มนุษย์สองหน้า

All posts tagged มนุษย์สองหน้า

‘ผู้บริสุทธิ์’ในมวลมหาปฏิวัติ

Published มกราคม 31, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140116/176922.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2557

‘ผู้บริสุทธิ์’ในมวลมหาปฏิวัติ

‘ผู้บริสุทธิ์’ในมวลมหาปฏิวัติ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

            สัปดาห์ที่แล้ว เขียนถึงวรรณกรรมคลาสสิก “เหยื่ออธรรม” แล้วก็นึกถึงข่าว “พ่อเฒ่าแม่เฒ่า” ชาวอีสานถูกดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกและลักลอบตัดไม้ในพื้นที่เขตป่าสงวนแห่งชาติ เพียงแค่พวกเขาเข้าไปเก็บเห็ด หาหน่อไม้

50 ปีที่แล้ว คนอีสานจำนวนไม่น้อยตกอยู่ในสภาพ “ถูกกระทำ” จากอำนาจรัฐทำนองนี้ จึงทำให้ชาวนาจนๆ เลือกหนทางการต่อสู้ด้วยอาวุธ ด้วยหวังที่จะเห็นการสร้างสังคมไทยใหม่ ที่เสมอภาค และเป็นธรรม

ก่อนเขียนต้นฉบับสัปดาห์นี้ มิตรน้ำหมึกได้โค้ดคำพูดของตัวละครเอกในบทละครเรื่อง “ผู้บริสุทธิ์” (The Justice) ของ อัลแบร์ กามู ลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว พออ่านแล้วก็เลยอยากพูดถึงบทละครสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสังคม โดยนักปฏิวัติหนุ่มสาว ซึ่งเนื้อเรื่องวางอยู่บนการปฏิวัติในประเทศรัสเซีย

“กว่าเราจะรู้ว่าแกหรือฉันที่เป็นฝ่ายถูก เราอาจจะต้องเสียสละกันถึงสามชั่วคน ทำสงครามหลายครั้งหลายหน รวมทั้งปฏิวัติกันอย่างรุนแรง และเมื่อฝนเลือดแห้งกรังแผ่นดิน เมื่อนั้นทั้งแกและฉันต่างก็ป่นปนผงคลีดินไปนมนานแล้ว”

บางถ้อยคำของ “กาเลียเยฟ” ในบทละครผู้บริสุทธิ์ อาจคล้ายความคิดของคนหนุ่มสาวแห่งสยามประเทศ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ซึ่งในปัจจุบัน ต่างห้ำหั่นกันทางความคิดในหน้าเฟซบุ๊ก

“ฉันจะไม่ยอมไปตบหน้าเพื่อนร่วมโลกของฉัน เพื่อนครอันห่างไกลในอนาคต ซึ่งฉันยังไม่สามารถแน่ใจอะไรได้ ฉันจะไม่ยอมสร้างเสริมเพิ่มความอยุติธรรมขึ้นมาอีกเพื่อความยุติธรรมที่ตายไปแล้ว”

มันเป็นบางตอนของข้อถกเถียงในหมู่นักปฏิวัติหนุ่ม โดยผู้ที่คิดเหมือนประโยคข้างต้น ก็มักจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นพวกจิตใจโลเล และติดยึดลัทธิโลกสวยของนายทุนน้อย

จำได้ว่า ตอนที่ผมพ่ายศึกกลับมาจากสมรภูมิป่าเขา ได้นั่งอ่านผลงานของ อัลแบร์ กามู ทั้งเรื่อง “มนุษย์สองหน้า” และ “ผู้บริสุทธิ์” และยอมรับว่า กามูได้เปิดเปลือยธาตุแท้ของมนุษย์ แบบว่ามองคนเป็นคน ไม่ใช่ประเภทวีรชนดาวแดงที่โลดแล่นอยู่ในหนังสือปกแดงเมื่อ พ.ศ.โน้น

อัลแบร์ กามู เป็นนักเขียนและนักปรัชญาฝรั่งเศส และเป็นหนึ่งในผู้นำปรัชญา Existentialism โดยบิดาเป็นกรรมกรไร่องุ่นของครอบครัวชาวฝรั่งเศสที่มาตั้งถิ่นฐานที่เมืองแอลจีเรีย ตั้งแต่ปี 1871 กามูจบการศึกษาระดับมัธยมที่แอลเจียร์ในฐานะนักเรียนทุน และได้ทุนเรียนต่อที่มหาวิทยาลัยแอลเจียร์เช่นกัน

เพื่อนบางคนบอกว่า อย่าไปอ่านงานของกามู เพราะมันจะจ่อมจมอยู่กับตัวเอง สิ้นไฟฝันและความมุ่งมั่นต่อสู้เพื่อส่วนรวม ซึ่งในวันนี้ เพื่อนวัยเกินกลางคนที่ฮึกห้าวยิ่งกว่า 40 ปีก่อน ก็ออกปากชักชวนให้ผมไปร่วมการต่อสู้ครั้งสุดท้าย

กล่าวสำหรับผมแล้ว ไม่ตำหนิใคร เพื่อนคนไหนเลือกที่จะปกป้องประชาธิปไตย ก็ว่ากันไป เพื่อนคนไหนเลือกที่จะแสวงหาการปฏิรูปประเทศ ก็ว่ากันไป แต่ขอให้ฟังกันบ้าง ดั่งคำภาษิตจีน “ฟังความทุกฝ่าย หูตาสว่าง ฟังความข้างเดียวมืดแปดด้าน”

สำหรับตัวผมเองยอมรับตรงๆ ว่า ในวัยเยี่ยงนี้การต่อสู้เพื่อครอบครัวเป็นอันดับแรก แต่ไม่ทิ้งเรื่องส่วนรวม เมื่อหลายปีก่อน เพื่อนนักเขียนคนหนึ่งได้อ้างคำพูดของตัวละครในเรื่อง “มนุษย์สองหน้า” ที่พูดว่า “เอาละ เมื่อเราทุกคนต่างมีความผิดด้วยกันทั้งนั้นแล้ว นั่นแหละคือประชาธิปไตย”

อันหมายถึงการยอมรับในวิจารณ์และวิจารณ์ตนเอง ซึ่งผู้คนสมัยนี้ มักไม่ยอมรับฟังคำวิจารณ์จากผู้อื่น และไม่ต้องพูดถึงการวิจารณ์ตัวเอง

อย่างเช่นนี้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เสกสรรค์ ประเสริฐกุล ออกมาแสดงความเห็นต่อสถานการณ์ปัจจุบันว่า

“ผมคิดว่าในเวลาสังคมไทยของเรากำลังเดินอยู่บนปากปล่องภูเขาไฟ เราควรจะต้องมีสติ ไม่อนุญาตให้ตัวเองพลัดตกลงไปในหล่มหลุมที่มิอาจกลับคืนมาได้ สิ่งที่เราต้องฝากความหวังไว้เพียงอย่างเดียวคือ สติและปัญญา ในเวลานี้สภาพของบ้านเมืองเหมือนกับว่ากลไกของรัฐไปกันคนละทิศละทาง ประชาชนทั่วๆ ไปรู้สึกว้าเหว่เหมือนไม่มีคนคุ้มครอง ซึ่งถ้าเลยขั้นนั้นไป ถึงขั้นประชาชนจะต้องป้องกันตัวเอง มันก็จะเป็นเรื่องน่ากลัว ผมคิดว่าสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องมีอย่างยิ่งคือสติและปัญญาที่จะถอยห่างออกจากสถานการณ์อันตรายเหล่านี้…”

น่าเสียดายที่คำพูดนี้ ถูกตีความไปในทางการเมืองเลือกข้าง และพิพากษาผู้แสดงทัศนะข้างต้นไปเป็นที่เรียบร้อย จึงทำให้นึกถึงคำพูดของตัวละครในเรื่องผู้บริสุทธิ์

“กว่าเราจะรู้ว่าแกหรือฉันที่เป็นฝ่ายถูก เราอาจจะต้องเสียสละกันถึงสามชั่วคน ทำสงครามหลายครั้งหลายหน”

‘เหยื่ออธรรม’กับปฏิวัติมวลมหาประชาชน

Published มกราคม 31, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140109/176442.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 9 มกราคม 2557

‘เหยื่ออธรรม’กับปฏิวัติมวลมหาประชาชน

‘เหยื่ออธรรม’กับปฏิวัติมวลมหาประชาชน : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

             ในที่สุด ยุทธการปิดกรุงเทพฯ ของลุงกำนัน ก็ถูกโยงไปหาวรรณกรรมชิ้นเอกของโลก “เหยื่ออธรรม” (Les Mis?rables) บทประพันธ์ของ วิคเตอร์ อูโก (Victor Hugo) ซึ่งมีการนำไปดัดแปลงทำเป็นละครเวทีไม่ทราบว่ากี่ครั้ง และเป็นหนังใหญ่ ที่เข้าฉายในเมืองไทยเมื่อไม่นานมานี้

เรื่องวรรณกรรม Les Mis?rables มาเกี่ยวข้องกับลุงกำนัน เมื่อ กรณ์ จาติกวณิช ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Korn Chatikavanij โดยเปรียบการต่อสู้ของ กปปส. กับการลุกฮือขึ้นสู้ของ “กลุ่มนิยมสาธารณรัฐ” ที่ปรากฏในบทหนึ่งของเรื่อง Les Mis?rables

“Barricade (ด่านกั้น) ในการกบฏในเมืองปารีสเมื่อปี ค.ศ.1832 ประชาชนชาวปารีสกลุ่มหนึ่งได้ลุกขึ้นมาปิดเมืองด้วยการก่อ ‘barricade’ หรือ ‘ด่านกั้น’ ตามแยกถนนทั่วเมือง สุดท้ายก็พ่ายแพ้กำลังอาวุธของฝ่ายเจ้าหน้าที่ เพราะไม่สามารถปลุกมวลชนชาวปารีสให้ลุกขึ้นมาได้ในจำนวนที่เพียงพอ จากความพ่ายแพ้นี้ จึงทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปอีกเป็นสิบปี”

“การกบฏครั้งนี้เป็นที่มาของหนังสือเรื่อง Les Mis?rables โดย Victor Hugo ซึ่งเป็นผู้อยู่ในเหตุการณ์ และได้มีการดัดแปลงหนังสือเป็นละครและหนังภาพยนตร์

“สำหรับผู้ที่กลัวว่าฝรั่งจะไม่เข้าใจแนวการต่อสู้ของ กปปส.กรณี ‘shutdown bangkok’ ก็ให้เขาไปดูหนังยอดฮิตเรื่องที่ว่าแล้วกันครับ เขาเองต่อสู้กันมาอย่างนี้ กว่าจะได้เป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง”

อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ อ้างอิงถึง “เหยื่ออธรรม” ในภาคที่ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ ต้องขอบอกว่า เป็นเพียงไม่กี่หน้าของวรรณกรรมอมตะ และเป็น “กระพี้” ไม่ใช่แก่นของนิยายเหยื่ออธรรม

ในข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การปฏิวัติฝรั่งเศส ตามที่ Victor Hugo นำเหตุการณ์มาเป็นฉากหนึ่งของเหยื่ออธรรมภาคที่ 4 คือ 5-6 มิถุนายน ค.ศ.1832 ฝ่ายต้องการสาธารณรัฐ ได้ใช้โอกาสที่ประชาชนไปชุมนุมกันในพิธีฝังศพของนายพลทหารฝ่ายประชาชน ปลุกระดมให้คนต่อต้านรัฐบาลของฝ่ายนิยมกษัตริย์ แต่ถูกปราบปรามลง

การลุกฮือขึ้นสู้ของประชาชน หรือการก่อกบฏในประวัติศาสตร์ฝรั่งเศส ดำเนินการต่อเนื่องหลายครั้ง นับแต่การปฏิวัติของมวลมหาประชาชน ค.ศ.1789 อันถือเป็น “ขนบปฏิวัติฝรั่งเศส”

แต่หลังการปฏิวัติ ค.ศ.1830 ศูนย์อำนาจในสังคมฝรั่งเศส เปลี่ยนจาก “ขุนนางศักดินา” ไปเป็น “ชนชั้นกลางที่มั่งคั่ง” และเปลี่ยนจาก “เทวสิทธิ์ของกษัตริย์” เป็น “อธิปไตยของปวงชน” อันหมายถึงกษัตริย์อยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และกษัตริย์มีแนวคิดเสรีนิยม ที่สอดคล้องกับกระฎุมพีระดับบน

วรรณกรรม Les Mis?rables (ออกเสียงว่า เลส์ มี-เซ-ราบลส์) ตีพิมพ์เป็นครั้งแรก และวางจำหน่ายพร้อมกันในฝรั่งเศสและเบลเยียมเมื่อปี ค.ศ.1862

ผู้เขียนเหยื่ออธรรม Victor Hugo ได้สะท้อนภาพสังคมฝรั่งเศสว่า “การปฏิวัติฝรั่งเศส” และ “สาธารณรัฐ” ยังไม่สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพเลวร้ายต่างๆ ที่ทรมานชาวฝรั่งเศสจำนวนมากให้ต้องทนทุกข์อยู่ในความมืดมนยากแค้น

ชื่อหนังสือ Les Mis?rables เป็นคำที่หมายรวมคนทั้งหมดที่สังคมไม่ยอมรับ ตั้งแต่ยาจก คนจน คนร้าย โจร ขโมย โสเภณี เด็กถูกทอดทิ้ง ไปจนถึงคนที่ประท้วงสังคม ต่อต้านรัฐบาล และนักปฏิวัติ

ฝรั่งเศสยุคหลังการปฏิวัติมวลมหาประชาชน ค.ศ.1789 ช่องว่างระหว่าง “คนมี” กับ “คนยากไร้” นั้น ถ่างกว้างมาก มีปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ ทำให้คนชั้นกลางยากจนลงจนกระทั่งสิ้นไร้ไม้ตอก

ในยุคที่ฝรั่งเศสยังไม่มีระบบสวัสดิการทางสังคม ไม่มีการประกันการว่างงาน สถานที่ที่อยู่ใกล้ถนนสำหรับคนไร้บ้านที่สุดก็คือ “คุก”

วรรณกรรมเรื่องเหยื่ออธรรม มีด้วยกัน 5 ภาค แต่เนื้อหาโดยย่อคือ ฌอง วัลฌอง ตัวละครเอกของเรื่องเป็นชาวนายากจน ต้องเลี้ยงดูหลานซึ่งเป็นลูกของพี่สาวเจ็ดคน ในปีที่อากาศหนาวจัด ฌอง วัลฌอง ไม่มีงานทำ ไม่มีเงินซื้ออาหาร เขาทุบกระจกร้านขนมปังและหยิบขนมปังไปหนึ่งก้อน จึงถูกจับ และติดคุกสำหรับนักโทษอุกฉกรรจ์ถึง 19 ปี ฌอง วัลฌอง พยายามแหกคุกหลายครั้ง เพราะไม่ยอมรับโทษทัณฑ์ ซึ่งเขารู้สึกว่า ไม่ให้ความเป็นธรรมแก่เขา

พูดง่ายๆ ไม่ว่าการปฏิวัติ ณ ที่แห่งใดในโลกนี้ ก็เป็นเพียงการเปลี่ยนถ่าย “อำนาจ” จากกลุ่มชนชั้นนำฝ่ายหนึ่งไปอยู่ในมืออีกฝ่ายหนึ่ง

มวลมหาประชาชนผู้ยากไร้ ก็คือเหยื่ออธรรม ไม่มีวันที่สิ้นสุด!

ประเทศแห่ง’การปฏิรูปประเทศ’

Published มกราคม 31, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140102/176037.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 2 มกราคม 2557

ประเทศแห่ง’การปฏิรูปประเทศ’

ประเทศแห่ง’การปฏิรูปประเทศ’ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

               เริ่มต้นศักราชใหม่ ในความขัดแย้งอันยืดยาวมาตั้งแต่ปลาย พ.ศ.ที่แล้ว และกระทั่งวันนี้ ก็ยังไม่มีใครทราบว่ามันจะจบลงอย่างไร?

ข้อเรียกร้องของ “กำนันสุเทพ” และมวลมหาประชาชนคือ ต้องปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง จึงทำให้วาทกรรม “ปฏิรูป” กลับมาสู่เวทีการถกเถียงระดับประเทศอีกครั้งหนึ่ง

หากพิจารณาเกี่ยวกับ “หลักคิด” ในการเรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศของฝ่ายกำนันสุเทพ ก็จะดูจะคลับคล้ายคลับคลาหลักการสำคัญใน “แผนพัฒนาประชาธิปไตย 12 ปี” ของ ธานินทร์ กรัยวิเชียร อดีตนายกรัฐมนตรี

หลักการที่ว่านั้น เช่น “ดำเนินงานทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามวิถีทางของระบอบประชาธิปไตย”, “สร้างรากฐานประชาธิปไตย โดยส่งเสริมคนดี”, “ทุกคนในคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดินซึ่งเป็นฝ่ายทหารต้องมีอุดมการณ์แน่วแน่ กระทำการเพื่อความอยู่รอดของชาติและความผาสุกของประชาชน ไม่ปรารถนาสิ่งตอบแทนเป็นการส่วนตัว” ฯลฯ

โมเดลปฏิรูปประเทศ 12 ปีของอาจารย์ธานินทร์ เริ่มจากทหารยึดอำนาจ แล้วแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ที่มาจากพลเรือน และเป็นคนที่เลื่อมใสต่อระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งอาจารย์ธานินทร์ ก็รับตำแหน่งนายกฯ ตามคำเชิญของคณะนายทหาร

อาจารย์ธานินทร์ตั้ง “สภาปฏิรูป” จากบุคคลสาขาอาชีพต่างๆ และรัฐบาลชั่วคราว โดยสภาปฏิรูปจะอยู่ในตำแหน่ง 4 ปี จึงให้มีการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎร นี่เป็นโครงการแรก

แผนพัฒนาประชาธิปไตยโครงการ 2 ยังให้มี “วุฒิสภา” ที่มาจากการแต่งตั้งและมีอำนาจเท่ากันดำรงอยู่อีกอย่างน้อย 4 ปี และขยายอำนาจของ “สภาผู้แทนราษฎร” ให้มากขึ้นและลดอำนาจของวุฒิสภาลงเท่าที่จะทำได้ ในห้วงเวลา 4 ปีสุดท้ายของแผนพัฒนาประชาธิปไตยให้สมบูรณ์ 12 ปี

แต่แผนปฏิรูปของกำนันสุเทพ ขอเวลาแค่ 1-2 ปี จัดการให้มีสภาประชาชน และเลือก “คนดี” มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งสภาประชาชนจะทำหน้าที่เป็นสภานิติบัญญัติ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ก่อนที่จะมีการเลือกตั้งทั่วไป

อย่างไรก็ตาม แผนพัฒนาประชาธิปไตยของอาจารย์ธานินทร์ ไปไม่ถึงปลายฝัน เมื่อคณะทหารยึดอำนาจอีกครั้ง เพราะเล็งเห็นว่า แผนแม่บทของอาจารย์ธานินทร์ ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์การเมืองในเวลานั้น

ล่วงมาถึงปี 2538 บรรหาร ศิลปอาชา นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น จึงรับธงปฏิรูปการเมืองของ นพ.ประเวศ วะสี มาทำต่อ จนมีการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่คือ “รัฐธรรมนูญ 2540” ที่บรรดานักเลือกตั้งกล้ำกลืนฝืนทนยกมือให้ผ่านสภา ท่ามกลางเสียงไชโยโห่ร้องของคนชั้นกลาง หรือ “ขบวนการธงเขียว”

ไม่น่าเชื่อ 19 กันยายน 2549 คณะรัฐประหารจะฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลและมีการแต่งตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้ง จนได้ “รัฐธรรมนูญ 2550” อีกหนึ่งฉบับที่ผ่านการลงประชามติของคนทั้งประเทศ

แม้มีการเลือกตั้งทั่วไปในปี 2551 แต่ความวุ่นวายก็ไม่จบสิ้น จนเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองหลายครั้ง และในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์ ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูป 2 ชุดคือ “คณะกรรมการปฏิรูป” (คปร.) มีอดีตนายกฯ อานันท์ เป็นประธาน และ “คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป” (คสป.) มี “หมอประเวศ” เป็นประธาน

เมื่อทำงานครบ 10 เดือน คณะกรรมการปฏิรูป ได้เสนอแนวทางการปฏิรูปคือ 1.จัดสรรทรัพยากรได้อย่างเต็มที่ และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย 2.ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด 3.บริหารเศรษฐกิจเจริญเติบโตต่อเนื่อง เกิดเสถียรภาพ 4.การกระจายการปันผลเศรษฐกิจให้เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรม และต้องมีการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ

ขณะที่คณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป ของหมอประเวศ ยื่นข้อเสนอให้ปฏิรูป 9 ข้อ และยังทำงานต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

เหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ไม่มีพรรคการเมืองไหนสนใจข้อเสนอเหล่านี้ ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่อินังขังขอบ กระทั่งเกิดการชุมนุมใหญ่ของมวลมหาประชาชน จึงมีการถกแถลงเรื่องการปฏิรูปประเทศไทยอีกครั้งในสังคมไทย

ปลายปีที่แล้ว รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็เสนอโมเดล “สภาปฏิรูปประเทศ” แบบปัจจุบันทันด่วน โดยให้มีตัวแทนสาขาอาชีพ 2,000 คน มาเลือกสมาชิกสภาปฏิรูป 499 คน

ตัวแทนสาขาอาชีพนั้น จะมีคณะกรรมการสรรหา 11 คน ประกอบด้วยภาคเอกชน ภาควิชาการ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) รวมทั้งกองทัพ โดยให้คนเหล่านี้มาวางกรอบตัวแทนสาขาอาชีพ

หลังจากได้สภาปฏิรูปประเทศ ก็จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยตามการเรียกร้องของทุกฝ่าย และสุดท้าย พรรคการเมืองต้องลงสัตยาบันว่า จะเดินหน้าปฏิรูปประเทศไม่บิดพลิ้ว

จากแผนพัฒนาประชาธิปไตยของอาจารย์ธานินทร์… 40 ปีผ่านไป ประเทศไทยยังวนอยู่กับความขัดแย้งเรื่อง “ปฏิรูปประเทศ” จึงสมควรได้รับการเรียกขานว่า ประเทศแห่งการปฏิรูปอันยืดเยื้อยาวนาน

ปชป.คว่ำบาตรเลือกตั้ง2495

Published ธันวาคม 31, 2013 by SoClaimon

http://www.komchadluek.net/detail/20131226/175629.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม 2556

ปชป.คว่ำบาตรเลือกตั้ง2495

ปชป.คว่ำบาตรเลือกตั้ง2495 : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

              เมื่อวันแถลงข่าวคว่ำบาตรการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557 ของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้อ้างถึงประวัติพรรค ประชาธิปัตย์ ที่เคยคว่ำบาตรการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2495 มาแล้ว

ครั้นมานั่งอ่านประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในยุค “ระบอบพิบูลสงคราม” ก็พบว่า การบอยคอตเลือกตั้ง พ.ศ.โน้น เกิดจากพรรค ปชป. ถูกยุบไปพร้อมรัฐธรรมนูญ 2492 เพราะการรัฐประหารเงียบของ “คณะปฏิวัติ 2490” นำโดย จอมพลผิน ชุณหะวัณ และจอมพล ป.พิบูลสงคราม

ก่อนหน้านั้น “ควง อภัยวงศ์” หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ต่อสู้กับรัฐบาลทหาร ที่ก่อการรัฐประหารเมื่อปี 2490 และสถาปนา “จอมพล ป.” เป็นนายกรัฐมนตรี

29 พฤศจิกายน 2494 “คณะปฏิวัติ 2490” ที่เรียกตัวเองว่า “คณะบริหารประเทศชั่วคราว” ได้กระทำการยึดอำนาจ อ้างเหตุผลเพื่อผดุงไว้ ซึ่งความมั่นคงของชาติจากภัยคอมมิวนิสต์ที่คุกคามอย่างรุนแรง

ก่อการรัฐประหารเงียบได้ฉีกรัฐธรรมนูญ 2492 และนำรัฐธรรมนูญ 2475 ที่ถือเป็นฉบับแรกของประเทศกลับมาแก้ไขใหม่

ควบคู่ไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ “จอมพล ป.” ได้จัดให้มีการเลือกตั้ง 26 กุมภาพันธ์ 2495 ซึ่งการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นไปภายใต้คำสั่งห้ามการชุมนุมทางการเมืองเกินกว่า 5 คน ของคณะบริหารประเทศชั่วคราว

ดังนั้น ผู้สมัคร ส.ส.แต่ละคน ต้องลงสมัครแข่งขันเลือกตั้งในนามของตนเอง ไม่ต้องสังกัดพรรค มันจะทำให้คณะทหารคุมเสียง ส.ส.ในสภาได้ง่ายขึ้น

มิหนำซ้ำ “จอมพล ป.” ยังให้มี “จำนวน” สมาชิกสภาประเภทที่ 2 (สภาแต่งตั้ง) เท่ากับสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งทางตรง

ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์นักข่าวสมัยนั้นว่า “ผมเห็นจะตัดสินใจไม่สมัครละ พอใจที่จะตายประชดป่าช้าดีกว่าที่จะเข้าไปในสภาครึ่งสภา ประชดประชาธิปไตย”

ควง อภัยวงศ์ หัวหน้าพรรค ปชป. ก็เห็นควรว่า ทางพรรคมิควรไปร่วมกับการเลือกตั้ง แต่เนื่องจากพรรคถูกยุบ จึงทำให้อดีต ส.ส.ปชป.หลายคน อ้างสิทธิส่วนบุคคลไปลงสมัครรับเลือกตั้ง และได้รับเลือกตั้งจำนวน 6 คน ได้แก่ ไถง สุวรรณทัต (ธนบุรี), บุญเท่ง ทองสวัสดิ์ (ลำปาง), เทียม ไชยนันทน์ (ตาก), ถัด พรหมานพ (พัทลุง), คล้าย ละอองมณี (สงขลา) และ พ.ต.ต.หลวงเจริญตำรวจการ (อุทัยธานี)

หลังการเลือกตั้งทั่วไป 2495  “จอมพล ป.” กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี และอยู่ยาวจนครบวาระของสภาผู้แทนราษฎร กระทั่งมีการเลือกตั้งใหม่ ในปี 2500 พรรคประชาธิปัตย์ โดยการนำของ “ควง อภัยวงศ์” จึงกลับมาสู่ระบบการเลือกตั้งอีกครั้ง

ฉะนั้น หากจะกล่าวว่า การที่สมาชิกส่วนใหญ่ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง โดยเฉพาะหัวหน้าพรรค และรองหัวหน้าพรรค ก็ไม่ถือว่าเป็นการบอยคอตโดยสมบูรณ์แบบ เมื่อเปรียบเทียบกับ 2 ครั้งหลัง

มิหนำซ้ำ ส.ส. 6 คนในสภาได้กลายเป็นผู้ที่ริเริ่มก่อการตั้งพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง โดยเชิญ “ควง” กลับมาเป็นหัวหน้าพรรค เพื่อต่อสู้กับพรรคของจอมพล ป. ในการเลือกตั้งทั่วไป 2500/1

สิ่งที่ควรบันทึกไว้คือ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. นำการคว่ำบาตรมาแล้ว 2 ครั้ง คือ การเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 และการเลือกตั้ง 2 กุมภาพันธ์ 2557

เหตุผลหลักที่ ปชป.บอยคอต เพราะไม่พอใจการสืบทอดอำนาจของ “ระบอบทักษิณ” ซึ่งอาจใกล้เคียงกับ “หัวหน้าพรรค ปชป.” คนแรก บอยคอตเลือกตั้งของ “ระบอบพิบูลสงคราม”

รำลึก’ธนาวุฒิ คลิ้งเชื้อ’

Published ธันวาคม 31, 2013 by SoClaimon

http://www.komchadluek.net/detail/20131219/175151.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2556

 

รำลึก’ธนาวุฒิ คลิ้งเชื้อ’

รำลึก’ธนาวุฒิ คลิ้งเชื้อ’ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริก

 

              หลายคนคงลืมไปแล้วสำหรับเหตุการณ์นักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยรามคำแหง จุดไฟเผาตัวเองประท้วงรัฐบาลชาติชาย เมื่อ 14 ตุลาคม 2533 เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ลาออก

วาทกรรม “สภาประชาชน” ที่ดังกระหึ่มถนนราชดำเนิน พ.ศ.นี้ ทำให้ผมต้องไปค้นข้อมูลเก่า กรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง 10 คน ในนามศูนย์เฉพาะกิจนิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ประกาศเป้าหมายการต่อสู้ชัดเจน

“ขับไล่รัฐบาลพ่อค้า โค่นล้มเผด็จการรัฐสภา สถาปนารัฐสภาของปวงชน” โดยมีรูปธรรมให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

“หากเราขับไล่เขาไม่ได้ก็ถึงเวลาที่เราจะสละชีวิตของเราเพื่อประชาชนมีความสุขสบาย ผมยอมสละแล้ว”

ธนาวุฒิ คลิ้งเชื้อ นักศึกษารามคำแหง วัย 20 ปี ให้สัมภาษณ์สื่อก่อนการตัดสินใจครั้งสำคัญของชีวิตเขาตามยุทธวิธี “อหิงสา” 4 ขั้นคือ โกนหัว, อดข้าว, กรีดเลือด และเผาตัวเอง อันเป็นยุทธวิธีขั้นสูงสุด

ฉากสุดท้ายของ “ธนาวุฒิ” จบลงด้วยความโศกเศร้าของผู้คนทั้งแผ่นดิน และผ่านมาถึงวันนี้ 23 ปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าสิ่งที่เด็กหนุ่มเมืองนครศรีธรรมราช คิดและฝันจะมีคนกลุ่มหนึ่งนำมาเสนอเป็นคำขวัญในการต่อสู้บนท้องถนน

การต่อสู้ที่รามคำแหง พ.ศ.โน้น แยกไม่ออกจากการเคลื่อนไหวของ “สภาประชาธิปไตยแห่งชาติ” ที่ชูธงปฏิวัติสันติ ที่ท้องสนามหลวงเมื่อเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2533 ก่อนจะถูกตำรวจเข้าเคลียร์พื้นที่และจับกุมแกนนำในข้อหากบฏ

จริงๆ แล้ว สภาประชาธิปไตยแห่งชาตินั้น กำเนิดมาจาก “สภาปฏิวัติแห่งชาติ” ของ ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เพราะกลุ่มแกนนำล้วนเป็นสานุศิษย์ของ “อาจารย์เสริฐ”

ย้อนไปเมื่อ 28-29 เมษายน 2530 มีการประชุมผู้แทนประชาชนทั่วประเทศที่โรงแรมเอเชีย และโรงแรมรัตนโกสินทร์ ตั้งสภาปฏิวัติแห่งชาติขึ้นเป็นการสนับสนุนการปฏิวัติประชาธิปไตยของประเสริฐ ทรัพย์สุนทร

31 พฤษภาคม 2532 “ประเสริฐ” อ่านคำสั่งสภาปฏิวัติแห่งชาติที่ 1/2532 เรื่องการโอนอำนาจจากรัฐสภามาสู่สภาปฏิวัติแห่งชาติและแถลงการณ์สภาปฏิวัติแห่งชาติ

ฉะนั้นการต่อสู้ของเด็กหนุ่มรามคำแหง 10 คน จึงเป็นเรื่องของความฝันอันสูงสุด ว่าด้วย “ประชาธิปไตยของปวงชน” พวกเขาจึงลุกขึ้นมา “ขับไล่รัฐบาลพ่อค้า โค่นล้มเผด็จการรัฐสภา สถาปนารัฐสภาของปวงชน”

ที่น่าสนใจ 1 ใน 10 เด็กหนุ่มรามคำแหงที่ก่อการในปีนั้นคือ ไชยยงค์ รัตนวัน อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคความหวังใหม่ และเคยเป็นหัวหน้าสำนักงานกฎหมายประสิทธิภาพประเทืองธรรม

“ไชยยงค์” เคยตกเป็นข่าวเมื่อครั้งที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ออกมาพูดถึงขบวนการล้มปืน-ทุน-เจ้า เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2551 พร้อมกันนั้น “บิ๊กจิ๋ว” ยังได้แนะนำหนังสือ “แนวทางประเทศไทย ยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีการต่อสู้เอาชนะภัยความมั่นคงของชาติ” เขียนและเรียบเรียงโดยไชยยงค์ รัตนวัน

เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้ก็มีปรัชญา ความคิด ความเชื่อเรื่องลัทธิประชาธิปไตย เหมือนที่นักวิชาการหลายคนไปพูดบนเวทีราชดำเนิน และสนับสนุนแนวคิดประชาภิวัฒน์ของกำนันสุเทพ

บังเอิญว่าผู้ที่พูดเรื่องดังกล่าวเป็นนักวิชาการ ที่มีต้นทุนทางสังคม จึงมีคนรับฟังมากกว่าถ้อยวลีที่มาจากสานุศิษย์ “อาจารย์เสริฐ”

การต่อสู้ที่มาก่อนกาลของ “ธนาวุฒิ” กับพวก คงไม่มีใครรำลึกนึกถึงมากนัก เพราะเมื่อ 23 ปีที่แล้ว คนชั้นกลางต่างชื่นชมนโยบายพัฒนาเศรษฐกิจของรัฐบาลชาติชาย

หากย้อนเวลากลับไป สิ่งที่คนชั้นกลางออกมาเรียกร้องเวลานี้ก็เป็นข้อเรียกร้องเดียวกันกับกลุ่มธนาวุฒิ เพียงแต่เปลี่ยนจาก “ระบอบชาติชาย” เป็น “ระบอบทักษิณ” เท่านั้นเอง

14ตุลากับ’นายกรัฐมนตรีพระราชทาน’

Published ธันวาคม 15, 2013 by SoClaimon

http://www.komchadluek.net/detail/20131212/174676.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม 2556

14ตุลากับ’นายกรัฐมนตรีพระราชทาน’

14ตุลากับ’นายกรัฐมนตรีพระราชทาน’ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

             บ่อยครั้งบนเวที กปปส. จะมี “คนเดือนตุลา” สายนักวิชาการขึ้นไปพูดถึงเหตุการณ์ 14 ตุลา และย้ำว่า สายธารประวัติศาสตร์ไม่เคยสิ้นสุด แถมบางคนท่องกวีวรรคทอง “เมื่อท้องฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนย่อมเป็นใหญ่ในแผ่นดิน”

นอกจากนี้ อดีตเลขาธิการศูนย์นิสิตฯ เมื่อ 40 ปีที่แล้ว ได้อ้างถึงการได้มาของ “นายกรัฐมนตรีคนกลาง” ซึ่งไม่แตกต่างจาก “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน” หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา มหาวิปโยค

คนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เคยศึกษาประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างถ่องแท้ ก็มักจะเห็นคล้อยไปตามข้อเสนอนี้ ผมจึงขอเล่าเรื่องเบื้องหลังนายกฯพระราชทาน แบบย่อๆ ดังนี้

หลังจากเกิดเหตุจลาจลสองวัน (14-15 ต.ค.2516) จอมพลถนอม กิตติขจร ได้กราบบังคมทูลลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และเดินทางออกนอกประเทศ

จึงเกิดสุญญากาศทางการเมือง เพราะไม่มีนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี ในการทำหน้าที่เป็นผู้บังคับใช้กฎหมายหรือบริหารประเทศ และได้เกิดข้อถกเถียงทางกฎหมายในเวลาต่อมา

อันเนื่องมาจากภายใต้ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2515 ธรรมนูญฉบับชั่วคราว ซึ่งมีที่มาจากการรัฐประหารของจอมพลถนอม กิตติขจร เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2515

ธรรมนูญการปกครองดังกล่าว ไม่ได้กำหนดที่มาของนายกรัฐมนตรีไว้ จึงมีการหาทางออกร่วมกันของหลายฝ่าย

ในที่สุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อาศัยอำนาจตามความใน มาตรา 14 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารราชการแผ่นดิน

สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมัยนั้น จึงเข้าดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 12 โดยมี “ทวี แรงขำ” รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่ติดภารกิจอยู่ต่างประเทศ เป็นผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

ว่ากันว่า การแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยอาศัยมาตรา 14  ซึ่งอาจสอดคล้องกับบทบัญญัติในมาตรา 22 ของธรรมนูญการปกครอง พ.ศ.2515 ที่ระบุว่า ในเมื่อไม่มีบทบัญญัติแห่งธรรมนูญการปกครองนี้บังคับแก่กรณีใด ให้วินิจฉัยกรณีนั้นไปตามประเพณีการปกครองประเทศไทยในระบอบประชาธิปไตย

การเข้าทำหน้าที่ของรัฐบาลสัญญา เป็นเพียงการทำหน้าที่รัฐบาลชั่วคราว ที่อยู่ภายใต้เงื่อนไขของการจัดการคลี่คลายสถานการณ์ให้เกิดความสงบเรียบร้อยในประเทศหลังวิกฤติ และการร่างรัฐธรรมนูญภายในเวลา 6 เดือน

ขณะที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติชุดเดิม ซึ่งแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติในยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ยังไม่หมดสมาชิกภาพลง จึงมีเสียงเรียกร้องจากกลุ่มนักศึกษาและประชาชนให้สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติลาออก เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลชุดใหม่มีการแต่งตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติชุดใหม่

เมื่อสมาชิกสภาฯ ชุดเดิม ได้เริ่มทยอยลาออก จนมีสมาชิกลดน้อยไม่พอที่จะเป็นองค์ประชุม ในที่สุดได้มีพระราชกฤษฎีกายุบสภานิติบัญญัติเดิม

ทั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ จำนวน 2,347 คน จากสาขาอาชีพต่างๆ โดยสมัชชาแห่งชาติจะประชุมร่วมกันเพื่อคัดเลือกสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

พ.ศ.โน้น ศูนย์ประสานงานสมัชชาแห่งชาติ จัดให้มีการลงทะเบียนสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ที่ทำเนียบรัฐบาล และเริ่มมีความเคลื่อนไหวเพื่อหาเสียงสนับสนุนเพื่อให้ได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

วันที่ 18 ธันวาคม 2516 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จฯ ไปทรงเปิดการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งแรก ที่สนามม้าราชตฤณมัยสมาคม และสามารถคัดรายชื่อผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนและคะแนนสูงสุด 299 คนแรก เพื่อขอพระราชทานโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

ข้อคิดจากประวัติศาสตร์การเมืองไทย ในปี 2519 ก็มีนายกรัฐมนตรีแบบพิเศษ แต่ได้มีการทูลเกล้าฯ ถวายชื่อนายกรัฐมนตรี โดยคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ส่วนในปี 2535 ก็ยังมีกลไกรัฐสภา เพื่อคัดเลือกนายกรัฐมนตรีอยู่ ประธานรัฐสภาจึงเป็นผู้คัดบุคคลขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายเอง

ผิดกับนายกฯ พระราชทานเมื่อ 40 ปีก่อนนั้น อยู่ภายใต้เงื่อนไขการเมืองแบบเผด็จการ และไร้ทางออก เพราะธรรมนูญการปกครองของคณะทหาร ที่มิได้ระบุถึงที่มาของนายกฯ

ต้นฉบับ’สภาปฏิวัติแห่งชาติ’

Published ธันวาคม 8, 2013 by SoClaimon

ต้นฉบับ’สภาปฏิวัติแห่งชาติ’

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 5 ธันวาคม 2556

ต้นฉบับ’สภาปฏิวัติแห่งชาติ’

ต้นฉบับ’สภาปฏิวัติแห่งชาติ’ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

            จนถึงวันนี้ ยังไม่เห็น “กำนันสุเทพ” พูดให้ชัดเสียทีว่า “การปฏิวัติประชาชน” หรือ “สภาประชาชน” คืออะไรกันแน่ และสภาที่ว่านี้ จะลอยมาจากฟ้าหรืออย่างไร? รู้บ้างไหมว่า มีต้นตำรับ “ปฏิวัติสันติ” มาจากใคร?

กำนันสุเทพ น่าจะให้คนใกล้ชิดเข้าไปที่เพจ “สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ” ซึ่งดำเนินการโดยสานุศิษย์ของ “ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร” อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี และอดีตกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

ย้อนไปเมื่อ 28-29 เมษายน 2530 มีการประชุมผู้แทนประชาชนทั่วประเทศ ที่โรงแรมเอเชีย และโรงแรมรัตนโกสินทร์ เพื่อตั้ง “สภาปฏิวัติแห่งชาติ” ขึ้น เป็นการสนับสนุน “การปฏิวัติประชาธิปไตย” ของประเสริฐ ทรัพย์สุนทร

31 พฤษภาคม 2532 หลังจากมีคำสั่งสภาปฏิวัติแห่งชาติที่ 1/2532 เรื่องการโอนอำนาจจากรัฐสภามาสู่สภาปฏิวัติแห่งชาติ และแถลงการณ์สภาปฏิวัติแห่งชาติ โดยให้รัฐบาลชาติชายหยุดการปฏิบัติหน้าที่บริหารราชการแผ่นดิน และสมาชิกรัฐสภาก็หยุดทำหน้าที่เช่นกัน

ต่อมา รัฐบาลชาติชาย ได้ดำเนินคดี “ประเสริฐ” กับพวกรวม 14 คน ด้วยข้อหาทำลายความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่ง “อาจารย์ประเสริฐ” แถลงว่า ถ้าเรื่องสภาปฏิวัติแห่งชาติเป็นความผิด เขาจะขอรับผิดแต่ผู้เดียว

สู้คดีกันมายาวนาน…11 สิงหาคม 2537 ศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายกฟ้องคดีสภาปฏิวัติตามศาลชั้นต้น เป็นอันว่าคดีถึงที่สุด จำเลยทุกคนพ้นข้อหา

สำหรับหลักคิดในการปฏิวัติสันติของอาจารย์ประเสริฐนั้น ต้องปฏิวัติความคิดให้เข้าใจว่า “ระบอบปัจจุบันนี้คือระบอบเผด็จการรัฐสภา ไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย” และรุกทางการเมืองด้วยให้ชนะด้วย “ลัทธิประชาธิปไตย” ไม่ใช่ลัทธิรัฐธรรมนูญ

แม้อาจารย์ประเสริฐจะเสียชีวิตไปแล้ว บรรดาลูกศิษย์ก็เผยแพร่แนวคิดอุดมการณ์ต่อไป ด้วยความเชื่อมั่นว่า “นโยบายหลักและนโยบายเร่งด่วนเฉพาะหน้าของสภาปฏิวัติแห่งชาติ ซึ่งได้ผ่านการพิสูจน์จากศาลยุติธรรมมาแล้วว่า ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการเมื่อ พ.ศ.2536 ซึ่งแปรมาจากนโยบาย 66/2523”

หน้าตาของ “สภาประชาชนปฏิวัติสันติแห่งชาติ หรือสภาปฏิวัติแห่งชาติ หรือสภาประชาธิปไตยแห่งชาติ” จะประกอบด้วย ผู้แทนเขตจากทุกอำเภอ (อำเภอละ 1 คน) ผู้แทนอาชีพจากทุกสาขาอาชีพ (อำเภอละ 1 คน) รวม 1 อำเภอมีผู้แทน 2 ประเภท 2 คน และมีผู้แทนทั่วไปที่อาจจะจัดอยู่ในผู้แทน 2 ประเภทนี้

นอกจากนี้ ต้องโอนเอา ส.ส.และ ส.ว. 700 คนในรัฐสภาปัจจุบันนี้ มาอยู่ในสภาประชาชนปฏิวัติฯ ด้วย ในฐานะผู้แทนชนชั้นสูง ส่วนผู้แทนชนชั้นกลางและชนชั้นล่างเอามาจากทุกชนชั้น ทุกเขต ทุกอาชีพ ทุกกลุ่ม ทุกสี ทุกหมู่เหล่า อย่างกว้างขวางและทั่วถึงและปราศจากอคติสิ้นเชิง

สมาชิกสภาประชาชนปฏิวัติฯ ประมาณ 3,000-5,000 คน ไม่ใช่ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญ แต่ทำหน้าที่สร้างประชาธิปไตยในการปกครองในแผ่นดิน

ที่สำคัญ ต้องมี “รัฐบาลเฉพาะกาล” ในระยะเปลี่ยนผ่านของประชาชน ให้รัฐบาลประจำการชนิดเก่าของระบอบเผด็จการสิ้นสุดลง

อาจารย์ประเสริฐถึงแก่กรรมปลายปี 2537 “สมาน ศรีงาม” ก็เป็นผู้สืบทอด โดยยึดแนวทางดังกล่าวข้างต้นมาโดยตลอด

“สมาน'” ยังยืนหยัดทำงานด้านทฤษฎี ติดอาวุธทางปัญญาให้แก่ประชาชน ให้เข้าใจความหมายของคำว่า “ปฏิวัติสันติ” เพื่อสร้างประชาธิปไตยอย่างสันติ

ที่ผ่านมา หลายคนอาจหยามหยันแนวคิดของสมาน ศรีงาม แต่ฟังจากปากของ “นักวิชาการ” ที่ปรึกษากำนันสุเทพ ล้วนแต่เสนอโมเดลการปฏิวัติประชาชน และสภาประชาชน ไม่แตกต่างไปจากความคิดของอาจารย์ประเสริฐ

จะต่างกันก็ตรงที่คนพูดเรื่องสภาประชาชนบนเวทีกำนันสุเทพ สวมหัวโขนนักวิชาการ มีคำว่า ดอกเตอร์ นำหน้า กลับมีมวลชนจำนวนมากเป่านกหวีดขานรับเสียงดังอึงมี่

ผิดกับ “สมาน” พูดเรื่องปฏิวัติสันติ หรือสภาประชาชนทางทีวีดาวเทียมช่องสุวรรณภูมิ ทุกค่ำคืน กลับมีคนมองว่า ตลก ไร้สาระ นี่แหละสังคมไทย

‘กำนันปฏิวัติ’แห่งท่าสะท้อน

Published ธันวาคม 8, 2013 by SoClaimon

‘กำนันปฏิวัติ’แห่งท่าสะท้อน

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน 2556

‘กำนันปฏิวัติ’แห่งท่าสะท้อน

‘กำนันปฏิวัติ’แห่งท่าสะท้อน : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

               ขณะนั่งเขียนคอลัมน์นี้ ยังไม่ทราบว่า สถานการณ์การต่อสู้บนท้องถนนจะยืดเยื้อยาวนาน หรือจบสิ้นลงไปแล้ว? สุเทพ เทือกสุบรรณ จะเป็นผู้นำการปฏิวัติประชาชน หรือเป็นกบฏ?

จะอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าชนะหรือพ่าย จวบจนถึงวันนี้ “กำนันสุเทพ” แห่ง ต.ท่าสะท้อน อ.พุนพิน จ.สุราษฏร์ธานี ได้เดินทางมาไกลจริงๆ และไกลจากสมรภูมิเลือกตั้ง

เมื่อ “กำนันสุเทพ” พูดกับนักข่าวในวันที่บุกเข้าไปชุมนุมอาคารสำนักงบประมาณว่า ขั้นตอนในการร่วมกันเปลี่ยนแปลงประเทศ จากนี้ไปประชาชน จะต้องมาร่วมกันหาทางออกประเทศ โดยการตั้งคณะกรรมการภาคประชาชนขึ้นมา เพื่อสถาปนารัฐบาลของประชาชน

แม้อดีต ส.ส.หลายสมัยเมืองสุราษฎร์ธานี จะไม่พูดชัดถ้อยชัดคำเหมือน พล.อ.ปรีชา เอี่ยมสุพรรณ เสนาธิการร่วม กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) เมื่อ 11 พฤศจิกายน 2556 ที่แยกสะพานผ่านฟ้าฯ

วันนั้น “พล.อ.ปรีชา” ได้อ่านคำประกาศปฏิวัติโดยประชาชน เนื่องจากอำนาจของระบอบทักษิณแทรกไปทุกหย่อมหญ้า และมีวิธีเดียวที่จะไม่เกิดนองเลือดบนแผ่นดินคือ ขอถวายฎีกาตั้ง “สภาประชาชนเพื่อปฏิรูปประเทศ”

จริงๆ แล้ว ในเบื้องต้นบนสมรภูมิการเมืองท้องถนน มี 3 เวทีคือ เวทีเครือข่ายของกำนันสุเทพ, เวทีกองทัพธรรม-กปท. และเวทีเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปการเมือง (คปท.) ต่างมียุทธศาสตร์-ยุทธวิธีเป็นของกลุ่มตนเอง

เวทีแรกยังชูประเด็นการต้านกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย ส่วนอีก 2 เวทีกลับไปไกลกว่าคือ ชูธงปฏิรูปประเทศไทย

มีคนเล่าว่า ช่วงหลัง “กำนันสุเทพ” ได้เสวนากับสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย, ร.ต.แซมดิน เลิศบุศย์ เลขาธิการพรรคเพื่อฟ้าดิน, ระวี มาศฉมาดล อดีตเลขาธิการพรรคพลังธรรม และ สมศักดิ์ โกศัยสุข อดีตหัวหน้าพรรคการเมืองใหม่ เกี่ยวกับแนวทางแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมือง

ถ้ายังจำกันได้ เมื่อกลางเดือนกันยายน ที่ผ่านมา กลุ่มกรีน, กลุ่มสยามประชาภิวัฒน์, กลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ, กลุ่มพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดิน(เสื้อหลากสี),กองทัพธรรม ฯลฯ ได้ก่อการจัดตั้ง “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 2556” (สปท.)

ก่อนจะถึงวันเปิดตัว สปท. แกนนำกลุ่มดังกล่าว ได้ประชุมเตรียมการมาแล้ว 5 ครั้ง ที่มหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อวางโครงร่างในการปฏิรูปประเทศ

พวกเขาเห็นว่าปัญหารากฐานของบ้านเมืองอยู่ที่ “ระบบเผด็จการโดยพรรคการเมืองนายทุนในระบบรัฐสภา” และการกระทำของพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลหมดความชอบธรรม ที่จะใช้อำนาจในนามของประชาชนต่อไป

ดังนั้น เวทีกองทัพธรรม และเวที คปท. จึงชูธงเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปประเทศไทยอย่างครอบคลุมทั่วด้าน

รูปธรรมของคำว่า “การปฏิรูปประเทศไทย” อย่างหนึ่งคือ การปฏิรูปการเมือง ปฏิรูประบบรัฐสภาเปลี่ยนจากสภาของนักการเมืองนายทุนให้เป็นรัฐสภาที่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมีตัวแทนกลุ่มอาชีพเข้าร่วมเป็นสมาชิกรัฐสภา

แนวคิดที่ว่านี้ สนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมแกนนำพันธมิตรฯ เคยให้ไว้อย่างชัดเจนในช่วงรณรงค์ “โหวตโน” ไม่เอาระบอบนักเลือกตั้ง เพราะเห็นว่ามันมิอาจเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้ไปสู่สังคมประชาธิปไตยที่แท้จริงได้

โมเดลรัฐสภาที่มิได้มาจากนักเลือกตั้งล้วนๆ ก็มีนักวิชาการปีกไม่เอาระบอบทักษิณเสนอไว้มากมาย โดยเฉพาะกลุ่มสยามประชาภิวัตน์

ว่ากันตามจริง โมเดลรัฐสภาของประชาชนไม่ใช่เรื่องใหม่ เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ประเสริฐ ทรัพย์สุนทร เจ้าของทฤษฎีลัทธิประชาธิปไตย ได้ประกาศยึดอำนาจรัฐบาลชาติชาย ตามแนวทางปฏิวัติสันติวิธี และเสนอรูปแบบสภาประชาชนที่มาจากทุกสาขาอาชีพ

พ.ศ.โน้น อาจารย์ประเสริฐ ถูกออกหมายจับข้อหากบฏ และ พ.ศ.นี้ กำนันสุเทพ คนบ้านเดียวกับเจ้าสำนักลัทธิประชาธิปไตย จะเป็นอะไร? ผู้นำการปฏิวัติหรือกบฏ?

‘พคท.’หลังรัฐประหาร19กันยา

Published ธันวาคม 8, 2013 by SoClaimon

‘พคท.’หลังรัฐประหาร19กันยา

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน 2556

‘พคท.’หลังรัฐประหาร19กันยา

‘พคท.’หลังรัฐประหาร19กันยา : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

              ในปรากฏการณ์คนเมืองเดินออกจากออฟฟิศสู่ท้องถนน เพื่อร่วมมหกรรม “มหานกหวีด” ก็ได้เห็นแถลงการณ์ฉบับหนึ่งแทรกเข้ามาในสื่อออนไลน์อย่างเงียบๆ

นั่นคือแถลงการณ์ของ “โฆษกพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (พคท.) จึงได้แชร์ให้เพื่อนได้อ่าน และมีปฏิกิริยาตอบกลับมาโดยพลันว่า “ยังมีอยู่อีกหรือ?”

อ่านแถลงการณ์จบ ก็หยิบวารสาร “ฟ้าเดียวกัน” ฉบับล่าสุดมาอ่าน ด้วยอยากทราบว่านักวิชาการคิดยังไงกับสถานการณ์ “หลัง พคท.”

ความล่มสลายของสหภาพโซเวียต ความขัดแย้งในหมู่ “พรรคพี่น้อง” ส่งผลให้นักรบกองทัพปลดแอกแปรสภาพเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” และทฤษฎีกึ่งเมืองกึ่งศักดินา กลายเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกลืม

จริงๆ แล้ว “หลัง พคท.” ของฟ้าเดียวกัน ก็น่าสนใจในหลายประเด็น แต่ไม่เร้าใจเท่ากับ “หลัง พคท. – หลังรัฐประหาร 19 กันยา” ซึ่งไม่มีการพูดถึงในวารสารเล่มนั้น

ภาพของ “นักรบดาวแดง” จากภาคอีสานมาพักค้างอยู่กลางสนามหลวง และอ่านแถลงการณ์ “โค่นล้มระบอบทักษิณ” ยังเป็นเรื่องที่ผู้คนกังขาถึงที่มาที่ไป

ภาพของ “นักรบดาวแดง” เดินแถวตบเท้าไปหน้าพระบรมมหาราชวัง เพื่อขอพึ่ง “พระราชอำนาจ” ยังเป็นเรื่องที่น่าศึกษา มากกว่าการโพสต์ข้อความเชิงหยามหยันในหน้าเพจของคนเสื้อแดง

“หลัง พคท. – หลังรัฐประหาร 19 กันยา” ได้ก่อรูปชุดอุดมการณ์ “สหายใต้ร่มพระบารมี” มาอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

“คุณแม่” ในนิยายเรื่อง “สตรีหมายเลข 0” ของ รุ่งมณี เมฆโสภณ ก็เป็นหนึ่งในตัวละครที่ทำให้ชุดอุดมการณ์ดังกล่าวมีชีวิตชีวา และยิ่งกว่านิยายยุคสงครามเย็น เมื่อตัวละครหน้าใหม่ๆ ในกลุ่มคนชนชั้นนำสนับสนุนการก่อเกิด “นักรบดาวแดง เพื่อชาติและราชบัลลังก์” ขึ้นมาแบบเหนือฝัน

มิเพียงเท่านั้น หลังจากการลาออกของ “ลุงดิน” เลขาธิการพรรคคนเดิม องค์กรนำของ พคท.ชุดที่มีการแต่งตั้งคณะผู้บริหารใหม่ ก็นำพาขบวนลัทธิมาร์กซ-เลนิน เข้าสู่สมรภูมิการต่อสู้ทางการเมืองนอกสภา อันยืดเยื้อระหว่าง “พลพรรคทักษิณ” กับ “ฝ่ายไม่เอาทักษิณ”

ล่าสุดโฆษก พคท.ออกแถลงการณ์ในสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งอ่านแล้วก็คลับคล้ายคลับคลาว่าเป็นแถลงการณ์ของฝ่ายต้านทักษิณ ไม่ว่าจะเป็น กปท. หรือ คปท.

“เวลานี้ ความตื่นตัวของประชาชนได้ยกระดับการต่อสู้สู่การขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของทุนใหญ่ผูกขาดสามานย์ทักษิณที่รวมศูนย์ผูกขาดอำนาจรัฐ เสียงตะโกนในที่ชุมนุมของประชาชนกลุ่มต่างๆ “ยิ่งลักษณ์ออกไป” ดังขึ้นไม่ขาดสาย เป็นการสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกและสิทธิที่ชอบธรรมของประชาชน”

สังเกตว่า คณะกรรมการบริหาร พคท.ชุดชั่วคราวนี้ จะวิเคราะห์สังคมไทยว่า เป็นสังคมทุนนิยม จึงกำหนดให้ “ทุนผูกขาดสามานย์ทักษิณ” เป็นเป้าหมายของการปฏิวัติ แต่เฉพาะหน้านี้ ต้องขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์

“พรรคเราขอแสดงความคารวะ และชื่นชมจิตใจอันอาจหาญของประชาชนในการต่อสู้กับรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต่อต้านการออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ล้างผิดให้คนโกงจนได้รับชัยชนะในระดับหนึ่ง”

ขณะที่สมาชิก พคท. อีกฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับ “องค์กรนำ” ซึ่งได้สิ้นจากรากเหง้าของประวัติศาสตร์ อันมีเกียรติของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยแล้ว เนื่องจากพวกเขาเชื่อว่า คณะกรรมการบริหารกลาง พคท. ได้เข้าร่วมกับขบวนการเสื้อเหลือง สนับสนุนฝ่ายอำมาตย์ และต่อต้านประชาธิปไตย

ด้วยเหตุนี้ สมาชิก พคท.ที่ปฏิเสธองค์กรนำ (สายเสื้อเหลือง) จึงไปก่อการจัดตั้ง “พรรคประชาธิปไตยประชาชน” โดยจัดการประชุมสมัชชาพรรคฯ ครั้งที่ 1 ไปแล้ว นัยว่าทฤษฎีชี้นำพรรคคือลัทธิมาร์กซ-เลนิน แต่ไม่มี “ความคิดเหมาเจ๋อตง” ต่อท้าย

เป้าหมายของพรรคใหม่คือ “ต่อสู้คัดค้านทุนนิยมศักดินาเหนือรัฐ (ในประเทศ) จักรพรรดินิยมอเมริกา(นอกประเทศ) สร้างชาติไทยที่เป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์”

แต่การขับเคลื่อนของพรรคประชาธิปไตยประชาชน ยังอยู่ในลักษณะ “ปิดลับ” เหมือน พคท.ยุคก่อนปี 2500 เน้นการทำงานใต้ดินย้อนยุค คู่ขนานไปกับ “งานเปิด” การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยนอกสภา

จึงอยากเห็นนักวิชาการทำงานวิจัยเรื่อง “หลัง พคท.” ยุคสมัยแห่งการเคลื่อนไหวของพรรคการเมืองของชาวลัทธิมาร์กซ-เลนิน ทั้งใต้ร่มธงเหลืองและธงแดง

‘การเมืองสีเขียว’แบบสีลม

Published ธันวาคม 8, 2013 by SoClaimon

‘การเมืองสีเขียว’แบบสีลม

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 14 พฤศจิกายน 2556

‘การเมืองสีเขียว’แบบสีลม

‘การเมืองสีเขียว’แบบสีลม : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

            นักวิชาการที่เฝ้ามองการเคลื่อนไหวทางการเมืองบนท้องถนนมายาวนาน สรุปว่า “ม็อบนกหวีด” หรือ “ม็อบโซเชียลมีเดีย” พ.ศ.นี้ มีจำนวนผู้ชุมนุมมากกว่า “ม็อบมือถือ” เมื่อปี 2535

สังเกตได้จากการชุมนุมตามจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสีลม สถานีรถไฟฟ้าอโศก อารีย์ สะพานควาย สะท้อนชัดว่าภาคธุรกิจ นักธุรกิจ พนักงานเข้าร่วมอย่างกว้างขวาง

ที่สำคัญ ภาพความเป็น “ม็อบคนชั้นกลาง” ฉายชัดกว่า 21 ปีที่แล้ว แต่เปรียบเทียบในแง่ “เนื้อหา” กลับตรงกันข้าม ม็อบมือถือต้านเผด็จการ แต่ม็อบโซเชียลมีเดีย รับไม่ได้กับพฤติกรรม “กร่าง” ของผู้นำแดนไกล และพรรคเพื่อไทย ที่มองไม่เห็นหัวคนเมือง จึงออกมาเป่านกหวีดดังสนั่นหวั่นไหว

พูดถึงเส้นทางม็อบมือถือสู่ม็อบนกหวีด ก็น่าศึกษาบทบาทของ “ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย” ซึ่งกำเนิดขึ้นหลังเหตุการณ์พฤษภาคม 2535

ในการเลือกตั้ง 13 กันยายน 2535 พลังเสียงของม็อบมือถือส่วนใหญ่ ให้การหนุนช่วยพรรคพลังธรรม ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และคัดค้านแนวคิดฉวยโอกาสของพรรคประชาธิปัตย์ ที่เอาประเด็น “อนาธิปไตย” มาเป็นแคมเปญหาเสียง

โดยเฉพาะระดับแกนนำชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ได้ยกพลไปหาเสียงช่วย อากร ฮุนตระกูล ที่สวมเสื้อพรรคพลังธรรม จนได้รับชัยชนะที่เขต 1 กทม.

เมื่อ “อากร” ลาออก ประสาร มฤคพิทักษ์ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย จึงลงสมัครรับเลือกตั้งซ่อม ในนามพรรคพลังธรรม แต่ประสาร ก็พ่ายแพ้การเลือกตั้ง

ปี 2540 ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ได้เคลื่อนไหวสนับสนุน “รัฐธรรมนูญ 2540” โดยมี “สีเขียว” เป็นสัญลักษณ์ของการขับเคลื่อนในครั้งนั้น

คำขวัญ “สีลมสีเขียว” นั้นสืบเนื่องมาจาก “สีลม” เป็นตัวแทนของภาคธุรกิจ และ “สีเขียว” เป็นสัญลักษณ์ในการรณรงค์เพื่อผ่านร่างรัฐธรรมนูญ

ปี 2543 ปลายรัฐบาลชวน 2 ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ไม่พอใจนโยบายขายสินทรัพย์ ปรส.ให้ต่างชาติ บวกกับการบริหารประเทศที่เชื่องช้า จึงออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลลาออกหรือยุบสภา

ช่วงแรกที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นำพรรคไทยรักไทย สู้ศึกเลือกตั้งปี 2544 ได้ชูแนวคิด “ชาตินิยมทางเศรษฐกิจ” ก็โดนใจกลุ่มแกนนำชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ได้ออกมารณรงค์สนับสนุนพรรคไทยรักไทย จนชนะเลือกตั้งขาดลอย

แกนนำชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย เริ่มไม่พอใจการบริหารประเทศของอดีตนายกฯ ทักษิณ ซึ่งพวกเขามองว่า “รวบอำนาจ” และแทรกแซงองค์กรอิสระ

ปี 2549 ประสาร มฤคพิทักษ์ พร้อมสมาชิกชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย จัดแรลลี่โค่นระบอบทักษิณออกมาร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เรียกร้องให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

แน่นอน กลุ่มสีลมต่างยินดีปรีดา เมื่อเห็นรถถังออกมาขับไล่รัฐบาลทักษิณเป็นผลสำเร็จ และมีตัวแทนของกลุ่มหลายคนเข้าไปนั่งในตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

“รัฐธรรมนูญสีเขียว” ปี 2550 ที่พวกเขารณรงค์สนับสนุนอย่างเต็มที่ ไม่แพ้ตอน “รัฐธรรมนูญธงเขียว” ปี 2540 ก็เปิดทางให้ประสาร ได้เป็น ส.ว.สรรหา

นอกจากประสาร ชมรมดังกล่าวยังมี ปรีดา เตียสุวรรณ์ เจ้าของธุรกิจเครื่องประดับแพรนด้า จิวเวลรี่, มนตรี ศรไพศาล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง และ สมเกียรติ หอมละออ นักธุรกิจบริษัทหลักทรัพย์ ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานชมรมฯ แทนประสาร

พ.ศ.ปัจจุบัน ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย จุดประกายม็อบนกหวีดครั้งแรก ที่หน้าอาคารสีลมคอมเพล็กซ์ วันต่อมาได้ยกขบวนมาแถลงจุดยืนร่วมต้านนิรโทษกรรมล้างผิดคนโกง กับเครือข่ายสามเสน บนเวทีการชุมนุมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ก่อนหน้าเสียงนกหวีดจะดังกระหึ่ม สมเกียรติ หอมละออ เข้าไปเป็น 1 ใน 16 ผู้ก่อการจัดตั้ง “สภาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย” ที่เป็นงานเย็น ต้องใช้เวลา และต้องใช้พลังมากมาย

วันนี้ พวกเขาแสดงตัวชัดเจนว่าเลือกยืนอยู่ข้างเครือข่ายสุเทพ หรือภาคประชาชนของ ปชป. ในการต้านระบอบทักษิณภาค 2

%d bloggers like this: