ย่อยงานวิจัย

All posts tagged ย่อยงานวิจัย

ผลของสาร ginkgolide B จากใบแป๊ะก๊วย ต่อภาวะเส้นเลือดอุดตันในสมอง

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=752

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของสาร ginkgolide B จากใบแป๊ะก๊วย ต่อภาวะเส้นเลือดอุดตันในสมอง

การศึกษาผลของสาร ginkolide B ที่สกัดได้จากใบแป๊ะก๊วยต่อการหลั่งสารสื่อประสาทจำพวกกรดอะมิโนของสมอง ในหนูแรทที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงสมองส่วนกลาง โดยการสอดไหมเย็บแผลชนิดไนลอนเข้าไปอุดหลอดเลือดเป็นเวลา 60 นาทีแล้วเอาออก หนูแรทจะได้รับการฉีดสาร ginkolide B ขนาด 10 มก./กก./วัน, 20 มก./กก./วัน หรือ น้ำเกลือ (กลุ่มควบคุม) เข้าทางช่องท้องเป็นเวลา 3 วัน ก่อนทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือดแดงในสมอง ผลการศึกษาพบว่า หนูแรทที่เกิดการอุดตันของหลอดเลือด จะมีระดับสารสื่อประสาทชนิดกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาท ได้แก่ glutamate, aspartic acid และ glycine เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสารเหล่านี้หากมีมากเกินไป จะเป็นพิษทำให้มีการทำลายสมอง ส่วนในหนูแรทที่ได้รับสาร ginkolide B (10 และ 20 มก./กก.) มีระดับสารสื่อประสาทชนิดกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาทลดลง นอกจากนี้ยังพบว่าสารสื่อประสาทชนิดยับยั้งการทำงานของเส้นประสาท ได้แก่ GABA มีระดับเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีการทำลายสมองจากสารสื่อประสาทชนิดกระตุ้นการทำงานของเส้นประสาทลดลง และมีบริเวณเนื้อเยื่อสมองตายลดลงตามมา ทำให้สามารถสรุปได้ว่า สาร ginkolide B จากใบแป๊ะก๊วยมีผลในการป้องกันสมองหนูแรทที่ถูกทำลายจากภาวะขาดเลือดได้

J Ethhnopharmacol 2011;136:117-22


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316
โฆษณา

ฤทธิ์ต้านอาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนังของสารสกัดอบเชยจีน

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=751

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ต้านอาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนังของสารสกัดอบเชยจีน

ศึกษาฤทธิ์ต้านอาการผื่นภูมิแพ้ผิหนังของอบเชยจีน ในหนูเมาส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดอาการผื่นแพ้ที่ผิวหนังด้วยการทา DfE ointment ซึ่งเป็นแอนติเจนของไรฝุ่นบ้าน (House dust mite) 2 ครั้งต่อสัปดาห์ นาน 3 สัปดาห์ ในครั้งที่ 4 ของการทา DfE ointment (วันที่ 11 ของการทดลอง) เริ่มทาสารสกัดเอทานอลจากเปลือกของต้นอบเชยจีน และทาสารสกัดอบเชยจีนให้หนูต่อเนื่องไปทุกวัน วันละครั้ง เป็นเวลา 23 วัน สังเกตอาการผื่นภูมิแพ้ที่ผิวหนังของหนูและทำการบันทึกผล ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดเอทานอลอบเชยจีนมีผลบรรเทาอาการผื่นภูมิแพ้บนผิวหนังของหนู นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ค่าอิมมูโนวิทยา (immunological) ในเลือดของหนูยังพบว่าค่าพารามิเตอร์ที่บ่งชี้ถึงการเกิดภาวะการอักเสบและภูมิแพ้ได้แก่ Immunoglobulin E (IgE), Tumor necrosing factor-α (TNF-α), และ histamine ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และบริเวณผิวหนังที่มีอาการแพ้พบว่าสารสกัดอบเชยจีนมีฤทธิ์ยับยั้งแสดงออกของโปรตีน interleukin-4, TNF-α, และ activation-regulated chemokine (TARC) จากผลการศึกษาดังกล่างแสดงให้เห็นว่าอบเชยจีนมีฤทธิ์ต้านอาการผื่นภูมิแพ้ผิวหนังได้

J Ethnopharmacol. 2011; 133: 621-28


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ประสาทหนูเมาส์ของสารเคอร์คิวมิน

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=750

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระในเซลล์ประสาทหนูเมาส์ของสารเคอร์คิวมิน

การศึกษาผลของสารเคอร์คิวมิน (curcumin) ที่สกัดได้จากขมิ้นชันต่อเซลล์ประสาทของหนูเมาส์ที่ถูกเหนี่ยวนำให้ถูกทำลายด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ พบว่าเมื่อให้สารเคอร์คิวมินแก่เซลล์ประสาทของหนูเมาส์ ขนาด 20 และ 25 ก./มล. ก่อนให้ไฮโดร์เจนเปอร์ออกไซด์เป็นเวลา 1 ชม. จะทำให้มีระดับสารอนุมูลอิสระและแคลเซียมภายในเซลล์ลดลง และค่าศักย์ไฟฟ้าของเยื่อหุ้มไมโทคอนเดรียกลับสู่ภาวะปกติ ส่งผลให้การตายของเซลล์ประสาทลดลง ยิ่งไปกว่านั้นสารเคอร์คิวมินยังยับยั้งการทำงานของ nuclear factor-κB (NF-κB) และ cyclooxygenase 2 (COX-2) ด้วย ซึ่งสารดังกล่าวเกี่ยวข้องการอักเสบ สรุปได้ว่า สารเคอร์คิวมินมีผลในการปกป้องเซลล์ประสาทของหนูเมาส์จากการทำลายของสารอนุมูลอิสระที่ถูกเหนี่ยวนำด้วยไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งสารเคอร์คิวมินน่าจะนำไปพัฒนาเป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคที่เกิดจากความเสื่อมทางระบบประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์ และโรคพาร์กินสันได้

Food Chemistry 2011;129:387-94


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ฤทธิ์ระงับปวดของสารสกัดจากต้นหูปลาช่อน (Emilia sonchifolia )

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=749

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ระงับปวดของสารสกัดจากต้นหูปลาช่อน (Emilia sonchifolia  )

ศึกษาฤทธิ์ระงับปวดของต้นหูปลาช่อน ด้วยการป้อนสารสกัดไฮโดรเอทาโนลิค (แอลกอฮอล์ผสมน้ำ) จากส่วนลำต้นเหนือดินของต้นหูปลาช่อนให้แก่หนูเมาส์ขนาด 30 100 และ 300 มก./กก. 1 ชั่วโมง ก่อนนำหนูไปกระตุ้นให้เกิดอาการเจ็บปวดด้วยวิธีต่างๆ ได้แก่ การฉีดกรดอะซีติกและฟอร์มาลินเข้าที่ช่องท้อง และการนำส่วนหางไปจุ่มลงในน้ำร้อนหรือวางบนฮอทเพลต (hot plate) ที่มีอุณหภูมิประมาณ 50 องศาเซลเซียส เพื่อสังเกตพฤติกรรมการตอบสนองของหนูต่อสิ่งเร้าที่ก่อให้เกิดความเจ็บปวดหลังจากกินสารสกัดไฮโดรเอทาโนลิคต้นหูปลาช่อน และเปรียบเทียบผลที่ได้กับหนูที่ถูกป้อนด้วยยาระงับปวดชนิดอื่นได้แก่ Indomethacin ขนาด 10 มก./กก. หรือ มอร์ฟีนขนาด 1 มก./กก. และหนูที่ไม่ได้รับยาชนิดใดๆ เลย ผลการศึกษาพบว่าสารสกัดไฮโดรเอทาโนลิคต้นหูปลาช่อนขนาด100 และ 300 มก./กก. มีผลระงับอาการเจ็บปวดของหนูในทุกรูปแบบการทดสอบ และให้ผลดีกว่าการใช้มอร์ฟีน แสดงให้เห็นว่าต้นหูปลาช่อนมีฤทธิ์ในการช่วยยับยั้งอาการเจ็บปวดได้

J Ethnopharmacol. 2011; 134: 348-53


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ฤทธิ์ป้องกันโรคตับอักเสบเนื่องจากการสะสมไขมันในตับของชาดำ

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=748

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ป้องกันโรคตับอักเสบเนื่องจากการสะสมไขมันในตับของชาดำ

การทดสอบฤทธิ์ของชาดำต่อการต้านตับอักเสบเนื่องจากการสะสมไขมันในตับ (non-alcoholic steatohepatitis) พบว่าการป้อนอาหารไขมันสูงร่วมกับการให้ชาดำความเข้มข้น 2.5% ขนาด 10 มล./กก.น้ำหนักตัว นาน 30 วัน ช่วยป้องกันการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำตาล คอเลสเตอรอล ไตรกลีเซอร์ไรด์, low-density lipoprotein (LDL), very low-density lipoprotein (vLDL), high density lipoprotein (HDL) และ bilirubin ในเลือดได้เมื่อเทียบกับหนูแรทที่ได้รับ อาหารไขมันสูงเพียงอย่างเดียว และช่วยลดปริมาณเอนไซม์ aspartate aminotransferase และ alanine aminotranferase (ดัชนีชี้วัดการทำงานของตับ) ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากตับทำงานมากขึ้น นอกจากนี้ยังพบว่าชาดำมีผลเกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระ ลดระดับ malondialdehyde และปริมาณ nitric oxide ป้องกันการลดลงของกลูตาไธโอน เพิ่มการทำงานของเอนไซม์ superoxide dismutase และ catalase ลดการทำงานของเอนไซม์ nitric oxide synthase ป้องกันการเกิดความเสียหายของเซลล์ตับ โดยยับยั้งทำงานของ caspase-3 ป้องกันไม่ให้เกิดเซลล์ตาย และลดการแตกหักของ DNA อันเนื่องมาจากการการสะสมไขมันของตับได้ จากการศึกษานี้จะเห็นได้ว่าชาดำช่วยลดความเสียหายของตับที่เกิดจากการสะสมไขมันได้โดยเกี่ยวข้องกระบวนการต้านอนุมูลอิสระเป็นสำคัญ

Phytother Res 2011; 25:1073-81


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ฤทธิ์ปกป้องตับของลิ้นจี่

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=747

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ปกป้องตับของลิ้นจี่

การวิเคราะห์เนื้อผลลิ้นจี่ 100 ก. พบว่าลิ้นจี่พันธุ์กิมเจงมีปริมาณวิตามินซี 1.2±0.6 มก. ลิ้นจี่พันธุ์จักรพรรดิ์พบวิตามินซี 4.3±0.1 มก. และพบสารสำคัญเป็นสารกลุ่มฟีนอลิค เช่น trans-cinnamic acid และ pelargonidin-3-O-glucoside โดยพันธุ์กิมเจงพบ 9.80±0.21 มก. GAE/ก.สารสกัด และพันธุ์จักรพรรดิ์พบ 19.56±0.4 มก.GAE/ก.สารสกัด เมื่อนำสารสกัดเนื้อลิ้นจี่ไปทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ พบว่าพันธุ์กิมเจงมีค่าต้านอนุมูลอิสระสูงกว่าพันธุ์จักรพรรดิ์ โดยมีค่าต้านอนุมูลอิสระเทียบเท่า 11.64 และ 9.09 ก./มก. trolox ตามลำดับ เมื่อนสารสกัดไปทดสอบฤทธิ์การป้องกันการเกิดพิษต่อตับในหนูแรทจากการป้อนสาร CCl4ขนาด 2 มก./กก. น้ำหนักตัว พบว่าการป้อนสารสกัดเนื้อลิ้นจี่พันธุ์กิมเจง และพันธุ์จักรพรรดิ์ทั้งสองขนาด (500 และ 100 มก./กก.น้ำหนักตัว) หรือการป้อนยา Silymarin(ยาแผนปัจจุบันที่มีฤทธิ์ปกป้องตับ) ขนาด 100 มก./กก.น้ำหนักตัว มีผลป้องกันการเพิ่มขึ้นของเอนไซม์ glutamate-pyruvate transaminase, glutamate-oxaloacetate transaminase และ alkaline phosphatase ได้อย่างมีนัยสำคัญ ลดจำนวนเซลล์ตาย (apoptotic cell) นอกจากนี้ยังพบว่าช่วยปรับเปลี่ยนลักษณะทางกายภาพของตับให้กลับสู่ค่าปกติอีกด้วย จากการทดลองนี้จะเห็นได้ว่าสารสกัดจากผลลิ้นจี่ทั้งสองสายพันธุ์ต่างมีฤทธิ์ป้องกันความเป็นพิษต่อตับจาก CCl4โดยอาศัยกระบวนการต้านอนุมูลอิสระ ลดการออกซิเดชั่นของไขมัน รวมถึงการป้องกันเซลล์ตาย

J Ethnopharmacol2011; 136:55-66


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ผลของสารสกัดจากใบโพธิ์ต่อหนูแรทที่มีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=746

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของสารสกัดจากใบโพธิ์ต่อหนูแรทที่มีภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง

การศึกษาฤทธิ์ลดระดับไขมันในเลือดและฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดเอทานอลและสารสกัดเฮกเซนจากใบโพธิ์ (Ficus religiosa  Linn.) ในหลอดทดลองพบว่า สารสกัดเอทานอลและสารสกัดเฮกเซนจากใบโพธิ์ มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ β-hydroxy-β-methylglutaryl coenzyme A reductase (เอนไซม์ชนิดนี้เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์คอเลสเตอรอล) และมีฤทธิ์ในการกำจัดอนุมูลอิสระ DPPH ส่วนการทดลองในหนูแรทที่ได้รับคอเลสเตอรอลขนาด 30 ก. สัปดาห์ละ 5 ครั้ง เป็นเวลา 9 สัปดาห์ เพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูง เปรียบเทียบผลกับยา lipanthyl ซึ่งเป็นยามาตรฐานที่ใช้ลดระดับคอเลสเตอรอลและระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด โดยให้หนูกินสารสกัดเอทานอลในขนาด 500 มก./กก. น้ำหนักตัว หรือยา lipanthyl 50 มก./กก. น้ำหนักตัว จากผลการทดลองพบว่าสารสกัดเอทานอลทำให้ระดับของไขมันรวม คอเลสเตอรอล low-density lipoprotein cholesterol (LDL-C), triglycerides, phospholipid, superoxide dismutase (SOD), malondialdehyde (MDA), aspartate transaminase (AST), alanine transaminase (ALT) และ alkaline phosphatase (ALP) ที่เพิ่มขึ้นจากการได้รับอาหารซึ่งมีไขมันสูง มีระดับลดลง ส่วนไขมันชนิด high-density lipoprotein cholesterol (HDL-C) และ glutathione (GSH) มีระดับเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังช่วยให้ค่าทางโลหิตวิทยาที่เสียไปดีขึ้นด้วย แม้ว่าประสิทธิภาพจะไม่เท่ากับยา lipanthyl ก็ตาม จึงสรุปได้ว่าสารสกัดเอทานอลจากใบโพธิ์มีประสิทธิภาพในการลดไขมันในเลือดและต้านอนุมูลอิสระ

Food Chemistry 2011;129:162 – 70


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ฤทธิ์ต้านพิษงูของสารสกัดจากเมล็ดหมามุ่ย

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=745

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ต้านพิษงูของสารสกัดจากเมล็ดหมามุ่ย

ในประเทศไนจีเรียมีการจ่ายเมล็ดของหมามุ่ยเพื่อใช้เป็นยาต้านพิษงูกัด ซึ่งมีการอ้างอิงว่าการกินหมามุ่ยเพียง 2 เมล็ด ก็สามารถออกฤทธิ์ต้านพิษงูไปได้นานถึง 1 ปี และการศึกษาฤทธิ์ต้านพิษงูของหมามุ่ย (Mucuna pruriens  ) พบว่าสาร gpMucB ซึ่งเป็นโปรตีนในตระกูล Kunitz-type trypsin inhibitor ที่แยกได้จากสารสกัดน้ำของเมล็ดหมามุ่ย เป็นสารสำคัญที่ออกฤทธิ์ยับยั้งพิษงู

Phytomedicine 2011;18: 887 – 95


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

การศึกษาความปลอดภัยของยาเม็ดจากสารสกัดตำรับเบญจกูล

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=744

ย่อยข่าวงานวิจัย

การศึกษาความปลอดภัยของยาเม็ดจากสารสกัดตำรับเบญจกูล

การศึกษาความปลอดภัยของยาเม็ดจากสารสกัดตำรับเบญจกูล โดยนำตำรับยาเบญจกูลที่ประกอบด้วยสมุนไพร 5 ชนิด ได้แก่ ดีปลี ช้าพลู สะค้าน เจตมูลเพลิง และขิง มาสกัดด้วย 95% เอทานอล แล้วทำเป็นยาเม็ดสำเร็จรูป ทดลองในอาสาสมัครชายหญิง จำนวน 20 คน โดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่รับประทานยาเม็ด ขนาด 100 มก. และขนาด 200 มก. วันละ 3 ครั้ง หลังอาหาร เป็นเวลา 14 วัน พบว่าผลตรวจทางห้องปฏิบัติการเกี่ยวกับการทำงานของตับ ไต ระดับไขมัน และค่าทางโลหิตวิทยาของอาสาสมัครมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ในเกณฑ์ปกติ ไม่พบอาการไม่พึงประสงค์รุนแรง มีเพียงบางรายที่เกิดอาการปวดแสบท้องหลังรับประทานยา สรุปได้ว่ายาเม็ดจากสารสกัดตำรับเบญจกูล ทั้ง 2 ขนาด มีความปลอดภัยในการใช้

ธรรมศาสตร์เวชสาร 2554;11(2):195-202.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดจากเปลือกเงาะ

Published มีนาคม 16, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=743

ย่อยข่าวงานวิจัย

ฤทธิ์ลดน้ำตาลในเลือดของสารสกัดจากเปลือกเงาะ

สารสกัดเอทานอลจากเปลือกเงาะ มีฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ α-glucosidase และ α-amylase (เอนไซม์ที่ย่อยแป้งและคาร์โบไฮเดรตให้เป็นน้ำตาล) และเอนไซม์ aldol reductase (เอนไซม์ที่เปลี่ยนกลูโคสเป็นซอร์บิทอล) โดยมีค่าความเข้มข้นของสารสกัดที่ทำให้เอนไซม์ลดลงร้อยละ 50 (EC50) = 2.7 70.8 และ 0.04 มคก./มล. ตามลำดับ นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ป้องกันการเกิดของสาร advanced glycation end-products (AGE) ได้ร้อยละ 43 เมื่อนำสารสกัดเอทานอลมาทำการแยกสกัดสาร พบว่าส่วนใหญ่ประกอบด้วยสาร geraniin แสดงว่าสาร geraniin ในเปลือกเงาะ มีศักยภาพที่จะนำมาเป็นสารที่ลดน้ำตาลในเลือดได้

Food Research International 2011;44:2278-82.


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316
%d bloggers like this: