มันมากับอาหาร

All posts tagged มันมากับอาหาร

โคเอนไซม์คิวเทน จำเป็นหรือไม่

Published มกราคม 7, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/553496

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 25 ธ.ค. 2558 05:01

 

หากกล่าวถึงโคเอนไซม์คิวเทน (Co–enzyme Q10) สาวๆยุคนี้คงปฏิเสธไม่ได้ว่าไม่รู้จัก

โคเอนไซม์คิวเทน หรือเรียกกันสั้นๆว่าคิวเทน มีหน้าที่สำคัญคือทำให้เกิดพลังงานสำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน และเป็นภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ต้านอนุมูลอิสระที่เป็นต้นเหตุของโรค และเซลล์เสื่อมสภาพ

ปกติร่างกายได้รับคิวเทนจากการสังเคราะห์ของร่างกาย และจากอาหารโปรตีน เช่น เนื้อสัตว์ ปลาทะเล หัวใจ ตับ ถั่วเหลือง และน้ำมันงา ตามธรรมชาติร่างกายจะสังเคราะห์คิวเทนลดลงเมื่อมีอายุเพิ่มขึ้น และหากอยู่ในภาวะเจ็บป่วย เช่น โรคหัวใจ, โรคมะเร็ง โรคทาลัสซีเมีย และโรคพาร์กินสัน จะทำให้ร่างกายยิ่งมีระดับคิวเทนต่ำลง

ฉะนั้น ผู้ที่อยู่ในภาวะเจ็บป่วยข้างต้น จำเป็นต้องได้รับคิวเทนจากอาหารในปริมาณมากขึ้น

เพราะหากร่างกายขาด หรือได้รับคิวเทนน้อยเกินไป จะทำให้ร่างกายอ่อนเพลียจากการที่เซลล์ไม่สามารถสร้างพลังงานอย่างเพียงพอ, หัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ และภูมิคุ้มกันลดลง

ปัจจุบันมีผู้ผลิตหลายรายนำเอาสาร โคเอนไซม์คิวเทน มาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั้งในรูปแบบเครื่องดื่ม และแบบผงสำหรับชงน้ำดื่ม และกล่าวอ้างสรรพคุณต่อสุขภาพด้านต่างๆ เช่น ช่วยลดอาการเหนื่อย อ่อนเพลียเรื้อรัง ชะลอความแก่และการเกิดริ้วรอยของผิว ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคความดันสูง ลดคอเลสเทอรอลในหลอดเลือด และขายในราคาที่แพงกว่าอาหารทั่วไปมาก

วันนี้ มันมากับอาหารได้สุ่มเก็บผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 4 ชนิด ที่มี โคเอนไซม์คิวเทน เป็นส่วนประกอบ เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณที่มีอยู่จริงในผลิตภัณฑ์ ผลวิเคราะห์เป็นอย่างไร ดูได้จากตารางด้านล่าง

จากผลการศึกษาของหน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารของสหภาพยุโรป พบว่า การทาน โคเอนไซม์คิวเทน ไม่มีความสัมพันธ์หรือมีผลต่อการมีส่วนร่วมในการสร้างพลังงาน หรือรักษาความดันเลือด และคอเลสเทอรอลให้เป็นปกติ รวมถึงปกป้องความเสียหายที่เกิดกับ
ดีเอ็นเอ และเพิ่มความอดทนหรือสมรรถนะการทำงาน

ขอแนะว่า ผู้ที่มีสุขภาพดีและทานอาหารได้ครบ 5 หมู่ ร่างกายจะไม่ขาดคิวเทนแน่ๆ ฉะนั้นก็ไม่จำเป็นต้องซื้อหาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารข้างต้นมาทาน.

 

โฆษณา

เลือกกระเช้าของขวัญปีใหม่ อย่างไรให้ปลอดภัยต่อผู้รับ

Published มกราคม 7, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/550301

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 18 ธ.ค. 2558 05:01

 

เทศกาลปีใหม่ ช่วงเวลาแห่งการส่งมอบความสุขของทุกๆปี หลายคนต่างสรรหาของขวัญของฝากมีค่ามอบให้แก่ญาติมิตร คนสนิท และผู้ใหญ่ที่นับถือ

ของขวัญยอดนิยมของคนไทย คงหนีไม่พ้นกระเช้าของขวัญปีใหม่ โดยเฉพาะกระเช้าอาหารเพื่อสุขภาพ อาหารปลอดสารพิษ เพื่อเป็นตัวแทนความห่วงใย ใส่ใจสุขภาพที่มอบให้แก่กันและกัน

วันนี้คอลัมน์ “มันมากับอาหาร” ขอแนะการเลือกซื้ออาหารเป็นของขวัญปีใหม่ เพื่อให้ท่านได้ส่งมอบคุณค่า คุณภาพ และความปลอดภัยที่เหมาะสมให้แก่ผู้รับ

หากต้องการจัดกระเช้าเอง สิ่งแรกที่ต้องคำนึงคือ หาแหล่งร้านค้าที่ไว้ใจได้เพื่อให้ได้ของดีมีคุณภาพ ต่อมา เลือกชนิดอาหารโดยคำนึงว่าประโยชน์ของอาหารนั้นเหมาะกับผู้รับอย่างไร

เมื่อเลือกชนิดอาหารได้แล้ว ให้ดูข้อมูลที่ฉลากว่าอยู่ในสภาพที่อ่านได้ชัดเจน และครบถ้วนหรือไม่ เช่น ควรมีชื่อและชนิดอาหาร, ชื่อและที่ตั้งสถานที่ผลิต, วัน เดือน ปีที่หมดอายุหรือควรบริโภคก่อน,ส่วนประกอบและชื่อวัตถุเจือปนอาหาร, น้ำหนักสุทธิ และฉลาก อย. ที่มีเลขสารบบอาหาร ที่สำคัญ ควรเลือกอาหารที่มีวันหมดอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน

นอกจากนี้ ต้องสังเกตลักษณะสินค้าว่าอยู่ในสภาพดีหรือไม่ เช่น อาหารกระป๋อง ต้องไม่บวม ไม่บุบ ไม่บู้บี้ ไม่เป็นสนิม ไม่มีรอยรั่ว

อาหารแห้งและอาหารสำเร็จรูปต่างๆ ต้องไม่มีกลิ่นอับชื้น กลิ่นเหม็นหืน ภาชนะบรรจุ หรือหีบห่อต้องไม่ฉีกขาด หรือมีรอยรั่ว ที่เชื้อโรคอาจปนเปื้อนเข้าไปในตัวอาหารได้

หากต้องการซื้อกระเช้าที่จัดไว้แล้ว ควรเลือกกระเช้าที่มีลักษณะห่อหุ้มอยู่ในสภาพดี และแสดงรายละเอียดฉลากรายการสินค้าที่ชัดเจน อ่านง่าย และรายละเอียดครบถ้วน

แต่หากจะเลือกซื้อกระเช้าประเภทผัก ผลไม้สด ควรเลือกซื้อกระเช้าที่แสดงวัน เดือน ปีที่บรรจุลงกระเช้าที่ชัดเจน และเลือกกระเช้าที่ตั้งรอจำหน่ายไว้แล้วไม่เกิน 3 วัน

วิธีเลือกซื้อนี้ สอดคล้องตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารจัดรวมในภาชนะ ที่กำหนดให้อาหารซึ่งจัดอยู่ในภาชนะเดียวกัน เช่น กระเช้า ตะกร้า กล่อง ถุง ที่ห่อหุ้มเพื่อจำหน่าย ต้องแสดงฉลากของอาหารที่เห็นได้ชัดเจน อ่านง่าย และมีข้อความชื่อ ประเภท ชนิดของอาหาร

แต่ละรายการที่บรรจุอยู่ในกระเช้า รวมทั้งวัน เดือน ปี ที่หมดอายุ หรือควรบริโภคก่อน เพื่อเป็นการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้บริโภค

เพียงเท่านี้ ก็สบายใจได้ว่าเราได้หยิบยื่นคุณค่า คุณภาพ และความปลอดภัยให้แก่คนที่เรารักอย่างแท้จริง ในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้.

ศูนย์วิจัยและประเมินความเสี่ยงด้านอาหารปลอดภัย สถาบันอาหาร

กระทรวงอุตสาหกรรม โทร. 0-2886-8088 หรือ http://fic.nfi.or.th/ foodsafety/

 

ยาฆ่าแมลงตกค้างในใบกะเพรา

Published มกราคม 7, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/547036

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 11 ธ.ค. 2558 05:01

 

สมุนไพรไทย ขึ้นชื่อด้านสรรพคุณที่มีมากมายมหาศาล ใบกะเพรา เป็นหนึ่งในสมุนไพรไทยลำดับต้นๆ ที่มีสารอาหารหลากหลาย

ใบกะเพรา 100 กรัม มีเบต้าแคโรทีนสูงถึง 7,857 ไมโครกรัม ที่สามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอในร่างกาย ช่วยบำรุงสายตาและป้องกันการเสื่อมของสายตาก่อนวัยอันควร มีเหล็ก แคลเซียม และฟอสฟอรัสที่ช่วยบำรุงกระดูกและฟัน มีวิตามินสูง โดยกะเพรา 100 กรัม มีวิตามินซี 22 มิลลิกรัม

นอกจากมีสารอาหารที่หลากหลายแล้ว ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรค คนโบราณมักนำใบกะเพรามาต้มจิบเป็นน้ำชาบรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ ขับลมได้ดี

นอกจากนี้ ยังนิยมนำมาประกอบอาหาร เพราะใบกะเพรามีกลิ่นฉุนสามารถดับกลิ่นคาวของเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดี

กะเพราที่เราเห็นกันทั่วไปมี 2 ชนิดคือ กะเพราขาวและกะเพราแดง เรียกตามสีของก้านใบและก้านดอก สมัยก่อนเรามักจะปลูกกะเพราเป็นสมุนไพรที่ใช้ในบ้าน อยากนำมาประกอบอาหารเมื่อใดก็สามารถเด็ดใช้ได้ทันที แต่ปัจจุบันวิถีการดำเนินชีวิตเปลี่ยนไป พื้นที่รอบบ้านที่ใช้ปลูกพืชผักสวนครัวของคนในเมืองมีน้อยลง ก็ต้องหาซื้อตามตลาดนัดและซุปเปอร์มาร์เกต

แต่ก็ต้องระวังเรื่องของยาฆ่าแมลงที่อาจตกค้าง ได้แก่ กลุ่มออร์กาโนคลอรีน, กลุ่มออร์กาโนฟอสเฟต, กลุ่มคาร์บาเมต และกลุ่มไพรีทรัม และสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างใบกะเพราะ 5 ตัวอย่าง จากย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯและจังหวัดนนทบุรี เพื่อนำมาวิเคราะห์หายาฆ่าแมลงตกค้างทั้ง 4 กลุ่ม

ผลปรากฏว่า พบใบกะเพรา 2 ตัวอย่าง มียาฆ่าแมลงกลุ่ม ออร์กาโนฟอสเฟต ชนิดคลอร์พิริฟอส–เอทิล และกลุ่มคาร์บาเมต ชนิดคาร์โบฟูราน ตกค้าง

เห็นอย่างนี้แล้ว ขอแนะว่าก่อนทานทุกครั้งควรล้างน้ำให้สะอาด โดยล้างให้น้ำไหลผ่าน หรือใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร แช่นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด สามารถลดสารพิษลงได้ 27-38% หลังจากนั้นค่อยนำไปปรุงอาหาร เพื่อความปลอดภัย.

 

แซ็กคารินในมะม่วงแช่อิ่ม

Published มกราคม 7, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/543900

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 4 ธ.ค. 2558 05:01

 

ด้วยความที่ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ มีพืชพรรณธัญญาหารนานาชนิด

ผลไม้ก็มีมากตลอดปีวนเวียนให้ได้ลิ้มลองหลากหลายชนิด ช่วงไหนมีผลผลิตออกมามาก ก็นำมาถนอมอาหารแบบภูมิปัญญาชาวบ้าน เช่น ตากแห้ง ดอง และแช่อิ่ม

วิธีการแช่อิ่ม นับเป็นวิธีที่นิยมมากกว่าการถนอมอาหารวิธีอื่นๆ เพราะทำให้ผลไม้มีรสชาติหวาน และตามมาด้วยไม่เปรี้ยวจัด หรือเค็มจัดเหมือนวิธีการดอง

รสชาติความหวานนั้นเกิดจากน้ำตาลทรายที่นำมาเคี่ยวจนได้ที่แล้วนำไปแช่ในผลไม้ทิ้งไว้ 1 คืน ก็สามารถนำมาทานได้ และรสชาติจะดียิ่งขึ้นเมื่อนำไปแช่เย็นและทานในขณะเย็น

ที่กล่าวมานี้ เป็นกรรมวิธีการแช่อิ่มฉบับบ้านๆ แต่หากเป็นระดับอุตสาหกรรมที่ผลิตครั้งละมากๆนั้น การแช่อิ่มก็จะต้องใช้น้ำตาลทรายจำนวนมากตามไปด้วย แน่นอนว่าต้นทุนก็จะเพิ่มสูงขึ้นเช่นกัน

ผู้ผลิตบางรายจึงใช้สารให้ความหวานลงไปแทนน้ำตาล เพราะใช้ในปริมาณไม่มากก็ทำให้ผลไม้แช่อิ่มหวานได้ตามที่ต้องการ สารให้ความหวานที่นิยมคือ แซ็กคารินหรือขัณฑสกร ที่ให้ความหวานมากกว่าน้ำตาลทรายถึง 300–700 เท่า

ขัณฑสกร เป็นสารให้ความหวานที่ให้รสหวานจัดและติดลิ้น และไม่ให้พลังงาน จึงใช้กันแพร่หลายในอาหารควบคุมน้ำหนัก ที่ให้พลังงานต่ำ รวมทั้งในน้ำอัดลมและน้ำหวานต่างๆ

ขัณฑสกร ถ้าใช้ในปริมาณจำกัดตามที่กฎหมายกำหนด และถูกวิธีก็จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่หากใช้ในปริมาณมากๆ จะส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน ปวดท้อง ซึมและชัก

สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างมะม่วงแช่อิ่ม จากย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์หาปริมาณแซ็กคาริน

ผลปรากฏว่าพบมะม่วงแช่อิ่ม 1 ตัวอย่าง ที่ใช้สารแซ็กคารินในการแช่อิ่ม

เพื่อความสบายท้อง ขอแนะว่าผู้ที่ชื่นชอบผลไม้แช่อิ่มควรทานแต่น้อย และทานอาหารให้หลากหลาย หากเป็นไปได้ควรทานผลไม้สดตามฤดูกาล เพราะจะได้รับประโยชน์จากความสดตามธรรมชาติไปแบบเต็มๆ.

 

อะฟลาท็อกซินในพริกป่น

Published มกราคม 7, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/542088

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 27 พ.ย. 2558 05:01

 

พริก วัตถุดิบในการปรุงอาหารที่ให้ความเผ็ดร้อนที่คู่กับอาหารไทยมาอย่างยาวนาน

สารที่ให้ความเผ็ดร้อนในพริก เรียกว่า “แคปไซซิน” มีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการหมุนเวียนของโลหิต ขับเหงื่อ และช่วยเรื่องระบบเผาผลาญอาหารให้ทำงานดีขึ้น

พริกนิยมนำมาทำอาหารทั้งแบบสดและแบบแห้ง แบบแห้งเป็นการแปรรูปเพื่อให้เก็บไว้ใช้ได้นานขึ้น อย่างพริกแห้ง พริกป่น ที่ได้จากการนำผลพริกที่สุกหรือแก่จัดนำไปผึ่งแดดหรืออบให้แห้ง อาจนำไปคั่ว แล้วนำไปบด แต่ถ้าพริกที่ใช้มีสิ่งอื่นปนเปื้อนมาด้วยอย่างเชื้อรา อาจทำให้พริกที่รับประทานปนเปื้อนอะฟลาท็อกซินได้เช่นกัน

อะฟลาท็อกซิน เป็นสารพิษที่เชื้อรากลุ่มแอสเปอร์จิลลัส ฟลาวัส (Aspergillus flavus) และแอสเปอร์จิลลัส พาราซิติกัส (Aspergillus parasiticus) ผลิตขึ้น

ความร้อนที่ใช้ประกอบอาหาร เช่น หุง ต้ม นึ่ง หรือแม้แต่วิธีพาสเจอไรซ์ และสเตอริไลซ์ ไม่สามารถทำลายพิษของอะฟลาท็อกซินให้หมดไปได้ หากร่างกายได้รับสารพิษชนิดนี้เข้าไปเป็นจำนวนมาก หรือแม้เป็นจำนวนน้อยแต่ได้รับเป็นประจำ อาจเกิดการสะสมจนทำให้เกิดอาการชัก หายใจลำบาก ตับถูกทำลาย หัวใจและสมองบวม

นอกจากนี้ การที่ร่างกายได้รับ สารพิษอะฟลาท็อกซิน เป็นประจำ ยังเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตับ

องค์การอนามัยโลกจัดให้สาร อะฟลาท็อกซิน เป็นสารก่อมะเร็งที่ร้ายแรงมากที่สุดชนิดหนึ่ง เพราะปริมาณของ อะฟลาท็อกซิน เพียง 1 ไมโครกรัม สามารถทำให้เกิดการกลายพันธุ์ในแบคทีเรีย และทำให้เกิดมะเร็งในสัตว์ทดลองได้หากได้รับอย่างต่อเนื่อง และอาจเป็นสาเหตุของมะเร็งตับในมนุษย์

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 98 (พ.ศ.2529) เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน กำหนดให้พบอะฟลาท็อกซินได้ไม่เกิน 20 ไมโครกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างพริกป่น จำนวน 5 ตัวอย่าง จากย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนอะฟลาท็อกซินทั้งหมดในพริกป่น พบว่ามี 3 ตัวอย่าง จาก 5 ตัวอย่าง พบการปนเปื้อนของอะฟลาท็อกซิน แต่ไม่เกินค่ามาตรฐานของไทย

เพื่อความปลอดภัย ก่อนซื้อหามารับประทาน สังเกตกันสักนิดว่าพริกป่นที่ซื้อมา บางบริเวณมีจุดลักษณะเป็นสีดำหรือมีขนปุยสีขาวหรือไม่ ถ้ามีควรหลีกเลี่ยงเพราะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของเชื้อราและ อะฟลาท็อกซิน.

 

คาเฟอีนในกาแฟกดตามร้านสะดวกซื้อ

Published มกราคม 7, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/540458

โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์ 20 พ.ย. 2558 05:01

 

กาแฟหอมกรุ่นยามเช้านับเป็นกลิ่นที่ชวนให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ทั้งวัน

กาแฟตามธรรมชาติมีคาเฟอีนซึ่งมีรสขมเป็นส่วนประกอบ คาเฟอีนมีฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาท ช่วยให้ร่างกายสดชื่น ไม่ง่วงนอน ปริมาณคาเฟอีนที่มีในกาแฟขึ้นอยู่กับพันธุ์ เช่น กาแฟพันธุ์อาราบิกา จะมีปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟพันธุ์โรบัสตา

และกรรมวิธีการแปรรูปกาแฟก็มีผลต่อปริมาณคาเฟอีน โดยเมื่อผ่านความร้อนปริมาณคาเฟอีนจะลดลง การคั่วเมล็ดกาแฟจนเป็นสีเข้มจะมีปริมาณคาเฟอีนน้อยกว่าเมล็ดที่คั่วไม่นาน เพราะคาเฟอีนสามารถสลายตัวไปได้ระหว่างการคั่ว

หลายคนคงทราบว่าการบริโภคคาเฟอีนในปริมาณมากเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะเสพติดคาเฟอีน จะมีผลต่อร่างกายและทางจิตใจ เช่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล กล้ามเนื้อกระตุก นอนไม่หลับ หัวใจเต้นแรง ใจสั่น

นอกจากนั้น การบริโภคคาเฟอีนเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กอักเสบ และปัสสาวะบ่อยได้

กาแฟที่จำหน่ายตามท้องตลาดทั้งเป็นแบบขวดและแบบกระป๋องนั้น จะมีปริมาณคาเฟอีนระบุอยู่ในฉลากของสินค้า ทำให้ผู้บริโภคอย่างเราๆรู้ว่า หากดื่มกาแฟ 1 กระป๋อง หรือ 1 ขวด จะได้รับคาเฟอีนเข้าสู่ร่างกายปริมาณเท่าใด

แต่กาแฟกดตามร้านสะดวกซื้อจะไม่มีข้อมูลบอกให้เรารู้ว่าใน 1 แก้วนั้นมีปริมาณคาเฟอีนเท่าใด

วันนี้สถาบันอาหารจึงสุ่มเก็บตัวอย่างกาแฟกดพร้อมดื่มที่ขายตามร้านสะดวกซื้อ จากร้านสะดวกซื้อในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล จำนวน 5 ตัวอย่าง เพื่อนำมาวิเคราะห์ปริมาณคาเฟอีน

ผลวิเคราะห์พบว่า ในกาแฟปริมาณ 100 มิลลิลิตรนั้นมีคาเฟอีนอยู่ในช่วง 49.38–145.41 มิลลิกรัม

เห็นอย่างนี้แล้ว ขอแนะว่าท่านที่ชื่นชอบกาแฟ ควรบริโภคกาแฟในปริมาณพอเหมาะ และเป็นปริมาณที่ร่างกายของเราสามารถทนทานต่อฤทธิ์ของคาเฟอีนได้

เพื่อป้องกันการนำไปสู่ภาวะเสพติดคาเฟอีน เพราะร่างกายแต่ละคนจะทนทานต่อฤทธิ์ของคาเฟอีนได้ต่างกัน

ที่สำคัญ ควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และออกกำลังกายร่วมด้วย เพื่อสุขภาพที่แข็งแรงและห่างไกลโรค.

 

สีผสมอาหารในน้ำส้มเกล็ดหิมะ

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/538907

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 13 พ.ย. 2558 05:01

 

น้ำส้มเกล็ดหิมะตามท้องตลาดมีทั้งแบบตักขายตามรถเข็น และขายแบบแก้วที่ซีลด้วยพลาสติกปิดสนิท น้ำส้มเกล็ดหิมะมีรสเปรี้ยวอมหวาน ดื่มแล้วช่วยดับกระหายพร้อมให้ความสดชื่น

น้ำส้มเกล็ดหิมะผลิตจากน้ำส้มที่คั้นสด ผสมเกลือ น้ำเชื่อม กรดมะนาว น้ำเปล่า น้ำแข็ง แต่งสี กลิ่นรส หรือผู้ผลิตบางรายใช้น้ำส้มเข้มข้นมาผลิตเป็นน้ำส้มเกล็ดหิมะ และอาจเติมสีผสมอาหารลงไปด้วย

แม้สีผสมอาหารสังเคราะห์บางชนิดจะได้รับอนุญาตให้ใช้ในอาหารและเครื่องดื่มได้ก็ตาม แต่ควรใช้ในปริมาณตามที่กำหนดและเหมาะสม

เพราะหากผู้บริโภคได้รับเข้าสู่ร่างกายปริมาณที่มากหรือบ่อยครั้งก็ก่อให้เกิดอันตรายได้ เช่น สีจะไปเคลือบเยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้น้ำย่อยอาหารออกมาไม่สะดวก อาหารย่อยยาก ท้องอืด ท้องเฟ้อ และขัดขวางการดูดซึมอาหาร

นอกจากนั้น สีผสมอาหารสังเคราะห์ยังมีโลหะหนัก เช่น แคดเมียม ตะกั่ว สารหนู ปรอท โครเมียม ปะปนอยู่ด้วย

แม้ได้รับในปริมาณเล็กน้อย แต่บ่อยครั้งสีจะสะสมในร่างกายและทำให้เกิดอันตรายได้เช่นกัน

ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 281 (พ.ศ.2547) เรื่อง วัตถุเจือปนอาหาร กำหนดให้ใช้สีผสมอาหาร สีตาร์ตราซีน, สีซันเซ็ต เยลโลว์, เอ็ฟซีเอ็ฟ และสีปองโซ 4 อาร์ ในเครื่องดื่มได้ไม่เกิน 70 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม

วันนี้สถาบันอาหารได้สุ่มเก็บตัวอย่างน้ำส้มเกล็ดหิมะจำนวน 5 ตัวอย่าง ในเขตกรุงเทพฯและนนทบุรี เพื่อนำมาวิเคราะห์หาสีผสมอาหารสังเคราะห์ที่ให้สีเหลืองหรือส้ม ในน้ำส้มเกล็ดหิมะ 3 ชนิด คือ สีตาร์ตราซีน สีซันเซ็ต เยลโลว์ เอ็ฟซีเอ็ฟ และสีปองโซ 4 อาร์

ผลปรากฏว่า พบการใช้สีผสมอาหารสังเคราะห์ในน้ำส้มเกล็ดหิมะทั้ง 5 ตัวอย่าง ปริมาณที่แตกต่างกัน

ขอแนะว่า ผู้ผลิตควรใช้สีผสมอาหารสังเคราะห์ในปริมาณตามที่กฎหมายกำหนดเท่านั้น หรือเลือกใช้สีธรรมชาติเพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดีของผู้บริโภค.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

 

สารหนูในปลาจิ้งจั้ง

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/537269

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 6 พ.ย. 2558 05:01

 

ความอุดมสมบูรณ์ของอาหารการกินของไทยไม่เป็นรองใคร เพราะมีทั้งทะเลและภูเขาโอบล้อม เรียกได้ว่ามีอาหารอุดมสมบูรณ์ในทุกภาค

ภาคเหนือติดภูเขา อาหารส่วนใหญ่ก็จะเป็นพืช ผักและผลไม้ ภาคอีสาน อาหารส่วนใหญ่จะเป็นพวกแป้ง ข้าว และมีอาหารประเภทเนื้อสัตว์แปรรูป ภาคใต้มีพื้นที่ติดทะเล อาหารส่วนใหญ่ก็จะเป็นพวกกุ้ง หอย ปู ปลา ทั้งสดและแปรรูป ที่ขึ้นชื่อก็เห็นจะเป็นน้ำพริกกุ้งเสียบ

และ “ปลาจิ้งจั้ง หรือปลาฉิ้งฉั้ง” ที่ทำมาจาก “ปลากะตัก” ตัวเล็กๆเป็นปลาทะเลขนาดจิ๋ว

เห็นตัวจิ๋วแต่คุณค่าทางโภชนาการที่มีอยู่ไม่จิ๋ว จึงมีการใช้ประโยชน์จากปลาชนิดนี้ 2 ทางด้วยกัน คือ นำไปเป็นวัตถุดิบในการทำน้ำปลา และทำปลาตากแห้งขายทั่วไป ในตลาดท้องถิ่นอาจนำมาหมักทำบูดู ฉิ้งฉั้ง ขายด้วย

เห็นตัวเล็กประโยชน์เยอะก็อย่าเพิ่งวางใจเพราะปลาเป็นสัตว์น้ำในทะเล อาจมีการปนเปื้อนสารหนูที่เป็นอันตรายต่อร่างกายคนได้

สารหนู มาจากหลายทาง ทั้งในทางธรรมชาติ จากหินและแร่ธาตุบางชนิดที่มีสารหนูเป็นองค์ประกอบ และจากการทำเหมืองแร่ การผลิตปุ๋ย หรืออุตสาหกรรมหนักซึ่งมักจะมีการปล่อยของเสียสู่ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมง่ายๆคือปล่อยของเสียจากการผลิตลงแม่น้ำโดยไม่บำบัด เมื่อสัตว์น้ำได้รับสารหนู คนทานสัตว์น้ำก็ต้องได้รับด้วย

สารหนูมีอันตรายต่อร่างกายรุนแรง ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 273) พ.ศ.2546 เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีสารปนเปื้อน (ฉบับที่ 2) กำหนดให้มีสารหนูในรูปอนินทรีย์ ปนเปื้อนได้ไม่เกิน 2 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับสัตว์น้ำและอาหารทะเล และสารหนูทั้งหมด 2 มิลลิกรัม ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม สำหรับอาหารอื่น

วันนี้สถาบันอาหารได้ทำการสุ่มเก็บตัวอย่างปลาจิ้งจั้ง 5 ตัวอย่าง จากย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ และจ.สมุทรสาคร เพื่อนำมาวิเคราะห์หาการปนเปื้อนของสารหนูในปลาจิ้งจั้ง

ผลปรากฏว่า พบการปนเปื้อนของสารหนูในปลาจิ้งจั้งทุกตัวอย่าง

และที่น่าตกใจว่าทุกตัวอย่างพบการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขไทย

ทางที่ดี ขอแนะว่าควรบริโภคแต่น้อย ไม่ควรบริโภคอาหารเดิมๆ ซ้ำๆ เพื่อความปลอดภัย.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

 

มะเร็งลำไส้กับเนื้อสัตว์แปรรูป

Published พฤศจิกายน 17, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/535600

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 30 ต.ค. 2558 05:01

 

หลายวันมานี้หลายท่านคงได้ยินข่าวว่า กินเบคอน ไส้กรอก หมูแฮมแล้วเป็นมะเร็ง จริงหรือไม่! แล้วเนื้อสัตว์แปรรูป มันมีสารก่อมะเร็งได้อย่างไร?

หลังจากที่ International Agency for Research on Cancer (IARC) หน่วยงานภายใต้องค์การอนามัยโลก เผยแพร่รายงานเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2558 ที่สรุปว่ามีหลักฐานชี้ชัดว่า

การทานเนื้อสัตว์แปรรูป เช่น ฮอตด็อก แฮม ไส้กรอก เนื้อแช่เกลือ เนื้อกระป๋อง จำนวนมาก เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งลำไส้ และจัดให้อาหารเหล่านี้อยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 1

ส่วนการทานอาหารที่ปรุงจากเนื้อแดง เช่น เนื้อวัว เนื้อลูกวัว เนื้อหมู เนื้อแกะ เนื้อลูกแกะ เนื้อม้า จำนวนมาก เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน และมะเร็งต่อมลูกหมาก และจัดให้เนื้อแดงอยู่ในสารก่อมะเร็งกลุ่ม 2A ทว่ากรณีหลังนี้ยังมีหลักฐานไม่มากเพียงพอ

รายงานนี้ สรุปจากการศึกษาทางระบาดวิทยาในคนมากกว่า 800 คน จากหลายประเทศ และศึกษาในคนที่มีการบริโภคที่หลากหลาย โดยพบว่า การบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปทุก 50 กรัมในแต่ละวันจะเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ 18% ซึ่งปริมาณ 50 กรัม หรือครึ่งขีด เทียบเท่ากับไส้กรอก 1 ชิ้น หรือเบคอนสไลด์ 1-2 ชิ้น เท่านั้น

หลายคนคงไม่ทราบว่า ระหว่างการปรุง และกระบวนการแปรรูปเนื้อสัตว์ อาจก่อให้เกิดสารก่อมะเร็ง เช่น สารประกอบ N–nitroso, สารกลุ่ม Heterocyclic aromatic amines และสารกลุ่ม polycyclic aromatic hydrocarbons (PAH) ขึ้นในอาหารได้ ซึ่งสาร 2 กลุ่มหลังนี้ยังพบได้ในอาหารชนิดอื่นๆ และในมลพิษทางอากาศด้วย

การเผยแพร่ข้อมูลครั้งนี้ของ WHO ไม่ได้ต้องการให้เลิกทานเนื้อสัตว์และเนื้อสัตว์แปรรูปกันไปเลย เพียงแต่ต้องการให้ทานกันในปริมาณที่พอเหมาะ และเลือกทานอย่างถูกวิธี เช่น ไม่เลือกทานเนื้อสัตว์รมควัน และเนื้อสัตว์ที่ปิ้งย่างในลักษณะที่เนื้อสัตว์สัมผัสกับไฟจนไหม้เกรียม เพราะการปิ้งย่างในลักษณะดังกล่าวทำให้เกิดสาร PAH ที่ก่อมะเร็งได้

เนื้อสัตว์นั้นยังคงมีคุณค่าทางโภชนาการ เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย สำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ขอแนะว่ายังทานเนื้อสัตว์แปรรูปกันได้ แต่ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ควรทานปริมาณมากๆ และทานทุกวัน ขณะเดียวกันควรทานพืชผัก อาหารที่มีกากใยอื่นๆร่วมด้วย ที่สำคัญต้องทานอาหารให้หลากหลาย อย่าทานชนิดเดิมๆ ซ้ำๆ

ส่วนภาครัฐ อาจต้องทำการประเมินความเสี่ยง เพื่อชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงกับประโยชน์ที่ร่างกายได้รับจากการทานเนื้อสัตว์แปรรูป และจัดทำออกมาเป็นคำแนะนำการบริโภคที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเราๆ ได้รู้วิธีการเลือกบริโภคเนื้อสัตว์แปรรูปที่ปลอดภัยต่อร่างกาย

ศูนย์วิจัยและประเมินความเสี่ยงด้านอาหารปลอดภัย สถาบันอาหาร กระทรวงอุตสาหกรรม โทร. 0-2886-8088 หรือ http://fic.nfi.or.th/ foodsafety/

 

ยาฆ่าแมลงตกค้างในกีวีสด

Published ตุลาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ

http://www.thairath.co.th/content/534063

โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย 23 ต.ค. 2558 05:01

 

กีวีเป็นผลไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีนบริเวณลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง

เมื่อปี 2449 มีผู้นำไปปลูกที่นิวซีแลนด์ และได้ปรับปรุงพันธุ์ให้มีรสชาติดีขึ้น ทำให้นิวซีแลนด์กลายเป็นผู้ผลิตและส่งออกกีวีรายใหญ่ไปโดยปริยาย

นอกจากจะเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่แล้ว พี่นิวซีแลนด์ก็เปลี่ยนชื่อจาก Chinese gooseberry มาเป็นชื่อกีวี ตามชื่อของนกกีวีที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศอีกด้วย

จนเมื่อปี พ.ศ.2505 มีผู้นำกีวีเข้ามาปลูกในดอยอ่างขาง และดอยขุนวาง จ.เชียงใหม่ เป็นครั้งแรก

กีวี เป็นผลไม้ที่มีประโยชน์เพราะอุดมไปด้วยวิตามินซีมากกว่าส้มถึงสองเท่า มีเอนไซม์แอกทินิดิน ที่ช่วยย่อยโปรตีน มีไฟเบอร์ตามธรรมชาติที่ช่วยในเรื่องการขับถ่าย

นอกจากนี้ยังมีโปแตสเซียมธรรมชาติที่มีความจำเป็นต่อเซลล์ต่างๆในร่างกายด้วย เห็นประโยชน์ของกีวีมากมายขนาดนี้ ใช่ว่าจะไม่มีโทษ

โทษที่ว่า เป็นโทษจากยาฆ่าแมลงที่อาจตกค้างอยู่ในผลกีวี ซึ่งเป็นผลจากการใช้ในระหว่างเพาะปลูก ยาฆ่าแมลงที่นิยมใช้มีด้วยกัน 4 กลุ่มคือ ออร์กาโนคลอรีน, ออร์กาโนฟอสเฟต, คาร์บาเมต, ไพรีทรัมและสารสังเคราะห์ไพรีทรอยด์

สารทั้ง 4 กลุ่ม เป็นสารที่มีอันตรายทั้งแบบเรื้อรัง และแบบเฉียบพลัน

วันนี้ สถาบันอาหาร ได้ทำการสุ่มตัวอย่างกีวีสด 5 ตัวอย่าง จาก 4 ย่านการค้าในเขตกรุงเทพฯ เพื่อนำมาวิเคราะห์ยาฆ่าแมลงตกค้างทั้ง 4 กลุ่ม รวม 58 ชนิด

ผลปรากฏว่าไม่พบยาฆ่าแมลงตกค้างในทุกตัวอย่าง วันนี้ผู้ที่ชื่นชอบกีวีสดสามารถทานกันได้อย่างสบายใจ

เพื่อเป็นการป้องกันอันตรายจากยาฆ่าแมลง ขอแนะว่าก่อนทานหรือนำผักและผลไม้สดมาปรุงอาหารควรล้างทำความสะอาดด้วยน้ำไหลผ่านหลายๆครั้ง หรือแช่ในน้ำเกลือที่ใช้เกลือป่น 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำ 4 ลิตร นาน 10 นาที แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด

เพียงเท่านี้ก็มั่นใจได้ว่า ปลอดภัยจากสารพิษที่อาจตกค้างในผักและผลไม้.

 

%d bloggers like this: