข่วงเทศกาลสารทจีนที่จะถึงนี้อาจทำให้ราคาหมูปรับเพิ่มสูงขึ้นแต่ หลังจากผ่านช่วงดังกล่าวไปราคาก็คงปรับลดลง

“คุณยิ่งลักษณ์ ก็แสดงความเป็นห่วงซึ่งคงต้องไปดูกันอีกที แต่ตอนนี้ก็มี โมเดิร์นเทรดเข้าไปช่วยอยู่แล้วและคงไม่น่าจะมีปัญหา และจากนี้จะไปหารือกับกระทรวงพาณิชย์ก่อน ว่ามีการดูแลอย่างไรบ้างและนอกจาก เรื่องของเนื้อหมูแล้ว ยังมีเรื่องของการกำหนดราคาสินค้าก็เป็นอีกเรื่องที่จะเข้าไปดูด้วย”

ทั้งนี้ เรื่องของค่าครองชีพประชาชนนั้นเป็นเรื่องหลักที่รัฐบาลจะเข้าไปดูแล อย่างใกล้ชิดกับประชาชนอยู่แล้วโดยเฉพาะการหาวิธีทำอย่างไรให้ประชาชนมีความ เชื่อมั่น และเกิดกำลังซื้อให้มากขึ้น ส่วนกรณีที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) และสภาหอการค้าไทยออกมาให้ความเห็นว่าไม่มั่นใจการทำงานของทีมเศรษฐกิจ รัฐบาลนั้นเรื่องดังกล่าวคงไม่เป็นปัญหาและทำความเข้าใจกันได้ เพราะทั้งสองก็เป็นคนคุ้นเคยกันอยู่แล้วขณะที่การทำงานกับธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นั้นจะทำงานร่วมกันได้และไม่มีปัญหาเพราะคุณธีรชัย มีความรู้ความสามารถใน เรื่องเศรษฐกิจอยู่แล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

กรณ์ชี้ตั้งธีระชัย บำเหน็จ ตระกูล’ชินวัตร’

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192958.

Pic_192958

“กรณ์” ตามอัด “ธีระชัย-กิตติรัตน์” ข้องใจได้นั่ง รมต.เศรษฐกิจ เป็นรางวัลตอบแทนจากตระกูล “ชินวัตร” ที่ช่วยเอื้อประโยชน์ปฏิเสธความผิดขายหุ้นหรือไม่ อัดไร้ประสบการณ์เศรษฐกิจ ด้านขุนคลังคนใหม่โพสต์เฟซบุ๊ก ขอบคุณ “ยิ่งลักษณ์” ที่ให้ความไว้วางใจ…

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรมว.คลัง ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวม ครม.เศรษฐกิจของรัฐบาลชุดใหม่ว่า ผิดหวังที่รัฐบาลชุดใหม่นำคนนอกมาเป็น ครม.เศรษฐกิจ ทั้งที่ได้เสียงข้างมากในสภา เหตุใดจึงไม่นำคนที่ประชาชนเลือกมาทำหน้าที่แทน ส่วนที่นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่มาทำหน้าที่รมว.คลัง และนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ถือว่า มีประสบการณ์ด้านตลาดทุน ซึ่งเห็นด้วยที่มีนัยยะเข้ามาส่งเสริมด้านตลาดทุน แต่มีข้อสังเกตว่า ทั้งนายธีระชัย และนายกิตติรัตน์ เคยมีส่วนช่วยและปฏิเสธข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำผิดเรื่องการขายหุ้นของครอบครัวชินวัตร จึงเป็นคำถามในสายตาประชาชนว่า ทั้งหมดนี้เป็นการตอบแทนกันหรือไม่

รวมถึงทั้งสองคนไม่มีประสบการณ์หรือแสดงแนวคิดด้านเศรษฐกิจในช่วงการหาเสียงที่ผ่านมา แต่ผู้มีเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยกลับไม่ได้ตำแหน่งใดๆทั้งนาย โอฬาร ไชยประวัติ และนายสุชาติ ธาดาธำรงเวช สิ่งสำคัญรัฐบาลใหม่ต้องรักษาเสถียรภาพทางการคลังให้เข้มแข็งต่อไปเหมือนที่ รัฐบาลชุดที่แล้วทำไว้ โดยยึดข้อตกลงที่กระทรวงการคลังทำไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ เพื่อเดินไปสู่งบประมาณสมดุล

ทั้งนี้ เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา นายธีระชัย ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่า “ขอบคุณทุกท่านที่แสดงความยินดีและให้กำลังใจครับ ผมขอบคุณท่านนายกยิ่งลักษณ์ และพรรคเพื่อไทย ที่ให้ความไว้วางใจ ผมจะทำหน้าที่อย่างดีที่สุดเต็มความสามารถ”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 10 สิงหาคม 2554, 14:15 น.

อคส.สั่งเช็คความพร้อมโรงสี เพื่อเตรียมรับจำนำข้าว

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

9 สิงหาคม 2554, 22:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192787.

Pic_192787

อคส.พร้อมรับจำนำข้าว ตามนโยบายรัฐบาลใหม่ สั่งเจ้าหน้าที่ทั่วประเทศ เช็คความพร้อมโรงสีที่จะเข้าร่วมโครงการ ติดตั้งกล้องวงจรปิด ใช้อินเตอร์เน็ตเชื่อมโยงข้อมูล ป้องกันขโมยข้าว-ทุจริต พร้อมจับมือ อต. ปรับรูปแบบองค์กร เพิ่มช่องทางจำหน่ายสินค้าชุมชน ทั้งรถเร่ ร้านค้าสวัสดิการ

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. นายอนุกูล แต้มประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมสำหรับดำเนินการรับจำนำข้าวตามนโยบายของรัฐบาลใหม่ ว่า อคส.มีความพร้อมที่จะดำเนินการตามนโยบายรัฐบาลได้ ไม่ว่าเป็นการรับจำนำข้าวเปลือก หรือโครงการประกันรายได้เกษตรกร โดยหากรัฐบาลประกาศให้มีการรับจำนำ อคส.ก็พร้อมที่จะเปิดรับจำนำได้

“ได้สั่งการให้ อคส.ในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ออกตรวจเช็คข้อมูลโรงสีทั่วประเทศ ที่จะเข้าร่วมโครงการรับจำนำข้าวเปลือกกับรัฐบาล โดยให้เจ้าหน้าที่ อคส. ในพื้นที่ตรวจดูความพร้อมของโรงสีและเก็บข้อมูลต่างๆ โดยเฉพาะตรวจเช็คการติดกล้องวงจรปิด และมีระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อป้องกันการลักลอบ หรือการขโมยข้าว ซึ่งถือเป็นการทุจริตไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นมาอีกเหมือนในอดีต” นายอนุกูล กล่าว

นายอนุกูล กล่าวภายหลังการลงนามบันทึกข้อตกลง ระหว่าง อคส.และองค์การตลาด (อต.) กระทรวงมหาดไทย ในเรื่องความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานใน 3 แนวทาง ได้แก่ 1.การฝึกอบรมบุคลากรร่วมกันของทั้ง 2 หน่วยงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 2.การใช้ทรัพยากรด้านความร่วมมือในเชิงธุรกิจ เพื่อให้เกิดการบูรณาการ และ 3.การสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมถึงให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง

โดยจะเริ่มโครงการนำร่อง 3 โครงการได้แก่ 1.ร้านคาราวานสินค้าโอทอป และตลาดชุมชน 2.ร้านค้าสวัสดิการ และจัดระเบียบรถเร่จำหน่ายกับข้าว เป็นต้น และ 3.การใช้ทรัพยากรด้านจัดซื้อจัดจ้างร่วมกัน เพื่อสร้างอำนาจต่อรองราคา โดยศึกษาความต้องการ หรือพัสดุครุภัณฑ์ที่ทั้ง 2 หน่วยงานต้องการ หากมีรายการใดที่ต้องการตรงกัน จะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างร่วมกัน เพื่อสร้างอำนาจในการเจรจาต่อรองราคาสินค้า และลดงบประมาณของทั้ง 2 หน่วยงานอีกด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 สิงหาคม 2554, 22:00 น.

“พาณิชย์” ชง “ยิ่งลักษณ์” ดันเออีซีเป็นวาระแห่งชาติ

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 17:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192501.

Pic_192501

“พาณิชย์” ชง “ยิ่งลักษณ์” ดันเออีซีเป็นวาระแห่งชาติ หวังช่วยผู้ประกอบการไทยเตรียมพร้อมรับมือเปิดเสรีปี 58

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการยุทธศาสตร์ระดับชาติสู่ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (เออีซี) เพื่อเตรียมความพร้อม และผลักดันให้ไทยก้าวเข้าสู่การเป็นเออีซีได้ภายในปี 2558 โดยได้เตรียมเสนอให้รมว.พาณิชย์คนใหม่ และนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีคนใหม่ พิจารณาให้ความเห็นชอบ

สำหรับเหตุผลที่ต้องทำเรื่องเออีซีให้เป็นวาระแห่งชาติ เพราะเออีซีเป็นเรื่องที่มีความสำคัญกับประเทศ หลังจากที่ไทยประสบปัญหาภายในมานานหลายปี ทำให้ขีดความสามารถและสถานะไทยในเวทีอาเซียนลดน้อยลงอย่างต่อเนื่อง หากไม่เร่งดำเนินการเพิ่มขีดความสามารถทั้งส่วนภาครัฐและเอกชน โดยรัฐบาลเป็นผู้กำกับในภาพรวม จะทำให้ในปี 2558 ซึ่งเป็นปีที่การเปิดเสรีการค้าในอาเซียนมีผลสมบูรณ์แบบ ไทยนอกจากไม่ได้ประโยชน์จากการเปิดเสรีแล้ว ยังอาจเสียประโยชน์ทางการค้ากับคู่แข่งในอาเซียนได้

“ถ้ามีการกำหนดให้เออีซีเป็นวาระแห่งชาติ จะทำให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสำคัญ และกระตือรือร้นที่จะเดินทางไปสู่เออีซี ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์จากเออีซีตามที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ และยังเป็นแรงผลักดันให้ผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ได้เข้ามาใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ เพราะที่ผ่านมา ผู้ประกอบการขนาดใหญ่ได้ปรับตัวมาเป็นลำดับ ตั้งแต่เริ่มเปิดเสรีทางการค้า และตระหนักถึงความสำคัญของเขตการค้าเสรีอาเซียน ขณะที่เอสเอ็มอียังขาดความพร้อมและการเตรียมการรับมือ”นางศรีรัตน์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 17:00 น.

หวั่นเศรษฐกิจโลกลามไทย ฝาก”ยิ่งลักษณ์” เตรียมรับมือ

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192013.

Pic_192013

นักเศรษฐศาสตร์ หวั่นเศรษฐกิจสหรัฐทรุด หลังเอสแอนด์พีประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือจาก AAA เหลือ AA+ ฝาก “ยิ่งลักษณ์” 1″เตรียมรับมือไม่ให้ลุกลามมาไทย

นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ กล่าวว่า จากกรณี บริษัท สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) ประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือตราสารทางการเงินระยะยาวของสหรัฐ จากระดับ (AAA) ลงมาเหลือ (AA+) นับเป็นครั้งแรกในรอบ 70 ปี ที่สหรัฐถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือทางการเงินจาก S&P จากอันดับ AAA มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2484 เหตุการณ์ดังกล่าวมีความน่าเป็นห่วงมาก เพราะจะทำให้พันธบัตรของสหรัฐขาดความน่าเชื่อถือ เกิดการเทขายพันธบัตร เมื่อความต้องการลดลง ย่อมทำให้การออกพันธบัตรสหรัฐต้องให้อัตราดอกเบี้ยสูง ส่งผลให้แนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกปรับสูงมากขึ้นกว่าเดิม เพราะปริมาณพันธบัตรสหรัฐ วงเงิน 14.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนร้อยละ 46-47 กระจายอยู่นอกสหรัฐ ที่ผ่านมาเผชิญกับปัญหาอัตราเงินเฟ้อสูง ต้องขึ้นดอกเบี้ยควบคุม กลับทำให้อัตราดอกเบี้ยสูงขึ้นไปอีก ทำให้ต้นทุนด้านต่างๆ เพิ่มขึ้นด้วย และยังทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้ของเอกชนสหรัฐสูงตามไปด้วย ผลพวงจากปัญหาดังกล่าว เนื่องจากสหรัฐใช้มาตรการผิดพลาดในการผลิตเงินดอลลาร์สหรัฐออกสู่ระบบ จากปัญหาซับไพร์ม 

“ต้องการให้รัฐบาลชุดใหม่

“ยิ่งลักษณ์ 1” เร่งเตรียมรับมือปัญหาดังกล่าวที่มีแนวโน้มหนักมาก เหมือนกับพายุหรือไฟไหม้ที่เกิดขึ้นนอกบ้าน จะทำอย่างไรไม่ให้ลุกลามมายังบ้านเรา หรือให้มีปัญหาน้อยมาก หากสร้างกำแพงกันให้ดี เพราะการดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจขณะนี้มีความสำคัญมาก รัฐบาลอย่าเพิ่งออกนโยบายประชานิยมตามที่หาเสียงไว้ขณะนี้ เพราะเรื่องเศรษฐกิจโลกขณะนี้จำเป็นมาก เมื่อเวลาเหมาะสมจึงค่อยนำออกมาช่วยเหลือ” นายสมภพ กล่าว

ด้าน นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า หากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มูดี้ส์ฯ และฟิทช์ เรทติ้งส์ ลดอันดับความน่าเชื่อถือลงตามไปด้วย จะยิ่งทำให้สถานการณ์รุนแรงมาก สหรัฐต้องมีต้นทุนดอกเบี้ยสูงขึ้นอีก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปฟื้นตัวได้ช้าไปอีก เพราะเมื่อความเชื่อเศรษฐกิจสหรัฐลดลง ประชาชนจะหยุดการใช้จ่าย ชะลอการลงทุน จนกระทบต่อการส่งออกของไทยและการท่องเที่ยวจากยุโรป เหตุการณ์ดังกล่าวนับว่ามีความรุนแรงมาก หากเตรียมมาตรการรองรับไม่ดี โดยต้องติดตามดูว่า การประชุมออกมาตรการมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจในวันที่ 9 ส.ค. ของสหรัฐจะมีแนวทางออกมาอย่างไรบ้าง

“รัฐบาลใหม่ควรชะลอมาตรการ ซึ่งกระทบต่อต้นทุนผู้ประกอบการ หรือการปรับขึ้นเงินเดือนขั้นต่ำ 15,000 บาท/เดือน ควรหาทางเพิ่มเงินออกสู่ระบบด้วยการอัดฉีดเงินผ่านกองทุนหมู่บ้านเพิ่มเติม เพราะเงินออกสู่ระบบโดยตรงในการบริโภค การลงทุนในท้องถิ่น การเดินหน้าโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพื่อให้เกิดการจ้างงาน การระวังค่าเงินบาทจะแข็งค่าอย่างรวดเร็ว เพราะแนวโน้มสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะอ่อนลงอย่างมาก จึงรู้สึกเป็นห่วงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างมาก” นายธนวรรธน์ กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 6 สิงหาคม 2554, 17:35 น.

ขยับจัดโผเดินโพยต่อ

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

29 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/189925.

Pic_189925

ยิ่งลักษณ์ – ภาพ Reuters

สิ้นสุดภาวะสุญญากาศทางการเมือง

ล่าสุดมีความชัดเจนในขั้นตอนตามกระบวนการออกพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมรัฐสภา ในวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พุทธศักราช 2554

ภายหลังนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงมติที่ประชุม กกต.อย่างเป็นทางการว่า ที่ประชุม กกต.มีมติเสียงข้างมากให้มีการประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.เพิ่มเติมอีกจำนวน 94 คน ประกอบไปด้วย ส.ส.บัญชีรายชื่อ จำนวน 7 คน และ ส.ส.แบบแบ่งเขต จำนวน 87 คน เพื่อให้สามารถเปิดประชุมรัฐสภาในครั้งแรกได้

โดยมี ส.ส.ที่ กกต.ประกาศรับรองแล้วทั้งสิ้น 496 คน เกินร้อยละ 95 ของสภาฯ

“ปลดล็อก” กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเดินหน้าต่อ เริ่มจากการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ต่อด้วยคิวโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และการฟอร์มคณะรัฐมนตรีตามลำดับ

ขยับเดินโพย ลุยจัดโผกันได้

และก็เป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่าที่นายกรัฐมนตรี ที่เปิดโปรแกรมเองเลยว่า ในวันจันทร์ที่ 1 สิงหาคมนี้ จะมีการประชุมกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย แจ้งชื่อผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร และรองประธานสภาฯ ต่อที่ประชุม

ตามโพยไม่น่าจะหนีไปจากแคนดิเดตที่เปิดชื่อออกมาก่อนหน้า ระหว่าง “ขุนค้อน” นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ กับ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ดีกรีอดีตรองประธานสภาฯ ทั้งคู่

และโดยความคืบหน้าล่าสุด จับสัญญาณจากนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับฉันทานุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ให้มีสิทธิฟันธง ในการเลือกบุคคลเข้าบัญชีผู้ดำรงตำแหน่งทั้งฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ร่วมกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ส่งซิกเป็นนัย

แคนดิเดตรัฐมนตรีเริ่มมีความชัดเจนแล้วหลายตำแหน่ง

ล้อกับรายงาน “ข่าวเอ็กซ์คลูซีฟ” สัญญาณพิเศษเรื่องปรองดอง ต่อรองผ่าน 3 กระทรวงหลัก ทำให้ปักหมุดชื่อของ “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อยู่ที่เก้าอี้ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้ที่มีเครือข่ายโยงใยทุกระดับ โดยเฉพาะสายที่ “ทักษิณ” ต่อไม่ติด

และโดยโพยที่นิ่งมาตลอดกับชื่อของนายวิชิต สุรพงษ์ชัย กรรมการผู้จัดการใหญ่ธนาคารไทยพาณิชย์ อดีตรัฐมนตรีในยุคพรรคพลังธรรม ที่เป็นตัวแทนของสัญญาณพิเศษให้ความไว้วางใจ บวกกับ “ทักษิณ” เคาะเอง ให้เข้ามาคุมกระทรวงการคลัง ดูแลเงิน ของแผ่นดิน

รวมไปถึงรายการแหกโผชื่อของนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่เป็นน้องของนายกิตติพงษ์ ณ ระนอง เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงวอ-ชิงตัน ดี.ซี.  ก็เป็นอะไรที่เข้าสเปกคนกลาง ดี เด่น ดัง ประสานงานได้กับทุกฝ่าย

ตรงกับที่ “ยิ่งลักษณ์” ประกาศ “แก้ไข ไม่แก้แค้น”

และด้วยเงื่อนไขนี้ ก็มีแนวโน้มสูงที่จะไม่มี ส.ส.ที่พ่วงสถานะเป็นแกนนำเสื้อแดง นปช. เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี เพื่อให้ ครม. “ยิ่งลักษณ์ 1” มีภาพลักษณ์ของความปรองดอง

เรื่องของเรื่องต้องเน้นศัลยกรรมให้ “สวยเลือกได้” อยู่นานที่สุดเท่าที่จะนานได้

ขณะที่ในส่วนของพรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้ก็ได้จำนวนเสียงที่แน่นอนแล้ว โดยเฉพาะในส่วนของพรรคพลังชลที่โดนแขวนไว้ 5 คน ตอนนี้ กกต.รับรอง ส.ส.ครบทั้ง 7 คน

ตามที่ “นายใหญ่” ดีลกับ “สนธยา คุณปลื้ม” ไว้แต่แรก ก็น่าจะอยู่ที่ 1 โควตา “รัฐมนตรีว่าการ”

ขณะที่พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ที่ กกต.รับรอง ส.ส.ครบทั้ง 7 คน และยังมีลุ้นในสนามเลือกตั้งซ่อมจังหวัดสุโขทัย เขต 3 ถ้าเป็นไปแนวโน้มธรรมชาติชาวบ้านจะเลือกคนของพรรคร่วมรัฐบาลที่มีภาษีดีกว่าฝ่ายค้าน พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินก็มีสิทธิบวกเพิ่มอีก 1 ที่นั่ง

แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับว่า ในฐานะมิตรที่เคยประกาศ “ยอมเว้น พื้นที่” ให้กันได้ “นายใหญ่” รู้ดีว่า “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” ต้องการอะไร

แน่นอน ด้วยจำนวนเสียงเลขหลักเดียว เทียบกับเลข 3 หลัก เรื่องการต่อรองตัดไปได้

อยู่ที่ว่าจะซื้อใจเพื่อนไว้เผื่อยามคับขันหรือไม่แค่นั้น.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 29 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 17 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง
%d bloggers like this: