มาตรการ

All posts tagged มาตรการ

คลังสั่ง สศค.จับตาผลกระทบไทยหลังQEบังคับใช้

Published สิงหาคม 5, 2011 by SoClaimon

12 พฤศจิกายน 2553, 18:43 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126519.

Pic_126519

“รมว.คลัง” สั่ง  สศค.รายงานความเคลื่อนไหวของเงินทุนหลังมาตรการ QE ของสหรัฐฯมีผลบังคับใช้ รับหลัง QE ออกบาทไทยแข็งขึ้นทันที ส่วนจะใช้เงินหยวนเป็นเงินสกุลหลักภูมิภาค

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)จัดทำรายงานความเคลื่อน ไหวด้านกระแสเงินทุนระหว่างประเทศว่า มีผลเกิดขึ้นอย่างไรบ้าง ภายหลังจากที่ทางการสหรัฐอเมริการออกมาตรการ Quantitative Easing (QE) แต่ผลที่เกิดขึ้นกับค่าเงินของไทยนั้น ในวันแรกของการออกมาตรการนี้ ทำให้เงินบาทปรับค่าแข็งขึ้นแล้ว แต่ผลที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนั้น จะต้องมีการประเมินอีกครั้ง

“สหรัฐใช้มาตรการนี้ ก็เพื่อหาวิธีล็อกเงิน ไว้ในประเทศ เพื่อให้ต้นทุนเขาลดลง เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจภายใน แต่ถ้ามาตรการนี้ ยังทำให้เงินไหลออกมาก ก็จะมีผลกระตุ้นเศรษฐกิจเขาได้น้อยลง” นายกรณ์ กล่าว

ต่อข้อถามที่ว่า เป็นไปได้หรือไม่ที่จะให้เงินสกุลหยวนเป็นสกุลหลักในภูมิภาคนี้ รมว.คลัง กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับว่าจีนจะปล่อยให้เงินหยวนมีสภาพคล่องแค่ไหน แต่ประเด็นของประเทศกลุ่มเอเชียนั้น ไม่ได้ต้องการต่อสู้เพื่อเอาชนะค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ให้ปรับค่าแข็งขึ้น แต่อยู่ที่ว่า ไทยจะสามารถปรับตัวให้รองรับสถานการณ์ใหม่นี้ได้อย่างไร

“ วิธีที่จะเป็นเกราะป้องกันปัญหาดังกล่าวได้ คือ ใช้เงินสกุลอื่นมาเป็นตัวกลางในการค้าขายระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น เงินหยวน เยน หรือ บาท ถ้าเราพัฒนาในแนวทางนี้ได้ ก็จะเป็นเกราะป้องกันตัวเราได้” นายกรณ์ กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 พฤศจิกายน 2553, 18:43 น.

เร่งขสมก.-รฟท.หาข้อสรุป มาตรการรถเมล์-รถไฟฟรี

Published มิถุนายน 13, 2011 by SoClaimon

13 มิถุนายน 2554, 17:30 น.
เร่งขสมก.-รฟท.หาข้อสรุป มาตรการรถเมล์-รถไฟฟรี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_178741

กระทรวงคมนาคม เร่งขสมก.-รฟท. หาข้อสรุปมาตรการรถเมล์-รถไฟฟรี ที่จะหมดอายุลง 30 มิ.ย.นี้ ก่อนหารือฝ่ายกฎหมายและรายงานให้ ครม.รับทราบ ยังไม่สรุปประชาชนได้ใช้บริการต่อหรือไม่ …

นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงมาตรการรถเมล์ฟรีและรถไฟฟรีที่จะหมดอายุวันที่ 30 มิถุนายนนี้ ว่า ล่าสุดได้หารือร่วมกับปลัดกระทรวงการคลัง ถึงการต่ออายุมาตรการดังกล่าวแล้ว เบื้องต้นพิจารณาเห็นร่วมกันว่า ในช่วงที่มีพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้ง คณะรัฐมนตรีอาจตัดสินใจเรื่องนโยบาย ที่มีผลผูกผันในเรื่องงบประมาณไม่ได้

ดังนั้น กระทรวงคมนาคม กระทรวงการคลัง จึงมีความเห็นร่วมกันให้คณะกรรมการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) และการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เร่งประชุมให้ได้ข้อสรุปว่าทั้ง 2 หน่วยงาน จะดำเนินมาตรการดังกล่าวต่อหรือไม่ และหากเห็นว่า มีความจำเป็นต้องดำเนินมาตรการต่อ ก็เสนอมาที่กระทรวงคมนาคม เพื่อหารือกับฝ่ายกฎหมายและรายงานให้ ครม.รับทราบต่อไป ซึ่งขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า หลังวันที่ 30 มิถุนายนนี้ มาตรการดังกล่าวยังมีการใช้ต่อไปหรือไม่.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 13 มิถุนายน 2554, 17:30 น.

คลังโอ่มาตรการได้ผล เก็งกำไรตราสารหนี้น้อยลง

Published ตุลาคม 19, 2010 by SoClaimon

18 ตุลาคม 2553, 19:20 น.

ผ่านทางคลังโอ่มาตรการได้ผล เก็งกำไรตราสารหนี้น้อยลง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_119796

รมว.คลัง เผย เก็งกำไรตราสารหนี้มีปริมาณการซื้อขายน้อยลง สะท้อนว่า มาตรการที่ออกไปนั้นมีผลต่อการเก็งกำไรของนักลงทุนน้อยลง ขณะที่รัฐบาลยังติดตามน้ำท่วมใกล้ชิด เชื่อขณะนี้ ยังไม่มีผลกระทบกับเศรษฐกิจ…

ที่กระทรวงการคลัง วันที่ 18 ต.ค. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลออกมาตรการในการดูแลการเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ ขณะนี้ได้รับรายงานว่า ไม่มีความผิดปกติในตลาดตราสารหนี้ โดยปริมาณการซื้อขายมีน้อยลงสะท้อนว่า มาตรการที่ออกไปนั้น มีผลต่อการเก็งกำไรของนักลงทุนน้อยลง กระทรวงการคลังจะไม่มีมาตรการเพิ่มเติมในการดูแลเงินบาท เพราะเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

สำหรับการประชุม รัฐมนตรีคลังเอเปก ช่วงต้นเดือน พ.ย. ที่ประเทศญี่ปุ่นนั้น จะมีโอกาสพบปะหารือร่วมกับรัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ และอาเซียน โดยคงจะมีการหยิบยกประเด็นในกรณีที่สหรัฐฯใช้นโยบายการเงินเพื่อลดค่าเงิน ของตัวเอง ซึ่งทำให้เกิดความปั่นป่วนในตลาดเงินและส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทุกประเทศ ก็คงต้องคุยกันว่า นโยบายนี้ ได้สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจโลกหรือไม่

ส่วน สถานสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ขณะนี้ ทางรัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี ได้ติดตามภาวะน้ำท่วมหนักในทุกพื้นที่อย่างต่อเนื่อง และกำลังเร่งให้ความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ยังเชื่อว่า ไม่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมของประเทศ นอกจากนี้ ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อังคารนี้ (19 ต.ค.) ที่ประชุมจะมีการพิจารณากรอบความร่วมมือรถไฟความเร็วสูงกับประเทศจีน ที่จะก่อสร้างจากชายแดนสาธารณรัฐประชาชนลาว มายังกรุงเทพฯ  และไปยังปาดังเบซาร์ ชายแดนมาเลเซีย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 ตุลาคม 2553, 19:20 น.

tags:
กรณ์ จาติกวณิช กระทรวงการคลัง มาตรการ เก็งกำไร ตลาดตราสารหนี้ น้ำท่วม เศรษฐกิจ

คลังเข็นมาตรการสกัดบาทแข็ง สสว.ดันกองทุนอุ้มเอสเอ็มอี

Published ตุลาคม 14, 2010 by SoClaimon

9 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

ผ่านทางคลังเข็นมาตรการสกัดบาทแข็ง สสว.ดันกองทุนอุ้มเอสเอ็มอี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_117417

คลังเตรียมเสนอมาตรการสยบค่าเงินบาทที่แข็งค่าอังคารนี้ “กรณ์” เตรียมฮอตไลน์จากเวทีไอเอ็มเอฟแจกแจงมาตรการวันนี้ ขณะนายกฯยันรัฐไม่ได้เข้าแทรกแซง ธปท.แค่ดูแลไม่ให้ผันผวน ด้าน สสว.-ธพว. ดัน ธสน.ค้ำประกันความเสี่ยงอุ้มกิจการเอสเอ็มอี

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการแก้ปัญหาค่าเงินแข็งตัวเพิ่มขึ้นแตะระดับแข็งค่าสุดที่ 29.86 บาทต่อดอลลาร์ สหรัฐฯ เมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมาว่า ในวันอังคารที่ 12 ต.ค.นี้ นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง จะเสนอมาตรการในที่ประชุม ครม.ว่าจะมีการช่วยเหลือบรรเทาอย่างไร ส่วนการเคลื่อนไหวในเรื่องเงินทุนเป็นหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)

ต่อข้อถามที่ว่า มาตรการของ ธปท.ที่จะเข้าไปดูแลไม่ให้ค่าบาทผันผวนเกินไปจะได้ มากน้อยแค่ไหน นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า การแทรกแซงค่าเงินบาทให้สวนทิศทางคงไม่สามารถทำได้ แต่หากมีอะไรที่สามารถผ่อนแรงกดดันได้ อย่างที่กระทรวงการคลังกับ ธปท.ทำมาเป็นระยะๆ เช่น การเปิดโอกาสให้ไม่ต้องเปลี่ยนเป็นเงินดอลลาร์กลับมาเป็นเงินบาท หรือการให้นำเงินออกได้ง่ายขึ้น ซึ่งมาตรการอย่างนี้สามารถทำได้ เพิ่มขึ้น

ส่วน กรณีที่นายกรณ์ระบุว่า ผู้ส่งออกต้องปรับตัวเองด้วยในระดับหนึ่งนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การปรับตัวเป็นส่วนหนึ่ง แต่การที่เขาเดือดร้อน โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และผู้ที่ไม่สามารถที่จะประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนฯ ซึ่งมาตรการที่ออกมาธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศ ไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) จะต้องมีบทบาทเข้าไปช่วยเหลือ

ผู้สื่อข่าวรายงาน เพิ่มเติมว่า ในเวลา08.30 น. วันที่ 9 ต.ค.นี้ นายกรณ์มีกำหนดการที่จะแถลงข่าวผ่านระบบทีวีคอนเฟอเรนซ์จากประเทศสหรัฐฯ เนื่องจากอยู่ระหว่างการร่วมการประชุมประจำปีธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) คาดว่าจะมีการชี้แจงถึงมาตรการบรรเทาผลกระทบการแข็งค่าของเงินบาท สำหรับมาตรการที่จะออกมา สกัดกั้นการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติของ ธปท. นั้น ฝ่ายตลาดการเงิน ธปท.ยังคงอยู่ในระหว่างการประเมินผลกระทบข้อดีและข้อเสียแต่ละมาตรการที่ใช้ ในต่างประเทศ หากจะนำมาใช้ในประเทศไทยเพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุด และมีผลกระทบน้อยที่สุด

ทั้งนี้ นางอัจนา ไวความดี รองผู้ว่าการ ธปท. ในฐานะคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) กล่าวว่า หากมีเงินทุนไหลเข้าไทยปริมาณมาก จนส่งผลให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง ก็มีส่วนช่วยให้เงินเฟ้อไม่เพิ่มสูงขึ้น เมื่อเงินเฟ้อไม่เพิ่มขึ้นก็มีโอกาสให้การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีการประชุมในวันที่ 20 ต.ค.นี้ ไม่ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย “หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นก็มีส่วนช่วยให้เงินเฟ้อไม่เพิ่มสูงขึ้น ก็มีโอกาสที่ กนง.ไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยซึ่งก็ต้องไปดูว่า เงินเฟ้อมันสูงแค่ไหน เศรษฐกิจดีแค่ไหน”

ส่วนกรณีที่นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อาจารย์ ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กนง. และนายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการ กนง. ส่งสัญญาณว่า การประชุม กนง. ในวันที่ 20 ตุลาคม นี้ กนง.อาจไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเพื่อลดการแข็งค่าของเงินบาทนั้น นางอัจนากล่าวว่า คณะกรรมการแต่ละคนอาจมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันคนละด้าน แต่สุดท้ายแล้วก็จะมีการหารือในการประชุมก่อนตัดสินใจ

นายยุทธ ศักดิ์ สุภสร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่ มีนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกรัฐมนตรี ว่า นายไตรรงค์ได้สั่งการให้ สสว.ไปประสานกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็กซิมแบงก์) และบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาห-กรรมขนาดย่อม (บสย.) สนับสนุนให้ผู้ส่งออกเอสเอ็มอีได้ทำสัญญาซื้อขายเงินตราต่างประเทศล่วงหน้า (Forward) เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน โดยขั้นตอนที่จะดำเนินการนั้น จะให้ บสย. เข้าไปค้ำประกันการทำฟอร์เวิร์ดของมูลค่าส่งออกเริ่มต้นที่ 10,000 ล้านบาทก่อน ซึ่ง บสย.

ต้องค้ำประกัน 10% แต่การเข้าไปค้ำประกันของ บสย. ทางผู้ส่งออกต้องเสียค่าธรรมเนียม 1.75% ซึ่งในส่วนนี้จะนำเงินของกองทุน สสว.เข้าไปจ่ายให้บางส่วน คาดว่าในอัตรา 0.75-1% คิดเป็นเงิน 100 ล้านบาท สำหรับจำนวนผู้ส่งออกเอสเอ็มอีในปัจจุบันมี 20,000 ราย มีมูลค่าส่งออก 1.56 ล้านล้านบาท โดยทุกๆเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1 บาทต่อดอลลาร์ ได้ทำให้มูลค่าส่งออกลดลง 1.8% คิดเป็นเงิน 28,000 ล้านบาท อีกทั้ง สสว. คำนวณด้วยว่าทุกการแข็งค่าขึ้น 1 บาทต่อดอลลาร์ ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศลดลง 0.1%.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 9 ตุลาคม 2553, 05:00 น.

tags:
บาทแข็ง ไอเอ็มเอฟ กรณ์ จาติกวณิช มาตรการ ค่าเงินแข็งตัว

ธปท.เผย เตรียมมาตรการรับมือบาทแข็งแล้ว

Published กันยายน 3, 2010 by SoClaimon

1 กันยายน 2553, 18:12 น.

ผ่านทางธปท.เผย เตรียมมาตรการรับมือบาทแข็งแล้ว – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_107919

ธปท.ชี้เหตุบาทแข็งเพราะปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจดี ขณะที่การส่งออกดีต่อเนื่อง ทำให้มีเงินตราต่างประเทศมาก ไม่ใช่เพราะปัจจัยเงินทะลักเข้าไทยอย่างเดียว ยันยังไม่จำเป็นต้องออกมาตรการดูแลเป็นพิเศษ แต่แย้มมีมาตรการพร้อมรับมืออยู่แล้ว…

1 ก.ย. นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย หรือธปท. เปิดเผยว่า วันพรุ่งนี้ (2 ก.ย.) ธปท.จะนำข้อมูลทางเศรษฐกิจที่มีทั้งหมด รวมถึงสถานการณ์การแข็งค่าเงินบาท รายงานต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ให้รับทราบ โดยช่วงนี้ยอมรับว่า ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเร็ว แต่ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันจากการไหลเข้าของเงินทุนต่างชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากพื้นฐานเศรษฐกิจไทยดี รวมทั้งรายได้จากการส่งออกดีอย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ส่งออกที่มีเงินตราต่างประเทศ มาแลกเป็นเงินบาทต่อเนื่อง

“เงิน ทุนต่างชาติที่ไหลเข้าไทยอย่างต่อเนื่องในขณะนี้ สะท้อนปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจของเราดี และค่าเงินก็เป็นไปตามดีมานซัพพลายของเงินตราต่างประเทศในขณะนี้ เพราะตอนนี้ส่งออกดี ซึ่งไม่ใช่เรื่องการถล่มของเงินทุนเก็งกำไร ” ผู้ว่า ธปท. กล่าว

นางธาริษา กล่าวต่อว่า ภาวะเงินทุนไหลเข้าก็เป็นทิศทางเดียวกันหมดทั้งภูมิภาค ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะไทย ซึ่งการดูแลเงินทุนไหลเข้าของธปท. ขณะนี้นโยบายการดูแลก็ยังเหมือนเดิม และสถานการณ์ในขณะนี้ก็ยังไม่จำเป็นต้องมีมาตรการอะไรมาดูแลเพิ่มเติม คือหากเกิดความผันผวน ธปท.จะเข้าไปดูแลไม่ให้ค่าเงินบาทผันผวนจนเกินไป

อย่าง ไรก็ตาม ธนาคารกลางทั่วโลกต่างมีมาตรการพร้อมที่จะดูแลภาวะเงินทุนไหลเข้า เพื่อไม่ให้ค่าเงินผันผวนเกินไป จนกระทบเศรษฐกิจ เช่น สิงคโปร์ อินโดนิเชีย มีมาตรการพักเงินทุนที่เข้ามา 3 เดือน ก่อนให้นำเงินออกไป ขณะที่เกาหลี มีมาตรการเพื่อลดความผันผวน เพื่อไม่ให้เงินทุนไหลเข้าและออกอย่างรวดเร็ว เพียงแต่ประเทศไหนจะหยิบมาตรการอะไรออกมาใช้หรือไม่ และจะใช้ระดับไหน เพื่อดูให้เหมาะสม และไม่กระทบเศรษฐกิจแต่ละประเทศ ซึ่งภาวะเงินทุนไหลเข้าของไทยขณะนี้ ไม่ได้มีเข้ามามากขนาดนั้น และหากดูในแง่ความผันผวนของค่าเงิน ถือว่าของไทยต่ำที่สุดในภูมิภาค ดังนั้นไม่จำเป็นต้องมีมาตรการออกมาเพิ่มเติม

นอกจากนี้ ปี 2549 ที่ผ่านมา ที่ธปท.ออกมาตรการกันสำรองเงินทุนไหลเข้า 30% เป็นระยะเวลา 1 ปี ยังเป็นปัจจัยทำให้นักลงทุนต่างประเทศเพิ่มความระมัดระวังในการเข้ามาลงทุน เพื่อเก็งกำไรเพิ่มขึ้น เนื่องจากเกรงว่าธปท.อาจจะออกมาตรการดังกล่าวอีก แต่ไม่ได้หมายความว่าธปท.จะดึงมาตรการดังกล่าวออกมาใช้

นางธาริษา กล่าวยอมรับว่า ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาค่าเงินบาทแข็งค่าเร็ว เนื่องจาก 3 เดือนก่อนหน้านี้ไทย มีปัญหาการเมืองทำให้ไม่มีเงินทุนไหลเข้ามาลงทุน แต่หลังจากเหตุการณ์ทางการเมืองสงบลงก็ทำให้มีเงินไหลเข้าต่อเนื่อง และตอนนี้ค่าเงินบาทแข็งอยู่อันดับ 2 รองจากริงกิต ของมาเลเชีย ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จะกระทบความสามารถการส่งออกหรือไม่ เป็นสิ่งที่จะต้องติดตามต่อไป แต่ช่วงที่ผ่านจนถึงมิถุนายน ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 3.5% แต่ขณะนี้เงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 6.4% แต่การส่งออกยังขยายตัวได้อยู่ แต่อาจจะกระทบด้านรายได้การส่งออกให้ลดลงไปบ้าง

อย่างไรก็ตาม แนะนำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเงินตราต่างประเทศดูแลตัวเอง ด้วยการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนล่วงหน้าต่อเนื่อง เพื่อลดผลกระทบที่เกิดจากความผันผวนของค่าเงิน ขณะที่ผู้นำเข้าควรใช้โอกาสนี้นำเข้าเครื่องจักร เพื่อขยายกำลังการผลิต รองรับความต้องการที่จะเพิ่มขึ้นต่อไป

ส่วนแนวโน้มเงินทุนในระยะต่อ ไปมองว่า ยังมีเงินทุนไหลเข้าออกอย่างต่อเนื่องตามปัจจัยข่าวดีข่าวร้ายที่ออกมา ซึ่งเงินทุนดังกล่าวถือว่าเป็นเงินร้อนที่พร้อมจะไหลเข้าและออกได้ทันที แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเงินทุนเพื่อเก็งกำไร แต่จะเป็นเงินทุนที่จะเข้ามาพักเพื่อหาผลตอบแทนในแหล่งที่ดี

ไม่สองมาตรฐานเอื้อคิงเพาเวอร์ ทอท.ยันช่วยผู้ประกอบการเท่ากันทุกราย

Published สิงหาคม 11, 2010 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2553, 05:45 น.

ผ่านทางไม่สองมาตรฐานเอื้อคิงเพาเวอร์ ทอท.ยันช่วยผู้ประกอบการเท่ากันทุกราย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_102786

“ปิยะพันธ์” ยืนยันทำตามหลักการ บอร์ด ทอท. อนุมัติ 6 มาตรการช่วยผู้ประกอบการสนามบิน ได้รับผลกระทบเหตุการณ์จลาจล ภูเขาไฟระเบิด กรณีขยายสัญญา “คิงเพาเวอร์” เป็นมาตรฐานเดียวกับรายอื่น ไม่มีเอื้อประโยชน์พิเศษ เดินหน้าขยายสุวรรณภูมิเฟส 2 วงเงิน 6.25 หมื่นล้านบาท…

นายปิยะพันธ์ จัมปาสุต ประธานคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงมติการอนุมัติ 6 มาตรการช่วยเหลือสายการบินและผู้ประกอบการที่สนามบินสุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง เพื่อลดผลกระทบจากเหตุการณ์จลาจลทางการเมืองในประเทศ และเหตุการณ์ ภูเขาไฟระเบิดในไอซ์แลนด์ ซึ่งคณะกรรมการ (บอร์ด) ทอท. อนุมัติ เมื่อวันที่ 2 มิ.ย. 53 ที่ผ่านมา และ 1 ใน 6 มาตรการดังกล่าวได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทอท. เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ กรุ๊ป ที่ประกอบการในพื้นที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งร้านค้าปลอดภาษี และร้านค้าเชิงพาณิชย์ ด้วยการขยายระยะเวลาอายุสัมปทานออกไปอีก 2 ปีว่า ตนขอยืนยันว่า บอร์ด ทอท. ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้ กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง

ทั้ง นี้  เนื่องจากมาตรการต่างๆที่ออกมา ดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการทุกรายที่ประกอบการในสนามบิน เพราะในช่วงเวลาดังกล่าว จำนวนและปริมาณ ทั้งปริมาณผู้โดยสารที่เดินทางเข้า-ออก ที่สนามบินสุวรรณภูมิได้ลดลงอย่างมาก จากเดิมที่เคยมีผู้โดยสารใช้บริการที่สนามบินสุวรรณภูมิเฉลี่ย 150,000-160,000 คนต่อวัน ลดลงเหลือเพียง 70,000-90,000 คนต่อวันเท่านั้น

“ฝ่าย บริหาร ทอท. จึงต้องหากลยุทธ์ และ มาตรการต่างๆที่จะดึงดูดให้มีสายการบินมาขึ้น-ลงมากขึ้น และในทางกลับกัน ทอท. ก็ต้องมีมาตรการที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการที่ประกอบการในสนามบินให้สามารถ ดำเนินการต่อไปได้อย่างเท่าเทียมกัน แต่การขยายอายุสัมปทานให้นั้น จะขึ้นอยู่กับแต่ละผู้ประกอบการว่า มีอายุสัญญาสัมปทานกับทอท.มากหรือน้อย ถ้าน้อยก็ได้ขยายเวลาอายุสัมปทานน้อย แต่ถ้ามากก็ได้ขยายอายุสัญญาสัมปทานมากซึ่งก็ไม่เกิน 2 ปี”

ทั้งนี้ 6 มาตรการที่บอร์ด ทอท.ได้อนุมัติช่วยเหลือประกอบด้วย 1. ปรับลดค่าธรรมเนียมขึ้น-ลงของอากาศยาน (LANDING FEE) อัตรา 15% และลดค่าธรรมเนียมเก็บอากาศยาน (PARKING FEE) อัตรา 50% ทุกเที่ยวบิน เป็นเวลา 9 เดือน (เม.ย.-ธ.ค. 2553) 2. ปรับลดค่าเช่าพื้นที่และค่าธรรมเนียมใช้บริการอาคาร ในอัตรา 10% ให้แก่ ผู้เช่าทุกราย เป็นเวลา 9 เดือน (เม.ย.-ธ.ค. 2553) 3. ปรับลดค่าตอบแทนเฉพาะสัญญาที่ได้รับอนุญาต ให้ประกอบกิจการของ ทอท. หรือสัญญาที่ลงนามภายในวันที่ 31 มี.ค.ที่ผ่านมา

4. ขยายเวลาชำระค่าธรรมเนียมขึ้น-ลงของอากาศยาน ค่าธรรมเนียมที่เก็บอากาศยาน ค่าเช่าพื้นที่ และค่าตอบแทนจากวันครบกำหนดชำระเดิมของเดือน ก.ค.-ธ.ค. 2553 ออกไปอีก 4 เดือน 5. ขยายอายุสัญญาให้ผู้ประกอบการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ตามสัญญาอนุญาตทุกราย

ที่ สนามบินสุวรรณภูมิ  และสนามบินดอนเมือง ไปอีก 6 เดือนจนถึง 2 ปี ตามสัดส่วนอายุสัญญา และ   6.  หากผู้ประกอบการที่ได้รับอนุญาตดำเนินงานตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 และกรณีอื่นๆที่ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามเงื่อนไขที่ระบุในสัญญา โดยผู้ประกอบการต้องยกเว้นค่าบริการให้กับสายการบินหรือผู้ใช้บริการในอัตรา ที่ไม่น้อยกว่าที่ได้รับความช่วย เหลือจาก ทอท.

นายปิยะพันธ์กล่าว ต่อว่า  สำหรับกรณีของกลุ่มคิงเพาเวอร์ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการร้านค้าปลอดภาษี  และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ในสนามบินสุวรรณภูมินั้น  ก็ถือเป็น 1 ในกลุ่มผู้ประกอบการที่ได้รับการขยายอายุสัญญาสัมปทาน

ต่อไปอีก 2 ปี  จากเดิมที่ได้รับอนุญาตให้ประ-กอบการเป็นเวลา 10 ปี ไม่มีอะไรแตกต่างจากรายอื่นๆประธานคณะกรรมการบริษัทท่าอากาศยานไทย ยังกล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการในโครงการพัฒนาสนามบินสุวรรณภูมิระยะ ที่ 2 ที่ใช้งบประมาณลงทุนกว่า 62,500 ล้านบาท ด้วยว่า ฝ่ายบริหาร ทอท. จะยังคงยืนยันเดินหน้าโครงการต่อไป เพราะเป็นโครงการที่มีผลต่อการสร้างรายได้ให้กับ ทอท. โดยล่าสุด โครงการดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ

“ในช่วงที่รอการพิจารณาจาก ครม. ทาง ทอท. ก็จะเสนอโครงการดังกล่าวต่อสำนักนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม (สผ.) เพื่อขอว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้มาศึกษาผลกระทบจากสิ่งแวดล้อมในโครงการดัง กล่าวควบคู่กันไป เพราะหากมีการอนุมัติจาก ครม. แล้วก็จะได้ดำเนินการก่อสร้างทันที”

ส่วนข้อถามที่ว่า  หากโครงการขยายขีดความสามารถสนามบินสุวรรณภูมิระยะที่ 2 แล้วเสร็จ กลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์จะยังคงได้เข้ามารับสัมปทานต่ออีกหรือไม่นั้น นายปิยะพันธ์กล่าวว่า ในเรื่องนี้ยืนยันว่า การดำเนินการคงต้องทำตามระเบียบและขั้นตอนของกฎหมาย ที่จะเปิดประกวดประกาศราคาให้เอกชนที่สนใจเข้ามาประมูล ซึ่งกว่าจะถึงตรงนั้นก็อีกยาวไกล

ไทยพาณิชย์ชี้ จีดีพีไตรมาส4หด เศรษฐกิจโลกชะลอ

Published สิงหาคม 3, 2010 by SoClaimon

30 กรกฎาคม 2553, 18:45 น.

ผ่านทางไทยพาณิชย์ชี้ จีดีพีไตรมาส4หด เศรษฐกิจโลกชะลอ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_100083

นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ

ศูนย์ วิจัยไทยพาณิชย์ ชี้ “จีดีพี” ไตรมาส 4 หดตัว จากสัญญาณเศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอตัวลง ขณะที่หลายประเทศ ลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลงเช่นกัน…

เมื่อวันที่ 30 ก.ค. นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3 ของปีนี้ คาดว่า จีดีพี จะเติบโต 5.6% ขณะที่ไตรมาส 4 จีดีพีจะเติบโตแค่ 2.5% ทั้งนี้เป็นผลมาจากสัญญาณของเศรษฐกิจโลก เริ่มมีความชัดเจนว่าจะชะลอตัวลง โดยเห็นได้จากโครงสร้างการเติบโตของโลกเริ่มลดลง เช่น สหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายปี 2552 และต้นปี 2553 การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯ มาจากเพิ่มสินค้าคงคลังประมาณ 70% เพราะในช่วงที่เกิดวิกฤติเศรษฐกิจ สินค้าคงคลังได้ปรับตัวลดลง แต่เมื่อเศรษฐกิจฟื้น ต้องเพิ่มปริมาณสินค้าคงคลัง ดังนั้นแสดงให้เห็นว่า ครึ่งหลังของปีนี้ แรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจจะหายไป ขณะที่หลายประเทศได้ลดมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจลงเช่นกัน และปีหน้าสหรัฐฯ จะปรับภาษีขึ้นอีก อย่างไรก็ตาม ทั้งปีคาดว่า จีดีพีจะโต 6.5-7.5%

“การ ที่เศรษฐกิจไทยขยายตัวอยู่ขณะนี้ เป็นผลมาจากการส่งออก เพราะดูจากข้อมูลในอดีตไม่ว่าไทยจะมีปัญหาเศรษฐกิจ ก็ยังพึ่งพาภาคส่งออกในสัดส่วน 60-70% ของจีดีพี แต่ในอนาคตการพึ่งเครื่องยนต์ตัวนี้ขับเคลื่อน เศรษฐกิจอาจไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่ดีเหมือนก่อน ซึ่งเห็นว่าเศรษฐกิจจะโตอย่างยั่งยืนได้ ต้องพึ่งพาอุปสงค์ทั้งการ อุปโภค-บริโภค และการลงทุนในประเทศ” นายเศรษฐพุฒิ กล่าว.

เสริมทัพมาตรการกู้วิกฤติพิษชุมนุม

Published พฤษภาคม 30, 2010 by SoClaimon

26 พฤษภาคม 2553, 05:30 น.

ผ่านทางเสริมทัพมาตรการกู้วิกฤติพิษชุมนุม – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_85358

ธปท.เรียกแบงก์ถกช่วยลูกหนี้ 26 พ.ค. ด้านพาณิชย์นัดหารือฟื้นส่งออก…

นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า วันที่ 26 พ.ค.นี้ ธปท.จะเชิญผู้บริหารระดับสูงของธนาคารพาณิชย์ทั้งไทยและต่างประเทศ มายังธปท.เพื่อร่วมหารือและประเมินความเสียหายจากผลกระทบที่เกิดจากการ ชุมนุม และการจลาจลของกลุ่มเสื้อแดงในช่วงที่ผ่านมา ทั้งในส่วนของธนาคารพาณิชย์ และความเสียหายด้านสินเชื่อที่เกิดขึ้นกับลูกค้ารายใหญ่และรายย่อย พร้อมกับรับฟังข้อเสนอธนาคารพาณิชย์ว่าต้องการให้ ธปท.มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมในเรื่องใดบ้าง หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ได้ไป พูดคุยกับผู้ที่ได้รับผลกระทบมา

“วัตถุ ประสงค์ของการหารือร่วมกันในครั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบัน  ธปท.ยังไม่มีข้อมูลสินเชื่อของลูกค้ารายย่อย หรือที่วงเงินสินเชื่อต่ำกว่า 20 ล้านบาท ทำให้ ไม่สามารถประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันยังต้องการรับทราบปัญหาและอุปสรรคของธนาคารพาณิชย์ในการให้ความ ช่วยเหลือกับลูกค้าเพื่อให้ ธปท.ออกมาตรการเพิ่มเติมที่เหมาะสมที่สุด เช่นที่ผ่านมา ผู้ประกอบการขอลดวงเงินผ่อนบัตรเครดิต รายเดือนต่ำกว่า 10% ธปท.ก็อนุมัติให้สำหรับรายที่ได้รับผลกระทบ”

นายสรสิทธิ์กล่าวด้วย ว่า สำหรับลูกหนี้ที่ผิดชำระหนี้สถาบันการเงินในช่วงระยะเวลาที่เกิดเหตุการณ์ ชุมนุมทางการเมือง คือระหว่างวันที่ 17-21 พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลประกาศให้เป็นวันหยุดราชการ และช่วงวันที่ 19-21 พ.ค. ที่ ธปท.ประกาศให้ธนาคารพาณิชย์ ทั่วประเทศปิดทำการนั้น ประชาชนไม่ต้องกังวลว่า ธนาคารพาณิชย์จะคิดค่าผิดชำระหนี้ เนื่องจาก ธปท.ได้ หารือกับทางธนาคารพาณิชย์แล้วว่า ธนาคารพาณิชย์ จะไม่คิดค่าผิดชำระหนี้กับลูกค้า เนื่องจาก ธปท.ประกาศ ให้เป็นวันหยุดพิเศษ

ด้าน นายอนุรัตน์ โค้วคาสัย ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ในวันที่ 26 พ.ค.นี้ กระทรวงพาณิชย์จะประชุมหัวหน้ากลุ่มสินค้าสำคัญในการส่งออก (Chief of Products) 10 สินค้า และภาคเอกชน เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของหัวหน้ากลุ่มสินค้า และประเมินสถานการณ์ความเสียหายจากการชุมนุมทางการเมือง เพื่อกำหนดแนวทางผลักดันการส่งออกสินค้าไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 53 เพื่อการส่งออกของไทยทั้งปี 53 ขยายตัว 14% ตามเป้าหมาย

ทั้งนี้ จะให้ชี้แจงไปยังกลุ่มผู้ซื้อในต่างประเทศว่าสถานการณ์การชุมนุมทางการเมือง ได้คลี่คลายแล้ว ขอให้คลายความกังวลว่าไทยจะสามารถผลิต และส่งมอบสินค้าได้ตามคำสั่งซื้อ โดยไม่มีการปิดท่าเรือ สนามบิน และสถานที่ราชการทุกแห่งได้กลับมาให้บริการอำนวยความสะดวกในการออกเอกสารการ ส่งออกครบแล้ว หลังจากหยุดราชการหลายวัน มั่นใจว่าคำสั่งซื้อ (ออเดอร์) ที่รับไว้สำหรับไตรมาส 2 จะส่งมอบทันตามกำหนด และพร้อมรับออเดอร์ ไตรมาส 3 และ 4 ด้วย

งัดสารพัดมาตรการรับมือภัยแล้ง53

Published กุมภาพันธ์ 12, 2010 by SoClaimon

งัดสารพัดมาตรการ รับมือ ภัยแล้ง53 – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

bkqkpjhbmggyxc7vwtbosdekowbqmaixag7qgjsmquhdthvfm1de1

แนะไม่ควรสูบน้ำเข้าสระ หรือบ่อเก็บกักน้ำของตัวเองโดยเกินความจำเป็น ไม่ควรปลูกข้าวนาปรังในช่วงนี้ หากเดือดร้อนให้ไปขอรถน้ำได้ที่ อบต.และเทศบาล…

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจันทบุรี กล่าวว่า ขอให้ประชาชนและเกษตรกร ควรมีการใช้น้ำอย่างประหยัดไม่ควรสูบน้ำเข้าสระ หรือบ่อเก็บกักน้ำของตัวเองโดยเกินความจำเป็นควรจะสูบน้ำตามความเหมาะสม รวมถึงเกษตรกรไม่ควรปลูกข้าวนาปรังในช่วงนี้ เพราะจะทำให้น้ำที่มีอยู่จะหมดลงโดยเปล่าประโยชน์ในส่วนนี้ประชาชน หรือ เกษตรกรรายใดมีความต้องการน้ำขอให้แจ้งไปที่ อบต. และเทศบาลแต่ละท้องที่ได้ตลอดเวลาหรือถ้ารถน้ำของ อบต.และเทศบาลใดมีไม่เพียงพอสามารถแจ้งมา ที่สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดจะได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ออกไป ให้การช่วยเหลือต่อไป

ด้าน นายวิชัย ไพรสงบ ผู้ว่าราชการจังวัดภูเก็ต กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารจัดการน้ำตามแนวทางพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จ.ภูเก็ต ได้ประชุมสรุปสถานการณ์น้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำแผนการใช้น้ำโดยภาพรวมของจังหวัด โดยเฉพาะในห้วง 4 เดือนของฤดูแล้งนี้ ยังคงมีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภค/บริโภคแต่ประชาชนก็ยังคงต้องใช้น้ำอย่าง ประหยัด สำหรับแหล่งน้ำที่สำคัญของ จ.ภูเก็ต มีอยู่ 2 แห่ง คือ แหล่งน้ำบางวาด และบางเหนียวดำ  มีปริมาณความจุของน้ำ รวม 14.5 ล้านลูกบาศก์เมตร ขณะนี้มีปริมาณน้ำอยู่ 13 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือประมาณ 90% สามารถรองรับปริมาณความต้องการของประชาชนได้

ผู้ว่าราชการ จังหวัดภูเก็ต กล่าวว่า สำหรับโครงการตามแนวพระราชดำริ ได้นำเสนอไปยังกระทรวงมหาดไทย จากที่ประชุมได้สรุปสถานการณ์น้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ จ.ภูเก็ต เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดทำแผนการใช้น้ำโดยภาพรวมของจังหวัดโดยได้คัด เลือก โครงการฝายคลองพระแทว พร้อมระบบส่งน้ำ เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ แนวทางการดำเนินงานทางปฏิบัติเกี่ยวกับแนวพระราชดำริ ในด้านการอนุรักษ์ พัฒนาและบริหารจัดการน้ำ พร้อมนี้ จะชี้แจงทำความเข้าใจกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชน ในการจัดการน้ำอุปโภคบริโภคในพื้นที่ให้มีความยั่งยืนในอนาคต โดยกำหนดแผนงาน/โครงการ “หนึ่งตำบล หนึ่งแหล่งน้ำชุมชน” สู่การปฏิบัติต่อไป

ด้าน นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจันทบุรี เผยว่า สถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้เกิดขึ้นเร็ว ทำให้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บกักน้ำ หรือ เขื่อนต่างในพื้นที่ จ.จันทบุรี เริ่มมีปริมาณน้ำลดน้อยลง ทำให้ประชาชนและเกษตรกรใน 7 อำเภอ ประกอบด้วย อ.โป่งน้ำร้อน อ.สอยดาว อ.ขลุง อ.ท่าใหม่ อ.มะขาม อ.นายายอาม และ อ.แก่งหางแมว เริ่มขาดแคลนน้ำในการนำไปรดพืชผลทางการเกษตร และผลไม้

ขณะที่ นายประหยัด เจริญศรี รอง ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า เพื่อเป็นการเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในพื้นที่ ได้แจ้งให้ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง ด้วยการเตรียมข้อมูล การเตรียมการ แผนและผลการดำเนินการ ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้ง เพื่อประมวลเตรียมการป้องกันและแก้ไขปัญหาภัยแล้งในภาพรวมของจังหวัด โดยได้เตรียมเครื่องสูบน้ำไว้ 60 เครื่อง รถบรรทุกน้ำ 21 คัน เพื่อสนับสนุนและช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแล้งในพื้นที่ ประชาชนที่ประสบภัยแล้งขอรับการช่วยเหลือผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน พื้นที่ใกล้บ้านตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

สำหรับสถานการณ์น้ำในพื้นที่ จ.มหาสารคาม ยังน่าห่วง อ่างเก็บน้ำทั้ง 17 แห่ง โดยภาพรวมมีปริมาณเก็บกักน้ำเพียง 56.13 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 68.95 ของความจุอ่าง รวม 78 ล้านลูกบาศก์เมตร ในจำนวนนี้มี อ่างเก็บน้ำ 2 แห่ง พื้นที่ อ.บรบือ และอ.วาปีปทุม อยู่ในขั้นวิกฤติ มีระดับเก็บกักต่ำกว่า ร้อยละ 20 ของความจุอ่าง รวมถึงสถานการณ์น้ำในลำน้ำชีที่ต้องรับน้ำจากเขื่อนอุบลรัตน์ที่มีปริมาณน้ำ ต้นทุนในเขื่อนเหลือน้อย แต่ต้องปล่อยน้ำเลี้ยงท้องน้ำในลำน้ำชีเพื่ออุปโภคบริโภค และเพื่อการเกษตรไปยังหลายจังหวัดในภาคอีสาน เกษตรกรที่ปลูกข้าวนาปรังอาจจะกระทบภัยแล้งได้ เนื่องจากราคาข้าวสูงเป็นสิ่งจูงใจให้เกษตรกรปลูกข้าวนาปรังเพิ่มขึ้น

นาย วิบูลย์ วงศ์มาศา เกษตรจังหวัดมหาสารคามได้มีการกำชับให้เจ้าหน้าที่ติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง โดยเฉพาะน้ำในอ่างเก็บน้ำ และในเขื่อนในอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบอย่างใกล้ชิด พร้อมได้ฝากเตือนถึงเกษตรกรไม่ให้ขยายพื้นที่ในการปลูกข้าวนาปรังเพิ่มเติม แต่แนะนำให้เกษตรกรปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อย ประเภทพืชไร่ และพืชผัก ที่ให้ผลตอบแทนต่อไร่สูงทดแทนการปลูกข้าวนาปรัง  ส่วนที่ อ.วาปีปทุม  เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ได้มีการทำบันทึกข้อตกลงกับเกษตรกรก่อนลงมือปลูกข้าวนาปรังนอกเขตชลประทาน กว่า 1,800ไร่ ว่าจะไม่เรียกร้องสิทธิใดๆ หากแปลงนาข้าวได้รับความเสียหายจากภัยแล้ง

ในส่วนของเกษตรกรผู้ เลี้ยงปลาในกระชังเขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ ที่บริเวณบ้านพังสุขใจ ต.ภูดิน อ.เมือง จ.กาฬสินธุ์ กว่า 30 ราย กำลังได้รับความเดือนร้อนอย่างหนัก เพราะปลาที่เลี้ยงไว้ในกระชังได้หลุดออกไปจำนวนมาก หลังจากถูกพายุฤดูร้อนและพายุลูกเห็บพัดเกิดคลื่นสูงกว่า 1.5 เมตรเข้าถล่มกระชังปลาเสียหายคิดเป็นเงินกว่า 2 ล้านบาท จาการเข้าไปตรวจสอบ พบชาวบ้านต่างกำลังช่วยกันซ่อมแซมกระชังปลาของตัวเอง

%d bloggers like this: