มนุษย์สองหน้า

All posts tagged มนุษย์สองหน้า

การเมืองแบบ’แม่กลองโมเดล’

Published เมษายน 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140403/182181.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 3 เมษายน 2557

 

การเมืองแบบ’แม่กลองโมเดล’

การเมืองแบบ’แม่กลองโมเดล’ : มนุษย์สองหน้าโดยแคน สาริกา

 

          ผลการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จังหวัดสมุทรสงคราม ทำให้หลายคนเริ่มพูด “แม่กลองโมเดล” ในมุมของเจตนารมณ์ที่จะให้มี ส.ว.ที่เป็นอิสระ หรือปลอดจากอิทธิพลของนักเลือกตั้ง

การเลือกตั้ง ส.ว.เมืองแม่กลองที่เพิ่งผ่านไป ปรากฏว่า บุญยืน ศิริธรรม ชนะเลือกตั้งได้ 22,933 คะแนน ซึ่งเธอเป็น “ดี เด่น ดัง” ในแวดวงการต่อสู้ภาคประชาชน

สถานะของ “บุญยืน” ในวันนี้ มีหลายหัวโขนคือเป็นประธานสหกรณ์ประมงบางจะเกร็ง-บางแก้ว, แกนนำเครือข่ายภาคประชาชน รักษ์ท้องถิ่นสมุทรสงคราม และประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค

บนถนนสายข่าวด้านสิ่งแวดล้อมและภาคประชาสังคม จะรู้จักชื่อของ “บุญยืน” ในฐานะนักสู้เพื่อความเป็นธรรมจากสมุทรสงคราม เคยผ่านงานเคลื่อนไหวการเมืองภาคประชาชนมาอย่างโชกโชน ไม่ว่าจะเป็นงานอนุรักษ์ลุ่มน้ำแม่กลอง งานต่อต้านโรงไฟฟ้า ต่อต้านนิคมอุสาหกรรม ฯลฯ

ระยะหลัง บุญยืนก้าวออกจากพื้นที่ หันมาทำงานระดับนโยบายมากขึ้น โดยเฉพาะการผลักดันให้เกิดองค์กรอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค

ในฐานะประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค บุญยืนออกโรงเรียกร้องบทบาทที่เหมาะสมของ กสทช. เป็นระยะๆ บางครั้งถึงกับขู่ฟ้ององค์กรอิสระแห่งนี้ ในกรณีล็อกวันเติมเงิน เอื้อประโยชน์ให้แก่เครือข่ายโทรศัพท์มือถือเลยทีเดียว

ย้อนไปเมื่อ 20 ปีก่อน บุญยืนถูกเรียกขานว่าเป็น “คนบ้า” เพราะหมู่บ้านของเธอ ถูกละเลยจากรัฐในการจัดหาระบบสาธารณูปโภค

“ไม่มีอะไรเลย น้ำประปาไม่มี ไฟฟ้าก็ไม่มี ถนนก็ไม่มี โทรศัพท์ก็ไม่มี คือไม่มีอะไรสักอย่างเลย ในขณะที่ถ้าพี่ขับเรือเข้าไปในเมือง ในเมืองมันมีทุกอย่าง ทำไมบ้านเราถึงไม่มี”

จากจุดเล็กๆ บุญยืนเริ่มทำงานให้แก่ชุมชนมากมาย และเป็นเวลานานมาก แต่เธอก็ไม่ท้อถอย จนกระทั่ง “คนบ้า” แห่งบางแก้ว-บางจะเกร็ง ได้การยอมรับจากคนในท้องถิ่น และคนไทยทั้งประเทศ

และเมื่อถึงวันที่เธอก้าวสู่ถนนการเมืองสายสภาสูง คนแม่กลองก็ตอบแทนความเสียสละ และทุ่มเทเพื่อส่วนรวมของเธอ ด้วยคะแนนสองหมื่นกว่า และได้เป็น ส.ว.น้ำดีคนที่ 3 ของเมืองแม่กลอง

ปี 2543 คนแม่กลองเคยเลือก “ครูยุ่น” มนตรี สินทวิชัย เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก เป็น ส.ว.

ปี 2551 คนแม่กลองก็เลือก นายสุรจิต ชิรเวทย์ ประธานหอการค้าจังหวัดสมุทรสงคราม เป็น ส.ว.สมุทรสงคราม

“สุรจิต” ก็เป็นแกนนำเครือข่ายประชาชนคนรักแม่กลอง, อนุกรรมการลุ่มน้ำแม่กลอง, อนุกรรมการสิทธิในทรัพยากรทะเลและชายฝั่งในคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

หลังจากทราบผลการเลือกตั้ง ส.ว.สมุทรสงคราม คำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา ได้อัพสเตตัสบนเฟซบุ๊ก พร้อมแสดงความยินดีและตั้งข้อสังเกตเล็กๆ ว่า

“คนแม่กลองเลือกคนดีคนเล็กคนน้อยคนทำงานชุมชนคนมีสตางค์น้อยคนนอกสังกัดพรรคการเมืองเข้าไปเป็น ส.ว.สมุทรสงครามมาแล้ว 3 คน เริ่มจากครูยุ่น มนตรี สินทวิชัย (2543) สุรจิต ชิรเวทย์ (2551) และล่าสุดเมื่อวานนี้ก็บุญยืน ศิริธรรม (2557) น่าจะยกเป็น case study แม่แบบประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วมได้

เพราะนอกจากจะได้ ส.ว.น้ำดีแล้ว แม่กลองยังเป็นแม่แบบของการเมืองแบบประชาชนมีส่วนร่วม รักท้องถิ่น รักชุมชน รวมทั้งคัดค้านโครงการงี่เง่าที่กำหนดจากส่วนกลางอย่างเอาจริงเอาจัง

ถ้าถามว่าที่อดีต ส.ว.เจี๊ยว สุรจิต ชิรเวทย์ ว่าเป็นเพราะอะไร ท่านคงตอบกลั้วเสียงหัวเราะว่าเพราะคนแม่กลองกินปลาทูแม่กลองจึงฉลาด”

ท่ามกลางความสิ้นหวังต่อผลการเลือกตั้ง ส.ว.ของคนบางกลุ่ม ที่ประเมินว่า ว่าที่ ส.ว.กว่าร้อยละ 90 ก็เป็น “ส.ส.ในคราบ ส.ว.” เนื่องจากทุกคนมีค่าย มีสังกัด มีกลุ่มก้อนการเมืองชัดเจน ดังนั้นการที่มี ส.ว.จากเวทีการต่อสู้ของภาคประชาชนเข้ามาสักคนหนึ่ง จึงเป็นเรื่องที่น่ายินดี

ไม่ว่าคนแม่กลองจะกินปลาทู หรือกินอะไร แต่หนึ่งเสียงของพวกเขา ได้แสดงเจตนารมณ์เพื่อการปฏิรูปการเมืองออกมาแล้วอย่างเป็นรูปธรรม

‘ป๋วย’นายกฯพระราชทาน?

Published เมษายน 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140327/181727.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 27 มีนาคม 2557

 

‘ป๋วย’นายกฯพระราชทาน?

‘ป๋วย’นายกฯพระราชทาน? : มนุษย์สองหน้าโดยแคน สาริกา

 

              ในที่สุดฤดูกาล “นายกฯ มาตรา 7” ก็มาถึงจนได้ หลังจาก “กำนันสุเทพ” ตีฆ้องร้องป่าวไว้ตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว

ยิ่งใกล้วัน ป.ป.ช.จะชี้มูลคดีจำนำข้าว ยิ่งใกล้เวลาที่นายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะหยุดการปฏิบัติหน้าที่ วาทกรรม “นายกฯ มาตรา 7” ก็ถูกประโคมให้เป็นข่าวอึกทึกครึกโครม ทั้งจากแนวร่วม กปปส. และฝ่าย นปช.

นายกรัฐมนตรี ที่มาด้วยวิธีการพิเศษในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ถูกอ้างอิงถึงมากที่สุดคือ สัญญา ธรรมศักดิ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์สมัยนั้น

เนื่องจากรัฐบาลจอมพลถนอมได้ลาออกแล้ว หลังเกิดเหตุตุลาวิปโยค(14 ตุลาคม 2516) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริว่า อาจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นผู้ที่สมควรไว้วางพระราชหฤทัยที่จะให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 14 แห่งธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515

จึงเป็นที่มาของคำว่า “นายกรัฐมนตรี พระราชทาน” ติดปากชาวบ้านจวบจนถึงทุกวันนี้

นายกฯ สัญญา บริหารประเทศในภาวะ “ประชาธิปไตยพลุ่งพล่าน” จึงก่อให้เกิด “ฤดูม็อบสะพรั่งบาน” ประกอบกับคณะรัฐมนตรีฉุกเฉิน มากกว่าเป็นข้าราชการประจำ จึงไม่มีความคล่องตัวในการบริหารราชการแผ่นดิน

แล้วช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2517 อาจารย์สัญญา ก็ตัดสินใจลาออกจากนายกรัฐมนตรี

สถานการณ์บ้านเมืองในห้วงเวลานั้น ปราโมทย์ นาครทรรพ อดีตเลขาธิการพรรคพลังใหม่ ในฐานะผู้ประสานงานหลังม่านเล่าว่า ช่วงเวลานั้น ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ถูกทาบทามให้มาเป็นนายกฯ แทนอาจารย์สัญญา

พ.ศ.นั้น อาจารย์สัญญา แต่งตั้ง ดร.ป๋วย อึ๊งภากรณ์ อดีตผู้ว่าการแบงก์ชาติ เป็นประธานคณะที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจของนายกรัฐมนตรี

อาจารย์ปราโมทย์ บอกในการพบปะปรึกษาหารือที่บ้านในซอยพาสนา เอกมัย ของ พล.ต.อ.ประจวบ สุนทรางกูร ของผู้นำเหล่าทัพคือ พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์, พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ และ พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ได้ตกลงที่จะเชิญอาจารย์ป๋วย เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเห็นว่า เหมาะสมที่สุดในสถานการณ์ขณะนั้น

ดั่งที่ทราบกัน อุบัติเหตุ 14 ตุลา ส่งผลให้ “จอมพลถนอม-จอมพลประภาส” ต้องไปลี้ภัยอยู่ในต่างแดน และเวลาเดียวกันได้เกิด “ศูนย์อำนาจใหม่” อันประกอบด้วย พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา ผู้บัญชาการทหารบก, พล.ต.อ.ประเสริฐ รุจิรวงศ์ อธิบดีกรมตำรวจ, พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ และ พล.อ.อ.กมล เดชะตุงคะ ผู้บัญชาการทหารอากาศ

ศูนย์อำนาจใหม่หลังเหตุการณ์ตุลาวิปโยค จึงเป็นเสาค้ำยันให้กับรัฐบาลสัญญา และเมื่อนายกรัฐมนตรีพระราชทานลาออก พวกเขาจึงประสงค์ที่จะเชิญอาจารย์ป๋วยมาเป็นนายกรัฐมนตรี

ปรากฏว่า อาจารย์ป๋วยปฏิเสธ โดยให้เหตุผลกับนักวิชาการรุ่นน้องว่า ได้สาบานแล้วตั้งแต่เป็นเสรีไทยกระโดดร่มลงมากู้ชาติว่า ชาตินี้จะไม่เล่นการเมือง (รับตำแหน่ง) และพออายุครบ 65 ปีก็จะกลับไปใช้ชีวิตบั้นปลายในอังกฤษ เพื่อตอบแทนความดีของภริยาชาวอังกฤษ ที่ยอมมาร่วมทุกข์-สุขในเมืองไทย

อาจารย์ปราโมทย์เล่าต่อว่า เมื่อหมดหนทางแล้ว พล.อ.กฤษณ์ จึงตัดบทว่า “ถ้ายังงั้นผมขอปฏิวัติ” ซึ่งในเวลาต่อมา อาจารย์สัญญาได้ตัดสินใจกลับมารับตำแหน่งนายกฯ อีกครั้ง

ว่ากันว่า อาจารย์ป๋วย และ พล.อ.กฤษณ์ สนับสนุนให้นักวิชาการรุ่นใหม่ตั้งพรรคพลังใหม่ โดยอาจารย์ป๋วยสละเงินเดือนสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติให้ทุกเดือน แต่ พล.อ.กฤษณ์ไม่เคยให้อะไรเลย

นี่เป็นเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เล่าโดยอาจารย์ปราโมทย์ ที่เป็นฟันเฟืองตัวหนึ่งในฟากฝ่ายนักวิชาการ ได้ร่วมกันสร้างตำนาน “นายกรัฐมนตรีพระราชทาน” คนแรก

จะว่าไปแล้ว การเมืองไทยไม่เคยไปไกลกว่า 40 ปีที่ผ่านมา เมื่อเกิดเสียงเรียกร้องให้มี “นายกรัฐมนตรี มาตรา 7” อีกครั้ง

เหตุผลของการเพรียกหานายกฯ มาตรา 7 ครั้งนี้ ก็ไม่ต่างจากปี 2549 ซึ่งเกิดมาจากขบวนการต้านระบอบทักษิณ เพียงแต่เปลี่ยนหัวขบวนจาก “สนธิ ลิ้มทองกุล” มาเป็น “สุเทพ เทือกสุบรรณ”

อีกไม่นาน คนไทยคงได้เห็นโฉมหน้านายกฯ มาตรา 7 และจะสุขสมหวังกันแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับการเลือกเชียร์ข้างไหน ฝ่ายไหนของแต่ละคนนั่นแล

‘ครูบ้านป่า’แห่งนาหมอม้า

Published มีนาคม 22, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140320/181221.html#.Uy2ocKiSyig

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 20 มีนาคม 2557

‘ครูบ้านป่า’แห่งนาหมอม้า

‘ครูบ้านป่า’แห่งนาหมอม้า : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

               “คิดฮอดเหลือเกิน อำนาจเจริญที่จำจากมา คิดฮอดสัญญา ใต้ต้นมันปลากับผู้ลางคน ฝากใจไว้ชัด สมัยเรียนมัธยมตำบล จากมาดน แต่ยังอยู่ในความจำ”

ท่อนแรกของเพลง “สาวอำนาจเจริญ” ร้องโดย ข้าวทิพย์ ธิดาดิน สาวน้อยจากบ้านเนินกุง ต.หนองสามสี อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ ซึ่งเมื่อเรียนจบ ม.6 จากโรงเรียนนาเวียงจุลดิศวิทยา ก็ไปล่าหาฝันบนถนนสายนักร้องลูกทุ่ง

สำหรับผู้ที่แต่งเพลง “สาวอำนาจเจริญ” ก็คือ สลา คุณวุฒิ ครูบ้านนอกที่มีถิ่นฐานบ้านเกิดอยู่ที่อำนาจเจริญเหมือนกัน

วันก่อน ได้อ่านข่าว “เทศบาลนาหมอม้า หนุนงานคนดีบ้านฉัน ครูสลามายามบ้าน” ส่งข่าวมาโดย สุชาติ สูงเรือง นักข่าวประจำเมืองอำนาจ เลยคิดถึงเพลงสาวอำนาจเจริญ

“ณัฎฐชัย มูลนาม” นายกเทศมนตรีตำบลนาหมอม้า อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ เล่าให้นักข่าวฟังว่า บ้านนาหมอม้า มีพื้นที่ติดกับลำเซบาย อยู่คนละฝั่งน้ำกับ อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร กับ อ.เมือง จ.อำนาจเจริญ ขนานยาวจากเหนือลงสู่พื้นที่ราบในเขต อ.หัวตะพาน หรือด้านทิศใต้ ของตัวจังหวัด

บ้านนาหมอม้า เป็นบ้านเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์เรื่องการรักษาโรคแบบชาวบ้านในยุคสมัยกว่า 100 ปีที่ผ่านมา เดิมเป็นหมู่บ้านสำหรับทางผ่านของบรรดาพ่อค้าวัว-พ่อค้าควาย แต่เมื่อปักหลักพักอยู่นาน ได้เห็นเป็นพื้นที่สามารถทำมาหากินได้ เลยตั้งบ้านเรือนอยู่จนหนาแน่นก้าวหน้ามานานจนถึงยุคสมัยปัจจุบันนี้

ที่น่าสนใจ นายก ณัฎฐชัย มูลนาม บอกว่า วัฒนธรรมสังคมยึดถือและทำกันมานานคือ “คนดีบ้านฉัน”

หมายความว่า คนบ้านนาหมอม้าที่ได้เข้าไปทำงานใน กทม.หรือต่างจังหวัด เมื่อมีฐานะรวมตัวกันได้ก็จะทำบุญผ้าป่าสามัคคี นำปัจจัยมาถวายวัดบ้านเกิด หลายๆ คณะที่รวมพลังเดินทางกลับบ้านเกิดมีขึ้นตลอดปี

ในปี 2557 เทศบาลตำบลนาหมอม้า จึงได้สนับสนุนการจัดงานศิลปินคืนถิ่น “2 เมษา ครูสลามายามบ้าน” โดยจะมีขึ้นในวันที่ 2 เมษายน ที่สนามด้านหน้าโรงเรียนบ้านนาหมอม้า

ดั่งที่ทราบกัน สลา คุณวุฒิ เป็นคนบ้านนาหมอม้า เมื่อเรียนจบครู ก็มาสอนหนังสืออยู่ในเขตจังหวัดอำนาจเจริญ กระทั่งมีโอกาสได้ร่วมงานกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ จึงกลายเป็น “ครูบ้านป่า สลา คุณวุฒิ” ที่คนรู้จักกันทั้งประเทศ

15 ปีที่แล้ว ครูสลาได้ริเริ่มจัดงานฟรีคอนเสิร์ต “2 เมษา ครูสลามายามบ้าน” เพื่อหารายได้มอบให้โรงเรียนบ้านนาหมอม้า เป็นทุนการศึกษาเด็กนักเรียนทุกระดับชั้น ซึ่งแต่ละปี ครูสลาจะนำนักร้องดัง ที่เป็นลูกศิษย์มาแสดงให้ชาวบ้านชมกันและเปิดรับการบริจาคตามกำลังศรัทธา

ยกตัวอย่างปี 2546 งาน “2 เมษา ครูสลามายามบ้าน” ได้จัดสรรเงิน จำนวน 40,000 บาท มอบให้กรรมการสถานศึกษานำมาก่อสร้างอาคารเรียน หรือปี 2555 มีการจัดงาน “100 ปี โรงเรียนบ้านนาหมอม้า ครูสลามายามบ้าน” นำเงินรายได้สร้างศาลาอนุสรณ์ 100 ปี โรงเรียนบ้านนาหมอม้า 270,000 บาท สร้างรั้วคอนกรีตด้านทิศใต้ งบประมาณ 150,000 บาท และสร้างถนนคอนกรีตภายในโรงเรียน จำนวน 3 สาย งบประมาณ 330,000 บาท

ครูสลาเคยเล่าให้ฟังว่า แนวคิดจัดงานครูสลามายามบ้านนั้น ได้แรงบันดาลใจมาจากโครงการ “สำนึกรักบ้านเกิด” เขาอยากให้คนอีสานหรือคนต่างจังหวัดที่เข้ามาทำงานในเมืองใหญ่ เมื่อมั่งมีศรีสุขก็อยากให้ทุกคนกลับไปช่วยเหลือบ้านเกิดเมืองนอน

บทเพลงที่ครูสลาแต่งให้ลูกศิษย์ร้อง ไม่ว่าจะเป็น ศิริพร อำไพพงษ์, ต่าย อรทัย, มนต์แคน แก่นคูน, ไผ่ พงศธร รวมถึงข้าวทิพย์ ธิดาดิน ก็จะสอดแทรกประเด็น “สำนึกรักบ้านเกิด” เรียงร้อยเป็นคำร้องที่ไพเราะ ฟังแล้วกินใจ เขาต้องการให้สำนึกนี้มันฝังลึกอยู่ในจิตใจลูกอีสานตลอดไป

เหมือนท่อนสุดท้ายของเพลงสาวอำนาจเจริญ ที่ “ข้าวทิพย์” สาวน้อยจากบ้านเนินกุง ถ่ายทอดออกมาหัวใจของคนไกลบ้าน

“คิดฮอดเหลือเกิน อำนาจเจริญแผ่นดินถิ่นฮัก เก็บฝันแน่นหนัก ห่อด้วยฮักฝากวันเวลา ได้ดียามใด บ่รอให้ทวงดอกหนา ลูกสาวหล่า คนนี้สิคืนบ้านเฮา”

หนังเก่าฉายใหม่’แผลใจปชป.’

Published มีนาคม 22, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140313/180728.html#.Uy2hSaiSyig

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 13 มีนาคม 2557

หนังเก่าฉายใหม่’แผลใจปชป.’

หนังเก่าฉายใหม่’แผลใจปชป.’ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

           ต้องเขียนถึงตระกูล “ศรีวิกรม์” อีกครั้ง เพราะมีบางเรื่องที่ยังค้างคาอยู่ และมีบางข้อมูลที่ผิดพลาด

ข้อมูลที่ว่าผิดพลาดนั้นคือ เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขต 4 (พระโขนง) เมื่อการเลือกตั้งทั่วไป ปี 2529 ผลปรากฏว่า สอบได้พร้อมกับ พิชัย รัตตกุล ส.ส.เก่าเจ้าของสนามนี้มาตั้งแต่ปี 2518

“เฉลิมพันธ์” จึงเป็น ส.ส.สมัยแรกที่กรุงเทพฯ พรรคประชาธิปัตย์ และสมัยที่ 2 ในสนามโคราช ในนามพรรคประชาชน

เขต 4 (พระโขนง) เป็นสมรภูมิการเมืองของตระกูลศรีวิกรม์ มาตั้งแต่ปี 2518 และ พ.ศ.โน้น มารดาของ “ทยา ทีปสุวรรณ” ก้าวสู่สังเวียนเลือกตั้งครั้งแรก

ก่อนจะมาเป็น “คุณหญิงอ๋อย” หรือ คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์ นั้น มีนามสกุลเดิมว่า “วุฑฒินันท์” เป็นบุตรีของ พ.ต.อ.สวงศ์ วุฑฒินันท์ กับประกอบกูล อภัยวงศ์

คุณตาของคุณหญิงศศิมาคือ พระยาอภัยภูเบศร ซึ่งในวงการเมืองทราบดีว่า ควง อภัยวงศ์ เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนแรกเป็นทายาทของพระยาอภัยภูเบศร แต่ตอนที่คุณหญิงศศิมาเล่นการเมือง กลับไม่เลือกลงสนามเลือกตั้งในนามพรรคประชาธิปัตย์

หลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งใหญ่ ประชาธิปไตยบานสะพรั่ง พรรคการเมืองเกิดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด และพงส์ สารสิน เพื่อนของคุณหญิงอ๋อยมาชักชวนให้ไปอยู่พรรคกิจสังคม ที่มี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เป็นหัวหน้าพรรค

พรรคกิจสังคม พ.ศ.โน้นคือศูนย์รวมของกลุ่มทุนใหม่ และที่สุด คุณหญิงศศิมาตัดสินใจเล่นการเมืองครั้งในชีวิต ได้เป็นกรรมการบริหารพรรคกิจสังคม โดยรับหน้าที่เป็นรองเลขาธิการพรรค

ในการเลือกตั้งทั่วไปปี 2518 คุณหญิงศศิมา ลงสมัคร ส.ส.กรุงเทพฯ เขตพระโขนง แต่ผลออกมาแพ้ พิชัย รัตตกุล ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ ชนิดฉิวเฉียด

“ผลออกมาแพ้ ปชป.เพียง 200 กว่าคะแนน ซึ่งเราฟ้องว่ามีการโกงเลือกตั้งเพราะตอนที่รวมคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งปรากฏว่าเราชนะ 900 กว่าคะแนน แต่พอไปถึง กทม.กลับกลายเป็นว่าเราแพ้ แต่การฟ้องไม่เป็นผล แต่เราต้องการให้รู้ว่าเราไม่ใช่จะยอมแพ้แบบติ๋มๆ ตัวเองก็ยังดีใจว่าลงครั้งแรกยังได้คะแนนมากขนาดนี้ ก็มีกำลังใจ” คุณหญิงศศิมาให้สัมภาษณ์นิตยสารผู้จัดการรายเดือน ฉบับเดือนพฤศจิกายน 2530

การเลือกตั้งทั่วไปปี 2519 คุณหญิงศศิมา ลงเขตเดิมคือเขตพระโขนง แข่งกับคนเดิม แม้เธอจะค่อนข้างมั่นใจ แต่ก็พ่ายแพ้ไปพันกว่าคะแนน

บนถนนการเมือง ดูเหมือนคุณหญิงศศิมาจะไม่ค่อยมีโชคนัก แม้การเลือกตั้งปี 2531 เธอจะกลับมาลงสมัคร ส.ส.เขตพระโขนง ในสีเสื้อพรรคประชาชน ก็ยังสอบตกอีกครั้งจนได้

สำหรับ “เฉลิมพันธ์” นั้นชอบพรรค ปชป.มานานแล้ว แถมยังชักชวนให้คุณหญิงอ๋อยเข้า ปชป.ตอนแพ้เลือกตั้งปี 2518

พอคุณหญิงศศิมาวางมือ “เฉลิมพันธ์” จึงเข้าพรรค ปชป. หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 โดยเวลานั้น พ.อ.(พิเศษ) ถนัด คอมันตร์ เป็นหัวหน้าพรรค และเฉลิมพันธ์ เป็นเลขาธิการของพรรค

ปี 2529 เฉลิมพันธ์ เป็น ส.ส.กทม. และเป็นรองหัวหน้าพรรค หลังจากเป็นรัฐบาลใต้บัลลังก์เปรมมา 2 สมัย การต่อสู้ชิงอำนาจภายใน ปชป. ก็ดำเนินไปอย่างเข้มข้น ระหว่าง “กลุ่ม 10 มกรา” โดยการนำของเฉลิมพันธ์ กับ “กลุ่มสะตอสามัคคี” ที่หนุนพิชัย รัตตกุล

ขุนศึกฝ่ายเฉลิมพันธ์คือ วีระ มุสิกพงศ์ ส่วนหัวหมู่ทะลวงฟันฝ่ายพิชัยก็มี สุเทพ เทือกสุบรรณ ยืนแถวหน้า โดย ชวน หลีกภัย เป็นกองหนุน

สุดท้ายฝ่ายเฉลิมพันธ์พ่าย ต้องยกพวกออกไปตั้ง “พรรคประชาชน” และเฉลิมพันธ์ ก็ย้ายสนามไปลงสมัคร ส.ส.ที่นครราชสีมา ตามคำชักชวนของเลิศ หงษ์ภักดี อดีต ส.ส.นครราชสีมา (เลิศเป็นบิดาของระนองรักษ์ และเป็นพ่อตาของไพโรจน์ สุวรรณฉวี)

ยิ่งกว่านิยาย เหนือกว่าหนังแฟนตาซี มาถึง พ.ศ.ปัจจุบัน “ลูกสาว-ลูกเขย” ของคุณศศิมา กลายเป็นขุนพลแก้วของ “กำนันสุเทพ”

แม้หลายคนพยายามจะโยงเรื่องอดีตมาผูกกับปัจจุบัน แต่คนที่รู้จักตระกูลศรีวิกรม์ เชื่อว่าพวกเขาลืมเรื่องราวแต่หนหลังไปแล้ว นับแต่วันที่ “ลูกเขย” เข้าสู่อ้อมอก ปชป. และเป็นสายตรงกำนันคนดังแห่งท่าสะท้อน

วรรคทองของนักเลือกตั้งที่ว่าไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ยังมีอยู่จริงและสะท้อนว่า การเมืองคือมายา ข้าวปลา(ผลประโยชน์)คือของจริง

เล่นการเมืองแบบ’ศรีวิกรม์’

Published มีนาคม 11, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140306/180272.html#.Ux8TaT-SxBM

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม 2557

เล่นการเมืองแบบ’ศรีวิกรม์’

เล่นการเมืองแบบ’ศรีวิกรม์’ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

                “ศรีวิกรม์” ตระกูลธุรกิจการเมืองที่เลื่องชื่อในอดีต กลับมาอยู่ในความสนใจของสื่ออีกครั้ง เมื่อลูกสาวกับลูกเขยของ “คุณหญิงศศิมา ศรีวิกรม์” เป่านกหวีดใส่คุณหญิงพจมาน ตามมาด้วยเหตุคนร้ายกราดเอ็ม 16 และอาก้า ถล่มบ้านพักตากอากาศของคุณหญิงศศิมาที่เขาใหญ่

เมื่อ 26 ปีที่แล้ว “เฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์” ตกเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน เมื่อตัดสินใจนำทีม “กลุ่ม 10 มกรา” ออกมาจากพรรคประชาธิปัตย์ และจัดตั้ง “พรรคประชาชน” โดยตัวเขาเองนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรค

ในการเลือกตั้งปีนั้น “เฉลิมพันธ์” นักอุตสาหกรรม และแลนด์ลอร์ดย่านถนนสุขุมวิท ไปลงสมัคร ส.ส.นครราชสีมา และคู่ชีวิต “คุณหญิงศศิมา” ลงสมัคร ส.ส.เขตพระโขนง กทม.

เป็นครั้งแรกที่สองตายายเล่นการเมืองสังกัดพรรคเดียวกัน เพราะก่อนหน้านั้น คุณหญิงศศิมา เข้าสู่ถนนการเมืองตั้งแต่ปี 2517 ได้ร่วมก่อตั้งพรรคกิจสังคม และลงสมัคร ส.ส.กทม. 2 หน แต่สอบตก

พอคุณหญิงศศิมาวางมือ “เฉลิมพันธ์” จึงเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยการบริจาคเงินก้อนโตให้พรรค จึงมีตำแหน่งเป็นเลขาธิการพรรคในยุค ปชป.ตกต่ำ แต่เฉลิมพันธ์ลงสมัคร ส.ส.ในนาม ปชป. ก็ไม่เคยสอบได้สักครั้ง

กระทั่งย้ายสนามไปลงสมัครที่โคราช จึงได้เป็น ส.ส.สมัยแรก และสมัยสุดท้าย เพราะหลังจากนั้น นักธุรกิจใหญ่ก็วางมือทางการเมือง

“เฉลิมพันธ์” เป็นบุตรชายคนสุดท้องของพระยาศรีวิกรม์ แต่งงานกับ “ศศิมา” บุตรสาวของ พ.ต.อ.สวงศ์ วุฑฒินันท์ กับ ประกอบกูล อภัยวงศ์ (ได้รับพระราชทานนามเป็นคุณหญิงในภายหลัง) ทั้งสองมีลูกชายและลูกสาวรวม 4 คนคือ พิมล, ชัยยุทธ, วิกร และทยา

“เฉลิมพันธ์-คุณหญิงศศิมา” มีธุรกิจในเครือข่ายมากมาย อาทิบริษัทเครื่องสุขภัณฑ์อเมริกัน สแตนดาร์ด (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทอุตสาหกรรมพรมไทย จำกัด, โรงเรียนศรีวิกรม์, ศรีวิกรม์ กรุ๊ป โฮลดิ้ง, เฟอร์นิเจอร์แบรนด์ All Living ฯลฯ

ปี 2544 ทายาทคนโตของเฉลิมพันธ์-ศศิมา คือ “พิมล ศรีวิกรม์” ทำให้ความเป็นตระกูลการเมืองกลับมาอีกครั้ง เมื่อ “พิมล” ได้เป็น ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคไทยรักไทย และเป็นคนสนิทของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

ชั่วโมงนี้ “ทยา ทีปสุวรรณ” ลูกสาวคนเล็กของคุณหญิงศศิมา และสามี “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” กำลังเด่นดังในฐานะแม่ทัพ กปปส.

“ตั้น” ณัฏฐพล บุตรชาย “วีระพันธุ์ ทีปสุวรรณ” ประธานกรรมการธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หลังจากเรียนจบจากสหรัฐ เขาก็เข้ามาเป็นผู้บริหารกิจการกระเบื้องคัมพานา พรมไทปิง และพรม Royal Thai บริษัทในตระกูลศรีวิกรม์ จึงได้พบรักกับลูกสาวคนเล็กของคุณหญิงศศิมา (ปัจจุบัน “อีฟ” ทยา เป็นผู้บริหารโรงเรียนศรีวิกรม์)

ปี 2550 “ณัฏฐพล” เข้ามาสู่ชายคาพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส.เขต 10 กทม. ตอนแรกสอบตก แต่มีเลือกตั้งซ่อมปี 2552 จึงสอบได้ และมีตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการพรรค ส่วนภรรยา “ทยา” ก็เข้ามารับตำแหน่งรองผู้ว่าฯ กทม.

นัยว่า ทั้งณัฏฐพล-ทยา ต่างก็เป็นคนสนิทสายกำนันสุเทพ ที่รับตำแหน่งเลขาธิการพรรคสมัยโน้น และแม้ว่ากำนันจะวางมือในฐานะแม่บ้านพรรค แต่ณัฏฐพลก็ยังเป็น ผอ.พรรค จนถึงวันที่ลาออกมาเป็นแกนนำ กปปส.

จะว่าไปแล้ว ทั้งคู่ก็เติบโตมาในแวดวงการเมือง ดังบทสัมภาษณ์ของณัฏฐพล ในเนชั่นสุดสัปดาห์ เมื่อ 6 ปีที่แล้ว

“เราสองคนสนใจงานการเมืองอยู่แล้ว คุณพ่อผมก็เคยเป็นที่ปรึกษาท่าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตอนผมเด็กๆ คุณพ่อก็ตัดข่าวการเมือง เศรษฐกิจ ให้เราดูเพื่อปลูกฝัง พอมาอยู่ที่บ้านนี้ คุณพ่ออีฟ (คุณเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์) ก็เคยเป็นอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ คุณแม่ (คุณหญิงศศิมา) ก็เคยอยู่พรรคกิจสังคม ส่วนพี่ชายอีฟ (คุณพิมล) ก็เคยเป็น ส.ส.ไทยรักไทย เพราะฉะนั้นก็จะพูดเรื่องการเมืองกันตลอดเวลา”

วันนี้ “ณัฏฐพล-ทยา” เป็นแม่ทัพเคียงกาย “ลุงกำนัน” ขณะที่ “พิมล” พ้นจากการเว้นวรรคทางการเมือง ก็กลับเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย
นี่แหละคือการเมืองแบบศรีวิกรม์ การเมืองแบบนักธุรกิจการเมืองรุ่นเก่าที่ “ชอบทุกพรรค รักทุกคน”

คนภูสระดอกบัว

Published มีนาคม 11, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140227/179811.html#.Ux7MGT-SxBM

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 27 กุมภาพันธ์ 2557

คนภูสระดอกบัว

คนภูสระดอกบัว : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

             ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ได้เกิดความรุนแรงขึ้นหลายครั้ง และหลายคนเริ่มวิตกอกสะท้าน เมื่อได้ทราบข่าวการนัดรวมพลของคนเสื้อแดง ด้วยหวั่นว่าจะเกิดการปะทะกับกลุ่มมวลชน กปปส.

ในความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดง จู่ๆ ก็มี “คลิปแถลงการณ์ของผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย เขต 444” เผยแพร่ผ่านยูทูบ ซึ่งมีเนื้อหาโจมตีกลุ่มอำมาตย์ และเตรียมประกาศตั้งกองกำลังอาสาสมัครปกป้องประชาธิปไตย

พูดถึงเขต 444 หรือ เขตภูสระดอกบัว ในคอลัมน์นี้ได้กล่าวถึงอยู่ 2-3 ครั้ง เนื่องจากเขตงานของอดีตสหาย ตกเป็นข่าวใหญ่ในหน้าหนังสือพิมพ์หลายครั้ง

4 ปีก่อน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็ไปสวมหมวกดาวแดงปราศรัยเรื่องการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 ต่อหน้าผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย (ผรท.) ที่อนุสรณ์สถานวีรชนประชาชน บ้านบาก ต.บาก อ.ดอนตาล จ.มุกดาหาร

เมื่อ 10 มกราคม 2557 อดีต ผรท.อีสานเหนือและอีสานใต้นับพันคน ได้นัดหมายชุมนุมแสดงพลังและอ่านแถลงการณ์ฉบับหนึ่ง ในนาม “กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเพื่อประชาธิปไตย”

สำหรับเหตุการณ์ล่าสุด 22 กุมภาพันธ์ 2557 เป็นงานรำลึกสหายที่เสียสละในเขตงานภูสระดอกบัว ณ อนุสรณ์สถานฯ ซึ่งอดีตสหายได้จัดกันเป็นประจำทุกปี

เท่าที่สอบถามจากเพื่อนมิตร ก็ทราบว่า สหายเก่าทางฝั่งอำนาจเจริญ และยโสธร ไม่ได้ไปร่วมงานมากนัก จึงเหลือกลุ่มสหายแถวบ้านบากที่เป็นเจ้าภาพ แต่ที่น่าแปลกใจคือ มีอดีตสหายจากเขตงานอื่นมาร่วมงานเป็นจำนวนมาก

ในที่สุด “กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเพื่อประชาธิปไตย” ที่เป็นฝ่ายประสานงาน ก็ได้อ่านแถลงการณ์ โดยกำหนดเข็มมุ่งหลอมรวมประชาชนทุกกลุ่มบุคคลทุกชนชั้นที่รักประชาธิปไตย เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย โดยยึดหลักแสวงจุดร่วมสงวนจุดต่าง

นอกจากนี้ ให้เตรียมพร้อมอย่างสูงสุดเพื่อร่วมประสานปฏิบัติการที่มียุทธศาสตร์ยุทธวิธีเพื่อรักษาประชาธิปไตยอย่างมีจังหวะก้าว

เมื่อมีสัญญาณการลงมือทำรัฐประหาร ก็มีแนวทางดังต่อไปนี้ ให้มวลชน ประชาชนทุกกลุ่มบุคคลทุกชนชั้นที่รักชาติประชาธิปไตยทั้งหมดสมัครเข้าเป็นกองกำลังอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตย ให้มีการฝึกฝนในภาคปฏิบัติเพื่อต่อต้านการกบฏได้ทุกรูปแบบ

เฉพาะหน้ามีข้อเสนอต่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ให้รักษาอำนาจการบริหารไม่ให้ลาออกเด็ดขาด, ให้รัฐบาลใช้กฎหมายต่อกลุ่มกบฏ กปปส. และเมื่อมีการก่อรัฐประหารให้รัฐบาลจัดตั้งกองกำลังปราบกบฏในพื้นที่ภาคอีสานหรือภาคเหนือ

ที่ผู้คนตกใจ ก็ตรงข้อสุดท้าย พวกเขาเสนอให้รัฐบาลประกาศรับสมัครกองกำลังอาสาสมัครช่วยรัฐบาลในการปราบกบฏโดยเร็ว และจัดทำแผนรับรองการปฏิบัติการ

ดั่งที่เคยเขียนไว้ว่า ผรท.ภาคอีสาน ที่เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่มีหลายกลุ่ม โดยส่วนใหญ่ก็เป็นกลุ่มที่เรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องค่าชดเชยในการประกอบอาชีพ รายละ 2.2 แสนบาท ไม่สนใจเรื่องการเมือง

กลุ่ม ผรท.อีสานที่แสดงตัวเป็นองค์กรทางการเมืองชัดเจน ก็มีแค่ “กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเพื่อประชาธิปไตย” กับ “กลุ่มพลังธรรมาธิปไตย”

กลุ่มผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยเพื่อประชาธิปไตย มีจุดยืนไม่เอารัฐประหาร และต่อต้านระบอบอำมาตย์

กลุ่มพลังธรรมาธิปไตย (กองทัพปลดแอกประชาชนเพื่อประชาธิปไตย) มีจุดยืนต้านทุนสามานย์ และสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

กลุ่มสหายเก่าในสายพลังธรรมาธิปไตย ได้ยกขบวนไปชุมนุมโค่นระบอบทักษิณ ที่ท้องสนามหลวงตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว แต่ต้องเลิกราก่อน เพราะมีปัญหาภายในองค์กร

กล่าวเฉพาะเขตภูสระดอกบัว ก็มีอดีตสหายได้เข้าร่วมทำกิจกรรมกับ 2 องค์กรข้างต้น แต่จำนวนไม่มาก

คนส่วนใหญ่ในเขตภูสระฯ ยังเป็นกลุ่มที่เรียกร้องผลประโยชน์ส่วนตัว อย่างกรณีเงินช่วยเหลือ ผรท. และไม่สนใจการรื้อฟื้นอุดมการณ์เก่าของคนบางกลุ่ม

สายลมเปลี่ยนทิศ ดวงจิตเปลี่ยนทาง คนภูสระฯ ตัวจริงก็ทำมาหากินตามประสาชาวนาชาวไร่ ไม่ได้ตามแห่ไปกับขบวนไหน

เรื่องเก่า-กรรมเก่าของ’ชาวนา’

Published กุมภาพันธ์ 23, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140220/179334.html#.Uwny4eOSxBM

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ 2557

เรื่องเก่า-กรรมเก่าของ’ชาวนา’

เรื่องเก่า-กรรมเก่าของ’ชาวนา’ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

            พ.ศ.2557 พ.ศ.ที่ผู้คนรักชาวนามากมาย ทั้งจากฝ่ายไล่รัฐบาล และฝ่ายรักรัฐบาล

เช้าวันอังคาร มีภาพข่าวบนหน้า นสพ.หลายฉบับ เมื่อกลุ่มชาวนานำรถอีแต๊กพุ่งชนรั้วลวดหนามที่ขึงไว้ และช่วยกันรื้อลวดหนามออก จนมีชาวนาโดนรั้วลวดหนามบาดมือหลายราย

เหตุเกิดที่สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม เมืองทองธานี ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นที่ทำงานชั่วคราวของรัฐบาล โดยกลุ่มชาวนามาติดตามทวงถามเงินจากโครงการ “รับจำนำข้าว” ที่รัฐบาลค้างจ่ายกับชาวนา

000

พ.ศ.2517 พ.ศ.ที่ชาวนาเดินทางมาชุมนุมในเมืองหลวงเป็นครั้งแรก เพื่อเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาค่าเช่านาที่ไม่เป็นธรรม และจัดหาที่ทำกินให้ชาวนา ซึ่งเป็นสองปัญหาใหญ่ ที่ทำให้ชาวนาทุกข์ยากปากหมอง

แต่ก่อนที่ทัพชาวนาจะเคลื่อนจากชนบทสู่นาคร หนังสือพิมพ์วิเคราะห์ข่าวรายสัปดาห์ “ประชาชาติ” ฉบับที่ 7 วันที่ 27 ธันวาคม 2516 เป็นภาพสาวชาวนา มือขวากำด้ามเคียว มือซ้ายอุ้มงอบไว้ในอ้อมกอด พร้อมคำพาดปกว่า “ชาวนาปี 2517”

ในเล่มมีรายงานเชิงวิเคราะห์ เรื่อง “ข้าวพร่องหม้อของชาวนา” ว่าด้วยสถานการณ์ข้าวในฤดูการผลิต 2516/2517 ซึ่งตอนหนึ่งได้ระบุข้อเรียกร้องของชาวนา

“สิ่งที่ชาวนาต้องการให้รัฐบาลทำอย่างยิ่ง ก็คือการประกาศการประกันราคาข้าว ที่จะบังคับให้พ่อค้าข้าวต้องซื้อข้าวจากชาวนาในราคาที่เป็นธรรม ที่ชาวนาจะลืมตาอ้าปากพอที่จะยึดการทำนาเป็นอาชีพได้”

นโยบาย “ประกันราคาข้าว” นั้นมีมาตั้งแต่ยุครัฐบาลจอมพลถนอม กิตติขจร เนื่องจากราคาข้าวตกต่ำเหลือเกวียนละ 500 บาท รัฐบาลจึงต้องประกันราคาเป็นเกวียนละ 1,000 บาท

ฤดูการทำนาปี 2515/2516 อันเป็นปีสุดท้ายของรัฐบาลถนอม ได้ประกันราคาข้าวไว้ที่เกวียนละ 1,300 บาท

มาถึงฤดูการทำนา ปี 2516/2517 ชาวนาเรียกร้องให้รัฐบาลประกันราคาข้าว ในราคาเกวียนละ 2,000 บาท เป็นราคาที่จะพอสมน้ำสมเนื้อกับภาวะค่าครองชีพ แต่รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ไม่มีนโยบายประกันราคาข้าว เพราะราคาข้าวสูงถึงเกวียนละ 1,600-1,700 บาท

เหตุที่ราคาข้าวขยับสูงขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ก็เนื่องจากมาจากเกิดภาวะแห้งแล้งในภาคอีสาน และน้ำท่วมซ้ำเติมในภาคกลาง ไร่นาเสียหาย ผลผลิตข้าวจึงมีน้อย แต่ความต้องการข้าวในตลาดต่างประเทศสูง พ่อค้าข้าวจึงกว้านซื้อข้าวเปลือกในราคาสูงเพื่อแย่งชิงตลาดการส่งออก

จรูญ สีบุญเรือง รมช.พาณิชย์ รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ ให้สัมภาษณ์ประชาชาติว่า สืบเนื่องจากราคาข้าวสูง รัฐบาลสัญญา ธรรมศักดิ์ จึงไม่มีนโยบายประกันราคา และรัฐมนตรีคนนี้ก็พูดถึงชีวิตชาวนา พ.ศ.นั้นไว้น่าสนใจ

“แม้ราคาข้าวจะดี แต่ชาวนาของเรา ก็ยังคงจนอยู่นั่นเอง เพราะเป็นความจนที่เกิดจากกรรมเก่า ที่ว่ากรรมเก่า ก็เพราะชาวนาของเราจนมานานแล้ว ต้องกู้หนี้ยืมสินเขา หรือไม่ก็ต้องเช่าที่ดินทำกิน

และการเช่าที่นาในปัจจุบัน ก็เป็นเรื่องทารุณมาก เพราะเจ้าของที่ดินไม่เคยเกื้อกูลชาวนา มิหนำซ้ำยังเก็บค่าเช่า โดยคิดแบ่งครึ่งจากรายได้ชาวนาทั้งหมด โดยเจ้าของที่ดินไม่ได้ทำอะไรเลย ที่ร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือแหล่งเงินกู้ ซึ่งคิดดอกเบี้ยร้อยละสิบต่อเดือนไปจนถึงร้อยละสิบต่อวัน กู้ไม่ถึงปีก็ทบต้นเสียแล้ว”

40 ปีผ่านมา ภาพสะท้อนชาวนาไทยผ่านปากคำของอดีตรัฐมนตรี ในรัฐบาลเฉพาะกาล หลังเหตุการณ์ 14 ตุลา เหมือนฉายหนังเรื่องเก่าใน พ.ศ.ที่ผู้คนกำลังมะรุมมะตุ้มรุมรักชาวนา

พ.ศ.ปัจจุบัน วิถีการผลิตชาวนาเปลี่ยนไปตามยุคสมัย ไม่ต้องคราดไถ ไม่ต้องลงแรงปักดำ ไม่ต้องกำด้ามเคียวเกี่ยวข้าว แต่หนี้สินก็เพิ่มเป็นเงาตามตัว เพราะต้นทุนการทำนาสูงขึ้น

“ชาวนาของเราจนมานานแล้ว ต้องกู้หนี้ยืมสินเขา หรือไม่ก็ต้องเช่าที่ดินทำกิน” คำพูดนี้ยังคงกังวานอยู่ในท้องทุ่ง

‘ต้อย ทีนิวส์’กับกำนันสุเทพ

Published กุมภาพันธ์ 23, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140213/178839.html#.UwntK-OSxBM

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 13 กุมภาพันธ์ 2557

‘ต้อย ทีนิวส์’กับกำนันสุเทพ

‘ต้อย ทีนิวส์’กับกำนันสุเทพ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

               “ผมพูดเรื่อง..ปฏิวัติประชาชน…กับสุเทพ บ่อยครั้ง ถูกถามกลับมาเสมอ คุณคิดว่าประชาชนพร้อมแล้วหรือ ผมตอบว่า 80 ปีที่ผ่านมา หลังจากชิงอำนาจจากพระมหากษัตริย์มาแล้ว ประชาชนได้สัมผัสกับคำว่า อำนาจของตัวเองน้อยมากจากอำนาจเผด็จการ ทหาร สู่เผด็จการทุนนิยม ประชาธิปไตยคือมายาจอมปลอมที่ทหาร ทุน นักการเมือง ใช้มอมเมาด้วย..การสร้างให้เชื่อว่า ประชาธิปไตยคือการเลือกตั้ง

“เมื่อสุเทพ บอกว่าพร้อม คนที่รอวันนี้มา 36 ปีเช่นผม จึงไม่รีรอที่จะบอกว่า..เดินไปด้วยกัน ผมลาออกจากทีนิวส์ ไม่อยากให้น้องๆ ที่ร่วมสร้างองค์กรกันมาต้องเดือดร้อน ทิ้งอาชีพที่รัก เอาธุรกิจที่มีเข้าเสี่ยง…ด้วยเหตุผลเดียว…เชื่อหัวใจของ…สุเทพ ที่เราจะเดินไปให้สุดฝัน”

“ต้อย” สนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม เขียนบันทึกไว้ในเฟซบุ๊กเมื่อวันที่เขาตัดสินใจเป็นหนึ่งใน “คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” (กปปส.)

จากชีวิตนักกิจกรรมปีกซ้ายในรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง และการเป็นนักกิจกรรมที่ถนัดการทำงานมวลชน จึงมีโอกาสร่วมงานกับ ดร.จิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และจากจุดนี้เอง ทำให้เขาได้ทำงานด้านสื่อโทรทัศน์ และวิทยุ

มีบางช่วงที่ “สนธิญาณ” ออกไปโลดแล่นสร้างอาณาจักรสื่อร่วมกับกลุ่มทุนโทรคมนาคม แต่สุดท้าย เขาก็กลับมาหา “ดร.จิรายุ” บุคคลที่เขาเคารพนับถือมากที่สุด รองลงไปก็เป็น บุญชัย เบญจรงคกุล และ ประชา มาลีนนท์

เมื่อ “ดร.จิรายุ” ริเริ่มก่อตั้ง “มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์” (The Crown Property Bureau Foundation) ขึ้นเมื่อปี 2549 เพื่อให้เป็นองค์กรสาธารณกุศล ในการสนับสนุน และดำเนินกิจกรรมอันเป็นประโยชน์ต่อสังคม “สนธิญาณ” ก็ได้เข้ามาช่วยเหลืองานมูลนิธิ เกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนเมือง และการอนุรักษ์ผืนป่าภาคใต้

หลังรัฐประหาร 2549 “สนธิญาณ” แยกตัวออกจากมา “เสี่ยบุญชัย” มาก่อร่างสร้าง “สำนักข่าวทีนิวส์” เพื่อทำรายงานข่าวทางเอสเอ็มเอส ผ่านทางผู้ให้บริการทั้ง 3 ค่ายคือ เอไอเอส, ดีแทค และ ทรู มีสมาชิกถึงประมาณกว่า 3 แสนราย

“สนธิญาณ” บอกกับผู้คนว่า สถานที่ตั้งสำนักข่าวทีนิวส์ เป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินฯ (บริเวณตลาดขวัญ นนทบุรี) อีกสองปีต่อมา เขาตัดสินใจทำสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง “ทีนิวส์ทีวี” กระทั่งเกิดเหตุการณ์ยุทธการโค่นอำมาตย์ของคนเสื้อแดง 2 ปีซ้อน (ปี 2552-2553) เขาจึงกระโจนเข้าเคลื่อนไหวทางการเมืองกับ “กลุ่มสยามสามัคคี” ประกาศตัวเป็นปฏิปักษ์กับระบอบทักษิณ

มิเพียงเท่านั้น เขายังจัดตั้งองค์กรพิทักษ์ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และใช้สื่อทีนิวส์ดับเครื่องชนขบวนการล้มเจ้า นับตั้งแต่ได้ทำรายการข่าวในช่องเอ็นบีที

ในอีกมิติหนึ่งของ “ต้อย ทีนิวส์” คือความเป็น “มิสเตอร์คอนเนกชั่น” ย้อนไปช่วงกลางปี 2555 “กำนันสุเทพ” เริ่มคิดอ่านเคลื่อนไหว “การเมืองภาคประชาชน” โดยสนับสนุนการก่อตั้งสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม “ช่องไทยทีวีดี” มอบหมายให้ “สนธิญาณ” เป็นผู้บริหาร

ผู้ที่รับหน้าเสื่อเป็นเจ้าของช่องไทยทีวีดีคือ ทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง นักธุรกิจ นักกฎหมาย อดีตอัยการอาวุโส ซึ่ง “ทวีศักดิ์” ต่างสนิทชิดเชื้อกับ ถาวร เสนเนียม และสุเทพ เทือกสุบรรณ

“สนธิญาณ” ยังจับมือ ชัยวัฒน์ สุรวิชัย และเพื่อนพ้องน้องพี่ ก่อตั้ง “สถาบันพัฒนาการเมืองและคุณภาพคน” เป็นคลังสมองของช่องไทยทีวีดี และองค์กรภาคประชาชนต้านระบอบทักษิณ

หลังจากนั้น “สุเทพ” ก็เดินสายเปิดตัว “สานเสวนาเวทีประชาชน” ที่ชุมพร, ตรัง, นครศรีธรรมราช และสงขลา โดยมีการถ่ายทอดสดผ่านทีวีดาวเทียม 3 ช่องคือ บลูสกาย, ทีนิวส์ และไทยทีวีดี

นี่เป็นก้าวแรกของ “สุเทพ” ที่เริ่มงานการเมืองนอกสภา และต่อมา พรรคประชาธิปัตย์ เห็นชอบแนวทางดังกล่าว จึงเปิดเวทีผ่าความจริงฯ สัญจรไปทั่วประเทศ

ต้นปีที่แล้ว ช่องไทยทีวีดียุติการออกอากาศ เนื่องจากไม่ประสบความสำเร็จทางธุรกิจ ส่งผลให้ช่องทีนิวส์ ต้องแบกรับภาระต้นทุนการผลิต

ตรงกันข้าม ช่องบลูสกาย กลายเป็นช่องทีวีที่เติบโตไปพร้อมกับเวทีผ่าความจริงฯ และเมื่อเกิดการชุมนุมของมวลมหาประชาชน เรตติ้งของช่องบลูสกายก็ติดลมบน

จะอย่างไรก็ตาม เจ้าสำนักทีนิวส์ ที่ยอมรับว่า “เอาธุรกิจที่มีเข้าเสี่ยง…ด้วยเหตุผลเดียว…เชื่อหัวใจของ…สุเทพ ที่เราจะเดินไปให้สุดฝัน” คงมีคำตอบสำหรับคำถามว่า จะเอาไง? ในวันสิ้นอิสรภาพชั่วคราว

นิยายชีวิต’โกตี๋ เรดการ์ด’

Published กุมภาพันธ์ 23, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140206/178337.html#.Uwno6uOSxBM

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ 2557

นิยายชีวิต’โกตี๋ เรดการ์ด’

นิยายชีวิต’โกตี๋ เรดการ์ด’ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

            ตอนสายๆ วันจันทร์ที่ผ่านมา ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ ผู้ดำเนินรายการข่าวทางคลื่นเอฟเอ็ม 97 และช่องสปริงนิวส์ ต่อสายหา “โกตี๋” เพื่อสอบถามเหตุการณ์ที่แยกหลักสี่ ซึ่งตอนท้ายๆ โกตี๋ครวญขอความเห็นใจจากผู้คน ด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“ผมนั่งรถทัวร์หนีออกจากพื้นที่หลายวันเเล้ว เพราะมีคนใส่ชุดทหารมาที่สถานีของผม เเละปาประทัดยักษ์”

ฟังจากคำบอกเล่าเหมือนกับว่า โกตี๋หนีตายแบบกะทันหัน มีเสื้อผ้าติดตัวมาเพียงชุดเดียว

ถัดจากนั้นมาไม่กี่ชั่วโมง ในเฟซบุ๊กของ “ลุงยิ้ม” เพื่อนรักของโกตี๋ ก็ปรากฏภาพของ “แดงนอกคอก” คนนี้ นั่งยิ้มแฉ่งอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งในฮ่องกง

แต่ไม่มีใครยืนยันว่า เขาหลบซ่อนตัวอยู่ที่ฮ่องกง หรือไปอยู่กัมพูชา ตามที่ฝ่ายตรงข้ามปล่อยข่าว

สองปีนี้ ชื่อของ “โกตี๋” หรือ วุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ ขึ้นชั้นเป็นเซเลบแดง มีสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศให้ความสนใจมากมาย ไม่แพ้ “จตุพร-ณัฐวุฒิ” หรือ “เหวง-ธิดา” หรือ “ขวัญชัย ไพรพนา”

ลักษณะพิเศษของโกตี๋ คล้ายขวัญชัย ตรงที่มีความเป็น “นักเลงบ้านนอก” พูดจาโผงผาง ไม่ใช่พวกแดงทฤษฎีจ๋า และรู้จักใช้สื่อ นอกจากจะเป็นเจ้าของสถานีวิทยุชุมชน และเป็นนักจัดรายการเอง โกตี๋ยังให้สัมภาษณ์สื่อทุกสำนัก โดยไม่เกี่ยงว่าสื่อนั้นจะมีสีไหน?

โกตี๋สันทัดในการให้สัมภาษณ์สื่อ ถ้าเป็นทีวีจอแดงก็พูดอย่างหนึ่ง ทีวีฝ่ายตรงข้ามเสื้อแดง ก็พูดอีกอย่างหนึ่ง สำหรับสื่อต่างชาติ ได้ทำข่าวขบวนการโกตี๋ไปเผยแพร่มากมาย

ก่อนการวันเลือกตั้งปี 2554 “โกตี๋” กับ “ศรรักษ์ มาลัยทอง” อาศัยสถานีวิทยุชุมชน เป็นศูนย์กลางการทำกิจกรรมเปิด “หมู่บ้านเสื้อแดง” ขึ้นที่ปทุมธานี ต่อมา “ศรรักษ์” ก็หอบเครื่องส่งวิทยุ แยกตัวออกไปจากโกตี๋ และช่วงนั้นดีเจแดงนอกคอกได้จัดวิทยุทางอินเทอร์เน็ตแทน

ในพื้นที่ปทุมธานี มีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดงอยู่หลายสถานี ส่วนใหญ่จะอยู่ในเขต อ.ลำลูกกา ซึ่งเป็นบริเวณชายแดนกรุงเทพฯ โดยเฉพาะย่านดอนเมือง-สายไหม โกตี๋จึงมีความสนิทสนมกับ “เก่ง ดอนเมือง” หรือ การุณ โหสกุล อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย

มินับ “บิ๊กแจ๊ด” พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ซึ่งโกตี๋ให้ความเคารพนับถือ เนื่องจากนายตำรวจใหญ่ “มากบารมี” ในท้องที่ปทุมธานีมาก่อน

ถ้ายึดตามหลักทฤษฎีการเมืองของประธาน นปช. ก็ต้องจัดให้โกตี๋ หรือขวัญชัย เป็นพวกวีรชนเอกชน ไม่ยอมรับการนำรวมหมู่รับผิดชอบโดยบุคคล

ยกตัวอย่างสถานีวิทยุชุมชนคนเสื้อแดง 13 สถานี รวมตัวเป็น “กลุ่มสื่อวิทยุประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” (กวป.) เมื่อกลางเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว แต่แดงนอกคอกรายนี้ ได้ไปตั้งองค์กรใหม่ “เครือข่ายพลังประชาธิปไตยแห่งชาติ” (คปช.)

แถมโกตี๋ ยังเปิดอีเวนท์ทวงคืนพลังงานไทย โดยจัดรายการเสวนาตีแสกหน้าผ่าความจริง “พลังงานไทยที่ถูกปกปิด คนไทยยากจน..เพราะถูกปล้นไป” ภายในสำนักงานเรดการ์ดเรดิโอ ย่านลำลูกกา โดยมีวิทยากร ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี มาร่วมงานเสวนาด้วย

ทั้งที่ ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เป็นเจ้าประจำเดินสายขึ้นเวทีเปิดโปงเรื่อง ปตท.ขูดรีดประชาชนไทย และอธิบายเรื่องพลังงานไทย ขุมทรัพย์ใต้ดิน บนเวทีพันธมิตรฯ โกตี๋ก็ไม่สนใจ แต่หลังจากนั้นไม่นาน โกตี๋กลับเปิดอีเวนท์หนุน ปตท.ขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี

ปลายปีที่แล้ว โกตี๋บ่ายหน้าไปหนุน “ดาชัย อุชุโกศลการ” อดีตแกนนำหมู่บ้านเสื้อแดงภาคเหนือ ตั้งพรรคพลังประเทศไทย และในการเลือกตั้งครั้งที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ ทั้งโกตี๋ และสหายรัก “ลุงยิ้ม ตาสว่าง” ต่างก็หนุนพรรคของ “ดาชัย”

พลันที่ “กำนันสุเทพ” นำมวลชนออกสู่ท้องถนน โกตี๋เป็นแดงกลุ่มแรกๆ ที่ตั้งเวทีต้านกำนันสุเทพ ที่เวทีอนุสรณ์สถาน ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

แม้ผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยจะขอร้อง นปช. และกลุ่ม กวป. รวมถึงกลุ่มเล็ก บ้านดอน ยุติการตั้งเวทีประชันกำนันสุเทพ แต่โกตี๋ ไม่หยุด เดินหน้าจัดการชุมนุมต่อไป โดยใช้คลื่นเรดการ์ดเรดิโอ เป็นกระบอกเสียง

วันนี้ โกตี๋ หายไปจากเวทีที่อนุสรณ์สถาน แต่นิยายชีวิตโกตี๋ยังไม่จบ

เรื่องเล่าของ’ผู้ชายสองคน’

Published มกราคม 31, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140130/177859.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 30 มกราคม 2557

เรื่องเล่าของ’ผู้ชายสองคน’

เรื่องเล่าของ’ผู้ชายสองคน’ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

             “เกียรติของพวกเรา ทำไมต้องมักได้รับยามที่หมดลมหายใจ…”

ทศพล จันทิมา หนึ่งในแกนนำ “กองทัพประชาชน และเครือข่ายปฏิรูปพลังงาน” โพสต์ข้อความดังกล่าวไว้ที่เฟซบุ๊กส่วนตัว ในวันที่เขาต้องเดินทางไปรับศพสหายรักที่โรงพยาบาลรามาธิบดี

ย้อนไปเมื่อปลายปีที่แล้ว ในวันแรกๆ ที่พวกเขาในนาม “กองทัพประชาชน โค่นระบอบทักษิณ” นัดรวมพลที่สวนลุมพินี “ทศพล” ได้ถ่ายทอดความรู้สึกส่วนตัวไว้ในหัวข้อ “วันล้างตา” ตอนที่ 1

“ช่วงเวลาหนึ่ง ผมหวนคำนึงถึงค่ำคืนที่แสนเจ็บปวดในใจ ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ณ ถนนราชดำเนิน (ตรงข้ามกับยูเอ็น) ผมและคุณสุทิน ธราทิน ยืนอยู่บนหลังคารถเครื่องขยายเสียง พูดคุยปลอบประโลมใจพี่น้อง หลัง “เสธ.อ้าย” ประกาศสลายการชุมนุม เสียงบ่น ด่า และให้กำลังใจเราสู้ต่อไป เราส่งพี่น้องภาคใต้กลับเป็นกลุ่มสุดท้าย เราสองคนจึงแยกย้ายกันกลับบ้าน…”

“ทศพล” กับ สุทิน ธราทิน ยังจดจำภาพในค่ำคืนวันที่ 24 พฤศจิกายน 2555 หลังจาก “สมณะโพธิรักษ์’ ได้ขึ้นเวทีเล่าเหตุการณ์โดนแก๊สน้ำตา และสถานการณ์อันสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียถึงชีวิต ตามมาด้วย “เสธ.อ้าย” พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ ประธานองค์การพิทักษ์สยาม ประกาศเลิกชุมนุม

ผู้ชายสองคน มีปูมหลังต่างกัน “ทศพล” ประกอบอาชีพรับจ้างทำโฆษณา และเป็นสื่อมวลชนท้องถิ่นอยู่ที่ราชบุรี ส่วน “สุทิน” เป็นนักพัฒนา นักพูด นักฝึกอบรม ฯล ที่ผ่านการทำงานในองค์กรพัฒนาเอกชนมาหลายแห่ง

ช่วงปี 2549-2551 พวกเขามาพบกัน ในวันที่ขบวนการต่อต้านระบอบทักษิณคึกคัก อยู่ภายใต้ร่มธงพันธมิตรฯ

ทั้งคู่ได้ร่วมกันก่อร่างสร้าง “พรรคการเมืองใหม่” ร่วมกับ สมศักดิ์ โกศัยสุข จนกระทั่ง พรรคการเมืองใหม่ มีปัญหาภายในองค์กร จึงแยกย้ายกันไปคนละทิศคนละทาง

เมื่อ พล.อ.บุญเลิศ แก้วประสิทธิ์ แห่งองค์การพิทักษ์สยาม แสดงจุดยืนล้มระบอบทักษิณ “สุทิน-ทศพล” ก็เข้ามาร่วมด้วยช่วยงานด้านบริหารจัดการมวลชน

แม้การต่อสู้ของ “เสธ.อ้าย” จะพ่ายในยกแรก แต่ทั้งคู่ก็มิได้ทอดทิ้งกลุ่มนายทหารอาวุโสให้อยู่โดดเดี่ยว รอจนถึงวันที่มี “กระแสหน้ากากขาว” พวกเขาจึงคิดการวางแผนการต่อสู้ครั้งใหม่

18 มิถุนายน 2556 ที่โรงแรมตรัง ถนนวิสุทธิกษัตริย์ “ทศพล-สุทิน” จึงแถลงข่าวเรื่องการจัดตั้ง “กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ”

20 กรกฎาคม 2556 พล.ร.อ.ชัย สุวรรณภาพ เพื่อนรัก “เสธ.อ้าย” เปิดตัว “คณะเสนาธิการร่วม กองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ” พร้อมกับนัดหมายชุมนุมใหญ่ที่สวนลุมพินี

“สุทิน” กลายเป็นคนหนุ่มที่สุดภายในหมู่อดีตนายทหารอาวุโส ด้วยเหตุนี้ เขาจึงได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าการ์ด ทั้งที่เขาไม่มีประสบการณ์ด้านนี้มาก่อน

อย่างไรก็ตาม ความเป็นนักฝึกอบรมของสุทิน จึงรวบรวมกลุ่มนักเรียนอาชีวะ และจัดตั้งองค์กร “รวมพลังอาชีวะ ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์” ซึ่งก่อนหน้านั้น ชาวอาชีวะเหล่านี้ได้มีการแสดงตัวตนบนโซเชียลมีเดีย ผ่านหน้าเพจกองทัพประชาชนฯ

ครั้นการต่อสู้บนท้องถนน พัฒนามาเป็นขบวนการมวลมหาประชาชนของ “ลุงกำนัน” ด้านกองทัพประชาชนฯ กับกองทัพธรรม ได้กลายเป็น “แนวร่วม” และจัดการชุมนุมคู่ขนานอยู่แถวสะพานมัฆวานฯ

เมื่อ “ลุงกำนัน” ประกาศปิดกรุงเทพฯ “สุทิน-ทศพล” พร้อม นพ.ระวี มาศฉมาดล ได้นำมวลชนมาปักหลักตั้งเวทีใหม่อยู่ที่กระทรวงพลังงาน โดยใช้ชื่อองค์กร “กองทัพประชาชนและเครือข่ายปฏิรูปพลังงานไทย” (กคป.) พวกเขามองว่า เวทีใหญ่ กปปส. ไม่ได้พูดถึงการปฏิรูปพลังงาน จึงต้องออกมาเคลื่อนไหวยึดกระทรวงพลังงาน และ ปตท. ที่ถือว่าเป็นท่อน้ำเลี้ยงใหญ่ของระบอบทักษิณ

ฉะนั้น คำขวัญของ กคป. จึงกำหนดขึ้น “พลังงานไทย ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันถือว่าเป็นหัวใจหลักของระบอบทักษิณ ต้องกลับคืนมาเป็นของคนไทยทุกคน”

จะว่าไปแล้ว ข่าวสารการชุมนุมของกลุ่ม กคป. ที่กระทรวงพลังงาน ถูกกลบด้วยข่าวจากเวทีใหญ่อย่างเวทีปทุมวัน เวทีราชประสงค์ เวทีห้าแยกลาดพร้าว ฯลฯ จึงไม่ค่อยมีใครทราบถึงกิจกรรมของพวกเขามากนัก

จวบจนถึงวันอาทิตย์ที่ผ่านมา 3 แกนนำหลักนำขบวน กคป. ออกจากที่มั่นกระทรวงพลังงาน ไปปฏิบัติภารกิจคัดค้านการเลือกตั้งล่วงหน้าที่เขตบางกะปิ เขตบึงกุ่ม และเขตบางนา

บ่ายแก่ๆ วันนั้น “ทศพล” และ “หมอระวี” พร้อมช้างศึก (รถกระบะหกล้อ) พาร่างอาบเลือดของ “สุทิน” ไปส่งโรงพยาบาล ซึ่งมิตรสหายมิคาดคิดว่า มันจะเป็นภารกิจสุดท้ายของสุทิน ในฐานะแกนนำกองทัพประชาชนฯ

%d bloggers like this: