มนุษย์สองหน้า

All posts tagged มนุษย์สองหน้า

ภาพเก่าเล่าเรื่อง’เขมรแตก 2014′

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140619/186743.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน 2557

ภาพเก่าเล่าเรื่อง’เขมรแตก 2014′ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

 

                ภาพแรงงานชาวกัมพูชากว่า 2 แสนคน เดินทางกลับประเทศอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งทางรถโดยสารปรับอากาศ รถตู้ รถบรรทุก รถกระบะ และรถไฟสายภาคตะวันออก (หัวลำโพง-อรัญประเทศ) เรียกว่า ถนนทุกสายมุ่งหน้าสู่ชายแดน ด่านคลองลึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

ในสื่อโซเชียลของชาวกัมพูชา ได้นำคลิปเพื่อนร่วมชาติยื้อแย่งกันขึ้นรถไฟ เพราะเป็นการเดินทางที่สะดวกและไม่ต้องผ่านด่านทหาร รถไฟสายบูรพา จึงกลายเป็น “รถไฟสายแรงงานเขมร” ไปในบัดดล และมีคนขายแรงเฝ้ารออยู่ทุกสถานี จากต้นทางกรุงเทพฯ, ลาดกระบัง, ฉะเชิงเทรา และปราจีนบุรี

ชาวแรงงานกัมพูชาจะตอบคำถามเป็นเสียงเดียวกันว่า สาเหตุที่ต้องกลับบ้าน เพราะเกรงกลัวว่าทหารจะจับกุม หรือถูกกวาดล้างโดยเฉพาะแรงงานเถื่อน

แฟนเพจสม รังสี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา ได้นำภาพ “เขมรอพยพ” ปี 2014 มาเปรียบเทียบกับภาพ “เขมรอพยพ” ปี 1975 โดยสม รังสี บอกว่า ไม่เคยมีการ “ย้ายถิ่น” ของประชากรจำนวนมากแบบนี้ปรากฏมาก่อน นับแต่ปีที่มีการอพยพครั้งใหญ่สมัยกองทัพเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญ

คนชายแดนอรัญฯ คงจดจำภาพ “เขมรอพยพ” เมื่อ 40 ปีที่แล้วได้ไม่มีวันลืม

เวลานั้น มันเป็นสงครามกลางเมืองกัมพูชา ระหว่างพรรคคอมมิวนิสต์กัมพูชา (เขมรแดง) ที่มีพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ กับรัฐบาลสาธารณรัฐเขมร ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา

หลังจากการสู้รบผ่านไป 5 ปี รัฐบาลฝ่ายสาธารณรัฐเขมรพ่ายแพ้เมื่อ 17 เมษายน 2518 และเขมรแดง ได้ประกาศตั้งประเทศ “กัมพูชาประชาธิปไตย”

นั่นคือจุดเริ่มต้นของชาวกัมพูชาเรือนแสน ที่อพยพหลบหนีภัยคอมมิวนิสต์ “เขมรแดง” ข้ามพรมแดนเข้ามาอาศัยอยู่ในราชอาณาจักรไทย

ต่อเนื่องด้วยการอพยพหนีสภาวะอดอยาก และการถูกกองทัพเวียดนามกรีธาทัพยึดพนมเปญ จัดตั้งรัฐบาลปฏิวัติที่นำโดย เฮง สัมริน ปี 2522

จากนั้นระหว่างปี 2527-2528 เกิดการอพยพเข้ามาอีกระลอกเมื่อทหารเวียดนามเข้าโจมตีตามแนวชายแดนไทย

พ.ศ.โน้น ชายแดนไทยด้าน อ.อรัญประเทศ และ อ.ตาพระยา จึงเต็มไปด้วย “ค่ายผู้อพยพชั่วคราว” ซึ่งส่วนใหญ่ตั้งอยู่ในเขตไทย แถวบ้านโนนหมากมุ่น บ้านหนองจาน บ้านโนนสูง บ้านอ่างศิลา ฯลฯ

ค่ายเหล่านี้ดูแลความปลอดภัยโดยทหารไทย ขณะที่การช่วยเหลือด้านอาหารเวชภัณฑ์ขึ้นกับหน่วยงานอย่าง UNBRO, UNHCR, ICRC ส่วนการบริหารจัดการภายในค่ายขึ้นกับแนวร่วมปลดปล่อยแห่งชาติประชาชนเขมร หรือ “เขมรเสรี” นำโดยซอน ซาน

จากข้อมูลของข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) และองค์กรบรรเทาทุกข์อื่น การหนีภัยสงครามของชาวกัมพูชาตั้งแต่ปี 2518-2527 มีค่ายผู้อพยพหลัก และค่ายย่อยไม่น้อยกว่า 60 แห่งตลอดแนวชายแดนที่อยู่ในดินแดนกัมพูชา และลึกเข้ามาในประเทศไทย

ค่ายที่ถูกกล่าวถึงมากสุดคือ เขาอีด่าง ต.ตาพระยา อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ซึ่งเป็นที่พักพิงชั่วคราวของชาวกัมพูชา กว่า 8 แสนคน ที่อพยพหนีภัยสงครามเข้ามาในไทย และเป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลสนาม ที่องค์การระหว่างประเทศรวมทั้งกาชาดสากล เข้ามาให้การรักษาพยาบาลชาวกัมพูชาที่เจ็บป่วยภายในค่าย

อีกจุดหนึ่งคือ “ไซต์ 2” บ้านทัพไทย ต.ทัพเสด็จ อ.ตาพระยา จ.สระแก้ว ซึ่งเรื่องราวของ “เขมรอพยพ” ถูกนำมาเล่าขานกันอีก เมื่อเกิดเหตุพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อ 3 ปีที่แล้ว

เมื่อสิ้นสุดสงครามเย็น และสงครามเขมร 4 ฝ่าย รัฐบาลของ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ปรับเปลี่ยนนโยบาย “แปรสนามรบเป็นสนามการค้า” จึงทำให้เกิดปรากฏการณ์ “เขมรอพยพ” ในบริบทใหม่

นับจากปีนั้นเป็นต้นมา แรงงานนับแสนๆ จากกัมพูชา ก็หลั่งไหลข้ามพรมแดนเข้ามาขายแรงงานในสยามประเทศ

ไม่ทราบด้วยเหตุผลกลใด การเคลื่อนย้ายแรงงานกลับมาตุภูมิ ก็เกิดขึ้นใน พ.ศ.นี้ และภาพ “เขมรแตก” ก็ย้อนมาหลอกหลอนคนชายแดนอีกหน

ตระกูล’เรืองสุวรรณ’และสมรภูมิขอนแก่น

Published มิถุนายน 23, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140612/186336.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 12 มิถุนายน 2557

ตระกูล’เรืองสุวรรณ’และสมรภูมิขอนแก่น : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

 

              สุดสัปดาห์ที่แล้ว จักรภพ เพ็ญแข ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวเอบีซี เรื่องการจัดตั้งองค์กรต่อต้านรัฐประหารในต่างแดน โดยระบุตัวแกนนำองค์กรดังกล่าวคือ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย และเป็นบุคคลที่ถูก คสช.เรียกให้มารายงานตัวเป็นรอบที่สองแล้ว

กล่าวสำหรับตระกูล “เรืองสุวรรณ” เป็นตระกูลการเมือง ที่คนขอนแก่นรู้จักดี และให้ความเคารพนับถือ จารุบุตร เรืองสุวรรณ บิดาของจารุพงศ์

ตระกูลเรืองสุวรรณ มีบรรพบุรุษเป็นเจ้าผู้ครองนครหลวงพระบางและเจ้านางแห่งนครเชียงใหม่ สืบเชื้อสายเป็นเจ้าเมืองสำคัญในหัวเมืองอีสานหลายหัวเมืองมาอย่างต่อเนื่อง

จารุวัชร เรืองสุวรรณ ลูกพี่ลูกน้องของจารุพงศ์ ได้เล่าเรื่องตระกูลเรืองสุวรรณผ่าน นสพ.โพสต์ทูเดย์ ว่า “มาจนถึงรุ่นปู่เจริญและย่าเอี่ยม เรืองสุวรรณ ซึ่งได้ให้กำเนิดทายาทที่ถือว่าเป็นบุคคลมีชื่อเสียงในสังคมไทย จำนวน 6 คน ประกอบด้วย จารุบุตร เรืองสุวรรณ อดีตประธานรัฐสภา (บิดาของนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ) จารุมุกด์ (บิดาของจารุวัชร เรืองสุวรรณ) จารุพิฑูรย์ จารุอุดม อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (นายพินิจ จารุสมบัติ) จารุอรรถ และพล.อ.ดร.จารุภัทร เรืองสุวรรณ อดีตคณะกรรมการการเลือกตั้ง”

“โดยคำนำหน้าว่า ‘จารุ’ มีที่มาจากการที่สมุหเทศาภิบาลมณฑลอุดร ได้เจอกับจารุบุตร เรืองสุวรรณ แล้วเห็นว่าเด็กคนนี้หน้าตาน่ารัก อ้วนท้วนสมบูรณ์ เลยให้ชื่อ ‘จารุ’ แล้วกำชับฝากฝังไว้ว่า หากมีลูกหลานเป็นชายก็ให้จารุนำหน้า เป็นธรรมเนียมที่ชาวตระกูลเรืองสุวรรณยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดมาจวบจนปัจจุบัน”

เฉพาะ จารุบุตร เรืองสุวรรณ เกิดที่บ้านเมืองเก่า อ.ภูเวียง จ.ขอนแก่น จบปริญญาตรีทางกฎหมายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ สอบได้เนติบัณฑิตไทยในปี 2485 และจบปริญญาโท เศรษฐศาสตรมหาบัณฑิต

สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 จารุบุตร ผ่านโรงเรียนนายทหารอังกฤษ เป็นหน่วยคอมมานโด ร่วมในขบวนการเสรีไทยสังกัดหน่วย 136 กองทัพที่ 14 กองทัพบกอังกฤษ ในปี 2488

หลังสงครามโลก ร.ท.จารุบุตร เรืองสุวรรณ ได้ก้าวเข้าสู่สมรภูมิเลือกตั้ง และได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่น มาแล้ว 5 สมัย คือ การเลือกตั้งทั่วไป ปี 2489, 2492, 2495, 2500 และครั้งสุดท้ายปี 2519 เป็น ส.ส.ขอนแก่น สังกัดพรรคธรรมสังคม ซึ่งเป็นพรรคการเมืองของทวิช กลิ่นประทุม (บิดาของสรอรรถ กลิ่นประทุม)

เมื่อเข้าสู่ช่วงปรองดองของประเทศไทย หลังการรัฐประหาร 2520 และการเลือกตั้งทั่วไปปี 2522 โดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทำให้ “จารุบุตร” ได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี 2524 เป็นประธานวุฒิสภา และเป็นประธานรัฐสภาในปี 2526-2527

สมรภูมิการเมืองขอนแก่น หลังจาก จารุบุตร เรืองสุวรรณ วางมือทางการเมือง ก็เข้าสู่ยุคของ “มหาเศรษฐี” หิ้วกระเป๋าจากกรุงเทพฯ ไปสมัคร ส.ส.

เริ่มจาก ร.ต.อ.สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์ เจ้าของโอสถสภาเต๊กเฮงหยู เป็นหัวหน้าทีมพรรคกิจสังคมในขอนแก่น ซึ่งคนอีสานรู้จักสินค้าของ “โอสถสภา” เป็นอย่างดี โดยเฉพาะยาทัมใจ ที่เป็นผู้สนับสนุนสมาคมหมอลำ และบ้านพักหมอลำทัมใจ

ปี 2526 เจ้าของยาทัมใจได้เป็น ส.ส.ขอนแก่น เขต 2 บ้านไผ่ เมืองพล ชนบท แวงน้อย

ที่ครึกโครมมากกว่านั้น ปี 2529 “เจ้าสัวโค้ก” พงส์ สารสิน มาลงสมัคร ส.ส.ขอนแก่น เขต 3 เขาสวนกวาง ภูเวียง น้ำพอง

โดยตอนหาเสียง “เจ้าสัวโค้ก” ได้นำโค้กวันเวย์มาขาย 3 ขวด 10 บาท ซึ่งราคาปกติ ขวดละ 9 บาท จนร่ำลือกันว่า ชาวบ้านกินโค้กแทนน้ำ

เจ้าสัวพงส์ มีโรงเหล้าตระกูลหงส์ และโรงงานโค้กอยู่ที่ขอนแก่น บวกการตลาด จึงชนะได้เป็น ส.ส.สมใจ

ปี 2531 เป็นสมัยสุดท้ายของ “ส.ส.เจ้าสัว” ทั้งพงส์ และสุรัตน์ ต่างอำลาสมรภูมิขอนแก่น คงเหลือไว้แค่ “ตำนานมหาเศรษฐีหาเสียง” ให้เล่าขานกัน

จากตำนานคนการเมืองระดับปูชนียบุคคลของแก่นอย่าง จารุบุตร เรืองสุวรรณ มาถึงเรื่องเล่า “มหาเศรษฐี” ลุยเลือกตั้ง ล้วนเป็นสีสันของประชาธิปไตยต่างยุคต่างสมัย

ส่วนเรื่องราวของจารุพงศ์ใน พ.ศ.นี้ ก็เป็นวิถีที่ตัวเขาเลือกเอง และเชื่อว่าคนขอนแก่นก็ทราบดีว่า มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอย่างไร?

ระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์

Published มิถุนายน 9, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140529/185540.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤษภาคม 2557

ระบอบพ่อขุนอุปถัมภ์ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

 

               ในสถานการณ์การเมือง อันเนื่องมาจากการควบคุมอำนาจของคณะทหาร จึงอยากให้คนรุ่นหลังได้หันกลับไปศึกษาบทเรียนในอดีต โดยเฉพาะงานวิชาการเรื่อง “การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ” โดย ทักษ์ เฉลิมเตียรณ

หนังสือเล่มนี้ ได้มีการสังเคราะห์และการสร้างปรัชญาทางการเมืองของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ อย่างลงลึกในหลายแง่มุม

แม้เวลาจะผ่านมากว่า 56 ปี แต่ผู้คนในยุคนั้นก็ยังพูดถึงจอมพลสฤษดิ์ในมุมบวก อย่างเช่นเรื่องการดูแลทุกข์สุขของประชาชน

นับตั้งแต่ภายหลังการรัฐประหารในปี 2501 จอมพลสฤษดิ์ได้ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือประชาชนอย่างเต็มที่ เช่น มีคำสั่งให้ลดอัตราค่ากระแสไฟฟ้าในย่านกรุงเทพฯ-ธนบุรีภายในไม่กี่วันหลังการรัฐประหาร

นอกจากนี้ ได้ออกพระราชกฤษฎีกาให้แต่ละครอบครัวได้รับน้ำฟรีเดือนละ 30 ปี๊บ ลดอัตราค่าโทรศัพท์ ค่ารถไฟ และค่าเล่าเรียน

จอมพลสฤษดิ์ยังได้ออกพระราชกฤษฎีกาให้ลดราคากาแฟขายปลีกจากราคา 70 สตางค์ เหลือ 50 สตางค์ต่อแก้ว ซึ่งในขณะนั้นกาแฟดำเย็นเป็นเครื่องดื่มที่นิยมกันมากในประเทศไทย

เรื่องดังกล่าวข้างต้น สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่เรื่องเล็กๆ น้อยๆ จอมพลสฤษดิ์ก็ไม่เคยมองข้าม

สำหรับพ่อค้าแม่ค้า เพื่อลดราคาสินค้าประเภทอาหาร จอมพลสฤษดิ์ได้สั่งให้เปิดตลาดแห่งใหม่ๆ ขึ้นตามตลาดนัดวันอาทิตย์ที่มักจะเปิดร้านที่สนามหลวง อนุญาตให้บรรดาพ่อค้าสามารถนำเอาสินค้าของตนมาขายให้แก่ประชาชนโดยตรงซึ่งไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง

อีกเรื่องหนึ่งที่มีคนพูดถึงผลงานของจอมพลสฤษดิ์อยู่บ่อยๆ เกี่ยวกับการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ โดยเฉพาะด้านการป้องกันอัคคีภัยและการสั่งประหารชีวิตคนวางเพลิง ทำให้ความนิยมของประชาชนที่มีต่อจอมพลสฤษดิ์มีมากขึ้น

สรุปว่า จอมพลสฤษดิ์จึงได้รับการเคารพยกย่องและการสนับสนุนจากประชาชน ความเอาใจใส่ของจอมพลสฤษดิ์ในการแก้ปัญหาโดยตรง และตรงกับความต้องการของประชาชนซึ่งแม้ว่าจะเป็นส่วนน้อย แต่ก็เป็นความจำเป็นในชีวิตประจำวันของประชาชนอย่างแท้จริง

จำได้ว่า คนรุ่นพ่อรุ่นแม่บอกว่า สมัยโน้นถนนหนทางสะอาด พวกอันธพาล ขอทาน สุนัข และโสเภณีเหลือเพียงเล็กน้อย รวมทั้งการตัดสินใจลงมือปราบปรามฝิ่นและเฮโรอีน ล้วนทำให้จอมพลสฤษดิ์ได้รับความเคารพจากประชาชนและก็ได้นำชื่อเสียงมาให้แก่ตัวเขาด้วย

ในส่วนภูมิภาค จอมพลสฤษดิ์ให้ความสนใจต่อปัญหาของประชาชนตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพราะจอมพลสฤษดิ์ตระหนักดีว่าในเวลาที่ผ่านมานั้น ในบริเวณภาคต่างๆ ที่อยู่นอกเขตเมืองหลวงได้รับความสนใจน้อยมากจากรัฐบาล โดยเฉพาะในพื้นภาคอีสานเป็นบริเวณที่รัฐบาลในสมัยก่อนหน้าจอมพลสฤษดิ์ไม่ได้ให้การเหลียวแลอย่างจริงใจ จนบ่อยครั้งก่อให้เกิดปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติ โดยเฉพาะการต่อต้านอำนาจรัฐ ซึ่งท้าทายต่อเสถียรภาพทางการเมืองและความสามัคคีในชาติ

ว่ากันว่า จอมพลสฤษดิ์ยังเดินทางไปตรวจราชการตามจังหวัดต่างๆ ในระหว่างการเดินทางไปตรวจราชการ เมื่อมีโอกาสจอมพลสฤษดิ์จะเดินทางโดยรถยนต์ และชอบที่จะเดินทางไปตามถนนหนทางที่มีสภาพย่ำแย่และไปในถิ่นทุรกันดาร เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึง ความอดทนต่อความยากลำบากและการใช้ชีวิตที่ไม่มีพิธีรีตอง

บางเวลาจอมพลคนดัง เลือกที่จะกางเต็นท์นอน ซึ่งไม่ว่าจะเดินทางไปยังสถานที่ใด จอมพลสฤษดิ์ก็จะพยายามพูดคุยกับประชาชนและรับฟังความต้องการของประชาชนโดยตรง

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งในผลงานการศึกษาของ ทักษ์ เฉลิมเตียรณ ซึ่งใครสนใจฉบับเต็ม ก็ควรไปหาอ่านจากหนังสือเล่มนี้ มีวางขายตามแผงหนังสือ หรือในห้องสมุดตามมหาวิทยาลัย

‘วีรชนแห่งชาติ’จากอัตตะปือ

Published พฤษภาคม 24, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140522/185116.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 22 พฤษภาคม 2557

‘วีรชนแห่งชาติ’จากอัตตะปือ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

                อรุณรุ่งเหนือที่ราบทุ่งไหหิน ประชาชนชาวแขวงเชียงขวาง กำลังเตรียมตัวจะไปร่วมงาน “รำลึกวันฝ่าวงปิดล้อมข้าศึก ของกองพันที่ 2 อยู่ที่ทุ่งไหหิน” ซึ่งเป็นวีรกรรมอันองอาจกล้าหาญของกองทัพประชาชนลาว ในการทำสงครามต่อต้านจักรพรรดินิยมอเมริกา

ยุทธการฝ่าวงล้อมที่ทุ่งไหหิน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม ค.ศ.1959 เมื่อคณะบัญชาการของกองพันที่ 2 ตัดสินใจนำทหาร และครอบครัว ตีฝ่าวงล้อมข้าศึกไปสู่แนวหลังได้อย่างปลอดภัย ซึ่งวีรกรรมนี้ได้ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ชาติลาวสมัยใหม่

ดังนั้น ในทุกปี ผู้นำพรรคประชาชนปฏิวัติลาว จะต้องเดินทางไปเป็นประธานในงานรำลึกร่วมกับเหล่าทหารหาญที่ผ่านสมรภูมิรบดังกล่าว

เครื่องบิน AN 74-300 ของกองทัพอากาศลาว ทะยานขึ้นจากสนามบินวัดไต นครหลวงเวียงจันทน์ พาผู้โดยสารและลูกเรือ 17 คน มุ่งหน้าสู่ที่ราบสูง “ทุ่งไหหิน” ซึ่งในเที่ยวบินนี้ พล.ท.ดวงใจ พิจิด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ ร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อเป็นประธานงานรำลึกวันฝ่าวงปิดล้อม ของกองพันที่ 2

ขณะที่เครื่องบินกำลังลดระดับลง เพื่อลงจอดที่สนามบินโพนสะหวัน ก็ได้ประสบอุบัติเหตุตกที่ชายป่าบ้านนาดี เมืองแปก แขวงเชียงขวาง และจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้มีผู้เสียชีวิต 14 คน และรอดชีวิต 3 คน

ในจำนวนผู้เสียชีวิตมี “สหายการนำขั้นสูง” รวมอยู่ด้วย คือ พล.ท.ดวงใจ พิจิด รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันประเทศ พร้อมภรรยา, ทองบัน แสงอาพอน กรรมการกลางพรรค และรัฐมนตรีกระทรวงป้องกันความสงบ, สุกัน มะหาลาด กรรมการกลางพรรค และเจ้าผู้ครองนครหลวงเวียงจันทน์ และ เจือง สมบูนขัน เลขาธิการศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และหัวหน้าฝ่ายโฆษณาอบรมของศูนย์กลางพรรค

นับว่าเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของสาธารณรัฐประชาชนประชาธิปไตยลาว (สปป.ลาว) โดยเฉพาะ พล.ท.ดวงใจ พิจิด กรมการเมืองประจำศูนย์กลางพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ที่ต้องจากไปแบบกะทันหัน

เมื่อปีที่แล้ว วงการทหารลาวก็สูญเสีย พล.ต.สันยาฮัก พมวิหาน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงป้องกันประเทศลาว (บุตรชาย 1 ใน 6 คน ของ ไกสอน พมวิหาน อดีตผู้นำสูงสุดของลาว) ด้วยวัยเพียง 45 ปี เท่านั้น ได้สร้างความโศกเศร้าเสียใจอย่างยิ่งยวดให้แก่วงศาคณาญาติ

จะว่าไปแล้ว “พล.ต.สันยาฮัก” นับว่าเป็นนายทหารระดับสูงที่มีอายุน้อยที่สุดของกองทัพประชาชนลาวในเวลานี้) และเป็นนายทหารที่ได้เลื่อนชั้นยศในกองทัพและเติบโตทางการเมืองทั้งในพรรคประชาชนปฏิวัติลาวและในคณะรัฐมนตรีอย่างรวดเร็วที่สุดอีกด้วย

ส่วน “พล.ท.ดวงใจ” วัย 68 ปี เป็นนายทหารที่มียศสูงสุดในกองทัพประชาชนลาวในปัจจุบัน และเป็น “สหายการนำขั้นสูง” ที่มีอนาคตไกลในหมู่ผู้นำพรรคประชาชนปฏิวัติลาว

พล.ท.ดวงใจ เกิดเมื่อวันที่ 5 เมษายน 1946 ที่บ้านซาย เมืองไซเสดถา แขวงอัตตะปือ เพราะทนเห็นความป่าเถื่อนของพวกจักรพรรดินิยมไม่ได้ จึงเข้าร่วมการต่อสู้ปฏิวัติกับ “แนวลาวฮักชาติ”

2 ธันวาคม ค.ศ.1962 เขาเข้าร่วมกองทัพปลดปล่อยประชาชนลาว ในพื้นที่แขวงอัตตะปือ และย้ายไปประจำการอยู่แขวงหัวพัน

ในหน้าประวัติศาสตร์การทหารลาว พล.ท.ดวงใจ คือ “วีรชนแห่งชาติ” ในสมัยการต่อสู้กับจักรพรรดินิยมอเมริกา และได้สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมกับเพื่อนนักรบ โดยผ่านสนามรบแขวงหัวพัน, เชียงขวาง, ศาลาพูคูน, กาสี และวังเวียง มาอย่างโชกโชน

ปี ค.ศ.1995-2000 พล.ท.ดวงใจ เป็นกรรมการศูนย์กลางพรรค เลขาฯ คณะพรรค และหัวหน้ากรมใหญ่เสนาธิการกองทัพประชาชน ได้เลื่อนชั้นเป็นยศพลตรี และอีก 6 ปีต่อมา ก็ได้รับเลื่อนชั้นเป็นพลโท

วันนี้ นักรบจากอัตตะปือได้จากไปแล้ว ฝากวีรกรรมการปลดปล่อยชาติไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา และแบบอย่างวีรชนแห่งชาติ เพื่อให้คนจดจำ

ภาพเก่าเล่าเรื่อง ‘ลุง’ในตำนาน

Published พฤษภาคม 19, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140515/184665.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม 2557

ภาพเก่าเล่าเรื่อง ‘ลุง’ในตำนาน : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

               ผมเห็นภาพชายสูงวัยที่คุ้นเคยจากเฟซบุ๊กของ “อิฐ สิทธิราษฎร์” แบบไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้เห็นภาพของ “ลุง” อีกครั้ง และเรื่องราวที่เคยบันทึกไว้ก็ถูกนำมาเรียงร้อยใหม่

“ชายแปลกหน้าของหมู่บ้าน” เป็นชื่อเรื่องที่ผมเขียนไว้เมื่อปี 2529 ซึ่งเป็นการเล่าเรื่องการเดินทางเข้าสู่หมู่บ้านในภาคอีสานยุคก่อนปี 2500 ในรูปแบบต่างๆ บ้างก็เป็นหมอยา, ช่างตัดผม, ครูสอนหนังสือ ฯลฯ

ที่บ้านนาไร่ใหญ่ มีชายแปลกหน้าขี่ม้าเข้ามาที่หมู่บ้าน เขามีอาชีพช่างไม้ ไม่มีใครรู้ประวัติเขามากนัก และชายคนนั้นก็ปรับตัวให้เข้ากับสภาพสังคมบ้านนาไร่ใหญ่ได้อย่างรวดเร็ว

กลางวันชายแปลกหน้าจะเป็นช่างไม้ รับจ้างทำงานทั่วไป ตกกลางคืน ชายชาวใต้จะนำหนังสือพิมพ์มหาชน มาอ่านให้ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งฟัง ซึ่งการล้อมวงในคุยกันยามค่ำคืน ก็เป็นรูปแบบการปลุกระดมมวลชนในนาม “องค์การชาวนากู้ชาติ”

ต่อมา ชายแปลกหน้าแต่งงานกับสาวนาไร่ใหญ่ ซึ่งเธอเป็นลูกสาวคนสุดท้องของครอบครัวชาวนา ที่มีพี่ชายสองคนเป็น “แกนนำ” องค์การชาวนากู้ชาติประจำหมู่บ้าน

เมื่อบ้านนาไร่ใหญ่ อ.อำนาจเจริญ จ.อุบลราชธานี (สมัยโน้น อำนาจเจริญเป็นอำเภอหนึ่งของอุบลฯ) กลายเป็นหมู่บ้าน “สีแดง” ชายแปลกหน้า จึงหายตัวไปจากหมู่บ้าน

ปี 2515 ชายแปลกหน้าปรากฏตัวที่ “ฐานที่ภูพาน” ในนาม “สหายสยาม” หนึ่งในองค์การนำอีสานเหนือ และรับผิดชอบฝ่ายทหาร สามารถบัญชาการรบต้านยันการล้อมปราบของฝ่ายกองทัพภาคที่ 2 และปกป้องฐานที่มั่นไว้ได้ และในปีถัดมา “สหายสยาม” เป็นเลขาธิการพรรค ภาคอีสานเหนือ

เดือนมิถุนายน 2519 ผมขึ้นไปศึกษาในโรงเรียนการเมือง-การทหารที่ฐานที่มั่นภูพาน และเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นหน้า “ลุงสยาม” ผู้นำสูงสุดของภูพาน

ปลายปี 2523 ผมได้ข่าวว่า ลุงสยามขัดแย้งกับนักศึกษา เนื่องจาก “กลุ่มปัญญาชนปฏิวัติ” ได้วิพากษ์การนำของลุงสยามอย่างดุเดือด และเหตุการณ์เผชิญหน้าระหว่างชาวนากับนักศึกษายุติลง เมื่อฝ่ายคนเมืองตัดสินใจขอแยกทางกลับบ้าน

หลังจากขบวนนักศึกษาคืนเมือง ลุงสยามก็ปรับทัพครั้งใหญ่ ปลุกขวัญนักรบชาวนาให้ยืนหยัดต่อสู้ตามแนวทาง “ชนบทล้อมเมือง”

ปี 2524 ลุงสยาม ในฐานะเลขาธิการใหญ่ของอีสานเหนือ ปรับยุทธศาสตร์ใหม่ “การทหารนำการเมือง” เพื่อกู้วิกฤติศรัทธา ภายใต้คำขวัญ “ทุกคนเป็นทหาร ทุกหน่วยงานประสานการรบ และหนุนช่วยสงคราม”

ลุงสยามยึดบทเรียนเก่าๆ หวังใช้ “การทหารแก้ไขปัญหาการเมือง” และได้ตั้งคณะเสนาธิการทหารอีสานเหนือ เปิดยุทธการ “ประเดิมชัย” ให้ทหารปลดแอกทุกเขตงาน ยกระดับโจมตีระดับอำเภอ

แม้จะมีข่าวสารชัยชนะจากสนามรบ แต่ด้วยความเหนื่อยล้า ความสิ้นหวัง ก็ทำให้นักรบทยอยออกมอบตัว ไม่ขาดสาย และในที่สุด ยุทธศาสตร์การทหารนำการเมือง ก็ไม่บรรลุเป้าหมาย

ปฏิบัติการทางทหารครั้งสุดท้าย คือการโจมตีฐานกองร้อยทหารพราน ที่บ้านขัวสูง อ.ดงหลวง จ.มุกดาหาร ทหารภูพานทำลายฐานข้าศึกย่อยยับ แต่วิกฤติศรัทธาก็เหมือนเมฆหมอกดำปกคลุม จนไม่มีใครมองเห็นชัยชนะ

กลางปี 2525 ลุงสยาม ออกจากภูพานไปประชุมสมัชชาพรรค ที่ช่องช้าง สุราษฎร์ธานี เมื่อเสร็จภารกิจก็กลับมาพักอยู่ที่กรุงเทพฯ

ปลายปีนั้นเอง ระหว่างรอการเดินทางกลับภูพาน ลุงสยามนั่งดูข่าวทางทีวี เห็นภาพทหารปลดแอก เขตงาน 444 (ภูสระดอกบัว) ออกมอบตัวแบบยกเขตงาน

มีคนเล่าให้ฟังว่า ลุงสยามสะอื้นในอก และลุงเจ็บปวดยิ่งกว่าตอนนักศึกษาทิ้งภูพาน เพราะสหายคนหนึ่งที่ไปเจรจากับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ จนนำมาสู่การมอบตัว คือคนบ้านนาไร่ใหญ่ เป็นญาติข้างภรรยาลุงสยาม

จากนั้นไม่นาน ลุงสยามก็ร่างคำแถลงของศูนย์การนำอีสานเหนือ ประณามการมอบตัวของเขตงาน 444 ว่าเป็น “ผู้ทรยศต่อพรรค” ผมได้อ่านคำแถลงฉบับนั้น อ่านแล้วก็ไม่มีความเห็นใดๆ

เพียงแต่สงสัย ทำไมคนที่ลุงไว้ใจมากที่สุด จึงคิดการใหญ่พานักรบชาวนาออกมอบตัวทั้งเขตงาน โดยไม่แพร่งพรายให้ลุงรู้แม้แต่นิดเดียว

ลุงจากไปนานแล้ว แต่ป้าชาวนาไร่ใหญ่ พร้อมกับลูกหลานของลุง ยังอยู่ที่เมืองจันทบุรี และจนถึงวันนี้ ลุงยังเป็น “ตำนาน” ของภูพาน

บ้านซ่งแย้โบสถ์ไม้และดอกเตอร์ลูกชาวนา

Published พฤษภาคม 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140508/184200.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 8 พฤษภาคม 2557

บ้านซ่งแย้โบสถ์ไม้และดอกเตอร์ลูกชาวนา : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

               30 เมษายน 2557 ข่าวเศร้าเดินทางมาถึงวัดอัครเทวดามีคาแอล ซ่งแย้ คือข่าว ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข ได้ถึงแก่อนิจกรรม ด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

“เพจวัดอัครเทวดามีคาแอล ซ่งแย้” จึงแสดงความไว้อาลัยแก่ลูกของพระเจ้า

“ประทานการพักผ่อนตลอดนิรันดร แก่เขาเถิดพระเจ้าข้า ขอให้เขาได้เห็นแสงสว่างตลอดกาลเทอญ ขอคำภาวนาอุทิศแด่ ยอห์น ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ข้ารับใช้ด้วยเทอญ”

เนื่องจาก ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข เป็นผู้สำคัญที่เป็นแรงผลักดัน ส่งเสริม ทำให้โบสถ์ไม้มหัศจรรย์ของชาวคริสต์บ้านซ่งแย้ ได้รับพัฒนาและก้าวหน้า จนทุกวันนี้ “โบสถ์ไม้วัดซ่งแย้” ได้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว UNSEEN in THAILAND ประเภทมุมมองใหม่สิ่งศักดิ์สิทธิ์

ปัจจุบัน โบสถ์ไม้แห่งคริสต์ศาสนา ที่บ้านซ่งแย้ ต.คำเตย อ.ไทยเจริญ จ.ยโสธร มีอายุครบ 100 ปีแล้ว

กำเนิดของโบสถ์ไม้บ้านซ่งแย้ เริ่มจากเมื่อปี 2451 หมู่บ้านที่ตั้งโบสถ์แห่งนี้มีชื่อว่า บ้านหนองซ่งแย้ (แปลว่าที่อยู่ของแย้) เป็นหมู่บ้านเล็กๆ กลางดงทึบ
ประวัติความเป็นมาเริ่มจาก ที่บ้านซ่งแย้ มีชาวบ้าน 5 ครอบครัวที่มาจากคนละทิศคนละทาง ได้อพยพเข้ามาอยู่ใหม่กับชาวบ้านที่อยู่ดั้งเดิม อยู่กันได้สักระยะหนึ่งก็ถูกกล่าวหาว่าเป็นครอบครัวผีปอบ ถูกชาวบ้านกลุ้มรุมทำร้ายและระดมขับไล่ออกจากหมู่บ้าน ทำให้กลุ่ม 5 ครอบครัวเดือดร้อนอับจนหนทาง จึงเดินทางไปหาบาทหลวงฝรั่งเศส “เดชาแนล” และ ออมโบรซีโอ” ที่บ้านเซซ่ง ต.เชียงเพ็ง อ.ป่าติ้ว จ.ยโสธร ให้มาช่วยขับไล่ผีปอบที่สิงอยู่กับตนและครอบครัว ซึ่งบาทหลวงทั้งคู่ก็หาวิธีการมาช่วยขับไล่ผีปอบให้แก่ชาวบ้านจนเหตุการณ์สงบลง ทั้ง 5 ครอบครัวจึงเข้ารีตเป็นคริสเตียนนิกายโรมันคาทอลิก ต่อมาหมู่บ้านแห่งนี้จึงกลายเป็นประชาคมชาวคริสต์

บาทหลวงทั้งสอง จึงได้สร้างวัดหนองซ่งแย้ขึ้นมา ในปี พ.ศ. 2452 โดยใช้ชื่ออย่างเป็นทางการในภาษาลาตินว่า “วัดอัครเทวดามิคาแอล” ซึ่งเป็นชื่อของนักบุญคนสำคัญ โดยมีบาทหลวงเดชาแนลเป็นอธิการโบสถ์คนแรก

อาคารโบสถ์คริสต์วัดซ่งแย้ ในระยะแรกนั้นสร้างเป็นกระต๊อบเล็กๆ ฝาขัดแตะให้บาทหลวงทั้งสองอยู่ พร้อมกับใช้เป็นที่ประกอบพิธีทางศาสนาควบคู่ไปในตัว

จากโบสถ์ไม้หลังแรกเมื่อกว่า 100 ปี ได้มีการปรับปรุงพัฒนาเรื่อยมาเนื่องจากอายุการใช้งานของไม้ย่อมผุพังไปตามอายุ โบสถ์คริสต์ไม้หลังใหม่ เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ.2490 ได้ปรับปรุงให้มีช่องแสงประดับกระจกสีสวยงาม จนเสร็จสมบูรณ์และกระทำพิธีเสกวัดเมื่อปี พ.ศ.2497 จนปัจจุบันยังคงมีความโดดเด่นสวยงามแปลกตา

ประเทศไทยต้องสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีคุณภาพไปอีกหนึ่ง เมื่อ พีรพันธุ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถึงแก่อนิจกรรม เมื่อเช้าวันที่ 30 เมษายน ที่ผ่านมา ด้วยอาการหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน

ทั้งนี้ เหตุเกิดเมื่อเขาเกิดวูบและถูกหามส่งเข้าโรงพยาบาลพญาไท นวมินทร์ อย่างเร่งด่วน เพื่อเข้ารับการผ่าตัดอาการจากเส้นเลือดในสมองตีบ แม้ว่าการผ่าตัดจะเป็นไปด้วยดี แต่แล้วในช่วงดึกได้เกิดอาการแทรกซ้อน และเสียชีวิตในที่สุดด้วยวัย 68 ปี

สำหรับประวัติความเป็นมา พีรพันธุ์ พาลุสุข นับว่าเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถในระดับแถวหน้าคนหนึ่งของประเทศ

กล่าวสำหรับชาวเมืองบั้งไฟโก้ พีรพันธุ์ เป็น ส.ส.ดอกเตอร์คนแรก และเป็นรัฐมนตรีคนแรกของยโสธร

ในส่วนของประวัติทั่วไป พีรพันธุ์ พาลุสุข เกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2489 ที่ อ.ไทยเจริญ จ.ยโสธร เป็นบุตรของ บิน และห่ม พาลุสุข เป็นบุตรคนโตจากจำนวนพี่น้องทั้งหมด 8 คน

ในด้านการศึกษา เขาเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-2 ที่โรงเรียนบ้านซ่งแย้ แล้วย้ายไปเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3-4 ที่โรงเรียนซ่งแย้พิทยา ทั้งนี้ ตามข้อมูลระบุว่า บริเวณพื้นที่บ้านซ่งแย้นั้น ล้วนแต่เป็นชาวไทยอีสานที่ได้มาเข้ารีต ถือศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิกเกือบทั้งหมด จึงไม่แปลกใจที่ พีรพันธุ์ ในฐานะนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่นจะได้รับทุนของฝ่ายคริสตจักรไปศึกษาต่อชั้นมัธยมศึกษาที่โรงเรียนวรธรรมพิทยาคาร ต.ท่าแร่ อ.เมือง จ.สกลนคร

เมื่อเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา พีรพันธุ์ พาลุสุข สามารถสอบเข้าศึกษาต่อที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ และสำเร็จการศึกษา ได้เกียรตินิยมอันดับ 2 ต่อมาจบปริญญาโท ที่ Diploma International Institute of Public Administration Paris ด้านการทูต โดยได้รับทุนจากรัฐบาลฝรั่งเศส และสำเร็จปริญญาเอก สาขากฎหมาย มหาวิทยาลัยปารีส

หลังสำเร็จการศึกษา พีรพันธุ์ได้เข้ารับราชการเป็นอาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยรามคำแหง ตั้งแต่ปี 2522-2525

ต่อมาเส้นทางชีวิตของเขาก็เปลี่ยนไปจากแวดวงวิชาการ เมื่อเขาตัดสินใจลาออกจากราชการ เพื่อทำงานการเมือง โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในการเลือกตั้งใหญ่ปี 2526 สังกัดพรรคชาติไทย โดยมีกลุ่มอาจารย์ชาวอีสานในมหาวิทยาลัยรามคำแหง นำโดย ผศ.เฉลิมชัย ผิวเรืองนนท์ ชาวยโสธรด้วยกัน และ รศ.ดร.พิชญ์ สมพอง แต่ไม่ได้รับการเลือกตั้ง

ต่อมาปี 2528 ส.ต.ท.ผอง เดชแสน ส.ส.ยโสธร พรรคกิจสังคม ถึงแก่กรรม พีรพันธุ์จึงลงเลือกตั้งซ่อมในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเลือกตั้งเป็นครั้งแรก และได้รับการเลือกตั้งติดต่อกันมาในปี 2529 อีกสมัย ก่อนย้ายไปสังกัดพรรคประชาชน ได้รับการเลือกตั้งปี 2531 อีกสมัย

‘เสม็ด อาศรมสาธนา และฤาษีหนุ่ม’

Published พฤษภาคม 8, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140501/183843.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤษภาคม 2557

‘เสม็ด อาศรมสาธนา และฤาษีหนุ่ม’

‘เสม็ด อาศรมสาธนา และฤาษีหนุ่ม’ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

                การปรากฏตัวของ “อดีตพระยันตระ” สร้างความเกรียวกราวในสื่อทีวี และสื่อสิ่งพิมพ์อยู่ระยะสั้นๆ แล้ว มันก็เงียบหายไป เนื่องจากคนรุ่นหลังจดจำเรื่องราวเมื่อ 20 ปีที่แล้วไม่ค่อยได้ ซึ่งต่างจากกรณี “เณรคำ” ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว

ตลอดช่วงเวลาที่หายไป อดีตพระยันตระใช้ชีวิตอยู่ในสหรัฐ และมีภาพข่าวให้เห็นบ้าง อดีตพระดังในนาม “วินัย ละอองสุวรรณ” เดินทางกลับมายังบ้านเกิดอย่างเงียบๆ และพำนักในอาศรมที่ปลูกสร้างภายในบ้านพักของน้องสาว ริมแม่น้ำปากพนัง เขตเทศบาลเมืองปากพนัง อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราช โดยตั้งแต่เช้าวันที่ 24 เมษายน

คนรุ่นใหม่ที่สนใจใคร่รู้ เข้าไปค้นหาประวัติจากวิกิพีเดีย ก็จะทราบเพียงว่า  “…ก่อนอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เขาได้ปฏิบัติตนเป็นนักพรตฤๅษีอยู่หลายปีจนเป็นที่รู้จักกว้างขวาง ต่อมาได้อุปสมบทเป็นพระสงฆ์ในธรรมยุติกนิกายเมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ.2517 ณ พัทธสีมาวัดรัตนาราม อำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช”

ห้วงเวลาที่ “ยันตระ” เป็นนักพรตนั้น ปัจจุบันหาข้อมูลอ่านไม่ได้ในโลกออนไลน์ นอกจากจะเข้าห้องสมุดไปหาหนังสือเก่าๆ มาอ่าน

โดยเฉพาะเรื่องราวของ “ชาญ อาศรมสาธนา” ศิลปินในตำนาน ผู้มีธรรมชาติเป็นวิญญาณและชีวิต

ในอดีตเขาเคยใช้ชีวิตโดดเดี่ยวบนเกาะอย่างฤาษี ที่บริเวณอ่าวเทียนของเกาะเสม็ด จ.ระยอง นานถึง 20 ปี จนกระทั่งทหารเรือได้ถอนกำลังออกจากเกาะในปี 2524 และกรมอุทยานแห่งชาติฯ เข้ามาประกาศพื้นที่บนเกาะเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ

“ฤาษีชาญ” หรือ ชาญ ฮวดสวัสดิ์ ศิลปินหนุ่มหน้าพระลาน หลงใหลในความงาม ความสงบเงียบของเกาะเสม็ด จึงทิ้งชีวิตนักศึกษาคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร ไว้แค่ปี 2 แล้วก็หันมาใช้ชีวิตสันโดษในปี 2509

ตอนนั้น บนเกาะเสม็ด มีชาวบ้านอยู่รวมกันเพียง 15 ครัวเรือน แรกๆ “ชาญ” ไม่ได้คิดเป็นนักบวช หรือโยคี ตั้งใจทำงานศิลปะอย่างเดียว แต่ในใจนั้น เขาศรัทธาในชีวิตและผลงานของรพินทรนาถฐากูร และมหาตมะ คานธี

ปี 2514 ชาญได้ต้อนรับหนุ่มน้อยวัย 20 “วินัย ละอองสุวรรณ” ที่รู้สึกเบื่อหน่ายชีวิต จึงเลือกที่จะมาใช้ชีวิตอยู่กับรุ่นพี่ศิลปากร ต่อมาทั้งสองได้ร่วมกันสร้าง “อาศรมสาธนา” ใช้ชีวิตเป็นนักพรต ประพฤติพรหมจรรย์ร่วมกัน

เมื่ออาศรมสาธนาโด่งดัง บรรดาศิลปินหนุ่มหน้าพระลาน ต่างแวะมาเยี่ยมเยือนรุ่นพี่อยู่บ่อยๆ แถมกิจกรรมต้อนรับน้องใหม่ของศิลปากร ก็มาจัดที่เกาะเสม็ด หากใครเคยอ่านเรื่อง “กลิ่นสีและกาวแป้ง” ของพิษณุ ศุภ ก็จะได้เห็นตัวละครภายในอาศรมสาธนา

อยู่มาวันหนึ่ง ฤาษีวินัยเริ่มเบื่อสภาพที่เป็นอยู่ จึงแยกทางกับฤาษีชาญ และอำลาเกาะเสม็ด มุ่งสู่โลกใบใหม่

ฤาษีวินัย ปลีกตัวออกจากหนทางนักพรต บวชเป็นพระภิกษุ ส่วนฤาษีชาญนั้น กลับไปใช้ชีวิตทางโลกโดยสมบูรณ์แบบ มีเมีย มีลูก

ก่อนถอยห่างจากวิถีโยคี ฤาษีวินัยได้เดินทางจากเสม็ดไปสู่เนปาล อินเดีย ถ้ำเขาสาริกา นครนายก ถ้ำแก้วสุรกาญจน์ นครศรีธรรมราช และถ้ำลานพระแก้ว ภูกระดึง เมืองเลย

ปี 2527-2537 จัดว่าเป็นปีทองของ “ยันตระ อมโรภิกขุ” พระหนุ่มรูปงาม เคร่งครัดในศีลาจารวัตร เป็นพระปฏิบัติกรรมฐาน มีสำนักชื่อว่า “สุญญตาราม” ตั้งอยู่ จ.กาญจนบุรี

สื่อทุกแขนงต่างประโคมข่าว “คิวทอง” ของพระอาจารย์ยันตระ เพราะว่าเป็นข่าวขายได้ สื่อบางสำนักยกย่องให้เป็นซูเปอร์สตาร์ เพราะญาติโยมแทบจะเหยียบกันตายเพราะคลั่งไคล้พระอาจารย์ยันตระ

ปี 2537 เกิดกรณีอื้อฉาวขึ้นกับพระอาจารย์รูปงาม มีการฟ้องร้องท่านด้วยข้อหา “ปาราชิก” ถ้าผิดก็ถึงกับต้องลาสิกขาขาดจากความเป็นพระ

ภาพอดีตพระยันตระที่เห็นในวันนี้ ก็ไม่ต่างจากภาพของฤาษีนักพรตแห่งเกาะเสม็ด ผู้สร้างตำนานต่อแพท่องทะเล แสวงหาความหมายของชีวิต

‘แม่ค้า กาแฟ และดอกผลการปฏิวัติ’

Published เมษายน 27, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140424/183402.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 24 เมษายน 2557

‘แม่ค้า กาแฟ และดอกผลการปฏิวัติ’

‘แม่ค้า กาแฟ และดอกผลการปฏิวัติ’ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

            เป็นครั้งแรกที่หนังโฆษณากาแฟแบรนด์ดังจากฝั่งลาว ปรากฏในจอฟรีทีวี เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา และวันถัดมา บุนเฮือง ลิดดัง รองประธานกรรมการกลุ่มบริษัทดาวเฮือง แห่ง สปป.ลาว ก็เปิดการแถลงข่าวเรื่องแผนการขยายธุรกิจกาแฟแบรนด์ “ดาวคอฟฟี่” หรือที่รู้จักในนาม “กาแฟดาว” ในประเทศไทย

กลุ่มดาวเฮืองเดินหน้าเปิดช่องทางจำหน่ายครอบคลุมทั้งร้านค้าปลีกสมัยใหม่ อาทิ กูเม่ต์มาร์เก็ต, โฮมเฟรชมาร์ท, ฟู้ดแลนด์, แม็กซ์แวลู, เซเว่นอีเลฟเว่น, จิฟฟี่ และแม็คโคร พร้อมกับเปิดร้านกาแฟสด “ดาวคอฟฟี่” สาขาสยามสแควร์

“บุนเฮือง” เป็นลูกสาวคนโตของ “เฮือง ลิดดัง” ผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทดาวเฮือง อาณาจักรธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ซึ่งธุรกิจของดาวเฮือง มีทั้งอุตสาหกรรมอาหาร, อสังหาริมทรัพย์, ค้าปลีก (ตลาดขนาดใหญ่) และดิวตี้ฟรีช็อป

คฤหาสน์หลังใหญ่โตโอฬาร ราวปราสาทราชวัง ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเซโดน ที่ไหลไปบรรจบแม่น้ำโขง ตรงจุดที่เรียกว่า เมืองปากเซ แขวงจำปาสัก คนลาวรู้จักกันดีว่าเป็น “เฮือนเจ๊ดาวเฮือง”

50 ปีที่แล้ว คนปากเซก็เห็นภาพ “เฮือง” แม่ค้าชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่บนเรือนแพริมน้ำเซโดน หาบของขึ้นฝั่ง แล้วก็ไปขายกล้วยปิ้ง ข้าวโพดปิ้ง และขายทุกอย่างหมด ด้วยความขยันหมั่นเพียร

หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองบนแผ่นดินลาว “เจ๊เฮือง” พลิกชีวิตจากแม่ค้าหาบเร่ กลายเป็นเจ้าของตลาด และทำธุรกิจร้านดิวตี้ฟรีในยุคที่ สปป.ลาว เปิดประเทศตามนโยบายจินตนาการใหม่

เมื่อปีที่แล้ว สารคดี “30 ปี ความสัมพันธ์พิเศษลาว-เวียดนาม” ที่ฉายทางโทละพาบลาวช่อง 1 ก็เฉลยคำตอบว่า เหตุใดแม่ค้าเชื้อสายเวียดนามคนหนึ่ง จึงร่ำรวยอย่างรวดเร็ว

ในสารคดีเรื่องนั้นได้บอกเล่า ความเป็นมาของสองสามีภรรยา “ดร.ฮาว” กับ “เฮือง” นั้นเป็นรูปธรรมแห่งการสู้รบร่วมกันของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามกับการปฏิวัติในลาว

ดังที่ทราบกัน ความสัมพันธ์ระหว่างลาวกับเวียดนามนั้น เป็นเสมือนพี่น้องท้องเดียวกัน และร่วมสู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมา ตั้งแต่สมัยต้านฝรั่งเศส จนถึงการเข้าร่วมปลดปล่อยเวียดนามภาคใต้

ช่วงการต่อสู้ปฏิวัติ หน้าฉากของเฮืองเป็นแม่ค้าจนๆ แต่หลังฉากเธอกับสามีคอยรักษาพยาบาลทหารแนวลาวฮักชาติ และใช้บ้านเป็นจุดพักของนักรบลาว-เวียดนาม

“เฮือง” สนิทสนมกับ คำไต สีพันดอน อดีตประธานประเทศ และอดีตเลขาธิการพรรคประชาชนปฏิวัติลาว ซึ่งทุกวันนี้ “คำไต” ใช้ชีวิตดุจผู้นำหลังม่านอยู่ในบ้านสวนดอกกุหลาบ ที่เมืองปากซอง

เมืองปากซอง ตั้งอยู่บนที่ราบสูงโบโลเวน อากาศเย็นทั้งปี เมื่อ 100 ปีที่แล้ว เจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสได้นำเมล็ดกาแฟสายพันธุ์อาบริก้ามาทดลองปลูก และได้ผลดีเกิดคาด นับแต่นั้นเป็นต้นมา เมืองปากซอง จึงกลายแหล่งปลูกกาแฟชั้นดีของลาว

อยู่มาวันหนึ่ง พรรคประชาชนปฏิวัติลาว ได้มอบหมายให้ “เฮือง” ทำไร่กาแฟที่เมืองปากซอง เพื่อต้องการส่งออกเมล็ดกาแฟไปยังตลาดโลก โดยธุรกิจกาแฟของดาวเฮือง ก็เติบใหญ่ มีทั้งไร่กาแฟกว้างใหญ่ไพศาล และโรงงานผลิตกาแฟขนาดใหญ่อยู่ในตัวเมืองปากเซ

กลุ่มดาวเฮือง เป็นผู้ส่งออกกาแฟรายใหญ่ที่สุดของ สปป.ลาว และตลาดหลักของกาแฟดาวคือ ญี่ปุ่น

“ดร.ฮาว” นายแพทย์ปฏิวัติกับแม่ค้า “เฮือง” มีบุตรสี่คนเรียงตามลำดับคือ บุนเฮือง บุนมี ฮาวี่ (ชาย) และบุนเหลือ ลูกทุกคนเรียนจบจากต่างประเทศ และเข้ามาช่วยดูแลกิจการของครอบครัว

ส่วน “บุนเหลือ” น้องคนเล็กเลือกเรียนแพทย์ ตามรอย “ดร.ฮาว” ผู้เป็นบิดา ทั้งยังมีความตั้งใจว่าจะตั้งสถานพยาบาลในบ้านเกิดเพื่อรักษาคน

สรุปว่า กาแฟดาวจึงเป็นดอกผลของการปฏิวัติ และผลพวงแห่งความสัมพันธ์แบบพิเศษลาว-เวียดนาม

‘ประชากรดาวเทียม’ยุคบุกเบิก

Published เมษายน 17, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140417/182996.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 17 เมษายน 2557

‘ประชากรดาวเทียม’ยุคบุกเบิก

‘ประชากรดาวเทียม’ยุคบุกเบิก : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

           ใครจะคิดว่าเมื่อถึงวันหนึ่ง ฟรีทีวีอนาล็อกช่อง 3, 5, 7, 9, 11 และไทยพีบีเอส ต้องป่าวประกาศให้ผู้ชมทราบอยู่ช่องเลขที่เท่าใด ในกล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียม

มาถึงวันนี้ พิธีกรข่าวชื่อดังบอกผ่านหน้าจอว่า “ช่อง 3 อยู่เลข 313 กล่องพีเอสไอนะครับ”

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา คนไทยตื่นตัวตามกระแส “ล้มเสาก้างปลาให้หมดภายใน 5 ปี” ส่งผลให้คนติดตั้งจานดาวเทียมเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว

“พีเอสไอ” เป็นผู้ครองตลาดจานดำที่ใหญ่ที่สุด โดยเริ่มต้นจากการรับติดตั้งจานดาวเทียม ในนาม “โพลีเทคนิค” สนองตอบลูกค้าผู้มีอันจะกิน ที่ต้องการรับชมข่าวสารจากทีวีต่างประเทศ

สืบเนื่องจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ที่มีการปิดกั้นการนำเสนอข่าวสารของรัฐบาล ทำให้ผู้คนหันไปเสพข่าวสารจากเคเบิลทีวีต่างประเทศ ซึ่งธุรกิจขายจานดาวเทียมเวลานั้น ยังมีลักษณะของสีเทาๆ ยังไม่มีกฎหมายรองรับ

เมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ปี 2540 บริษัทผลิตติดตั้งจานดาวเทียมก็เริ่มล้มหายตายจาก เพราะคอนเทนต์ไม่ดึงดูดใจ พีเอสไอจึงปรับกระบวนยุทธ์ หันไปพัฒนาฮาร์ดแวร์ ทำให้กล่องรับสัญญาณ และจานดาวเทียม ราคาถูกลง

ราวปี 2544 พีเอสไอตะลุยตลาดต่างจังหวัด ด้วยราคากล่องบวกจานดำ(จานโปร่ง) ที่ไม่แพงจนเกินไป พร้อมสโลแกน “ชัดล้านเปอร์เซ็นต์” เพื่อตอบโจทย์คนชนบท รับชมฟรีทีวี โดยเฉพาะช่อง 3 และช่อง 7 สี ไม่ชัด หรือบางพื้นที่รับสัญญาณได้แค่ช่อง 7 สีและรับชมช่อง 3 ไม่ได้

กล่องพีเอสไอช่วยให้คนบ้านนอกรับชมฟรีทีวีได้ชัดแจ๋วครบทุกช่อง จากคนกลุ่มแรกๆ ที่ติดจานดาวเทียมคือคนรวย ก็เปลี่ยนไปเป็นคนชนบท

การทำตลาดของพีเอสไอนั้น แบบถึงลูกถึงช่าง จึงส่งผลให้จานดำเบ่งบานบนหลังคาบ้าน ไม่ว่าจะเป็นชุมชนในเขตที่ราบ หรือบนดอยสูง ซึ่งในกล่องรับสัญญาณ ก็จัดช่องฟรีทีวีไว้ลำดับต้นๆ

เมื่อพีเอสไอยึดครองพื้นที่ทีวีดาวเทียมกว่าร้อยละ 80 กลุ่มผู้ผลิตคอนเทนต์ จึงต้องพึ่งพา ขอให้ช่องรายการของตัวเอง อยู่ในลำดับเลขหลักเดียว หรือเลขสองหลักของกล่องรับสัญญาณ

พลันที่ กสทช. กำหนดให้ทีวีดิจิทัล ต้องออกอากาศทุกแพลตฟอร์ม กล่องรับสัญญาณทีวีดาวเทียมแต่ละราย จัดเรียงช่องใหม่ เพื่อรองรับช่องทีวีดิจิทัล โดยระบบจะจัดเรียงโดยอัตโนมัติ แบบ ‘+10’ ตามกฎ มัสต์แคร์รี่ ตั้งแต่หมายเลข 11-46

ส่วนช่อง 1-10 นั้น กสทช.ยกประโยชน์ให้เจ้าของกล่อง หรือเจ้าของแพลตฟอร์ม ที่จะเลือกเรียงลำดับช่องเอง

ตัวอย่างเช่น “กล่องพีเอสไอ” เริ่มจากช่องเวิร์คพอยท์ ครีเอทีฟ ทีวี, ช่อง 2 อาร์เอส, ช่องไทยรัฐทีวี ,ช่องทรู 4ยู, ช็อปแอทโฮม, ช่อง 6 เวิร์คพอยท์, ช่องทีเอชวี ทีวีพูล, ช่อง 8 อาร์เอส, ช่องสบายดี อาร์เอส และช่องยู อาร์เอส

ที่สำคัญ พอมีการเรียงช่องใหม่ตามคำสั่ง กสทช. พีเอสไอก็ย้ายช่องฟรีทีวี 3 5 7 9 ไทยพีบีเอส และเอ็นบีที ไปอยู่ช่อง 313 ถึง 327

สมพร ธีระโรจนวงศ์ ประธานกลุ่มพีเอสไอ เคยให้สัมภาษณ์สื่อว่า “วันนี้ถ้าฮาร์ดแวร์ทุกอย่างดี มีคนดูมาก คอนเทนต์มาเองอยู่แล้ว บางคนบอกว่าคอนเทนต์อิสเดอะคิงส์ ผมว่าไม่ใช่ ถ้าคอนเทนต์ไม่มีเวทีจะเล่น มันจะเป็นคิงส์ได้ไง คอนเทนต์จะเป็นคิงส์ได้คนดูต้องมี ฉะนั้นคนดูจะมีได้”

คำพูดที่ว่า “คอนเทนต์ไม่มีเวทีเล่น จะเป็นคิงส์ได้ไง” มันได้บาดลึกหัวใจเจ้าของคอนเทนต์บันเทิงรายหนึ่ง ซึ่งคิดว่า เมื่อเป็น “คิงส์ออฟคอนเทนต์” แล้ว พวกกล่องพวกจาน จะยอมศิโรราบอยู่แทบเท้า

ตรงกันข้าม คนขายจานอย่างพีเอสไอกลับไม่ใส่ใจ “เบอร์ใหญ่” กลับเดินหน้าจับมือกับพันธมิตรที่มีคอนเทนต์บันเทิงที่เป็น “เบอร์รอง”

“คอนเทนต์ดี ก็จะพาให้จานขายดีด้วย คอนเทนต์จะขายได้ ก็ต้องมีจานขายอยู่ในตลาดที่เยอะ เป็นการพึ่งพากันโดยแยกจากกันไม่ออก” เสี่ยสมพร พูดถึงฮาร์ดแวร์กับซอฟต์แวร์ ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน

ที่น่าห่วงวันนี้ “ประชากรดาวเทียมยุคบุกเบิก” อันหมายถึงคนในชนบทที่ติดตั้งจานดาวเทียมรุ่นแรกๆ ล้วนแต่ใช้กล่องรับสัญญาณแบบเก่า ที่ไม่เข้ารหัส จึงรับชมทีวีดิจิทัลไม่ได้

กสทช. น่าจะนำเงินที่ได้มากมายจากการประมูลสัมปทานทีวีดิจิทัล ไปเปลี่ยนกล่องให้พวกเขา

อีกด้านหนึ่ง พวกเขาอาจจะพึงพอใจก็ได้ เพราะฟรีทีวีอนาล็อก ไม่ได้เคลื่อนย้ายไปไหน ได้ชมละครหลังข่าวช่อง 3 และช่อง 7 สี ก็พอแล้ว จะเอาอะไรกันนักหนาเล่า?

สงกรานต์ บ้านสวน และเขาใหญ่

Published เมษายน 12, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/detail/20140410/182634.html

การเมือง : คอลัมน์เด็ด
วันพฤหัสบดีที่ 10 เมษายน 2557

สงกรานต์ บ้านสวน และเขาใหญ่

สงกรานต์ บ้านสวน และเขาใหญ่ : มนุษย์สองหน้า โดยแคน สาริกา

             สงกรานต์มาถึงอีกแล้ว มันเป็นเทศกาลรวมญาติ รวมเพื่อนพ้องน้องพี่ และการทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่บุพการีผู้ล่วงลับ

ผมก็เหมือนคน ตจว. ที่ต้องหาเวลากลับบ้านเกิดช่วงสงกรานต์ ไปเยี่ยมยามถามข่าวญาติมิตร ไปกราบขอพรผู้แก่ผู้เฒ่า ซึ่งช่วงสองสามปีผมมีโอกาสเดินทางไปแถวถิ่นของชาว “ลาวเวียง” อยู่บ่อยครั้ง

“หินตั้ง” เป็นตำบลขนาดเล็ก พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาลูกเล็กๆ ที่เป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาใหญ่ และที่ราบลุ่มพื้นที่ลาดเขาจากทิศเหนือสู่ทิศใต้มีแม่น้ำนครนายกไหลผ่าน

ประชากรส่วนใหญ่พูดจาภาษาลาวเวียง ตั้งแต่หมู่ 1 บ้านคลองสีสุก, หมู่ 2 บ้านท่าด่าน, หมู่ 4 บ้านท่าชัย, หมู่ 5 บ้านหุบเมย, หมู่ 6 บ้านวังยายฉิม, หมู่ 7 บ้านบุ่งเข้, หมู่ 8 บ้านคลองสีเสียด และจนถึงหมู่ 9 บ้านวังยาว

ภาษาลาวเวียงมาจากไหน? อย่าไปถาม พวกเขารู้เพียงว่า บรรพบุรุษอพยพมาจากเวียงจันทน์นานนับร้อยปีแล้ว เหมือนผมคุ้นเคยสำเนียงลาวแต่เด็กๆ จนไม่รู้สึกแปลกแตกต่าง

ผมคุ้นเคยกับบ้านบุ่งเข้ เพราะมีบ้านป้า บ้านลุงอยู่ที่นี่ และหากเลยไปทางทิศตะวันออก ก็จะเป็นเขต ต.หนองแสง อ.ปากพลี ซึ่งเป็นฐานถิ่น “ลาวพวน” ที่ลงหลักปักฐานสร้างบ้านแปงเมืองมานับร้อยปี และคำว่า “ลาวพวน” ในความทรงจำของคนหนุ่มคือ สาวที่สวยที่สุดในนครนายก

เดิมที ต.หินตั้ง ชื่อ ต.เขาใหญ่ ขึ้นกับการปกครอง อ.เขาใหญ่ (ปี 2448 มีการเปลี่ยนชื่อ “อ.บุ่งไร่” เป็น “อ.หนองโพธิ์” และในปีเดียวกัน ก็เปลี่ยนชื่อเป็น “อ.เขาใหญ่” เพราะท้องที่ของอำเภอได้ครอบคลุมถึงบริเวณเขาใหญ่ จวบจนปี 2452 จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “อ.ปากพลี” ในปัจจุบัน)

ครั้งหนึ่งมีนายอำเภอมาตรวจท้องที่บริเวณบ้านบุ่งเข้ เห็นกองหินมีลักษณะแปลก คือมีกองหินเป็นก้อนเล็กๆ วางเป็นฐานล่าง และมีหินก้อนใหญ่มากอยู่ด้านบน ก็เลยเปลี่ยนชื่อจาก ต.เขาใหญ่ มาเป็น “ต.หินตั้ง” และถือเอาสัญลักษณ์ประจำตำบล ตั้งแต่บัดนั้น

ตอนเด็กๆ ผมมาเล่นแถวจุดที่เรียกว่าหินตั้งบ่อย และเมื่อสองปีก่อนก็แวะเวียนมาเรื่อย เนื่องจาก “พี่รุ่ง” รุ่งมณี เมฆโสภณ (นักหนังสือพิมพ์อาวุโส) มาซื้อที่ดินเชิงเขากะเหรี่ยง ซึ่งห่างจากหินตั้งไม่ไกลมากนัก และตรงนี้เป็นรอยต่อของบ้านเขากะเหรี่ยง ต.ศรีนาวา กับบ้านคลองสีเสียด ต.หินตั้ง (ที่ดินแปลงนี้อยู่เขต ต.หินตั้ง)

ที่สำคัญ ต.ศรีนาวา กับ ต.หินตั้ง เป็นการผสมผสานของวัฒนธรรมของจีนไหหลำ, ลาวเวียง และลาวพวน ที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่ 2 ตำบล โดยไม่มีความรู้สึกแปลกแยก หรือเป็นคนแปลกหน้าของกันและกัน

“พี่รุ่ง” ซื้อที่ดินไว้ 2 แปลง แปลงหนึ่งอยู่เชิงเขากะเหรี่ยง และอีกแปลงหนึ่งอยู่บ้านวังยายฉิม การเดินทางมาเป็น “เกษตรกรวันหยุด” ของพี่รุ่ง เลยทำให้มีหนังสือชื่อ “ดอกไม้ในสวน”

ภาคผนวกที่ว่าด้วย “บ้านสวนในฝัน” ผู้เขียนได้บอกเล่าถึงการสร้างฝันให้เป็นจริง และกว่าจะได้ “บ้าน” ดังฝันก็พานพบเรื่องราวมากมาย รวมถึงความน่ารักของ “คนหินตั้ง”

เพื่อนบ้านของพี่รุ่ง เป็นลาวเวียง ที่ไม่ค่อยได้สืบความถามหารากเหง้ากันมากนัก ผิดกับลาวพวน ที่ยังมีการรักษาวัฒนธรรมประเพณี มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมในนามสมาคมลาวพวนแห่งประเทศไทย

ผมเองก็แปลกใจ คนลาวเวียงตั้งถิ่นฐานกระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัดภาคกลาง แต่ไม่เห็นมีการรวมตัวเป็นกลุ่มก้อนเหมือนลาวพวน หรือลาวโซ่ง

อย่างไรก็ตาม เพื่อนบ้านชาวลาวเวียงที่เป็นตัวละคร ในหนังสือ “ดอกไม้ในสวน” ต่างให้การต้อนรับ “คนชั้นกลาง” ที่ฝันอยากสร้างวิมานบนดินอย่างอบอุ่น

ไม่ว่าจะเป็น “ลุงนึง-ป้าก่ำ” ที่แบ่งสวนเก่าขายให้ จนกลายเป็นบ้านในสวน “ตี๋-หอมจันทร์” คนเช่านาที่แลกกับการดูแลไร่ตีนเขากะเหรี่ยง และ “เหมียว” อดีต อบต. ทุกคนล้วนเกื้อกูลคนต่างถิ่นที่เพิ่งเข้ามาเป็นสมาชิกหน้าใหม่ของ ต.หินตั้ง

ดอกไม้ในสวน จึงไม่ใช่เรื่องของดอกไม้ล้วนๆ หากยังแฝงไว้ด้วยเรื่องของ “คน” กับบ้านในฝัน

%d bloggers like this: