รมว.คลัง

All posts tagged รมว.คลัง

แบงก์ชาติยันทำงานกับขุนคลังได้ทุกคน

Published กรกฎาคม 5, 2011 by SoClaimon

4 กรกฎาคม 2554, 21:30 น.
แบงก์ชาติยันทำงานกับขุนคลังได้ทุกคน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_183841

ธปท.ยันทำงานได้กับ รมว.คลังทุกคน จับตาผลกระทบนโยบายรัฐบาลใหม่ต่อเงินเฟ้อ-เงินทุนนอก เข้า กนง. 13 ก.ค. ห่วงนโยบายประชานิยมรัฐบาลใหม่ ทำภาระการคลังย่ำแย่ ชี้ แค่ประชานิยมที่ทำมาแล้ว ซ่อนเร้นภาระให้แบกจนรับแทบไม่ไหว…

วัน ที่ 4 ก.ค. นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายเสถียรภาพสถาบันการเงิน กล่าวว่า ในขณะนี้ ธปท. อยู่ระหว่างการติดตามดูการจัดตั้งรัฐบาล และการวางนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะชัดเจนในวันที่ประกาศนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่า จากนโยบายที่มีการหาเสียงไว้จะทำจริงมากน้อยอย่างไร ซึ่งในส่วนของ ธปท.นั้น สามารถที่จะทำงานได้กับทุกรัฐบาล และเชื่อว่าใครจะมาเป็น รมว.คลัง คนใหม่ ธปท.จะสามารถทำงานด้วยได้

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้ฝ่ายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังรวบรวมนโยบายทางการเงิน และ นโยบายประชานิยมของพรรคการเมืองที่จะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล เพื่อประเมินผลกระทบจากนโยบายต่าง ๆ ที่จะจัดทำขึ้นใหม่ ตามนโยบายที่ได้หาเสียงไว้ในช่วงของการเลือกตั้งว่า จะส่งผลต่อการคาดการณ์เงินเฟ้อ และแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อในช่วงต่อไปให้เพิ่มขึ้นมากหรือน้อยเพียงใด รวมทั้งภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ยังจะพิจารณาถึงปัจจัยที่จะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่าง ประเทศ และ การไหลกลับมาของเงินทุนต่างชาติ โดยจะนำปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปดังกล่าว นำเสนอในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 13 ก.ค.ที่จะถึงนี้ เพื่อพิจารณาการดำเนินนโยบายการเงิน และ อัตราดอกเบี้ยให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อไป

นอกจาก นี้ ฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจ สายนโยบายการเงิน ธปท. ได้รายงานบทความวิชาการขนาดสั้น เรื่อง ภาระการคลังที่รอการสะสาง ซึ่งแสดงความเป็นห่วงในเรื่องการดำเนินนโยบายการคลังของรัฐบาลใหม่ ว่า จากการใช้นโยบายการคลังของรัฐบาลในหลายสมัยได้ ที่ผ่านมาในลักษณะของนโยบายประชานิยม ทั้งมาตรการการช่วยเหลือค่าครองชีพ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ รายจ่ายสวัสดิการที่เป็นภาระผูกพันตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำผ่านสถาบันการเงิน ถือเป็นการสร้างภาระการคลังซ่อนเร้น ที่มองเห็นชัดเจน และไม่ชัดเจน ดังนั้น รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามารับหน้าที่บริหารประเทศได้อย่างยั่งยืนนั้น ควรที่จะตระหนักให้ชัดเจนถึงภาระ และ ข้อจำกัดของงบประมาณที่มีอยู่ และ ดำเนินนโยบายการคลังในลักษณะที่ผสมผสานกับการทำตามคำสัญญาที่ให้ใว้กับ ประชาชนให้เป็น และที่สำคัญรัฐบาลจะต้องตระหนักด้วยว่า นโยบายหรือมาตรการใดๆ ต้องใช้ตามความจำเป็น เน้นประสิทธิภาพการใช้จ่ายให้ตรงกับจุดเป้าหมาย เพื่อไม่ให้สร้างภาระและก่อให้เกิดความเสี่ยงทางการคลังกับประเทศในอนาคต

อย่าง ไรก็ตาม ธปท.ยอมรับ นโยบายประชานิยมเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินการนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล ต่อเนื่อง และ นโยบายการคลังเป็นตัวที่ใช้พยุง และกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะที่แรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชนอ่อนแรงลง รวมถึงยังมีรายจ่ายผูกพันที่จะเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญด้านสวัสดิการที่รัฐพึงจัดให้แก่ประชาชน ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ส่งผลให้รายจ่ายรัฐบาลเพิ่มขึ้น นอกจากนั้น ภาระการคลังดังกล่าว ยังจะเพิ่มขึ้นจากนโยบายของพรรคการเมืองที่ต่างพากันหาเสียงกระตุ้นความนิยม ของประชาชนก่อนเลือกตั้งไปในวันที่ 3 ก.ค. ซึ่งบางเรื่องต้องยอมรับว่าเป็นไปได้ยากภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่มีอยู่

ใน รายงานวิจัยของ ธปท. ยังระบุด้วยว่า โครงสร้างทางการคลังของไทยในขณะนี้มีข้อจำกัดมากขึ้น ดังนั้น หลายโครงการที่พรรคการเมืองหาเสียงไว้จึงอาจทำได้ยากภายใต้ภายใต้ภาระงบ ประมาณที่มีอยู่แล้ว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 กรกฎาคม 2554, 21:30 น.

tags:
ธปท. แบงก์ชาติ รมว.คลัง กนง. นโยบาย เลือกตั้ง

‘กรณ์’จวกนโยบายหาเสียงพท.ใช้งบปีแรกสูงลิ่ว

Published มิถุนายน 15, 2011 by SoClaimon

14 มิถุนายน 2554, 23:29 น.
\’กรณ์\’จวกนโยบายหาเสียงพท.ใช้งบปีแรกสูงลิ่ว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_179024

รมว.คลัง จวกนโยบายหาเสียงของพรรคเพื่อไทย เป็นนโยบายขายฝัน ใช้งบประมาณปีแรกสูงถึง 2.06 ล้านล้านบาท โว นโยบายหาเสียงปชป. เป็นโครงการที่เกิดขึ้นได้จริง…

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้คำนวณงบประมาณตามนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ ที่ใช้ในการหาเสียงครั้งนี้ จะอยู่ในกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่าย 2555 ขาดดุลงบประมาณ 321,931 ล้านบาท เพราะบางโครงการ เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูง จะใช้วิธีการทยอยก่อสร้าง โดยในปีงบประมาณ 55 ตั้งงบลงทุนไว้ 3,000 ล้านบาท เป็นต้น ไม่เป็นแสนๆ ล้านบาท ดังนั้น โครงการที่พรรคใช้หาเสียงจึงเป็นนโยบายที่สามารถเกิดขึ้นได้จริง

ส่วนนโยบายของพรรคเพื่อไทยใช้หาเสียงเลือกตั้งในครั้งนี้ พบว่า ใช้เงินงบประมาณเฉพาะปีแรกสูงถึง 2.06 ล้านล้านบาท  โดยจากการรวบรวม 8 นโยบายของพรรคเพี่อไทย ภายใน 1 ปี เช่น ลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ใช้งบประมาณ 150,000 ล้านบาท แจกแท็บเล็ตให้นักเรียน โดยสมมติฐานเบื้องต้น 8.6 ล้านคน เครื่องละ 20,000 บาท ใช้งบประมาณ 172,000 ล้านบาท กองทุนตั้งตัวได้ให้มหาวิทยาลัยทั่วประเทศ 169 มหาวิทยาลัย วงเงิน 169,000 ล้านบาท เพิ่มเงินเดือนปริญญาตรี 15,000 บาท โดยคำนวณจากบัณฑิตจบใหม่ปีละ 400,000 คน และการปรับฐานเงินเดือนทั้งราชการและรัฐวิสาหกิจด้วยใช้งบประมาณ 557,000 ล้านบาท นโยบายจำนำข้าวใช้งบประมาณ 472,000 ล้านบาท แลนด์บริดจ์ทั้งโครงการ 100,000 ล้านบาท 4 ปี เฉลี่ยปีละ 25,000 ล้านบาท เป็นต้น

“เงินที่เพิ่มมา 2 ล้านล้านบาทนี้ เป็นเงินที่อยู่นอกเหนืองบประมาณรายจ่ายที่ผ่านสภาฯ แล้ว ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว และยังไม่รวมโครงการบัตรเครดิตเกษตรกร เพิ่มเงินกองทุนหมู่บ้าน คืนภาษีรถคันแรก พักหนี้เกษตรกร ฟรีไวไฟ แอร์พอร์ตลิ้งก์พัทยา รถไฟฟ้า 20 บาท ชลประทานระบบท่อ 25 ลุ่มน้ำ ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่สามารถเป็นไปได้” นายกรณ์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 มิถุนายน 2554, 23:29 น.

“สมคิด”เรียกหา”จุดยืนนโยบาย”วอนพรรคการเมืองอย่าเกทับบลัฟแหลก

Published มิถุนายน 10, 2011 by SoClaimon

10 มิถุนายน 2554, 03:00 น.
“สมคิด”เรียกหา”จุดยืนนโยบาย”วอนพรรคการเมืองอย่าเกทับบลัฟแหลก.

Pic_177847

“สมคิด” เรียกร้องพรรคการเมืองช่วยกันวางจุดยืนประเทศไทย ทางด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ไม่อยากเห็นนโยบายที่เกทับ บลัฟแหลก เอาใจประชาชนเพียงเพื่อจะได้ชัยชนะ โดยไม่คำนึงว่า อนาคตจะเป็นอย่างไร ชี้ประเทศไทยขณะนี้ขาดยุทธศาสตร์ แนะแนวทาง 3 ข้อ ทำให้เศรษฐกิจโตแบบยั่งยืน…

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวใน งานสัมมนา Thailand Lecture 3rd “WISDOM for change” ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ในหัวข้อ “นโยบายเศรษฐกิจเข็มทิศประเทศไทย” ว่า การพูดในครั้งนี้ขอพูดเรื่อง Political Platform หรือ “จุดยืนนโยบาย” ทางด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ซึ่งปรัชญาของนิด้า “WISDOM for change” คือ ปัญญาเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยขณะนี้ต้องการการเปลี่ยนแปลงจริงๆ ไม่เช่นนั้นอนาคตประเทศไทยไม่รู้จะเป็นอย่างไร

“อีกไม่กี่สัปดาห์ก็จะถึงการเลือกตั้ง เชื่อว่าในจิตใจคนไทยทุกคนต้องการเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดเปลี่ยนบรรยากาศและสถานการณ์ของประเทศ จากที่สับสน วุ่นวาย ขัดแย้ง ให้กลับมาปกติสุขอีกครั้งหนึ่ง จากที่หยุดชะงักไม่พัฒนามาหลายปี กลับมาขับเคลื่อนอีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่มีใครตอบได้ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ ประชาชนคนไทยว่ามีจิตสำนึก ความรับผิดชอบ ความเห็นประโยชน์ของบ้านเมืองมากหรือน้อยเพียงใด”

ประเทศไทยตกเป็นภาระของอาเซียน

นายสมคิด กล่าวว่า เพียง 4 ปีเศษหลังมีการปฏิวัติ วันนี้สถานภาพประเทศไทยถูกจัดเป็นอันดับที่ 107 ของประเทศที่สงบสุขและร่มเย็น และอยู่ ในอันดับที่ 7 ของประเทศที่สุ่มเสี่ยงสูงว่าจะมีเหตุการณ์รุนแรง และจากที่ประเทศไทยเคยถูกจัดอันดับความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจอยู่ประมาณ 30 ต้นๆ เมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว แต่ 3-4 ปีที่ผ่านมาเราอยู่ที่ 34-36-38 เตี้ยลงสาละวัน ขณะที่ มาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนามดีขึ้น และประเทศไทยจากเคยเป็นผู้นำอาเซียน มาวันนี้ไม่มีใครเกรงใจ เป็นภาระของอาเซียนที่สมาชิกมองเราด้วย ความเวทนาและสงสาร ซึ่งสถานการณ์อย่างนี้ถ้าเรายังไม่สำเหนียก ถ้ายังไม่ตระหนัก ในไม่ช้าประเทศไทยจะตกโลก กลายเป็นประเทศที่ไม่มีใครสนใจ

อย่างไรก็ตาม โชคยังดีที่เศรษฐกิจระยะสั้นไม่มีปัญหาเพราะการส่งออกเข้มแข็ง แต่ต้องจำไว้ว่าเป็นอานิสงส์ของความเพียรพยายามของภาคเอกชน และการพัฒนาอย่างต่อเนื่องหลาย 10 ปีที่ผ่านมา จนสินค้าไทยแข่งกับตลาดโลกได้ และเป็นอานิสงส์จากการไปเจรจาเขตเสรีการค้า (เอฟทีเอ) กับอาเซียน จีน ออสเตรเลีย จึงทำให้ยอดส่งออกของประเทศไทยกับประเทศเหล่านี้พุ่งกระฉูด แต่ประเทศไทยขณะนี้หยุดลงทุนเพื่อพัฒนามาหลายปีแล้วตั้งแต่เกิดเรื่องวุ่นวาย ถ้าปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปอนาคตเศรษฐกิจไทยจะลำบาก

“สิ่งเหล่านี้ผมจึงคิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญ ไม่อยากเห็น การเลือกตั้งแล้วไร้ความหมาย เพียงแค่เปลี่ยนรัฐบาลหรือเปลี่ยนผู้นำเหมือนเปลี่ยนผ้าอ้อม ผมไม่อยากจะเห็นและฟังจุดยืนนโยบายที่เกทับบลัฟแหลก เอาใจประชาชนเพียงเพื่อจะได้ชัยชนะ โดยไม่คำนึงว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่อยากเห็นการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง อยากเห็น จุดยืนนโยบายที่คิดทำรากฐานเพื่ออนาคตข้างหน้า ไม่ใช่แค่มองสั้นๆ ในปัจจุบัน”

การเมืองทำประเทศไร้ยุทธศาสตร์

นายสมคิด กล่าวว่า หลายปีที่ผ่านมาปัญหาใหญ่ของประเทศไทย คือว่าเราไม่มีทิศทาง ไม่มียุทธศาสตร์ โทษใครไม่ได้ นอกจากการเมืองของ ประเทศไทยที่ไม่มีเสถียรภาพ รัฐบาลอยู่รอดได้ด้วยการรวมพรรค แน่นอนที่สุดความคิดใดๆก็ตาม การให้ความสำคัญและน้ำหนักก็ย่อมอยู่ที่ระยะสั้น ไม่ใช่ระยะยาว คิดเป็นจุด ทำเป็นจุด คิดเป็นเรื่อง เฉพาะเรื่อง เพียงเพื่อให้ เกิดความอยู่รอดทางการเมือง ไม่ใช่เพื่อความอยู่รอดของบ้านเมือง และเมื่อ การเมืองไม่มีเอกภาพ ต่างคนต่างทำ ไปกันคนละทิศ คนละทาง การสอดคล้องทางยุทธศาสตร์จึงไม่เกิดขึ้น มีการต่อรองกันไป ประสานประโยชน์กันไป

“วันนี้ถือเป็นจุดสำคัญและมีโอกาสแล้ว ขออนุญาตฝากบางประเด็นที่คิดว่าจะมีประโยชน์ ไม่ว่าใครก็ตามที่มาเป็นรัฐบาลมีหน้าที่ มีภาระทาง เศรษฐกิจ 2 ประการใหญ่ๆ หนึ่งคือจะทำอย่างไรให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ต่อไป ต่อเนื่องและยั่งยืน สองต้องมั่นใจว่าความมั่งคั่งนั้นต้องได้รับการกระจาย การแบ่งปันอย่างทั่วถึงกับคนไทยทั้งมวล”

นายสมคิด กล่าวว่า การทำให้เศรษฐกิจเติบโตมองไปในอนาคต มี 3 ประเด็นที่จะกระทบ คือ 1. สถานการณ์อาหารและพลังงานไม่แน่นอน แนวโน้ม อาหารข้างหน้าจะสูงขึ้นไม่หยุดยั้ง และในอีก 3-4 ปีข้างหน้า สินค้าบางประเภทโดยเฉพาะธัญพืช จะมีราคาแพงกว่าปัจจุบันนี้กว่า 100% ถ้าดูเผินๆ ตรงนี้เป็นโอกาสใหญ่หลวงของประเทศไทยด้านการเกษตรที่ 100 ปีมีครั้งหนึ่ง แต่เรากลับเป็นเกษตรกรรมที่ไม่มีประสิทธิภาพและไม่มีประสิทธิผล ตอนนี้ผลผลิต ข้าวของไทยต่ำที่สุดใน อาเซียน และจะมี ประโยชน์อะไรที่ราคาปาล์มสูงลิบ แต่ที่ผ่านมาเราไม่มีปาล์ม จะมีประโยชน์อะไรที่ ราคาอาหารแพงลิบ แต่ในประเทศผลิตได้แท้ๆ แต่ราคาสูงจน คนจนเกิดปัญหา ฉะนั้น ถ้าจะ ใช้โอกาสเป็นโอกาสทองต้องทำแบบบราซิลที่ปฏิวัติการเกษตร ทำแหล่งน้ำชลประทาน ลงทุนทำวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตั้งบริษัทพัฒนาขนาดใหญ่ แปลงที่ดิน 20% ที่เพาะปลูกไม่ได้ให้เป็นสถานที่เพาะปลูกได้ จนสามารถเป็นประเทศส่งออกสินค้าเกษตรที่หนึ่งและสองในสินค้าเกษตรทุกประเภท

“แต่ของเราทำอยู่ 2 อย่าง ประกันราคาและประกันรายได้ ถ้าเราต้องการทำให้ดีอย่างเขาแค่นี้ไม่พอ ต้องจัดการตั้งแต่ต้นจนจบ การผลิต การตลาด การช่วยเหลือชาวนา ต้องทำทั้งระบบ ซึ่งการทำงานกระทรวงเกษตรแบบ 10 ปีที่ผ่านมาใช้ไม่ได้อีกต่อไป”

ขอความชัดเจนนโยบายพลังงาน

นายสมคิด กล่าวต่อไปว่า ในด้านพลังงานประเทศไทยไม่มีน้ำมันเลยและทุกพรรคการเมืองบอกว่า เราไม่เอาพลังงานปรมาณู แล้วจะเอาอะไร ต้องบอกว่า จะใช้พลังงานทดแทนประเภทไหน กี่ปีผลิตได้ การตัดสินใจการเพาะปลูกปาล์ม ข้าวโพด อ้อย จะทำเท่าใดเป็นอาหาร เป็นพลังงาน ฉะนั้น สถานการณ์อาหารและพลังงานเป็นสิ่งที่พรรคการเมืองต้องระบุออกมาว่าจะทำอะไรกับมัน

2. ความสามารถเชิงบริการที่ผ่านมาหลาย 10 ปี เราได้ดีเพราะการส่งออก เพราะได้เปรียบต้นทุนค่าแรง แต่ตอนนี้จีนและเวียดนามทำได้ดีกว่าเรา จึงต้องหันมาเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วยความรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ หลายสิ่งหลายอย่างต้องเปลี่ยนแปลง ถ้าจะปรับเปลี่ยนสิ่งที่ทำมาเมื่อหลายสิบปีก่อนมันไม่ใช่ บีโอไอดึงนักลงทุนเข้ามา แต่ต้องปรับนวัตกรรม โดยมหาวิทยาลัยและบริษัทต้องกล้าลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนา

3. การใช้ต่างประเทศเพื่อผลักดันการค้า อีก 5 ปี จีนขึ้นเป็นอันดับ 1 ของเศรษฐกิจโลก ขณะที่ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในจี 20 ทั้งๆที่จี 20 เป็นตัวตัดสินอนาคตการเกษตร ดังนั้น ประเทศไทย ต้องตีสนิทกับประเทศในกลุ่มจี 20 เพื่อมาช่วยเหลือ นอกจากนั้น ต้องเตรียมตัวรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ที่รัฐบาลต้องช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้เอกชน ซึ่งตอนนี้เราไม่มีความรู้ เรื่องการรุกมาเลเซียและอินโดนีเซียเลย และประเด็นสำคัญเลยหากคิดจะทำภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศก็ต้องเชื่อมสัมพันธ์กับจีนจากที่ห่างหายกันมานาน 4-5 ปี.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 มิถุนายน 2554, 03:00 น.

คลังเล็งลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 18%

Published มีนาคม 30, 2011 by SoClaimon

28 มีนาคม 2554, 20:40 น.

คลังเล็งลดภาษีเงินได้นิติบุคคลเหลือ 18% – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_159482

 

กระทรวงการคลังเล็งลดภาษีนิติบุคคลเหลือ 18% กระตุ้นต่างชาติร่วมลงทุนในไทย ย้ำต้องไม่กระทบกับภาระงบประมาณในระยะยาว….

เมื่อวันที่ 28 มี.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายระยะยาวคือ 1. การพัฒนาระบบการศึกษา ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ 2. การพัฒนาระบบสาธารณูปโภค โดยเฉพาะการขนส่งในระบบราง 3. พัฒนาระบบน้ำเพื่อการเกษตร ซึ่งมีแผนแม่บทในการลงทุนสูงถึง 1.7 ล้านล้านบาท เพื่อเปิดตลาดสินค้าไทยให้เข้าถึงตลาดโลกและเปิดโอกาสให้นานาประเทศเข้าถึงตลาดไทยมากขึ้น และ 4. การพัฒนาระบบการแข่งขันในทุกภาคอุตสาหกรรม ให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม โดยยอมรับว่าปัจจุบันยังมีระเบียบขั้นตอนที่เป็นอุปสรรคต่อการเปิดเสรี ดังนั้นยุทธศาสตร์ต่างๆ ของรัฐบาล จะมุ่งตอบสนองต่อทั้ง 4 เรื่องดังกล่าว

ทั้งนี้ ในที่ประชุมสัมนาไทยแลนด์โฟกัส 2011 ได้มีการซักถาม เกี่ยวกับการลงทุนในประเทศไทยอย่างกว้างขวาง โดยมีตอนหนึ่งนายกรณ์ตอบข้อสักถามของผู้เข้าสัมมนาว่าขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ ในการพิจารณาลดภาษีนิติบุคคลให้เหลือในอัตรา 18-19% เพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุน แต่จะต้องไม่กระทบกับภาระงบประมาณในระยะยาว

ส่วนแนวโน้มอัตราเงินเฟ้อใน ขณะนี้ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งถือว่ามีความน่าเป็นห่วงโดยในเรื่องนี้ทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีการดูแลเสถียรภาพมาโดยตลอด ส่วนรัฐบาลจะดูแลในด้านรายได้ของประชาชน ทั้งการประกันรายได้เกษตรกร รวมไปถึงการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ อีก 25% ภายในระยะเวลา 2 ปี โดยยืนยันว่าจะไม่ให้มีผลกระ ทบ เพราะผู้ประกอบการและการดูค่าครองชีพของรัฐบาลนั้นจะไม่มีการแทรกแซงราคาสินค้า เพราะอาจเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดได้.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 มีนาคม 2554, 20:40 น.

 

คลังออกพันธบัตรรุ่น50ปีครั้งแรก ยอดประมูลทะลุเป้า

Published มีนาคม 3, 2011 by SoClaimon

2 มีนาคม 2554, 17:55 น.

ผ่านทางคลังออกพันธบัตรรุ่น50ปีครั้งแรก ยอดประมูลทะลุเป้า – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_152898

 

รมว.คลัง เผย ก.คลังออกพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 50 ปีครั้งแรก ดอกเบี้ย 4.85% มีนักลงทุนประมูลสูงถึง 6,320 ล้านบาท ทะลุเป้าที่ตั้งไว้…

 

เมื่อวันที่ 2 มี.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังได้ออกพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 50 ปี (LB 616A) เป็นครั้งแรก ที่อัตราดอกเบี้ย 4.85% โดยมีการประมูลทั้งสิ้น 3,500 ล้านบาท แต่มีนักลงทุนให้ความสนใจเข้าประมูลสูงถึง 6,320 ล้านบาท หรือคิดเป็น 1.8 เท่าของวงเงินที่กระทรวงการคลังต้องการ

โดยนักลงทุนที่ให้ความสนใจแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มผู้ค้าหลักซึ่งประมูลเข้ามา 37% ของวงเงินที่ส่งเข้าประมูล และ 2. กลุ่มบริษัทประกันชีวิตซึ่งประมูลเข้ามาสูงถึง 63% ของวงเงินที่ส่งเข้าประมูล ซึ่งถือว่าการประมูลดังกล่าวได้รับความสำเร็จอย่างดียิ่ง

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังมีแผนที่จะออกพันธบัตรรัฐบาลรุ่นอายุ 50 ปี อีก 2 ครั้ง ในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีงบประมาณนี้ ในวงเงิน 3,000-4,000 ล้านบาท สำหรับการออกพันธบัตรครั้งนี้ ทำให้ไทยเป็นประเทศที่ 4 ของโลก ที่สามารถออกพันธบัตรรุ่นอายุ 50 ปี ได้ต่อจากประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส และจีน.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 มีนาคม 2554, 17:55 น.

 

‘กรณ์’ชี้ธุรกิจส่งออกช่วยศก.ไทยฟื้นตัว

Published กันยายน 23, 2010 by SoClaimon

22 กันยายน 2553, 22:14 น.

ผ่านทาง‘กรณ์’ชี้ธุรกิจส่งออกช่วยศก.ไทยฟื้นตัว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_113260

รมว.คลัง กล่าวในเวทีเสวนาในหัวข้อยุทธศาสตร์เศรษฐกิจก้าวไกลในเวทีโลกฯ ระบุว่า เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวแล้ว โดยเฉพาะธุรกิจส่งออกที่มีความสำคัญช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่มีแนวโน้มดีขึ้น…

เมื่อเวลา 19.00  น. 22 ก.ย. ที่ห้องวิภาวดี บอลรูม  โรงแรมโซฟิเทล เซ็นทารา แกรนด์ คณะรัฐศาสตร์ ร่วมกับนักศึกษาปริญญาเอก หลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมือง มหาวิทยาลัยรามคำแหง จัดเวทีเสวนาในหัวข้อยุทธศาสตร์เศรษฐกิจก้าวไกลในเวทีโลก เพื่อให้เกิด ประโยชน์แก่ภาพรวมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ของประเทศ ซึ่งได้รับเกียรติจากนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง เป็นประธานและแสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อดังกล่าว  ร่วมกับวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายสาขา อาทิ นายธนินท์ เจียรวนนท์ จำกัด ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์  และนายวิกรม กรมดิษฐ์  ประธานมูลนิธิอมตะ

พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานนักศึกษาปริญญาเอก รุ่นที่ 1 หลักสูตร ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาการเมือง คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า กิจกรรมดังกล่าวถือว่าเป็นการระดมความคิดเห็นของบุคคลที่มีความรู้ความ สามารถในแขนงต่างๆ เพื่อแลกเปลี่ยนทัศนคติ เกี่ยวกับความเจริญก้าวหน้าทางวิชาการและผลประโยชน์ในการนำไปประยุกต์ใช้ใน การบริหาร ตลอดจนต้องการให้บริการทางวิชาการแก่สังคม กระตุ้นให้ทุกฝ่ายได้คิดและร่วมแรงร่วมใจค้นหาทางออกให้กับปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยยึดแนวทางการสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจให้แข็งแกร่งอย่างวิถีไทย ตลอดจนใช้เป็นความรู้หรือแนวคิดแก่ภาคธุรกิจและประชาชนทั่วไปได้เข้าใจสภาพ ธุรกิจการเมืองปัจจุบัน และสามารถปรับตัว รวมทั้งสามารถปรับกลยุทธ์ในด้านการบริหาร เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองให้ก้าวหน้าต่อไปในเวทีโลก

“การจัดงานครั้งนี้มี ความมุ่งหวังที่จะให้เป็นศูนย์กลางของการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน ภาครัฐ และเอกชนให้ดียิ่งขึ้น และเปิดมุมมองใหม่ให้กับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ก้าวไกลต่อไปในอนาคต” พล.อ.สนธิ กล่าว

นาย กรณ์ กล่าวว่า  ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ทางสื่อเอ็นบีซีเข้ามาถ่ายทอดทำรายการในประเทศไทยเกี่ยวกับการฟื้นตัวทาง เศรษฐกิจในประเทศ ซึ่งมีความน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะจากกระแสต่างๆ ท่ามกลางสภาวะทางการเมืองที่เกิดปัญหา ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของประเทศเกิดความเสียหาย จนคิดว่าสภาพเศรษฐกิจของประเทศไม่น่าจะฝ่าฟันอุปสรรคได้ แต่ก็สามารถผ่านมาได้ และเป็นประเทศที่สภาพเศรษฐกิจสามารถขยายตัวได้ในระดับต้นๆ ของโลก

“สาเหตุ ที่ส่งผลให้สภาพเศรษฐกิจเกิดความแข็งแกร่งได้นั้น เกิดจากความยืดหยุ่นของภาคเอกชนที่ช่วยให้เศรษฐกิจมีความเข้มแข็งได้ โดยเฉพาะภาคเอกชนประเภทการส่งออก ที่มีบทบาทมากท่ามกลางสภาวะค่าเงินบาทที่แข็งค่า นับว่าธุรกิจประเภทส่งออกมีความสำคัญแท้จริงที่ช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว ได้” นายกรณ์ กล่าว

รมว.คลัง กล่าวต่อว่า ประเทศไทยนับเป็นอีกหนึ่งประเทศที่มีความได้เปรียบประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ที่มีแนวโน้มเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น แม้ว่าภาพลักษณ์ของประเทศที่ผ่านมาจะไม่ดีนัก แต่ตัวเลขของนักท่องเที่ยวไม่ได้ลดลงตามไปด้วย กลับมีนักท่องเที่ยวสนใจเข้ามาเที่ยวในประเทศจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง

“บทบาทของเอกชนกับรัฐบาล สองปีที่ผ่านมา จะเห็นว่ารัฐบาลได้เล็งเห็นความสำคัญของเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการรับฟังข้อเสนอแนะ แต่กลไกลที่ผ่านมายังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ชัดเจนพอ ดังนั้นจำเป็นต้องลงไปฟังผู้ประกอบการมากขึ้น เพื่อนำไปสู่การพัฒนาบทบาทหน้าที่ในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจร่วมกัน” นายกรณ์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 22 กันยายน 2553, 22:14 น.

tags:
รมว.คลัง เวทีเสวนา ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจก้าวไกลในเวทีโลกฯ เศรษฐกิจไทย ฟื้นตัว ธุรกิจส่งออก อุตสาหกรรมท่องเที่ยว กรณ์ จาติกวณิช

‘กรณ์’ เปิดทางไปรษณีย์ไทยทำธุรกิจปล่อยกู้

Published สิงหาคม 31, 2010 by SoClaimon

30 สิงหาคม 2553, 19:10 น.

ผ่านทาง‘กรณ์’ เปิดทางไปรษณีย์ไทยทำธุรกิจปล่อยกู้ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_107411

รมว.คลัง เตรียมเปิดทางไปรษณีย์ไทยทำธุรกิจปล่อยกู้ หวังเป็นช่องทางการเงินแก่ประชาชนระดับรากหญ้า…

เมื่อ วันที่ 30 ส.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ทางบริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ได้ร่วมเสนอแนวทางในการให้บริการทางเงินแก่ประชาชนระดับรากหญ้า ซึ่งได้เสนอแนวคิดที่จะให้บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด เข้าทำธุรกิจให้บริการทางการเงิน โดยมีแผนที่จะขอใบอนุญาตการประกอบธุรกิจจากภาครัฐ ซึ่งตนก็เห็นด้วย และเห็นว่า ในเบื้องต้นอาจทำธุรกิจในการให้สินเชื่อเป็นลำดับแรกไปก่อน

“ปัจจุบัน บริษัทไปรษณีย์ไทยมีสาขาประมาณ 1,200 สาขาทั่วประเทศ และก็มีบุรุษไปรษณีย์ที่สามารถเข้าถึงประชาชนในพื้นที่ได้โดยตรง จุดนี้น่าจะเป็นประโยชน์ในการให้บริการ โดยบริษัทไปรษณีย์ไทยจะขอใบอนุญาตทำธุรกิจให้บริการทางการเงิน ซึ่งผมก็ตกลง แต่ระยะแรกน่าจะให้บริการสินเชื่อไปก่อน” รมว.คลัง กล่าว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมารัฐบาลได้เข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาหนี้สินนอกระบบแก่ประชาชนส่วนหนึ่ง แล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการผลักดันให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุนได้มากขึ้น เพราะการเข้าถึงแหล่งทุนได้ยาก ถือเป็นต้นตอของปัญหาหนี้นอกระบบ ดังนั้นกระทรวงการคลังจะมอบหมายให้ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ทบทวนแนวคิดในการดำเนินการธนาคารชุมชน เพื่อให้ธนาคารชุมชนทำหน้าที่แทนนายทุนที่ปล่อยกู้เงินนอกระบบ

“ได้ มีการหารือกับผู้บริหารระดับสูงของธ.ก.ส. เพื่อให้มีการทบทวนแนวคิดการดำเนินการของธนาคารชุมชน ก็ตกผลึกกันว่า ในพื้นที่ชนบทนั้น ธนาคารชุมชนจะทำหน้าที่ปล่อยกู้แทนนายทุนนอกระบบ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ต้องปรับวิธีการและขั้นตอน ซึ่งตอนนี้ก็ถือให้เป็นโจทก์สำหรับ ธ.ก.ส.” นายกรณ์ กล่าว

นอกจากนี้ รมว.คลัง ยังกล่าวด้วยว่า ประเด็นที่มีความเป็นห่วงคือ การพัฒนาความรู้ของประชาชนที่เข้าถึงแหล่งทุน เพื่อให้เขามีความสามารถในการชำระหนี้ได้ โดยประเด็นดังกล่าวนั้น เป็นที่มาของการจัดให้มีผู้ที่จะมาทำหน้าที่ในการดูแล หรือให้คำปรึกษาด้านการใช้จ่ายของประชาชน หรือที่เรียกว่า หมอหนี้ ซึ่งตัวบุคคลที่จะทำหน้าที่นี้ จะต้องได้รับการอบรมจากธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. เพื่อให้รู้หลักของการทำบัญชีใช้จ่าย และนำไปถ่ายทอดความรู้แก่ประชาชนต่อไป

สำหรับบัญชีครัวเรือนที่ ประชาชนทำขึ้นมา ซึ่งตัวหมอหนี้จะเป็นผู้ที่ให้ความรู้นี้ จะเป็นตัวกำหนดในการเข้าถึงแหล่งทุนว่า จะได้รับวงเงินกู้ หรืออัตราดอกเบี้ยในระดับเท่าใด อย่างไรก็ตาม แม้ว่าวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งธนาคารชุมชนดังกล่าว จะทำเพื่อแข่งขันกับนายทุนที่ปล่อยกู้นอกระบบ แต่ในอนาคตแล้ว การแข่งขันอาจเป็นความร่วมมือ โดยนายทุนนอกระบบอาจร่วมเป็นตัวแทนกับธนาคารชุมชนในการปล่อยกู้เงินให้กับ ประชาชนก็ได้

คลังกดปุ่มแก้ปัญหา ‘หนี้’ เปิดสายด่วน1689

Published กรกฎาคม 15, 2010 by SoClaimon

8 กรกฎาคม 2553, 09:45 น.

ผ่านทางคลังกดปุ่มแก้ปัญหา ‘หนี้’ เปิดสายด่วน1689 – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_94635

กรณ์ จาติกวณิช

“กรณ์” รับช่วง6วัน63ล้านความคิด เปิดสายด่วน 1689 แก้ปัญหา “หนี้” หลังพบ ปชช.โทร.เข้ามาสอบถามมาก และสอดคล้องกับสิ่งที่กระทรวงฯทำอยู่ เตรียม จนท.20คนรับสายทุกวันเวลาทำงานราชการ…

เมื่อวันที่ 7 ก.ค.นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงภาพรวมสายด่วนฯ กับไทยรัฐออนไลน์ว่า การตอบรับที่ผ่านมาถือว่าดี เพราะยังมีผู้คนจำนวนมากที่ยังสับสนกับหลักเกณฑ์ แม้แต่เจ้าหน้าที่ธนาคารก็ยังสับสน และปฏิเสธการโอนหนี้เข้ามาในระบบ ด้วยเหตุผล หรือหลักเกณฑ์ที่ไม่ตรงกับนโยบาย และจากการที่ตัวเองได้ไปรับสายในโครงการ 6วัน 63 ล้านความคิด ก็มีเรื่องหนี้โทรเข้ามามาก สอดคล้องกับสิ่งที่รัฐบาลทำอยู่ เผอิญไปติดเรื่องที่ตนไปทำเรื่องอบรมเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับการรับสายการชี้แจง อธิบายรับเรื่องร้องเรียนพอดี ก็เลยเปิดโครงการสายด่วน 1689 ขึ้นมา ทั้งนี้ มีคนโทรเข้ามาจำนวนมากตลอดเวลาถือเป็นอีก 1 ช่องทางให้กับประชาชน ที่จะให้ข้อเท็จจริงกับรัฐบาล เพื่อที่จะสามารถแก้ไขได้

รมว.คลัง กล่าวต่อว่า ขณะนี้ทางกระทรวงฯ มีเจ้าหน้าที่ประมาณ 20 คนคอยรับสายอยู่ ทุกวันเวลาทำงานราชการ และมีเจ้าหน้าที่ของธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ (ธกส.) ประจำอยู่ที่ห้องสายด่วน ประเด็นปัญหาที่เจ้าหน้าที่เราจะสอบถามกับธนาคารก็ทำได้ หรือ หากลูกหนี้โทรเข้ามาเกี่ยวกับปัญหาในสาขานั้นๆ เช่น เจ้าหน้าที่สาขาบอกว่าต้องใช้ข้าราชการ ระดับซี6 มาค้ำประกัน ก็สามารถให้เจ้าหน้าที่ธนาคาร โทรกลับไปสอบถามกับสาขานั้นๆ ได้ทันที จะได้แก้ไขกันตรงนั้นได้

“เรื่องแก้ปัญหาหนี้นอกระบบเป็นเรื่องที่ แก้ยาก ลำพังเพียงแค่ประกาศนโยบายออกมาแล้วให้กระบวนการทางราชการดำเนินไป พูดได้เลยว่าไม่มีทางทำได้สำเร็จ ฉะนั้นเรื่องนี้ต้องจี้ตามจุดแล้วลงในรายละเอียดคนต่อคน โดยที่ผ่านมาเราสามารถโอนหนี้ของประชาชนเข้ามาในระบบได้แล้วกว่า 2 แสนคน อาศัยการขับเคลื่อนตามแนวนี้ แล้วเราก็จะทำไปจนกว่าจะเสร็จสิ้น” นายกรณ์ กล่าว

ส่วนกรอบเวลา ขณะนี้เราตั้งเวลาจะประเมินโครงการนี้ประมาณเดือน ก.ย.2553 แต่จริงๆ เราประเมินทุกวันว่าจะต้องแก้ไขปรับปรุงอะไรบ้างตั้งแต่วันแรก แต่จะมาประเมินครั้งใหญ่เมื่อสิ้นเดือน ก.ย.หรืออาจจะก่อนนั้น หลังจากนั้นจะมาลองพิจารณาดูว่า เราจะแก้ไขให้กับประชาชนที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างไร เพราะมั่นใจว่ายังมีอีกหลายคน บางคนยังไม่ได้มาขึ้นทะเบียนตั้งแต่แรกด้วย เพราะอาจไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะเอาจริง หรือเหตุผลใดก็แล้วแต่ เราก็จะต้องทำต่อไป

ส่วนหนี้นอกระบบที่โอนเข้ามาในระบบแล้ว ทางรัฐบาลก็มีการติดตามโดยตลอด มีบางส่วนน้อยมากที่เข้ามาแล้วมีปัญหา เพราะนี้เป็นโอกาสสุดท้ายของเขา เขาก็รู้ว่าเข้ามาแล้วมีปัญหาตรงนี้คงไม่มีที่พึ่ง สำหรับแต่ละวันจะมีสายที่เข้ามาประมาณ 50 สายต่อวันกับเจ้าหน้าที่ 20 คนรวมแล้วประมาณ 1,000 สายที่โทรเข้ามาในระบบเราตรวจสอบได้ว่าเป็นผู้ที่ลงทะเบียนที่ไหนบ้าง ลูกหนี้ส่วนมากก็จะเป็น 2 ธนาคารหลักที่เข้ามาร่วม ธนาคารอื่นก็มีบ้างแต่เป็นส่วนน้อย ไม่คุ้มที่จะให้เจ้าหน้าที่ธนาคารมานั่งประจำ

สำหรับวงเงินที่นำมา ช่วยประชาชน ขณะนี้มากกว่าแสนล้านบาทแล้ว และไม่ได้กำหนดงบประมาณว่าจะช่วยถึงแค่ไหน หากมองในแง่ของส่วนต่างดอกเบี้ยที่เราช่วยประหยัดให้กับชาวบ้านได้เดือนละ กว่าพันล้านบาท กับประชาชนที่โอนหนี้เข้ามาในระบบได้ หมายความว่าทั้งปีประหยัดได้กว่า 1.2 หมื่นล้านบาท แทนที่จะไปอยู่ในมือเจ้าหนี้นอกระบบ ก็มาอยู่ในกระเป๋าของประชาชนแทน นี่เป็นสิ่งที่เราวัดในโครงการนี้.

‘กรณ์’สวนหมัดโพลยันรัฐบาลกู้ ศก.-โครงการเกิดจริง

Published มิถุนายน 30, 2010 by SoClaimon

24 มิถุนายน 2553, 23:35 น.

ผ่านทาง‘กรณ์’สวนหมัดโพลยันรัฐบาลกู้ ศก.-โครงการเกิดจริง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_91720

กรณ์ จาติกวณิช

“กรณ์” สวนหมัดกรุงเทพโพล ยันรัฐบาลกอบกู้เศรษฐกิจ ปั้นสารพัดโครงการเป็นจริง ดีกว่ารัฐบาลก่อนๆ ที่ดีแต่พูดไม่ได้ทำให้เป็นรูปธรรม…

ที่ทำเนียบ รัฐบาล เมื่อวันที่ 24 มิ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึง ผลสำรวจกรุงเทพโพลที่ระบุผลงานรัฐบาลสอบตกทุกด้านได้คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจ ของประชาชนแค่ 3.79 เต็ม 10 คะแนนว่า ตนมั่นใจว่าทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลได้มีส่วนช่วยไม่มากก็น้อยให้เศรษฐกิจได้ฟื้นตัว และมีระดับการฟื้นตัวที่เป็นหนึ่งในประเทศที่ฟื้นตัวรวดเร็วมากที่สุดในโลก อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจวัดโดยจีดีพีในช่วง 3 เดือนแรกที่ขยายตัวสูงถึง 12%เมื่อเทียบกับการติดลบอยู่ 7% เมื่อปีก่อนหน้านี้เป็นตัวชี้วัดที่ดีที่สุดวีธีหนึ่ง

นอกจากนี้ โครงการต่างๆ ของรัฐบาลที่มุ่งช่วยหลือประชาชนที่ยากจนก็จับต้องได้ และมีความชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นโครงการเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 500 บาท การเรียนฟรี การประกันรายได้เกษตรกร การหนี้นอกระบบที่แก้ไปได้แล้วเกือบสองแสนราย ล้วนแล้วแต่เป็นโครงการที่หลาย ๆ รัฐบาลในอดีตได้แต่พูด มีความพยายามที่จะริเริ่มแต่ไม่เคยประสบความสำเร็จ ตนมั่นใจว่าที่ผ่านมารัฐบาลได้ช่วยกันแก้ปัญหาให้สังคมและประเทศชาติได้ ระดับหนึ่ง แต่การบ้านยังมีอีกเยอะที่ต้องทำและยังทำไม่เสร็จ เช่น ตนมาบรรยายเรื่องการจัดการที่ดินตนก็จะมานำเสนอแนวคิดเรื่องโครงสร้างภาษี ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งหลายรัฐบาลมีโอกาสก็ไม่เคยผลักดัน ซึ่งยอมรับว่าเป็นเรื่องยาก แต่หากสำเร็จจะนำมาซึ่งความยุติธรรมในการจัดสรรทรัพยากรของประเทศให้สูงกว่า ในปัจจุยัน แต่เป็นรัฐบาลนี้ที่มีความมุ่งมั่นที่จะปฏิรูปที่มีความหมายและมีนัยสำคัญ จริง.

“กรณ์”เตรียมตอบคำถามคาใจประชาชนผ่านทวิตเตอร์

Published มิถุนายน 15, 2010 by SoClaimon

14 มิถุนายน 2553, 11:29 น.

ผ่านทาง“กรณ์”เตรียมตอบคำถามคาใจประชาชนผ่านทวิตเตอร์ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_89398

นายกรณ์ จาติกวณิช

รม ว.คลัง เตรียมตอบคำถามผ่านสื่อโซเชี่ยวเน็ตเวิร์ค หลังเปิดโอกาสให้ประชาชนซักฟอกนอกสภา ลั่น พร้อมแจงผลการทำงานตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา…

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะชี้แจงตอบคำถามผ่านสื่อ Social network ทั้งทวิตเตอร์  เฟซบุ๊ก และผ่านสื่อโทรทัศน์ หลังจากสมาชิกผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ได้ยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ในการเปิดสภาฯ ฝ่ายค้านกลับไม่มีการอภิปรายตามญัตติที่ยื่นไว้ จึงได้เปิดโอกาสให้ประชาชน ได้ซักฟอกผลงานและนโยบาย ผ่านเครือข่ายทวิตเตอร์ ในช่วงวันที่ 3-10 มิ.ย. โดยการตอบคำถามของรมว.คลัง จะแบ่งเป็น การเชิญตัวแทนสื่อมวลชนจากเครือเนชั่น เป็นผู้ดำเนินการซักถาม หลังผู้สื่อข่าวจากเนชั่นเป็นผู้แนะนำให้ทำตามวิธีนี้ และรมว.คลัง จะเป็นผู้คัดเลือกประเด็นที่น่าสนใจ มาชี้แจงในเครือข่ายทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก

ทั้งนี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ที่ไม่ได้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตได้ติดตาม จะมีการนำคำถามที่น่าสนใจ มาออกอากาศผ่านรายการ คุยนอกทำเนียบ ดำเนินรายการโดย อาจารย์วีระ ธีระภัทร ซึ่งหลังจากการชี้แจงตอบคำถาม ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจบลง จะเปิดโอกาสให้ประชาชนลงความเห็น ต่อการชี้แจงตอบคำถามของรมว.คลัง ผ่านทางออนไลน์ (Online Poll) ซึ่งจะแจ้งให้ทราบในรายละเอียดต่อไป

นายกรณ์ กล่าวว่า แม้ฝ่ายค้านจะไม่พร้อมอภิปรายตน ตามญัตติที่เตรียมไว้ แต่ตนพร้อมที่จะชี้แจงผลงาน และวิธีการทำงานในตำแหน่ง ตลอดระยะเวลา 1 ปี 5 เดือนที่ผ่านมา และขอใช้โอกาสที่จะเปิดให้ประชาชน ตรวจสอบการทำงานของตนโดยตรงในครั้งนี้

%d bloggers like this: