มะเร็งตับ

All posts tagged มะเร็งตับ

หยุดไวรัสตับอักเสบบี…ต้านภัยมะเร็งตับ

Published มกราคม 19, 2013 by SoClaimon

หยุดไวรัสตับอักเสบบี…ต้านภัยมะเร็งตับ

คนสู้โรค : หยุดไวรัสตับอักเสบบี…ต้านภัยมะเร็งตับ

4 เม.ย. 55 | 07.30 – 08.00 |

คนสู้โรคร่วมกับโครงการ “หยุดไวรัสตับอักเสบบี…ต้านภัยมะเร็งตับ เฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา” ชวนมาตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบบี โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 84 พรรษา มหาราชา พร้อมฟังบรรยาย รู้จักโรคไวรัสตับอักเสบบี รู้อาการ รู้อันตราย และรู้วิธีรักษาจาก รศ.นพ.พูลชัย จรัสเจริญวิทยา สาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหาร ศิริราชพยาบาล

ติดตามชมรายการคนสู้โรค วันพุธที่ 4 เมษายน 2555 เวลา 07.30 – 08.00 น. ทางไทยพีบีเอส หรือ รับชมผ่านทีวีออนไลน์ทางwww.thaipbs.or.th/live

โฆษณา

มะเร็งตับ..โรคร้ายที่ป้องกันได้

Published พฤษภาคม 28, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/life/263739

28 พฤษภาคม 2555, 05:30 น.

Pic_263739

ดร.อาณัติ อาภาภิรม และสุรพงษ์ เลาหะอัญญา ผู้บริหารบีทีเอส ร่วมกับผู้บริหารโรงพยาบาลชั้นนำ เปิดคลินิกลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ ครั้งที่ 10.

รถไฟฟ้าบีทีเอสคืนกำไรสู่สังคมด้วยการจัด “คลินิกลอยฟ้าเฉลิมพระเกียรติ” ให้บริการตรวจสุขภาพฟรีแก่ประชาชนอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้นับเป็นครั้งที่ 10 สองผู้บริหารบีทีเอส ดร.อาณัติ อาภาภิรม และ สุรพงษ์ เลาหะอัญญา ยังคงเดินหน้ามอบสิ่งดีๆให้กับสังคม โดยร่วมกับโรง พยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ขนบุคลากรทางการแพทย์มาให้การตรวจสุขภาพเบื้องต้นแก่ประชาชน ณ สถานี รถไฟฟ้าบีทีเอส พญาไท ซึ่งบริการตรวจสุขภาพครั้งนี้ได้เน้นการตรวจเกี่ยวกับโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคตา ตลอดจนการเจาะเลือดเพื่อคัดกรองโรคต่างๆ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าถึงบริการทางการแพทย์ที่สะดวกสบายและรวดเร็ว

พญ.ประกอบบุญ สังฆสุบรรณ์ และ นพ.เศารยะ เลื่องอรุณ ให้ความรู้เรื่องมะเร็งตับ.พญ.ประกอบบุญ สังฆสุบรรณ์ และ นพ.เศารยะ เลื่องอรุณ ให้ความรู้เรื่องมะเร็งตับ.

พร้อมกันนี้ยังได้จัดเสวนาให้ความรู้ในหัวข้อ “มะเร็งตับ..โรคร้ายที่คุณป้องกันได้” โดย นพ.เศารยะ เลื่องอรุณ และ พญ.ประกอบบุญ สังฆสุบรรณ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งจากโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เพราะสาเหตุหลักกว่า 70% ของคนที่เป็นมะเร็งตับ เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ทั้งนี้คนที่เป็นพาหะของโรคไวรัสตับอักเสบบี หากไม่ได้พบแพทย์หรือมีการตรวจพบว่าตัวเองเป็นพาหะหรือเป็นไวรัสตับอักเสบบี ก็จะปล่อยตัวในการดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆ จนสิบถึงยี่สิบปีอาการอักเสบเรื้อรังของตับจึงจะแสดง ด้วยอาการของตับแข็ง ท้องโต ตัวเหลือง ตาเหลือง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด บ้างก็อาเจียนเป็นเลือด ซึ่งหากคนไข้ได้รับการตรวจคัดกรองโรคเป็นประจำทุกปี ก็จะทำให้รู้ตัวเองว่าเป็นอะไร และหาทางรักษาได้อย่างถูกต้องและรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันได้มีการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีในวัยเด็กทุกคน จึงช่วยลดความเสี่ยงที่เป็นโรคนี้ได้ถึง 90%.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 28 พฤษภาคม 2555, 05:30 น.

เปิดตำรับเมนูพื้นบ้าน..ต้านภัยมะเร็งตับ เสน่ห์ปลายจวักคุณนายผู้ว่าฯภาคอีสาน

Published มิถุนายน 14, 2011 by SoClaimon

5 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.
เปิดตำรับเมนูพื้นบ้าน..ต้านภัยมะเร็งตับ เสน่ห์ปลายจวักคุณนายผู้ว่าฯภาคอีสาน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_124347

เครือวัลย์ เจียรณัย

จากโครงการ “เรียนรู้เท่าทัน ป้องกันมะเร็งตับ” เพื่อสร้างความรู้และความเข้าใจให้ถูกต้องในเรื่องการรับประทานอาหาร ภายใต้ชื่อ “กินสุกแซบหลาย ต้านภัยมะเร็งตับ” จัดโดย มูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ จับมือกับ บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด สร้างสรรค์กิจกรรมรณรงค์ในพื้นที่ภาคอีสานได้รับการตอบรับอย่างดี โดย นพ.ธีรวุฒิ คูหะเปรมะ ประธานมูลนิธิสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อรณรงค์ลดสถิติการเกิดโรคมะเร็งตับชนิดเซลล์ท่อน้ำดี ที่คร่าชีวิตชาวอีสานในแต่ละปีเป็นลำดับต้นๆ ได้มีการลงพื้นที่ให้ความรู้ในเรื่องการรับประทานอาหารที่ถูกสุขลักษณะ รวมถึงการปรับเปลี่ยนทัศนคติในการบริโภคอาหารของคน ในท้องถิ่นที่นิยมรับประทานอาหารสุกๆดิบๆ และล่าสุดทางโครงการได้ประสานขอความร่วมมือจากผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ ภาคอีสานและภรรยา ช่วยเป็นกระบอกเสียงในการรณรงค์ผ่านการสร้างสรรค์เมนูอาหารเพื่อนำไปจัดทำ เป็นเมนูต้นแบบ เพื่อให้ประชาชนไปปรับใช้ในการทำอาหาร

สุวรรณี ตรีรัตน์เหล่าสุวรรณสุวรรณี ตรีรัตน์เหล่าสุวรรณ

สำหรับ เมนูแซบต้านภัยมะเร็งตับ เริ่มต้นจากฝีมือปลายจวักของหลังบ้านผู้ว่าฯจังหวัดกาฬสินธุ์ วณี จิวะรังสรรค์ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดกาฬสินธุ์ ได้เผยสูตร “ปลาหมกหม้อ” ว่า กาฬสินธุ์มีปลาขาวมาก เอาปลาขาวมาผสมกับผักชีลาว, ใบแมงลัก, ใบมะกรูด, พริก, ตะไคร้ซอย, หอมแดง, กระเทียม จากนั้นปรุงรสด้วยน้ำตาลทราย, น้ำปลาและน้ำปลาร้า แล้วนำไปหมกในหม้อจนปลาสุก จะได้เมนูเด็ดที่อร่อยและปลอดภัย ส่วน สุวรรณี ตรีรัตน์เหล่าสุวรรณ นายกเหล่ากาชาดจังหวัดสกลนคร ได้นำเสนอเมนูสะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของชาวสกลนคร โดยเอาปลาตอง ที่ชาวอีสานชอบรับประทานแบบดิบๆ มาปรุงให้สุก แต่คงความแซบด้วยการทำ “ตองคั่วแซบ” ด้วยการนำปลาตองไปโขลกให้ละเอียด ใส่เกลือไอโอดีน 1 ช้อนชาและน้ำเล็กน้อยแล้วนำไปคั่วในกระทะให้สุก พร้อมปรุงรสชาติด้วยตะไคร้, ใบมะกรูดหั่นฝอยและพริก

วณี จิวะรังสรรค์วณี จิวะรังสรรค์

ด้าน  เครือวัลย์ เจียรณัย นายกเหล่ากาชาดจังหวัดเลย ได้แนะนำเมนู ลาบเมืองเลย โดยนำปลาน้ำจืดอย่างปลาช่อนมาเป็นตัวเอกด้วยการทอดให้สุก แล้วทำน้ำลาบราดลงบนตัวปลา เพียงเท่านี้ก็แซ่บหลาย! ขณะที่ อัมพรเพ็ญ บุญมี นายกเหล่ากาชาดจังหวัดอำนาจเจริญ ชวนพ่อเมืองและพ่อบ้าน-บุญสนอง บุญมี มาร่วมลองเมนู “อู๋ปลาซิวนา” โดยนำปลาซิวนามาโขลกพร้อมตะไคร้ซอย, หัวหอมและพริกสดและเติมรสชาติด้วยไข่มดแดง ปรุงรสให้ถูกใจด้วยน้ำปลาและเกลือก่อนที่จะนำไปใส่หม้อตั้งไฟเพื่อให้ปลาซิว สุกอร่อย….นับเป็นเมนูเด็ดที่แซบหลายได้อย่าง ปลอดภัยไร้โรค.

อัมพรเพ็ญ   บุญสนอง บุญมีอัมพรเพ็ญ บุญสนอง บุญมี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวหน้าสตรี
  • 5 พฤศจิกายน 2553, 05:45 น.

ระดมทีมแพทย์สหสาขาเชี่ยวชาญมะเร็ง ให้ความรู้คนไทยเข้าใจพิชิต 6 โรคร้าย

Published กุมภาพันธ์ 25, 2011 by SoClaimon

21 กุมภาพันธ์ 2554, 05:00 น.

ผ่านทางระดมทีมแพทย์สหสาขาเชี่ยวชาญมะเร็ง ให้ความรู้คนไทยเข้าใจพิชิต 6 โรคร้าย – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_150442

 

นพ.ชาตรี  ดวงเนตร  ประธานคณะผู้บริหาร ศูนย์การแพทย์โรงพยาบาลกรุงเทพ  เปิดตัวทีมแพทย์สหสาขารักษาโรคมะเร็ง.

เพราะตระหนักดีถึงโรคมะเร็งว่าเป็นโรคร้ายที่คร่าชีวิตและทรมานผู้ป่วย เป็นยิ่งนัก โรงพยาบาลวัฒโนสถ โรงพยาบาลเฉพาะด้านโรคมะเร็ง จึงจัดกิจกรรมรณรงค์และป้องกันโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่อง ในงาน  Knock  Out  Cancer  by  Wattanosoth  Navigator  นำทางถูกต้อง น็อกมะเร็ง โดยระดมทีมแพทย์สหสาขาผู้เชี่ยวชาญรักษาด้านโรคมะเร็งแบบองค์รวม พร้อมดาราและพิธีกรชื่อดังจากรายการตลาดสดสนามเป้า “รถเมล์-คะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์” มาร่วมทีมเนวิเกเตอร์ นำทางสู้ 6 มะเร็งร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยมากที่สุด ที่ดิ เอ็มโพเรียม ช็อปปิ้ง คอมเพล็กซ์ เมื่อเร็วๆนี้

ในงานนอกจากจะจัดให้มีนิทรรศการชี้ทางชนะ โรคมะเร็งร้ายทั้ง 6 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งเต้านม มะเร็งปากมดลูก มะเร็งลำไส้ และมะเร็งต่อมน้ำเหลือง พร้อมโชว์เทคโนโลยีเครื่องมืออันทันสมัยในการรักษาผู้ป่วย ยังมีทีมแพทย์มาคอยให้ความรู้เรื่องโรคมะเร็ง โดย พล.ต.นพ.นิวัฒน์ บุญยืน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลวัฒโนสถ เผยถึงโรคมะเร็งว่า  ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป  เห็นได้จากจำนวนผู้ป่วยโรคมะเร็งมีตัวเลขเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โรงพยาบาลวัฒโนสถ ในฐานะที่เป็นโรงพยาบาลผู้เชี่ยวชาญรักษาด้านโรคมะเร็งด้วยทีมสหแพทย์ ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้  จึงอาสาเป็นเนวิเกเตอร์  เข็มทิศนำทางทุกคนมุ่งสู่ชัยชนะกับโรคมะเร็งร้าย โดยตั้งใจที่จะส่งเสริมและให้ความรู้แก่สาธารณชน ทั้งบุคคลที่ไม่ใช่ผู้ป่วย แต่มีพฤติกรรมอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งในทุกระดับ  รวมถึงญาติผู้ป่วยมะเร็ง  ให้มีความรู้ความเข้าใจโรคมะเร็งในแบบองค์รวม เริ่มตั้งแต่ความเข้าถึงสาเหตุ วิธีป้องกัน   วิธีการรักษาและฟื้นฟู

นิทรรศการชี้ทางชนะโรคมะเร็งชนิดต่างๆ.นิทรรศการชี้ทางชนะโรคมะเร็งชนิดต่างๆ.

พล.ต.นพ. นิวัฒน์กล่าวด้วยว่า  ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีทีมสหแพทย์  ซึ่งมีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขา  เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละรายและแต่ละโรคด้วย เช่น รังสีวินิจฉัย  เป็นหนึ่งในวิธีรักษาหรือควบคุมมะเร็ง  โดยใช้เครื่องฉายรังสี  ซึ่งแพทย์รังสีวินิจฉัยจะทำการวางแผนการฉายรังสี  กำหนดตำแหน่งและปริมาณที่เหมาะสมกับผู้ป่วย  นอกจากนี้  ยังมีการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด และการผ่าตัดอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ว่าวิธีการใดจะเหมาะสมที่สุด

ขณะ ที่ดาราสวยและพิธีกรมากความสามารถ  “รถเมล์-คะนึงนิจ” บอกถึงการที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการนำทางต่อสู้โรคมะเร็งว่า   เป็นเพราะมีเพื่อนสนิทเป็นมะเร็งลำไส้ และเพิ่งเสียชีวิตไป เธอจึงหันมาตระหนักถึงภัยร้ายของโรคมะเร็ง และอยากเป็นส่วนหนึ่งในการบอกให้ทุกๆคนหันมาใส่ใจดูแลสุขภาพ และหมั่นตรวจสุขภาพประจำปี เพื่อให้ห่างไกลจากโรคมะเร็ง  หรือถ้าสงสัยว่ามีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นโรคร้ายนี้ก็ให้รีบมาปรึกษาแพทย์  เพราะมะเร็งเป็นโรคที่รักษาได้ หากตรวจพบในระยะแรกๆ  หรือได้รับการรักษาที่ดีจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ. 

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวสตรี
  • 21 กุมภาพันธ์ 2554, 05:00 น.

 

เมื่อไขมันกัดกินตับ นำไปสู่โรคตับแข็ง

Published พฤษภาคม 9, 2010 by SoClaimon

30 เมษายน 2553, 14:00 น.

ผ่านทางเมื่อไขมันกัดกินตับ นำไปสู่โรคตับแข็ง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_79947

หากพูดถึงโรคตับแข็งหรือมะเร็งตับ เรามักจะนึกถึงสาเหตุการเกิดโรคว่ามาจากการดื่มสุรา ไวรัสตับอักเสบ หรือมาจากยาบางชนิด แต่ในที่นี้จะขอกล่าวถึงตัวการสำคัญอีกประเภทที่ทำให้เกิดโรคร้ายกับตับได้ เช่นกันคือ ภาวะไขมันสะสมในตับ ที่ไม่ได้เกิดจากการดื่มสุรา ซึ่งเป็นอีกสาเหตุที่พบบ่อย และพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน

ภาวะ ไขมันสะสมในตับ (หรือโรคไขมันเกาะตับ) คือภาวะที่มีการสะสมของไขมันภายในเซลล์ตับ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของไตรกลีเซอไรด์ โดยอาจมีเพียงการสะสมของไขมันอย่างเดียว หรืออาจมีการอักเสบของตับร่วมด้วย ซึ่งในผู้ป่วยบางรายการอักเสบเรื้อรังนี้อาจนำไปสู่การเกิดพังผืดในตับ หรือที่เราเรียกว่าภาวะตับแข็งได้

ไขมันสะสมในตับพบได้บ่อยขนาดไหน?

การศึกษาในประเทศ อเมริกาและญี่ปุ่นพบว่า ประชากรทั่วไปประมาณร้อยละ 10-20 มีภาวะไขมันสะสมในตับ โดยการตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ และประมาณร้อยละ 1-3 จะพบการอักเสบเรื้อรังของตับร่วมด้วย โดยจะพบเพิ่มขึ้นในกลุ่มประชากรที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป

กรณีที่ ผู้ป่วยมีค่าการทำงานของตับผิดปกตินานกว่า 3 เดือน ซึ่งบอกถึงภาวะตับอักเสบเรื้อรังโดยที่ไม่ได้เกิดจากไวรัสตับอักเสบ บี, ซี, การดื่มสุรา หรือรับประทานยา พบว่ามากกว่าร้อยละ 60 ของผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีภาวะไขมันสะสมในตับที่อาจเป็นสาเหตุได้

สาเหตุและความเสี่ยงของภาวะไขมันสะสมในตับ ที่ไม่ได้เกิดจากดื่มสุรา

สาเหตุของโรคนี้ ปัจจุบันยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อาจมีหลายปัจจัยร่วมกัน โดยข้อมูลในปัจจุบันเชื่อปัจจัยสำคัญของการเกิดภาวะไขมันสะสมในตับคือภาวะ ดื้อต่ออินซูลิน และจากนั้นอาจมีกลไกอื่นที่มากระตุ้นให้เซลล์ตับที่มีไขมันเกาะอยู่นั้นเกิด การอักเสบและการตายของเซลล์ตับ

ลักษณะผู้ป่วยที่มีความสัมพันธ์กับ การดื้อต่ออินซูลิน หรือที่ทางการแพทย์เรียกกลุ่มอาการนี้ว่า Metabolic syndrome ได้แก่ผู้ป่วยที่มีลักษณะต่อไปนี้

1. อ้วน โดยเฉพาะอ้วนที่ลำตัว หรือ อ้วนลงพุง (รอบเอวมากกว่า 36 นิ้วในผู้ชาย หรือมากกว่า 32 นิ้วในผู้หญิง)
2. เป็นเบาหวาน
3. ไขมันในเลือดสูง โดยเฉพาะไขมันไตรกลีเซอไรด์
4. ความดันโลหิตสูง

พบ ว่าผู้ป่วยที่มีลักษณะอย่างน้อย 1 ข้อดังกล่าว จะมีโอกาสเกิดภาวะไขมันสะสมในตับสูง กล่าวคือประมาณร้อยละ 80 ของคนอ้วน และร้อยละ 20-40 ในผู้ป่วยโรคเบาหวาน จะมีภาวะไขมันสะสมในตับ

อาการของภาวะไขมันสะสมในตับ

ผู้ ป่วยส่วนมากไม่มีอาการ มักตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจเลือดเช็คสุขภาพ ผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการจุกแน่นชายโครงด้านขวา หรือในรายเป็นมานานอาจมีอาการเริ่มต้นของภาวะตับแข็ง เช่น อ่อนเพลีย, ท้องโต เป็นต้น การตรวจร่างกายโดยแพทย์ในระยะแรกมักจะปกติ หรือพบแค่ผู้ป่วยมีรูปร่างอ้วน

การตรวจเลือดดูการทำงานของตับ จะพบค่า ALT และ AST มีค่าสูงกว่าปกติประมาณ 1.5-4 เท่า ซึ่งบ่งบอกถึงการอักเสบของเซลล์ตับ และอาจมีค่า ALP สูงขึ้นเล็กน้อย

การวินิจฉัยภาวะไขมันสะสมในตับ

1. ตรวจเลือดดูการทำงานของตับ จะพบว่ามีการอักเสบ (ค่า ALT และ AST  สูงกว่าปกติ)
2. ตรวจเลือดดูระดับน้ำตาล และไขมัน อาจมีค่าสูงกว่าปกติ
3. ตัดโรคอื่นที่อาจเป็นสาเหตุของภาวะตับอักเสบเรื้อรังออกไป โดยประวัติ และการ ตรวจเลือด (เช่น   การดื่มสุรา, ทานยา, ไวรัสตับอักเสบ บี หรือซี เป็นต้น) หรือบางรายอาจจำเป็นต้องเจาะตรวจชิ้นเนื้อตับ
4. ตรวจด้วยเครื่องอัลตราซาวด์ จะพบว่าตับมีสีขาวขึ้นกว่าปกติ และอาจมีขนาดโตขึ้นเล็กน้อย ซึ่งเกิดจากการที่มีไขมันแทรกอยู่ในเซลล์ตับทั่วๆไป
5. ตรวจโดยวิธีเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT scan) และเอ็กซ์เรย์คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
6. เจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจลักษณะทางพยาธิวิทยา ซึ่งมีประโยชน์ช่วยบอกสาเหตุ และประเมินความรุนแรงของภาวะตับอักเสบ อาจจำเป็นต้องทำในผู้ป่วยบางราย

อันตรายของภาวะไขมัน สะสมในตับ

โดยรวมแล้วไขมันสะสมในตับมักมีพยากรณ์โรคที่ดี  เราสามารถแบ่งความรุนแรงของภาวะไขมันสะสมในตับได้เป็น 4 ระดับ ตามลักษณะทางพยาธิวิทยา โดยผู้ป่วยส่วนมากจะอยู่ในระดับที่ 1 และ 2 ซึ่งไม่รุนแรง คือมีเพียงไขมันสะสมในเซลล์ตับอย่างเดียว หรืออาจมีการอักเสบที่ไม่รุนแรงร่วมด้วย ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะสบายดี แม้ว่าจะติดตามไปนาน 10-20 ปี

สำหรับผู้ป่วยกลุ่มที่มีภาวะไขมัน สะสมในตับในความรุนแรงระดับ 3 และ 4 กล่าวคือมีการอักเสบรุนแรงทำให้เซลล์ตับบวม และอาจมีพังผืดในตับเกิดขึ้นร่วมด้วย กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ต้องระวัง เนื่องจากสามารถเกิดตับแข็งได้ร้อยละ 20-30 ในเวลา 10 ปี และทำให้เสียชีวิตจากโรคตับ หรือมะเร็งตับได้ประมาณร้อยละ 9 ในเวลา 10 ปี  โดยปัจจัยเสี่ยงที่พบในผู้ป่วยที่จะมีการดำเนินโรคที่รุนแรงนี้ ได้แก่ อายุมาก, อ้วนมาก หรือเป็นเบาหวานร่วมด้วย

เนื่องจากภาวะไขมัน สะสมในตับมีความสัมพันธ์กับกลุ่มอาการดื้อต่ออินซูลินดังกล่าวมาแล้วข้างต้น
มีข้อมูลว่าผู้ป่วยที่มีสองภาวะนี้ร่วมกัน จะมีโอกาสเสียชีวิตจากโรคระบบหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มขึ้นด้วย

การปฏิบัติตัวเมื่อทราบว่าตนเองมีภาวะ ไขมันสะสมในตับ

เนื่องจากในปัจจุบันยังไม่มียาที่ได้ผลการ รักษาดีมาก หรือหายขาดจากโรคนี้ ดังนั้นการรักษาที่สำคัญ และได้ประโยชน์มากที่สุดคือการลดน้ำหนัก ซึ่งได้รับการพิสูจน์แล้วว่าลดไขมัน และการอักเสบในตับได้จริงโดยเฉพาะกรณีที่ผู้ป่วยอ้วน อีกทั้งยังมีผลดีต่อสุขภาพโดยรวมด้วย แนะนำให้ค่อยๆลดน้ำหนักลงประมาณ 1-2 กิโลกรัมต่อเดือน โดยตั้งเป้าให้ลดลงอย่างน้อยร้อยละ 15 ของน้ำหนักเริ่มต้น หรือจนน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์ปกติ วิธีลดน้ำหนักที่ถูกสุขภาพ คือควบคุมอาหาร ควบคู่กับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ  หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ได้แก่ นม เนย ชีส กะทิ ปลาหมึก กุ้ง ไขมันสัตว์ และไข่แดง การทานอาหารจำพวกแป้ง หรือน้ำตาลมากเกินไป ก็สามารถเปลี่ยนเป็นไขมันไตรกลีเซอรายด์ได้เช่นกัน ควรลดขนาดของมื้ออาหารแต่ละมื้อ โดยเฉพาะมื้อเย็น แต่ต้องพึงระวังไว้ว่าการลดน้ำหนักที่เร็วเกินไปหรือลดอย่างผิดวิธี เช่นการอดอาหารหรือการใช้ยาลดความอ้วนโดยไม่มีข้อบ่งชี้ อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ และทำให้ตับอักเสบแย่ลงได้

การควบคุมระดับ น้ำตาล และระดับไขมันในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ สำหรับผู้ป่วยที่มีข้อบ่งชี้ การใช้ยาลดไขมันจะสามารถลดระดับไขมันในเลือด รวมถึงความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ แต่ยังไม่มีหลักฐานว่ายากลุ่มดังกล่าวจะสามารถลดไขมันหรือการอักเสบภายในตับ ได้ อีกทั้งยาลดไขมันเองยังอาจก่อให้เกิดตับอักเสบได้ในผู้ป่วยบางราย ดังนั้นจึงแนะนำให้เริ่มต้นด้วยการควบคุมอาหาร ร่วมกับออกกำลังกายก่อนเสมอ และในรายที่ต้องใช้ยาลดไขมัน ก็ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์

ควรหลีก เลี่ยงการดื่มเหล้า และการใช้ยาที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะยาสมุนไพรที่เราไม่ทราบส่วนผสม เนื่องจากยาเหล่านี้ อาจส่งผลเสียต่อตับโดยตรง และจะทำให้แพทย์มีความสับสนในการติดตามภาวะการอักเสบของตับโดยการตรวจเลือด ได้

การรักษาภาวะไขมันสะสมใน ตับด้วยยา

เป้าหมายของการรักษาภาวะไขมันสะสมในตับ คือ ลดปริมาณไขมันและการอักเสบภายในตับ เพื่อป้องกันการเกิดพังผืด หรือตับแข็งในอนาคต ซึ่งยาที่ใช้รักษาในปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังอยู่ในช่วงการศึกษาวิจัย อย่างไรก็ตาม มียาหลายตัวที่มีหลักฐานจากการศึกษามากพอสมควร และมีข้อมูลบ่งว่าน่าจะมีประโยชน์ สามารถลดความผิดปกติของค่า  ALT และ AST ในเลือด รวมถึงอาจลดปริมาณไขมันและการอักเสบภายในตับลงได้ ได้แก่
1.    ยากลุ่มกระตุ้นความไวต่ออินซูลิน ได้แก่ ยา Metformin และ Thiazolidinediones
2.    วิตามินอี ขนาด 800-1,200 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ (Anti-oxidant)
3.    ยา Pentoxifylline มีฤทธิ์ต้านสาร TNF ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอักเสบของตับ
4.    Ursodeoxycholic Acid (UCDA) เป็นกรดน้ำดีที่มีประโยชน์กับตับ
5.    Silymarin เป็นสารสกัดจากดอก Milk Thrisle มีฤทธิ์ต้านสารอนุมูลอิสระ

เนื่อง จากยาแต่ละตัวอาจมีผลข้างเคียงได้ และเหมาะสมกับผู้ป่วยกลุ่มต่างๆกัน ดังนั้นการใช้ยาจึงความอยู่ในความควบคุมดูแลของแพทย์ เพื่อการติดตามที่เหมาะสม สำหรับผู้ป่วยที่เกิดตับแข็งแล้ว ก็ยังมีการรักษาอีกหลายอย่างที่จะช่วยให้อาการดีขึ้น และป้องกันภาวะแทรกซ้อนได้ ตลอดจนปัจจุบันการผ่าตัดเปลี่ยนตับในกรณีที่เป็นตับแข็งระยะสุดท้าย สามารถทำได้แล้วในประเทศไทย

ศูนย์ โรคระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลเวชธานี  www.vejthani.com

%d bloggers like this: