รัฐบาลใหม่

All posts tagged รัฐบาลใหม่

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ค.พุ่งปรี๊ด 84.1% รับขวัญรัฐบาลใหม่

Published สิงหาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2554, 16:50 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193288.

Pic_193288

ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งสูงสุดในรอบ 64 เดือน รับขวัญรัฐบาลใหม่ หลังประชาชนคาดหวัง และเชื่อมั่นในนโยบาย เริ่มจับจ่ายใช้สอยสินค้าคงทน แต่ห่วงเศรษฐกิจโลก ข้าวของแพง ฉุดดวามเชื่อมั่นฟุบได้อีก

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคประจำเดือนก.ค.54 ว่า ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการเป็นเดือนที่ 2 ติดต่อกัน โดยดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 74.4 เพิ่มจาก 72.3 ในเดือนมิ.ย. ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 74.9 เพิ่มจาก 72.9 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 102.8 เพิ่มจาก 99.8

ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเดือนก.ค.54 อยู่ที่ 84.1 เพิ่มจาก 81.7 ในเดือนมิ.ย.ทำสถิติสูงสุดในรอบ 64 เดือน นับตั้งแต่เดือนมี.ค.49 ซึ่งเป็นช่วงก่อนจะยุบสภา และค่าดัชนีอยู่ในระดับสูงเท่ากับในช่วงปี 44 ที่พรรคไทยรักไทยเข้ามาเป็นรัฐบาล ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในปัจจุบันอยู่ที่ 65.4 เพิ่มจาก 63.8 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคตอยู่ที่ 90.2 เพิ่มจาก 87.4

สำหรับปัจจัยบวกมาจากผลทางจิตวิทยาเชิงบวกรับรัฐบาลใหม่ ที่จะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจให้ดีขึ้น และยังมีปัจจัยสนับสนุนปลีกย่อย ทั้งจากการเติบโตเศรษฐกิจในประเทศที่มีเสถียรภาพ ราคาสินค้าเกษตรทรงตัวระดับสูง การส่งออกที่ขยายตัวดี รวมถึงค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบมาจากผู้บริโภคยังวิตกต่อปัญหาค่าครองชีพสูง ราคาสินค้าแพง ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะปัญหาหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรป และสหรัฐฯ รวมถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องลิตรละ 0.10-1.60 บาท ภัยพิบัติน้ำท่วม แผ่นดินไหวครั้งรุนแรงที่เกิดขึ้นทั่วโลก

” ในช่วงไตรมาส 4 เชื่อว่าการบริโภคและการลงทุนจะฟื้นตัว และเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะขยายตัวได้ที่ระดับ 4-5% แต่ต้องรอดูดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือนส.ค.จะเป็นตัวตัดสินว่า ผู้บริโภคยังคงเชื่อมั่นในรัฐบาลใหม่หรือไม่ รวมทั้งยังต้องจับตาปัญหาค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นมาบั่นทอนความเชื่อ มั่นของผู้บริโภคอยู่ นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มรุนแรงขึ้น และอาจกระทบถึงเศรษฐกิจไทย ไทยจึงต้องเตรียมตัวรองรับปัญหาดังกล่าวด้วย” นายธนวรรธน์ กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 16:50 น.

อานิสงส์ ขึ้นค่าแรง เพิ่มกำลังซื้อ หนุน CPF กำไรพุ่ง

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 20:33 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193063.

Pic_193063

CPF คาดผลงานครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรก เพราะ รับประโยชน์จากนโยบายรัฐบาลใหม่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจและขึ้นค่าแรง เพิ่มกำลังซื้อประชาชน ลุ้นยอดขายทั้งปีทะยานแตะ2.2แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการครึ่งปีหลังจะออกมาดีกว่าช่วงครึ่งปีแรก เนื่องจากได้รับปัจจัยหนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ที่จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อให้ประชาชน โดยเฉพาะการปรับขึ้นค่าแรง300บาท การขึ้นเงินเดือนปริญญาตรีเป็น15,000บาท รวมถึงนโยบายที่จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในระดับสูงรวมทั้งการส่ง เสริมการค้าระหว่าประเทศมากขึ้น ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและทำให้ธุรกิจของ บริษัทเติบโตได้ต่อเนื่อง ส่วนผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯและยุโรปในขณะนี้นั้น ไม่ได้ส่งผลก ระทบต่อการส่งออกของบริษัทที่เน้นส่งออกด้านอาหาร เพราะถือเป็นสินค้าจำเป็นต่อชีวิตประจำวันและค่าใช้จ่ายอาหารคิด เป็น10%ของรายได้คนยุโรปและสหรัฐฯที่จะไม่ถูกลดทอนเหมือนค่าใช้จ่ายด้าน อื่นๆ

ดังนั้นจึงมั่นใจว่า ในช่วงครึ่งปีหลังผลการดำเนินงานจะออกมาดีกว่างวดครึ่งปีแรกโดยบริษัท ตั้งเป้ายอดขายทั้งปีนี้จะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 220,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนราว12% เพราะงวด 6 เดือนแรกของปีมียอดขายรวม 98,974 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและมีกำไรสุทธิ 8,348 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16% จากช่วงปีก่อน โดยบริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้นงวดกลางปีหุ้น ละ0.60บาท

“บริษัทเห็นด้วยและพร้อมให้การสนับสนุนนโยบายรัฐบาลใหม่ ในการเพิ่มรายได้ให้คนส่วนใหญ่ของประเทศ โดยเฉพาะการขึ้นค่าแรง300บาท และการทำให้สินค้าเกษตรมีราคาสูง เพราะทำให้คนมีกำลังซื้อมากขึ้นขณะที่ ไม่ได้ทำให้ค่าใช้จ่ายแรงงานของบริษัทเพิ่มขึ้น เพราะต้นทุนค่าแรงมีสัดส่วนไม่มาก เมื่อเทียบกับต้นทุนด้านพลังงานและ อาหารสัตว์ และจะมุ่งปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานให้สูงขึ้น เพื่อรองรับค่าแรงที่ขยับขึ้นได้ แต่สำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่อาจได้รับผลกระทบจากค่าแรงรัฐบาลอาจ ต้องเข้าไปดูแลในช่วงแรก”

นายอดิเรก  กล่าวถึงแนวโน้มราคาอาหารที่สูงขึ้นว่า บริษัทจะพยายามตรึงหรือไม่ขยับราคาอาหารสำเร็จรูปที่ขายอยู่ในเซเว่ นอีเลฟเว่น(7-11)ขึ้น ที่อยู่ในระดับ29-35บาท เพื่อช่วยค่าครองชีพ แม้ต้นทุนอาหารจะเพิ่มขึ้นแต่จะไปบริหารจัดการและลดต้นทุนด้านอื่นแทน เช่น บรรจุภัณฑ์ โดยจะพยายามตรึงราคาในระดับนี้ให้นานที่สุด

ส่วนปัญหา ราคาหมูแพงเพราะสินค้าออกมาในตลาดน้อยทั้งเอเชียเพราะมีปัญหาเรื่องอากาศและโรค ระบาดนั้น ทางแก้คือรัฐบาลต้องสนับสนุนให้รายเล็กรายย่อยผลิตสินค้าออกมาสู่ตลาดให้มาก ขึ้นอาจช่วยเรื่องต้นทุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ เพื่อให้มีเนื้อหมูออกสู่ตลาดมากขึ้นก็จะทำให้ราคาหมูลดลงได้ ตามกลไกตลาดเรื่องดีมานด์ ซัพพลาย และไม่เป็นด้วยที่จะมาตรึงราคาควรปล่อยตามกลไกตลาด

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 20:33 น.

ชงรัฐบาลใหม่รื้อค่าไฟ-ก๊าซ

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192829.

Pic_192829

ส.อ.ท. เตรียมเสนอรัฐบาลใหม่ ทบทวนนโยบายการปรับเพิ่มค่าแรงวันละ 300 บาททั่วประเทศ ชงรื้อค่าไฟ-ก๊าซ ส.อ.ท.โอดภาคอุตสาหกรรมรับเละ 3 เด้งแล้ว

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.ได้เตรียมเสนอให้รัฐบาลทบทวนนโยบายการปรับเพิ่มค่าแรงวันละ 300 บาททั่วประเทศ, การปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้มภาคอุตสาหกรรมไตรมาสละ 3 บาทต่อกิโลกรัม และโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่ที่กำหนดให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ อาทิ หอพัก อพาร์ตเมนต์ โรงงานอุตสาหกรรม เข้ามาแบกรับภาระจ่ายนำเงินส่วนต่างไปจ่ายชดเชยให้กับผู้ที่ได้สิทธิใช้ไฟฟ้าฟรีไม่เกิน 90 หน่วยต่อเดือน โดยคาดว่าผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่ต้องช่วยกันแบกรับภาระปีละ 10,000 -15,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นนโยบายที่เพิ่มต้นทุนการผลิตจนส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถการแข่งขันของผู้ประกอบการในอนาคต

“นโยบายการใช้ไฟฟ้าฟรีแล้วให้ภาคเอกชนเป็นผู้รับภาระ แม้ว่าในช่วงแรกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือเรคกูเลเตอร์จะนำเงินที่เรียกคืนจากการลงทุนที่ต่ำกว่าแผนของการไฟฟ้าทั้งสามแห่ง (คลอว์แบ็ก) ประกอบด้วยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในปี 2551-53 วงเงิน 6,900 ล้านบาท มาลดค่าไฟฟ้าในส่วนที่เพิ่มก็ตาม แต่ภาคเอกชนมองว่าเป็นนโยบายที่ไม่เหมาะสม เพราะเป็นการนำงบประมาณที่ไม่ได้ใช้จ่ายจริงมาอุดหนุน แต่เมื่อเงินดังกล่าวหมดลงก็ต้องมาให้ผู้ใช้ไฟฟ้ารายใหญ่เป็นผู้แบกรับภาระ”

ส่วนนโยบายการขึ้นค่าแรงและราคาก๊าซหุงต้มสำหรับภาคอุตสาหกรรม ยอมรับว่าภาคเอกชนยอมรับนโยบายดังกล่าวได้ แต่ต้องการให้มีการทบทวนให้ทยอยปรับขึ้นทั้งราคาก๊าซหุงต้มและค่าจ้างแรงงาน เพราะไม่มั่นใจว่าหากขึ้นในวงเงินดังกล่าวทันทีทันใด จะเกิดอะไรขึ้นกับผู้ที่ต้องมาแบกรับภาระในระยะยาว ในขณะที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว ขณะเดียวกัน ส.อ.ท. ก็ต้องการให้รัฐบาลเร่งปรับกฎระเบียบต่างๆที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจของภาคเอกชน เช่น ธุรกิจแปรรูปเกษตรในต่างจังหวัด จะประสบปัญหาในการขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ซึ่งต่างจากบริษัทข้ามชาติที่จะได้รับอนุญาตที่รวดเร็วกว่า.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 05:45 น.

เตือนรัฐบาลรับมือของกินแพงหูฉี่

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 05:45 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192313.

Pic_192313

เลขาฯ สศก. เผย รัฐบาลใหม่ต้องเร่งแก้ปัญหาสินค้าแพง โดยเฉพาะอาหาร ทั้งเนื้อสัตว์และพืชผัก…

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เปิดเผยว่า โจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาลใหม่ที่ต้องเร่งเตรียมการรับมือโดยเร็วคือปัญหาสินค้าราคาแพง โดยเฉพาะสินค้าอาหาร ทั้งหมวดเนื้อสัตว์และพืชผัก ซึ่งจะเห็นได้ว่าราคาปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นมาโดยตลอดตั้งแต่ช่วงเทศกาลตรุษจีน เมื่อเดือน ก.พ.54 ที่ผ่านมา ยกตัวอย่างเช่น ราคาเนื้อหมูที่ขณะนั้นราคาเพียง กก.ละ 108-110 บาท แต่ขณะนี้ผ่านไปเพียง 4 เดือนเท่านั้น ราคาขึ้นมาอยู่ที่ กก.ละ 160 บาท ทั้งนี้ สาเหตุที่อาหารทุกชนิดมีราคาแพงขึ้น เนื่องจากต้นทุน การผลิตที่เพิ่มขึ้น ทั้งราคาน้ำมันและราคาวัตถุดิบการผลิตที่ใช้ผลิตอาหารสัตว์เพิ่มขึ้น ซึ่งทั่วโลกได้รับผลกระทบนี้เช่นเดียวกัน ขณะที่ในประเทศยังมีโรคระบาดเกิดขึ้นในสินค้าเกษตรที่สำคัญทั้งเนื้อหมูและไข่ไก่

ทั้งนี้ ในฐานะที่ สศก.ได้ติดตามภาวะการเกษตรของประเทศมาโดยตลอด เห็นว่าทิศทางราคาอาหารทั่วโลกเป็นขาขึ้น ดังนั้น รัฐบาลใหม่ต้องมีมาตรการรองรับ โดยไม่ควรใช้วิธีการควบคุมราคาที่ปลายทางเพียงอย่างเดียว เพราะจะมีปัญหาตามมาเหมือนกรณีน้ำมันปาล์ม คือ สินค้าหายไปจากตลาด ท้ายที่สุดผู้บริโภคก็ต้องจ่ายในราคาแพงเกินจริงอยู่ดี รัฐบาลควรพิจารณาต้นทุนสินค้าแต่ละชนิดให้รอบคอบ และควบคุมการขายให้เป็นธรรมกับผู้บริโภคและผู้ผลิต และให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ ซึ่งระยะสั้นนี้ต้องติดตามดูสถานการณ์ราคาข้าวอย่างใกล้ชิด เพราะหลายประเทศเริ่มประกาศว่าจะส่งออกแล้ว เพื่อตัดราคาข้าวส่งออกของไทยในตลาดโลกที่จะเพิ่มสูงขึ้นจากนโยบายรับจำนำ “รัฐบาลที่แล้วโดนปัญหาน้ำมันปาล์มไปตัวเดียว ยังได้รับผลกระทบไปมาก แต่รัฐบาลใหม่ผมเห็นว่าต้องเจอกับราคาอาหารเพิ่มขึ้นเกือบทุกชนิด จึงควรเตรียมตัวให้พร้อมมากที่สุด ในฐานะที่ สศก.มีข้อมูลด้านการเกษตรของประเทศอย่างรอบด้าน ยินดีที่จะทำงานและให้ข้อมูลกับรัฐบาล เพื่อช่วยบรรเทาปัญหาของประชาชนอย่างเต็มที่”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 05:45 น.

เตือน รบ.เก็บกระสุนกระตุ้น ศก.รอรับวิกฤติรอบใหม่

Published สิงหาคม 4, 2011 by SoClaimon

4 สิงหาคม 2554, 17:20 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191573.

Pic_191573

ธปท.แจงสาเหตุไม่อยากให้รัฐบาลกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เพราะต้องการให้เก็บกระสุนทั้งนโยบายการเงิน-การคลังไว้รับมิอวิกฤติเศรษฐกิจโลกรอบใหม่ที่อาจะเกิดขึ้นได้ ชี้ถ้าใช้ระยะสั้นอาจต้องเดินตามรอยเศรษฐกิจสหรัฐฯ…

เมื่อวันที่ 4 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวปาฐกถาเรื่ออัตราเงินเฟ้อ ผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย และภาคอุตสาหกรรม จัดโดยวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยว่า สาเหตุที่ ธปท.ไม่ต้องการให้รัฐบาลใหม่เร่งกระตุ้นเศรษฐกิจไทยมากเกินไป ในขณะที่เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวในระดับที่เต็มศักยภาพในการผลิต เต็มประสิทธิภาพสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และเต็มความสามารถในการซื้อของประชาชน เพราะไม่ต้องการให้ก่อปัญหาเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วขณะเดียวกันในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความเปราะบางในการขยายตัว ขณะที่เศรษฐกิจประเทศจี 3 ประกอบด้วยสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นอ่อนแอ ประเทศไทยควรที่จะเตรียมกระสุนไว้ทั้งในส่วนของนโยบายการเงิน และการคลัง เพื่อรับมือกับวิกฤติเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นอีกครั้งในอนาคต เพราะถ้าดูบทเรียนจากสหรัฐฯ ในขณะนี้ที่เขากระตุ้นเศรษฐกิจมากเกินไปในช่วงก่อนหน้า ทำให้ตอนนี้เขาหมดกระสุน แม้ขยายเพดานหนี้เพิ่มขึ้นได้ แต่ก็ต้องทยอยปรับลดงบประมาณลง เท่ากับกระสุนทางการคลังหมด ขณะที่นโยบายการเงินนั้น การใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ ( QE) ติดกัน 2 ครั้ง ทำให้อัตราดอกเบี้ยลดลงมาก โดยหลังจากการใช้ QE2 อัตราดอกเบี้ยสหรัฐ อยู่ที่ติดลบ 1% ซึ่งจะกระตุ้นต่อไปก็คงไม่เกิดผลแล้ว และปัญหาของสหรัฐฯ กำลังก่อปัญหากับเศรษฐกิจโลก

“ธปท.ไม่อยากให้รัฐบาลเร่งเครื่องยนต์ที่มีอยู่มากเกินไป จนกระทั่งเครื่องพังเสียหาย แต่ถ้าจะลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใหม่ หรือซื้อเครื่องที่ 2 เครื่องที่ 3 มาช่วยขับเคลื่อนเพิ่มเป็นเรื่องควรดำเนินการ โดยเฉพาะการปรับปรุงงบลงทุนของรัฐบาล ซึ่งขณะนี้อยู่ที่ 16% ของงบประมาณให้เพิ่มขึ้นเป็น 22-23% ของงบประมาณ จะช่วยสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยได้ หรือถ้าเพิ่มขึ้นไปถึง 25% ซึ่งเป็นระดับเดียวกันกับรัฐบาลประเทศในภูมิภาคนี้ก็จะถือเป็นเรื่องที่ดี กว่า ที่จะกระตุ้นโดยการหว่านเงินลงไปเพื่อเพิ่มการใช้จ่ายซึ่งเป็นผลระยะสั้น” นายประสาร กล่าว

นายประสาร กล่าวเพิ่มว่า ธปท.จึงอยากให้รัฐบาลเก็บนโยบายการคลังส่วนหนึ่งไว้เป็นแรงในการกระตุ้น เศรษฐกิจในยามจำเป็นจริงๆ และสำรองไว้เพื่อรับมือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แทนที่จะเร่งให้จนหมดกระสุน ขณะที่นโยบายการเงินนั้น ก็ควรจะทำให้อยู่ในระดับปกติ อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงเป็นบวก และอยู่ในอัตราที่สกัดไม่ให้อัตราเงินเฟ้อ และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์สูงขึ้นไปจนบั่นทอนกำลังซื้อของประชาชน และทำให้ต้นทุนราคาสินค้าสูงขึ้น ซึ่งในที่สุดจะส่งผลต่อภาคการผลิต การส่งออก และเศรษฐกิจประเทศโดยรวม

“อัตราเงินเฟ้อก็เหมือนปลวก ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญของเศรษฐกิจไทยที่เปรียบเสมือนบ้านหรือสิ่งปลูกสร้าง เงินเฟ้อก็ถือเป็นศัตรูที่กัดกินมูลค่าของเงินที่หามาได้ ส่งผลลดทอนความสามารถในการใช้จ่าย ซื้อสินค้าของประชาชน และเป็นต้นทุนที่สูงขึ้นของผู้ประกอบการ และเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจในที่สุด ซึ่งการแก้ปัญหาคงไม่ใช่การฉีดยากำจัดปลวกทุก 3 เดือน 6 เดือน เช่นการใช้มาตรการบรรเทาค่าครองชีพ หรือตรึงราคาสินค้า ซึ่งแก้ปัญหาได้ในระยะสั้นเท่านั้น แต่ภาพรวมราคาสินค้ายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยเศรษฐกิจที่ดี และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ของโลกปรับตัวเพิ่มขึ้น มาตรการเหล่านั้น จึงเป็นแค่การเลื่อนระยะเวลาของปัญหาออกไป และอาจต้องใช้งบประมาณสูงที่จะอุดหนุนอย่างต่อเนื่อง” นายประสาร กล่าว

นอกจากนั้น ผู้ว่าการ ธปท.ยังยกตัวอย่าง ราคาสินค้าที่เพิ่มขึ้นที่กระทบการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมไทย ด้วยว่า หากเงินเฟ้อจากต้นทุนวัตถุดิบทั่วไปสูงขึ้น 1% จะทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปรับสูงขึ้นประมาณ 0.2% ซึ่งส่งผลไปยังราคาสินค้าที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน หากราคาสินค้าปรับขึ้นมาจะกระทบต่อการขยายตัวของภาคการผลิตได้ โดยยกตัวอย่าง ราคาน้ำมันซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัฐในการผลิตที่เร่งขึ้นมากในปี 2551 โดยพบว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้น 1% ทำให้ดัชนีราคาผู้ผลิตเพิ่มขึ้น 0.38% เงินเฟ้อเพิ่มขึ้น 0.17% โดยราคาที่สูงขึ้น ทำให้มูลค่าการบริโภคสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 85,000-130,000 ล้านบาท ทำให้มูลค่าการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมลดลง 108,000-160,000 ล้านบาท ทำให้จีดีพีภาคอุตสาหกรรมในปีนั้นลดลง ประมาณ 2% ซึ่งจุดนี้คือผลจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอย่างเดียว แต่ในขณะนี้ราคาสินค้าเพิ่มขึ้นเกือบทุกรายการ

“ในส่วนของ ธปท.ซึ่งมีหน้าที่ ดูแลรักษาค่าเงินของประชาชน ให้คนไทยสามารถซื้อของได้เท่าเดิมโดยใช้เงินเท่าเดิมนานที่สุด การใช้ดอกเบี้ยนโยบายในการคุมการคาดการณ์เงินเฟ้อไม่ให้สูงเกินไป ลดการใช้จ่ายและการลงทุนที่ไม่จำเป็นลดลง เพราะผู้กู้และผู้บริโภคอาจจะต้องวางแผนในการใช้จ่ายเงินมากขึ้น ยังคงต้องดำเนินการต่อเนื่อง ซึ่งธปท.พยายามทำไม่ให้กระทบการขยายตัวของเศรษฐกิจ และที่ผ่านมาต้นทุนการเงินที่เพิ่มขึ้นของภาคประกอบการเพิ่มขึ้นไม่มาก เพราะสัดส่วนต้นทุนการเงินต่อต้นทุนรวมมีสัดส่วนแค่ 5% แต่การจะลดเงินเฟ้อลงในระยะยาว ผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อลดต้นทุนลง และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และคุณภาพสินค้าให้เพิ่มขึ้น เพื่อทำให้เศรษฐกิจไทยยกระดับการขยายตัวและเติบโตไปอีกชั้น ในแนวทางเดียวกับเกาหลีใต้ หรือไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้วต่อไป” นายประสาร กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 สิงหาคม 2554, 17:20 น.

อคส.เด้งรับโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลใหม่

Published สิงหาคม 3, 2011 by SoClaimon

3 สิงหาคม 2554, 14:53 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191264.

Pic_191264

อคส.ลั่นพร้อมเดินหน้ารับจำนำข้าว ตามนโยบายรัฐบาลใหม่ ยันทุจริตลดลงแน่ พร้อมหารายได้เพิ่ม หันขายข้าวสารถุงให้ชาวมุสลิมช่วงถือศีลอด

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายอนุกูล แต้มประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย แกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มีแนวคิดที่จะใช้นโยบายรับจำนำข้าวแทนการประกันรายได้เกษตรกรว่า อคส.มีความพร้อมในการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาลใหม่ โดยช่วงที่ผ่านมาได้ปรับระบบการทำงาน ทั้งบุคลากรและระบบไอทีเพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนข้อครหาการทุจริตที่ผ่านมานั้น มั่นใจว่า จะลดน้อยลงและสามารถชี้แจงได้

สำหรับการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่นั้น อคส.หันมาทำธุรกิจขายตรงมากขึ้น เน้นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ข้าวสาร น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ซึ่งที่ผ่านมามีการนำข้าวสารบรรจุถุงตรา อคส.ถุงละ 5 กิโลกรัมวางขายในเทสโก้ โลตัส ทำรายได้ปีละประมาณ 100 ล้านบาท แต่ขณะนี้กำลังเจรจาหาเครือข่ายร้านค้า อคส.เพิ่มขึ้น เบื้องต้นตั้งเป้าหมายเปิดให้ได้ 200 แห่งภายในปีนี้

นอกจากนี้ อคส.ได้จัดทำข้าวสารสำหรับทำทานซะกาตฟิฏเราะฮฺ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนในการปฏิบัติตามหลักศาสนาของชาวมุสลิม มีให้เลือก 2 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ถุงสีเขียว ปริมาณ2.5 กิโลกรัม ถุงละ 85 บาท และข้าวขาว ถุงสีน้ำเงิน 2.5 กิโลกรัม ถุงละ 60 บาท ซึ่งจะวางจำหน่ายเฉพาะช่วงถือศีลอดในเดือนส.ค.นี้ ตั้งเป้ายอดจำหน่าย 100,000 ถุง สามารถหาซื้อได้ตามมัสยิด หรือที่อคส. โทร 02-507-5218 และ 02-507-5756

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 สิงหาคม 2554, 14:53 น.

ธปท.ค้านรัฐบาลใหม่เร่งใช้จ่าย เสี่ยงเงินเฟ้อ-หนี้สาธารณะเพิ่ม

Published กรกฎาคม 22, 2011 by SoClaimon

21 กรกฎาคม 2554, 15:44 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188050.

Pic_188050

ผู้ว่าธปท.เสนอ 3 ข้อให้รัฐบาลใหม่ช่วยทำเพื่อเพิ่มผลิตภาพของประเทศ ส่วนนโยบายขึ้นค่าแรงของรัฐบาลใหม่ หากทำให้แรงงานไทยมีทักษะการทำงานดีขึ้น เพิ่มประสิทธิภาพ สร้างผลผลิตได้มากขึ้น เชื่อรัฐบาลใหม่ทำได้ไม่มีใครค้านแน่

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวเปิดงานสัมมนา “มองไปข้างหน้าบรรยากาศการลงทุนประเทศไทย” ซึ่งจัดโดยคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบันให้หัวข้อ “ภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 2554”ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้กลับมาขยายตัวได้อย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยโต 4.4% ซึ่งอยู่เป็นไปตามศักยภาพของเศรษฐกิจไทย และในปีนี้ธปท.เชื่อว่า การขยายตัวของเราจะดีขึ้นกลับขึ้นมาเต็มศักยภาพของเศรษฐกิจ โดยเติบโตอย่างพอประมาณในครึ่งปีแรก และโตอย่างมั่นคงขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง การส่งออกของไทยยังขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับที่ดีมาก ขณะที่รายได้ที่เพิ่มขึ้น และความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจที่ดีขึ้น ทำให้เศรษฐกิจในประเทศขยายตัวดี

“ตลอดทั้งปีนี้ เสถียรภาพทางการเมืองยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด ที่จะสร้างให้เกิดการขยายตัวอย่างต่อเนื่อง การเลือกตั้งที่เรียบร้อยถือเป็นขั้นแรก แต่การแก้ปัญหาความขัดแย้ง จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและบรรยากาศที่ดีในการทำธุรกิจในประเทศไทย ขณะที่สำหรับ ธปท.นั้น ปัจจัยที่เป็นห่วงมากที่สุด ยังคงเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงอยู่ในระดับสูง เนื่องจากราคาสินค้ายังมีแนวโน้มสูงขึ้น และประชาชนยังมีกำลังซื้ออย่างต่อเนื่อง”นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการธปท. กล่าวต่อว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ไม่สามารถหยุดนิ่งได้ จะเดินไปข้งหน้า โดยการเร่งเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้า และการเพิ่มประสิทธิภาพของการผลิตและคุณภาพของสินค้าเป็นประเด็นสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวในช่วงเต็มศักยภาพเช่นนี้ การเร่งกระตุ้นการใช้จ่ายให้มากขึ้นไม่ใช่เรื่องจำเป็นแล้ว เพราะจะไปกระตุ้นให้เกิดเงินเฟ้อมากขึ้น

“การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ถูก ต้องในขณะนี้ที่จะช่วยยกระดับศักยภาพของเศรษฐกิจไทย คือ การสร้างเครื่องมือที่จะใช้ในการเพิ่มผลิตภาพของประเทศไทย ซึ่งก็คือ การลงทุน เพราะในช่วงที่ผ่านมาประเทศไทยลงทุนน้อยเกินไป ทั้งในเรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน และทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งตนมองว่า รัฐบาลใหม่ควรจะเร่งดำเนินการใน 3 เรื่อง เรื่องแรก คือ การหาความสมดุลระหว่างการใช้จ่าย และการลงทุนของรัฐบาล เพราะเรามีรายได้ที่จำกัด โดยการจัดลำดับความสำคัญควรจะเป็นการลงทุนที่สร้างผลิตภาพ และมูลค่าเพิ่มของประเทศ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานในด้านต่างๆ การขนส่ง ชลประทาน และการศึกษา ซึ่งการลงทุนภาครัฐ จะก่อให้เกิดการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชน ก่อนความสำคัญในเรื่องนโยบายการเพื่อกระตุ้นการใช้จ่าย ซึ่งหากจะมีการกระตุ้นการใช้จ่ายควรจะเป็นนโยบายที่มีสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพของนโยบายรัฐอย่างแท้จริง และไม่ก่อให้เกิดเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น”ผู้ว่าการธปท. กล่าว

นายประสาร กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องที่ 2 รัฐบาลจำเป็นทีจะต้องดำเนินนโยบายโดยรักษานโยบายการเงิน การคลัง เพราะการใช้นโยบายการคลังจะก่อให้เกิดภาระหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น จึงต้องปฏิรูปโครงสร้างภาษี และหารายได้เพิ่มขึ้นเพื่อสร้างสมดุลด้วย ส่วนเรื่องสุดท้าย คือ การรักษาเสถียรภาพของการเมือง ซึ่งจะช่วยให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในบรรยากาศการลงทุนที่เป็นมิตร และสนใจเข้ามาลงทุนไทยเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

ส่วนการเร่งเพิ่มขีดความ สามารถในการแข่งขันของประเทศนั้น ทั้งภาครัฐ และเอกชนจะต้องช่วยกันแก้ไข และเพิ่มประสิทธิภาพ เพราะในขณะนี้มีปัญหาในเรื่องแรงงาน ทั้งการขาดแคลนแรงงาน และแรงงานไม่มีทักษะ ซึ่งในส่วนของการขาดแคลนแรงงานนั้น ในช่วงที่เงินบาทแข็ง ภาคเอกชนควรใช้โอกาสในการนำเข้าเครื่องจักร และเทคโนโลยีใหม่ๆ รวมทั้งให้ความสนใจในเรื่องการวิจัยและพัฒนามากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตของประเทศ และทดแทนการขาดแคลนแรงงาน เพราะไทยคงพึ่งพาแรงงานต่างด้าวที่มีค่าแรงต่ำไม่ได้ตลอดไป ขณะเดียวกันจะต้องเร่งฝึกอบรวมสร้างทักษะ ให้การศึกษาเพิ่มขึ้นกับแรงงานของไทย เพื่อให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพในการผลิตมากขึ้น ซึ่งส่วนนี้จะทำให้นโยบายการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำของรัฐบาลใหม่ เกิดขึ้นได้จากประสิทธิภาพ และผลิตภาพของประเทศที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 21 กรกฎาคม 2554, 15:44 น.

สศช.คาดเศรษฐกิจปี 54 โตกว่าเป้า

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

15 กรกฎาคม 2554, 22:00 น.

สศช.คาดเศรษฐกิจปี 54 โตกว่าเป้า.

Pic_186678

สศช.คาดเศรษฐกิจปี 54 โตกว่าเป้า หลังส่งออกขยายตัว รับหากรัฐบาลใหม่กระตุ้นดีๆ เศรษฐกิจมีโอกาสโตเพิ่ม ขณะที่ความเชื่อมั่นในประเทศ ราคาสินค้าเกษตรยังมีแนวโน้มสูงทั้งภูมิภาคและทั้งโลก เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดแคลน …

วันที่ 15 ก.ค. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 54 คาดว่าจะเติบโตกว่าที่ประมาณการไว้ที่ 3.5-4.5% หลังจากตัวเลขการส่งออกล่าสุดยังขยายตัวอย่างต่อเนื่อง และหากรัฐบาลใหม่มีมาตรการต่างๆเข้ามากระตุ้นเศรษฐกิจ และเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนโดยเฉพาะเรื่องของความชัดเจนในการใช้เม็ดเงินเข้ามากระตุ้นโครงสร้างเศรษฐกิจให้มีความแข็งแก่งเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ก็จะทำให้เศรษฐกิจโตได้เกินเป้าอย่างแน่นอน ทั้งนี้ ยังเชื่อว่านโยบายของรัฐบาลใหม่ยังคงไม่ทิ้งเรื่องเศรษฐกิจมหภาค ที่ต้องสร้างฐานความมั่นคงทางการคลัง โดยไม่จัดทำงบประมาณขาดดุลนานเกินไป รวมทั้งต้องสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มมูลการเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น เพิ่มการบริการจัดการน้ำ การกระจายแหล่งน้ำให้เป็นประโยชน์ในการเพิ่มผลผลิตในภาค การเกษตร รวมทั้งปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางทางถนนมาใช้ระบบรางเพิ่มขึ้น โดยเร่งการก่อสร้างรถไฟฟ้า และโครงข่ายรถไฟทั่วประเทศเพื่อลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์

“เชื่อว่านักลงทุนยังคงเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทยซึ่งเอื้ออำนวยต่อแรงจูงใจในการลงทุน ถ้าเรามีมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ชัดเจน มีแรงงานมีฝีมือ และปัจจัยสภาพแวดล้อมในโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างความสะดวกสบาย ขณะที่ความเชื่อมั่นในประเทศ โดยในภาคการเกษตรที่เป็นภาคใหญ่ของไทย ในช่วง 2-3 ปีต่อจากนี้ ราคาสินค้าเกษตรยังมีแนวโน้มสูงทั้งภูมิภาคและทั้งโลก เนื่องจากเริ่มเข้าสู่ภาวะขาดแคลน และมีการใช้พลังงานทดแทนมากขึ้น ทำให้ภาคการเกษตรก็ยังคงโตต่อเนื่อง”

อย่างไรก็ตามในเรื่องของปัจจัยเสี่ยงนั้น คงต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์หนี้สินของยุโรป และราคาน้ำมันด้วย โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มว่าราคาจะสูงขึ้นไปถึงปี 55 และจะเป็นปัจจัยที่กระทบต่อต้นทุนการผลิต เช่น อาหาร ที่มีต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้น และล่าสุด สศช. ได้ปรับคาดว่าของอัตราเงินเฟ้อในปี 54 น่าจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 3.8% ด้วยทั้งนี้ในเรื่องของอัตราเงินเฟ้อนั้นยังต้องดูควบคู่กันไประหว่างราคา น้ำมัน และอาหาร แม้ว่าขณะนี้รัฐบาลจะช่วยตรึงราคาน้ำมันดีเซลอยู่ แต่ในส่วนของอาหารนั้น คงต้องขอความร่วมมือไม่ให้ราคาปรับสูงขึ้นไปกว่านี้

นายอาคม กล่าวยังกล่าวถึงกรณีที่สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ไม่เห็นด้วยกับการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ และหากหากรัฐบาลยังยืนยันจะปรับให้ได้ ก็ควรนำงบประมาณมาชดเชยส่วนต่างแก่ผู้ประกอบการว่า ปรกติรัฐบาลไม่เคยจ่ายงบประมาณให้เอกชนโดยตรง ต้องดูวิธีการก่อนว่าจะทำได้หรือไม่ และการดำเนินการดังกล่าวก็มีกลไกของคณะกรรมการไตรภาคีที่กำกับอยู่แล้ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 กรกฎาคม 2554, 22:00 น.

ธปท.ฝากรัฐบาลใหม่ รมว.คลังใหม่ยุติสงครามแย่งเงินฝาก

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

15 กรกฎาคม 2554, 19:30 น.

ธปท.ฝากรัฐบาลใหม่ รมว.คลังใหม่ยุติสงครามแย่งเงินฝาก.

Pic_186647

ธปท.ฝากรัฐบาลใหม่ รมว.คลังใหม่ ซึ่งดูแลแบงก์รัฐ ช่วยหย่าศึก ยุติสงครามแย่งเงินฝากระหว่างธนาคารรัฐกับธนาคารพาณิชย์ที่กำลังเกิดขึ้น

นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการอาวุสฝ่ายตรวจสอบ 1 ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีการแข่งขันกันระดมเงินฝากมากขึ้น เนื่องจากในส่วนของธนาคารพาณิชย์นั้น การปล่อยสินเชื่อในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวดีขึ้น ตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศที่ดีขึ้น ขณะที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐมีความจำเป็นที่จะต้องระดมเงินฝากมากขึ้นเพื่อ ที่จะรองรับการปล่อยสินเชื่อที่เพิ่มขึ้นในส่วนของรายย่อย และเป็นแหล่งเงินของประชาชนผู้มีรายได้น้อยที่เคยใช้เงินกู้นอกระบบให้เข้า มาหาเงินทุนจากระบบธนาคารพาณิชย์ที่มีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าได้ ซึ่งถือเป็นพันธกิจของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และเป็นการทำตามนโยบายประชานิยมของรัฐบาล

“สินเชื่อเพื่อรายย่อยที่ผู้ด้อยโอกาส ที่ไม่เคยได้กู้เงินในระบบเพราะไม่เข้าเกณฑ์ของธนาคารพาณิชย์ รวมทั้งสินเชื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม(เอสเอ็มอี)ที่ธนาคารพาณิช ย์ไม่ให้นั้น ธปท.เห็นด้วยที่ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐจะช่วยให้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ จะได้ไม่ต้องกู้เงินนอกระบบ ทำให้เข้าใจความจำเป็นได้ระดับหนึ่ง” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตรวจสอบ 1 ธปท. กล่าว

นางสาลินี กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม เมื่อธนาคารพาณิชย์ และธนาคารเฉพาะกิจของรัฐต้องการเงินฝากเพิ่มขึ้นพร้อมกัน แต่มีข้อจำกัด และต้นทุนในการระดมทุน ภายใต้กติกาที่ไม่เหมือนกัน หรืออยู่คนละกติกาย่อมก่อให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบ โดยขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างเสียเปรียบในการระดมเงินฝากเพราะมีกฏเกณฑ์ ของธปท.ที่กำกับอยู่ โดยธนาคารพาณิชย์มองว่า เกณฑ์ของธปท.ในขณะนี้เหมือนเขาสู้โดยถูกมัดมืออยู่ข้างหนึ่ง โดยการเกณฑ์ที่แตกต่างกันในขณะนี้ มีอาทิเช่น การออกสลากของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ประชาชนได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งถือเป็นข้อได้เปรียบข้อแรก นอกจากนั้น ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐยังไม่มีภาระที่ต้องนำส่งเงินสบทบเข้าสถาบันประกันเงิน ฝาก ในอัตรา 0.4% ของเงินฝากรวม ขณะที่เงินฝากได้รับการคุ้มครองจากรัฐบาล 100% ซึ่งจุดนี้ ธปท.มีความเข้าใจสถานการณ์ของทั้งธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ และธนาคารพาณิชย์ แต่เนื่องจากธปท.ไม่มีอำนาจในการดูแล อำนาจในการดูแลธนาคารเฉพาะกิจของรัฐเป็นของกระทรวงการคลัง

“หากพิจารณาการแข่งขันในการระดมเงินฝากในขณะนี้ว่า ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากขึ้นสูงกว่าความเป็นจริงหรือไม่ ถ้าพิจารณาจากอัตราเงินเฟ้อในขณ ะนี้ที่อยู่ที่ประมาณ 4% อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำก็อยู่ในอัตราใกล้เคียงเพราะอยู่ที่ 3-5% ขณะที่ดอกเบี้ยออมทรัพย์อยู่ในระดับไม่ถึง 1% เท่านั้น นอกจากนั้น ในส่วนธนาคารเฉพาะกิจมีเพียง 3 แห่งเท่านั้นที่ระดมเงินฝากได้ คือ ออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตร และสหกรณ์การเกษตร และธนาคารอาคารสงเคราะห์ ขณะที่แห่งอื่นระดมเงินฝากไม่ได้ ดังนั้นความเสียเปรียบและได้เปรียบก็มีอยู่เพียงระดับหนึ่ง” ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายตรวจสอบ 1 ธปท. กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า หากรัฐบาลใหม่ต้องการที่จะใช้ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ ในการต่อยอดนโยบายประชานิยมทำให้ต้องเร่งระดมเงินฝากมากขึ้น และอาจะก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบธนาคารพาณิชย์มากขึ้นนั้น นางสาลินี กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยากฝากไปยังรัฐบาลใหม่ เพราะแม้ว่า การช่วยเหลือรายย่อยให้เข้าถึงแหล่งเงินเป็นสิ่งที่ควรสร้างโอกาสให้กับ ประชาชน แต่ก็ต้องพิจารณาผลกระทบต่อระบบธนาคาร พาณิชย์ด้วย โดยหากรัฐบาลใหม่เห็นความได้เปรียบเสียเปรียบในการระดมเงินฝากในส่วนนี้ เป็นเรื่องธปท.อยากฝากให้พิจารณาว่า จะมีแนวทางในการดำเนินการอย่างไรให้เกิดความเหมาะสม เพราะในช่วงที่เศรษฐกิจขยายตัวได้ดี สินเชื่อมีการขยายตัวในระดับที่สูง แย่งเงินฝากก็มีโอกาสเกิดขึ้นต่อเนื่อง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 15 กรกฎาคม 2554, 19:30 น.

ช่วงรอรัฐบาลใหม่ กนง.รุกคุมเงินเฟ้อ

Published กรกฎาคม 13, 2011 by SoClaimon

13 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.

ช่วงรอรัฐบาลใหม่ กนง.รุกคุมเงินเฟ้อ.

Pic_185912

การคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตที่มองว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคตจะสูงขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ กนง.จับตาอยู่

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 13 ก.ค.นี้ ฝ่ายสายนโยบายการเงินของ ธปท.จะรวบรวมสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจล่าสุด รวมทั้งผลจากแนวนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ให้พิจารณา แต่อัตราเงินเฟ้อที่อยู่ระดับสูงยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สุด แม้ล่าสุดเดือน มิ.ย. เงินเฟ้อจะชะลอตัวลง แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูง ทำให้ยังต้องดูแล

ผู้ว่าการ ธปท.กล่าวด้วยว่า การคาดการณ์เงินเฟ้อในอนาคตที่มองว่าแนวโน้มเงินเฟ้อในอนาคตจะสูงขึ้นจากนโยบายของรัฐบาลใหม่ เป็นปัจจัยหนึ่งที่ กนง.จับตาอยู่ โดยติดตามนโยบายการใช้จ่าย การจัดทำงบประมาณ และการรักษาระดับหนี้สาธารณะของประเทศ ซึ่งขณะนี้รัฐบาลใหม่กำลังอยู่ระหว่างร่างนโยบายรัฐบาลอยู่

ทั้งนี้ เท่าที่ไปดูงานธนาคารกลางทั่วโลกและ ธปท.ติดตามหนี้ภาครัฐของประเทศอุตสาหกรรมหลัก ทั้งสหรัฐฯ สหภาพยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นปัญหาหลักของโลก ในส่วนของสหรัฐฯ หากรัฐบาลไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพิ่มเพดานหนี้ได้ในเวลาอันสั้น สหรัฐฯจะผิดนัดชำระหนี้ ส่วนสหภาพยุโรป การแก้ปัญหาของกรีซยังถูกต่อต้านจากคนในประเทศ มีการก่อจลาจลประท้วง ขณะที่วิกฤติหนี้สินยังลุกลามและที่เป็นห่วงกันขณะนี้คือ สเปน และอิตาลี ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นเองก็มีหนี้สาธารณะสูงมาก ทำให้มีการใช้จ่ายเงินไม่มากพอที่จะทำให้ประเทศฟื้นจากภัยพิบัติได้รวดเร็ว

“สิ่งที่ศึกษาคือประเทศเหล่านี้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร เช่น ไอร์แลนด์ หากรัฐไม่ไปค้ำประกันหนี้ของธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ หนี้สาธารณะคงไม่สูงขนาดนี้ ซึ่ง ธปท.หวังว่าไทยจะไม่เดินตามรอยแต่ต้องดูให้ดีเพราะเท่าที่ศึกษาคนดำเนินนโยบายจะเผลอไม่ได้เลย ถ้าพลาดครั้งเดียวประเทศอาจเปลี่ยนไปเลย ทำให้รัฐบาลต้องระวัง โดยเฉพาะภาระการคลังซ่อนเร้น เช่น โครงการต่างๆที่ใช้เงินธนาคารรัฐแทนงบประมาณ ซึ่งสุดท้ายรัฐบาลต้องรับภาระอยู่ดี”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 กรกฎาคม 2554, 05:15 น.
%d bloggers like this: