มั่น พัธโนทัย

All posts tagged มั่น พัธโนทัย

ธนารักษ์เปิดจองเหรียญ’60ปีราชาภิเษก’พรุ่งนี้วันแรก

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 13:47 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127679.

Pic_127679

กรมธนารักษ์ เปิดรับจองเหรียญที่ระลึก 60 ปี ราชาภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พรุ่งนี้ (18 พ.ย.) เป็นวันแรก โดยกรมธนารักษ์จะผลิตหรียญที่ระลึกตามจำนวนสั่งจองเท่านั้น…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 พ.ย.นี้ กรมธนารักษ์ จะเปิดให้ประชาชนที่สนใจสั่งจองเหรียญที่ระลึก ๖๐ ปี ราชาภิเษกสมรส เนื่องในโอกาสมหามงคล ๖๐ ปี ราชาภิเษกสมรส ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ โดยกรมธนารักษ์ ได้จัดทำเหรียญที่ระลึก ๖๐ ปี ราชาภิเษกสมรส เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของทั้งสองพระองค์ ที่ทรงประกอบพระราชกรณียกิจน้อยใหญ่นานัปการ และเสด็จพระราชดำเนินเคียงคู่กันไปทั่วภูมิภาคในท้องถิ่นทุรกันดาร เพื่อขจัดทุกข์ผดุงสุขให้แก่อาณาประชา ราษฎร์ โดยมิได้ทรงย่อท้อต่อความลำบากตรากตรำพระวรกาย อีกทั้งทรงเป็นแบบอย่างการครองชีวิตคู่ และทรงเป็นร่มโพธิ์ทองแผ่ความร่มเย็นเป็นสุขแก่พสกนิกรตลอดมา

สำหรับการจัดทำเหรียญที่ระลึกในครั้งนี้ มี 4 ชนิดคือ ทองคำพ่นทราย ราคาจำหน่ายเหรียญละ 25,000 บาท เงินรมดำพ่นทรายพิเศษ ราคาจำหน่ายเหรียญละ 1,000 บาท ทองแดงรมดำพ่นทรายพิเศษ ราคาจำหน่ายเหรียญละ 1,200 บาท และทองแดงรมดำพ่นทราย ราคาจำหน่ายเหรียญละ 100 บาท ทั้งนี้เหรียญที่ระลึกดังกล่าวจะผลิตตามจำนวนสั่งจอง โดยรายได้หลังหักค่าใช้จ่ายจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเพื่อทรงใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย

ลวดลายของเหรียญที่ระลึกดังกล่าว ด้านหน้า กลางเหรียญมีพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงผินพระพักตร์ทางเบื้องซ้าย ทรงฉลองพระองค์เครื่องแบบเต็มยศจอมทัพไทย ทรงสายสะพาย และสายสร้อยแห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ทรงประดับดาราจักรี และพระรูปสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงผินพระพักตร์ทางเบื้องซ้าย ทรงฉลองพระองค์ชุดราตรี ทรงราชศิราภรณ์เพชร พระกุณฑลเพชร ทรงสร้อยพระศอเพชร ทรงสายสะพายแห่งเครื่องขัตติยราชอิสริยาภรณ์อันมีเกียรติคุณรุ่งเรืองยิ่งมหาจักรีบรมราชวงศ์ ที่พระอังสาเบื้องซ้ายประดับเหรียญรัตนาภรณ์ รัชกาลที่ ๙ ชั้นที่ ๑ ด้านหลัง กลางเหรียญมีรูปกรอบซุ้ม ภายในซุ้มมีอักษรพระปรมาภิไธย “ภ.ปร.” เหนืออักษรพระปรมาภิไธยมีอุณาโลม อยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ และอักษรพระนามาภิไธย “ส.ก.” ภายใต้พระมหามงกุฎ เบื้องขวาและเบื้องซ้ายประดับด้วยฉัตร ๗ ชั้น เบื้องล่างอักษรพระปรมาภิไธยและอักษรพระนามาภิไธยมีรูปลายพุ่มข้าวบิณฑ์และลายกระหนกก้านขด โดยมีรูปแพรแถบจารึกข้อความว่า “๒๘ เมษายน ๒๕๕๓” อยู่เบื้องล่างตามลำดับ ภายในวงขอบเหรียญเบื้องบนมีข้อความว่า “๖๐ ปี ราชาภิเษกสมรส”

โดยกรมธนารักษ์ได้กำหนดเปิดรับจองตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย.ถึง 20 ธ.ค. ที่หน่วยงานของกรมธนารักษ์สำนักงานธนารักษ์พื้นที่ และธนาคาร 5 แห่ง ประกอบด้วย ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ และธนาคารกสิกรไทย ทั่วประเทศ

ด้าน นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า ในเบื้องต้น คาดว่า จะมีประชาชนให้ความสนใจสั่งจองเหรียญทองคำพ่นทรายประมาณ 2,000 เหรียญ เหรียญเงิน 10,000 เหรียญ เหรียญทองแดง 60,000 เหรียญ และเหรียญทองแดงพ่นทราย พิเศษ อีกประมาณ 6,000 เหรียญ แต่ในการจัดทำเหรียญทุกครั้งจะมียอดจองเข้ามาสูงกว่าที่กรมธนารักษ์ประมาณ การไว้มาก เพราะเหรียญของกรมธนารักษ์ จะเป็นที่นิยมของสะสม หรือนำไปมอบเป็นของขวัญของที่ระลึกในช่วงเทศกาลต่างๆ โดยผู้ที่สั่งจองจะสามารถรับเหรียญได้ ณ ที่สั่งจอง เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.54 เป็นต้นไป.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 13:47 น.

‘กรณ์’ อำลาคลัง ฝากรัฐบาลใหม่เลือก รมว.มีความรู้

Published กรกฎาคม 26, 2011 by SoClaimon

26 กรกฎาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/189259.

Pic_189259

“กรณ์”อำลาตำแหน่ง  พร้อมฝากรัฐบาลใหม่เลือกรมว.คลัง ที่มีความรู้ความสามารถ มีความสุจริตในการทำงาน มีวินัย พร้อมปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ อวยพรขอให้นโยบายพรรคเพื่อไทยทำได้จริง เพราะทุกมาตรการย่อมมีผลต่อระบบเศรษฐกิจ

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงการคลังได้จัดงานเลี้ยงอำลา นายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง พร้อมด้วย 2 รมช.คลังคือ นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์และนายมั่น พัธโนทัย โดยมีปลัดกระทรวงการคลัง ข้าราชการระดับสูงและผู้บริหารเบอร์หนึ่งของธนาคารเฉพาะกิจเข้าร่วมงานอย่าง พร้อมเพียง

นายกรณ์ กล่าวว่า ปีงบประมาณ 55 ภาครัฐน่าจะจัดเก็บรายได้เกินเป้าประมาณการ 1 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้รัฐบาลชุดใหม่มีเงินใช้จ่ายเพิ่มขึ้น แต่ก็หวังว่ารัฐบาลใหม่จะรักษาวินัยการเงินการคลังและคงการขาดดุลงบประมาณ ไว้ที่ 3.5 แสนล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลใหม่มีสิทธิที่จะทบทวนกรอบวงเงินงบประมาณปี 55 จากเดิมที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) กำหนดวงเงินราย จ่ายไว้ที่ 2.25 ล้านล้านบาท รายได้ 1.9 ล้านล้านบาท โดยขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาท แต่ยังมีตัวแปรที่สำคัญคือ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย.นี้ และนโยบายการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลจาก 30% เหลือ 23% ตามนโยบายรัฐบาลใหม่ ซึ่งจะมีผลต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลอย่างแน่นอน

“การขาดดุลงบประมาณ 3.5 แสนล้านบาทถือว่ามีความเหมาะสมภายใต้ภาวะเศรษฐกิจปัจจุบัน ซึ่งประเด็นนี้กระทรวง การคลังได้หารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมายไม่ให้การใช้จ่ายของภาครัฐมีผลกระทบต่ออัตรา เงินเฟ้อพื้นฐานที่ ธปท.กำหนด 0.5-3% ทำให้ในช่วงที่ผ่านมา การประสานความร่วมมือระหว่างการคลังกับ ธปท.สามารถสอดรับกันได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด นอกจากยังจะช่วยให้การจัดงบประมาณสมดุลภายใน5ปี (54-58) มีความเป็นไปได้มากขึ้น”

นายกรณ์ กล่าวด้วยว่า ขอฝากข้าราชการกระทรวงการคลังให้ร่วมผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อ ประชาชนต่อไป ทั้งการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง การจัดตั้งกองทุนการออมแห่งชาติ การปฏิรูปโครงสร้างภาษี ซึ่งหวังว่า รัฐบาลใหม่จะยังเดินหน้านโยบายสำคัญต่อไปพร้อมเชื่อว่าข้าราชการกระทรวงการ คลังเป็นผู้มีความรู้ความสามารถแม้จะมีการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง แต่การบริหารภายในก็คงไม่มีการเปลี่ยนแปลงรวมถึงผู้บริหารสถาบันการเงินของรัฐ

สำหรับ รมว.คลังคนใหม่นั้น นายกรณ์ ระบุว่าต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถด้านการเงินการคลัง ทั้งเศรษฐกิจมหภาคและจุลภาค เป็นผู้ที่ประชาชนให้ความมั่นใจว่าพึ่งพาได้ มีความสุจริตในการทำงาน มีวินัย มีความพร้อมที่จะพูดความจริงในทุกเรื่อง พร้อมปกป้องผลประโยชน์ประเทศชาติ มีบทบาทความรับผิดชอบต่อการช่วยเหลือประชาชน ซึ่งหากนโยบายของพรรคเพื่อไทยทำได้จริง ก็ขอทำให้ได้โดยเร็ว เพราะทุกมาตรการย่อมมีผลต่อระบบเศรษฐกิจเหมือนกันการกินยาที่ต้องมีปริมาณ ที่เหมาะสมลดผลข้างเคียง ทั้งนโยบายพักหนี้ และค่าแรงขั้นต่ำ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 กรกฎาคม 2554, 19:00 น.

คลังจับมือสถานพยาบาลเอกชน ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงรักษาราชการ

Published พฤษภาคม 2, 2011 by SoClaimon

29 เมษายน 2554, 20:33 น.
คลังจับมือสถานพยาบาลเอกชน ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงรักษาราชการ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_167829

คลัง จับมือ สถานพยาบาลเอกชน 32 แห่ง ทำ MOU ใช้สิทธิเบิกจ่ายตรงประเภทผู้ป่วยในตามเกณฑ์กลุ่มวินิจฉัยโรคร่วม แก่ ข้าราชการและบุคคลในครอบครัว เริ่ม 1 พ.ค.54

เมื่อวันที่ 29 เม.ย. นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การจัดงานครั้งนี้เป็นการร่วมมือกันระหว่างกรมบัญชีกลาง และสถานพยาบาลเอกชน 32 แห่ง เพื่อทำข้อตกลงร่วมกันในโครงการเบิกจ่ายตรงประเภทผู้ป่วยในตามเกณฑ์กลุ่ม วินิจฉัยร่วม (DRGs) โดยจะเริ่มต้นใช้ตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.54 เป็นต้นไป สำหรับความร่วมมือดังกล่าวสถานพยา บาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการจะเบิกจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในกับกรม บัญชีกลาง ตามสิทธิของผู้ป่วยที่จะได้รับตามพระราชกฤษฎีกาเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการ รักษาพยาบาล พ.ศ. 2553 และส่งข้อมูลการรักษาพยา บาลของผู้ที่เข้ารับการรักษาพยาบาลประเภทผู้ป่วยใน เพื่อเป็นฐานข้อมูลตามกลุ่มโรค ซึ่งใช้เป็นประโยชน์ในการพัฒนาระบบการจัดสวัสดิการด้านการรักษาพยาบาลของรัฐ และสอดคล้องกับภารกิจของกระทรวงการคลังในการกำกับดูแลการใช้จ่ายเงินงบ ประมาณของประเทศ และเป็นประโยชน์โดยตรงต่อประชาชน ที่จะมีทางเลือกในการเข้ารับบริการด้านสุขภาพมากขึ้น และมีความสะดวกคล่องตัวมากขึ้น

นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวต่อว่า การร่วมลงนามครั้งนี้จะเป็นการเพิ่มจำนวนสถานพยาบาลเอกชนเพื่อรักษาพยาบาล แก่ผู้มีสิทธิตามกฎหมาย อาทิ ข้าราชการ ลูกจ้างประจำ ผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ และบุคคลในครอบครัว นอกเหนือจากสถานพยาบาลที่เป็นของรัฐ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้มีสิทธิสามารถเลือกใช้สถานพยาบาลที่อยู่ใกล้ ไม่ต้องเดินทางไกล ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย

โครงการดังกล่าวเป็นเพียงการปรับเปลี่ยนระบบเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล ประเภทผู้ป่วยในระหว่างกรมบัญชีกลางกับสถานพยาบาลเท่านั้น เพื่อให้การใช้จ่ายงบประมาณเป็นไปอย่างเหมาะสมและรัฐสามารถบริหารค่าใช้จ่าย ในด้านนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้รับการรักษาพยาบาลที่เป็นมาตรฐาน และเป็นไปตามหลักการทางการแพทย์อย่างเหมาะสม และถูกต้อง ไม่ได้ทำให้สิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลของข้าราชการลดลงแต่อย่างใด โดยที่สิทธิของข้าราชการนั้นยังมีเช่นเดิมแต่เพิ่มทางเลือกได้มากขึ้นและ พร้อมที่จะจ่ายค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น

สำหรับหลักเกณฑ์นั้น ได้กำหนดเกี่ยวกับโรคที่จะเบิกจ่ายได้ต้องเป็น โรคที่ต้องมีการนัดผ่าตัดล่วงหน้า (Elective Surgery) ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อโรคได้ที่โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ โดยมีค่าใช้จ่ายบางส่วนที่ผู้ป่วยต้องรับผิดชอบจ่ายเอง (Copayment) ไม่สามารถเบิกได้ ประกอบด้วย 1. ค่าห้อง ค่าอาหาร 2. ค่าอวัยวะเทียมและอุปกรณ์ ส่วนเกินอัตราที่กรมบัญชีกลางกำหนด 3. ค่าธรรมเนียมแพทย์พิเศษ และ 4. ค่าธรรมเนียมพิเศษ (Surcharge) ซึ่งทางโรงพยาบาลจะแจ้งผู้ป่วยให้ทราบก่อนเข้ารับการรักษา โดยสามารถดูรายชื่อโรงพยาบาลเอกชนที่เข้าร่วมโครงการ ทั้ง 32 แห่ง ได้ที่เว็บไซด์กรมบัญชีกลาง http://www.cgd.go.th หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Call Center 0-2270-6400

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 เมษายน 2554, 20:33 น.

คลังจ่อชงครม. ขึ้นภาษีเหล้า ปรับเต็มเพดาน

Published มีนาคม 31, 2011 by SoClaimon

29 มีนาคม 2554, 18:20 น.

คลังจ่อชงครม. ขึ้นภาษีเหล้า ปรับเต็มเพดาน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_159735

 

รมช.คลัง มอบสรรพสามิต ศึกษาโครงสร้างภาษีสุรา หลังมีแนวคิดจะปรับภาษีให้เต็มเพดาน เน้นสร้างความเหมาะสมและเป็นธรรม กับอุตสาหกรรมสุราทั้งระบบ อ้างไม่มีการปรับมา 2 ปี และเพื่อสนับสนุนนโยบายลดการดื่ม เตรียมเสนอ ครม.สัปดาห์หน้า…

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา กรมสรรพสามิตได้จัดเก็บภาษีสุราขาวและสุราผสม ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด อันจะเห็นได้จากผลจากการจัดเก็บภาษีในปีงบประมาณ 2552 ซึ่งมีผลการจัดเก็บภาษีดังนี้ สุราขาว มีรายได้ทั้งสิ้นประมาณ 13,855 ล้านบาท และสุราผสม มีรายได้ทั้งสิ้นประมาณ 10,889 ล้านบาท สำหรับในขณะที่ปีงบประมาณ 2553 ผลการจัดเก็บภาษี มีรายได้ ดังนี้ สุราขาว มีรายได้ทั้งสิ้นประมาณ 14,333 ล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณ 2552 เป็นร้อยละ 3.45 และสุราผสม มีรายได้ทั้งสิ้นประมาณ 14,727 ล้านบาท เพิ่มจากปีงบประมาณ 2552 เป็นร้อยละ 35.15

ปัจจุบันการจัดเก็บภาษีสุราขาวและสุราผสมยังไม่เต็มเพดาน ดังนั้น เพื่อเป็นการสนับสนุนนโยบายการลดการบริโภคสุรากลั่นของทั้ง 2 ประเภทดังกล่าว จึงเห็นควรให้มีการเสนอการปรับอัตราภาษีให้เต็มเพดาน เพื่อลดการบริโภคสุราดังกล่าวลง ประกอบกับสุราทั้ง 2 ประเภทยังมิได้มีการปรับอัตราภาษีมาในระยะหนึ่งแล้วโดยมีการปรับอัตราภาษี ครั้งล่าสุดเมื่อเดือน พ.ค. 2552

นายมั่น กล่าวด้วยว่า เมื่อดูจากข้อมูลต่างๆ ข้างต้นแล้ว ได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิตไปศึกษาแนวทางการปรับอัตราภาษีดังกล่าว เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและเป็นธรรมกับอุตสาหกรรมสุราทั้งระบบต่อไป โดยในสัปดาห์หน้ากระทรวงการคลังจะนำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่การพิจารณาของคณะ รัฐมนตรี (ครม.).

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 29 มีนาคม 2554, 18:20 น.

 

ธนารักษ์เร่งมอบที่ดินทำกินกว่า 7 พันไร่ให้ประชาชน

Published มีนาคม 24, 2011 by SoClaimon

24 มีนาคม 2554, 14:28 น.

ธนารักษ์เร่งมอบที่ดินทำกินกว่า 7 พันไร่ให้ประชาชน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_158453

 

รมช.คลัง มอบที่ดินทำกิน-อยู่อาศัยกว่า 7พันไร่ พร้อมเปิดบ้านใหม่ธนารักษ์เมืองปากน้ำ สร้างรายได้เข้ารัฐปีละกว่า 15 ล้านบาท

เมื่อวันที่ 24 มี.ค. นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังเป็นประธานในพิธีมอบสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุตามนโยบายการขอ คืนที่ดินราชพัสดุ 1 ล้านไร่ เพื่อนำมาให้ประชาชนเช่าอยู่อาศัยและทำกิน พร้อมร่วมงานเปิดอาคารสำนักงานธนารักษ์พื้นที่สมุทรปราการแห่งใหม่ โดยมี อธิบดีกรมธนารักษ์ ผู้ว่าราชการจังหวัด ผู้บริหารกรมธนารักษ์ หัวหน้าส่วนราชการ ประ ชาชนและผู้รับสิทธิเช่าที่ราชพัสดุ เข้าร่วมงานจำนวนมาก

นายมั่น กล่าวว่า ตามนโยบายรัฐบาลที่ต้องการจัดหาที่ดินของรัฐนำไปช่วยแก้ปัญหาสังคมและความ ยากจนแบบบูรณาการ ซึ่งมอบหมายให้กรมธนารักษ์ตรวจสอบที่ราชพัสดุที่ว่างและมิได้ใช้ประโยชน์ใน ทางราชการ หรือพื้นที่ที่ราษฎรครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย นำไปจัดให้ราษฎรเช่าเพื่ออยู่อาศัยและเป็นที่ทำกิน โดยมุ่งหวังเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิต และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน สังคมและสิ่งแวดล้อม ภายใต้โครงการรัฐเอื้อราษฎร์ ซึ่งได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน จัดที่ดินให้ประชาชนเช่าเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินในทุกจังหวัดทั่วประเทศ รวมเนื้อที่ประมาณ 146,000 ไร่ จำนวนผู้เช่า เกือบ 60,000 ราย และตั้งเป้าจะขยายการช่วยเหลือประชาชนที่มีรายได้น้อยและไม่มีที่ดินเพิ่ม ขึ้นอีกในปี 2554 จำนวน 4,700 ราย

“ปัจจุบันที่ดินราชพัสดุที่อยู่ในความครอบครองทั้งประเทศ มีเนื้อที่ประมาณ 12.5 ล้านไร่ แบ่งเป็น การใช้ในส่วนราช การมากที่สุดถึง 99% หรือ 12.3 ล้านไร่ ที่เหลืออีกเพียง 1% หรือเนื้อที่ประมาณ 0.2 ล้านไร่ ถูกนำไปจัดหาประโยชน์ ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยบริหารจัดการในรูปแบบโครงการต่างๆ และให้สามารถสนองรับกับนโยบายรัฐบาลและยุทธศาสตร์ของกระทรวงการคลัง”รมช.คลัง กล่าว

ด้าน นายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า สำหรับการดำเนินงานด้านการบริหารที่ราชพัสดุในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีที่ดินราชพัสดุในความครอบครอง เนื้อที่ประมาณ 4,300 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ 5 อำเภอ ได้แก่ อำเภอเมือง บางบ่อ บางพลี พระประแดง และพระสมุทรเจดีย์ มีผู้เช่าจำนวน 2,343 ราย แบ่งเป็นเช่าเพื่ออยู่อาศัย 1,767 ราย การเกษตร 175 ราย อาคารราชพัสดุ 349 ราย และเช่าเพื่อประโยชน์อย่างอื่น 52 ราย สามารถสร้างรายได้เข้าภาครัฐในแต่ละปีราว 15 ล้านบาท.

ทั้งนี้ การมอบสัญญาเช่าที่ดินราชพัสดุ จังหวัดสมุทรปราการในครั้งนี้ ภายใต้โครงการรัฐเอื้อราษฎร์ จำนวน 2 แปลง ในอำเภอเมืองและอำเภอพระสมุทรเจดีย์ เนื้อที่ประมาณ 7,393 ไร่ จัดให้เช่าเพื่ออยู่อาศัยและการเกษตร มีผู้ได้รับสิทธิเช่า จำนวน 572 ราย

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มีนาคม 2554, 14:28 น.

 

คลัง สั่ง ยกเว้นค่าเช่าที่ราชพัสดุเขตน้ำท่วม 1 ปี

Published ตุลาคม 21, 2010 by SoClaimon

20 ตุลาคม 2553, 20:15 น.

ผ่านทางคลัง สั่ง ยกเว้นค่าเช่าที่ราชพัสดุเขตน้ำท่วม 1 ปี – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_120393

นายมั่น พัธโนทัย

รมช. คลัง สั่งกรมธนารักษ์ให้ความช่วยเหลือผู้เช่าที่ราชพัสดุ ที่ได้รับความเดือดร้อนจากอุทกภัย ทั้งยกเว้นค่าเช่าอย่างน้อย 1ปี

เมื่อ วันที่ 20 ต.ค. นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดอุทกภัยในท้องที่ต่างๆ ของภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง โดยเฉพาะในจังหวัดที่มีผู้เช่าที่ราชพัสดุในพื้นที่นั้นๆ ได้รับความเดือดร้อนและเสียหายมาก เช่นจังหวัด นครราชสีมา เพชรบูรณ์ นครสวรรค์ พิจิตร ปราจีนบุรี อุทัยธานี ลพบุรี สระบุรี พระนครศรีอยุธยา เป็นต้น เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้เช่าที่ราชพัสดุซึ่งมีทั้งผู้เช่าเพื่ออยู่ อาศัย ประกอบการเกษตร และผู้เช่าอาคารราชพัสดุที่ได้รับความเดือดร้อนในครั้งนี้ จึงสั่งการให้กรมธนารักษ์ให้ความช่วยเหลือโดยกำหนดแนวทางการให้ความช่วย เหลือ ดังนี้ 1. ผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่ออยู่อาศัย ให้พิจารณาความเสียหายของอาคารที่พักอาศัยหากอาคารที่พักอาศัยเสียหายบาง ส่วน ให้ยกเว้นการเรียกเก็บค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี หากอาคารที่พักอาศัยเสียหายทั้งหลัง ให้ยกเว้นการเรียกเก็บค่าเช่าเป็นเวลา 2 ปี

2. ผู้เช่าที่ดินราชพัสดุเพื่อประกอบการเกษตร หากพืชหรือผลผลิตได้รับความเสียหายจากให้ยกเว้นการเรียกเก็บค่าเช่าเป็นเวลา 1 ปี โดยมีข้อมูลการรับรองความเสียหายจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง 3. ผู้เช่าอาคารราชพัสดุ หากผลกระทบจากอุทกภัยทำให้ผู้เช่าอาคารราชพัสดุ ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ เป็นเวลาเกิน 3 วัน ให้ยกเว้นการเรียกเก็บค่าเช่าเป็นเวลา 1 เดือน และ4. ให้ยกเว้นการคิดเงินเพิ่ม กรณีที่ผู้เช่าไม่สามารถชำระค่าเช่า ค่าธรรมเนียมหรือเงินอื่นใดที่ต้องชำระภายในกำหนดระยะเวลา โดยเหตุมาจากการเกิดอุทกภัยดังกล่าว ซึ่งถือเป็นเหตุสุดวิสัย ในการนี้หากผู้เช่าที่ราชพัสดุมีข้อสงสัยหรือต้องการทราบรายละเอียดเพิ่ม เติม ขอให้ติดต่อสำนักงานธนารักษ์พื้นที่ของจังหวัดนั้นๆ โดยตรง

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 20 ตุลาคม 2553, 20:15 น.

tags:
มั่น พัธโนทัย กระทรวงการคลัง ที่ราชพัสดุ กรมธนารักษ์ อุทกภัย น้ำท่วม

คลังเตรียมถกบริษัทประกัน รับประกันสุขภาพ ขรก.

Published ตุลาคม 11, 2010 by SoClaimon

7 ตุลาคม 2553, 19:10 น.

ผ่านทางคลังเตรียมถกบริษัทประกัน รับประกันสุขภาพ ขรก. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_117114

“คลัง” เตรียมถกสมาคมประกันชีวิต รับประกันสุขภาพข้าราชการ หลังค่ารักษาพยาบาลข้าราชการมีแนวโน้มสูงขึ้นทุกปี หวังลดภาระรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่เพิ่มขึ้นทุกปี…

เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงความคืบหน้าเกี่ยวกับการประกันสุขภาพข้าราชการว่า ในเร็วๆ นี้ กระ ทรวงการคลังจะนัดนายกสมาคมประกันชีวิต เพื่อหารือร่วมกันถึงความเป็นไปได้ในการประกันสุขภาพให้กับข้าราชการ เนื่องจากเห็นว่างบประมาณในส่วนของค่ารักษาพยาบาลข้าราชการนั้น มีแนวโน้มสูงขึ้นทุกๆ ปี ดังนั้นหากให้เอกชนเข้ามารับภาระในการจัดการตรงส่วนนี้ น่าจะเป็นการควบคุมค่าใช้จ่ายของรัฐบาลให้คงที่ได้ อีกทั้งจะเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินการ เพื่อที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้รัฐบาล สามารถจัดทำงบสมดุลได้ภายในระยะเวลา 5 ปี

“ในการประชุมมอบนโยบายข้า ราชการ ได้นำเสนอแนวคิดดังกล่าวไปแล้ว ว่าจะให้เอกชนเข้ามารับภาระในส่วนของการประกันสุขภาพข้าราชการ เนื่องจากเห็นว่าหากยังให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการอยู่ ก็จะยิ่งทำให้ค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ซึ่งนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าว และในเร็วๆ นี้ จะหารือร่วมกับนายกสมาคมประกันชีวิตถึงความเป็นไปได้ ในการที่เอกชนจะเข้ามาทำหน้าที่ตรงนี้ และเพื่อร่วมกันพิจารณาด้วยว่า เอกชนจะรับภาระตรงนี้ไหวหรือไม่ จากที่ก่อนหน้านี้ก็ได้เคยหารือในเบื้องต้นไปแล้ว และทางสมาคมฯ เองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เพียงแต่จะต้องมานั่งหารือกันอย่างเป็นทางการอีกครั้ง” รมช.คลัง กล่าว

ทั้งนี้ในส่วนของรายละเอียดเงื่อนไขในการประกัน สุขภาพให้กับข้าราชการนั้น ทางกรมบัญชีกลางจะต้องเป็นผู้ที่กำหนด โดยยืนยันว่า สิทธิ์ที่ข้าราชการจะได้รับนั้น จะไม่ลดน้อยลงกว่าปัจจุบันที่เป็นอยู่ หรือถ้าเป็นไปได้เงื่อนไขของสิทธิ์ที่จะได้รับจะต้องดีกว่าเดิม และที่สำคัญจะต้องทำให้รัฐบาลสามารถควบคุมค่าใช้จ่าย ในส่วนที่เกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาลข้าราชการได้

“ถ้าสามารถดำเนินการ ได้ ก็จะแบ่งเบาภาระของรัฐบาล ควบคุมงบประมาณที่แน่นอนในแต่ละปีได้ ส่วนในเรื่องคุณภาพนั้น ยืนยันว่า ข้าราชการจะได้รับเหมือนเดิม หรืออาจจะดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ โดยเงื่อนไขทั้งหมดนั้น ทางรัฐบาลจะเป็นผู้ที่กำหนด ขณะที่ในส่วนของบริษัทประกันที่จะเข้ามาร่วมนั้น ก็อาจจะมีหลายๆ บริษัท หรือไม่ก็ให้ทางสมาคมประกันชีวิต เป็นผู้เข้ามารับผิดชอบดำเนินการ ซึ่งก็จะต้องหารือร่วมกันในรายละเอียดอีกครั้ง” นายมั่น กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 7 ตุลาคม 2553, 19:10 น.

tags:
มั่น พัธโนทัย กระทรวงการคลัง กรณ์ จาติกวณิช สมาคมประกันชีวิต ประกันสุขภาพข้าราชการ ข้าราชการ

คลังเดินหน้าศึกษาตั้งกองทุนประกันสุขภาพ ขรก.

Published ตุลาคม 7, 2010 by SoClaimon

5 ตุลาคม 2553, 18:36 น.

ผ่านทางคลังเดินหน้าศึกษาตั้งกองทุนประกันสุขภาพ ขรก. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_116543

“คลัง” เดินหน้าศึกษาตั้งกองทุนประกันสุขภาพ สางปัญหารายจ่ายรักษาพยาบาลข้าราชการพุ่งทุกปี เล็งดึงบริษัทประกันบริหารงานกองทุน หวังกำหนดค่าเบี้ยประกันที่แน่นอนทุกๆ ปี…

เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยว่า กรมบัญชีกลางได้รับมอบนโยบายจากนายมั่น พัธโนมัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ในการศึกษาการจัดตั้งกองทุนประกันสุขภาพว่า จะมีความเป็นไปได้มากน้อยเพียงใดในการจัดตั้งกองทุนประกันสุขภาพสำหรับ ข้าราชการ เพื่อให้กองทุนดังกล่าวมีส่วนช่วยทำให้รัฐบาลรู้ตัวเลขงบประมาณที่แน่ชัดว่า ในแต่ละปีนั้นจะมีค่าใช้จ่ายในส่วนของค่ารักษาพยาบาลข้าราชการเท่าใด และจะยังทำให้เกิดความสะดวกในการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายด้วย เนื่องจากที่ผ่านมาพบว่า รายจ่ายเรื่องค่ารักษาพยาบาลมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปี

ทั้งนี้ แนวคิดการจัดตั้งกองทุนดังกล่าวมีอยู่หลากหลายแนวทาง เบื้องต้นอาจจะเป็นกองทุนที่มีหน่วย งานเข้ามาดำเนินการบริหาร เช่น สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือจะให้บริษัทประกันภัยเข้ามาดำเนินการบริหาร และรัฐบาลจ่ายค่าเบี้ยประกันให้กับบริษัทประกัน โดยจะหารือในรายละเอียดกับฝ่ายบริหารของกระทรวงภายในสัปดาห์นี้

นาย รังสรรค์ กล่าวด้วยว่า การจัดตั้งกองทุนประกันสังคมนั้น มีอยู่หลากหลายแนวความคิด เบื้องต้นอาจจะมีหน่วยงานเข้ามาดำเนินการบริหาร เช่น สปสช. หรืออาจจะให้บริษัทประกันเข้ามาบริหารกองทุน โดยรัฐบาลก็จะจ่ายค่าเบี้ยประกันให้ ถ้าจ้างกับบริษัทประกันเพื่อประกันสุขภาพให้กับข้าราชการและญาติ ก็อาจจะมีการกำหนดค่าเบี้ยประกัน เช่น 5 หมื่นล้านบาทต่อปี ตรงนี้ก็จะทำให้เราสามารถรู้รายจ่ายที่แน่นอนว่าจะต้องจ่ายเท่าใดในแต่ละปี จะเป็นการแก้ปัญหางบรายจ่ายค่ารักษาพยาบาลข้าราชการที่เพิ่มสูงขึ้นทุกๆ ปีได้ ส่วนการควบคุมเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ นั้นก็เป็นหน้าที่ของบริษัทประกันที่จะเข้ามาบริหารกองทุนฯ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 ตุลาคม 2553, 18:36 น.

tags:
รังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ กรมบัญชีกลาง มั่น พัธโนทัย กระทรวงการคลัง สำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ สปสช.

พลิกปูม 36 รัฐมนตรีครม.สมชาย 1

Published ตุลาคม 5, 2010 by SoClaimon

วันที่ 25/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
(พปช.)นายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อ 31 สิงหาคม 2490 จบนิติศาสตรบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย (นบท.) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เข้ารับราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่ปี 2517 ไต่เต้ามาจนถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นิสัยส่วนตัว สุภาพ เรียบร้อย ค่อนข้างเก็บตัว แต่เมื่อภรรยานางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ นายสมชาย จำใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยมีพี่เขยเป็นแบ๊คอัพ ก่อนจะได้เป็นรองนายกฯควบรมว.ศึกษาธิการ สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทยในที่สุด


พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (คนนอก)
รองนายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 ที่ จังหวัดนนทบุรี สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อ พ.ศ. 2496 และ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เมื่อ พ.ศ. 2507 เคยเป็นอดีตผบ.ทบ. รักษาการผบ.สส. ก่อนจะลาออกจากราชการหันมาก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ เคยเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม รมว.มหาดไทย รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม


ดร.โอฬาร ไชยประวัติ (คนนอก)
รองนายกรัฐมนตรี

จบปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์จาก U Penn จบเอกจาก MIT เจ้าของฉายาโหรเศรษฐกิจอันโด่งดังในอดีต ขนาดที่ว่าทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องมีชื่อ ดร โอ ติดโผด้วยทุกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดเจ้าตัวก็ยังไม่มีโอกาสได้นั่งเก้าอี้เสนาบดีใดๆ เพิ่งจะได้มีโอกาสเข้ามานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการในรัฐบาลชุด นี้ รวมทั้งยังเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วย


พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (ชท.)
รองนายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อ 7 กันยายน 2478 เป็นชาวพิจิตร เคยรับราชการเป็นทหารบก ก่อนถูกให้ออกจากราชการ เมื่อร่วมก่อการกบฏ 26 มีนาคม 2520 ถูกจำคุกที่ เรือนจำลาดยาว จากข้อหากบฏ เมื่อได้เข้าทำงานการเมืองเคยเป็นอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่นานก็ติดบ่วงกรรม เมื่อถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง

ปี 2548 ออกมาก่อตั้งพรรคมหาชน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ การเลือกตั้งปี 2550 จึงต้องหอบลูก-หลานมาอยู่ชายคาพรรคชาติไทย ได้รับตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีทั้งสมัยรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย


นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล (พปช.)
รองนายกรัฐมนตรี

อดีต รมว.สาธารณสุข สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อายุ 72 จบการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เติบโตมาในสายธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ก่อนจะขยายอาณาจักรรับงานระดับ เมกะโปรเจ็คต์ ของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยงานใหญ่ที่สร้างชื่อ อาทิ งานก่อสร้างโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ

เคยเป็น รมช.คลัง สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในปี 2539


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ (พปช.)
รองนายกฯควบ รมว.ต่างประเทศ

อดีต รมว.ยุติธรรม สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 3 กรกฎาคม 2484 ปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าสู่วงการเมือง ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ชลบุรี ครั้งแรกปี 2529 ก่อนย้ายไปลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เมื่อปี 2531

ผ่านงานบริหารมาโชกโชน ทั้ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ รมช.คมนาคม และ รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม


นายสุพล ฟองงาม (พปช.)
รัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี

อดีต รมช.มหาดไทย สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 5 กรกฎาคม 2505 จบระดับปริญญาโท พัฒนาสังคม ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

เป็น ส.ส. อุบลราชธานี ตั้งแต่ปี 2539-2543 ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อยู่ในสังกัดกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ เคยออกโรงอัดพ.ต.ท.ทักษิณ กลางที่ประชุมพรรคไทยรักไทยสมัย ด้วยสำนวนที่ว่า ส.ส.ไม่ใช่ลูกจ้างบริษัทชินวัตร

ปัจจุบันอ้างว่า แยกตัวออกมาจากกลุ่มของนายเนวินแล้ว แต่ยังมีเก้าอี้รมต.สำนักนายกฯรองรับอยู่


นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ (พปช.)
รัฐมนตรีประจำนักงานนายกรัฐมนตรี

เกิดวันที่ 30 มกราคม 2496จบการศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต(เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 กาฬสินธุ์ พรรคไทยรักไทย 2544 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อไทยรักไทย 2548 เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นายกรัฐมนตรี มีตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน

มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย จนสามารถเบียดนายชูศักดิ์ ศิรินิล กระเด็นจนตกเก้าอี้ไปได้


นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช (พปช.)
รมว.คลัง

เกิดวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2495 จบการศึกษาเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ The London School of Economics and Political Science สหราชอาณาจักร ปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย มีส่วนร่วมในการวางแผนนโยบายประชานิยม เคยเป็นรมช.คลัง ก่อนจะเขยิบขึ้นเป็นรมว.คลังในที่สุด นอกจากนี้ นายสุชาติยังเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเตรียมเอาไว้รองรับสมาชิกหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบอีกด้วย


นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ (รช.)
รมช.คลัง

เกิดเมื่อ 25 ธันวาคม 2498 ที่ จ.พิจิตร จบปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำธุรกิจโรงแรมและเครื่องครัวอะลูมิเนียม ถูก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ชักชวนเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส.พิจิตร และได้รับเลือกครั้งแรก ปี 2538 จากนั้นเพียง 2 ปี เขาขึ้นเป็น รมช.คมนาคม สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในปี 2540

เคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะออกมาก่อตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา รับเป็นเลขาธิการพรรค


ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี (พผ.)
รมช.คลัง

เป็นศรีภริยาของ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีต รมช.พาณิชย์ เกิดเมื่อ 23 มิถุนายน 2499 เข้ารับราชหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ม.เกริก และคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยเป็นผู้อำนวยการสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะลาออกมารับตำแหน่งทางการเมือง โควต้าของสามี จากพรรคเพื่อแผ่นดิน


นายมั่น พัธโนทัย (พผ.)
รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

เกิด 21 มกราคม 2484 จบปริญญาโท-เอก สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกาเป็น เด็กสร้าง ของเจ้าพ่อปากน้ำ วัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนหน้านี้ไม่ว่าวัฒนา จะย้ายไปนั่งกระทรวงใด ก็จะตามไปเป็นเลขานุการทุกครั้ง ก่อนจะเติบใหญ่ได้เป็นรมว.ไอซีที เมื่อวัฒนา นายทุนของพรรคเพื่อแผ่นดินติดคดีคลองด่านไม่สามารถจะรับตำแหน่งเองได้


นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล (รช.)
รมว.พลังงาน

เกิดวันที่ 8 มี.ค. 2492 การศึกษาจบ วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 5 สมัย เป็นคู่เขยของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เมื่อพล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลภ อดีตรมว.พลังางาน วางมือทางการเมืองจึงถูกสุวัจน์ เลือกมารับตำแหน่งแทนในที่สุด


นายไชยา สะสมทรัพย์ (พปช.)
รมว.พาณิชย์

อดีต รมว.สาธารณสุข หลังจากนั้นจึงถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 18 กันยายน 2495 จบการศึกษาโรงเรียนเทคโนโลยีนครปฐม ปี 2523-2533 เป็นสมาชิกสภาจังหวัดนครปฐม ปี 2538 เป็น ส.ส.นครปฐมหลายสมัย ถือเป็นครอบครัวการเมือง ที่ยึดครองนครปฐมมายาวนาน สมัยเมื่อเข้าไปเป็นรมว.สาธารณสุขถูกกลุ่มแพทย์ต่อต้านอย่างหนักจนถึงขั้น ล่ารายชื่อถอดถอน


พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์(มณ)
รมช.พาณิชย์

เกิดเมื่อ 26 กรกฎาคม 2506 จบปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร รับราชการตำรวจ และลาออกปี 2543 เป็น อดีต ส.ส.นครสวรรค์ 2 สมัย ปี 2544 และ 2548 ในนามพรรคไทยรักไทย ส่วนในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ลงสมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่มที่ 2 สังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย ลำดับที่ 1 แม้สอบตก แต่ดีกรีมือทำงานชั้นเยี่ยมย่อมไม่พลาดการปูนบำเหน็จครั้งนี้ ถือเป็นเด็กในคาถาของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ทั้งพูดและทำแทนนายหมดทุกอย่าง จึงถือว่าเป็นนักการเมืองคนสนิทคนหนึ่งของเจ้าพ่อวังน้ำยม


นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ (พปช.)
รมช.พาณิชย์

เกิดวันที่ 15 มีนาคม 2487 จบปริญญาโท-รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เคยเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ อดีตเลขานุการกรรมาธิการสวัสดิการสังคม อดีตที่ปรึกษาประธานรัฐสภา (ดร.โภคิน พลกุล) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ดร.โภคิน พลกุล)


พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ (คนนอก)
รมว.มหาดไทย

เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2490 เป็นชาวอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 6 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 22 รับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาตลอด เป็นเวลากว่า 27 ปี ก่อนจะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

หลังเกษียณอายุราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในรัฐบาล นายสมัคร และรัฐบาลสมชาย ก็ยังมีเก้าอี้ แต่เหลือเพียงตำแหน่งรมว.มหาดไทยเท่านั้น


นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข (พปช.)
รมช.มหาดไทย

วันเดือนปีเกิด 2 พฤศจิกายน 2500 วุฒิการศึกษา วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาโยธา MAPUA INSTITUTE OF TECH.ประเทศฟิลิปปินส์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษาเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขานุการ รมว.กระทรวงสาธารณสุข, เลขานุการ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


นายประสงค์ โฆษิตานนท์ (พผ.)
รมช.มหาดไทย

เกิด 15 ธันวาคม 2486 จบปริญญาตรี สาขาการเงินและการธนาคาร(สถาบัน Far Eastern : ฟิลิปปินส์) ปริญญาโท สาขาการตลาด (สถาบัน Dallas : สหรัฐ) เป็นเจ้าของบ.อาณาจักรสุโขทัยหินอ่อนและแกรนิตผู้กว้างขวางในหมู่นักการ เมือง สนิทกับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์มาก แต่มาเป็นรมต.ในโควต้านายทุนพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่วนตำแหน่งการเมืองในอดีตเคยเป็นส.ว.เพชรบูรณ์ ปี 2535-2539


นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ (พปช.)
รมว.ยุติธรรม

เกิด 27 มิถุนายน 2497 จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร สาขาโยธา ม.ขอนแก่น วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาแหล่งน้ำ จุฬาฯ มีฉายา”ขุนค้อน”จากการทำหน้าที่ขึงขังสมัยเป็นรองประธานสภาผู้แทนฯเมื่อปี 2539 เดิมเป็นแกนนำกลุ่มอีสานพัฒนาพรรคพลังประชาชน แต่ต้องถอนมาตั้งกลุ่มขุนค้อน เพราะถูกเพื่อนในกลุ่มหาว่า”หักหลัง” เพราะดันเสนอชื่อตัวเองจนได้รับเลือกเป็นรมว.วัฒนธรรมในช่วงท้ายรัฐบาลสมัคร ก่อนมาใหญ่ขึ้นอีกในยุคสมชายนี้


นางอุไรวรรณ เทียนทอง (ปชร.)
รมว.แรงงาน

ภริยาหัวหน้าพรรคประชาราช-เสนาะ เทียนทอง มากินโค้วตาแทนสามี ที่กระทรวงนี้ตั้งแต่รัฐบาลสมัคร1 เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ โดยยุครัฐบาลทักษิณก็เคยเป็นมาแล้วทั้งรมว.แรงงานและรมว.วัฒนธรรม ป้าอุ เกิด 9 กรกฎาคม 2485 จบปริญญาตรีพาณิชยศาสตร์และบัญชี ธรรมศาสตร์ เคยรับราชการที่มหาดไทยจนเกษียณที่ซี 9 ผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาท้องถิ่น กรมการปกครอง ก่อนตามรอยสามีเข้าสู่วงการเมือง


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล (พปช.)
รมว.วัฒนธรรม

เกิด 2 พฤศจิกายน 2502 จบปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์ ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า เป็นส.ส.แพร่หลายสมัย ขั้วตำแหน่งรัฐมนตรีโควต้าภาคเหนือก็หลายหน แต่ก็แห้วตลอด เพิ่งได้เก้าอี้สมใจคราวนี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ได้ดีเพราะเป็นคนใกล้ชิดเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยานายกฯสมชาย ที่ผู้คนสงสัยเป็นช้างเท้าหน้าหรือเท้าหลังกันแน่


นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล (ชท.)
รมว.เกษตรและสหกรณ์

เกิด27เมษายน2494 จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์รามคำแหง ปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เป็น ส.ส.อ่างทอง ตั้งแต่ปี 2529 จนปัจจุบัน เคยเป็น รมว.ศึกษาธิการ ปี 2542 และรองประธานสภาผู้แทนฯปี 2544 เป็นอดีตคนเดือนตุลา ที่โตทางการเมืองกับพรรคชาติไทยมายาวนานด้วยบุคคลิกว่านอนสอนง่ายในสายตาหลง จู้หัวหน้าพรรค จึงมีตำแหน่งแทบทุกครั้งที่เป็นรัฐบาล


นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร (ชท.)
รมช.เกษตรและสหกรณ์

เกิด 22 พฤศจิกายน 2504 ยังคงเก้าอี้เดิมไว้ได้ต่อจากช่วงรัฐบาลสมัคร ที่เคยส้มหล่น ได้รับเก้าอี้มาแทนโควต้าของนายกมล จิระพันธ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี ที่ติดปัญหาคุณสมบัติเพราะครอบครัวมีสัมปทานกับรัฐ แต่ก็ถือเป็นลูกรักอีกคนของหัวหน้าพรรค-บรรหาร ที่เข้าไปทำงานในกระทรวงเกษตรฯชนิดเป็นตัวแทนรับใบสั่งหลงจู้ มาจัดการให้ทุกรูปแบบ


นายธีระชัย แสนแก้ว (พปช.)
รมช.เกษตรและสหกรณ์

เกิดปี 2510 จบปริญญาโท สาขาสังคมสงเคราะห์ ธรรมศาสตร์ เป็นส.ส.อุดรธานีหลายสมัย ถนัดบทบู๊จนได้ฉายา”อีโต้อีสาน” มีบทบาทสำคัญในกลุ่มเพื่อนเนวินที่คอยปกป้องทักษิณมาตลอดโดยเฉพาะช่วงหลัง รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ที่เป็นแกนนำกลุ่มคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ แม้เที่ยวนี้กลุ่มเพื่อนเนวินจะโดนเด็ดเขี้ยวลดโควต้า แต่ฐานะของธีระชัยก็ยังมั่นคงในตำแหน่งเดิม


นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ (ชท.)
รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

เกิด 23 ตุลาคม 2508 จบนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาฯ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ เป็นมือวิชาการของพรรคชาติไทยมาตลอด และถือเป็น”ยังบลัด”ที่พรรคภูมิใจนำเสนอ ด้วยภาพพจน์ที่ไม่เคยเสียหาย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนรู้ใจของหัวหน้าบรรหารเช่นกัน จึงเหนียวแน่นอยู่ในเก้าอี้รมว.ท่องเที่ยวฯได้ตั้งแต่สมัคร 1 จนถึงปัจจุบัน


นายสันติ พร้อมพัฒน์ (พปช.)
รมว.คมนาคม

เกิด 20 กันยายน 2495 จบปริญญาโทศิลปศาสตร์ รามคำแหง แต่ปริญญาตรีที่รามฯยังมีปัญหาเพราะถูกแฉกลางสภาว่า ทุจริตการสอบจนถูกลบชื่อไปแล้ว เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เจ้าของบริษัท นวพัฒนาธานี เคยเป็นนายทุนพรรคความหวังใหม่ เมื่อยุบมารวมกับไทยรักไทย ก็ใกล้ชิดทักษิณ จนได้รับการผลักดันเป็นรมว.คมนาคมในฐานะตัวแทนเฮียเพ้ง ตอนตั้งรัฐบาลสมัคร แต่เที่ยวนี้หวิดเสียเก้าอี้เพราะใกล้ชิดกลุ่มเพื่อนเนวินเกินไป ดีแต่รีบไปเคลียร์กับนายใหญ่ทัน ถึงรักษาเก้าใหญ่ตัวนี้ไว้ได้


นายโสภณ ซารัมย์ (พปช.)
รมช.คมนาคม

เกิด 31 มีนาคม 2502 จบปริญญาตรี ครุศาสตร วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ สังกัดกลุ่มเพื่อนเนวินขนานแท้ เพราะเป็นส.ส.บุรีรัมย์ในสังกัดยี้ห้อยมาตั้งแต่ปี 2544 บทบาทไม่ถึงกับโดดเด่น แต่เที่ยวนี้กลับส้มหล่นได้เข้ามาแทนที่”ทรงศักดิ์ ทองศรี”ลูกพี่ลูกน้องของเนวิน ที่ต้องตกกระป๋องไปอย่างไม่คาดฝัน จนเป็นที่ฮือฮามากว่า นี่เป็น 1 ในเกมเชือด เพื่อสยบอหังการ์พ่อมดเขมร


นายวราวุธ ศิลปอาชา (ชท.)
รมช.คมนาคม

ลูกคนสุดท้องของหัวหน้าพรรคชาติไทย จบปริญญาโท MBA FINANCE จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ วิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา เป็นส.ส.สุพรรณบุรีตามรอยพ่อ เกิด 11 กรกฎาคม 2516 เพิ่งอายุเต็ม 35 ปีตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นรัฐมนตรีได้ จึงได้รับการผลักดันจากเตี๋ยบรรหาร ให้ขึ้นแท่นรมต.แทนอนุรักษ์ จุรีมาศ ที่มีปัญหาติดร่างแหจำเลยคดีทุจริตหวยบนดินด้วย


นายศรีเมือง เจริญศิริ (พปช.)
รมว.ศึกษาธิการ

เกิด 9 กรกฎาคม 2485 จบการศึกษา ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นสว.มหาสารคามปี 2543-2549 ที่มีบทบาทในการสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างเต็มที่ จนเป็นหัวหอกในการชนกับกลุ่มสว.ฝ่ายจรงกันข้าม จากนั้นจึงเข้ามาสังกัดพรรคพลังประชาชน และถือเป็นรัฐมนตรีสายตรงคนหนึ่งของตระกูลชินวัตร


นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง (พปช.)
รมว.วิทยาศาสตร์

น้องชายนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่เข้ามารับตำแหน่งแทนพี่ชายซึ่งติดห้องขังบ้านเลขที่ 111 อยู่ โดยคงเก้าอี้เดิมอย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่สมัคร 1 จนถึงตอนนี้ เกิด 13 สิงหาคม 2502 การศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง (พปช.)
รมว.สาธารณสุข

เกิด 10 มิถุนายน 2491 การศึกษาสูงสุดตอนนี้คือ ปริญญาเอกนิติศาสตร์ รามคำแหง เป็น อดีตรมว.มหาดไทย สมัยรัฐบาลสมัคร ที่ถูกปรับออกในช่วงท้ายอย่างเจ็บปวด ด้วยข้อหาที่เป็นรมต.สายล่อฟ้าคนหนึ่ง เป็นนักการเมืองฝืปากกล้าที่มีบทบาทโลดโผนยาวเหยียด ตั้งแต่รับราชการเป็นตำรวจจนมาเล่นการเมือง ได้เป็นรัฐมนตรีก็หลายรัฐบาล ตกอับถูกคณะปฏิวัติยึดอำนาจช่วงรัฐบาลชาติชาติ ชุณหะวัณ ไล่ล่าจนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศก็เคย เล่นบทฝ่ายค้านไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ทำมาแล้ว ทั้งเคยเป็นหัวหน้าพรรคมวลชน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้อดีตนายกฯทักษิณ ถึงทุกวันนี้ จนได้ดีกลับมาเป็นรมต.อีกหน


นายวิชาญ มีนชัยนันท์ (พปช.)
รมช.สาธารณสุข

เกิด 24 กรกฎาคม 2503 จบปริญญาตรีคณะวิทยาการจัดการ ม.ราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา ปริญญาโทรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เล่นการเมืองท้องถิ่นเป็นสก.เขตมีนบุรีอยู่หลายสมัย จนบารมีแก่กล้า จึงโดดลงสนามใหญ่เป็นส.ส.กทม.ตั้งแต่ปี 2544 อยู่ในสังกัดกลุ่มเจ๊หน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธ์


นายอุดมเดช รัตนเสถียร (พปช.)
รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2502 จบการศึกษาบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการเงิน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรีหลายสมัย เคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงคมนาคม

ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงมหาดไทย และเลขานุการ รมว.กระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นคนสนิทคนสำคัญของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จึงได้รับการทั้งผลักทั้งดันอย่างเต็มที่จนได้เป็นรัฐมนตรีในที่สุด


พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก (พผ.)
รมว.อุตสาหกรรม

เกิด 18 พฤษภาคม 2485 อดีตอธิบดีกรมตำรวจคนสุดท้าย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนแรก จากนั้นก็ลาออกก่อนเกษียณมาเล่นการเมืองเคยสังกัดพรรคชาติพัฒนา เมื่อพรรคยุบไปรวมกับพรรคไทยรักไทย จึงหยุดพักการเมืองไป ก่อนกลับมาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดินในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และเที่ยวนี้ส้มหล่นได้เป็นรมต.แทนหัวหน้าพรรค-สุวิทย์ คุณกิตติ ที่เจอคำสั่งห้ามจากลอนดอน ไม่ยอมให้ขึ้นเป็นรมต.


นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน (มฌ.)
รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เป็นอีกคนที่รับตำแหน่งแทนสามี คือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่โดนดอง 5 ปี อยู่ในบ้านเลขที่ 111 เกิด 21 กันยายน พ.ศ.2501 จบปริญญาตรี ม.ศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก และปริญญาโท ม.เกษตรศาสตร์ เดิมรับราชการครูตั้งแต่ปี 2524 แต่พลิกผันชีวิตมาเป็นนักการเมืองเพื่อสืบทอดแทนสามี จนรั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และนั่งเก้าอี้รมต.ตีวนี้เหนียวแน่นมาตั้งแต่สมัคร 1

“ลาออก”หรือ”ยุบสภา” ถึงเวลา”สมัคร”ต้องตัดสินใจ?

Published ตุลาคม 4, 2010 by SoClaimon

วันที่ 9/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

สถานการณ์การชุมนุมขับไล่”รัฐบาลนอมินี่ระบอบทักษิณ” ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ยืดเยื้อมากว่า 3 เดือน ท่ามกลางความดื้อดึงแข็งขืนของนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี ที่ยังคงมีท่าทีแข็งกร้าว จนถึงกับประกาศใช้พรก.บริหารราชการแผ่นดินในภาวะฉุกเฉิน ที่ยิ่งทำให้การเมืองไทยเข้าสู่ทางตัน เกิดเป็นวิกฤติการณ์ครั้งร้ายแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา สร้างความเสียหายใหญ่หลวงแก่ชาติบ้านเมือง

จึงเป็นที่ประจักษ์แก่ทุกฝ่ายว่า หากยังปล่อยให้สถานการณ์ยืดเยื้อต่อไปเช่นนี้ โดยที่ไม่มีทางออกใดๆ ประเทศชาติก็จะไปสู่จุดหายนะล่มจมได้

ในท่ามกลางแรงกดดันของฝ่ายต่างๆไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ เศรษฐกิจ ภาคสังคม กลุ่มองค์กรนักวิชาการ สถาบันการศึกษาต่างๆที่เหลืออดเหลือทนยิ่งขึ้นทุกขณะ โดยเฉพาะต่อบทบาทในการแก้ไขวิกฤติบ้านเมืองของระบอบรัฐสภาไทยที่ดูเหมือนไม่ อาจเป็นที่พึ่งที่หวังได้เลย จึงทำให้ผู้นำฝ่ายนิติบัญญัติทั้งประธานสภาผู้แทนราษฎร,ประธานวุฒิสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนฯต้องร่วมหารือแนวทางแก้ไขวิกฤติ เพื่อกอบกู้ศรัทธาต่อระบอบรัฐสภาคืนมา โดยมอบให้นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เป็นตัวกลางไปเจรจากับฝ่ายรัฐบาลและพันธมิตรฯเพื่อหาทางออกให้ได้

จนนำมาสู่การหารือร่วมกันล่าสุดของตัวแทน 7 พรรคการเมืองในสภาฯทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน กับฝ่ายวุฒิสภา เพื่อเสนอทางออกผ่านนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี ไปเสนอต่อนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีให้ตัดสินใจ ท่ามกลางกระแสข่าวว่า ข้อเสนอที่ให้ไป รวมถึงการให้”ลาออก”หรือไม่ก็”ยุบสภา”เสีย

นี่จะเป็นแรงกดดันที่หนักหน่วง พอที่จะทำให้นายกรัฐมนตรีผู้ได้ชื่อว่า “ดื้อสุดขีด”ผู้นี้ จะสยบยอมหรือไม่ เช่นไร นับเป็นสถานการณ์ที่ทุกฝ่ายต้องจับตาด้วยใจระทึก และหากยังดื้อด้านที่จะใช้แนวทางที่ 3 ตามที่เคยประกาศหลายครั้ง คือ ไม่ยุบ-ไม่ลาออก แต่จะอยู่เป็นนายกรัฐมนตรีต่อไป ด้วยข้ออ้างเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยแล้วไซร้ ในส่วนของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคร่วมรัฐบาลจะก่อกระแสกดดันอะไรเพิ่มเติมหรือไม่

แต่หากพรรคร่วมรัฐบาลไม่รู้สึกรู้สมต่อกระแสสังคม ยังยืนยันที่จะ”กระเตง”กันไปแบบนี้ ทำให้ชาติบ้านเมืองยิ่งเสียหายล่มจมมากขึ้น ก็น่าเป็นห่วงยิ่งว่า สถานการณ์อาจจะก้าวไปซ้ำรอยเหตุการณ์”พฤษภาทมิฬ”เมื่อปี 2535 ที่พรรคร่วมรัฐบาลซึ่งล้วนแต่เป็นหน้าเดิมๆในเวลานี้ ได้ร่วมกันยืนกรานไม่ฟังเสียงต่อต้านของประชาชน จนนำไปสู่เหตุจลาจล”นองเลือด”ในที่สุด กลายเป็น”ตราบาป”ที่ทุกวันนี้ ก็ยังล้างคราบคาวกันไม่หมด

แล้วหนนี้ พรรคร่วมรัฐบาลยังจะทำความผิดพลาด ก้าวซ้ำรอยเดิมอีก?

หรือจะต้องให้คนรุ่นหลังจารึกประวัติศาสตร์อันอัปยศไปชั่วลูกหลาน
นายชัย ชิดชอบ
ประธานสภาผู้แทนราษฎร

“รัฐสภาในฐานะตัวแทนของประชาชนได้ปรึกษาเพื่อหาข้อสรุปร่วมกัน สรุปได้ว่า ที่ประชุมได้มอบหมายให้เลขาธิการพรรคพลังประชาชนไปเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ถึงข้อห่วงใยและข้อมูลต่างๆที่ได้มีการพูดคุยกัน เมื่อได้คำตอบอย่างไร ให้มาแจ้งให้ที่ประชุมรับทราบ

โดยส่วนใหญ่ยังมีความมั่นใจว่า ประธานวุฒิสภาจะเป็นคนกลางที่ประสานประโยชน์ของทุกฝ่ายได้ แต่การจะให้ทุกอย่างจบภายในวันเดียวคงเป็นไปไม่ได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไปเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นมันหมักหมมพอสมควร

ถามเหตุใดจึงต้องให้เลขาฯพรรคพลังประชาชนไปแจ้งนายกฯด้วย

นายชัย-ก็ทุกอย่างอยู่ที่นายกฯว่าจะตัดสินใจอย่างไร เราให้ไปเรียนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นและเรื่องที่จะต้องแก้ไข

ถาม-มีข้อเสนอให้นายกฯยุบสภาหรือลาออกใช่หรือไม่

นายชัย-ก็แล้วแต่เลขาธิการพรรคพลังประชาชนจะไปปรึกษากับนายกฯเอง เพราะคิดว่า ถึงนายกฯลาออกปัญหาก็คงไม่จบ และการทำประชามติก็ยังไม่สามารถทำได้ แต่ปัญหาของประชาชนทั้งประเทศเป็นเรื่องใหญ่ หากทุกฝ่ายยังประจันหน้ากันอยู่ เศรษฐกิจของประเทศมีแต่ทรุดลงทุกวัน ต่างประเทศก็ไม่เชื่อมั่น

ถาม-มีข้อเสนออะไรไปยังพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยหรือไม่

นายชัย-ไม่กล้าบังอาจ

ถาม-มีข้อเสนอให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนตัวหรือไม่

นายชัย-ได้สอบถาม 6 พรรคร่วมรัฐบาลแล้ว เขาก็ร่วมมือ ผนึกกันแน่น ไม่มีพรรคใดถอนตัว ขณะนี้เราขอร้องให้ทุกฝ่ายถอยคนละก้าว

ถาม-การประชุมร่วมฝ่ายนิติบัญญัติและพรรคร่วมรัฐบาลครั้งนี้ ถือว่าล้มเหลวหรือไม่

นายชัย-ไม่ล้มเหลว บรรยากาศของบ้านเมืองจะเริ่มดีขึ้นเพราะลูกเห็บตกแล้ว และทันทีที่ต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าวก็ควรจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินได้แล้ว”
ประสพสุข บุญเดช
ประธานวุฒิสภา

“ผมได้ตั้งคณะทำงานประสานขึ้นมาจำนวน 8 คน ประกอบด้วยส.ว. 7 คน และนางสุวิมล ภูมิสิงหราช เวลขาธิการวุฒิสภาเป็นเลขานุการคณะทำงาน จากนั้นได้เข้าเจรจากับพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ดยมีพล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช และพล.ร.อ.ณรงค์ ยุทธวงศ์ คณะทำงาน เป็นผู้ประสาน

โดยจากการหารือพล.อ.อนุพงษ์ ได้แสดงความห่วงใยกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และอยากให้ทุกฝ่ายยึดความมั่นคงและประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก พร้อมทั้งเรียกร้องให้หันหน้าเข้าหากัน ถอยคนละก้าว ขณะเดียวกันพล.อ.อนุพงษ์ ได้สนับสนุนให้ฝ่ายรัฐสภาช่วยกันแก้ปัญหาของประเทศชาติ โดยทางทหารยืนยันจะไม่ใช้กำลังสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร และจะไม่มีการทำปฏิวัติรัฐประหารอยางเด็ดขาด เพราะเห็นว่า วิธีการของรัฐสภาจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

ผมยังได้ประสานไปยังกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แต่ยังไม่มีการพบปะเจรจากัน เพราะจังหวะเวลาไม่เอื้ออำนวย ซึ่งผมเข้าใจว่า จะต้องให้เวลา โดยยืนยันว่า ผมยังรออยู่และจะเปิดประตูที่จะเป็นคนกลางในการเจรจาต่อไป

จากที่คณะทำงานได้นำข้อมูลข้อคิดเห็นจากฝ่ายต่างๆมาสนทนาอภิปรายร่วมกันถึง แนวทางการแก้ปัญหา แนวทางที่น่าจะเป็นทางออกในขณะนี้คือ ทุกฝ่ายควรลดทิฐิ และเสียสละเพื่อประเทศชาติ และถอยกันคนละก้าว โดยมีแนวทางปฏิบัติ 3 ข้อ คือ

1.นายกฯควรประกาศลาออกเพื่อเปิดให้มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายรับได้ และรัฐบาลใหม่ทำหน้าที่ชั่วคราวในระยะสั้นก่อนคืนอำนาจให้ประชาชน หรือนายกฯควรประกาศยุบสภา เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้เลือกตั้งผู้แทนราษฎรเข้ามาใหม่ 2.พันธมิตรต้องเคารพและปฏิบัติอยู่ภายใตกฎหมายและยุติการชุมนุม และ 3. สำหรับแนวทางการทำประชามติที่นายกฯเสนอนั้น คณะทำงานเห็นว่าไม่น่าปฏิบัติในตอนนี้”
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

“ท่านประธานวุฒิสภาได้รายงานสิ่งที่ได้ไปทำมา ซึ่งยอมรับกันว่า ไม่มีความคืบหน้าเท่าที่อยากจะเห็น เพราะยังมีความยากลำบากที่จะนำ 2 ฝ่ายมาเจรจากัน ส่วนการหารือดังกล่าวก็มีความเห็นที่หลากหลายและมองสถานการณ์ในหลายแง่มุม แต่ในส่วนของผมไม่ได้มีการเสนออะไรเพิ่มเติม นอกจากนี้ที่ประชุมยังได้วิเคราะห์ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาจากหลายแง่มุม แต่ในที่สุดการดำเนินการโดยระบบรัฐสภาต้องขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากในสภาผู้ แทนราษฎร ซึ่งก็คือพรรคร่วมรัฐบาล 6 พรรค โดยพรรคเหล่านี้ได้รับความเห็นต่างๆในวันนี้ไปแจ้งกับฝ่ายรัฐบาล

ถาม-จากการหารือ คาดหวังหรือไม่ว่า สถานการณ์จะคลี่คลายหรือคงอยู่อย่างนี้ต่อไป

นายอภิสิทธิ-ผมยังเป็นห่วงอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมไม่คิดว่าฝ่ายค้านและวุฒิสภาเป็นตัวประกอบ เพราะเราทำตามหน้าที่ และรัฐบาลก็เรียกร้องให้ทุกอย่างอยู่ในระบบ

ผมรู้สึกหนักใจและเป็นห่วงว่าสถานการณ์จะคลี่คลายได้อย่างไร เพราะยังมองไม่เห็นว่ามีวิธีใดจะเป็นหลักประกันได้ และเห็นได้ชัดว่า ประชาชนมีความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและสังคม แต่การทำให้แต่ละฝ่ายพยายามเข้าใจอีกฝ่าย ยังมีน้อยมาก คือ ต่างฝ่ายต่างมองในมุมของตัวเอง ซึ่งนี่เป็นอุปสรรคที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่ในกลุ่มผู้นำเท่านั้น แต่รวมถึงประชาชนด้วย ผมคิดว่าถ้าสามารถทำให้สังคมสมานฉันท์ได้ ต้องเริ่มต้นจากการพยายามเข้าใจคนอื่นก่อน มิฉะนั้นคงเป็นเรื่องที่ยากลำบาก”
นายมั่น พัธโนทัย
รองนายกฯและรมว.ไอซีที
รองหัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

“ที่ประชุมได้มอบหมายนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรคพลังประชาชนไปหารือกับนายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้นายกฯและรัฐบาลลดอุณหภูมิลงบ้าง และขอให้ฟังทุกฝ่ายบ้าง เพื่อสร้างสถานการณ์ทางการเมืองให้ดีขึ้น ในเมื่อต่างคนต่างแข็งกร้าว จึงเห็นว่า ควรให้นพ.สุรพงษ์คุยกับนายกฯเพื่อหาทางอะลุ่มอะลวยกัน ซึ่งอาจจะเป็นการส่งสัญญาณที่ดีขึ้น

แต่อย่างไรก็ตามหลังจากที่นพ.สุรพงษ์ไปคุยกับนายสมัครแล้วก็จะมีการประชุม อีกรอบเพื่อแจ้งให้ทุกฝ่ายรับทราบผลการเจรจาว่าเป็นไปในทิศทางไหน”
นายสุวิทย์ คุณกิตติ
หัวหน้าพรรคเพื่อแผ่นดิน

“เราควรยึดหลักการในระบอบประชาธิปไตย แต่ทุกอย่างก็ต้องอยู่ที่การตัดสินใจของนายกฯ หากนายกฯไม่ตัดสินใจแก้ไข ปัญหาก็แก้ไขไม่ได้ ซึ่งหากนายกรัฐมนตรีแก้ไขปัญหาไม่ได้ก็ควรเปิดโอกาสให้คนอื่นมาแก้ไข หรือไม่ก็ยุบสภาเพื่อให้ประชาชนเป็นคนตัดสิน

แต่อย่างไรก็ตามทุกอย่างก็อยู่ที่อำนาจของนายกฯว่าจะดำเนินการอย่างไร ทั้งหมดก็เป็นการพูดในหลักการของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจะเห็นว่า นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหรือนายกฯแคนาดาก็ลาออกเพื่อแสดงสปิริตกันทั้งนั้น”
นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี
รองนายกฯและรมว.คลัง
เลขาธิการพรรคพลังประชาชน

“ที่ประชุมได้มอบหมายให้ผมไปพูดคุยกับท่านนายกฯ ซึ่งข้อเสนอนั้นมีหลากหลาย การพูดคุยวันนี้ ผมไม่รู้สึกหนักใจที่จะไปพูดคุยกับนายกฯและการหารือวันนี้ไม่ได้มีการพูดคุย เรื่องที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคดีชิมไปบ่นไปด้วย

ถาม-พรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันแน่นเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนขั้วใช่หรือไม่

นพ.สุรพงษ์-ก็ไม่ได้พูดคุยกัน เราคุยถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาที่เป็นประโยชน์หลายอย่าง และยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน

ถาม-ประธานวุฒิสภาเสนอให้มีการยุบสภา

นพ.สุรพงษ์-อันนี้เป็นเพียงข้อเสนอหนึ่งยังไม่มีการลงมติ วันนี้เป็นเพียงการระดมความเห็น

ถาม-จะมีการพูดคุยกับพันธมิตรฯหรือไม่

นพ.สุรพงษ์-พรรคร่วมรัฐบาลไม่ได้ปิดกั้นการเจรจากับกลุ่มใดๆทั้งสิ้น

%d bloggers like this: