ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

SartKasetDinPui : ข้อมูล เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม เกษตร ดิน น้ำ ปุ๋ย

“มะม่วงหิมะฤดูร้อน” เนื้อสุกสีจำปาหวานหอม กันยายน 6, 2012

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/285676

24 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
Pic_285676

มะม่วงชนิดนี้  เกิดจากการผสมพันธุ์ขึ้นมาใหม่ของ สถาบันวิจัยด้านเกษตรไต้หวันนานถึง 14 ปี มีชื่อเฉพาะว่า “มะม่วงเกาสง 3” หรือ SUMMER SNOW MANGO มีจุดเด่นคือ เป็นมะม่วงพันธุ์แรก ที่มีเนื้อสุกเป็นสีจำปา ชาวจีนไต้หวันเรียกว่าเนื้อสีแดง

ส่วนที่มาของชื่อคือ ปกติมะม่วงสุกทั่วไปเมื่อกินแล้วจะทำให้ร่างกายอุ่นขึ้น แต่เนื้อสุกของ “มะม่วงหิมะฤดูร้อน” กินแล้วทำให้ร่างกาย เย็นลง สามารถคลายร้อนได้ จึงถูกตั้งชื่อว่า “มะม่วงหิมะฤดูร้อน” ดังกล่าว จัดเป็นมะม่วงที่เหมาะจะรับประทานในช่วงฤดูร้อนเพื่อทำให้ร่างกายเย็นสบายขึ้น ชาวจีนที่ประเทศไต้หวันนิยมอย่างกว้างขวาง

สำหรับ รูปทรงของผล “มะม่วงหิมะฤดูร้อน” คล้ายผลมะม่วงอกร่อง แต่จะอวบอ้วนกว่า มีน้ำหนักเฉลี่ย 400–700 กรัมต่อผล ผลสุกเป็นสีเหลืองเข้มถึงสีส้ม เนื้อในผลสุกเป็นสีจำปาตามที่กล่าวข้างต้น มีเสี้ยนน้อย เนื้อแน่นไม่เละ มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวคล้ายกลิ่นมะม่วงพิมเสน เมล็ดลีบและบาง รสหวานมากกว่ามะม่วงน้ำดอกไม้ หรือ หวานประมาณ 18–20 บริกซ์

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ เหมือน กับมะม่วงทั่วไป มีผลปีละครั้งตามฤดูกาล ติดผลเป็นพวง 3-5 ผล ผลดิบหรืออ่อนสีเขียว รสเปรี้ยวจัด เมื่อผลแก่หรือห่ามรสเปรี้ยวน้อยลงกินกับน้ำปลาหวานอร่อย มาก ผลสุกเก็บได้นานหลายวันมากกว่ามะม่วงพันธุ์อื่น สามารถเก็บผลแก่จากต้นได้ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์-กรกฎาคมของทุกปี ที่ประเทศไต้หวันเกษตรกรปลูกเก็บผลส่งขายประเทศญี่ปุ่นและประเทศในแถบยุโรปได้รับความนิยมจากผู้รับประทานมาก

ใครต้องการกิ่งพันธุ์ติดต่อ สวนสุโขทัย โทร.08–9790–1057 หรือที่ งานเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เกษตรแฟร์ จัดขึ้นที่ ม.เกษตรฯ บางเขน กทม. วันที่ 30 ส.ค.–8 ก.ย.55 ที่ร้าน สวนสุโขทัย หน้าทางเข้าอนุสาวรีย์สามบูรพาจารย์ และที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 21 แผง “คุณพร้อมพันธุ์” ราคาสอบถามกันเองครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 24 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
 

ชี้ชะตา’เมโทมิล’ต้นทุนผลิตมะม่วง กันยายน 4, 2012

ชี้ชะตา’เมโทมิล’ต้นทุนผลิตมะม่วง

ชี้ชะตา’เมโทมิล’ต้นทุนผลิตมะม่วง

เตรียมประชาพิจารณ์สารเคมี 4 ชนิด ชี้ชะตา ‘เมโทมิล’ ต้นทุนผลิตมะม่วง

          จากกรณีที่ตัวแทนจากเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกประเทศไทย ได้เรียกร้องให้กรมวิชาการเกษตร ดำเนินการไม่ให้มีการผลิต นำเข้าและจำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง 4 ชนิด ได้แก่ คาร์โบฟูราน เมโทมิลไดโครโตฟอส และอีพีเอ็น โดยทันที เพื่อคุ้มครองสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภคที่ได้รับพิษภัยจากสารเคมีดังกล่าว

จิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตรได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นผู้มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวัง โดยมีผู้เข้าร่วมประชุม ได้แก่ ผู้แทนสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ผู้ประกอบการผลิตและนำเข้าวัตถุอันตราย นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง ผู้แทนหน่วยงานราชการอื่นๆ กลุ่มผู้ส่งออกสินค้าเกษตร กลุ่มผู้บริโภค และกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้และไม่ใช้วัตถุอันตราย เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมประชุมได้เสนอความคิดเห็นเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดวัตถุอันตรายเข้าอยู่ในรายการเฝ้าระวัง

ทั้งนี้ จากความคิดเห็นของผู้เข้าร่วมประชุมส่วนใหญ่เสนอให้มีการจัดกลุ่มหลักเกณฑ์ที่มีความคล้ายกันให้อยู่รวมเป็นข้อเดียวกัน และจัดเรียงลำดับความสำคัญของหลักเกณฑ์การพิจารณาให้เป็นวัตถุอันตรายที่อยู่ในรายการเฝ้าระวัง ซึ่งผลจากการจัดกลุ่มได้รวมหลักเกณฑ์ในการพิจารณาวัตถุอันตรายเพื่อการเฝ้าระวังเหลือ 7 ข้อจากเดิมที่มี 12 ข้อ

จิรากร เปิดเผยต่อว่า จากกรณีที่มีการเรียกร้องไม่ให้มีการขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง 4 ชนิด คือ คาร์โบฟูราน เมโทมิล ไดโครโตฟอส และอีพีเอ็นนั้น ขณะนี้มีความเป็นไปได้ว่าวัตถุอันตราย 2 ชนิด ได้แก่ ไดโคโตรฟอส และอีพีเอ็น อาจถูกเปลี่ยนแปลงระดับการควบคุมเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 (วัตถุอันตรายที่ห้ามมิให้มีการผลิต การนำเข้า การส่งออก หรือการมีไว้ในครอบครอง) เนื่องจากมีข้อมูลที่ค่อนข้างชัดเจน ซึ่งอยู่ในหลักเกณฑ์เฝ้าระวัง โดยกรมวิชาการเกษตรอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลของวัตถุอันตรายทั้ง 4 ชนิด เข้าสู่กระบวนการจัดทำประชาพิจารณ์เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วน คาดว่าน่าจะดำเนินการจัดประชาพิจารณ์ได้ภายในเดือนกันยายน 2555 และจะสรุปผลการทำประชาพิจารณ์ดังกล่าว เสนอเข้าสู่วาระการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายให้พิจารณาต่อไป

“ขอยืนยันว่าปัจจุบันกรมวิชาการเกษตรยังไม่มีการออกใบสำคัญการขึ้นทะเบียนให้แก่สารเคมีทั้ง 4 ชนิดให้แก่ผู้ประกอบการรายใดทั้งนั้น โดยข้อมูลล่าสุดในขณะนี้มีวัตถุอันตรายที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วรวมจำนวนทั้งสิ้น 1,618 ทะเบียน แยกเป็นสารกำจัดวัชพืช 849 ทะเบียน สารกำจัดแมลง 419 ทะเบียน สารป้องกันกำจัดโรคพืช 286 ทะเบียน และสารชนิดอื่น 64 ทะเบียน” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าว

ขณะที่ มนตรี ศรีนิล ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งออกมะม่วงบ้านโป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา และกรรมการสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย เห็นด้วยที่กรมวิชาการเกษตรเตรียมจัดทำประชาพิจารณ์การขึ้นทะเบียนสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีอันตรายร้ายแรง 4 ชนิดดังกล่าว และหนึ่งในนั้นคือเมโทมิล สารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีความสำคัญต่อเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเป็นอย่างมาก ทั้งในแง่ของต้นทุนการผลิตและคุณภาพของผลผลิตเพื่อการส่งออก ซึ่งปัจจุบันในตลาดต่างประเทศก็ให้การยอมรับ โดยเฉพาะญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป ซึ่งเป็นตลาดส่งออกหลักของมะม่วงไทย

“เห็นด้วยอย่างยิ่งหากมีการเปิดทำประชาพิจารณ์ แต่ขอให้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนจริงๆ โดยเฉพาะเกษตรกรผู้ใช้ เพราะไม่เช่นนั้นจะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตในระยะยาวได้” มนตรีกล่าวทิ้งท้าย

 

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก(2) กันยายน 3, 2012

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก(2)

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก(2)

เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          มะม่วงไทยเราสามารถส่งออกไปยังประเทศที่ไม่ไกลนัก อย่างเช่นจีน และญี่ปุ่น หรือฮ่องกง เพราะว่าปัญหาเรื่องค่าขนส่งที่ค่อนข้างสูงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัจจุบันเรายังไม่มีเทคโนโลยีที่ดีพอที่จะรักษาคุณภาพระหว่างการขนส่งได้ดี ทำให้การขนส่งทางเรือ ซึ่งต้องใช้เวลานานมีความเป็นไปได้น้อย จึงต้องส่งทางอากาศอย่างเดียว ซึ่งแน่นอนว่าค่าใช้จ่ายย่อมสูงตามไปด้วย

ตลาดมะม่วงที่จีน ก็เป็นอีกตลาดหนึ่งที่น่าสนใจ เพราะว่าเป็นตลาดใหญ่ ถึงแม้ว่าจีนตอนใต้จะสามารถปลูกมะม่วงได้ และบางส่วนก็นำเข้ามาจากฟิลิปปินส์ เพราะว่าอยู่ใกล้กว่า แต่ว่ามะม่วงไทยก็เป็นที่น่าสนใจของจีนเช่นกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของรสชาติ หากเราสามารถขนส่งไปยังจีนได้โดยมีค่าใช้จ่ายไม่แพงนัก ก็น่าจะมีโอกาสในการแข่งขันสูงขึ้น ซึ่งวิธีขนส่งทางหนึ่งที่มีความเป็นไปได้สูงคือ การขนส่งทางรถ ผ่านเส้นทางอาร์ 3 หรืออาร์ 9 ซึ่งเชื่อมต่อไปยังประเทศจีน โดยใช้เวลาเดินทางไม่นาน

ข้อดีของการขนส่งมะม่วงทางรถก็คือ ไม่จำเป็นต้องรอสินค้าให้เต็มลำเรือเหมือนการขนส่งทางเรือ ซึ่งใช้เวลานานกว่า แต่ว่าการขนส่งทางรถนั้น เมื่อได้ของเต็มตู้ก็สามารถลากตู้ไปได้เลย แต่ว่าปัญหาของการขนส่งทางรถไปยังจีนก็ยังมีอยู่มากมาย และเป็นอุปสรรคสำคัญที่ทำให้เรายังไม่สามารถใช้ประโยชน์จากเส้นทางดังกล่าวได้อย่างเต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของกฎระเบียบและพิธีการต่างๆ ที่กลายมาเป็นอุปสรรคในการส่งออก

ตลาดมะม่วงนอกเหนือจากจีนแล้ว ที่น่าสนใจคือ ญี่ปุ่น เพราะว่ามีกำลังซื้อสูง เพียงแต่ว่าต้องการของที่มีคุณภาพสูง แต่ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของผู้ค้าด้วยว่าสามารถจะสร้างความเข้าใจในผลิตภัณฑ์ของเราได้หรือเปล่า เนื่องจากมะม่วงไม่ใช่พืชพื้นเมืองของญี่ปุ่น

ดังนั้น สิ่งที่เราต้องทำคือการสอนให้คนญี่ปุ่นรู้จักมะม่วง ทั้งการเลือกหามะม่วงที่มีคุณภาพดี วิธีการกิน เป็นต้น เพราะจากเดิมที่เราเข้าใจว่าการส่งออกมะม่วงไปญี่ปุ่นต้องมีผิวสวยเท่านั้น บางครั้งจึงมีการเก็บมะม่วงที่ไม่แก่จัดไปเสนอขายเพียงเพราะว่าต้องการให้ผิวสวยเท่านั้น แต่เมื่อผู้บริโภคได้เรียนรู้แล้วว่า หากจะเลือกมะม่วงให้อร่อย ผิวอาจมีร่องรอยของความแก่ปรากฏอยู่บ้าง เช่นร่องรอยสีน้ำตาลบนผิวผลที่ไม่ได้เกิดจากโรคหรือแมลง แต่เป็นเหมือนกับจุดน้ำตาลที่บอกความแก่ ตอนนี้ผู้บริโภคชาวญี่ปุ่นหลายรายเริ่มรู้จักและยอมรับ

โดย การสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลไม้หรือสินค้าที่เราส่งออกไปให้ผู้บริโภคได้ทราบก็น่าจะเป็นทางหนึ่งที่เราจะขยายตลาดออกไปได้กว้างขึ้น ยกตัวอย่างอีกพืชหนึ่งคือมังคุดที่เรามักจะเสนอขายมังคุดผิวมัน และผลโต โดยการตั้งมาตรฐานของเราขึ้นมาเอง แต่ความจริงแล้วหลายตลาดยอมรับมังคุดผิวลาย และผลไม่โตมากนัก ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะมีรสชาติดีกว่าผลโตและผิวมันอย่างที่เราเข้าใจกัน การสร้างความเข้าใจให้ผู้บริโภคได้ทราบและมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น จึงน่าจะเป็นวิธีที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง

ตลาดมะม่วงที่มีความเป็นไปได้สูงอีกตลาดหนึ่งคือตะวันออกกลาง ซึ่งมีกำลังซื้อสูงมากเช่นกัน และเท่าที่เคยเห็น ในบางแห่งมีมะม่วงดิบหรือมะม่วงมันวางขายแบบเดียวกับในเมืองไทย เพราะว่าเริ่มมีผู้บริโภคกลุ่มหนึ่งบริโภคเป็นและติดใจในรสชาติ

          หากเป็นเช่นนี้ โอกาสในการขยายตลาดเพิ่มเข้าไปอีกส่วนหนึ่งคือตลาดมะม่วงดิบและมะม่วงมัน ก็น่าจะมีความเป็นไปได้สูงเช่นกันครับ !

——————–

(เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก กันยายน 2, 2012

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก

เกษตรยุคใหม่:มะม่วงส่งออก

เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          สัปดาห์ที่แล้ว ผมได้มีโอกาสไปร่วมการเสวนาเรื่องทิศทางการผลิตและการตลาดมะม่วงไทยเพื่อการส่งออก ซึ่งทางธนาคารกรุงเทพ ตามโครงการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของ คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ จัดขึ้นร่วมกับสมาคมชาวสวนมะม่วงไทย ที่ อ.สากเหล็กจ.พิจิตร โดยมีชาวสวนมะม่วงเข้าร่วมมากกว่า 500 คน

งานนี้ได้มีการเชิญผู้ส่งออกมะม่วงที่สำคัญ เช่น คุณพิมใจ มัสซูโมโต้ ผู้รับสัมปทานโรงอบไอน้ำของกรมส่งเสริมการเกษตร ที่ดำเนินการอบไอน้ำมะม่วงก่อนส่งออกไปยังตลาดหลักคือญี่ปุ่น และเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่รายหนึ่งที่ส่งมะม่วงและทำตลาดมะม่วงไทยในญี่ปุ่นและเกาหลี มาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตลาดและการส่งออกมะม่วงไปยังตลาดดังกล่าว และได้เชิญคุณไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต ซึ่งมีกิจการส่งออกผลไม้ไปยังตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน

ทั้งสองท่านได้ให้ข้อมูลที่น่าสนใจและบอกทิศทางความต้องการของตลาดมะม่วงในต่างประเทศได้เป็นอย่างดี โดยสรุปแล้ว ความเห็นที่เหมือนกันทุกคนก็คือ มะม่วงเป็นผลไม้ที่มีโอกาสทางการตลาดสูงมาก ไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องตลาด เพราะความต้องการของตลาดยังมีอยู่มากที่สำคัญคือของต้องมีคุณภาพ เพราะว่ามะม่วงไทยมีราคาค่อนข้างสูงกว่าคนอื่นอยู่แล้ว ดังนั้นเราคงไม่ได้ไปแข่งกันที่ราคา แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพเป็นหลัก ข้อได้เปรียบอย่างหนึ่งคือ ปัจจุบันมีเทคโนโลยีควบคุมการออกดอกได้ค่อนข้างสมบูรณ์

ดังนั้น การกระจายผลผลิตออกไปทั้งปีจึงทำได้ ซึ่งเป็นผลดีในแง่ของการตลาด เพราะว่าจะมีสินค้าส่งออกได้ทั้งปีและสามารถทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้ากับต่างประเทศได้ ที่สำคัญคือเกษตรกรไทยมีการรวมกลุ่มกันอย่างเหนียวแน่น และสามารถร่วมกันวางแผนการผลิตเพื่อให้มีผลมะม่วงออกจำหน่ายได้ทั้งปี โดยความร่วมมือของสมาคมและกลุ่มต่างๆ เรียกได้ว่า กลุ่มผู้ผลิตมะม่วงมีความเข้มแข็งมาก เป็นต้นแบบของกลุ่มอื่นๆ ได้ จึงทำให้ไม่มีปัญหาเรื่องราคาตกต่ำเหมือนพืชอื่นๆ

พูดถึงเรื่องคุณภาพของมะม่วงแล้ว เรื่องนี้ผู้ปลูกต้องให้ความสำคัญมากๆ เพราะว่าหากเราเสียตลาดไปเนื่องจากมีการส่งของคุณภาพต่ำออกไปแล้ว ย่อมก่อให้เกิดผลเสียต่อเนื่องยาวนาน และอาจมากถึงขนาดหมดอนาคตเลยก็ได้ อย่างเช่นหากมีการนำมะม่วงไม่แก่จัดออกไปขาย ซึ่งแน่นอนว่ามะม่วงไม่แก่จัดย่อมมีรสชาติไม่ดี และเมื่อผู้ซื้อได้ซื้อไปแล้ว ไม่ได้เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็หมายความว่า การซื้อครั้งต่อไปคงไม่มีอีกแล้ว หากเป็นอย่างนี้ตลาดมะม่วงในต่างประเทศของเราก็คงค่อยๆ ลดลงไปเรื่อยๆ และโอกาสในการกู้ชื่อเสียงกลับคืนมานั้นทำได้ยากมาก

ความจริงแล้วญี่ปุ่นเป็นตลาดใหญ่มากตลาดหนึ่ง และต้องการของดีมีคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็ให้ราคาสูง ตอนนี้คนญี่ปุ่นเริ่มเรียนรู้ในการเลือกซื้อมะม่วงที่แก่จัด ซึ่งมีรสชาติดีกว่า และเริ่มยอมรับว่าผิวมะม่วงที่แก่จัดนั้น บางครั้งอาจไม่เรียบเนียนเหมือนมะม่วงที่ยังอ่อนกว่า เพราะฉะนั้นต่อไปในอนาคตการส่งออกมะม่วงแก่จัดที่หลายคนกลัวว่าผิวจะเริ่มไม่สวยนั้น ก็ไม่น่าจะเป็นอุปสรรคต่อไป

สำหรับตลาดจีนนั้น ก็เป็นตลาดใหญ่อีกตลาดหนึ่ง แต่ความที่จีนสามารถผลิตมะม่วงได้เช่นกันในตอนใต้ของประเทศ แต่ก็ยังไม่พอต่อความต้องการ จึงต้องมีการนำเข้าบางส่วน มะม่วงไทยก็สามารถเข้าไปได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดบน ซึ่งได้ราคาสูง เพียงแต่ว่ายังมีอุปสรรคเรื่องการขนส่ง ซึ่งมีรายละเอียดมากพอควร ไว้คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังต่อไปครับ

——————–

(เกษตรยุคใหม่ : มะม่วงส่งออก : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

 

ไม้ผลทำเงินมะม่วง(นอกฤดู) สิงหาคม 28, 2012

ไม้ผลทำเงินมะม่วง(นอกฤดู)

ไม้ผลทำเงินมะม่วง(นอกฤดู)

มะม่วง (นอกฤดู) มาตรฐานจีเอพี ไม้ผลทำเงินชาวบ้าน ‘โป่งตาลอง’ : โดย … สุรัตน์ อัตตะ

          หลังไม่ประสบผลสำเร็จในการยึดอาชีพปลูกพืชไร่ อย่างข้าวโพดและมันสำปะหลัง ทำให้ชาวบ้าน “โป่งตาลอง” อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา ต้องหันปลูกมะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อเป็นอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ ภายใต้การนำของ “มนตรี ศรีนิล” เกษตรกรหัวก้าวหน้าแห่งบ้านโป่งตาลอง หลังไปดูงานการปลูกมะม่วงเพื่อการส่งออกของ มานพ แก้ววงศ์นุกูล นายกสมาคมชาวสวนมะม่วงไทยที่ อ.บางคล้า จ.ฉะเชิงเทรา

จากนั้นก็นำมาขยายผล ต.โป่งตาลอง และหลายพื้นที่ใน อ.ปากช่อง แต่เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ ส่งผลให้มีปัญหาในการบริหารจัดการ จนในที่สุดจึงมีการรวมกลุ่มกันอย่างจริงจัง พร้อมจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชน ภายใต้ชื่อ “วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งมะม่วง ต.โป่งตาลอง อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา” เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2549 โดยมีเป้าหมายหลักผลิตเพื่อการส่งออกต่างประเทศ

มนตรี ศรีนิล เกษตรกรชาวสวนมะม่วง ในฐานะประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งออกมะม่วงบ้านโป่งตาลอง ย้อนอดีตให้ฟังว่า ชาวบ้านที่นี่เริ่มปลูกมะม่วงอย่างจริงจังเมื่อปี 2532 เป็นไปในลักษณะต่างคนต่างทำ จากนั้นก็มีการรวมกลุ่มแบบหลวมๆ โดยพี่น้องเครือญาติ ก่อนจะมาตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนอย่างเป็นทางการในปี 2549 มีเป้าหมายผลิตเพื่องส่งออกเป็นหลัก

“ขณะนี้กลุ่มมีสมาชิกอยู่ 43 ราย มีพื้นที่ปลูกทั้งหมด 2,180 ไร่ ให้ผลผลิตประมาณ 200-300 ตันต่อฤดูการผลิต ตอนนี้มีการปลูกอยู่ 2 สายพันธุ์ คือ น้ำดอกไม้เบอร์ 4 และน้ำดอกไม้สีทอง ตลาดต่างประเทศจะนิยมน้ำดอกไม้สีทองมากที่สุด เพราะสีสวย แต่รสชาติไม่ต่างกัน”

มนตรี ยอมรับว่า จุดเด่นของมะม่วงใน อ.ปากช่อง จะต่างกับพื้นที่อื่นๆ ตรงที่สามารถให้ผลผลิตนอกฤดูได้ และมีคุณภาพดีด้วย ในขณะที่พื้นที่อื่นไม่สามารถทำได้  เนื่องจากที่ตั้งของสวนมะม่วงส่วนใหญ่อยู่ตามที่ราบเนินเขา อากาศค่อนข้าวหนาวเย็นในฤดูหนาวและร้อนแห้ง ในฤดูฝนมีลมพัดผ่าน อากาศถ่ายเทได้สะดวก ระบายน้ำได้ดี ไม่มีน้ำท่วมขัง ส่งผลให้ลดความรุนแรงของการเกิดโรคได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังเป็นพื้นที่เขตเงาฝน ทำให้การตกของฝนไม่รุนแรงในฤดูฝนตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงกันยายน จึงไม่เป็นอันตรายต่อมะม่วงนอกฤดูในระยะดอกบาน ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของการผลิตมะม่วงนอกฤดู

“สำหรับการตลาดทางกลุ่มจะมี 3 ช่องคือส่งออกต่างประเทศประมาณ 30% ที่เหลือขายในประเทศเช่นตลาดไท ตลาดสี่มุมเมือง และขายหน้าร้านให้ลูกค้าในรูปแบบบรรจุกล่อง กล่องละ 4 กิโลกรัม สนนราคา 360-400 บาทเพื่อเป็นของฝากของขวัญ”

นิรันดร์ ฉุยฉาย เจ้าหน้าที่ฝ่ายจัดซื้อ บริษัท สยามเอ็กปอร์ต มาร์ท จำกัด ผู้ส่งออกมะม่วงรายใหญ่กล่าวเสริมว่าได้รับซื้อผลผลิตมะม่วงนอกฤดูจากสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชนส่งออกมะม่วง ต.โป่งตาลอง มาตั้งแต่เริ่มต้น ที่ผ่านมาไม่เคยมีปัญหาในเรื่องปลอดภัยของผลผลิต แม้ว่าจะมีการใช้สารเคมีบางชนิดอย่างสารเมโทมิลในการป้องกันโรคและแมลง ซึ่งเป็นศัตรูของมะม่วง เนื่องจากชาวสวนมีความเข้าใจเกี่ยวกับชนิด วิธีการใช้ รวมทั้งสารเคมีชนิดที่ตลาดปลายทางให้ระมัดระวังเป็นพิเศษ

“ปริมาณส่งออกแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 1,000 ตัน โดยมีตลาดหลักก็คือ ญี่ปุ่น เกาหลี จีน สหรัฐอเมิรกา แล้วก็ตลาดอียู ซึ่งขณะนี้มีหลายประเทศในยุโรปให้ความสนใจมะม่วงน้ำดอกไม้ไทย โดยเฉพาะรัสเซียเริ่มเพิ่มปริมาณนำเข้ามากขึ้นเรื่อยๆ ขณะนี้ถ้าเป็นนอกฤดูราคารับซื้อจะอยู่ที่ 90-95 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนในฤดู 45-60 บาทต่อกิโลกรัม”

          วิสาหกิจชุมชนกลุ่มส่งออกมะม่วงบ้านโป่งตาลอง นับเป็นต้นแบบการผลิตมะม่วง (นอกฤดู) เพื่อการส่งออกตามมาตรฐานจีเอพี (GAP) ที่ได้รับการดูแลตั้งแต่การคัดเมล็ดพันธุ์ การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว การใช้สารเคมี ฯลฯ สนใจผลผลิตมะม่วงคุณภาพส่งออกติดต่อประธานกลุ่ม 08-9533-8594 ได้ทุกวัน

——————–

(มะม่วง (นอกฤดู) มาตรฐานจีเอพี ไม้ผลทำเงินชาวบ้าน ‘โป่งตาลอง’ : โดย … สุรัตน์ อัตตะ)

 

มะม่วงลูกผสมไต้หวัน สิงหาคม 25, 2012

http://www.dailynews.co.th/agriculture/149073

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม 2555 เวลา 00:00 น.

งานวิจัยของศูนย์ปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองไทนัน ไต้หวัน เกี่ยวกับเรื่องมะม่วงจะมีการพัฒนาสายพันธุ์มะม่วงให้สีผิวมีสีแดงมากขึ้นและสม่ำเสมอ จากการสำรวจในแปลงปลูกมะ ม่วงของศูนย์แห่งนี้ ยังมีพันธุ์มะม่วงลูกผสมใหม่หลายสายพันธุ์ มะม่วงลูกผสมพันธุ์ใหม่บางสายพันธุ์ของ ศูนย์ฯ แห่งนี้ได้ทำการปรับปรุงพันธุ์ให้ผลอ่อนมีสีแดงออกม่วงตั้งแต่ยังเป็นผลอ่อน นับว่ามีความก้าวหน้าและน่าสนใจมาก ผู้เขียนได้ยอดมะม่วงพันธุ์ลูกผสมจากแปลงทดลองของศูนย์ฯ แห่งนี้มาหลายสายพันธุ์และเมื่อกลับมาถึงเมืองไทยได้นำยอดพันธุ์มะม่วงเหล่านั้นมาเสียบฝากไว้กับต้นมะม่วง R2E2 เวลาผ่านไป 3 ปี มีมะม่วงลูกผสมของไต้หวัน 2 สายพันธุ์เจริญเติบโตและพร้อมที่จะให้ผลผลิต โดยทางชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ตั้งชื่อมะม่วงลูกผสมว่า T1 และ T2 (T ย่อมาจาก Taiwan) เมื่อช่วงเดือนมีนาคม 2555 ที่ผ่านมามะม่วง T1 และ T2 ได้มีการออกดอกและติดผล

สิ่งที่สังเกตได้อย่างชัดเจนว่าในระยะที่ผลมะม่วง T1 และ T2 มีการติดผลเท่ากับนิ้วก้อย ผิวที่ผลจะเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวมาเป็นสีม่วงแดง โดยเฉพาะผล T1 เมื่อผลมีขนาดใหญ่ขึ้นสีของผิวจะออกสีม่วงเข้มขึ้น และเมื่อผลแก่จะมีสีม่วงทั้งผล มีน้ำหนักผลเฉลี่ย 1.5–2 กิโลกรัม จัดเป็นมะม่วงกินสุกที่รสชาติอร่อย เนื้อมีสีเหลืองละเอียดเนียน ไม่มีเสี้ยน ในปัจจุบันทางแผนกฟาร์ม ชมรมเผยแพร่ความรู้ทางการเกษตร ได้ขยายพื้นที่ปลูกมะม่วง T1 มากขึ้น ด้วยมั่นใจว่าปลูกและสามารถบังคับให้ออกนอกฤดูได้ในประเทศไทย ปัจจุบันนี้ในซูเปอร์มาร์เกตของห้างสรรพสินค้าใหญ่ ๆ ในกรุงเทพมหานคร เริ่มมีมะม่วงพันธุ์ต่างประเทศมาวางจำหน่ายหลายสายพันธุ์ อาทิ พันธุ์ R2E2,พันธุ์ปาล์มเมอร์, พันธุ์จินหวง ฯลฯ และขายได้ราคาแพงมาก ความจริงแล้วมะม่วงพันธุ์ T1 (TAIWAN เบอร์ 1) เมื่อผลแก่และนำมาวางขายด้วยผิวผลที่มีสีม่วงเข้มจะดึงดูดผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี จากการสังเกตมะม่วงพันธุ์ T1 กับมะม่วงพันธุ์ยู่เหวิน (บางคนเรียกอี้เหวิน) เมื่อผลแก่จะมีสีผิวที่แตกต่างกัน แต่สิ่งหนึ่งที่ยืนยันได้ว่ามะม่วง T1 นั้น ผู้เขียนได้ยอดพันธุ์มาจากศูนย์ปรับปรุงพันธุ์พืชเมืองไทนัน

ระหว่างวันที่ 10-15 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ผู้เขียนได้มีโอกาสไปดูงานการเกษตรที่ไต้หวันอีกครั้งหนึ่ง ครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ที่ผู้เขียนไปดูงานการปลูกมะม่วงในไต้หวันได้พบงานแปรรูปที่สำคัญของ การนำมะม่วงไปผลิตเป็นเบียร์มะม่วง มีทั้งบรรจุกระป๋องและบรรจุขวดเหมือนกับเบียร์ในบ้านเรา และเมื่อได้ชิมในรสชาติคนไทยที่ร่วมคณะไปดูงานทุกท่านต่างก็ยอมรับว่าเบียร์มะม่วงมีรสชาติอร่อยมาก บริโภคง่ายและมีกลิ่นของมะม่วง ผู้เขียนคาดว่าเบียร์มะม่วงของไต้หวันจะได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดีในอนาคต.

 

“มะม่วงกิมหงส์” คนปลูกผู้กินชื่นชอบ สิงหาคม 11, 2012

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/281763

8 สิงหาคม 2555, 05:00 น.

Pic_281763

ผู้ปลูกไม้ผลกินได้ โดยเฉพาะมะม่วง และผู้ชอบรับประทานมะม่วง จะมีความชอบไม่เหมือนกัน บางคนชอบปลูกและชอบรับประทานมะม่วงอกร่องพันธุ์ดั้งเดิมเช่น อกร่องเขียว อกร่องทอง หรือมะม่วงเขียวเสวย เป็นต้น แต่บางคนกลับชื่นชอบที่จะปลูกและรับประทานเฉพาะมะม่วงที่เป็นสายพันธุ์นำเข้าจากต่างประเทศมีหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกในปัจจุบัน ซึ่งจากการสังเกตตามแผงขาย

ไม้ผลประเภทมะม่วงพบว่า “มะม่วงกิมหงส์” ขายดีเป็นอันดับต้นๆ และกิ่งพันธุ์จะขาดตลาดบ่อยครั้งที่สุด โดยผู้ปลูกและผู้รับประทานจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “มะม่วงกิมหงส์” เป็นสายพันธุ์ต่างประเทศดีที่สุด เพราะติดผลดกสม่ำเสมอ และที่สำคัญรสชาติอร่อยทั้งดิบและสุก ผลมีขนาดใหญ่ได้น้ำได้เนื้อแบบเต็มๆ

มะม่วงกิมหงส์ มีถิ่นกำเนิด จาก ประเทศไต้หวัน มีลักษณะทางพฤกษศาสตร์เหมือนกับมะม่วงทั่วไป ใบคล้ายใบมะม่วงเขียวเสวย หากดูแต่ใบเพียงอย่างเดียวไม่เห็นผลจะเข้าใจผิดอย่างแน่นอน “ผล” รูปกลมรี มีขนาดใหญ่และยาว มีหลายรูปทรง แต่ส่วนใหญ่ทรงผลจะคล้ายผลมะม่วงจีนหวงจากประเทศไต้หวันเช่นเดียวกัน เปลือกของผล “มะม่วงกิมหงส์” จะมีความหนามากกว่าอย่างชัดเจน จึงทำให้เก็บได้นานกว่ามะม่วงพันธุ์ใดๆ

ผล เมื่อโตเต็มที่น้ำหนักเฉลี่ยระหว่าง 1.5–2 กิโลกรัม ต่อ 1 ผล เวลาติดผลจะเป็นพวง 3-5 ผล ผลดิบสีเขียวรสเปรี้ยว ผลแก่หรือห่ามมีนวลสีขาว รสชาติมันหวานกรอบ เมื่อสุกเป็นสีเหลืองเนื้อเหนียวไม่เละและไม่มีเสี้ยน หวานหอมคล้ายมะม่วงเขียวเสวยติดผลปีละ 2 ครั้ง ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ตอนกิ่ง และทาบกิ่ง

ปัจจุบัน “มะม่วงกิมหงส์” มีกิ่งพันธุ์รุ่นใหม่ออกวางขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับสวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกเก็บผลรับประทานในบริเวณบ้านหรือปลูกเก็บผลขายคุ้มค่ามากครับ.

“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 8 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
 

“มะม่วงพิมเสนมัน”ติดผลปีละสองครั้ง กรกฎาคม 25, 2012

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/278377 

25 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_278377

มะม่วงพิมเสนมัน

โดยปกติของมะม่วงพิมเสนที่เป็นสายพันธุ์ดั้งเดิมนั้น ผลดิบจะมีรสชาติเปรี้ยวจัดมาก จึงนิยมปลูกเพื่อกินผลสุกเพียงอย่างเดียว เพราะผลสุกจะมีรสชาติหวานหอมอร่อยมาก โดยเฉพาะกลิ่นจะหอมชื่นใจคล้ายกับกลิ่นหอมของมะม่วงมหาชนก แต่จะมีความหวานเย็นมากกว่า ส่วนสีของผลสุกจะเป็นสีแดงอมส้มสวยงามมาก และมะม่วงพิมเสนสายพันธุ์ดั้งเดิมจะติดผลเพียงปีละครั้งตามธรรมชาติของมะม่วงทั่วไปเท่านั้น

สำหรับ “มะม่วงพิมเสนมัน” ผลดิบจะมีรสชาติมันปนเปรี้ยวนิดๆ สามารถรับประทานกับน้ำปลาหวาน หรือจิ้มพริกเกลือกรอบอร่อยดีมาก ผลสุกเนื้อจะเป็นสีเหลืองไม่เละ รสชาติหวานแหลมมีกลิ่นหอมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว รับประทานแล้วหวานเย็นชื่นใจยิ่งนัก และที่สำคัญ “มะม่วงพิมเสนมัน” จะติดผลได้ถึงปีละ 2 หน ติดผลดกมาก จึงทำให้เป็นมะม่วงอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ผู้ปลูกนิยมปลูกกันอย่างแพร่หลายอยู่ในปัจจุบัน

มะม่วงพิมเสนมัน เป็นไม้ยืนต้น สูง 10-15 เมตร ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงสลับรอบกิ่งก้านหนาแน่นบริเวณช่วงปลายยอด ใบเป็นรูปใบหอก ปลายแหลมใบไม่ใหญ่นัก ดอก ออกเป็นช่อที่ปลายยอด แต่ละช่อประกอบด้วยดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกเป็นสีเหลืองนวลมีกลิ่นหอมเย็น “ผล” รูปกลมรี อวบอ้วนและมีขนาดใหญ่กว่าผลมะม่วงพิมเสนสายพันธุ์ ดั้งเดิมอย่างชัดเจน ผลอ่อนเป็นสีเขียวเมื่อสุกเป็นสีเหลืองปนสีส้มเล็กน้อย ไม่เป็นสีเข้มเหมือนกับสีผลสุกของมะม่วงพิมเสนพันธุ์ดั้งเดิม แต่จะมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวเช่นเดียวกัน รสชาติหวานหอมอร่อยมาก เมล็ดลีบ สามารถติดผลได้ปีละ 2 หน ตามที่กล่าวข้างต้น ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดตอนกิ่ง และเสียบยอด

ปัจจุบัน “มะม่วงพิมเสนมัน” มีต้นขายที่ ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักรทุกวัน พุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเองครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 25 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.
 

“มะม่วงสามฤดู”ติดผลไม่ขาดต้น กรกฎาคม 13, 2012

http://www.thairath.co.th/column/edu/paperagriculturist/274529 

10 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.

Pic_274529

มะม่วงสามฤดู

ผู้อ่านไทยรัฐ จำนวนมากสงสัยว่า “มะม่วงสามฤดู” กับมะม่วงแก้ว มีความแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งข้อแรกคือ มะม่วงแก้วเป็นมะม่วงปี หรือมีผลเพียงปีละครั้งตามฤดูกาล ส่วน “มะม่วงสามฤดู” จะมีผลดกไม่ขาดต้น หรือมีผลตลอดทั้งปี จึงถูกเรียกชื่อว่า “มะม่วงสามฤดู” ข้อแตกต่างจุดที่สอง ได้แก่ รูปทรงของผล “มะม่วงสามฤดู” จะกลมป้อมมีโหนกสูง ผลสั้นและมีขนาดเล็กกว่ามะม่วงแก้วอย่างชัดเจน

สุดท้าย คือ รสชาติของ “มะม่วงสามฤดู” ขณะยังดิบจะเปรี้ยวจัดและฉ่ำน้ำ สามารถสับเป็นฝอยบีบคั้นเอาน้ำใช้แทนน้ำมะนาวได้เลย โดยส่วนใหญ่นิยมสับฝอยใส่ข้าวคลุกกะปิ ข้าวยำปักษ์ใต้ หรือสับฝอยคลุกพล่าเนื้อ ใส่ตะไคร้หั่น พริกขี้หนู น้ำตกหมูเพิ่มรสชาติมีกลิ่นเปรี้ยวอร่อยมาก

ผลสุก เนื้อเป็นสีเหลือง เนื้อแน่นเหนียวไม่เละ แต่จะมีเสี้ยนบ้าง รสชาติหวานหอมใกล้เคียงกับเนื้อสุกของมะม่วงอกร่อง รับประทานกับข้าวเหนียวมูนได้ คนเฒ่าคนแก่ในยุคสมัยก่อนชื่นชอบเอาเนื้อสุกของ “มะม่วงสามฤดู” รับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ได้คุณค่าทางอาหารดีมาก ส่วน รสชาติของ มะม่วงแก้ว ทั้งขณะยัง

ดิบและสุกจะแตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่อย่างไร ก็ตาม ทั้ง “มะม่วงสามฤดู” และมะม่วงแก้ว ถือเป็นมะม่วงพันธุ์โบราณที่ได้รับความนิยมปลูกกันมาช้านานตั้งแต่สมัยคุณปู่ คุณย่าแล้ว

ปัจจุบันกิ่ง ตอนของ “มะม่วงสามฤดู” ที่ขาดตลาดไประยะหนึ่งเริ่มมีกิ่งตอนรุ่นใหม่ออกวางขายแล้ว ที่ตลาดนัดไม้ดอกไม้ประดับ สวนจตุจักร ทุกวันพุธ-พฤหัสฯ บริเวณโครงการ 19 แผง “นายดาบสมพร” ราคาสอบถามกันเอง ปลูกได้ในดินทั่วไป เหมาะจะปลูกในบริเวณบ้านเพื่อเก็บผลรับประทานในครัวเรือน เนื่องจากจะมีผลดกไม่ขาดต้น สามารถเก็บผลกินได้ตลอดปี หรือจะปลูกหลายๆต้น เก็บผลขายคุ้มค่ามาก ส่วนกิ่งตอนของ มะม่วงแก้ว หายากไม่แพ้กัน ผู้ซื้อต้องเดินสอบถามแหล่งจำหน่ายไม้ผลเอาเองอาจมีบ้างแต่ไม่มากครับ.
“นายเกษตร”

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย นายเกษตร
  • 10 กรกฎาคม 2555, 05:00 น.
 

เกษตรสร้างสรรค์ : พิษเฉียบพลัน(จบ) กรกฎาคม 12, 2012

http://www.naewna.com/local/13822

วันพฤหัสบดี ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

เขียนถึงชาวสวนมะม่วงที่ขาดแคลนสารเมทโธมิลสำหรับผลิตมะม่วงเพื่อส่งออกไปตลาดญี่ปุ่น เดือดร้อน เพราะขาดแคลนสารและมีราคาแพง แล้วบอกว่า สารตัวนี้ก็น่ากลัวตรงมีพิษเฉียบพลัน โดนเมื่อไหร่มีสิทธิน็อกได้เมื่อนั้น แม้หลายประเทศห้ามใช้ แต่อเมริกาให้ใช้

การจะห้ามหรือไม่ห้ามใช้นั้น จะเอามาตรฐานที่ไหนมาเป็นตัวตั้งเสียทีเดียวอาจง่ายเกินไป ดูอย่างเมทโธมิลตัวนี้แหละ เยอรมนี อังกฤษ ฟินแลนด์ ตุรกี มาเลเซีย ญี่ปุ่น ห้ามใช้ แต่อเมริกาเห็นว่าจำเป็นก็ไม่ห้าม แต่ออกระเบียบแน่นหนาป้องกันอันตรายเป็นอย่างดี

ไม่ใช่เอ็นจีโอมะกันไม่โวย เอ็นจีโอสัญชาติไหนเป็นต้องโวยทั้งนั้น ก็แล้วไงหน่วยงานเกี่ยวข้องของมะกันก็ยืนยันกระต่ายขาเดียวว่า จำเป็นต้องใช้ และเรามีมาตรการรองรับอย่างหนาแน่นด้วย เอ็นจีโอจึงกลายเป็นเอ็นจีอ๋อย ครางกันอ๋อยๆ

อันนี้ต่างจากประเทศไทย เอ็นจีโอโวยเมื่อไหร่ รัฐบาลสะดุ้งแปดกลับ เพราะเล่นบทหนูไม่รู้ หนูเอาอยู่ยัน พอจะถามเรื่องมาตรการป้องกันก็เปลี่ยนสัญชาติเป็นแพะ ร้องแบ๊ะๆ น่าเวทนา

คุณสมบัติของนักการเมือง ข้าราชการรวมทั้งผู้คน มันต่างมาตรฐานกันครับ วันดีคืนดีจะลองไปขอโอนสัญชาติเป็นมะกันมั่ง น่าจะดี

กลับมาที่สารเมทโธมิล เมื่ออันตรายด้วยพิษเฉียบพลัน การใช้ต้องเข้มงวด ออกแบบไว้สำหรับพืชไร่ก็ต้องใช้กับพืชไร่ ไม่ใช่ใช้กันเปรอะอย่างทุกวันนี้ ว่างๆ จะลองชงให้นักการเมืองกินสัก 2-3 ช้อนชาต่างเกล็ดกาแฟหน่อย

ไม่ใช่เมทโธมิลตัวเดียวหรอกครับ แต่สารเคมีเกษตรแทบทุกตัว ฉลากระบุใช้อย่างหนึ่ง กลับเอาไปใช้อีกอย่างหนึ่ง อายุขัยเกษตรกรไทยเกิน 60 จึงถือว่าเก่งชะมัดแล้ว

อีกอย่าง การป้องกันตัวเองโดยใช้เครื่องป้องกัน คล้ายมนุษย์อวกาศ ลองไปดูตามไร่นาสิครับ บรรดานักรับจ้างฉีดพ่นสารเคมี ล้วนใจกล้า ไม่กลัวตาย สุดท้ายก็ตายสมใจนึกนับศพไม่ถ้วนแล้วครับ

ใครอ่านบทความนี้ เอาไปให้ผัว ให้เมียให้แม่ ให้ลูกได้อ่านกันหน่อยเถอะครับ อายุจะยืนอยู่กับครอบครัวได้นานขึ้นสัก 10-20 ปี

กลับมาถามกระทรวงเกษตรฯว่าจะเอากันยังไง ชาวสวนมะม่วงเดือดร้อน (รวมถึงชาวอื่นด้วย) ขณะเดียวกัน มันอันตรายมากๆ

ทางธรรม พระท่านบอกว่า เหตุเกิดที่ใด แก้กันที่นั่น มันเป็นปัญหาเรื่องพิษก็ต้องแก้กันที่พิษ กรมวิชาการเกษตรต้องศึกษาให้คำตอบได้ว่า มีสารเคมีเกษตรอื่นใดใช้ทดแทนเมทโธมิลได้ โดยมีอันตรายน้อยกว่า

นี่เป็นทิศทางของกรมวิชาการเกษตรแต่อ้อนแต่ออก ยกเลิกสารเคมีเกษตรมาหลายตัวแล้วไฉนทำเรื่องนี้ไม่ได้เชียว

ถ้ามีคำตอบชัดๆให้ ชาวสวนมะม่วงก็แฮปปี้ มีของใช้ ราคาไม่แพง อันตรายในการใช้ก็น้อยกว่า อย่างน้อยแทนที่จะเป็นพิษเฉียบพลัน(ฉลากแถบสีแดง) อาจลดเป็นพิษปานกลาง(ฉลากแถบสีเหลือง) หรือดีกว่านั้นเป็นพิษต่ำ (ฉลากแถบสีน้ำเงิน)

ชาวสวนมะม่วงส่งความเดือดร้อนมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว ถึงวันนี้เกิน 6 เดือนไปแล้ว ใจคอยังจะปล่อยให้คำตอบล่องลอยในสายลมอยู่อีกหรือครับ

พอใจ สะพรั่งเนตร

 

 
ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,326 other followers

%d bloggers like this: