มันสำปะหลัง

All posts tagged มันสำปะหลัง

พิรุณ 2..มันฯพันธุ์ใหม่ เนื้อนุ่มไร้เสี้ยนกินอร่อย

Published พฤษภาคม 28, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/492991

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 15 เม.ย. 2558 05:01

ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์พิรุณ 1 ให้ผลผลิตมากกว่าถึง 6.5 ตันต่อไร่ มีปริมาณแป้งในหัวสดสูงกว่า 30% ไปเมื่อปี 2557…ล่าสุด ด้วยการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สวทช. ดร.โอภาษ บุญเส็ง ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง รศ.ดร.กนกพร ไตรวิทยากร สถาบันชีววิทยาศาสตร์โมเลกุล ม.มหิดล และ ศ.ดร.มรกต ตันติเจริญ ที่ปรึกษา สวทช. ประสบความสำเร็จในการปรับปรุงมันสำปะหลังพันธุ์ “พิรุณ 2”

ด้วยการนำมันสำปะหลังพันธุ์ดี 2 สายพันธุ์… พันธุ์ห้านาที มาผสมกับพันธุ์ห้วยบง 60

ได้มันสำปะหลังที่มีลักษณะทรงต้นตั้งตรง แตกกิ่งที่ระดับสูง มีก้านใบสีแดง ให้หัวดก ออกรอบโคนเป็นชั้น หัวสวยคล้ายดอกบัวตูม เปลือกหนา มีก้านหัวสั้น…เวลาเก็บเกี่ยวหัวสดจะต้องตัดที่ก้านหัวเท่านั้น เพื่อไม่ให้เกิดรอยแผลบนพื้นที่หัวและช่วยยืดอายุของการเก็บรักษาหัวมันไว้ได้นานก่อนนำไปแปรรูป

“พิรุณ 2” เป็นมันสำปะหลังสำหรับใช้รับประทาน เมื่อนำไปต้มหรือเชื่อมจะให้เนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่ม รสชาติอร่อยกว่าพันธุ์ห้านาที มีเนื้อแป้งร่วนซุย รับประทานแล้วไม่ติดเหงือกติดฟัน เนื้อแป้งละลายในปากได้ง่าย เวลารับประทานมันต้มหรือเชื่อม ไม่ต้องคายเส้นใยออกเหมือนพันธุ์ห้านาที หรือเรียกว่าเนื้อมันไร้เสี้ยน สามารถนำไปแปรรูปเป็นอาหารไทย ได้แก่ ต้ม เชื่อม ทำขนมหวานแบบไทย และนำไปแปรรูปเป็นอาหารสากลแทนมันฝรั่ง อย่างเช่น ทำเฟรนช์ฟราย มันทอด และมันบด

และเหมาะสำหรับวางขายในซุปเปอร์มาร์เกตในรูปของหัวสดเคลือบแวกซ์ หัวสดปอกเปลือกแช่แข็ง แปรรูปแบบแท่งดิบแช่แข็ง และแปรรูป แบบต้มสุกก็ได้

นอกจากนี้ ยังสามารถนำหัวสดไปผลิตเป็นแป้งฟลาว เพื่อใช้ทดแทนแป้งฟลาวที่ทำมาจากข้าวสาลีในการทำพวกเบเกอรี่ ซึ่งขณะนี้ได้นำตัวอย่างหัวสดและแป้งฟลาวของมันสำปะหลังพันธุ์พิรุณ 2 ให้มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาไปศึกษาและทดลองแปรรูปเป็นอาหารไทย และอาหารสากลอีกด้วย

ข้อดีอีกประการของมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่…สามารถปลูกได้ในสภาพไร่ ให้ผลผลิตสูงถึง 4-5 ตันต่อไร่ ต่างจากพันธุ์ห้านาทีซึ่งจะปลูกได้เฉพาะในสภาพที่มีการให้น้ำเท่านั้น

มันสำปะหลังพันธุ์พิรุณ 2 ถือได้ว่าเป็นความสำเร็จอย่างสูงของนัก ปรับปรุงพันธุ์ ก็คือ เป็นพันธุ์ทูอินวัน (TWO in ONE) สามารถรวมเอาลักษณะพันธุ์อุตสาหกรรมและพันธุ์รับประทานไว้ในพันธุ์เดียวกันได้

เกษตรกรสนใจสอบถามได้ที่ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง 08-1940-5565, กำแพงเพชร 08-1674-0426, นครราชสีมา 08-8470-6139, ชลบุรี 08-9834-9760, ฉะเชิงเทรา 08-6520-7547 และสุพรรณบุรี 08-1981-2613.

ไชยรัตน์ ส้มฉุน

 

สำปะหลังพันธุ์ใหม่ ‘ระยอง 86-13’

Published มีนาคม 8, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันจันทร์ 24 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

  • ?สำปะหลังพันธุ์ใหม่ ‘ระยอง 86-13’?

โดยมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่นี้ สามารถปลูกได้ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วไป ทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งพื้นที่ที่ให้ผลผลิตสูง

วันจันทร์ 24 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง กรมวิชาการเกษตรได้ปรับปรุงพันธุ์มันสำปะหลังพันธุ์ใหม่สำเร็จอีก 1 พันธุ์ คือ พันธุ์ระยอง 86-13 (Rayong 86-13) มีลักษณะเด่น คือ ให้ผลผลิตหัวสดสูง เฉลี่ย 4,513 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าพันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 และระยอง 9 คิดเป็นร้อยละ 3, 3 และร้อยละ 4 ทั้งยังให้ผลผลิตแป้งสูง เฉลี่ย 1,196 กิโลกรัม/ไร่ สูงกว่าพันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7 และระยอง 9 คิดเป็นร้อยละ 16, 14 และร้อยละ 9 นอกจากนั้น ยังมีแป้งสูง เฉลี่ย  26.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าพันธุ์ระยอง 5 ระยอง 7  และระยอง 9 คิดเป็นร้อยละ 14, 11 และร้อยละ  5  และยังให้ผลผลิตมันแห้งสูงถึง 1,705 กิโลกรัม/ไร่

โดยมันสำปะหลังพันธุ์ใหม่นี้ สามารถปลูกได้ในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังทั่วไป ทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ซึ่งพื้นที่ที่ให้ผลผลิตสูง ได้แก่ จังหวัดชัยนาท ขอนแก่น เลย มหาสารคาม นครราชสีมา และอุบลราชธานี เป็นต้น อนาคตคาดว่า มันสำปะหลังพันธุ์นี้จะเป็นทางเลือกใหม่ของเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังทั่วประเทศ ที่จะใช้พันธุ์ไปปลูกเพื่อป้อนผลผลิตเข้าสู่โรงงานอุตสาหกรรม และคาดว่า จะเป็นอีกพันธุ์หนึ่งที่ได้รับความนิยมสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม กรมวิชาการเกษตรได้มอบหมายให้ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยองเร่งผลิตท่อนพันธุ์    เพื่อเตรียมพร้อมรองรับความต้องการของเกษตรกร ซึ่งในเดือนพฤษภาคม 2557 นี้ จะได้ท่อนพันธุ์ ประมาณ 420,000 ท่อน

“ปีเพาะปลูก 56/57 นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์คาดการณ์ว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง ประมาณ 7.96 ล้านไร่ ได้ผลผลิตรวม 28.60 ล้านตัน โดยผลผลิตเฉลี่ยของประเทศอยู่ที่ 3.59 ตัน/ไร่ หากเกษตรกรใช้พันธุ์มันสำปะหลังที่ให้ผลผลิตสูงเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต จะช่วยให้ได้ผลผลิตต่อหน่วยพื้นที่เพิ่มขึ้น และทำให้ไทยมีปริมาณผลผลิตมันสำปะหลังโดยรวมเพิ่มมากขึ้น อนาคตคาดว่า เกษตรกรจะหันมาใช้พันธุ์มันสำปะหลังระยอง 86-13 เพิ่มขึ้น ซึ่งเชื่อมั่นว่า จะทำให้เกษตรกรขายได้ราคาสูงขึ้น” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

หากสนใจข้อมูลเกี่ยวกับ “มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 86-13” สามารถสอบ ถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง จังหวัดระยอง โทร. 0-3868-1514-16.

สร้างเครือข่ายผู้ผลิต…‘มันสำปะหลัง’เพิ่มมูลค่า

Published กุมภาพันธ์ 8, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพุธ 5 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

  • ?สร้างเครือข่ายผู้ผลิต...‘มันสำปะหลัง’เพิ่มมูลค่า?

เบื้องต้นมีแผนเร่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังที่เหมาะสม และมีคุณภาพไปสู่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลัง

วันพุธ 5 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา 00:00 น.

นายจุมพล สงวนสิน อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ เปิดเผยว่า  ปี 2557 นี้ กรมส่งเสริมสหกรณ์มีแผนเร่งขยายผลและสานต่อโครงการสร้างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตมันสำปะหลัง  เพื่อเพิ่มพูนความรู้และประสบการณ์ตรงในด้านการผลิตและการตลาดมันสำปะหลังที่ประสบความสำเร็จ ให้แก่สหกรณ์ที่ผลิต/แปรรูปและจำหน่ายมันสำปะหลังในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เป้าหมาย 19 สหกรณ์ และจังหวัดสระบุรี 1 สหกรณ์ ทั้งยังมุ่งเสริมสร้างเครือข่ายการผลิตและการตลาดของสหกรณ์ให้เข้มแข็ง และสามารถใช้เครือข่ายในการกระจายผลผลิตของสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันยังมุ่งให้เกิดการเชื่อมโยงเครือข่ายธุรกิจมันสำปะหลังของสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และเอกชนตั้งแต่การผลิต การแปรรูป จนถึงการตลาดด้วย

ด้าน นายกรกฎ ชยุตรารัตน์ ผอ.กลุ่มส่งเสริมพัฒนาธุรกิจด้านพืชและผลิตภัณฑ์ สำนักพัฒนาธุรกิจสหกรณ์  กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์มีแผนเร่งสร้างเครือข่ายสหกรณ์ผู้ผลิตมันสำปะหลัง โดยสนับสนุนให้สหกรณ์ที่มีศักยภาพและมีความพร้อมผลิตมันสำปะหลังที่มีคุณภาพในปริมาณที่มากขึ้น พร้อมพัฒนาศักยภาพการแปรรูปเป็นมันเส้นสะอาดเพื่อเพิ่มมูลค่า และเชื่อมโยงกับสหกรณ์ที่ใช้มันเส้นสะอาด อาทิ สหกรณ์ผู้เลี้ยงสัตว์ และผู้ผลิตอาหารสัตว์ รวมทั้งป้อนวัตถุดิบให้กับโรงงานเอทานอล ซึ่งจะทำให้เกษตรกรสมาชิกผู้ปลูกมันสำปะหลังและสหกรณ์มีช่องทางสร้างรายได้เพิ่มขึ้น

“เบื้องต้นมีแผนเร่งถ่ายทอดองค์ความรู้และเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังที่เหมาะสม และมีคุณภาพไปสู่สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรผู้ผลิตมันสำปะหลัง พร้อมสนับสนุนการจัดหาแหล่งเงินทุนให้กับสหกรณ์ อาทิ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และกองทุนเอฟทีเอ (FTA) เพื่อให้กู้ยืมไปลงทุนแปรรูป ทั้งยังมีแผนจัดประชุมเพื่อพัฒนาและสร้างเครือข่ายสหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร และภาคเอกชนที่ผลิตและแปรรูปมันสำปะหลัง และจัดกิจกรรมศึกษาดูงานสหกรณ์ที่ประสบผลสำเร็จแล้ว เช่น สหกรณ์นิคมนครชุม จำกัด จังหวัดกำแพงเพชร เพื่อเพิ่มพูนความรู้ด้านการผลิต แปรรูป และการตลาด ตลอดจนเชื่อมโยงธุรกิจเครือข่ายด้วย” นายกรกฎ กล่าว.

เส้นทางสายไหมอีรี่ จาก มันสำปะหลัง เป็น เส้นไหม

Published กันยายน 21, 2013 by SoClaimon

http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05044150956&srcday=2013-09-15&search=no

วันที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2556 ปีที่ 25 ฉบับที่ 559

เทคโนโลยีการเกษตร 

ศ.ดร. ทิพย์วดี อรรถธรรม ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน 

เส้นทางสายไหมอีรี่ จาก มันสำปะหลัง เป็น เส้นไหม

ไหม เป็นแมลงที่สร้างรังหุ้มตัวเองในขณะเป็นดักแด้ รังไหมเป็นเส้นใยธรรมชาติที่นำมาทอเป็นผืนผ้า เส้นใยนี้หนอนไหมพ่นออกมาจากต่อมสร้างเส้นใย (silk gland) ผ่านรูเล็กๆ ที่ปากของหนอน ไหมหม่อน Bombyx mori อยู่ในวงศ์ Bombycidae เป็นไหมที่รู้จักกันเป็นอย่างดี แต่มีไหมอีกหลายชนิดที่สร้างรังให้เส้นใย แต่ไม่สามารถนำมาเลี้ยงจนครบวงจรชีวิต มีอีกเพียงชนิดเดียวคือ ไหมอีรี่ที่เอามาเลี้ยงได้ตลอดวงจรชีวิตและต่อพันธุ์ไปได้เรื่อยๆ ไหมอีรี่ Samia ricini อยู่ในวงศ์ Saturniidae มีถิ่นกำเนิดในอินเดีย แตกต่างจากไหมหม่อน คือ

1. ไหมหม่อนกินใบหม่อน แต่ไหมอีรี่กินใบมันสำปะหลังและใบละหุ่งเป็นอาหาร

2. รังไหมหม่อนเป็นรังปิดสนิท แต่รังไหมอีรี่มีรูเปิดที่ปลายข้างหนึ่ง

3. เส้นใยไหมหม่อนเป็นเส้นยาว (filament) ต้องดึงเส้นใยจากรังด้วยใช้วิธีสาว ส่วนเส้นใยไหมอีรี่เป็นเส้นใยสั้นๆ (staple) ดึงเส้นออกด้วยวิธีปั่น

4. ผ้าทอไหมหม่อนมันแวววาว เนื้อเนียนเรียบ ส่วนผ้าทอไหมอีรี่เป็นปุ่มปม มันเงาปานกลาง เนื้อนุ่มและทิ้งตัวพลิ้ว

ผ้าทอไหมอีรี่จะเป็นผ้าที่มีเนื้อสัมผัสฟูคล้ายผ้าขนสัตว์ ผ้าไหมอีรี่จึงให้ความอบอุ่นในหน้าหนาว แต่เพราะความพลิ้วและฟูของเนื้อผ้า จึงดูดซับเหงื่อและระบายอากาศได้ดี สวมใส่สบายในหน้าร้อน ซักรีดและดูแลรักษาง่าย เส้นไหมอีรี่ติดสีได้ดีทั้งสีธรรมชาติและสีสังเคราะห์ รังไหมอีรี่เป็นวัตถุดิบที่อุตสาหกรรมไหมปั่น (spun silk) ต้องการมาก เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์จากเส้นใยธรรมชาติรูปแบบใหม่สำหรับตลาดสิ่งทอ

วงจรชีวิต และการเลี้ยงไหมอีรี่

ไหมอีรี่ มีการเจริญเป็น 4 ระยะ คือ ระยะไข่ ตัวหนอน ดักแด้ และตัวเต็มวัย แม่ผีเสื้อวางไข่สีขาวเป็นกลุ่ม 250-300 ฟอง ตัวหนอนที่ฟักออกจากไข่จะเจริญตัวโตขึ้นจากวัย 1 ถึง วัย 5 โดยลอกคราบ 4 ครั้ง ในช่วงที่เปลี่ยนวัยหนอนไหมจะหยุดนิ่งไม่กินอาหาร เรียกว่า ไหมนอน จึงไม่ต้องให้อาหาร เมื่อหนอนไหมวัย 5 โตเต็มที่ จะพ่นเส้นใยสร้างรังหุ้มตัวเอง แล้วลอกคราบเปลี่ยนเป็นดักแด้อยู่ในรัง จากนั้นเปลี่ยนเป็นผีเสื้อและออกจากรังทางรูเปิดที่ปลายรัง ผีเสื้อจะจับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่ในวันรุ่งขึ้น วงจรชีวิตทั้งหมด 45-50 วัน จึงสามารถเลี้ยงได้ 6-7 รุ่น ต่อปี

เกษตรกรจะทำงานมากในช่วงเลี้ยงหนอนวัยที่ 4-5 เพราะไหมกินอาหาร 3 มื้อ และกินจุมาก ต้องเก็บใบพืชอาหารสดๆ และถ่ายมูลทุกวัน อีกช่วงที่มีงานมาก คือตอนหนอนไหมพร้อมจะสร้างรังเข้าดักแด้ เรียกว่าไหมสุก ต้องเก็บเข้าภาชนะที่ให้ไหมสร้างรัง (จ่อ) ทั้งสองช่วงนี้ใช้เวลาเพียง 12 วัน ส่วนช่วงไหมวัยอ่อนให้อาหาร 2 มื้อและกินน้อยมาก จึงไม่ใช้เวลามากในการเลี้ยง ส่วนระยะดักแด้ 12-16 วัน และระยะไข่ 8-10 วัน เป็นช่วงที่ไปทำกิจกรรมอื่นๆ ได้ การเลี้ยงไหมอีรี่จึงน่าจะเป็นอาชีพเสริมที่ทำเพราะมีเวลาว่าง ไม่เป็นภาระงานที่หนักจนมากเกินไป และควรเป็นงานที่สมาชิกในครอบครัวช่วยกันทำ

สถานการณ์การเลี้ยงไหมอีรี่ในประเทศไทย

มันสำปะหลัง เป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยมีพื้นที่ปลูกถึง 7 ล้านไร่ มีเกษตรกรที่เกี่ยวข้องหลายพันครัวเรือน หัวมันเป็นส่วนที่นำมาใช้ประโยชน์ ส่วนใบเป็นของเหลือทิ้ง ซึ่งสามารถนำมาเลี้ยงไหมอีรี่ได้ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ได้เล็งเห็นถึงโอกาสที่จะส่งเสริมการเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพเสริม เพื่อให้มีงานทำในท้องถิ่นและช่วยสร้างรายได้ สกว. จึงได้ให้การสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาเพื่อสร้างองค์ความรู้เรื่องไหมอีรี่อย่างครบวงจร และขับเคลื่อนไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรม เช่น การวิจัยและพัฒนากระบวนการเลี้ยงไหมอีรี่ ลอกกาว ย้อมสีด้วยวัสดุธรรมชาติ ปั่นเส้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ การใช้ประโยชน์และเพิ่มมูลค่าของไหมอีรี่

โดย สกว. และมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้สนับสนุนการจัดเครือข่ายผู้เลี้ยงไหมอีรี่ วางระบบการบริหารการผลิตรัง จัดเกรดรังเพื่อกำหนดราคาที่เป็นธรรม และจัดเก็บรังส่งจำหน่ายโรงงาน ได้มีการประสานงานกับโรงงานสิ่งทอเพื่อรับซื้อรังไหมอีรี่และผลิตผ้าทอด้วยเครื่องจักร เช่น บริษัท สปัน ซิลด์ เวิลด์ จำกัด บริษัท ไทยนำโชคเท็กซ์ไทล์ จำกัด และ บริษัท กรีนวิล เทรดดิ้ง จำกัด เป็นต้น

ปัจจุบัน มีเกษตรกรเลี้ยงไหมอีรี่เป็นอาชีพเสริมในจังหวัดต่างๆ ทางภาคกลางตอนบน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก แต่ปริมาณรังไหมก็ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของโรงงานไหมปั่น จึงต้องส่งเสริมให้มีการเลี้ยงไหมอีรี่มากขึ้น ซึ่งความสำเร็จในการผลักดันไหมอีรี่สู่อุตสาหกรรมที่มั่นคงและยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และเกษตรกร

ข้อมูลที่ควรทราบ เพื่อใช้ในการเตรียมพืชอาหาร และการเลี้ยงไหมอีรี่

ก่อนการเลี้ยงไหมอีรี่ต้องเตรียมความพร้อม ข้อมูลข้างล่างนี้จะช่วยผู้เลี้ยงในการพิจารณาว่ามีพืชอาหารเพียงพอเลี้ยงไหมอีรี่หรือไม่ ควรเลี้ยงปริมาณเท่าใดในแต่ละรุ่น และจะได้รับผลตอบแทนเท่าใด

1. พืชอาหารที่ใช้เลี้ยงไหมอีรี่

ไหมอีรี่ชอบกินใบละหุ่งมากกว่าใบมันสำปะหลัง การเลี้ยงไหมวัยอ่อน (วัย 1-2) ด้วยใบละหุ่งจะช่วยให้หนอนแข็งแรงและโตเร็ว จึงควรปลูกละหุ่งรอบบ้านสัก 10 ต้น สำหรับเลี้ยงไหมวัยอ่อน เมื่อไหมโตเข้าวัย 3 จึงเริ่มเลี้ยงด้วยใบมันสำปะหลังจนถึงวัย 5 ไม่ควรเลี้ยงสลับไปมาระหว่างใบละหุ่งและใบมันสำปะหลัง

– พื้นที่ 1 ไร่ จะมีต้นมันสำปะหลัง ประมาณ 1,600 ต้น ให้ใบทั้งหมดหนักประมาณ 304 กิโลกรัม

– ไข่ไหมอีรี่ 10 กรัม ฟักเป็นตัวหนอนได้ 5,000 ตัว (ผู้เลี้ยงรายใหม่ ควรเริ่มเลี้ยงที่ 5,000 ตัว ก่อน)

– หนอนไหม 5,000 ตัว กินใบมันสำปะหลังตลอดระยะหนอน (วัยที่ 1-5) ประมาณ 118 กิโลกรัม ซึ่งเก็บได้จากต้นมันสำปะหลัง ในพื้นที่ 1 ไร่ (เก็บใบประมาณ 30-40% จะไม่มีผลกระทบต่อผลผลิตหัวมัน)

หากมีพื้นที่ปลูกมันสำปะหลัง 1 ไร่ จะมีใบพอเลี้ยงไหมอีรี่ได้ 5,000 ตัว ใช้คนเลี้ยง 1 คน เกษตรกรที่เคยเลี้ยงไหมอีรี่มาหลายรุ่นและขยัน จะเลี้ยงได้ถึง 20,000 ตัว ต่อรุ่น โดยมีสมาชิกในครอบครัวช่วยเลี้ยง

2. อุปกรณ์การเลี้ยงไหมอีรี่

ประเมินว่าโรงเรือนเลี้ยงไหมอีรี่ที่ค่อนข้างถาวร ขนาด 4×4 เมตร ที่ใช้ไม้ทำโครง ใช้จากมุงหลังคา ใช้มุ้งเขียวทำคอกเลี้ยงไหม มีซาแรนสีดำกันความร้อน และไม้สำหรับทำชั้นเลี้ยง จะเสียค่าใช้จ่าย 7,000-10,000 บาท แต่ถ้าใช้พื้นที่ใต้ถุนบ้าน กั้นด้วยมุ้งเขียวเป็นคอกและมีชั้นเลี้ยงไหม จะเสียค่าใช้จ่ายไม่เกิน 3,000 บาท เกษตรกรสามารถทำอุปกรณ์ต่างๆ ใช้เอง โดยใช้วัสดุที่มีอยู่หรือหาซื้อได้ในชุมชน

3. ผู้เลี้ยงไหม และแรงงาน

โดยทั่วไปเกษตรกรสามารถเลี้ยงไหมอีรี่ได้เพียงผ่านการฝึกอบรมให้เข้าใจถึงการเจริญเติบโตของไหมและเทคนิคการเลี้ยงในแต่ละขั้นตอน หรือศึกษาจากเพื่อนบ้านที่เลี้ยงไหมชนิดนี้ได้ดีแล้วและปฏิบัติตาม เมื่อเลี้ยงไป 1-2 รุ่น ผู้เลี้ยงจะสามารถปรับกระบวนการต่างๆ ให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และศักยภาพของตนเอง ถ้าสมาชิกในครอบครัวอย่างน้อย 2 คน มีเวลาว่าง ก็เพียงพอที่จะช่วยกันเลี้ยงไหมอีรี่ในแต่ละรุ่นได้

4. ผลผลิตจากการเลี้ยงไหมอีรี่

ผลตอบแทนที่เป็นเม็ดเงินเห็นชัดเจนจากการเลี้ยงไหมอีรี่คือ เปลือกรังและดักแด้ โดยจำหน่ายเปลือกรังให้โรงงานไหมปั่น หรือนำมาปั่นเส้นและทอผ้าจำหน่าย ซึ่งจะได้ราคาสูงขึ้นตามลำดับ

– เลี้ยงไหมอีรี่ 5,000 ตัว ได้รังสด ประมาณ 10 กิโลกรัม แบ่งเป็นเปลือกรัง 1.45 กิโลกรัม และดักแด้ 8.55 กิโลกรัม เปลือกรัง เกรด A, B และ C ขายได้ราคา ประมาณ 260, 240 และ 200 บาท ต่อกิโลกรัม ตามลำดับ และดักแด้ไหมอีรี่สด ขายได้ราคา 150-250 บาท ต่อกิโลกรัม

– เปลือกรังไหมอีรี่ 1 กิโลกรัม เมื่อนำมาต้มลอกกาวและปั่นเป็นเส้นด้าย จะได้เส้นด้ายไหมอีรี่ 8 ขีด ซึ่งขายได้กิโลกรัมละ 800-1,200 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของเส้นที่ผลิตได้

– ผ้าไหมอีรี่ทอมือเป็นผ้าพันคอ กว้าง 45 เซนติเมตร ยาว 1.80 เมตร จะใช้เส้นด้ายปั่นมือ 2 ขีด ขายผ้าได้ประมาณผืนละ 500-600 บาท

หากเลี้ยงไหมอีรี่ 5,000 ตัว จะมีรายได้จากเปลือกรัง 360 บาท และดักแด้สด 1,700 บาท หากปั่นเส้นด้ายหรือทอผ้าจำหน่ายก็จะยิ่งได้ราคาสูงขึ้นตามความสวยงามอันเกิดจากฝีมือของผู้ทำแต่ละคน

จะกล่าวว่า ไหมอีรี่ เป็นแมลงวิเศษคงจะได้ เพราะสามารถเปลี่ยนใบมันสำปะหลังที่เป็นของเหลือทิ้งมาเป็นเส้นใยทำเสื้อผ้าอาภรณ์ และทำผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าต่างๆ เช่น เครื่องสำอาง อาหารเสริมสุขภาพ เป็นต้น การเลี้ยงไหมอีรี่จึงเป็นอาชีพเสริมที่ช่วยให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น และเกิดประโยชน์กับอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่ได้วัตถุดิบจากธรรมชาติชนิดใหม่ไปสร้างสรรค์งานเพื่อทำตลาดในระดับสากลด้วย

ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ได้จัดให้มีการฝึกอบรมและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเลี้ยงไหมอีรี่ การปั่นเส้น ลอกกาว ย้อมสีและทอผ้า โดยจะมีการประชาสัมพันธ์รับสมัครเป็นรุ่นๆ หากมีการรวมตัวกันของเกษตรกรถึง 10 คน ก็สามารถจัดฝึกอบรมเป็นกรณีพิเศษ ผู้สนใจสามารถสมัครเข้ารับการฝึกอบรมและดูงานได้ที่

1. ศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โทรศัพท์ (034) 281-268 e-mail : smartsilk @ ku.ac.th

2. ศาสตราจารย์ ดร. ทิพย์วดี อรรถธรรม ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศทางวิชาการด้านไหม โทรศัพท์ (081) 821-6274 e-mail : agrtva@ ku.ac.th หรือ เบอร์ (082) 988-6091

เครื่องปลูก’มันสำปะหลัง’แทนคน

Published สิงหาคม 5, 2013 by SoClaimon

เครื่องปลูก’มันสำปะหลัง’แทนคน

เกษตร-วิทยาศาสตร์-ไอที : ข่าวทั่วไป
วันอังคารที่ 23 กรกฎาคม 2556

//

เครื่องปลูก’มันสำปะหลัง’แทนคน

ทำมาหากิน : เครื่องปลูก ‘มันสำปะหลัง’ แทนคน นวัตกรรมใหม่ไอเดียคนไร้ปริญญา : โดย…สุรัตน์ อัตตะ

                               ความที่เป็นคนรักในอาชีพช่างทำให้ “โมเสส ขุริลัง” หนุ่มใหญ่วัย 50 เศษ เจ้าของอู่ซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรที่ ต.หนองบัวระเหว อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ ต้องหันมาหาของเล่นใหม่ด้วยการประดิษฐ์เครื่องปลูกมันสำปะหลัง หวังช่วยแบ่งเบาภาระต้นทุนเกษตรกรผู้ปลูกมันในเรื่องค่าจ้างแรงงานที่นับวันหายากขึ้นทุกวันและเพื่อต่อยอดไปสู่เชิงธุรกิจต่อไป แต่กว่าจะได้มาซึ่งผลงานชิ้นโบแดงนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย อาศัยประสบการณ์ด้านช่างที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน ลองผิดลองถูกมาก็มาก ก่อนจะประสบผลสำเร็จในวันนี้

“ที่จริงผมจบแค่ ป.7 เอง แต่อาศัยว่าทำงานด้านช่างมานาน ปี 2522 ผมไปอยู่พังงา ทำงานเป็นลูกจ้างช่างกลึงให้กับเรือขุดแร่ รู้ระบบเครื่องกลไฮโดรลิก จากนั้นก็มาทำงานโรงงานอุตสาหกรรมที่กรุงเทพฯ ตำแหน่งหัวหน้าช่างเชื่อมไฟฟ้าอยู่หลายปีแล้วก็ออกมาเปิดอู่ซ่อมเครื่องจักรกลการเกษตรที่หนองบัวระเหว เมื่อปี 2538 จนถึงปัจจุบัน “โมเสส ย้อนอดีตให้ฟัง

โมเสส เล่าต่อว่าระหว่างที่รับงานซ่อมก็จะคิดหาทางประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ที่เกี่ยวกับภาคการเกษตรอยู่ตลอดเวลา เริ่มจากการประดิษฐ์รถอีแต๋น เนื่องจากรู้ดีว่าเป็นปัจจัยสำคัญในการบรรทุกผลผลิตทางการเกษตรจากพื้นที่แหล่งผลิตมาสู่ตลาด หรือสถานที่เก็บรักษาไว้ จากนั้นก็หันมาประดิษฐ์เครื่องจักรกลสำหรับปลูกอ้อย เนื่องจากในพื้นที่ จ.ชัยภูมิ มีเกษตรกรประกอบอาชีพปลูกอ้อยเป็นจำนวนมาก การมีเครื่องปลูกอ้อยก็น่าจะช่วยในเรื่องการปลูกได้ในปริมาณที่มากขึ้นเมื่อเทียบกับแรงงานคน

“หลังทำรถอีแต๋นสำเร็จ ก็มาคิดเครื่องปลูกอ้อยแทนคน จนประสบความสำเร็จใช้งานได้ดี เริ่มแรกปริมาณการปลูกอยู่ที่ 15 ตันต่อวัน ต่อมาได้พัฒนาเครื่องจักรจนได้ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเป็น 25 ตัน จากนั้นก็นำเครื่องปลูกอ้อยนี้ไปจดสิทธิบัตรเมื่อวันที่ 24 มกราคม 2552 และขณะนี้เครื่องปลูกอ้อยได้จดสิทธิบัตรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว”

เจ้าของผลงานเด่นอธิบายต่อว่า หลังจากนั้นก็ได้พัฒนาเครื่องปลูกอ้อยมาเป็นเครื่องปลูกมันสำปะหลัง เพราะมองว่าพื้นที่แถบนี้มีพืชหลักอยู่สองชนิดที่เกษตรกรนิยมปลูกกันมาก ได้แก่ อ้อยและมันสำปะหลัง จึงคิดว่าหากมีเครื่องปลูกมันสำปะหลังก็จะช่วยเกษตรกรได้มากเช่นกัน ซึ่งกระบวนการทำงานของเครื่องนี้มีอยู่ 6 ขั้นตอน โดยใช้เครื่องปลูกไปเชื่อมต่อกับรถแทรกเตอร์ ส่วนปริมาณการปลูกจะได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความรวดเร็วของรถแทรกเตอร์

“เครื่องปลูกมันที่ทำขึ้นมามีอยู่ 2 ตัว แต่ละตัวมีต้นทุนการผลิตที่ต่างกัน อย่างตัวแรกรถแทรกเตอร์ที่ใช้ลากต้องมีกำลัง 34 แรงม้าขึ้นไป ส่วนต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 1 แสนบาท ตัวที่สองรถลากอยู่ระหว่าง 60-120 แรงม้า ต้นทุนผลิตจะอยู่ที่ 1.3 แสนบาท แต่ละตัวจะใช้เวลาผลิตประมาณหนึ่งเดือนถึงเดือนครึ่ง ส่วนคนทำมีผมกับลูกชาย ซึ่งจบ ปวส.ด้านช่างก็มาช่วยอีกแรงหนึ่ง” โมเสสเผย

โมเสส ยอมรับว่าเครื่องปลูกมันสำปะหลังถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบที่สุด เนื่องจากได้มีการพัฒนาต่อยอดมาเรื่อยๆ จากเครื่องปลูกอ้อย โดยนำมาอุดและเห็นข้อบกพร่องต่างๆ จนได้เครื่องที่ได้มาตรฐานและมีประสิทธิภาพที่สุด จากนั้นก็ได้รับการติดต่อจากสภาวิจัยแห่งชาติให้นำมาโชว์ในงานรวมพลังนักคิดประดิษฐ์เพื่อชุมชนลำปางเมื่อไม่นานมานี้และผลงานสิ่งประดิษฐ์ดังกล่าวยังได้รับรางวัลชมเชยจากสภาวิจัยแห่งชาติอีกด้วย

“เครื่องปลูกมันสำปะหลังนี้ยังได้รับรางวัลชมเชยจากสภาวิจัยอีกด้วย แต่ที่ได้รับรางวัลชมเชยก็เพราะมีกรรมการตัดสินบางท่านติงว่าผมมีความรู้แค่ ป.7 ยังไม่ได้จบปริญญา แต่คิดว่าปีหน้าจะส่งเครื่องนี้เข้าประกวดใหม่อีกครั้ง” โมเสสกล่าวถึงรางวัลที่ได้รับ

“เครื่องปลูกมันสำปะหลัง” นับเป็นผลงานเด่นภายใต้การสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการการวิจัยแห่งชาติ (วช.) หากสนใจเครื่องปลูกมันสำปะหลังสอบถามรายละเอียดได้ที่เจ้าของผลงานอยู่บ้านเลขที่ 39 หมู่ 9 ต.หนองบัวระเหว อ.หนองบัวระเหว จ.ชัยภูมิ

————————–

(ทำมาหากิน : เครื่องปลูก ‘มันสำปะหลัง’ แทนคน นวัตกรรมใหม่ไอเดียคนไร้ปริญญา : โดย…สุรัตน์ อัตตะ)

การใช้ดาลาพอนก่อนและหลังปลูกในมันสำปะหลัง

Published กรกฎาคม 22, 2013 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=002062&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: อัมพร สุวรรณเมฆ; สินชัย สวัสดิชัย
ชื่อเรื่อง: การใช้ดาลาพอนก่อนและหลังปลูกในมันสำปะหลัง
Article title: Application of dalapon as pre- and post-planting treatment in cassava
ชื่อเอกสาร : รวมเรื่องย่อการประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 18 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 28-30 มกราคม 2523
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2523
หน้า: หน้า 76
จำนวนหน้า: 114 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2523)
หมวดหลัก: H60-Weeds and weed control
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: MANIHOT ESCULENTA, HERBICIDES, APPLICATION METHODS, GERMINATION, GROWTH
ดรรชนี-ไทย: มันสำปะหลัง, ดาลาพอน, การใช้, ระยะก่อนปลูก, ระยะหลังปลูก, การงอก, การเจริญเติบโต
หมายเลข: 002062 KC1801078
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

จุลินทรีย์โปรตีนจากมันสำปะหลังโดย Rhizopus และยีสต์

Published กุมภาพันธ์ 18, 2013 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=002008&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: จรูญ คำนวนตา; วิชชุพร ว่องสุวรรณเลิศ
ชื่อเรื่อง: จุลินทรีย์โปรตีนจากมันสำปะหลังโดย Rhizopus และยีสต์
Article title: Single cell protein from cassava using Rhizopus and yeasts
ชื่อเอกสาร : รวมเรื่องย่อการประชุมทางวิชาการ ครั้งที่ 18 สาขาพืช ณ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน 28-30 มกราคม 2523
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2523
หน้า: หน้า 23
จำนวนหน้า: 114 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์ (REF SB16 ก581 2523)
หมวดหลัก: Q02-Food processing and preservation
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: RHIZOPUS, YEASTS, SACCHAROMYCES CEREVISIAE, CANDIDA UTILIS, CASSAVA, SINGLE CELL PROTEIN, CULTURE TECHNIQUES, CULTURE MEDIA, PROTEINS
ดรรชนี-ไทย: RHIZOPUS, ยีสต์, ENDOMYCOPSIS FIBULIGERA, SACCHAROMYCES CEREVISIAE, CANDIDA UTILIS, มันสำปะหลัง, โปรตีนเซลล์เดียว, การเลี้ยงเชื้อ, สูตรอาหาร, ปริมาณโปรตีน
หมายเลข: 002008 KC1801024
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

ทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังในเขตภาคตะวันออก

Published กุมภาพันธ์ 18, 2013 by SoClaimon
doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author วัลลีย์ อมรพล pdf
Title ทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังในเขตภาคตะวันออก Type Journal Article
Year (down) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author สมลักษณ์ จูฑังคะ, อัจฉรา ลิ่มศิลา, จรุงสิทธิ์ ลิ่มศิลา, ดนัย ศุภหาร, พัชรี เนียมศรีจันทร์ Thesis
Address ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง, สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร
Keywords การพัฒนาระบบการผลิตและเทคโนโลยีการเพิ่มมันสำปะหลัง
Abstract มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย แต่ยังมีผลผลิตต่ำจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการที่เหมาะสม จึงนำผลงานวิจัยด้านพันธุ์และเทคโนโลยีการผลิตไปทดสอบการเพิ่มผลผลิตในแต่ละสภาพพื้นที่ของภาคตะวันออกโดยเกษตรกรมีส่วนร่วมในแหล่งปลูกที่สำคัญรวม 4 จังหวัด คือจังหวัดระยอง จังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดสระแก้ว เพื่อเพิ่มผลผลิตจากวิธีเดิมให้ได้ร้อยละ 20 พื้นที่ดำเนินการกระจายตัวอยู่ในเขตฝน 1,000-1,400 มิลลิเมตร มีเกษตรกรรวมโครงการ 11 ราย พื้นที่ 55 ไร่ ระหว่างเดือนมีนาคม 2549 – มิถุนายน 2550 โดยทำการเปรียบเทียบเทคโนโลยีที่ทำการทดสอบกับวิธีเกษตรกร ผลการดำเนินงาน พบว่า จังหวัดระยองวิธีทดสอบ 1 และ 2 ได้ผลผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ย 5,465 และ 5,494 กก./ ไร่ วิธีเกษตรกรวิธีเกษตรกรได้ผลผลิตเฉลี่ย 5,384 กก./ไร่ ได้ผลผลิตมากกว่าวิธีเกษตรกรร้อยละ 1.6 และ 2.2 จังหวัดชลบุรีวิธีทดสอบ 1 และ 2 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 4,924 และ 5,662 กก./ไร่ วิธีเกษตรกรได้ผลผลิตเฉลี่ย 4,492 กก./ไร่ ได้ผลผลิตมากกว่าวิธีเกษตรกรร้อยละ 9.8 และ 26.2 จังหวัดสระแก้ววิธีทดสอบ 1 และ 2 ได้ผลผลิตเฉลี่ย 3,976 และ 4,327 กก./ไร่ วิธีเกษตรกรได้ผลผลิตเฉลี่ย 4,508 กก./ไร่ ได้ผลผลิตน้อยกว่าวิธีเกษตรกรร้อยละ 12 และ 4 ส่วน จังหวัดฉะเชิงเทราวิธีทดสอบได้ผลผลิตเฉลี่ย 5,660 กก./ไร่ วิธีเกษตรกรได้ผลผลิตมันสำปะหลังเฉลี่ย 4,350 กก./ไร่ ได้ผลผลิตน้อยกว่าวิธีเกษตรกรร้อยละ 23 ผลการทำแปลงทดสอบทั้ง 4 จังหวัด ผลผลิตต่อไร่ ในกรรมวิธีของเกษตรกรอยู่ระหว่าง 4,508 – 5,660 กก./ไร่ เฉลี่ย 5,054 กก./ไร่ ส่วนกรรมวิธีทดสอบให้ผลผลิตระหว่าง 4,350 – 5,662 กก./ไร่ เฉลี่ย 5,006 กก./ไร่ ตามลำดับ เกษตรกรมีส่วนร่วมและเรียนรู้ในขั้นตอนการวิเคราะห์พื้นที่ ตัดสินใจร่วมทำแปลงทดสอบ ร่วมเก็บเกี่ยวประเมินผลในจังหวัด และได้นำผลงานทดสอบ (พันธุ์ระยอง 9) ไปประกอบอาชีพกรมวิชาการเกษตรได้ผลักดันมีการขยายผลงานทดสอบนี้ไปยังแหล่งปลูกทั่วประเทศโดยการขยายพันธุ์แบบเร่งรัด
Publisher ศูนย์วิจัยพืชไร่ระยอง Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 248
Permanent link to this record

Select All    Deselect All << 1 >> print

การทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังโดย เกษตรกรมีส่วนร่วมในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง

Published กุมภาพันธ์ 18, 2013 by SoClaimon
doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author สุกิจ รัตนศรีวงษ์ pdf
Title การทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังโดย เกษตรกรมีส่วนร่วมในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง Type Journal Article
Year (down) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author Thesis
Address ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตร้อยเอ็ด, ศูนย์วิจัยพืชไร่นครราชสีมา, ศูนย์วิจัยบริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตมหาสารคาม, ศูนย์วิจัยบริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตบุรีรัมย์, ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี, สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 2 กรมวิชาการเกษตร
Keywords การพัฒนาระบบการผลิตและเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลัง
Abstract มันสำปะหลังเป็นพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย แต่ผลผลิตที่เกษตรกรผลิตได้ยังอยู่ในระดับต่ำจำเป็นต้องเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตด้วยเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการที่เหมาะสม โดยเฉพาะพื้นที่ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง จึงเข้าไปดำเนินการทดสอบในพื้นที่โดยใช้วิธีเกษตรกรมีส่วนร่วม ในแหล่งปลูกที่สำคัญได้แก่จังหวัดนครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด และอุบลราชธานี โดยมีเป้าหมายที่จะเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังจากวิธีเดิมที่เกษตรกรปฏิบัติอยู่ให้ได้ร้อยละ 20 ขั้นตอนการดำเนินงานได้มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการวิเคราะห์พื้นที่ เพื่อคัดเลือกพื้นที่ดำเนินการได้อย่างเหมาะสมตามศักยภาพผลผลิต ทำการวิเคราะห์ปัญหาการผลิตในพื้นที่เป้าหมายโดยการจัดเวทีเสวนาเกษตรกร ทำให้ทราบปัญหาการผลิตที่สำคัญ คือปัญหาดินเสื่อมโทรม การใช้พันธุ์และปุ๋ยไม่เหมาะสม เกษตรกรจึงเข้าร่วมทดสอบการปลูกมันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 และระยอง 9 โดยใช้พันธุ์ปลูกของเกษตรกรแต่ละพื้นที่เป็นพันธุ์เปรียบเทียบ ผลการทดลอง พบว่า มันสำปะหลังพันธุ์ระยอง 7 ที่ปลูกปลายฤดูฝน(ตุลาคม) จำนวน 5 แปลง ให้ผลผลิต 6.6 ตันต่อไร่ สูงกว่าพันธุ์เกษตรศาสตร์ 50 ที่ให้ผลผลิต 5.0 ตันต่อไร่ แต่มีเปอร์เซ็นต์แป้งเท่ากัน 27.4 เปอร์เซ็นต์ การปลูกต้นฤดูฝน (พฤษภาคม-มิถุนายน) จำนวน 14 แปลง พบว่า พันธุ์ระยอง 7 ให้ผลผลิต 6.1 ตันต่อไร่ พันธุ์ระยอง 9 ให้ผลผลิต 5.9 ตันต่อไร่ ขณะที่พันธุ์ระยอง 72 และห้วยบง 60 ให้ผลผลิต 8.0 และ 6.4 ตันต่อไร่ ตามลำดับ โดยพันธุ์ระยอง 9 ให้เปอร์เซ็นต์แป้งสูง 31.9 เปอร์เซ็นต์ การไถกลบถั่วพุ่มแล้วใส่ปุ๋ย15-7-18 อัตรา 37 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีเกษตรกร 2 ตันต่อไร่ การให้น้ำแบบสปริงเกอร์ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง จำนวน 3 ครั้ง มันสำปะหลังให้ผลผลิตหัวสด 10.6 ตัน/ไร่ สูงกว่าการปลูกอาศัยน้ำฝนที่ให้ผลผลิต 5.7 ตัน/ไร่ ผลการดำเนินงานเกิดการขยายผลนำไปปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตและการจัดการในแปลงของเกษตร
Publisher ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตร้อยเอ็ด Place of Publication กรมวิชาการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 247
Permanent link to this record

Select All    Deselect All << 1 >> print

การทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

Published กุมภาพันธ์ 18, 2013 by SoClaimon
doa Home

ฐานข้อมูลผลงานวิจัย กรมวิชาการเกษตร

Home |  Show All |  Simple Search |  Advanced Search

1–1 of 1 record found matching your query (RSS): Login

Select All    Deselect All << 1 >> print
Record Links
Author บุญช่วย สงฆนาม pdf
Title การทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังในภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน Type Journal Article
Year (down) 2550 Publication การทดลองสิ้นสุด Abbreviated Journal
Volume Issue Pages
Corporate Author Thesis
Address สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3, ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตเลย, ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตสกลนคร, ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตชัยภูมิ, ศูนย์บริการวิชาการด้านพืชและปัจจัยการผลิตมุกดาหาร, ศูนย์วิจัยพืชไร่กาฬสินธุ์
Keywords การพัฒนาระบบการผลิตและเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลัง
Abstract การทดสอบและพัฒนาเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนดำเนินงานในแหล่งปลูกรวม 8 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ ขอนแก่น ชัยภูมิ สกลนคร มุกดาหาร เลย หนองบัวลำภูและอุดรธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อหาเทคโนโลยีการผลิตมันสำปะหลังที่มีความสอดคล้องกับสภาพเงื่อนไขทางภูมิสังคมและสภาพเงื่อนไขของเกษตรกรที่สามารถเพิ่มผลผลิตมันสำปะหลังได้อย่างต่ำร้อยละ 30 เมื่อเปรียบเทียบกับวิธีการของเกษตรกร กระบวนการดำเนินงานใช้การมีส่วนร่วมของเกษตรกรยึดหลัก 5 ร คือ รวมคน ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมสรุปและร่วมรับผล โดยใช้ขั้นตอนของระบบการทำฟาร์ม 5 ขั้นตอน พื้นที่เป้าหมาย 100 ไร่ ผลจากการศึกษาวิเคราะห์พื้นที่เป้าหมายโดยใช้การประชุมเสวนากลุ่มเกษตรกรประมาณ 500 ราย พบว่าผลผลิตเฉลี่ยมันสำปะหลังในพื้นที่เป้าหมายอยู่ระหว่าง 2.5- 4.5 ตันต่อไร่ เฉลี่ย 3.227 ตันต่อไร่ (ข้อมูลจาก 17 พื้นที่ ของ 8 จังหวัด) มีต้นทุนการผลิตต่อไร่ระหว่าง 1750- 4850 บาทต่อไร่ เฉลี่ย 3713 บาทต่อไร่ โดยมีต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมระหว่าง 0.44 – 1.62 บาทต่อกิโลกรัม เฉลี่ย 1.25 บาทต่อกิโลกรัม (ข้อมูลจาก 13 พื้นที่ของ 7 จังหวัด ) มีประเด็นปัญหาที่เกี่ยวกับมันสำปะหลังจำนวน 32 ประเด็น จำแนกออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้คือ ด้านที่เกี่ยวกับมันสำปะหลังโดยตรงจำนวน 12 เรื่อง ที่สำคัญ คือ ผลผลิตต่ำ หัวเน่า มีวัชพืชในแปลงมาก และการงอกไม่ดี ปัญหาที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการผลิตพืชจำนวน 7 เรื่อง ที่สำคัญ คือ ดินเสื่อม ฝนแล้งและฝนทิ้งช่วง ปัญหาด้านการลงทุนจำนวน 8 เรื่อง ที่สำคัญคือ ต้นทุนในการผลิตสูง ปัญหาเกี่ยวกับการจำหน่ายผลผลิต 3 เรื่อง ที่สำคัญ คือ ราคาขายต่ำและไม่ได้รับความเป็นธรรมจากผู้รับซื้อ และปัญหาด้านจิตใจ 2 เรื่อง คือการมองว่าไม่มีคนจริงใจกับเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังและภาครัฐไม่ช่วยเหลืออย่างจริงจัง จากประเด็นปัญหาดังกล่าวได้มีการระดมความคิดเห็นเพื่อหาทางออกสำหรับผู้ปลูกมันสำปะหลังพบว่ามีข้อสรุปที่รวบรวมได้จำนวน 34 แนวทาง แบ่งเป็น ทางออกในการผลิตมันสำปะหลังจำนวน 27 เรื่อง ที่สำคัญ คือ การปลูกพืชอื่นสลับกับมันสำปะหลัง การปรับปรุงดินโดยการปลูกพืชปุ๋ยสดบำรุงดิน การใช้มันสำปะหลังพันธุ์ดี และการปรับปรุงดินโดยการใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยชีวภาพ ส่วนทางออกด้านอื่นมี 7 เรื่องเช่น การจัดให้มีการประกันราคารับซื้อผลผลิต จากแนวทางดังกล่าวได้นำมาสู่การทำแปลงทดสอบเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาการผลิตโดยเกษตรกรอาสาในพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งประเด็นในการทดสอบประกอบด้วย การเพิ่มผลผลิตโดยการใช้มันสำปะหลังพันธุ์ดีพันธุ์ใหม่ ได้แก่ ระยอง 72 ระยอง 7 และระยอง 9 เปรียบเทียบกับพันธุ์เดิมของเกษตรกร การปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ได้แก่ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ อัตราต่างๆ การปรับปรุงดินโดยการใช้พืชปุ๋ยสด การปรับปรุงดินโดยการใส่ปุ๋ยเคมีสูตรและอัตราต่างๆ การปรับปรุงดินโดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมี และการปลูกหมุนเวียนกับพืชอื่น ซึ่งมีเกษตรกรร่วมงานจำนวน 99 ราย คิดเป็นพื้นที่ปลูก 199 ไร่ ผลการดำเนินงานในแหล่งปลูกจังหวัดขอนแก่น หนองบัวลำภูและอุดรธานี ซึ่งเป็นการทดสอบที่เน้นการปรับปรุงบำรุงดินซึ่งประกอบด้วย การปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ การปลูกในระบบหมุนเวียนและแซมกับพืชอื่นได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อยโรงงาน ยูคาลิปตัส พบว่า ผลผลิตเฉลี่ยในวิธีการทดสอบคือ 5.340 ตันต่อไร่เปรียบเทียบกับวิธีการเกษตรกรเฉลี่ย 4.023 ตันต่อไร่ ซึ่งต่ำกว่าวิธีการทดสอบคิดเป็นร้อยละ 32.7 มีผลให้รายได้รวมและกำไรต่อไร่ในวิธีการทดสอบสูงกว่าวิธีเกษตรกร โดยมีต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมลดลง แต่ต้นทุนการผลิตต่อไร่กลับเพิ่มสูงกว่าวิธีการของเกษตรกรคิดเป็นร้อยละ 15.6 เพราะการเพิ่มผลผลิตเกษตรกรยังต้องลงทุนเพิ่มขึ้น ดังนั้นแนวทางในอนาคตจึงต้องหาแนวทางที่เพิ่มผลผลิตต่อพื้นที่และลดต้นทุนการผลิตรวมต่อพื้นที่ลงมาด้วยส่วนผลการดำเนินงานในแหล่งปลูกจังหวัดกาฬสินธุ์ ชัยภูมิ เลย มุกดาหารและสกลนคร ซึ่งเน้นการทดสอบด้านพันธุ์และการปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีพบว่าสามารถยกระดับผลผลิตมันสำปะหลังสูงกว่าวิธีการเกษตรกรและมีเกษตรกรยอมรับและนำไปขยายผลเพิ่มขึ้น
Publisher สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 3 Place of Publication กรมวิชการเกษตร Editor
Language ไทย Summary Language ไทย Original Title
Series Editor Series Title Abbreviated Series Title
Series Volume Series Issue Edition
ISSN ISBN Medium
Area Expedition Conference
Notes Approved yes
Call Number doa @ user @ Serial 246
Permanent link to this record

Select All    Deselect All << 1 >> print
%d bloggers like this: