ยุโรป

All posts tagged ยุโรป

ยุโรป…สร้างกฎใหม่รองรับสินค้า

Published เมษายน 23, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/edu/back2sky/253920

19 เมษายน 2555, 05:00 น.

ตั้งแต่…1 มีนาคม 2555 เป็นต้นมา คณะกรรมาธิการยุโรปได้ใช้กฎระเบียบฉบับใหม่ ที่ว่าด้วยการรับรองการนำเข้า หรือขนส่งผ่านผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบมากกว่าหนึ่งประเภท (Composite) โดยระบุ…ว่า

…ผลิตภัณฑ์สินค้า Composite ที่นำเข้าไปวางจำหน่ายในสหภาพยุโรป จักต้องมาจากประเทศหรือเขตที่พื้นที่ที่ได้รับอนุญาตฯ และทั้งยัง ต้องมาจากโรงงานที่ปฏิบัติตามกฎระเบียบ Regulation (EC) No 853/2004 ซึ่ง ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสินค้าเนื้อแปรรูป นมแปรรูป สินค้าประมง และ ไข่

โดย…สินค้าเหล่านี้ต้องใช้แบบฟอร์มใบรับรองสุขอนามัยฉบับใหม่ประกอบการนำเข้า…!!

น.สพ.ศักดิ์ชัย ศรีบุญซื่อ ผู้อำนวยการสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (ผอ.มกอช.) ได้บอกต่อเกี่ยวกับเงื่อนไขกฎระเบียบใหม่อีกว่า…กรณีจะส่งต่อสินค้าไปยังประเทศที่สาม ในรูปของส่งผ่านหรือรอเก็บสินค้าไว้ใน EU ก็จะต้องมีใบรับรองสุขอนามัยเพื่อรอการส่งต่อไปประเทศอื่นประกอบการนำเข้า ด้วย…

…โดย สินค้าต้องปฏิบัติตามข้อบังคับด้านสุขอนามัย ขณะเดียวกันยัง ต้องได้รับการรับรองเอกสารนำเข้าและต้องลงนามโดยสัตวแพทย์ประจำด่านนำเข้าของ EU ณ จุดที่มีการนำเข้าสินค้า

แต่…ก็มีข้อ อนุโลมสำหรับสินค้าเพื่อรอส่งผ่านไปยังรัสเซีย สามารถนำเข้าผ่านด่านประเทศลัตเวีย ลิทัวเนีย และ โปแลนด์ ได้ ซึ่งตู้สินค้าต้องผนึกลงเลข รวมถึงเอกสารการนำเข้าทุกแผ่น โดยต้องประทับตรา “ONLY FOR TRANSIS TO RUSSIA VIA THE EU” และกรณีนี้จะไม่อนุญาตให้ขนถ่ายสินค้าลงหรือจัดเก็บในพื้นที่ของ EU

ผอ.มกอช. บอกต่ออีกว่า…สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตร ประจำสหภาพยุโรป ซึ่งรายงานข้อมูลเหล่านี้มายังประเทศไทย  ได้แนะนำให้ผู้ประกอบการและกรมต่างๆที่ออกใบรับรองสินค้า Composite จะต้องเร่งปรับใช้ใบรับรองให้ทันตามกำหนด มิเช่นนั้น สินค้าจากบ้านเราอาจถูกกัก ณ ด่านนำเข้าได้

ขณะเดียวกัน…กรมประมงและกรมปศุสัตว์ควรพิจารณาตัวกฎระเบียบว่าปัจจุบันสินค้าอาหารไทยที่ส่งไปยังบ้านเขานั้นอยู่ในขอบข่ายสินค้า Composite ใดบ้าง และควรหารือกับภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีปัญหาในการแยกแยะประเภทสินค้าอาหาร ระหว่างสินค้าปกติกับสินค้า Composite ให้แจ้งสำนักงานที่ปรึกษาเกษตรฯ เพื่อจะได้ประสานกับองค์กรที่ข้องเกี่ยว เป็นลำดับๆต่อไป

อย่างไรก็แล้วแต่…ยังมีการคาดคะเนว่า ในอนาคต หน่วยงาน FVO ของ EU จะขอสุ่มตรวจสินค้าอาหารประเภท Composite มากขึ้น พวกเราที่จะเป็น ครัวของโลก ต้องนำอาหาร สินค้าไปขายให้เขาก็ ต้องพร้อมและระวังตัว…

…อย่าการ์ดตก เดี๋ยวจะโดนน็อก ร่วงเวทีอย่างไม่มีท่า…!!
ดอกสะแบง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ดอกสะแบง
  • 19 เมษายน 2555, 05:00 น.

ธปท.ชี้ เอกชน ส่อแววอ่วม 3 เด้ง จากพิษวิกฤตเศรษฐกิจจี 3

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

5 สิงหาคม 2554, 15:29 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191805.

Pic_191805

แบงก์ชาติ เผย พิษวิกฤตเศรษฐกิจ จี 3 ทำค่าเงินบาทผันผวน-ต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์พุ่งขึ้นและดอกเบี้ยที่จะพุ่งขึ้นอีกระยะเพื่อแก้ปัญหาเงินเฟ้อ เตือนรัฐบาลใหม่ดูแลหนี้สาธารณะให้ดีเพราะเศรษฐกิจที่ความอ่อนไหว เปราะบางมากกว่ายุโรปหากเดินซ้ำรอยผลรุนแรงกว่าหลายเท่า

เมื่อวันที่ 5 ส.ค. นายประสาร ไตรรัตน์วรกุลผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “เตรียมพร้อมธุรกิจไทยรับมือเศรษฐกิจโลก” จัดโดยธนาคารกรุงไทยว่าจาก สถานการณ์ที่เศรษฐกิจของประเทศ จี 3 ทั้งสหรัฐฯ ญี่ปุ่นและสภาพยุโรป ตกอยู่ในสถานะที่เศรษฐกิจฟื้นตัวอย่างอ่อนแอ ในสหรัฐและญี่ปุ่นขณะที่มีปัญหาวิกฤตหนี้สาธารณะสูงมากโดยในหลายประเทศใน สหภาพยุโรปต้องได้รับการช่วยเหลือให้สามารถชำระหนี้ได้ เช่น กรีซไอร์แลนด์ ในช่วงที่ผ่านมาและมีอีกหลายประเทศที่กำลังมีปัญหาลุกลาม เช่น โปรตุเกสสเปน ล่าสุดเป็นอิตาลีขณะที่หนี้สาธารณะของสหรัฐอยู่ที่ 92-100%ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) และการผ่านร่างกฎหมายขยายเพดานหนี้ไม่ได้ทำให้หนี้เก่าที่มีอยู่สูง มากลดลง ตรงกันข้ามแปลว่าสหรัฐฯมีช่องว่างที่จะก่อหนี้สินให้สูงเพิ่มขึ้นอีก นอกจากนั้น การกระตุ้นเศรษฐกิจที่ซบเซามากในช่วง 20ปีที่ผ่านมาทำให้รัฐบาลญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะสูงถึง220%ของจีดีพีสถานการณ์ ดังกล่าวมองได้ว่าในอีกหลายปีข้างหน้าประเทศเหล่านี้จะยังมีปัญหาเพราะในขณะ นี้ไม่เหลือแรงกระตุ้นทั้งภาคการเงินและการคลังเพื่อกระตุ้นการขยายตัวของ เศรษฐกิจ

“ปัญหาดังกล่าวนั้นเป็นความท้าทายต่อแนวนโยบายการคลังต่อการปรับตัว ของธุรกิจเอกชนและเศรษฐกิจไทยในระยะยาวโดยในส่วนของความท้าทายของนโยบายการ คลังแล้ว ควรจะเอาปัญหาหนี้สินของประเทศอื่นมาเป็นบทเรียนโดยจะต้องรักษาวินัยทางการคลัง เพราะแม้ในขณะนี้ประเทศไทยมีหนี้สาธารณะ 41%ของจีดีพีห่างจากกลุ่มจี 3 มากแต่ด้วยแนวโน้มภาวะผูกพันต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นทำให้สาธารณะสูงกว่ากรอบความยั่งยืนทางการคลังที่กำหนดไว้ 60% ของจีดีพีได้ดังนั้นภายใต้สถานการณ์ที่โลกมีความไม่แน่นอนสูงรัฐบาล ใหม่ควรใช้ความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะสำหรับประเทศเกิดใหม่ที่มีเศรษฐกิจขนาดเล็กและมีความอ่อนไหวต่อความ เชื่อมั่นของนักลงทุนมากกว่าประเทศจี3ในช่วงที่ประเทศไม่ได้ต้องการการกระ ตุ้นเศรษฐกิจมากนักนโยบายการคลังควรที่จะค่อยๆปรับสู่สมดุล ไม่ควรต้องเปลืองกระสุนไปโดยสิ้นเปลืองเพราะถ้าเราเสียความเชื่อมั่นใน เรื่องนโยบายการคลังและหนี้สาธารณะผลกระทบที่จะเกิดกับเศรษฐกิจไทยจะรุนแรง มากกว่ายุโรปค่อนข้างมาก” นายประสาร กล่าว

ผู้ว่าการธปท. กล่าวต่อว่า  ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจไทย จะเกิดขึ้นใน 3 ด้านคือเรื่องต้นทุน ที่เอกชนจะต้องรับมือกับต้นทุนที่สูงขึ้น เรื่องแรกมาจากความผันผวนของตลาดการเงินทั่วโลกส่งผลให้เงินยังคงไหลเข้า เอเชีย และไทยต่อเนื่องทำให้ค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าขึ้นได้ แต่ภายใต้ความอ่อนไหวของปัจจัยที่มากระทบ เงินทุนทั่วโลกจะเคลื่อนไหวเร็วมากเช่นภายในวันเดียว อาจจะเป็นเช้าเงินไหลเข้า เย็นเงินไหลออก ดังนั้นภาคธุรกิจจะต้องบริหารจัดการป้องกันความเสี่ยงกับอัตราแลกเปลี่ยนฯ ซึ่งเป็นแนวทางที่ธปท.สนับสนุน นอกจากนั้นในช่วงที่เงินทั่วโลกกำลังไหลไปยังสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง เช่น ทองคำเงินฟรังก์สวิส และเงินเยน ญี่ปุ่น ส่งผลให้เงินฟรังก์สวิส และเงินเยน แข็งค่าอย่างรวดเร็วจนธนาคารกลางทั้ง 2 จะต้องทำอะไรเพื่อลดการแข็งค่าของเงินเพราะกรณีญี่ปุ่น เริ่มมีปัญหาในเรื่องความสามารถการแข่งขันกับคู่แข่งซึ่งคือเกาหลีใต้ที่มี สินค้าส่งออกใกล้เคียงกัน ดังนั้นไทยเองก็ต้องดูเรื่องนี้ด้วย เพราะไม่ใช่ว่า มีสินค้าที่เทคโนโลยีที่ดีแล้วจะไม่มีปัญหา

ขณะที่ต้นทุนที่สองที่ภาคธุรกิจ จะต้องเตรียมรับคือต้นทุนจากวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ ยังมีแนวโน้มสูงขึ้นหรือทรงตัวในระดับสูงเพราะประเทศที่ขยายตัวได้ดี เช่น จีน อินเดีย และประเทศในอเมริกาใต้ยังฉุดกำลังซื้อในสูงขึ้น ดังนั้น ต้นทุนที่สูงขึ้นจากส่วนนี้มาแน่จะต้องเตรียมรับมือ ส่วนต้นทุนที่จะเพิ่มขึ้นในเด้งที่ 3 ซึ่งภาคธุรกิจจะต้องเจอคือ ต้นทุนทางการเงิน หรืออัตราดอกเบี้ย ซึ่งภายใต้อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงทั้งจากด้านกำลังซื้อ ด้านอุปทาน และการคาดการณ์ในอนาคต ธปท.มีความจำเป็นที่จะต้องขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อดูแลเงินเฟ้อต่อไปอีกระยะ ทำให้ภาคธุรกิจต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนการเงินที่จะเพิ่มขึ้นอีกด้านหนึ่งด้วย ดังนั้น ความท้าทายในช่วงนี้ ทั้งภาคธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ จะต้องปรับตัว ช่วยกันไม่ให้เกิดรูรั่วในเรือสำเภาของเศรษฐกิจไทยทั้งตลาดการส่งออกที่ เปลี่ยนไปยังประเทศที่ขยายตัวได้ดีมีกำลังซื้อและคนชั้นกลางเพิ่มขึ้นสินค้า และบริการของไทยจะต้องยกระดัยศักยภาพเพื่อลดต้นทุน และสร้างมูลค่าเพิ่มจะอาศัยแรงงานที่ถูกอย่างเดียวต่อไปไม่ได้ แต่ต้องยกระดับทักษะแรงงานและคุณภาพของแรงงาน ซึ่งส่งผลต่อการยกระดับศักยภาพของประเทศซึ่งทุกอย่างล้วนเกี่ยวข้องกับการ เพิ่มโครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจซึ่งภาครัฐต้องเข้ามาช่วย และต้องเริ่มทำและเร่งความเร็วตั้งแต่วันนี้เพราะเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่อง ที่ต้องใช้เวลาในการพัฒาค่อนข้างนาน เพื่อให้แข่งขันกับโลกได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 สิงหาคม 2554, 15:29 น.

วายแอลจีเชื่อราคาทองสัปดาห์นี้พุ่งขึ้นทำนิวไฮต่อ

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

18 กรกฎาคม 2554, 18:15 น.

วายแอลจีเชื่อราคาทองสัปดาห์นี้พุ่งขึ้นทำนิวไฮต่อ.

Pic_187311

วายแอลจี  เชื่อสัปดาห์นี้ราคาทองคำพุ่งทะยานต่อทำสถิติใหม่คาดแตะ 1,610 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกทั้งในสหรัฐอเมริกา และยุโรป ทำให้นักลงทุุนหันมาถือครองทองคำ…

นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ราคาทองคำตลาดโลกสัปดาห์ที่ผ่านมายังคงเดินหน้าปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ใหม่  โดยอยู่ที่ 1593.30 ดอลลาร์/ออนซ์  ในขณะที่ราคาทองคำในประเทศได้ขยับเพิ่มขึ้น 550 บาท/บาททอง สู่ระดับ 22,500/22,600 บาท/บาททอง พร้อมทำสถิติสูงสุดใหม่เช่นกัน จากความกังวลที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในเรื่องความชัดเจนในประเด็นปัญหาเพดานหนี้สาธารณะของสหรัฐยังคงไม่ สามารถหาข้อยุติได้ ในขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำได้ออกมาให้มุมมองเชิงลบมาก ขึ้น โดยคาดการณ์ว่าสหรัฐฯอาจมีแนวโน้มที่จะผิดนัดชำระหนี้

ซีอีโอ บริษัทวายแอลจี กล่าวต่อว่า สถาบันจัดอันดับชั้นนำทั้ง ฟิทซ์ เรทติ้งส์ มูดี้ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส และสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ ต่างเห็นตรงกันว่าการเพิ่มเพดานหนี้ และการหลีกเลี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ไม่ได้แก้ปัญหายอดขาดดุลการคลังในระยะยาว ของรัฐบาลสหรัฐ ทำให้สถาบันจัดอันดับชั้นนำมีการทบทวนปรับลดแนวโน้มอันดับความน่าเชื่อถือ ของสหรัฐ  อีกทั้งการออกมายอมรับของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด) ว่าเฟดพร้อมที่จะใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม หลังจากที่มาตรการQE2 ไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ(อัตราการว่างงานอยู่ใน ระดับสูงถึง 9.2%) สร้างความกังวลครั้งใหญ่ให้กับนักลงทุนจนนำมาสู่การเข้าถือครองทองคำในฐานะ สินทรัพย์ปลอดภัย

นางสาวฐิภา กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ปัญหาหนี้สาธารณะของยุโรปก็รุนแรงไม่แพ้กัน เมื่อสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่างออกมาหั่นเครดิตประเทศในยุโรป ยิ่งช่วยหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นไปอีก ในส่วนของวายแอลจียังคงเชื่อว่าจากปัจจัยพื้นฐานดังกล่าววจะทำให้ราคาทองคำ ยังคงสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้ โดยในสัปดาห์นี้ราคาทองยังมีโอกาสทดสอบแนวต้านต่อไปที่ 1,610 ดอลลาร์/ออนซ์ และ 1,635 ดอลลาร์/ออนซ์  หรือ 22,920 และ 23,280 บาท/บาททอง สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในสัปดาห์นี้  นางสาวฐิภา กล่าวว่า นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังแรงขายทำกำไรเนื่องจากสัปดาห์ที่ผ่านมาราคา ทองคำมีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง  และยังไม่มีแรงขายทำกำไรออกมามากนัก  โดยนักลงทุนที่สะสมทองคำไว้อาจมีการขายทำกำไรบางส่วนออกมาบ้าง

ซีอีโอ บริษัทวายแอลจี กล่าวด้วยว่า สำหรับการทำกำไร ให้ดูว่าราคาจะผ่านแนวต้านได้หรือไม่ ถ้าสามารถผ่านไปได้ให้แนะนำให้ถือต่อไป เพื่อไปขายทำกำไรที่แนวต้านถัดไป และหากราคาทองคำมีการปรับตัวลดลงมา ไม่หลุดแนวรับ  แนะนำนักลงทุนสามารถเก็งกำไรระยะสั้น โดยให้เน้นไปที่การเข้าซื้อเก็งกำไรระยะสั้น  ทั้งนี้ประเมินแนวรับไว้ที่ 1,580 ดอลลาร์/ออนซ์  หรือ 22,490 บาท/บาททอง โดยมีแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,565 ดอลลาร์/ออนซ์  หรือ 22,275 บาท/บาททอง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 กรกฎาคม 2554, 18:15 น.

ปัญหาศก.ยุโรป-อเมริกา อานิสงส์ ทองคำทำนิวไฮ

Published กรกฎาคม 16, 2011 by SoClaimon

14 กรกฎาคม 2554, 17:30 น.

ปัญหาศก.ยุโรป-อเมริกา อานิสงส์ ทองคำทำนิวไฮ.

Pic_186364

ปัญหาเศรษฐกิจ ยุโรป-อเมริกา อานิสงส์ ทองคำทำนิวไฮ เชื่อปลายปีได้เห็นทองแท่งบาทละ 23,500 บาท แนะนักลงทุนขายทำกำไรและรอจังหวะช้อนซื้อ

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. นพ.กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ ประธานกรรมการ บริษัท เอ็มทีเอส โกลด์ แม่ทองสุก กล่าวถึงราคาทองคำที่ปรับเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ในวันนี้ว่า ภาพรวมของเศรษฐกิจขณะนี้เกิดปัญหาทั้งทางฝั่ง ยุโรป และ อเมริกา  โดยฝั่งยุโรป ได้นำปัญหาหนี้สาธารณะมาเล่นอีกครั้งเพราะดูท่าทีแล้วจะลามไปยังประเทศสเปนและอิตาลี จึงส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง ซึ่งน่าจะส่งผลต่อราคาทองคำในตลาดโลกด้วยเพราะราคาทองคำและค่าเงินยูโรส่วนใหญ่จะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ครั้งนี้ราคาทองคำกลับสวนทางปรับตัวเพิ่มขึ้นจากการที่นักลงทุนที่เห็นความเสี่ยงในค่าเงินจึงกลับมาลงทุนในทองคำแทน ประกอบกับในอเมริกาก็เกิดปัญหาเรื่องหนี้เสียขึ้นอีกครั้ง ซึ่งส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง จึงเป็นตัวผลักดันให้กองทุนทั้งหลายแห่ซื้อทองคำ

“ความกังวลเรื่องการไม่มีเสถียรภาพของฝั่งยุโรปและอเมริกา ทำให้นักลงทุนไม่ลงทุนในเรื่องค่าเงินของทั้ง 2 ทวีป ซึ่งโดยปกติถ้าไม่เล่นค่าเงินยูโรและดอลลาร์สหรัฐนักลงทุนจะโยกมาลงทุนในเงินเยนของญี่ปุ่น แต่ขณะนี้ญี่ปุ่นก็เกิดปัญหาของประเทศทำให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนในทองคำแทน ซึ่งเชื่อว่าจะมีโอกาศที่จะปรับขึ้นอีกเยอะ ซึ่งคาดว่าปีนี้น่าจะได้เห็นราคาทองคำทะลุบาทละ 23,500 บาท”

นพ.กฤชรัตน์ กล่าวต่อว่า แนะนำนักลงทุนที่เล่นทองคำให้ขายทำกำไรและรอจังหวะเข้าช้อนซื้อ รวมถึงการลงทุนเล่นทำกำไรเป็นรอบอย่าถือนาน

ทั้งนี้ ราคาทองคำในวันนี้ (14 ก.ค.) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 150 บาท โดยราคา ณ เวลา 16.32 น. ราคาทองคำแท่ง 96.5% รับซื้อบาทละ 22,500 บาท ขายออก 22,600 บาท และราคาทองรูปพรรณ 96.5% รับซื้อ 22,179.08 บาท ขายออก 23,000 บาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 14 กรกฎาคม 2554, 17:30 น.

ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ขยายตัวดีไม่แพ้ครึ่งปีแรก

Published กรกฎาคม 14, 2011 by SoClaimon

13 กรกฎาคม 2554, 18:45 น.

ธปท.ชี้เศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลัง ขยายตัวดีไม่แพ้ครึ่งปีแรก.

Pic_186107

ธปท.เชื่อเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังขยายตัวไม่แพ้ครึ่งปีแรก ระบุ การชะลอตัวของการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักของโลก อาจกระทบส่งออกบ้างแต่เล็กน้อย  คาดส่งออกทั้งปีขยายตัวสูงกว่าท่ีแบงก์ชาติทำนายไว้ก่อนหน้า

เมื่อวันที่ 13 ก.ค. นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวถึง การขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังของปี 2554 ว่า เศรษฐกิจจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง จากการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนยังขยายตัวได้ดี ขณะที่การส่งออกในช่วง 5-6 เดือนแรกของปีนี้ ขยายตัวได้สูงกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ และคิดว่า การขยายตัวของการส่งออกจะเป็นแรงส่งที่ดีต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ตาม การชะลอตัวของการขยายตัวของเศรษฐกิจประเทศอุตสาหกรรมหลักของโลก คือ สหรัฐฯ ญี่ปุ่น และสหภาพยุโรป อาจจะกระทบกับการส่งออกบ้างแต่เล็กน้อยเท่านั้น ทำให้การขยายตัวของการส่งออกทั้งปีของปีนี้สูงกว่าที่ ธปท.คาดการณ์ไว้ก่อนหน้า

“แม้ว่า ในครึ่งปีแรกการขยายตัวของประเทศอุตสากรรมใหญ่ 3 ประเทศ จะต่ำกว่าที่ ธปท.คาด และแนวโน้มของการขยายตัวของเศรษฐกิจเอเชียในช่วงต่อไปจะลดลง จากการเข้มงวดในการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลไม่ให้อัตราเงินเฟ้อสูง แต่ภาพรวมของเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลังยังมีทิศทางที่ดี ทั้งในด้านการส่งออก การใช้จ่ายในประเทศที่ยังดีขึ้นต่อเนื่อง การลงทุนซึ่ง เท่าที่ได้หารือกับผู้ประกอบการสนใจลงทุนมากขึ้นในช่วงต่อไป” ผช.ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว

นายไพบูลย์ กล่าวด้วยว่า ในส่วนของอุปสงค์ของภาครัฐ ทั้งในด้านการใช้จ่าย และการลงทุนที่จะเพิ่มขึ้นจากทิศทางนโยบายของรัฐบาลใหม่เป็นอีกส่วนที่จะ ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในครึ่งปีหลัง โดยคาดว่า การขยายตัวของเศรษฐกิจในครึ่งปีหลังนี้ จะขยายตัวในระดับเดียวกับครึ่งปีแรก โดยขณะนี้ ธปท.อยู่ระหว่างการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจ เพื่อจัดทำประมาณการการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย และเงินเฟ้อครั้งใหม่ ในการรายงานแนวโน้มเงินเฟ้อวันที่ 22 ก.ค.ที่จะถึงนี้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 กรกฎาคม 2554, 18:45 น.

โตโยต้าเรียกคืนรถไฮบริด 1.1 แสนคัน

Published กรกฎาคม 4, 2011 by SoClaimon

2 กรกฎาคม 2554, 16:20 น.
โตโยต้าเรียกคืนรถไฮบริด 1.1 แสนคัน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_183383

โตโยต้า ประกาศเรียกคืนรถยนต์ไฮบริดที่ผลิตในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป จำนวน 1.1 แสนคัน เพราะตัวจ่ายกำลังในแผงควบคุมพลังงานไฟฟ้ามีปัญหา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ค่ายรถยนต์อันดับ 1 ของโลกจากญี่ปุ่น เตรียมประกาศเรียกคืนรถยนต์ไฮบริดที่ผลิตในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และยุโรป อีกครั้งจำนวน 110,000 คัน เพราะตัวจ่ายกำลังในแผงควบคุมพลังงานไฟฟ้ามีปัญหา และได้รับความเสียหายจากความร้อนที่มีสาเหตุจากกระแสไฟฟ้าหมุนเวียนปริมาณมากในช่วงที่มีการขับขี่ ส่งผลให้ไฟฟ้าลดลง และผู้ขับขี่อาจขับรถต่อไปไม่ได้ หรือเครื่องอาจดับลง

สำหรับรถยนต์ที่ถูกเรียกคืนมากที่สุดคือ รถไฮแลนเดอร์ ไฮบริด และ เลกซัส อาร์เอ็กซ์ 400 เอช ที่ผลิตในสหรัฐฯ 82,200 คัน ในแคนาดา 3,000 คัน ญี่ปุ่น 11,164 คัน และในยุโรป 15,000 คัน ที่ผ่านมาโตโยต้าได้เรียกคืนรถยนต์ที่ผลิตและจำหน่ายไปทั่วโลก โดยเฉพาะในสหรัฐฯและยุโรปกลับคืนไปตรวจสอบระบบความปลอดภัยแล้วนับล้านคัน ตั้งแต่ปี 2552 พร้อมกับจ่ายเงินค่าปรับให้แก่รัฐบาลสหรัฐฯเป็นเงินเกือบ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือประมาณ 1,530 ล้านบาท (30.50 บาทต่อดอลลาร์ สรอ.)

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 กรกฎาคม 2554, 16:20 น.

หัวคิวนายหน้าทำวีซ่ายุโรปโหด

Published มิถุนายน 16, 2011 by SoClaimon

16 มิถุนายน 2554, 05:00 น.
หัวคิวนายหน้าทำวีซ่ายุโรปโหด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_179346

หัวคิวนายหน้าทำวีซ่ายุโรปโหด ขนาดโลว์ซีซั่นยังรอตั้ง 2 เดือน สมาคมไทยบริการท่องเที่ยว เตรียมหารือกลสุลบางประเทศ พร้อมนำหลักฐานยืนยัน…

นายเจริญ วังอนานนท์ นายกสมาคมไทยบริการท่องเที่ยว หรือ ทีทีเอเอ เปิดเผยว่า ขณะนี้ปัญหานายหน้ากินหัวคิวค่าขอวีซ่าประเทศแถบ ยุโรปยังไม่ได้รับการแก้ไข แม้ว่าก่อนหน้านี้ได้เคยร้องเรียนปัญหาที่เกิดขึ้นไปแล้ว โดยพบว่านักท่องเที่ยวบางคนที่ไปขอวีซ่าเอง ต้องซื้อคิวต่อจาก นายหน้าถึง 8,000 บาท เพื่อให้ได้คิวไปยื่นเอกสารต่อสถานทูต ส่วนบริษัท ทัวร์ต้องจ่ายค่าหัวคิว 500-1,000 บาท สำหรับช่วงที่ไม่ใช่ฤดูกาลท่องเที่ยวหรือโลว์ซีซั่น แต่ถ้าเป็นฤดูกาลท่องเที่ยว หรือไฮซีซั่น ราคาขายต่อคิวจะ ขยับขึ้นไป 3,000-5,000 บาท ทั้งนี้ สมาคมฯจะนัดหารือกงสุลบางประเทศในยุโรป เพื่อหารือเกี่ยวกับปัญหานี้อย่างจริงจัง เนื่องจากทางกงสุล ไม่เชื่อว่ามีเรื่องการซื้อคิวจริงๆ โดยสมาคมฯจะต้องหาหลักฐานมายืนยัน พร้อมหาแนวทางแก้ปัญหาร่วมกัน “ช่วงนี้เป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่สถานทูตบางประเทศกลับมีคิวเต็มไป 2 เดือน ถ้าไม่ได้เกิดจากนายหน้ามาซื้อคิว เก็งกำไรไว้ก่อน คิวสถานทูตก็คงไม่เยอะเท่านี้”.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 มิถุนายน 2554, 05:00 น.

ผักไทยไม่ได้ประโยชน์อี.โคไล ยุโรปนำเข้าคนละกลุ่ม

Published มิถุนายน 14, 2011 by SoClaimon

14 มิถุนายน 2554, 18:45 น.
ผักไทยไม่ได้ประโยชน์อี.โคไล ยุโรปนำเข้าคนละกลุ่ม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_179005

เชื้ออี.โคไล พ่นพิษ “สถาบันอาหาร” ชี้อนาคตพืชผักสดไทย ไม่ได้รับผลพลอยได้ที่จะสามารถส่งเข้าตลาดอียูได้เพิ่มขึ้นเพราะเป็นผักคนละ กลุ่มที่อียูนำเข้าเป็นหลัก

เมื่อวันที่ 14 มิ.ย. นางอรวรรณ แก้วประกายแสงกูล รองผู้อำนวยการสถาบันอาหาร เปิดเผยว่า ผลกระทบต่อธุรกิจการค้าสินค้า เกษตรในสหภาพยุโรป (อียู)ใน กรณีเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อก่อโรคอีโคไล ที่มีจุดเริ่มต้นในประเทศเยอรมนีและล่าสุดได้ลุกลามไปสู่ 13 ประเทศอียู ทำให้สถาบันฯประเมินว่ากรณีดังกล่าว ไม่ถือว่าจะเป็นโอกาสให้ประเทศไทยสามารถขยายการส่งออกผักสดไปยังตลาดอียูได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากผักที่เยอรมันสงสัยว่าจะเป็นต้นตอของการแพร่ระบาดของโรค เป็นผักที่นำมารับประทานเป็นสลัด และไม่ได้เป็นผักกลุ่มที่มีการนำเข้าจากประเทศไทย เป็นหลัก

“ปัจจุบันสินค้าพืชผักสดที่ไทยส่งเข้าอียู ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง หน่อไม้สด ข้าวโพดฝักอ่อน กระเจี๊ยบขาว คึ่นฉ่าย ผักในกลุ่มมะเขือ กลุ่มกะหล่ำ ถั่วฝักยาว และพืชผักสวนครัวกลุ่มกะเพรา โหระพา แมงลักและยี่หร่า กลุ่มพริกหยวก พริกชี้ฟ้าและพริกขี้หนู กลุ่มมะระจีน มะระขี้นก กลุ่มมะเขือเปราะ มะเขือยาว เป็นต้น อีกทั้งอียู ยังคงมาตรการการตรวจเข้มผักสวนครัวสดที่นำเข้าจากไทย โดยเฉพาะการตรวจสอบการปนเปื้อนของเชื้อ อี. โคไล,และเชื้อ ซาลโมเนลลา และยาฆ่าแมลงตกค้างอย่างเข้มงวด ในปีที่ผ่านมาประเทศ ไทยส่งออกสินค้าพืชผักสดเข้าตลาดอียู เป็นมูลค่า 2,925 ล้านบาท และ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี นี้ สามารถส่งออกได้แล้ว 877 ล้านบาท” นางอรวรรณ กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 14 มิถุนายน 2554, 18:45 น.

แนะคุมเข้มนำเข้าผักยุโรป หวั่นเป็นพาหะเชื้ออีโคไล

Published มิถุนายน 10, 2011 by SoClaimon

9 มิถุนายน 2554, 21:55 น.
แนะคุมเข้มนำเข้าผักยุโรป หวั่นเป็นพาหะเชื้ออีโคไล – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_177795

ทูตพาณิชย์ไทยในอังกฤษ เตือนทางการไทย คุมเข้มนักเดินทางยุโรป-ไทย หวั่นเป็นพาหะนำเชื้ออีโคไลเข้าประเทศ แนะออกมาตรการคุมเข้มนำเข้าผักสดจากยุโรป…

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายอดิสัย ธรรมคุปต์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เปิดเผยถึงการระบาดของเชื้อแบคทีเรียอีโคไลในพืชผักในยุโรปว่า สำนักงานฯได้ติดตามสถานการณ์ และหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด โดยขณะนี้การระบาดของโรคยังมีความรุนแรง และสหภาพยุโรป (อียู) ยังไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างเด็ดขาดที่สำคัญ ยังไม่สามารถหาต้นเหตุ และที่มาของเชื้ออีโคไลได้ ดังนั้น การแพร่ระบาดของโรคจากยุโรปไปยังภูมิภาคอื่น หรือการระบาดมาถึงไทยยังต้องเฝ้าระวัง โดยเฉพาะจากผู้ที่เดินทางจากยุโรปมาท่องเที่ยวไทย หรือ นักท่องเที่ยวไทยที่เดินทางไปยุโรป โดยเฉพาะประเทศเยอรมนี

“ทางการไทยต้องจับตามองการเดินทางของคนไทย และนักท่องเที่ยวยุโรป รวมถึงเตรียมมาตรการป้องกันสินค้าพืชผักสดที่ไทยนำเข้าจากอียู ซึ่งอาจจะเป็นพาหะของโรคมาสู่ไทยได้อีกทางหนึ่งด้วย” นายอดิสัย  กล่าว

นายอดิสัย กล่าวต่อว่า ในปี 2553 ไทยนำเข้าพืชผัก จากอังกฤษ มีมูลค่า 56.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเป็นสินค้า 6 ประเภท คือ ธัญพืช และแป้ง, เมล็ดพืชน้ำมัน และน้ำมันพืช, ผลิตภัณฑ์ยาง, โกโก้, พืชที่มีกลิ่นหอม และ พืชผักอื่นๆ โดยสินค้าพืชผักอื่นๆ นี้ ไทยนำเข้าจากอังกฤษ คิดเป็นมูลค่า 9.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากพืชผักที่ไทยนำเข้าพบการติดเชื้อโรค อาจกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม ผู้บริโภค และ ผู้ผลิต เพราะไทยนำเข้าสินค้าประเภทพืชผักสด ได้แก่ พืชผัก รวมทั้งราก และหัวบางชนิด ที่บริโภคได้ มาใช้เป็นวัตถุดิบ หรือ สินค้าสำหรับอุตสาหกรรรมและบริโภคโดยตรง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 มิถุนายน 2554, 21:55 น.

ตลาดเกิดใหม่โวยไอเอ็มเอฟอย่าหัวโบราณ

Published พฤษภาคม 28, 2011 by SoClaimon

28 พฤษภาคม 2554, 11:30 น.
ตลาดเกิดใหม่โวยไอเอ็มเอฟอย่าหัวโบราณ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_174766

ตัวแทนจากประเทศกำลังพัฒนา โวย อย่าหัวโบราณดึงเฉพาะคนยุโรปผูกขาดนั่งเก้าอี้บิ๊กไอเอ็มเอฟ ย้ำ ควรให้โอกาสประเทศตลาดเกิดใหม่เข้าร่วมกระบวนการสรรหาและควรแข่งขันกัน อย่างโปร่งใส่ ชอบธรรมเพื่อให้ได้คนมีความสามารถและศักยภาพที่สุดมาทำงาน…

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ตัวแทนจากประเทศกำลังพัฒนา และตลาดเกิดใหม่ทั้งจาก จีน อินเดีย รัสเซีย และ แอฟริกา ใต้ ประจำไอเอ็มเอฟ ร่วมกันออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 25 พ.ค.ว่า ไอเอ็มเอฟควรยกเลิกวิธีปฏิบัติที่ใช้กันมาแต่โบร่ำโบราณด้วยการให้คนยุโรปผูกขาดเก้าอี้กรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟเสียที พร้อมประณามประเพณีที่ถือปฏิบัติกันมาดังกล่าว ว่า บั่นทอนความชอบธรรมของไอเอ็มเอฟ ในขณะที่ปัจจุบันไอเอ็มเอฟจำเป็นต้องดึงเอาประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่เข้าไปมีส่วนร่วมในการแก้ไขวิกฤติการเงินของโลกทั้งที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯและกำลังเกิดขึ้นกับยุโรปตะวันออกด้วยการดึงเอาประเทศกำลังพัฒนาและประเทศตลาดเกิดใหม่เข้าไปร่วมกระบวนการสรรหากรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟคนใหม่ จะทำให้มีการแข่งขันกันอย่างโปร่งใส และชอบธรรมขณะเดียวกันก็ได้บุคคลที่มีความสามารถและศักยภาพเหมาะสมที่สุดข้าไปทำงาน

นายโจว เสี่ยวฉวน ผู้ว่าการธนาคารกลางจีน กล่าวว่า ผู้นำไอเอ็มเอฟคนใหม่ ควรสะท้อนอำนาจที่เพิ่มมากขึ้นของประเทศตลาดเกิดใหม่ และ มีความเห็นเช่นเดียวกันกับผู้นำประเทศกลุ่มจี 20 ว่า การเลือกสรรผู้บริหารไอเอ็มเอฟควรยึดหลักการของการเปิดกว้าง โปร่งใส และความสามารถเป็นหลัก

สำหรับบุคคลที่เปิดเผยชื่อเพื่อเข้าชิงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟคนใหม่ ได้แก่ นางคริสติน ลาการ์ด รมว.คลังฝรั่งเศส , นายอากุสติน คาร์สเตนส์ ผู้ว่าการธนาคารกลางเม็กซิโก ยังมีตัวเต็งที่ติดโผว่าอาจจะได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้ด้วย เช่น นายธาร์มัน ชันมูการัตนัม รมว.คลังสิงคโปร์ และ นายมินเทคซิงห์ อาห์ลุวาเลีย ที่ปรึกษาเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรีอินเดีย ขณะที่ นายทิโมธี ไกธ์เนอร์ รมว.คลังสหรัฐฯ เสนอชื่อ นายจอห์น ลิปสกี รองกรรมการผู้จัดการไอเอ็มเอฟขึ้นดำรงตำแหน่งแทน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 28 พฤษภาคม 2554, 11:30 น.
%d bloggers like this: