รถยนต์

All posts tagged รถยนต์

พลังงานดีเดย์ 1 ม.ค.54 ผลิตดีเซลบี5อย่างเดียว

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128016.

Pic_128016

กระทรวงพลังงานได้ร่วมประชุมกับ 14 ค่ายรถยนต์ ตอกย้ำถึงความมั่นใจด้านมาตรฐานและปริมาณวัตถุดิบที่เพียงพอที่จะเริ่มใช้ไบ โอดีเซสูตรเดียวในต้นปี 2554 ทุกค่ายยืนยันเครื่องดีเซลสามารถใช้บี 5 อย่างไม่มีปัญหา หากจะควบคุมคุณภาพได้ตามสเปคที่กำหนด…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  กล่าวขณะร่วมประชุมกับ 14 ค่ายรถยนต์ เพื่อตอกย้ำความมั่นใจด้านมาตรฐานและปริมาณวัตถุดิบที่เพียงพอที่จะเริ่มใช้ไบโอดีเซลสูตรเดียวว่า กระทรวงพลังงานจะเริ่มใช้ไบโอดีเซลสูตรเดียวได้วันที่ 1 ม.ค.  2554 หากปริมาณปาล์มเป็นอย่างที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ยืนยันโดยมีผลปาล์มดิบในปี 2554 ปริมาณ 10.8 ล้านตัน จากที่ปีนี้มีปริมาณ 9 ล้านตัน จากพื้นที่ผลิตได้ 10.8 ล้านไร่ จากที่ปีนี้ มีประมาณ 3.6 ล้านไร่   ส่วนพื้นที่เพาะปลูกเพิ่มเป็น 4.5 ล้านไร่ จากปีนี้ 4.2 ล้านไร่ ดังนั้น ปีหน้าคาดว่าจะมีน้ำมันปาล์มดิบ (ซีพีโอ) 1.84 ล้านตัน เมื่อรวมกับซีพีโอในสต็อก 1.3 แสนตัน จึงคาดว่าปีหน้าจะมีซีพีโอรวม 1.97 ล้านตัน

โดยในส่วนนี้ จะนำมาใช้ผลิตเป็นน้ำมันเพื่อการบริโภค 1 ล้านตัน มีการส่งออกและสต็อก 0.42 ล้านตัน ดังนั้น จึงเหลือซีพีโอ ประมาณ 2.3 ล้านตัน ซึ่งเพียงพอสำหรับการผลิตไบโอดีเซลสูตรเดียว บี 5 เพราะจะมีการใช้ ไบโอดีเซลบี 100 ประมาณ 2.2-2.3 ล้านลิตร ซึ่งปัจจุบันไทยมีโรงงานผลิตบี 100 จำนวน 14 แห่ง กำลังผลิตรวม 6 ล้านลิตรต่อวัน และใช้วัตถุดิบจากซีพีโอประมาณร้อยละ 70 ที่เหลือเป็นไขปาล์มดิบ ดังนั้นปริมาณปาล์มจึงเพียงพอและไม่แย่งน้ำมันเพื่อการบริโภค

“เมื่อปริมาณปาล์มเพียงพอ คาดว่าเดือน ธ.ค. ทางกระทรวงพลังงานจะประกาศให้ไบโอดีเซลปีหน้าใช้สูตรเดียวคือ บี 5 ตั้งแต่วันที่  1 ม.ค. 2554 ส่วนปัญหาซีพีโอที่แพงขึ้นมาอยู่ที่กว่า 39 บาทต่อลิตร ทางกระทรวง จะนำเข้าไปหารือในที่ประชุม คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อปรับจากสูตรอิงมาเลเซียบวก 3 บาทต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าราคาตลาด 5 บาทต่อลิตร ให้สะท้อนราคาตลาด โดยจะปรับเป็นการชั่วคราวเพราะคาดว่าปริมาณปาล์มใหม่จะออกมาเดือนมีนาคม  ก็จะทำให้ผลปาล์มดิบลดลงจากขณะนี้อยู่ที่กว่า 6 บาทต่อ ก.ก.” รมว.พลังงาน กล่าว

นพ.วรรณรัตน์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันประเทศไทยยอดขายน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 5 (ม.ค.-ต.ค.) เบื้องต้นประมาณ 5,400 ล้านลิตร  หรือเฉลี่ย  17.8  ล้านลิตรต่อวัน คิดเป็นไบโอดีเซล (B100) จำนวน  0.89 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่มีปริมาณการใช้น้ำมันดีเซลที่ผสมไบโอดีเซล (B100) ในสัดส่วนร้อยละ 3 (B3) (มิ.ย.-ต.ค. 53)ประมาณ  29.1 ล้านลิตร  หรือเฉลี่ย 0.87 ล้านลิตรต่อวัน รวมปริมาณการใช้ไบโอดีเซล (B100)  ปัจจุบัน เท่ากับ 1.76 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน  ส่วนโรงงานผลิตไบโอดีเซล นั้น ปัจจุบันมีผู้ผลิต 14 แห่งกำลังผลิต 5.9 ล้านลิตรต่อวัน

ส่วนเรื่องราคาบี 5 ในปี 2554 เบื้องต้น จะยังคงอิงราคาบี 5 ในปัจจุบัน ซึ่งกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังอุดหนุนอยู่ลิตรละประมาณ 50 สตางค์ ซึ่งจะเป็นราคาที่ต่ำกว่าราคาบี 3 และมีผลกระทบทำให้รายได้ของกองทุนลดลง อย่างไรก็ตาม วิธีการนี้จะทำให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมัน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 19:00 น.

ยอดผลิตรถยนต์สูงสุดรอบ 50 ปี

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 06:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127822.

Pic_127822

สอท.ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตทะลุ 1.7 ล้านคัน สูงกว่าเป้าที่กำหนดไว้ 100,000 คัน ซึ่งถือเป็นปีทองของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะก่อนหน้านี้มีการปรับเป้าการผลิตมา 2 รอบแล้ว

นายศุภรัตน์ ศิริสุวรรณางกูร รองประธานอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) เปิดเผยว่า ยอดการผลิตรถยนต์ในเดือน ต.ค. 53 อยู่ที่ระดับ 152,689 คัน เพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 32.72% ซึ่งเป็นอัตราที่สูงสุดในประวัติศาสตร์การผลิตรถยนต์ของไทยในรอบ 50 ปี ตั้งแต่มีโรงงานผลิตรถยนต์ในไทยปี 04 เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยและประเทศคู่ค้าประกอบกับค่ายรถยนต์มีโปรโมชั่นจูงใจลูกค้าที่หลากหลายทั้งด้านการดาวน์รถยนต์ในอัตราต่ำและผ่อนนาน เป็นต้น ส่งผลให้ยอดการผลิตรถยนต์ช่วง 10 เดือน (ม.ค.-ต.ค.) อยู่ที่ 1.35 ล้านคัน เพิ่ม 76.08%

ทั้งนี้ ผลพวงจากคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ที่เพิ่มอย่างต่อเนื่องทำให้ค่ายรถยนต์มั่นใจว่าในปี 53 จะสามารถผลิตรถยนต์ได้ 1.7 ล้านคัน สูงกว่าเป้าที่กำหนดไว้ 100,000 คัน ซึ่งถือเป็นปีทองของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพราะก่อนหน้านี้มีการปรับเป้าการผลิตมา 2 รอบแล้ว จากเดิมครั้งแรกที่กำหนดไว้ 1.65 ล้านคัน เป็น 1.67 ล้านคัน

“กำลังการผลิตรถยนต์รวมในไทยอยู่ที่ 2 ล้านคัน ทำให้ค่ายรถยนต์ต่างมีแผนที่จะขยายกำลังการผลิตและสร้างโรงงานใหม่เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการรถยนต์ในอนาคตโดยในปีหน้าคาดว่าไทยจะผลิตรถยนต์ได้ไม่ต่ำกว่า 1.8 ล้านคัน โดยรถปิกอัพยังเป็นตัวหลัก ขณะที่รถยนต์อีโคคาร์ก็กำลังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคเพราะนอกจากราคาถูกแล้วยังสามารถประหยัดพลังงานได้ดีในระดับหนึ่ง”

นายศุภรัตน์กล่าวว่า ปัญหาน้ำท่วมในหลายพื้นที่ของประเทศคงจะไม่กระทบต่อกำลังการผลิตรถยนต์ในปีนี้ เพราะลูกค้าจะต้องมีการสั่งซื้อล่วงหน้า 1-3 เดือน หากจะมีผลกระทบบ้างก็อาจจะมีการรับรถยนต์ล่าช้าจากกรณีที่ผู้ผลิตไม่สามารถส่งรถได้ทันตามกำหนดเนื่องจากต้องขนรถหนีน้ำไปอยู่ที่ปลอดภัย หรือลูกค้าอาจไม่มีที่จอดรถ จึงต้องเลื่อนเวลาการรับรถเป็นต้น ส่วนกรณีที่ค่ายรถยนต์ระดับหรูจากยุโรปขยายการผลิตในไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคมากขึ้น คงไม่ส่งผลกระทบต่อการผลิตรถยนต์จากค่ายเอเชียในภาพรวมของไทย เพราะในปัจจุบันรถยนต์ระดับหรูก็มีตลาดอยู่แล้ว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 06:15 น.

ศุลกากร ลุยปราบพ่อค้าหัวใสนำเข้าชิ้นส่วนรถเก่า มาประกอบเป็นรถใหม่

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192521.

Pic_192521

รองอธิบดีกรมศุลกากร เตรียมลุยปราบผู้ค้าหัวหมอนำเข้าชิ้นส่วนเก่าจากต่างประเทศมาประกอบเป็นรถยนต์ใหม่ เชื่อปัญหาจะลดลงหลังกรมสรรพสามิตประกาศเพิ่มภาษีรถยนต์ใช้ชิ้นส่วนเก่า

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายยุทธนา หยิมการุณ รองอธิบดีกรมศุลกากร ในฐานะโฆษกกรมศุลกากร เปิดเผยว่า จากการติดตามข้อมูลการนำชิ้นส่วนรถยนต์ใช้แล้วจากต่างประเทศนำมาประกอบเป็น รถยนต์แล้วจดทะเบียนเป็นรถยนต์ใหม่หรือรถป้ายแดงภายใน ประเทศนั้น ถือเป็นช่องโหว่ทางกฎหมายที่มีหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันลดช่อง โหว่ดังกล่าวให้เล็กลงหรือไม่มีเลย เนื่องจากการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ที่ใช้แล้วจากต่างประเทศเข้ามาภายใน ประเทศไทยถือเป็นธุรกิจที่ส่งเสริมในเรื่องการว่าจ้างแรงงานและเพิ่มทักษะ ให้แก่ช่างไทยในอุตสาหกรรมยานยนต์

“ที่ผ่านมา กรมศุลกากรเข้มงวดในเรื่องนี้อย่างมาก แต่กฎหมายบ้านเราเปิดโอกาสให้มีการนำเข้าชิ้นส่วนรถยนต์ที่ใช้แล้วจากต่าง ประเทศเข้ามาได้ แต่ไม่อนุญาตให้นำเข้าชิ้นส่วนใหม่จากต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ ไทย ทำให้ช่องโหว่ดังกล่าวกลายเป็นที่มาของรถยนต์ที่นำชิ้นส่วนที่ใช้แล้วมา ประกอบขึ้นเป็นรถยนต์ใหม่”

นายยุทธนา กล่าวต่อว่า  ชิ้นส่วนรถยนต์ที่นำเข้าจากต่างประเทศเพื่อประกอบเป็นรถยนต์ใหม่ นั้น มีหลายรูปแบบ แต่ขอรับ รองว่าไม่มีการนำเข้ารถยนต์เก่าทั้งคัน หรือนำเข้ามาเป็นชิ้นส่วนอะไหล่ แล้วประกอบเป็นรถยนต์จากตู้คอนเทรนเนอร์ใบเดียว หรือจากใบขนเพียง 1 ใบเท่านั้น เพราะพฤติกรรมแบบนี้ถือว่ามีเจตนาที่ชัดเจน ซึ่งล่าสุดก็มีการจับกุมการนำเข้าชิ้น ส่วนรถยนต์ในลักษณะดังกล่าวประมาณ 4-5 คัน เนื่องจากมีการนำเข้าเครื่องยนต์และตัวถังรถพร้อมกัน

นายยุทธนา กล่าวด้วยว่า  ปัญญาดังกล่าวในขณะนี้ น่าจะเบาบางลง เนื่องจากกรมสรรพสามิตประกาศเพิ่มอัตราภาษีในการจดทะเบียนรถยนต์ที่ใช้ชิ้น ส่วนเก่า ซึ่งการขึ้นอัตราภาษีดังกล่าวทำให้ราคาของรถยนต์เก่าแพง นอกจากนี้ กรมศุลกากรก็กำลังรอนโยบายสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) เนื่องจากกฎหมายปัจจุบันกำหนดว่า หากเป็นรถยนต์เก่าที่ใช้แก๊สไม่ต้องมีการตรวจสอบมาตรฐานการผลิต มีเพียงใบรับรองการผลิตจากโรงงานที่จดทะเบียนถูกต้องจากกรมโรงงานอุตสาหกรรม เท่านั้น แล้วก็มาขอเสียภาษีสรรพสามิตเพื่อขอทะเบียนรถจากกรมการขนส่งเท่านั้น ทำให้กลายเป็นช่องโหว่ของรถยนต์ที่ใช้ชิ้นส่วนต่างประเทศมาประกอบเป็นรถยนต์ แจ้งว่าเป็นรถที่ใช้แก๊สจึงไม่ต้องมีการตรวจสอบสภาพและเมื่อจดทะเบียน เรียบร้อยแล้วก็จะถอดระบบแก๊สออก

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ส่งออก รถยนต์ปี 54 ขยายตัว 4%

Published สิงหาคม 3, 2011 by SoClaimon

3 สิงหาคม 2554, 17:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191295.

Pic_191295

ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดส่งออกรถยนต์ปี 54 ขยายตัว 4% แม้ปัญหาวิกฤติชิ้นส่วนคลี่คลาย เหตุ มีปัจจัยเสี่ยงรายล้อม ทั้ง ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยรวมถึงนโยบาย รถยนต์คันแรก อาจจะทำให้เกิดการชะลอการซื้อรถได้

เมื่อวันที่ 3 ส.ค.  บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ได้ออกรายงานวิเคราะห์การส่งออกรถยนต์ของไทยปี 54 ว่า ตัวเลขการส่งออกรถยนต์ของไทยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาจะเห็นว่า การส่งออกในช่วงไตรมาสแรกจะขยายตัวร้อยละ 8.2 ตามทิศทางการขยายตัว ของอุปสงค์จากประเทศคู่ค้าหลัก แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาสที่ 2 การส่งออกรถยนต์ของไทยต้องเผชิญกับผลกระทบจากแผ่นดินไหวและสึนามิใน ประเทศญี่ปุ่น ส่งผลทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนชิ้นส่วนในการผลิตรถยนต์ ค่ายรถยนต์หลายค่ายตัดสินใจลดกำลังการผลิตลง ส่งผลต่อรถยนต์ที่จะส่งมอบให้กับลูกค้าที่ลดจำนวนลงอย่างมาก ทำให้การส่งออกไตรมาสที่ 2 หดตัวสูงถึงร้อยละ 24.6 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกหลังจากขยายตัวอย่างต่อเนื่องมาตลอดช่วง 1 ปีกว่า แม้ปัญหาชิ้นส่วนจะคลี่คลายลงมากเมื่อเข้าสู่ช่วงไตรมาส 3 แต่การหดตัวอย่างรุนแรงในช่วงไตรมาส 2 และปัจจัยลบจากปัญหาในประเทศนำเข้ารถยนต์ของไทยบางประเทศที่ยังคงต้อง เผชิญกับปัญหาบางประการในประเทศตน ทำให้การนำเข้ารถยนต์ยังคงชะลอลง ส่งผลให้แนวโน้มการส่งออกของไทยในปี 2554 ลดลงกว่าที่ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเคยคาดไว้ในช่วงต้นปีว่ามีโอกาสแตะระดับ 1 ล้านคันค่อนข้างมาก

ทั้งนี้ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าการส่งออกช่วงครึ่งหลังของปี 2554 อาจทำได้สูงถึงประมาณ 505,000 ถึง 540,000 หรือขยายตัวขึ้นกว่าช่วงครึ่งแรก ที่ทำไว้ 386,410 คัน ถึงกว่าร้อยละ 30 ถึง 40 ซึ่งจะส่งผลให้ในปี 2554 นี้ การส่งออกรถยนต์ของไทยอาจทำได้ใกล้เคียงกับจำนวน 896,065 คัน ที่เคยทำไว้ในปี 2553 โดยมีจำนวน 890,000 ถึง 930,000 คัน หรือหดตัวร้อยละ 1 ถึงขยายตัวร้อยละ 4 (YoY) แม้การส่งออกในปีนี้จะขยายตัวได้ไม่สูงนัก แต่ก็คาดว่าการผลิตรถยนต์ในประเทศ ปีนี้มีโอกาสสูงที่จะพุ่งขึ้นไปแตะระดับ 1.8 ล้านคัน ตามที่หลายฝ่ายมีการคาดการณ์กัน จากปริมาณยอดขายรถยนต์ในประเทศปีนี้ที่ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ามีโอกาสขยายตัวได้สูงถึงร้อยละ 10 ถึง 15 (YoY) หรือคิดเป็นจำนวน 880,000 ถึง 920,000 คัน เพิ่มขึ้นจากที่เคยทำได้ 800,357 คัน ในปีที่แล้ว เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับความนิยมในรถยนต์รุ่นใหม่ๆที่ออกมา

อย่างไรก็ตามตลาดในประเทศยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตาม เช่น ระดับ ราคาน้ำมันในตลาดโลก ปัญหาเงินเฟ้อ และอัตราดอกเบี้ยที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นได้อีกจากระดับปัจจุบัน ประกอบกับนโยบายของภาครัฐที่จะออกมาซึ่งอาจจะส่งผลกระทบได้ทั้งในแง่บวก และแง่ลบต่อตลาดรถยนต์ในประเทศปีนี้ เช่น นโยบายเกี่ยวกับราคาสินค้าเกษตร นโยบายการปรับขึ้นเงินเดือน ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบเชิงบวกต่อกำลังซื้อและความเชื่อมั่นผู้บริโภค ขณะที่นโยบาย รถยนต์คันแรก อาจจะทำให้เกิดการชะลอการซื้อรถได้ เป็นต้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 สิงหาคม 2554, 17:30 น.

เตือนขายรถโอนลอย ถ้าคนซื้อทำผิดเจ้าของติดร่างแห

Published กรกฎาคม 12, 2011 by SoClaimon

11 กรกฎาคม 2554, 19:33 น.

เตือนขายรถโอนลอย ถ้าคนซื้อทำผิดเจ้าของติดร่างแห.

Pic_185568

ขนส่งทางบก เตือนประชาชน อย่าเห็นแก่รถถูก อาจเจอรถทะเบียนสวม ผิดกฎหมาย แนะขายรถต่อห้ามโอนลอย หวั่นคนซื้อไปทำผิดกฎหมาย เจ้าของเดิมติดร่างแห

เมื่อวันที่ 11 ก.ค. นายอัฌษไธค์  รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก เปิดเผยว่า ต้องการเตือนประชาชน อย่าไปหลงเชื่อ ผู้ขายรถยนต์ราคาถูกเกินไป เพราะอาจมีการสวมทะเบียนปลอม จะส่งผลให้รถยนต์คันดังกล่าวผิดกฎหมายทันที และจะมีปัญหาเวลาต่อทะเบียนรถยนต์ ซึ่งให้ป้องกันโดยผู้ซื้อรถยนต์ต่อจากผู้อื่น ต้องมาดำเนินการโอนกรรมสิทธิ์ที่กรม ฯ เอง เพื่อให้แน่ใจว่า เป็นรถที่ไม่ผิดกฎหมาย ขณะที่ผู้ขายรถยนต์ ห้ามทำการโอนเพียงกรรมสิทธิ์ แต่ไม่มีการโอนเปลี่ยนชื่อเจ้าของใหม่ที่กรมฯ (โอนลอย) เพราะหากผู้ซื้อรถยนต์ ไปใช้กระทำผิดกฎหมาย เจ้าของรถเดิม จะมีความผิดด้วยทันที และที่ผ่านมาเคยเกิดเหตุลักษณะนี้หลายครั้งแล้ว กว่าตำรวจจะพิสูจน์ว่า เจ้าของรถเดิมไม่มีส่วนรู้เห็น ต้องใช้เวลานาน

“ การซื้อขายรถยนต์ ผู้ซื้อ ผู้ขาย ต้องดำเนินการให้ชัดเจน อย่าไปยอมให้โอนลอย เพื่อรอการขายต่อ เพราะอาจมีปัญหาภายหลังได้ และให้มาดำเนินการที่กรมฯ เท่านั้น อย่าไปหลงเชื่อใคร ซึ่งที่ผ่านมา เคยเตือนหลายครั้งแล้ว แต่พบว่า ผู้ซื้อ ขายรถยนต์หลายราย ยังดำเนินการโอนลอยแบบเดิมอยู่ และอยากเตือนประชาชนที่ไปใช้บริการที่กรมฯ อย่าไปหลงเชื่อมิจฉาชีพ แอบอ้างหลอกลวงประชาชน ดำเนินการแทนที่กรม ฯ เช่น ทำใบขับขี่ ต่อภาษีรถยนต์ ต่อทะเบียนรถยนต์ โอนซื้อ – ขายรถยนต์ โดยมีประชาชนจำนวนหนึ่งหลงเชื่อ เสียค่าใช้จ่ายให้กลุ่มมิจฉาชีพดำเนินการแทน และบางรายได้เอกสารปลอมกลับมา ซึ่งอยากให้ประชาชนดำเนินการกับเจ้าหน้าที่กรมฯ เท่านั้น ยืนยันว่า ไม่เสียเวลาแน่นอน”รองอธิบดีกรมขนส่งทางบก กล่าว

สำหรับพฤติกรรมของกลุ่มมิจฉาชีพที่พบมากที่สุด คือ การขับขี่รถจักรยานยนต์ประกบรถยนต์ที่ขับผ่านสถานีรถไฟฟ้าจตุจักร โดยจะสังเกตว่า รถคันใดเตรียมชิดซ้าย เพื่อจะเลี้ยวเข้ากรม ฯ จะเข้าประกบเคาะกระจกรถยนต์ และอาสาดำเนินการให้โดยเรียกทรัพย์สินเป็นค่าตอบแทน หรือบางกรณีอาจจอดรถจักรยานยนต์ดักรออยู่บริเวณประตูทางเข้ากรม ฯ เพื่อตามประกบผู้ที่ขับรถเข้ามาและรับอาสาดำเนินการต่าง ๆ ซึ่งหากประชาชนพบเห็นบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัย ให้แจ้งศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ บริเวณด้านหน้าอาคาร 4 กรม ฯ หรือแจ้ง 1586 ได้ทันที

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 และเจ้าหน้าที่จากกองตรวจการขนส่งทางบก ได้คุมเข้มโดยแต่งกายทั้งในและนอกเครื่องแบบ ติดตามกลุ่มบุคคลที่มีพฤติกรรมน่าสงสัยอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเตรียมติดประกาศรูปของผู้ที่ถูกดำเนินคดี และผู้ถูกบันทึกประวัติ มีพฤติกรรมน่าสงสัยตามบอร์ดประชาสัมพันธ์ของแต่ละอาคาร เพื่อให้ประชาชนระวัง โดยระหว่างเดือนต.ค. 53 – พ.ค. 54 จับกุมผู้กระทำผิด ส่งสถานีตำรวจนครบาลบางซื่อดำเนินคดีแล้ว 84 ราย และบันทึกประวัติผู้มีพฤติกรรมน่าสงสัย เพื่อติดตามใกล้ชิดอีก 22 ราย ซึ่งหลังจากที่กรมฯ กวดขันอย่างจริงจัง พบว่า ผู้กระทำเริ่มลดลง แต่กรมฯ จะติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 กรกฎาคม 2554, 19:33 น.

โตโยต้าเรียกคืนรถไฮบริด 1.1 แสนคัน

Published กรกฎาคม 4, 2011 by SoClaimon

2 กรกฎาคม 2554, 16:20 น.
โตโยต้าเรียกคืนรถไฮบริด 1.1 แสนคัน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_183383

โตโยต้า ประกาศเรียกคืนรถยนต์ไฮบริดที่ผลิตในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป จำนวน 1.1 แสนคัน เพราะตัวจ่ายกำลังในแผงควบคุมพลังงานไฟฟ้ามีปัญหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ค่ายรถยนต์อันดับ 1 ของโลกจากญี่ปุ่น เตรียมประกาศเรียกคืนรถยนต์ไฮบริดที่ผลิตในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป อีกครั้งจำนวน 110,000 คัน เพราะตัวจ่ายกำลังในแผงควบคุมพลังงานไฟฟ้ามีปัญหา และได้รับความเสียหายจากความร้อนที่มีสาเหตุจากกระแสไฟฟ้าหมุนเวียนปริมาณมากในช่วงที่มีการขับขี่ ส่งผลให้ไฟฟ้าลดลง และผู้ขับขี่อาจขับรถต่อไปไม่ได้ หรือเครื่องอาจดับลง

สำหรับรถยนต์ที่ถูกเรียกคืนมากที่สุดคือ รถไฮแลนเดอร์ ไฮบริด และ เลกซัส อาร์เอ็กซ์ 400 เอช ที่ผลิตในสหรัฐฯ 82,200 คัน ในแคนาดา 3,000 คัน ญี่ปุ่น 11,164 คัน และในยุโรป 15,000 คัน ที่ผ่านมาโตโยต้าได้เรียกคืนรถยนต์ที่ผลิตและจำหน่ายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯและยุโรปกลับคืนไปตรวจสอบระบบความปลอดภัยแล้วนับล้านคัน ตั้งแต่ปี 2552 พร้อมกับจ่ายเงินค่าปรับให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯเป็นเงินเกือบ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 1,530 ล้านบาท (30.50 บาทต่อดอลลาร์ สรอ.)

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 กรกฎาคม 2554, 16:20 น.

มลพิษจากรถยนต์ บนท้องถนนเป็นผลให้ อายุสั้นลงคนละครึ่งปี

Published มิถุนายน 27, 2011 by SoClaimon

1 ธันวาคม 2553, 10:00 น.

มลพิษจากรถยนต์ บนท้องถนนเป็นผลให้ อายุสั้นลงคนละครึ่งปี.

Pic_130734

รัฐบาลอังกฤษเปิดเผยว่า มลพิษจากยวดยานและโรงไฟฟ้า ทำให้อายุขัยเฉลี่ยของคนในประเทศนั้นสั้นลงไปคนละครึ่งปี

ประธานคณะกรรมการประเมินสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า “เป็นเรื่องอัปยศของชาติ ที่มลพิษบนถนนทำให้อายุขัยเฉลี่ยของประชาชนต้องลดลงไปกันคนละ 6 เดือน”

พาหนะบนท้องถนนทำให้เกิดตัวก่อมลพิษที่เรียกว่า “พีเอ็ม 10” ซึ่งรัฐบาลเคยประกาศจะลดปริมาณลงภายในเวลาปีหน้า แต่ปรากฏว่าก็เห็นได้ชัดแล้วว่าไม่อาจทำได้

ตามความเห็นอันหนึ่ง เสนอให้ฉีดราดถนนเพื่อดักจับมันเสีย แต่หลายคนค้านว่า ที่ถูกแล้ว ควรจะห้ามรถก่อมันขึ้นมาก่อน เคยมีการศึกษาพบว่า ยามใดเมื่อระดับมลภาวะสูงขึ้น ยอดผู้เสียชีวิตด้วยโรคปอดและหัวใจก็จะพลอยขึ้นตามไปด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 1 ธันวาคม 2553, 10:00 น.

เตรียมประมูลรถของกลาง 216 คัน คาดเงินเข้ารัฐกว่า 160 ล้านบาท

Published มิถุนายน 26, 2011 by SoClaimon

24 มิถุนายน 2554, 19:00 น.
เตรียมประมูลรถของกลาง 216 คัน คาดเงินเข้ารัฐกว่า 160 ล้านบาท – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181485

29 มิ.ย.นี้ กรมศุลกากร จัดประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ของกลาง 216 คัน ครั้งที่ 2 ของปีงบประมาณ 2554 คาด นำรายได้เข้ารัฐไม่ต่ำกว่า 160 ล้านบาท…

24 มิ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกรมศุลกากรว่า ในวันที่ 29 มิ.ย.นี้ กรมศุลกากรจะนำมาประมูลขายทอดตลาดรถยนต์ของกลาง มีหลากหลายยี่ห้อ ดังนี้ TOYOTA 107 คัน, MERCEDES BENZ 33 คัน, PERODUA 13 คัน, NISSAN 10 คัน, B.M.W. 12 คัน, HONDA 13 คัน, JAGUAR 6 คัน, MAZDA 2 คัน, MINI COOPER 1 คัน, MITSUBISHI 2 คัน, PORSCHE 2 คัน, VOLKSWAGEN 3 คัน, ROVER MINI 3 คัน, PROTON 3 คัน, KIA 2 คัน, FERRARI 2 คัน, HUNDAI 1 คัน, JEEP 1 คัน ซึ่งการประมูลจะเริ่มตั้งแต่เวลา 10.00 น. ณ บริเวณลานจอดรถหน้าส่วนของกลาง กรมศุลกากร คลองเตย

ในการประมูลครั้งนี้ รถยนต์ที่มีราคาเปิดประมูลสูงสุดคือ รถสปอร์ตยี่ห้อ FERRARI F430 สีดำ เกียร์ AUTO ปี 2006 เปิดประมูลด้วยราคา 5.15 ล้านบาท และสำหรับรถยนต์ที่มีราคาเปิดประมูลต่ำสุด ได้แก่ รถยนต์ยี่ห้อ PERODUA KANCIL สีเทา ปี 1989 เปิดประมูลด้วยราคา 35,000 บาท

สำหรับผู้ที่สนใจเข้าร่วมประมูล กรมศุลกากรจะเปิดให้เข้าชมสภาพนอกของรถยนต์ของกลางที่จะประมูลขายทอดตลาด 27-28 มิ.ย.54 เวลา 09.00-18.00 น. ที่ลานจอดรถยนต์หน้าส่วนของกลาง กรมศุลกากร โดยผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องลงทะเบียนและวางเงินค้ำประกัน โดยนำบัตรประจำตัวประชาชนพร้อมสำเนา ติดต่อลงทะเบียนที่เจ้าหน้าที่รับลงทะเบียน ส่วนของกลาง กรมศุลกากร ในวันที่ 27-28 มิ.ย.54 เวลา 09.00-16.30 น. และวันพุธที่ 29 มิ.ย.54 ตั้งแต่เวลา 09.00 น. เป็นต้นไป จนกว่าจะเสร็จสิ้นการประมูล พร้อมทั้งวางเงินค้ำประกันรถยนต์ที่จะประมูลเป็นแคชเชียร์เช็คของธนาคารในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล สั่งจ่ายกรมศุลกากรคันละ 50,000 (ห้าหมื่นบาทถ้วน) ตามจำนวนรถยนต์ที่ต้องการประมูล โดยไม่ต้องระบุว่าเป็นคันใด

ทั้งนี้ ผู้สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ติดต่อส่วนของกลาง กรมศุลกากร โทร.0-2249-3668 ในวันและเวลาราชการ และเว็บไซต์กรมศุลกากร http://www.customs.go.th หรือที่บริษัท ยันต์ชนะ จำกัด http://www.yanchana.com โทร.0-2911-0277, 089-772-9878

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มิถุนายน 2554, 19:00 น.

เคทีซีทุ่ม 20 ล้านปลุกตลาดบัตรเครดิต

Published มิถุนายน 20, 2011 by SoClaimon

9 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.
เคทีซีทุ่ม 20 ล้านปลุกตลาดบัตรเครดิต – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_125440

กระตุ้นยอดใช้จ่ายในช่วงปลายปี โดยใช้ชื่อแคมเปญ เร่งเครื่องไปกับเคทีซี ลุ้นรับรถโตโยต้า นิว วีออส ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 15 พ.ย.นี้ จนถึง 28 ก.พ.54

นายวรวุฒิ นิสภกุลธร รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายงานธุรกิจบัตรเครดิต บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือเคทีซี เปิดเผยว่า เคทีซีได้ทุ่มงบประมาณมากกว่า 20 ล้านบาท จัดแคมเปญกระตุ้นยอดใช้จ่ายในช่วงปลายปี โดยใช้ชื่อแคมเปญ เร่งเครื่องไปกับเคทีซี ลุ้นรับรถโตโยต้า นิว วีออส ทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 15 พ.ย.นี้ จนถึง 28 ก.พ.54 โดยมีรางวัล อาทิ รถยนต์โตโยต้า นิว วีออส 1.5 เจ ออโต้ จำนวน 7 คัน รถจักรยานยนต์ยามาฮ่า ฟีโน่ รุ่นแฟชั่น 12 คัน และโทรทัศน์แอลซีดีจากซัมซุง เป็นต้น

“ช่วงเทศกาลส่งความสุขปลายปีเป็นช่วงที่สมาชิกเคทีซีใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตสูงกว่าช่วงปกติ ทีมการตลาดจึงได้คัดสรรโปรโมชั่นที่สามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่แตกต่างของสมาชิกได้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่ม อาทิ กลุ่มที่เน้นกิจกรรมของครอบครัว กลุ่มนักช็อปปิ้ง กลุ่มคนรักกิจกรรมสังสรรค์ในยามค่ำคืน และกลุ่มคนรักกีฬา ทำให้มั่นใจว่าแคมเปญดังกล่าวจะได้รับการตอบรับด้วยดีจากสมาชิกเคทีซี โดยมียอดรวมการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตตลอดแคมเปญไม่ต่ำกว่า 15-20%”

ทั้งนี้ จากการออกแคมเปญในครั้งนี้ เชื่อว่ายอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตจากปกติจะอยู่ที่ 5,100 บาทต่อบัตรต่อเดือน จะเพิ่มขึ้นเป็น 7,000 บาทต่อบัตรต่อเดือน และทำให้ยอดใช้จ่ายเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 5,400 บาทต่อบัตรต่อเดือน โดยปัจจุบันมียอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ 32,000 ล้านบาทมียอดบัตรเครดิตอยู่ที่ 1.71 ล้านบัตร สิ้นปีจะเพิ่มขึ้นเป็น 1.72 ล้านบัตรและลูกค้าสินเชื่อบุคคลจะมีฐานลูกค้าอยู่ที่ 2.15 ล้านราย โดยปี 54 ตั้งเป้าเพิ่มยอดบัตรเครดิตไว้ที่ 150,000 บัตร  ทำให้ยอดบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านบัตร

นายวรวุฒิกล่าวอีกว่า แผนงานในปีหน้า (2554) ตั้งเป้าเพิ่มยอดบัตรเครดิตไว้ที่ 150,000 บัตร ทำให้ฐานบัตรเครดิตเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 ล้านบัตร และตั้งงบประมาณในการทำตลาดไว้ไม่ต่ำกว่า 120 ล้านบาทเพื่อให้ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเพิ่มขึ้น 10%.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 พฤศจิกายน 2553, 05:30 น.

ค่าย​รถยนต์-ชิ้น​ส่วน​ลุย​เต็ม​สูบ

Published มิถุนายน 20, 2011 by SoClaimon

20 มิถุนายน 2554, 05:00 น.
ค่าย​รถยนต์-ชิ้น​ส่วน​ลุย​เต็ม​สูบ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_180291

ค่ายรถยนต์และชิ้น​ส่วน​ เร่งเพิ่ม​กำลัง​การ​ผลิต​อีก 4 แสน​คัน รองรับความต้องการรถที่มีแนวโน้มสูงในประเทศและอาเซียนในปี 2558…

นาย​วัลลภ เตีย​ศิริ ผู้​อำนวยการ​สถาบัน​ยาน​ยนต์ เปิดเผย​ว่า ขณะ​นี้​โรง​งาน​ผลิต​รถยนต์​และ​โรง​งาน​ผลิต​ชิ้น​ส่วน​ยาน​ยนต์​อยู่​ระหว่าง​เร่ง​ขยาย​โรง​งาน​หรือ​สร้าง​โรง​งาน​ใหม่​จำนวน​มาก เพื่อ​รอง​รับ​ความต้องการ​รถยนต์​ใน​อนาคต​ที่​มี​แนวโน้ม​สูง​ทั้ง​ตลาด​ใน​ประเทศและ​การ​เปิด​ประชาคม​เศรษฐกิจ​อาเซียน​ใน​ปี 2558 ส่ง​ผล​ให้​ใน​ปี 2555 กำลัง​การ​ผลิต​รถยนต์​ใน​ไทย​จะ​มี​เพิ่ม​ขึ้น​อีก 400,000 คัน เช่น ค่าย​ฟอร์ด​ ผลิต​รถยนต์​​นั่ง​และ​ปิกอัพ ค่าย​ซูซูกิ และ​มิตซูบิชิ ผลิต​รถยนต์​ประหยัด​พลังงาน​มาตรฐาน​สากล (อี​โค​คาร์) เมื่อ​รวม​กับ​กำลัง​การ​ผลิต​เดิม​ก็​จะ​เป็น 2.7 ล้าน​คัน​ต่อ​ปี

ทั้งนี้​ หาก​ไม่​มี​ปัญหา​ที่​คาด​ไม่​ถึง​ เช่น ความ​ขัดแย้ง​ทางการ​เมือง​ที่​รุนแรง, วิกฤติ​เศรษฐกิจ​โลก และ​ภัย​ธรรมชาติ​ที่มา​กระทบ​ต่อ​กลุ่ม​อุตสาหกรรม​ยาน​ยนต์ เชื่อ​ว่า​ใน​ปี 2555 ค่าย​รถยนต์​จะ​สามารถ​ผลิต​รถยนต์​ได้​ไม่​ต่ำ​กว่า 2 ล้าน​คัน​แน่นอน โดย​แต่ละ​ค่าย​จะ​ใช้​กำลัง​การ​ผลิต​รถยนต์​เฉลี่ย​ที่ 80% ของ​กำลัง​การ​ผลิต​ทั้งหมด ส่วน​การ​ผลิต​ที่​จะ​เพิ่ม​ใหม่​ส่วน​ใหญ่​จะ​เป็น​รถยนต์​อี​โค​คาร์ ซึ่ง​ได้​รับ​ความ​นิยม​อย่าง​สูง​จาก​ผู้​บริโภค เพราะ​สามารถ​ประหยัด​น้ำมัน

“หลังจาก​ที่​ไป​สำรวจ​การ​ก่อสร้าง​โรง​งาน​ประกอบ​รถยนต์​และ​โรง​งาน​ผู้​ผลิต​ชิ้น​ส่วน​ราย​ใหญ่ พบ​ว่า​โรง​งาน​ผลิต​รถยนต์​ใหม่​มี​ความ​คืบ​หน้า​ไป​มาก มั่นใจ​ว่า​ภายใน​ปี 2556 ไทย​จะ​มี​กำลัง​การ​ผลิต​ไม่​ต่ำ​กว่า 3 ล้าน​คัน”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 มิถุนายน 2554, 05:00 น.
%d bloggers like this: