มองมุมยุทธศาสตร์

All posts tagged มองมุมยุทธศาสตร์

โลกย้ายพลังอำนาจมายังเอเชียไทยจะอยู่ตรงไหน(2จบ)

Published มิถุนายน 9, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140602/185733.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน 2557

โลกย้ายพลังอำนาจมายังเอเชียไทยจะอยู่ตรงไหน(2จบ) : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น

 

               ในเมื่อพลังอำนาจถูกโยกจากยูโรแอตแลนติกมายังอินโดแปซิฟิก พ้นจากมือของมหาอำนาจเก่าอย่างอังกฤษและฝรั่งเศสที่ต้องจมปลักกับปัญหาเศรษฐกิจยูโรโซน และล่าสุดคือ ความขัดแย้งกรณียูเครนตะวันออกที่กำลังจะกลายเป็นสงครามร้อนๆ เย็น ๆ กับรัสเซียอีกรอบ ชาติที่อยู่ในโซนนี้ต่างปรับตัวกันขนานใหญ่ รองรับอนาคตความรุ่งเรือง ไม่ต้องพูดถึงจีนที่สยายปีกมังกรอย่างไม่หยุดยั้ง หรืออเมริกาที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของแปซิฟิกก็เหมือนกัน กำลังโยกหมุดมาทางเอเชียมากขึ้น ชาติอื่นๆ อย่างเช่น อินเดียก็หันหัวเรือมุ่งตะวันออกเต็มที่ ไม่แค่รอจะเป็นใหญ่แต่ในมหาสมุทรชื่อเดียวกับตน ญี่ปุ่นก็ออกกฎหมายนานาเอื้ออำนวยต่อการแข่งขันพ้นการเป็นรองจีน เวียดนามหรืออินโดนีเซียก็ปรับทัพกันทั้งนั้น ฝ่ายหลังนั้น นักวิจารณ์มองว่าจะกลายเป็นผู้นำที่แท้จริงของอาเซียน แม้แต่พม่าก็เปิดประตูบ้านอ้าซ่ารองรับผลประโยชน์ไม่หวั่นไม่ไหว

แต่ขณะที่ชาติใหญ่แพ็กกำลังพหุภาคีเป็นชาติบริกส์ ชาติขนาดกลางอย่างอาเซียนเดินเกมร้อยรัดเป็นประชาคมสมบูรณ์ ชาติเล็กเข้าร่วมชาติใหญ่ในกลุ่มใหม่ๆ อย่างเช่น บีซีไอเอ็ม หรือทีพีพี ประเทศไทยที่รักของเราดูเหมือนว่าจะถูกมองข้ามเสียแล้ว ทั้งที่เรามีจุดเด่นมากมาย แต่กลับไม่มีใครมองว่า ในโลกยุคใหม่ที่นำโดยเอเชีย ไทยจะมีที่ยืนในระดับสูงเลย ผิดกับเมื่อยี่สิบปีก่อน เราฝันจะเป็นนิคส์ หรือเมื่อสิบปีก่อนเราวางแผนก่อตั้งองค์กรเงินของเอเชียแล้วมีผู้จะรับลูกมากมาย

เกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย??

สิ่งที่เกิดขึ้นกับไทยไม่ใช่สิ่งที่ต้องมาหาคำตอบกันในยุคที่แตกแยกร้าวรานภายในอย่างหนัก เพราะคำตอบจะไปกันคนละทางตามแต่สังกัดความคิดทางการเมืองค่ายไหน แต่เมื่อมองถึงโอกาสที่ไทยน่าจะทำได้ดีกว่าสถานการณ์ที่ต้องกระเสือกกระสนในเวทีโลก หรือคล้องแขนเป็นแค่ผู้เล่นดาดๆ รอรับเศษบุญ เราน่าจะมีการปรับตนเองครั้งใหญ่จริงๆ

ไทยอยู่ในจุดภูมิศาสตร์ที่ดีมาก คือเป็นประตูเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทรตะวันออกตะวันตก และเชื่อมภาคพื้นทวีปตอนเหนือกับบรรดาเหล่ารัฐทางตอนใต้ ใครก็ต้องผ่านเรา ลักษณะเช่นนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ยิ่งกอปรกับความสัมพันธ์กับชาติใหญ่ๆ ที่มีลักษณะพิเศษ เช่น อาจจะเป็นมิตรที่แท้จริงของทั้งจีนและญี่ปุ่นเพียงหนึ่งเดียว และมีระบบเศรษฐกิจที่ทันสมัยเพียงพอแล้ว ไทยไม่เพียงแค่พร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ของเอเชีย แต่พร้อมที่จะเป็นหนึ่งในหัวหอกที่ทั้งนำ ทั้งแสวงประโยชน์ได้สูงสุดเหนือใครด้วยซ้ำ ขึ้นอยู่ว่าเรากล้าหรือไม่เท่านั้น

แน่นอนว่าสิ่งแรกคือ ต้องลงตัวกันให้เร็วที่สุดในการยุติความขัดแย้งภายใน เรื่องนี้ดูตามรูปการณ์แล้วเป็นไปได้ยากในอนาคตอันใกล้ แต่รัฐบาลที่จะมาบริหารต่อไปไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลใด ไม่ควรจะถูกฉุดรั้งด้วยการกระทำของฝ่ายตรงข้าม ไทยรอไม่ได้ที่ต้องพัฒนาไปในทิศทางเดียวกับที่ชาติอื่นเขาวางแผนเชื่อมกันไว้หมดแล้ว เช่น เครือข่ายคมนาคมและส่งกำลังบำรุงร่วมและการเปิดตลาดเสรีในหลายแผนงาน ทั้งนี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมากที่อาจหล่นไปตามทางบ้าง แต่เมื่อคิดถึงประโยชน์ทางด้านบวกมากกว่าลบ ต้องไม่ทำให้โครงการต่างๆ ชะงัก

ที่ก้าวหน้าไปกว่านั้นคือ ไทยต้องกล้ารับหน้าเป็นผู้นำความมั่นคงในภูมิภาคด้วยการเป็นตัวกลางในการเปิดประเด็นหรือแก้ไขปัญหาต่าง ๆ อย่าไปคิดว่าเราตัวเล็กใครเขาจะฟัง ถ้าเรามีปัญญาและความกล้าเพียงพอ ไอเดียจะขายได้ สิ่งสนับสนุนจะตามมา ระดับของชาติในสายตาคนอื่นก็จะถูกยก แล้วเราจะได้เห็นประโยชน์โภคผลพุ่งเข้าสู่ไทยอีกเยอะครับ

โลกย้ายพลังอำนาจมายังเอเชียไทยจะอยู่ตรงไหน(1)

Published มิถุนายน 9, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140526/185380.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม 2557

โลกย้ายพลังอำนาจมายังเอเชียไทยจะอยู่ตรงไหน(1) : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook :Ruarob Joe Muangman

 

              พูดกันมาได้สักระยะหนึ่งแล้วครับเรื่องนี้ เรื่อที่พลังอำนาจของโลกจะย้ายจากฝั่งยูโรแอตแลนติกมายังฝั่งอินโดแปซิฟิก  พูดถึงกันตั้งแต่ช่วงที่จีนทะลุมีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสูงถึงเลขสองหลักติดต่อกันกว่าสิบปี  แต่ความจริงเชิงสถิติและปรากฏการณ์ประจักษ์ตาพึ่งเห็นกันไม่นานมานี้เอง ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาทางทหารแบบก้าวกระโดดของจีน  การแรงไม่ตกแม้ที่อื่นเขาจะมีปัญหาทางเศรษฐกิจของอินเดีย  แม้แต่ในอาเซียนอย่างอินโดนีเซียและพม่าก็มีแต่ผู้กล่าวขาน  ทั้งนี้สวนทางกับโลกเก่าที่กำลงประสบปัญหามากมาย  สหรัฐ ฯ ยังคงประสบปัญหาจากวิกฤตปี 2551 ไม่เลิก  ยุโรปยิ่งเลวร้ายกว่า เมื่อสมทบเข้ากับกรณีไครเมียยิ่งไปกันใหญ่

เมื่อห้าร้อยปีก่อนที่ยุโรปยังไม่พ้นจากการถูกครอบงำของศาสนาจักร ยังป่าเถื่อนกินอาหารกึ่งสุกดิบ  นึกว่าโลกแบน ส่วนอเมริกาหรือออสเตรเลียไม่ต้องพูดถึง ไม่นึกด้วยซ้ำว่ามีอยู่จริง  เอเชียเจริญรุ่งเรืองแล้วนะครับ  หลายนครมีประชากรเป็นล้าน  จีน อินเดีย แม้แต่อยุธยาก็มีความเจริญก้าวหน้า โลกของบุรพทิศสุกใสสว่างอย่างยิ่ง  แต่เป็นเพราะการปฏิวัติอุตสาหกรรมกับการรวมตัวเป็นรัฐชาติของยุโรป ทำให้ประเทศปัจฉิมทิศมีความสามารถมากขึ้นอย่างมหาศาล  ในที่สุดก็ใช้พลังอันมหาศาลนั้นยึดเอเชียซึ่งเอาแต่ทะเลาะกันเองไว้ในอุ้งมือได้เกือบหมดเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

วันนี้เอเชียกลับมาผงาดอีกแล้วครับ  ไม่ใช่ในแง่ขอการย้อนกลับไปไล่กดหัวใครเป็นอาณานิคม แต่ในแง่ของการมีอิทธิพลอำนาจมากขึ้น  อย่างที่ใคร ๆ ก็ใส่ใจและหันมาตั้งมาตรการรับมือร่วมกันกันเป็นยกใหญ่ ความจริงสัญญาณนี้เกือบเกิดขึ้นทีนึงแล้วเมื่อยุค 80 ซึ่งญี่ปุ่นเกิดมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจไล่ยึดธุรกิจอเมริกา ขณะที่เศรษฐกิจแขกก็ไล่ซื้อกิจการบริการในอังกฤษ  แต่เมื่อหมดยุคสงครามเย็น  โลกาภิวัตน์กำลังเบ่งบาน วัฒนธรรมอเมริกาขยายกระจายครอบงำทุกพื้นที่คนก็มองว่าโลกนี้ได้ตกเป็นของทุนนิยมประชาธิปไตยภายใต้ฝรั่งเป็นหัวหอกแน่แล้ว  กว่าใครจะมาคัดง้างมหาอำนาจขั้วเดี่ยวคงอีกนานเป็นชาติ  แต่นั่นด่วนสรุปเกินไปครับ

โลกาภิวัตน์เหมือนงูที่กินซะอ้วน แล้วพองขยายใหญ่จนหลุดมือผู้เลี้ยงคือสหรัฐ ฯ เทคโนโลยีแขนงใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในโลกอย่างไอที  ไบโอเทคโน หรือนาโนเทค นั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลากหลายมหาศาล  อเมริกาก็ไม่ใช่มหาอำนาจเดี่ยวที่กล้าใช้อำนาจไปกดให้ขั้วความเจริญอื่นตามใจตัวได้ ซึ่งต่างจากจักรวรรดิโรมัน  ผลคือเกิดขั้วอำนาจใหม่ขึ้นมายุบยับในภูมิภาค และในวันนี้พวกเหล่านั้นไม่ใช่แค่อยากหรูอยู่แต่ในภูมิภาคของตัว  ต่างจับกันเป็นพันธมิตรในระดับมหายุทธศาสตร์ ดำเนินบทบาทสร้างสรรค์ต่อรองในเวทีโลก  หลายครั้งยับยั้งอำนาจของยุโปและอเมริกาเสียด้วย

เมื่อทอดตามองสภาวะแวดล้อมทางยุทธศาสตร์แล้ว  ก็รู้สึกปลาบปลื้มยินดีว่าเอเชียแปซิฟิกของเรานี่มาแรงกว่าเป็น  เหมาะจะเป็นศูนย์กลางอำนาจใหม่ของโลกจริง ๆ  แต่เมื่อมองลึกลงไปอีกก็ให้ฉงนว่า ประเทศไทยยังมีอนาคตอีกไหมกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป  สัปดาห์หน้าลงมาหาทางออกกันครับ

 

…………….

 

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก sites.google.com)

แอฟริกาความท้าทายสุดขอบฟ้าและป่าลึก(2จบ)

Published พฤษภาคม 19, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140519/184894.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม 2557

แอฟริกาความท้าทายสุดขอบฟ้าและป่าลึก(2จบ) : มุมมองยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook :Ruarob Joe Muangman

              ทวีปแอฟริกาเป็นทวีปที่มีสิ่งแปลกใหม่น่าสนใจหลากหลาย ถ้าเราไม่ติดภาพของความแร้นแค้นและสงคราม กับปรายตาดูตารางสถิติที่ 55 ประเทศในทวีปนี้จองอันดับท้ายๆ ของโลกอย่างเหนียวแน่น ตั้งแต่การศึกษาไปยันความปลอดภัยนั้น เราจะพบสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและโลกเป็นอย่างยิ่ง กล่าวได้ว่า หากปราศจากซึ่งอู่กำเนิดเผ่าพันธุ์มนุษยชาติที่นี้แล้ว โลกอาจประสบปัญหามากมายกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นโลกร้อนหรือขาดแคลนวัตถุดิบอุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ

แอฟริกาทวีความสำคัญมากขึ้นทุกวัน ผ่านทางการรวมกลุ่มเป็นสหภาพแอฟริกา มีความร่วมมือกันภายในที่น่าทึ่ง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เช่น ตั้งศุลกากรร่วมสำหรับกลุ่มโซนชาติตะวันออกที่เจริญกว่าใคร หรือก่อเกิดประชาคมเศรษฐกิจแอฟริกัน จนหวังจะสร้างเขตการค้าเสรีแพนแอฟริกาขึ้นให้สำเร็จภายในปี 2017 ลดจากเป้าหมายตอนที่วางไว้เมื่อปี 1995 ได้ตั้งสิบเอ็ดปี

กระนั้นก็ตาม แอฟริกาก็มีความท้าทายอีกมากที่ต้องฟันฝ่า ไม่ว่าจะเป็นรายได้ต่อหัวที่ยังต่ำอยู่มาก การที่กาฬทวีปต้องพึ่งพิงสินค้าประเภทการเกษตรและวัตถุดิบ ทำให้ได้รับผลกระทบจากตลาดพืชผลโลกที่ขึ้นๆ ลงๆ ไม่น้อย ราคามักไม่ค่อยดี ในด้านคุณภาพชีวิตก็มีปัญหา เนื่องจากขยายประชากรเร็วเหลือเกิน ด้านอุตสาหกรรมยังต่ำ เพราะราคาทำธุรกรรมของบริษัทประกอบการสูงและเทคโนโลยีล้าสมัย และเพราะความแห้งแล้งเยอะ ความมั่นคงทางอาหารจึงต่ำสำหรับคอร์รัปชั่นนั้นเป็นเรื่องปกติของประเทศด้อยพัฒนา

ทวีปกว้างใหญ่ แต่ยังล้าหลัง ทางรถเข้าถึงยาก ทวีปต้องการระบบขนส่งและโทรคมนาคมดีๆ อีกมาก การพึ่งพาสินค้าวัตถุดิบมากไปก็ใช่ว่าจะดี เพราะปริมาณเริ่มลดลงทุกที คนว่างงานสูงทำให้อาชญากรรมสูงตาม ระบบการศึกษาที่ผิดพลาดผลิตคนไม่ตรงกับงานก็ทำให้คนตกงานเกลื่อน การใช้ทรัพยากรไม่ถนอมมีส่วนสร้างมลภาวะให้แก่ทวีป นอกจากนี้ยังมีปัญหาศึกสงคราม สมองไหล คนทิ้งถิ่นชนบท และวงจรอุบาทว์แบบ จน เครียด กินเหล้าแล้วยิ่งจนลงอีก

แต่ในวิกฤติก็มีโอกาส แอฟริกายังเป็นแหล่งที่รองรับการลงทุนได้อีกมาก การค้าน่าจะไปได้สวยถ้าจัดการดีๆ เพราะลูกค้าเยอะ โดยเฉพาะการค้าภายในทวีปด้วยกันเอง ศักยภาพด้านน้ำมัน ก๊าซ ยารักษาโรคนั้น ทำให้ยักษ์ใหญ่อย่างจีน หรือยักษ์กลางอย่างเกาหลีใต้เข้าหามาก ไทยเราใกล้กว่าพวกนี้ น่าจะขยายการค้าการลงทุนได้มากกว่าปัจจุบันในโลกที่ร้อยรัดกันมากขึ้น แอฟริกากับเอเชียกระชับความใกล้ชิดกันผ่านทางความร่วมมือของประเทศชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย แอฟริกาตะวันออกที่เจริญรุดหน้ากว่าส่วนอื่นของทวีป สามารถเกาะกุมพหุภาคีกับอาเซียน การสานต่อสิ่งที่รัฐบาลที่แล้วปูทางไว้กับประเทศอย่าง โมซัมบิก แทนซาเนีย และแอฟริกาใต้ เป็นสิ่งที่ควรทำเป็นอันดับต้นๆ ครับ

‘แอฟริกา’ความท้าทายสุดขอบฟ้าและป่าลึก(1)

Published พฤษภาคม 19, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140512/184457.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 12 พฤษภาคม 2557

‘แอฟริกา’ความท้าทายสุดขอบฟ้าและป่าลึก(1) : เรือรบ เมืองมั่น Facebook :Ruarob Joe Muangman

                ในมุมมองด้านลบ ภูมิภาคแห่งนี้เต็มไปด้วยความลึกลับดำมืด ยากจน ด้อยการศึกษา โรคภัย คอร์รัปชั่นและความรุนแรง แต่มุมมองด้านบวกภูมิภาคนี้เต็มไปด้วยโอกาสให้ที่น่าแสวงหา ทรัพยากรธรรมชาติอันมั่งคั่ง พื้นที่กว้างใหญ่น่าลงทุน และศักยภาพที่ยังพัฒนาไปได้อีกมาก เนื่องในโอกาสที่ผมจะไปดูงานกับ วปอ.อินเดีย ที่แอฟริกาใต้ แซมเบีย และซิมบับเว จึงเขียนบทความนี้ขึ้นเป็นกำลังใจให้ตนเอง

แอฟริกาเป็นทวีปที่หลากหลายแตกต่างกันสูง มีทั้งผิวขาวอาหรับที่อยู่ตอนบนสุดของประเทศติดทะเลเมดิเตอร์เรเนียน มีทะเลทรายเป็นเจ้าเรือน ต่ำลงมาเรียก ซับซาฮารา หรือซาเฮล มีครบทุกท่า ทั้งความระอุและไฟสงคราม ทางตะวันตกนั้นเจริญน้อยสุด ต่างจากตะวันออกที่ประเทศอย่างโมซัมบิก หรือแทนซาเนีย กำลังพัฒนาใกล้เคียงเอเชียเข้าไปทุกที แม้ว่าแหลมฮอร์นออฟแอฟริกาเต็มไปด้วยสลัดและการก่อการร้าย ตอนกลางของประเทศอย่างคองโกและรวันดาเป็นป่าดงดิบ มีทั้งไข้ ทั้งโจร ขณะที่ปลายสุดทวีป แอฟริกาใต้กลับถีบตนเองเป็นหนึ่งในผู้นำกลุ่มใหม่ของโลก หรือบริกส์

การที่หลายพื้นที่มีทรัพยากรมาก เช่น ไนเจอร์มีทองแดงมากเป็นอันดับห้าของโลก หรือแร่ธาตุสำคัญอย่างยูเรเนียม ลิเทียม เชลล์ออยล์ และพลอยเพชรก็ยังไม่ได้ขุดเจาะอีกมากนั้น ทำให้ต่างชาติตาเป็นมัน ขยับเข้ามาลงทุนในแอฟริกาสูง จีนเป็นชาติที่ลงทุนหนักมากในรอบสิบปีหลังมานี้ เอาวัตถุดิบไปแลกกับการพัฒนาสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ถนนสายยาวจากเคนยา ไปบุรุนดี และอูกันดา

สงครามอันเนื่องมาจากปัญหาเผ่าพันธุ์ ศาสนาและอัตตาขุนศึก ทำให้ภูมิภาคนี้ระส่ำระสาย หลายแห่งมีศึกไม่ว่างเว้น เช่น โซมาเลีย ซูดาน และคองโก แม้ว่าจะมีบางชาติ เช่น ฝรั่งเศส มาช่วยในอาณานิคมเดิมอย่างมาลีและชาดบ้าง แต่ก็น้อยเต็มทีแอฟริกาต้องช่วยตนเอง สหภาพแอฟริกาหรือเอยู นั้น แม้จะไม่เท่าไหร่ในแง่ของการเล่นงานประเทศเผด็จการ แต่ก็เอาจริงกับรัฐบาลที่ก่อรัฐประหาร โดยไม่คบค้าสมาคมด้วยชั่วคราว แต่ไม่มีบทคว่ำบาตรแต่อย่างใด ตอนนี้ประเทศแอฟริกากลางกับกินีบิสเซาโดนแขวนอยู่ สหภาพแอฟริกามามีดีเอาที่กองกำลังของตนเองที่นานาชาติในทวีปมารวมตัวกันเพื่อรักษาสันติภาพในทวีปของตนก่อน หลายแห่งต่อหลายแห่งที่กว่ากองกำลังหมวกฟ้าของสหประชาชาติจะมาถึง ชาวบ้านก็วายชนม์ไปเยอะแล้ว ก็ได้กองกำลังของสหภาพแอฟริกาเองนี่แหละ ที่เข้าไปบังคับให้เกิดสันติภาพก่อน

แม้ว่าที่โซมาเลีย กองกำลังของสหภาพแอฟริกาเองจะเป็นผู้ริเริ่มและเข้าไปรักษาสันติภาพเองร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ก็ยังต้องรับเงินสนับสนุนจากชาติภายนอกทวีปอยู่ นับตั้งแต่ปี 2002 ทหารแอฟริกันเข้าไปปฏิบัติการร่วมกับชาตินอกทวีปเยอะมาก ภารกิจไม่มีสิ้นสุด ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้นในไนจีเรียและเค้าลางของความขัดแย้งขยายตัวในคองโก อาจทำให้พวกเขาต้องรับศึกหนักอีกในเร็วๆ นี้ ฉบับหน้าจะกล่าวต่อครับว่า ความท้าทายในกาฬทวีปนั้นมีอะไรบ้าง

………………………………….

(หมายเหตุ : ขอบคุณภาพจาก country1-africa.blogspot.com)

อาหรับสปริงสามปีผ่านไป

Published พฤษภาคม 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140505/184033.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 5 พฤษภาคม 2557

อาหรับสปริงสามปีผ่านไป : มองมุมยุทธศาสตร์/ เรือรบ เมืองมั่น Facebook :Ruarob Joe Muangman

            เผลอแผล็บเดียวปรากฏการณ์ครั้งสำคัญที่สุดเหตุการณ์หนึ่งของโลกยุคใหม่ก็ผ่านไปสามปีแล้ว อาหรับสปริง ที่เคยจุดประกายความหวัง ประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชนให้ชาวอาหรับและทั้งโลก ไม่ได้ยืดยาวแฮปปี้เอนดิ้งอย่างที่เคยจบภาคเมื่อปี 2554 สภาวะแวดล้อมทางยุทธศาสตร์เปลี่ยนแปลงไปหลายประการ แต่ก็ไม่ได้กลายเป็นโดมิโนที่สลายเผด็จการหายวับ อาหรับเข้าสู่ ยุคเรเนอซองส์ แบบเดียวกับที่หลายคนปรารถนาและเคยเชื่ออย่างนั้น ทั้งยังดูเหมือนจะเพิ่มความยุ่งเหยิงขึ้นอีกมากด้วย

เว้นเสียแต่อย่างเดียวที่ไม่เปลี่ยนแปลงนั่นคือกระบวนการสันติภาพในตะวันออกกลางระหว่าง ชาติอาหรับกับอิสราเอล ยังแย่เป็นปกติ ทั้งจะแย่กว่าเดิมเสียด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างชาติหรือกลุ่มต่างๆ ที่ยุ่งขิงกันอยู่ในภูมิภาคนั้นพลิกตาลปัตรไปหมด เดิมที อิหร่านกับสหรัฐ ไม่ถูกกันมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าชาห์โดนโค่นปี 2522 ก็กลับมีท่าทีอยากคุยกัน สวนทางกับความสัมพันธ์ระหว่างชาติรัฐอ่าวกับรัฐบาลวอชิงตัน ที่เคยเข้มแข็ง วันนี้ชักไม่เป็นอย่างนั้น แนวร่วมใหม่ ซาอุดีอาระเบีย บาห์เรนกับ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เกิดขึ้นมาผสานกำลังกับ รัฐบาลอียิปต์ใหม่ ที่เพิ่งครองอำนาจ งานนี้รัฐอ่าวเองก็ไม่เหนียวแน่นแล้วเพราะ โอมาน ก็คิดไปอีกทางหนึ่ง

ตุรกี ซึ่งเคยถูกกันออกไปจากเกมแห่งอำนาจตะวันออกกลางก็กลับกลายเป็นผู้เล่นตัวสำคัญ แทบจะรบกับ ซีเรีย และเกี่ยวข้องกับปัญหาอิหร่านอย่างมาก รัฐบาลมอสโก ก็เช่นกัน ก่อนหน้านี้เคยมีเกี่ยวข้องบ้างในยุคโซเวียต แต่พอกลายเป็นรัสเซียแล้วห่างออกไป เพิ่งได้จังหวะกลับเข้ามาพัวพันกับภูมิภาคอย่างดิ้นไม่หลุด เริ่มจาก ลิเบีย มาจนถึงการถือหางซีเรียสุดแรง จนเกิดการแข่งขันกันระหว่างมหาอำนาจ

ในบรรดาตัวแปรที่ไม่ใช่รัฐก็มีการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ ฝ่ายผู้ร้ายในสายตาประชาคมโลกอย่าง อัล-ไกดา-ตาลีบัน ที่ในช่วงก่อนอาหรับสปริงเริ่มมีการปรับตัวจากที่ตกต่ำ กลายเป็นเข้มแข็ง ขยายแฟรนไชส์ไปตามที่ต่างๆ แต่มวลชนต่อต้านเพราะตระหนักดีแล้วว่าเป็นพวกสร้างแต่ความหวาดกลัวเพื่อหวังชัยชนะทางการเมือง หลังเกิดอาหรับสปริง พวกนี้ยิ่งขยายตัวหนักและทรงอิทธิพลกว้างขวางในหลายประเทศอย่าง โซมาเลีย และ ไนจีเรีย ผลคือต้องปะทะกับชาติอิสลามในพื้นที่เหล่านั้นด้วย อีกกลุ่มหนึ่งที่มีชะตากรรมพลิกผันมากคือ องค์กรภราดรภาพมุสลิม ที่ใช้หลักอิสลามการเมืองมาปกครองประเทศจนได้เป็นรัฐบาลยาวนานใน ตุรกี และ อียิปต์ ทั้งยังเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในหลายประเทศ กลับถูกบีบให้ออกจากอำนาจในอียิปต์ กลายเป็นกบฏ และมีกระแสต้านรุนแรงในหลายพื้นที่ของภูมิภาค

อาหรับสปริงที่แล้วเสร็จไม่ได้ทำให้ลิเบียดีขึ้น ขณะที่ไม่แล้วเสร็จเช่นซีเรียก็นองเลือดตายกันเป็นแสนอย่างไม่รู้จะจบเมื่อไหร่ แต่สถานการณ์ของภูมิภาคจะดีหรือเลวลงเรื่อยๆ นั้นก็คือ ต้องให้สหรัฐ อิหร่านและซาอุดีอาระเบียหาจุดลงตัวในความสัมพันธ์ระหว่างกันให้ได้ ถ้าสำเร็จก็จะส่งผลถึงความร่วมมือกันในการสร้างประชาธิปไตยให้ฝังรากอย่างสมบูรณ์ กระชับช่องว่างความเท่าเทียมทางสังคมและเศรษฐกิจของชาวประชาและร่วมมือกันปราบปรามไม่ให้พวกก่อการร้ายหัวรุนแรงมีที่ยืนในสังคม ถ้าไม่สำเร็จอาหรับสปริงก็จะกลายเป็นเพียงตำนานว่าครั้งหนึ่งเคยเกิดสิ่งนี้ขึ้น เป็นแค่ความหวังสวยงามที่ดับไปในเวลาอันสั้นยิ่ง

มหาสมุทรอินเดียผลประโยชน์และความท้าทายใหม่ของไทย

Published พฤษภาคม 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140428/183593.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 28 เมษายน 2557

มหาสมุทรอินเดียผลประโยชน์และความท้าทายใหม่ของไทย

มหาสมุทรอินเดียผลประโยชน์และความท้าทายใหม่ของไทย : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook :Ruarob Joe Muangman

               ไทยสนใจผูกพันกันกับเอเชียแปซิฟิกอย่างเหนียวแน่นกว่าภูมิภาคใดนับตั้งแต่รัชกาลที่ 3 แต่ก่อนหน้านั้นการค้า วัฒนธรรมและการเมืองของไทยมาจากฟากตะวันตกหรือมหาสมุทรอินเดียมากกว่าที่อื่น เป็นไปได้ไหมในโลกที่ร้อยรัดกันมากขึ้นและมหาสมุทรอินเดียยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้น จะทำให้ไทยเพิ่มการแสวงหาความร่วมมือและประโยชน์จากพื้นที่นี้ ขณะเดียวกันก็ต้องมีเพิ่มความพร้อมในการรับมือกับความท้าทายของภูมิภาคนี้ด้วย

ภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียเป็นภูมิภาคที่ใหญ่โตมากกว่าที่ใครคาดนัก 32 ประเทศรัฐชายฝั่งก็มีความแตกต่างหลากหลาย ส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนาที่ปัญหาเยอะแยะ แต่ในรอบไม่กี่ปีมานี้ต่างพัฒนาขึ้นมาและแสวงหาความร่วมมือกันรับมือกับความท้าทายที่ตนต้องเผชิญได้อย่างแข็งขัน จากปลายสุดของแอฟริกา เรื่อยถึงทะเลแดง ครอบคลุมรัฐอ่าวตะวันออกกลาง อนุทวีปเอเชียใต้ ไปจรดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และโอเชียเนีย ทั้งยังรวมต้นทางไปสู่แอนตาร์กติกา โดยมีความสำคัญทางยุทธศาสตร์ต่อโลกใบนี้อย่างน้อยสามประการก็คือ เป็นแหล่งเสถียรภาพและความมั่นคงด้านพลังงานน้ำมัน เป็นแหล่งของความขัดแย้งระหว่างประเทศ เช่น อินเดียกับปากีสถาน และเป็นเส้นทางการค้า ตลอดจนการส่งกำลังบำรุงที่สำคัญสุด ซึ่งกลายเป็นพื้นที่แข่งอิทธิพลระหว่างจีนกับสหรัฐ ด้วย

แม้จะมีปัญหาความมั่นคงสำคัญ อาทิ เสถียรภาพทางการเมือง ภัยคุกคามจากอาชญากรรมข้ามชาติและโจรสลัด ความยากจนว่างงาน เศรษฐกิจตกต่ำ ไปยันภัยพิบัติ แต่มหาสมุทรอินเดียก็เป็นแหล่งแห่งการตักตวงทรัพยากร ไม่เช่นนั้นจีนคงไม่วางฐานทัพและเส้นสายรายทางเพื่อขนส่งน้ำมันดิบจากแองโกลามายังแผ่นดินใหญ่ หรือนานาชาติคงไม่ร่วมลาดตระเวนป้องกันความปลอดภัยในจุดโช้คพอยต์ต่างๆ เพื่อให้การขนส่งเป็นไปอย่างราบรื่น

ไทยเป็นหนึ่งในชาติผู้ร่วมก่อตั้งสมาคมภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียมาตั้งแต่ปี 2538 มีผลประโยชน์กับรัฐชายฝั่งมิใช่น้อย โดยเฉพาะการค้าทางทางทะเลกับอินเดีย ขณะเดียวกันเส้นเลือดใหญ่ด้านน้ำมันของเรายังมาจากเรือสินค้าที่แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซและมะละกา เรือสินค้าไทยไปไกลถึงแอฟริกาจน ทร.เห็นควรต้องส่งกำลังไปช่วยรักษาความปลอดภัยถึงอ่าวเอเดน ปตท.ก็มีการลงทุนแสวงหาแหล่งพลังงานใหม่ในแอฟริกา ขณะที่ผลของการลาดตระเวนบริเวณตอนเหนือของช่องแคบมะละกาทำให้โจรสลัดลดลง

แต่ไทยควรต้องทำมากกว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการขยายความรับผิดชอบด้านความมั่นคงในระดับภูมิภาคให้กว้างขวางขึ้น เป็นตัวกลางแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัฐชายฝั่งเท่าที่จะทำได้ ร่วมกิจกรรมทางทะเลกับรัฐชายฝั่งให้มากขึ้น โดยเฉพาะการจัดการกับปัญหาสากลเช่น การก่อการร้ายหรือแรงงานอพยพ ขจัดปัญหาเรื้อรังทางทะเลชายฝั่งของเรา เช่นพวกน้ำมันเถื่อนหรือการค้ามนุษย์ให้หมดไป และเพิ่มโอกาสทางการค้าและคมนาคมให้แก่ประเทศด้วยการพัฒนาท่าเรือเช่น ปากบารา และการทำข้อตกลงผลประโยชน์ดีๆ ทั้งหมดนี้ถ้าการเมืองภายในหยุดทะเลาะกันเมื่อไหร่ ไปโลดแน่ครับ

โลกกำลังเคร่งศาสนามากขึ้น

Published เมษายน 27, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140421/183099.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 21 เมษายน 2557

โลกกำลังเคร่งศาสนามากขึ้น

โลกกำลังเคร่งศาสนามากขึ้น : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook :Ruarob Joe Muangman

            ผ่านยุคโลกาภิวัตน์มาหลายปี เราพบว่า เสรีประชาธิปไตยและทุนนิยมตลาดสุดขั้วไม่ได้นำไปสู่จุดจบของประวัติศาสตร์มนุษยชาติอย่างที่ ฟรานซิส ฟูกูยาม่า นักรัฐศาสตร์มีชื่อเคยทำนายไว้ กลับเป็นตัวเร่งให้เกิดการย้อนแย้ง ลัทธิแก้ตามมาอีกหลายอย่าง ส่วนหนึ่งนั้นไม่ใช่ของใหม่เสียด้วย เป็นการรื้อรากของเก่า อย่างเช่น เชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม เข้ามาสร้างความแบ่งแยก เราจึงได้เห็นยูโกสลาเวียแตกออกเป็นเจ้าประเทศ เห็นการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพมากมายในที่ต่างๆ แม้แต่ในสังคมเจริญแล้วก็พัฒนาไปในทางที่หลากหลายมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ คนรุ่นใหม่จำนวนมาก หันกลับไปสร้างกรอบศาสนาผูกมัดตนเอง กลายเป็นคนเคร่งศาสนายิ่งกว่าสมัยแสวงหาเสรีใหม่ๆ ยุคซิกตี้เซเว่นตี้เสียอีก

บางคนติดภาพสาวใส่ผ้าคลุมฮิญาบ แล้วนึกว่ามีแต่บางกลุ่มชนที่เคร่งศาสนา แต่การเคร่งศาสนานั้น มีกันในหลายกลุ่มชนมากขึ้นเรื่อยๆ เยาวชนพุทธทุกวันนี้ ถึงจะมีภาพลบเด็กติดเกมติดแว้นอยู่ทั่วไป แต่ในแง่มุมหนึ่ง การรณรงค์ให้เข้าวัดทำบุญฟังธรรมประพฤติตนอยู่ในศีลก็ได้ผลมากขึ้น วัดดังๆ รับญาติโยมไม่หวาดไม่ไหว หนังสือธรรมะขายดีมาก ศาสนาอื่นก็เช่นกัน ที่สหรัฐ คนคริสต์ไปโบสถ์วันอาทิตย์จนล้น กลุ่มงดเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งทวีจำนวน ในอินเดียเท่าที่เห็นในบริษัทก้าวหน้าด้านไอที ซึ่งคนทำตัวตามสบาย แต่ทุกโต๊ะประดับประดารูปเทพเจ้าศาสนาฮินดูกันอย่างใส่ใจ การยึดมั่นในศาสนาส่งผลต่อตามสบายใจในการใช้ชีวิตยุคใหม่ที่เป็นวัตถุนิยมมากขึ้น คนรุ่นใหม่เมื่อเคร่งแล้ว พวกเขาจะแสวงหาพ้นไปจากกรอบพิธีกรรมหรือตำรา แต่เป็นการเคร่งที่ตนเองเชื่อตามเหตุผลที่ตนค้นมา สิ่งนี้อาจนำไปสู่ทางทางบวกและทางลบ

ในทางลบ การเคร่งศาสนาเกินไปอาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคง เพราะเยาวชนตีความศาสนากันตามอรรถกถาประกาศยุคใหม่บ้าง สื่อต่างๆ หรือความเชื่อของตัวเองบ้าง เมื่อผสานกับความปรารถนาในด้านมุมอื่น เช่น การทะเยอทะยานอยากเปลี่ยนแปลงการเมืองและสังคมแล้ว ความขัดข้องจะเกิดทันที ยิ่งถ้าไม่ห่วงเรื่องการใช้ความรุนแรงเป็นทางออกแล้ว ปัญหาอาจบานปลาย เช่น กรณีอาหรับสปริง เกิดเพราะหนุ่มสาวอยากล้มรัฐบาลเผด็จการ จากนั้นเปิดทางให้กลุ่มการเมืองที่มีภาพลักษณ์ไม่โกงกินเข้ามา แต่ความวุ่นวายก็ไม่จบสิ้น เพราะถึงไม่โกงกินแต่ก็เกี่ยวพันกับการก่อการร้ายสากล จึงเกิดกลุ่มต้านวุ่นวายไม่จบในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สอง-สามประเทศก็มี “สงฆ์นักบู๊” เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองและสังคม โดยมิพักต้องพะวงกับการใช้ความรุนแรง ที่น่าห่วงคือ มีเยาวชนติดตามและเชื่อว่านั่นคือหนทางที่ถูกต้อง แต่นั่นกลับทำให้ปัญหาต่างๆ ซับซ้อนและแก้ไขยากกว่าเดิม

ทางออกไม่ใช่การระแวงคนเคร่งศาสนาจนเกินไป หรือปล่อยไปตามกรรมทำนองไม่เชื่ออย่าลบหลู่ แต่ควรมีการส่งเสริมการใช้ศาสนาเป็นที่พึ่ง ในทางที่ทั้งไม่เบียดบังต่อผู้อื่นและต่อปัญญาตนเอง ลัทธิเพี้ยนๆ แสวงหาทรัพย์หรืออำนาจแบบผิดๆ ต้องกล้าจับกุม ขจัดความงมงายเหล่านี้ออกไป ส่งเสริมความรู้ในศาสนาเปรียบเทียบในเชิงสร้างสรรค์ รู้จักให้รักษาความอดกลั้นต่อ “ผู้เห็นต่าง” ไม่ว่าจะเป็นทางโลกหรือทางธรรม และยกย่องเชิดชูคนทำดีตามสมควร บางทีการเคร่งศาสนาในเชิงบวก อาจเป็นยารักษาอาการป่วยทางสังคมที่อยากจะเกลียดชัง หรือทำร้ายคนคิดต่างก็ได้ครับ

เลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

Published เมษายน 17, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140414/182836.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 14 เมษายน 2557

เลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก

เลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook :Ruarob Joe Muangman

           เริ่มเดินเครื่องกันแล้ว สำหรับมหกรรมเลือกตั้งที่ใหญ่ที่สุดในโลก คือ การเลือกตั้ง ส.ส.ของอินเดียที่จะมี 543 ที่นั่ง พร้อมตำแหน่งผู้บริหารประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นเดิมพัน งานนี้ว่ากันว่าแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลคือคองเกรสแห่งอินเดีย ที่ชู ราหุล คานธี สายเลือดแห่งตระกูลนักการเมืองอันดับหนึ่งของประเทศ ลูกชายราจีฟ คานธี น่าจะพ่ายแพ้แก่แกนนำพรรคฝ่ายค้านคือพรรคบีเจพี และ นเรนทรา โมดิ หัวหน้าพรรคซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแคว้นคุชราตอยู่ด้วย คงได้เป็นนายกรัฐมนตรีของรัฐบาลกลางอินเดียต่อไปแต่ต้องรอผลประกาศ 16 พฤษภาคม

ได้มีโอกาสคุยกับท่าน วี.เอส.สมพัท ประธาน กกต.อินเดีย ซึ่งไม่ได้เป็นญาติอะไรกับคุณสมชัย เมืองไทย รับรู้ได้เลยถึงความตื่นเต้นและภูมิใจของท่านในการที่จะจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ให้ลุล่วงด้วยดี ตั้งแต่มีรัฐธรรมนูญฉบับแรกและฉบับเดียวเมื่อปี 1950 อินเดียจัดการเลือกตั้งทั่วไป หรือโลกสภา มาแล้ว 15 ครั้ง โดยตามกฎหมายต้องเลือก ส.ส.ทุกๆ 5 ปี ไม่เคยเลือกตั้งไม่สำเร็จ แม้จะเคยมีเรื่องวุ่นวายอยากแยกแผ่นดินที่ปัญจาปสมัยยุคยายของราหุล หรือช่วงกบฏคอมมิวนิสต์แรงๆ ในหลายรัฐเมื่อตั้งห้าปีก่อน ก็ไม่เคยพลาด กกต.อินเดีย พยายามทุกทางที่จะเปิดคูหาและขนส่งหีบบัตรมานับกันให้ได้โดยไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ ท่านสมพัทคุยว่าบางแห่งต้องลุยหิมะถึง 45 กม. ไปเอาผลจากคูหาที่มีโหวตแค่ 37 คนมาให้ได้ การขนส่งนั้นใช้ทั้งช้าง อูฐ เรือ จักรยาน เฮลิคอปเตอร์ รถไฟ

ปีนี้คนที่มีสิทธิเลือกตั้งสูงกว่าปีก่อนถึงร้อยล้านคน ทั้งประเทศอยู่ที่ 814 ล้านคนจากประชากรพันสองร้อยล้าน มีกฎหมายมากมายเพื่อให้จัดการเลือกตั้งอย่างยุติธรรม เช่น ห้ามสร้างความเกลียดชังระหว่างกลุ่มชน ห้ามโหนสถาบันหรือศาสนาใดๆ มาหาเสียง ใครแทรกแซงการเลือกตั้งจะโดนลงโทษ ข้าราชการที่โดนร้องเรียนจะโดนย้าย เรื่องนี้ทำเอาเพื่อนผมที่กำลังเรียน วปอ.อยู่ด้วยกันดีๆ ส้มหล่นได้เลื่อนจากรองผู้ว่าฯ ไปเป็นผู้ว่าฯ แคว้นสิกขิม เพื่อจัดการเลือกตั้งโดยเฉพาะ

การส่งเสริมการเลือกตั้งเป็นไปอย่างแข็งแรง เช่น สงวนที่นั่งให้ชนกลุ่มน้อย มีหลากหลายภาษาในคูหา มีการแยกคิวหญิง คนพิการ และอื่นๆ มีการใช้เทคโนโลยีเข้าช่วย เช่นอิเล็กทรอนิกส์โหวตในบางรัฐ แต่เทคนิคดั้งเดิมคือใช้หมึกที่ลบไม่ออกจนกว่าจะหนึ่งเดือนผ่านไปแต้มที่หัวแม่มือคนไปเลือกตั้งเพื่อป้องกันการเวียนเทียนก็ยังใช้อยู่ หมึกนี้แขกเคยเสนอขายให้ไทยเมื่อยี่สิบปีก่อน แต่ไทยไม่สนใจใช้ คงคิดว่าตลก มือเลอะ แต่มันได้ผลดีจริงๆ

ก่อนเลือกตั้ง กกต.จะเดินทางไปรับฟังเสียงผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย ปรึกษาเรื่องการจัดการต่างๆ และตั้งกติกามารยาทให้พรรคการเมือง ให้ทุกฝ่ายได้มีโอกาสหาเสียงอย่างเท่าเทียม คนคุมคูหาก็มาจากหลายฝ่าย กระนั้นก็ตาม ยังมีเรื่องอีกมากที่ต้องปวดหัวโดยเฉพาะการรณรงค์หาเสียงโดยใช้เงินผิดกฎหมาย แต่เท่าที่สังเกตการณ์การเลือกตั้งวันแรกๆ อย่างเช่น นิวเดลีวันที่ 10 เมษายน ก็เรียบร้อยดี เจอใครก็บอกแต่ไปเลือกตั้งมาแล้ว หรืออยากไปเลือกตั้ง มีความสุขที่ได้ใช้สิทธิของตนเอง ยิ่งมีเลือกตั้งอย่างต่อเนื่อง ประเทศจะยิ่งได้คนดีเข้ามาบริหารประเทศ

อย่าประมาทในทุกสิ่ง

Published เมษายน 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140407/182464.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 7 เมษายน 2557

 

อย่าประมาทในทุกสิ่ง

อย่าประมาทในทุกสิ่ง : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบเมืองมั่น Facebook :Ruarob Joe Muangman

 

               คนไทยเป็นคนที่ติดจะประมาทอยู่มากไม่ว่าจะทำการสิ่งใด แม้จะมีความฉลาดและวางแผนดี แต่เมื่อลงมือปฏิบัติมักละเลย โดยเฉพาะการควบคุมผู้ใต้บังคับ ลักษณะเช่นนี้ อาจเกี่ยวข้องกับ “ความเป็นไทยๆ” ที่อยู่ง่ายๆ ทำตัวตามสบาย ชิลๆ อาจเป็นผลพวงมาจากสภาพแวดล้อมโดยรวมที่มีภัยคุกคามน้อย ยิ่งในชีวิตจริงคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับภัยโดยตรงก็ไม่ใส่ใจในภัยนั้นว่าสักวันจะเกิดขึ้นกับตนเอง นี่เป็นที่ตามมาของคำว่า ทำอะไรตามใจคือไทยแท้ จนต้องแก้ด้วย วัวหายแล้วค่อยล้อมคอก ในที่สุด

กรณีประมาทจนเกิดเรื่องไม่น่าเกิดซึ่งลงเอยด้วยความเศร้า ทั้งๆ ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นนั้นมีอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เช่น เรื่องล่าสุด อยู่ๆ ก็เอาระเบิดเครื่องบินมาตัดเล่นหวังเอาเหล็กมาทำกำไร ผลคือบึ้มร่างแหลกเหลว บ้านเรือนเสียหลายเป็นร้อยหลังคาเรือน การทำเช่นนี้เป็นที่น่าสงสัยอย่างยิ่งว่าความประมาทมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นความไม่รู้แม้แต่สัณฐานของสิ่งของว่านี่คือระเบิด ไปจนถึงการปล่อยปละละเลยให้ร้านของเก่าที่ลักลอบใช้ไฟฟ้าตัดเหล็กตั้งอยู่ในที่ชุมชนมานานนับสิบปี การเล่นกับภัยนี้อยู่ทุกเมื่อเชื่อวันโดยไม่รู้ ก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้คนงานต่างชาติแล่ปลาปักเป้าเองส่งขายร้านหมูกระทะโดยใช้ชื่อว่าปลาไก่ หรือปล่อยให้รถบรรทุกน้ำหนักเกินสภาพไม่ดีแล่นอยู่ทั่วไป อาจเกิดเหตุน่าสลดได้สมอ จนมีคนบอกว่าถ้าประเทศอื่นจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็พอสร้างได้ โอกาสซวยแบบที่ญี่ปุ่นมีน้อยมาก แต่ถ้าสร้างที่ประเทศไทย สักวันต้องเกิดเหตุร้ายแน่ เพราะคนไทยประมาท

การเมืองเวลานี้ก็เช่นกันคนไทยจำนวนหนึ่งก็ประมาทมาก การแสดงความคิดเห็นทางการเมืองอย่างสุดโต่งในที่สาธารณะนั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นประจำแล้วของยุคสมัยที่ใครๆ ก็เป็นสื่อได้ ประกาศความคิดให้โลกรู้ผ่านโซเชียลมีเดียได้ตลอดเวลา ในแง่บวกนั้นก็มีมาก แต่แง่ลบก็คือพวกเขาไม่ตระหนักว่ากำลังเปิดแนวรบใหม่ให้ใกล้ชิดกับภัยมากขึ้น หากปราศจากการจัดการโดยไม่ประมาทแล้ว พวกเขาก็อาจเจอภัยทั้งที่ไม่จำเป็นต้องเจอเลย เช่น หลายคนที่ปากกล้าเจอพิษกฎหมายมาตราต่างๆ นานา หรือเสียเพื่อนเสียงานเสียรายได้ เพราะคนฝั่งตรงข้ามไม่พอใจ

ยังมีอีกเรื่องที่น่าเป็นห่วงเหมือนระเบิดลูกใหญ่ที่เรากำลังใช้โทสะเป็นเครื่องมือตัดเหล็กนั้นให้มันแตกออก โดยไม่คิดว่าเมื่อมันแตกออกแล้วจะกลายเป็นแรงบึ้มมหาศาล ผลาญชีวิตทรัพย์สินของเราและลูกเมียสิ้น นั่นคือการเร่งเร้าความเกลียดชังเข้าใส่ฝ่ายตรงข้ามทั้งทางวาจาและพฤติกรรม การกระทำแบบนี้ก็เป็นความประมาทแบบหนึ่ง แบบที่นึกไม่ถึงว่าถ้าเกิดคนเขาอัดกลับบ้างจะเกิดอะไรขึ้น เหมือนเด็กแกล้งเพื่อนที่ตัวเล็กกว่าทีละเล็กละน้อย โดยไม่ใส่ใจเลยว่าเพื่อนจะคับแค้นจนอาจที่วันใดวันหนึ่งชกกลับโป้งเดียวจอด หรือกลับบ้านไปลากเอาปืนมายิงดับทั้งโรงเรียนแบบมัธยมโคลัมไบน์ หากเหตุเกิดขึ้นแล้วจะมามัวควานหาว่าใครผิดหรือสร้างมาตรการอันใดมาล้อมคอกก็ช้าไปแล้ว

อย่าประมาทกันนะครับลดดีกรีทำร้ายจิตใจกันเถอะ อย่าคิดว่าไม่เป็นไรหรอกหรือฝ่ายตรงข้ามสิต้องพ่ายแพ้ ฉันยอมสละได้ทุกอย่าง เพราะหากความรุนแรงคุมไม่อยู่ แม้แต่ผมเองก็อาจปกป้องคนที่ผมรักไม่ได้

ชายไทยทุกคนต้องเป็นทหารขอย้ำทุกคน

Published เมษายน 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140331/182037.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม 2557

 

ชายไทยทุกคนต้องเป็นทหารขอย้ำทุกคน

ชายไทยทุกคนต้องเป็นทหาร ขอย้ำทุกคน : มองมุมยุทธศาสตร์ โดยเรือรบ เมืองมั่น Facebook :Ruarob Joe Muangman

 

            ฤดูเกณฑ์ทหารมาถึงอีกแล้ว พร้อมกับกระแสเดิมๆ ที่ไม่เป็นคุณต่อการทำหน้าที่ลูกผู้ชายรับใช้ชาติ ก็การวิ่งเต้นหนีทหารนั่นแหละครับ ด้วยวิธีการสารพัด ตั้งแต่การพยายามทำความรู้จักกับเจ้าหน้าที่ ไปยันการหลอกโกงเงินพ่อแม่เด็กแบบจับเสือมือเปล่า ทั้งที่สัดส่วนของการรับผู้สมัครใจเข้าเป็นทหารก็มากอยู่แล้ว ผู้จบปริญญาตรีมากขึ้นในยุคปัจจุบันก็ทำให้เวลาการเป็นพลทหารลดลง และรายได้ก็ไม่เลวนักในยุคเศรษฐกิจไมค่อยดีแบบนี้ ก็ยังมีคนไม่อยากเป็นทหารเกณฑ์ ถึงขนาดทำทุกท่าเพื่อเลี่ยงหลบกันอยู่ หรือว่าเราจะต้องปฏิรูปการเกณฑ์ทหาร

เราจะไม่พูดถึงปัญหาความกลัวของพ่อแม่ว่าลูกอาจต้องไปรบ ด้วยว่าศึกใต้และสถานการณ์การเมืองในประเทศนั้นมีอยู่จริง ที่ไม่พูด เพราะไร้ประโยชน์ เป็นทหารต้องเสี่ยงชีวิตอยู่แล้ว เราจะไม่พูดถึงความอยุติธรรมหรือละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรมกอง เพราะผู้บังคับบัญชาไม่เคยเห็นด้วยกับเรื่องต่ำทรามเช่นนี้อยู่แล้ว ถ้ามีที่ไหนต้องขจัดให้สิ้น ลงโทษให้เด็ดขาด ที่เราสนใจคือ ประเทศไทยนี้จำเป็นต้องคงการเกณฑ์ทหารเอาไว้หรือไม่ และถ้าจำเป็น เราจะจัดการกันแบบใดดี

มีคนจำนวนมากอ้างว่า ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเกณฑ์ทหารอีกต่อไปแล้ว จะมัวจำกัดปัญญาอยู่แต่หลักการโบราณล้าสมัยว่าชายไทยทุกคนต้องเป็นทหารไปทำไม ในเมื่อสถานการณ์ปัจจุบันนั้นแทบจะไม่มีศึกใหญ่ให้ต้องระดมทหาร สถานการณ์ใต้ที่ว่ายุ่งนั้น ทหารก็กำลังถอนตัวให้ตำรวจรับผิดชอบมากขึ้น อีกทั้งมีคนสมัครอยากเป็นทหารมากมายอยู่แล้ว พวกนี้รักชาติด้วยฉันทะน่าจะมอบประโยชน์แก่ชาติได้มากกว่าคนที่ถูกบังคับให้เป็นทหาร นี่ยังไม่รวมถึงข้อสังเกตที่ว่าแทบจะหาลูกผู้ดีมาเป็นพลทหารไม่ได้ แน่ใจเหรอว่าเรียน ร.ด.กันจนหมด จึงไม่เคยต้องได้ใบแดงเหมือนลูกตาสียายสา ชาติเจริญแล้วอย่างสหรัฐยังมีแต่ทหารอาสา

การเกณฑ์ทหารเป็นการบังคับจริงครับ แต่ไม่ถึงกับถือว่าเป็นเผด็จการ ไม่เคารพหลักสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้เพราะอีกขาหนึ่งของประชาธิปไตยคือหน้าที่ต่อสังคม หากปราศเสียซึ่งหน้าที่ต่อสังคม สิทธิก็อาจถูกนำไปใช้ในทางลดทอนโอกาสและประโยชน์สังคมโดยรวมได้ ในสังคมที่ไม่เท่าเทียมกัน การเกณฑ์ให้ทุกคนต้องเคยเป็นทหารสักช่วงหนึ่งของชีวิตนั้นจะเป็นการสร้างสำนึกให้ปัจเจกชนให้โพ้นออกจากการใสใจเฉพาะตนเองหรือคนรอบข้าง แต่เป็นร่วมใส่ใจในชาติ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราต้องเสียสละให้ได้ตราบใดที่ยังมีรัฐชาติอยู่ ยิ่งไปกว่านั้นคือการสร้างการเรียนรู้ร่วมกันว่า ทุกคนก็เคยผ่านประสบการณ์ฝึกแบบเดียวกันก่อนที่จะแยกย้ายออกไปทำอาชีพแตกต่างกัน ความรักความเข้าใจในคนไทยด้วยกันที่ผ่านการปลูกฝังทางทหาร น่าจะเป็นการขัดเกลาที่มีผลไปตลอดชีวิต แม้ในวันที่พวกเขาจะอยู่นอกเครื่องแบบ ความรักในกองทัพและประเทศชาติ ตลอดจนความเข้าใจเพื่อนร่วมชาติและจิตสามัคคีจะทำให้ความร่วมมือระหว่างพลเรือนกับกองทัพแนบแน่น ไม่ใช่ไปกันคนละทางหรือไม่แคร์กัน

การอยู่ในกองทัพฐานะพลทหารหกเดือนถึงสองปีนั้น อาจไม่เอื้อต่อการอยากเป็นทหาร เป็นไปได้ไหมที่จะลดระยะเวลาให้เหลือเพียงการฝึกสิบเอ็ดสัปดาห์ แต่ทุกคนต้องเป็น เพราะทุกคนต้องได้รับการสร้างสำนึกรับผิดชอบความมั่นคงของชาติ คนทุพพลภาพไม่มากนักอย่างน้อยต้องเข้าช่วยทำหน้าที่ในกรมกองในห้วงเวลาเดียวกันนั้น การผ่อนผันต้องถูกติดตามอย่างเข้มงวด การผ่านหลักสูตรหรือทำงานช่วยกองทัพจะถูกบันทึกประวัติหรืออยู่ในบัตรประชาชนให้ตรวจสอบตลอดเวลา หากทำได้เช่นนี้ ชายไทยแม้แต่คนที่แย่ที่สุดก็จะตระหนักว่า ตนเองเป็นคนมีค่าของสังคม และจะพยายามทำเช่นนั้นตลอดไป ประเทศชาติจะไม่ดีขึ้นไปได้อย่างไร

%d bloggers like this: