ภูมิภาค

All posts tagged ภูมิภาค

พังงาซ้อมกู้อุบัติภัยทางทะเล เพิ่มความมั่นใจฤดูท่องเที่ยว

Published กุมภาพันธ์ 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/131472

วันอังคาร ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 18.22 น.
18 พ.ย.57 ณ ห้องประชุมโรงแรมภูงาธานี ต.ตากแดด อ.เมือง จ.พังงา นายประยูร รัตนเสนีย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เป็นประธานเปิดโครงการประชุมซักซ้อมการบริหารจัดการอุบัติภัยทางทะเล และการฝึกซ้อมแผนเพื่อความปลอดภัยของนักท่องเที่ยว โดยมีนายอุดม เพชรคุต หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.)จังหวัดพังงา ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมด้วยทีมกู้ชีพ-กู้ภัยในสังกัดศูนย์นเรนทรจังหวัดพังงา สังกัดท้องถิ่นต่างๆในเขตพื้นที่ทั้ง 8 อำเภอ รวมจำนวนทั้งสิ้น 80 คน เข้าร่วม รวมทั้งมอบอุปกรณ์ต่างๆให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อไป

นายประยูร กล่าวว่า การบริหารจัดการอุบัติภัยทางทะเล นับเป็นสิ่งสำคัญและมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับจังหวัดพังงา เนื่องจากจังหวัดพังงามีทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลที่สวยงาม มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและนานาประเทศเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากเดือนพฤศจิกายน เป็นต้นไป เป็นช่วงเปิดฤดูการท่องเที่ยวทะเลพังงา ดังนั้น การบริหารจัดการเพื่อป้องกันการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินของนักท่องเที่ยวจึงเป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน เพราะเมื่อเกิดสาธารณภัยผู้บริหาร บุคลากร เจ้าพนักงาน อาสาสมัคร หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน มูลนิธิ และองค์กรต่างๆ สามารถที่จะเข้าใจหลักการปฏิบัติงานของแต่ละหน่วย หรือการขอรับการสนับสนุนทรัพยากรจากหน่อยงานอื่นๆ จะดำเนินไปอย่างเป็นระบบ ส่งผลให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยเป็นไปอย่างรวดเร็ว และมีประสิทธิภาพสูงสุด

นอกจากนี้ แล้วการรณรงค์เพื่อความปลอดภัยทางถนน ก็นับได้ว่าเป็นกิจกรรมสำคัญที่จะต้องตระหนักเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการเชื่อมต่อจากทางบกสู่ทะเล ที่ทุกคนจะต้องปลอดภัยและไม่เกิดการสูญเสีย ดังนั้นการเตรียมความพร้อมรับมือกับสาธารณภัย ผู้บริหารหรือผู้ที่เกี่ยวข้องควรเอาใจใส่ และนำไปทบทวนหรือฝึกซ้อมกับหน่วยงานในเขตรับผิดชอบ เชื่อมั่นว่าจากการประชุมซักซ้อมในวันนี้ จะเป็นประโยชน์ยิ่งต่อการเตรียมพร้อมของหน่วยงาน อีกทั้งเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน และนักท่องเที่ยวในจังหวัดพังงาด้วย

รายงานพิเศษ : Unseen‘ดอกบัวตองบาน’บนดอยแม่อูคอ

Published กุมภาพันธ์ 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/131452

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.
เที่ยวเมืองไทยไม่ไปไม่รู้ จังหวัดแม่ฮ่องสอน เป็นอีกจังหวัดหนึ่งที่ใครอยากจะใช้ชีวิตแบบ Slow Life ก็ต้องมาสัมผัสให้ได้สักครั้งแล้วจะติดใจ เป็นจังหวัดที่รายล้อมด้วยภูเขา ใครมาแม่ฮ่องสอนคงต้องนึกถึง เมืองสามหมอก เมืองในหุบเขา ที่มีมนต์เสน่ห์มากมาย มีหลายที่ที่เป็นที่นิยม อาทิ อ.ปาย อ.แม่สะเรียง และอีกที่หนึ่งที่ฉันนึกถึงคือ อ.ขุนยวม ซึ่งที่บนดอยแม่อูคอนั้นมีดอกบัวตองบานเหลืองอร่ามทั้งดอย สีสันสดใสงดงามชวนน่าหลงใหล สีเหลืองของดอกบัวตองชูขึ้นสู้ฟ้า ตัดกับสีฟ้าบนท้องฟ้า มันช่างสวยสดใสยิ่งนัก

นายสุรพล พนัสอำพล ผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า วันนี้ดอกบัวตองบานแล้ว จ.แม่ฮ่องสอน จึงได้จัดงานเทศกาล ดอกบัวตองบานบนดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม มีเทศกาลอาหารไต หรืออาหารไทยใหญ่ด้วยรสชาติอร่อยมาก และเตรียมจัดงานยาวไปถึงงานส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ อีกทั้งทางจังหวัดแม่ฮ่องสอนได้สนองนโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีที่มีนโยบายให้ส่งเสริมการท่องเที่ยวในประเทศ โดยเฉพาะท่านได้เอ่ยถึงแม่ฮ่องสอนที่อยากให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาท่องเที่ยวและสัมผัส วัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของแม่ฮ่องสอน

เนื่องจากแม่ฮ่องสอนมีประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเส้นทางสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่อ.ขุนยวม ซึ่งถือเป็นต้นแบบความรักของโกโบริอย่างแท้จริง เพราะมีคนที่แต่งงานกับชาวญี่ปุ่นสมัยนั้น ซึ่งยังมีชีวิตอยู่จะมาเล่าเรื่องและนำไปพอร์ตเป็นบทในภาพยนตร์และฉายไปทั่วโลก ซึ่งเชื่อมั่นว่าเมื่อภาพยนตร์นี้สร้างเสร็จจะทำให้คนรู้จักขุนยวมและแม่ฮ่องสอนมากยิ่งขึ้น

ด้านนายสบธนา อั๋นประเสริฐ ผอ.ททท.แม่ฮ่องสอน กล่าวว่า ดอกบัวตองบนดอยแม่อูคอปีนี้ดอกบานกว่า 60% ในพื้นที่ 1,500 ไร่ มีให้ชมตั้งแต่เดือนตุลาคมจนถึงต้นเดือนธันวาคมของทุกปี งานเทศกาลดอกบัวตอง ณ ดอยแม่อูคอ อ.ขุนยวม จ.แม่ฮ่องสอน จะจัดขึ้นประมาณเดือนพฤศจิกายนของทุกปี “ดอกบัวตอง” เป็นดอกไม้ป่าสีเหลืองคล้ายดอกทานตะวันแต่ขนาดเล็กกว่า มักขึ้นอยู่ตามป่าเขาสูงทางตอนเหนือของประเทศไทย ในจังหวัดแม่ฮ่องสอนจะมีมากที่บริเวณบ้านแม่เหาะ อำเภอแม่สะเรียง และดอยแม่อูคอ อำเภอขุนยวม

เมื่อถึงระยะที่ดอกบัวตองบานตามริมเส้นทางตลอดจนภูเขาที่สลับซับซ้อนกันอยู่นั้นจะเป็นสีเหลืองสว่างไสวไปด้วยสีของดอกบัวตองดูงดงามมาก ทางจังหวัดแม่ฮ่องสอน จึงได้จัดงานเทศกาลบัวตองบานขึ้นเพื่อเป็นการชมความงามของธรรมชาติ และชมวัฒนธรรมประเพณีของชาวไต และชาวไทยภูเขา โดยจะจัดที่บริเวณอำเภอขุนยวม ในงานมีการละเล่นและมหรสพทั้งของพื้นเมืองและร่วมสมัย มีการประกวดธิดาบัวตอง การแสดงศิลปวัฒนธรรมชาวไทยภูเขา การแสดงสินค้าพื้นเมือง การแข่งขันกีฬาชาวดอย ฯลฯ ตลอดจนนิทรรศการต่างๆ และการนำเที่ยวชมดอกบัวตองบนดอยแม่อู

สำหรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาแม่ฮ่องสอนส่วนใหญ่เป็นคนไทย 80% และต่างชาติ 20% อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่า ในปีนี้นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะทางชาติตะวันตกหายไปมาก แต่จะมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาเพิ่มขึ้นซึ่งทางททท.แม่ฮ่องสอน ก็พยายามจัดกิจกรรมและประชาสัมพันธ์เพื่อดึงนักท่องเที่ยวตะวันตกให้กลับมาเหมือนเดิม

สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียงนอกจากชมดอกบัวตองแล้วใกล้ๆ กันยังมีน้ำตกแม่สุรินทร์ ที่บ้านแม่สุรินทร์มีนาขั้นบันไดที่สวยงามอยู่ในช่วงฤดูเก็บเกี่ยวข้าวพอดี ใกล้กันที่บ้านแม่ลาน้อย อ.แม่ลาน้อย จ.แม่ฮ่องสอน ยังมีถ้ำแก้วโกมลเป็นถ้ำผลึกแคลไซต์ที่มีความงาม 1 ใน 3 ของโลก และหากเดินทางกลับเชียงใหม่ไปตามถนนเชียงใหม่-แม่สะเรียงที่อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน ก็มีทุ่งดอกบัวตองที่บ้านแม่เหาะ และสามารถเล่นเรือคยัคในลำน้ำยวม และลำน้ำสบโขงเพื่อตกปลาแบบฟลายฟิชชิ่งได้ด้วย ส่วนที่อ.ฮอด จ.เชียงใหม่ ยังมีสวนสนที่สวยงามให้ถ่ายภาพและพักรับประทานอาหารที่นี้ได้ด้วย

ศุภรักษ์ จิรกิจญาดา

ส.ธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ชี้ เศรษฐกิจเหนือแนวโน้มดีขึ้น

Published กุมภาพันธ์ 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/131451

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

ส.ธุรกิจท่องเที่ยวเชียงใหม่ชี้

เศรษฐกิจเหนือแนวโน้มดีขึ้น คาดปีหน้าโกย7หมื่นล้าน/ปี

นายพรชัย จิตรนวเสถียร นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า ช่วงปลายปีนี้เป็นต้นไป จ.เชียงใหม่ และภาคเหนือเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่กลับมาดีมากขึ้นเรื่อยๆ  เนื่องจากเชียงใหม่ มีสายการบินที่บินตรงมายังสนามบินนานาชาติเชียงใหม่ มากว่า 20 สายการบิน ที่เชื่อมต่อเมืองหลักทั้งในและต่างประเทศกว่า 28 เมืองของประเทศต่างๆ ทั่วโลก

ปัจจุบันนักท่องเที่ยวชาวจีนมาเข้าท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ เป็นอันดับหนึ่งอยู่ที่ 7-8 ล้านคน รองลงมาคือสหรัฐอเมริกา ส่วนนักท่องเที่ยวแถบยุโรปอยู่ในอัตราส่วนที่ลดลงในรอบ 3 ปีที่ผ่านมา ขณะที่นักท่องเที่ยวชาวจีนมีแนวโน้มเติบโตสูงขึ้นเรื่อยๆ เฉลี่ยรายรวมภาคการท่องเที่ยวอยู่ที่ 65,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นรายหลักในภาคการท่องเที่ยว คาดว่าในปีหน้ายอดทะลุที่ 70,000 ล้านบาทต่อปี

ทั้งนี้ เนื่องจากรายได้หลักของ จ.เชียงใหม่ ยังเป็นภาคธุรกิจการท่องเที่ยว และตลาดการท่องเที่ยวยังสามารถเติบโตได้มากกว่านี้อีก เพราะภาคเหนือและเชียงใหม่ มีอากาศที่ดีตลอดปีประกอบกับมีแหล่งท่องเที่ยวทั้งธรรมชาติและโบราณสถานมากมายที่นักท่องเที่ยวต้องการเข้าไปเที่ยวชมสิ่งเหล่านี้อีกด้วย

 

นายกสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว จ.เชียงใหม่ กล่าวอีกว่า สำหรับรายได้รองลงมาจากการท่องเที่ยวของเชียงใหม่ ปัจจุบันคือ ธุรกิจด้านการเกษตรมีแนวโน้มที่ดีมากขึ้น ดังนั้นการลงทุนด้านการเกษตร ในพื้นที่ของภาคเหนือยังสามารถเติบโตได้อีกมาก ขณะเดียวกันนั้น ซึ่งนักธุรกิจจากจีน เกาหลี และญี่ปุ่นให้ความสนใจในการลงทุนภาคธุรกิจการเกษตรมากด้วยเช่นกัน เนื่องจากมีอากาศและน้ำที่อุดมสมบูรณ์ตลอดปี สามารถที่จะปลูกพืชพักต่างๆ ได้ง่ายกว่าภาค

ตร.เมืองพัทยาลุย ระดมทีมกวาดล้าง สาว-กะเทยค้ากาม

Published กุมภาพันธ์ 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/131450

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

จากกรณีมีนักท่องเที่ยวชาวปากีสถาน นายมูฮัมหมัด อะมิร วาฮีด อายุ 40 ปี ถูกสาวขายบริการทางเพศริมชายหาดเมืองพัทยามอมยารูดทรัพย์ได้ทรัพย์สินไปกว่า 50,000 บาท เหตุเกิดห้องพักในโรงแรมแห่งหนึ่งในย่านพัทยาใต้ จ.ชลบุรี เมื่อคืนของวันที่ 16 พ.ย. ที่ผ่านมา

ความคืบหน้าล่าสุด เวลาประมาณ 02.30 น. วันที่ 18 พ.ย. 2557 พ.ต.ท.ชินวัตร ศรีสวัสดิ์ รอง ผกก.ปป.สภ.เมืองพัทยา พ.ต.ท.โกวิทย์ สวัสดิ์มงคล สวป. ร.ต.อ.เนติธร รัตนสุชานันท์ รอง สวป. นำกำลังตำรวจชุดปราบปรามพิเศษ ออกกวาดล้างจับกุมสาวลักลอบขายบริการทางเพศตลอดแนวชายหาดเมืองพัทยา จ.ชลบุรี

โดยสามารถจับกุมสาวและสาวประเภทสอง ลักลอบขายบริการทางเพศ ได้จำนวนเกือบ 100 คน เจ้าหน้าที่จึงว่ากล่าวตักเตือน และถ่ายรูปทำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน พร้อมกับสอบสวนประวัติรายบุคคล ก่อนดำเนินคดีเปรียบเทียบปรับ คนละ 200 บาท แล้วปล่อยตัวกลับบ้าน หากพบว่ายังมาลักลอบค้าประเวณีอยู่ จะดำเนินการขั้นเด็ดขาดทันที

พ.ต.ท.ชินวัตรกล่าวว่า หลังจากตกเป็นข่าวนักท่องเที่ยวถูกมิจฉาชีพแอบแฝงมาในคราบสาวขายบริการทางเพศมอมยารูดทรัพย์จนหมดตัว ซึ่งทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงด้านภาพลักษณ์และการท่องเที่ยว ทางตำรวจจึงระดมกำลังลุยออกกวาดจับกุมดังกล่าว ถือว่าเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอย อย่างไรก็จะกวดขันจับกุมอย่างต่อเนื่อง

เมืองรถม้าประชุมเตรียมพร้อมรับผู้แทนพระองค์

Published กุมภาพันธ์ 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/131449

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

เมืองรถม้าประชุมเตรียมพร้อมรับผู้แทนพระองค์

พระราชทานความช่วยเหลือชาวลำปาง

นายฤทธิพงศ์ เตชะพันธุ์ รองผู้ว่าราชการ จังหวัดลำปาง เป็นประธานประชุมผู้เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมพร้อมรับคณะองคมนตรี พลอากาศเอกชลิต พุกผาสุก ที่ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้เป็นผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ในพิธีมอบความช่วยเหลือพระราชทานแก่ราษฎรในพื้นที่อ.แจ้ห่ม ในวันศุกร์ที่ 21 พ.ย. 2557 ที่หอประชุมโรงเรียนแจ้ห่มวิทยา อ.แจ้ห่ม จ.ลำปาง

นายฤทธิ์พงศ์กล่าวว่า นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ สำหรับพสกนิกรชาวลำปาง ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พระราชทานความช่วยเหลือดังกล่าว ในโอกาสนี้องคมนตรี ผู้แทนพระองค์ฯ ยังได้ตรวจติดตามความคืบหน้าผลการดำเนินงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ติดตามฎีกาของชาวบ้านใน จ.ลำปาง ที่ยังคงค้าง

ทั้งนี้ เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของราษฎร รวมทั้งเตรียมความพร้อมเฝ้าฯรับเสด็จสมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่จะเสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโครงการอ่างเก็บน้ำแม่เสริม อันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านโป่งน้ำร้อน หมู่ที่ 1 ต.เสริมกลาง อ.เสริมงาม ประมาณเดือนส.ค. 2558

สำหรับกำหนดการในวันศุกร์ที่ 21 พ.ย. 2557 เวลา 10.15 น. องคมนตรีเดินทางมาถึงหอประชุมโรงเรียนแจ้ห่มวิทยา โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดลำปาง ผู้แทนโรงพยาบาลรามาธิบดี ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด ผู้แทนสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน และสำนักราชเลขาธิการ ร่วมมอบทุนประกอบอาชีพและสิ่งของพระราชทานแก่ครองครัวของนางบัวผัด กมลเพชร มอบทุนเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย ทุนการศึกษาต่อเนื่อง ทุนการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม

และสิ่งของพระราชทานแก่ ครอบครัว นางวิไลวรรณ รัตนพิทักษ์ มอบทุนการศึกษาต่อเนื่อง ทุนการประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม และสิ่งของพระราชทานแก่ ครอบครัวนางสาวจรัสพร พรมทิ พร้อมทั้งมอบถุงพระราชทานซึ่งบรรจุเครื่องอุปโภคบริโภคที่จำเป็นแก่ ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ผู้ทุพพลภาพ และราษฎรในพื้นที่ จำนวน 600 ราย

ในโอกาสนี้ ได้นำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ โรงพยาบาลรามาธิบดี สำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน และหน่วยงานใน จ.ลำปาง ให้บริการแก่ราษฎรในพื้นที่ด้วย

ปศุสัตว์บุรีรัมย์เตือนเกษตรกรดูแลสัตว์เลี้ยง

Published กุมภาพันธ์ 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/131448

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายพจน์ภิรัชต์ เนียมจุ้ย ปศุสัตว์จังหวัด บุรีรัมย์ เปิดเผยว่า ในช่วงนี้เป็นช่วงที่มีอุณหภูมิลดต่ำอากาศหนาวเย็นลงอีกระลอก จึงแนะให้เกษตรกรดูแลสุขภาพสัตว์เลี้ยง เป็ด ไก่ และโค-กระบือ เพราะช่วงที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงสัตว์จะมีร่างกายอ่อนแอ ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคที่มาจากอากาศหนาวได้ง่าย โดยเฉพาะทำโรงเรือนควรจะมีการทำความสะอาดอยู่สม่ำเสมอ มิดชิดกันลมและอากาศหนาวได้

ซึ่งโรคที่มากับหน้าหนาวที่จะมาติดต่อในสัตว์ปีก คือ โรคหวัด นิวคาสเซิ่ล หรือโรคไข้หวัดนก ควรมีการฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อทำความสะอาดโรงเรือนให้ปลอดจากเชื้ออยู่เสมอ ส่วนโค-กระบือ ก็จะมีโรคคอบวม ปาก เท้าเปื่อย ดังนั้นเกษตรกรควรที่จะนำไปเลี้ยงในที่สูง ส่วนโรงเรือนไม่ควรจะอยู่ในที่ชื้นแฉะ เพราะจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ปศุสัตว์จังหวัดบุรีรัมย์ ยังกล่าวอีกว่า เกษตรกรที่ยังไม่นำสัตว์เลี้ยงโค-กระบือ ไปฉีดวัคซีน ควรนำไปฉีดวัคซีนให้ครบ หากเกษตรกรรายใดพบว่าสัตว์ป่วย หรือตายผิดปกติ ให้แจ้งปศุสัตว์อำเภอ และจังหวัด เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้เข้าไปดำเนินการตรวจสอบและควบคุมโรคไม่ให้มีการแพร่ระบาดของเชื้อเป็นวงกว้างต่อไป

สุพรรณสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน เชิดชูเกียรติผู้ทรงภูมิปัญญาการเกษตร

Published กุมภาพันธ์ 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/131447

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นางสาวดุษฏี รังษีพลาสวัสดิ์ เกษตรและสหกรณ์ จ.สุพรรณบุรี กล่าวว่า จ.สุพรรณบุรี เปิดรับสมัครการสรรหาปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2558 เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตรสาขาต่างๆ ซึ่งเป็นผู้มีคุณความดี มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ สมควรเป็น “ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน” ให้ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการ

พร้อมทั้งสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ ประสบการณ์และความสามารถสู่สังคม โดยแบ่งเป็น 4 สาขา ได้แก่ ปราชญ์เกษตรผู้ทรงปัญญาและมีคุณูปการต่อการเกษตรไทย, ปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง, ปราชญ์เกษตรดีเด่น และปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย ซึ่งคุณสมบัติร่วมของปราชญ์เกษตรของแผ่นดินทุกสาขา ในภาพรวมจะต้องเป็นผู้ดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงไม่น้อยกว่า 5 ปี เป็นผู้มีความรู้ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และผลงานด้านการเกษตรเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับ มีการเผยแพร่สื่อสาร ขยายผลจนเกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อภาคการเกษตรไทยอย่างโดดเด่นในระดับประเทศ

ทั้งนี้ ผู้นำชุมชนและเครือข่ายเกษตรกร หรือบุคคลที่มีคุณสมบัติ ขอรับแบบบันทึกข้อมูลเพื่อสรรหาเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน และยื่นแบบได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ถึงวันที่ 30 พ.ย. 2557 ในวันและเวลาราชการ

ปศุสัตว์สุพรรณบุรี ยืนยัน‘โรคคอบวม’ สามารถควบคุมได้

Published กุมภาพันธ์ 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/131445

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

นายสันติ อัจยุคโภคิน ปศุสัตว์จังหวัดสุพรรณบุรี กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีควายของนายสุชาติ  มะลิทอง บ้านเลขที่ 7/1 หมู่ที่ 11 ต.หนองหญ้าไซ อ.หนองหญ้าไซ จ.สุพรรณบุรี ทยอยตายอย่างต่อเนื่องจำนวน 5 ตัว ว่าหลังเกิดเหตุเจ้าหน้าที่รีบเข้าตรวจสอบในพื้นที่เกิดเหตและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างละเอียดทันที ซึ่งสาเหตุการเกิดโรคในครั้งนี้ พบว่าเป็นการเคลื่อนย้ายควายจากจังหวัดข้างเคียงเข้ามาในพื้นที่ ซึ่งในพื้นที่สุพรรณบุรีไม่มีการแพร่ระบาด

ดังนั้นจึงได้ฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อรัศมี 5 กิโลเมตร สั่งห้ามเคลื่อนย้ายเด็ดขาด พร้อมให้เจ้าของควายฝังควายทั้งหมดอย่างถูกต้อง พร้อมฉีดยาปฏิชีวนะให้แก่ควายทั้งหมดที่เหลือจำนวน 32 ตัว และเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจนถึงขณะนี้ โดยควายทั้งหมดไม่มีอาการผิดปกติใดๆ จึงขอยืนยันว่าโรคดังกล่าวสามารถควบคุมได้แน่นอน

ปศุสัตว์ จ.สุพรรณบุรี กล่าวถึงมาตรการป้องกันว่า มีการตั้งด่านสกัดการเคลื่อนย้ายสัตว์ ใครไม่มีใบเคลื่อนย้ายหรือตรวจสอบพบให้ดำเนินการอย่างเข้มงวดทุกรายเพื่อป้องกันการแพร่ระบาด และการฉีดวัคซีนในโคและกระบือ สัตว์ไม่เจ็บปวดและไม่เป็นอันตรายต่อโคกระบือที่ตั้งครรภ์ซึ่งไม่ได้เกิดจากวัคซีนโดยตรงแต่เป็นผลข้างเคียงเรื่องของการเจ็บปวดจนโคกระบือสะบัดตัวอาจกระทบต่อลูกโคกระบือได้เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้ พบเร็ว รายงานเร็ว จึงสามารถควบคุมพื้นที่ได้อย่างรัดกุมและไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อที่สำคัญโรคคอบวมเป็นโรคที่ไม่ติดต่อสู่คน

สกู๊ปพิเศษ : สันติสุขที่ชายแดนใต้ย่อมเกิดไม่ได้ถ้ายังใช้ความรุนแรง

Published กุมภาพันธ์ 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/131444

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

เป็นอีกวันหนึ่งที่ต้องเริ่มต้นด้วยคำว่า “เสียใจ” กับ ครอบครัวของ ครูอิศรา ชัยฤทธิ์โชค ครูโรงเรียนบ้านควนแตน ต.ท่าเรือ อ.โคกโพธิ์ จ.ปัตตานี ครอบคัวของนางสิริรัตน์ แซ่ชั้น นางสารินี แซ่ท่อง ชาวบ้านต.แม่หวาด อ.ธารโต จ.ยะลา และนายนรพล แสงมณี ราษฎรเต็มขั้น ที่ ต.ตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส

ทั้ง 4 ราย เสียชีวิตในวันเดียวกัน ด้วยวิธีการเดียวกันคือถูก “ฆ่า” ด้วยวิธี “ประกบยิง” โดยฝีมือของ คนร้ายที่ เราเรียกว่า
“แนวร่วม” ขบวนการก่อการร้าย โดยที่คนทั้ง 4 ไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้เป็น “สายข่าว” ให้เจ้าหน้าที่ ไม่ได้เป็น “ปรปักษ์” กับ “แนวร่วม” ในพื้นที่ คนทั้ง 4 คือ “เหยื่อ” ของสถานการณ์ความรุนแรง ที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด จนเปรียบเสมือนกับว่าคน “ไทยพุทธ” คือ ตัวประกัน ในพื้นที่ของความ “ขัดแย้ง” แห่งนี้

ย้อนกับไปดูถึงสาเหตุที่เป็น “เหตุ” ให้คน “ไทยพุทธ” 4 ราย ที่กลายเป็นเครื่อง “บัดพลี” ให้กับสถานการณ์ความไม่สงบในครั้งนี้จะพบว่า ก่อนที่คนทั้ง 4 จะเป็นผู้ “รับเคราะห์” ได้มีการกราดยิงครูสอนศาสนา หรือ “อุสตาซ” ผู้หนึ่งเสียชีวิต และลูกชายที่ยังเป็น “เด็กชาย” ได้รับบาดเจ็บ ในพื้นที่ ต.อัยเยอร์เวง อ.เบตง จ.ยะลา ซึ่งเป็นพื้นที่ติดกับ อ.ธารโต.จ.ยะลา

ซึ่งไม่ห่างจากที่นางสิริรัตน์ และนางสารินี สองคนแม่ลูกแห่ง ต.แม่หวาด ประกบยิงเสียชีวิต โดย “อุสตาซ” ผู้นี้เป็นผู้ที่มีชื่ออยู่ในบัญชีดำ และมีหมายจับตามพ.ร.ก.ติดตัวอยู่ และกำลังของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ในพื้นที่ได้นำตัวไปปรับทัศนะในศูนย์ซักถามอยู่ระยะหนึ่ง ก่อนปล่อยตัวให้กลับบ้าน และถูกกราดยิงเสียชีวิตในที่สุด

แม้ว่า โดยข้อเท็จจริง เชื่อได้ว่า การตายของ “อุสตาซ”ผู้นี้ ไม่ใช่เกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่รัฐ แต่หลังเกิดเหตุในพื้นที่การ “สื่อสาร” ของ “แนวร่วม” ของ คนในพื้นที่จำนวนหนึ่ง ในโลกของ “โซเชียล” ก็พยายามโยงให้เป็นเรื่องว่าเกิดจาก ฝีมือของเจ้าหน้าที่ และก็ได้ผล เพราะมีคนที่เชื่อ เป็นจำนวนมาก

ต่อมาเพียงวันเดียว กำลัง ทหาร ตำรวจ ได้เข้าปิดล้อม เพื่อตรวจค้น พื้นที่บ้านโคกโหนด ต.คลองตันหยง อ.หนองจิก
จ.ปัตตานี ซึ่งเป็นไปตามแผน “เชิงรุก” ของ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าที่ “การข่าว” ได้ติดตาม “แนวร่วม” กลุ่มหนึ่งมาจากพื้นที่ อ.รามัน จ.ยะลา เพื่อเข้ามา “หลบซ่อน” ในพื้นที่ อ.หนองจิก

ปฏิบัติการปิดล้อมครั้งนี้ เจ้าหน้าที่สามารถ “จับเป็น” ผู้อยู่ในบ้านหลังหนึ่งได้ 5 คน และต้องการ “จับตาย” คนร้ายอีก 2 คน ที่ไม่ยอมออกมามอบตัว และใช้อาวุธปืนยิงใส่เจ้าหน้าที่ เพื่อเปิดทางหนีเจ้าหน้าที่จึงใช้รถหุ้มเกราะพุ่งเข้าชนบ้านพัง และส่งกำลังเข้าไป วิสามัญ”จนคนร้ายเสียชีวิตทั้ง 2 ราย

ถ้าเหตุการณ์นี้ เกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ของประเทศไทย ทุกอย่างคงจะจบลง โดยอาจจะมีญาติพี่น้องของผู้ตายเจ็บแค้น เจ้าหน้าที่บ้างตามสมควร หรืออย่าง “ดุเดือด” ที่สุด ก็อาจจะยื่นหนังสือ ของความเป็นธรรมว่า เจ้าหน้าที่ทำเกินกว่าเหตุ เพราะเห็นว่ายังมีวิธีการอื่นๆ กับคนร้าย โดยไม่ต้อง “วิสามัญฆาตกรรม” ก็ได้

แต่..เพราะ พื้นที่นี้ ไม่ใช่พื้นที่ “อื่นๆ” ของประเทศ แต่เป็นพื้นที่ “ปลายด้ามขวาน” เป็นพื้นที่ 3 จังหวัด 4 อำเภอ ของจังหวัดสงขลา ที่มี “เงื่อนไข” ของ “สงคราม” ซึ่งเป็น “สงครามประชาชน” ที่เกิดขึ้นเมื่อ 100 ปีก่อน อันเนื่องมาจากความ “อยุติธรรม” ของผู้ปกครองในสมัยนี้ แต่จนถึงสมัยนี้ ก็ยังกลายเป็น “เงื่อนไข” ที่ยังแก้ได้ไม่สำเร็จ

ดังนั้น หลังจากที่มีการ “วิสามัญ” คนร้ายทั้ง 2 รายขึ้น อีกรุ่งวันหนึ่ง ปฏิบัติการ “เอาคืน” ก็เกิดขึ้นในทันที่ทันควัน พร้อมทั้งมีการทิ้ง “ใบปลิว” ในจุดที่เกิดเหตุว่า “จับมั่ว ยิงมั่ว” เช่นเดียวกับ การกราดยิงคน “ไทยพุทธ” 3 ศพ บาดเจ็บอีก 7 ราย ที่ อ.เทพา จ.สงขลา เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ที่เป็นการ ตอบโต้ การที่ เจ้าหน้าที่ “ยิงมั่ว” จนมีผู้เสียชีวิต 2 ราย ที่ จ.นราธิวาส และการ “จับมั่ว” ของตำรวจ ส่วนกลางในพื้นที่ รอยต่อระหว่าง จ.สงขลา กับ จ.ปัตตานี

ปฏิบัติการที่ บ้านโคกโหนด ด้วยการ “วิสามัญ” 2 คนร้าย ถ้าเอาคำว่า “กฎหมาย” เป็น “ที่ตั้ง” เจ้าหน้าที่ทำถูกต้อง เพราะคนร้ายมีอาวุธ และยิงต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ ไม่ยอมมอบตัว ทั้งที่มีการใช้ผู้นำศาสนาเข้า “เกลี้ยกล่อม” จึงชอบด้วยกฎหมาย ที่จะทำการ “วิสามัญ” คนร้ายทั้ง 2 คน

แต่…ในขณะเดียวกัน คนส่วนหนึ่ง ซึ่งเป็นคนในพื้นที่ ซึ่งเป็นคนหมู่มาก ยังมีความ “เห็นต่าง” ว่า เจ้าหน้าที่ยังมีทาง “หลีกเลี่ยง”โดยไม่ต้องใช้วิธี “วิสามัญ” คนร้ายได้อยู่ เพราะคนร้ายที่ออกมามอบตัว5 คน ย่อมให้ข้อเท็จจริง ต่อเจ้าหน้าที่ได้ว่า คนร้ายอีก 2 คน มีอาวุธปืนอะไร มีเครื่องกระสุนเท่าไหร่ ถ้ารอให้คนร้าย กระสุนหมด ก็อาจจะบุกเข้าไป “จับเป็น” ได้

ซึ่งหากมีการ “จับเป็น” ได้ทั้งหมด ปฏิบัติการครั้งนี้ จะเป็นการ“ยืนยัน” คำพูดของ พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 และ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และ พล.ต.ท.อนุรุต กฤษณะการเกตุผบช.ศชต. ได้ดีว่า กอ.รมน.ภาค 4 และ ศชต. ยุคใหม่ จะไม่ใช้ความรุนแรงในการปฏิบัติการดับ “ไฟใต้” อย่างแท้จริง

หลังเกิดเหตุ “วิสามัญ” ครั้งนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จึงทราบในทันที่ว่า คนร้าย หรือ “แนวร่วม” ต้องมีการ “เอาคืน” แน่ โดยผู้ที่ต้องตกเป็น “เหยื่อ” คือเป้าหมาย “อ่อนแอ” นั้นคือประชาชน จึงได้มีการแจ้งเตือนประชาชน และเพิ่มการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่

แต่สุดท้าย ก็ป้องกันไม่ได้ ซึ่งการป้องกันไม่ได้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ แต่เป็นเพราะจำนวนของเป้าหมาย “อ่อนแอ” ที่เป็นประชาชนมีมากมายเกินไป ต่อให้เพิ่มทหารเข้าอีก 50,000 คนก็ไม่สามารถป้องกันได้ เพราะเจ้าหน้าที่เอง ก็ไม่รู้ว่า ใครจะตกเป็น“เหยื่อ” และผู้ที่ลงมือคือใคร

ตรงนี้ต่างหาก ที่เป็นปัญหาและเป็นสิ่งที่ “แก้ไม่ตก” เพราะเมื่อไหร่ที่เจ้าหน้าที่รัฐใช้ความรุนแรง ซึ่งถูกต้องตามกฎหมาย หรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายก็แล้วแต่ สิ่งที่เกิดขึ้นคือความสูญเสียของคน “ไทยพุทธ”ที่เหมือนกับเป็น “ตัวประกัน” เพื่อตอบโต้เจ้าหน้าที่รัฐ

โดยข้อเท็จจริง สถานการณ์ในพื้นที่เริ่มปรากฏ “ลางดี” ขึ้นมาตามลำดับ การก่อเหตุเริ่มลดจำนวนลง การก่อการร้ายใหญ่ๆ แบบ“คาร์บอมบ์” ลดน้อยลง การใช้วิธีการ “พูดคุย” ในพื้นที่กำลังปรากฏผลในด้านบวกเป็นลำดับ การใช้ “ทุ่งยางแดงโมเดล” ได้รับการ“จับตามอง” เพื่อรอดูผลสำเร็จจากผู้คน แต่สุดท้าย เมื่อมีการใช้ความรุนแรงของทั้งฝ่ายเจ้าหน้าที่ และฝ่ายขบวนการ หลายอย่างที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้าทำมา ก็เหมือนกับการ “ตักน้ำถมทะเล”อีกครั้งหนึ่ง

ที่ได้หยิบเรื่องที่เกิดขึ้นมาเขียนถึง ไม่ได้บอกว่า การปฏิบัติการ“วิสามัญ” ของเจ้าหน้าที่ต่อคนร้ายเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง หรือ “เข้าข้างโจร”เพียงแต่อยากจะบอกว่า สถานการณ์ต่อไปนี้ ในพื้นที่ 3 จังหวัด และ 4 อำเภอของจังหวัดสงขลา ซึ่งเป็นระยะ “เปลี่ยนผ่าน” ยังจะมีเหตุการณ์ อย่างที่เกิดขึ้นที่บ้านโคกโหนดอีกมากมาย เพราะยังมี“แนวร่วม” หรือ “คนร้าย” ที่ “ยอมตาย” แต่ไม่ยอมให้ “จับเป็น”อีกมากที่จะเกิดขึ้นในการปิดล้อม ตรวจค้น สถานที่ต่างๆ

และหากทุกครั้งที่มีการ “วิสามัญ” คนร้ายเกิดขึ้น และคนร้าย“เอาคืน” ด้วยการฆ่า ผู้ “บริสุทธิ์” เพื่อเป็นการ “แก้แค้น” ที่ไม่สามารถทำรายเจ้าหน้าที่ได้ ซึ่งเป็นเช่นเดียวกับการเกิดขึ้นที่ อ.บันนังสตา จ.ยะลา ซึ่งมีอาสาสมัคร ฮากิม ดาราเซะ เป็น “เงื่อนไข” กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า จะให้การดูแลชีวิตของชาวไทยพุทธในพื้นที่อย่างไร

เชื่อเถอะ ไม่มี ผบ.ทบ.คนไหนทำได้ ไม่มีแม่ทัพคนไหนทำได้นอกจากหากคิดว่า จำเป็นต้องใช้ความ “รุนแรง” ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ในการ “จัดการ” กับ คนร้าย “หัวแข็ง” ด้วยการ“วิสามัญ” หมายถึงว่า ทั้ง ผบ.ทบ.ทั้ง แม่ทัพ นายกอง จะต้อง“ทำใจ” ที่จะเห็น “เลือด” ของคน “ไทยพุทธ” ผู้บริสุทธิ์” นองแผ่นดินเพื่อแลกกับการ “วิสามัญ” ที่ถูกต้องตามกฎหมาย ที่ได้พยายามทำตามขั้นตอน จาก “เบา” ไปหา “หนัก” แล้วนั่นเอง

และ … แน่นอนว่า การแก้ปัญหา “ไฟใต้” ไม่ใช่การเล่น“หมากฮอส” ที่จะผลัดกันกิน จนกว่าจะหมดกระดาน เพราะชีวิตคนบริสุทธิ์ ไม่ใช่วัตถุสิ่งของ แต่เป็นชีวิตที่ทุกชีวิตมีค่าเท่าเทียมกัน และมีความหมายกับครอบครัวผู้สูญเสียทุกครอบครัว ซึ่งเงินเยียวยา 500,000 บาท ที่ครอบครัวผู้บริสุทธิ์ได้รับนั้น ไม่เคยมีครอบครัวไหนอยากเอาชีวิตของคนในครอบครัวของเขาไปแลกมา

สุดท้าย ทั้งๆ ยังใช้อาวุธ ใช้ความรุนแรง เป็นการแก้ปัญหา เวทีการ “พูดคุยสันติสุข” ที่กำลังจะเริ่มต้นใหม่ อาจจะเป็นการ“สูญเปล่า” เหมือนกับหลายๆ ครั้งที่เกิดขึ้น ซึ่งสาเหตุมาจากเราไม่สามารถ “หยุด” ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้นั่นเอง

ปรีชา สถิตย์เรืองศักดิ์

ติดตามโครงการ งานพระราชดำริ พื้นที่แม่ฮ่องสอน

Published กุมภาพันธ์ 16, 2015 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/131442

วันพุธ ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557, 06.00 น.

พลโทสัมพันธ์ ชนะวรรณ ผู้อำนวยการ สำนักงานประสานงาน โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคง กองทัพบก และคณะ ลงพื้นที่ติดตามโครงการพระราชดำริ จ.แม่ฮ่องสอน โดยมีร้อยเอกธนฤทธิ์ แสนจุ้ม หัวหน้าศูนย์โครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แม่ฮ่องสอน บรรยายสรุป ที่ศูนย์ศิลปาชีพ จ.แม่ฮ่องสอน

สืบเนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีความห่วงใยราษฎรและความมั่นคงปลอดภัยของประเทศเป็นอย่างมาก จึงได้มีพระราชดำริให้มีการจัดตั้งโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จ.แม่ฮ่องสอน ในปี 2522 โดยกองทัพบกมอบหมายให้กองทัพภาคที่ 1 โดยกรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ เป็นผู้ดำเนินงานโครงการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ร่วมกับคณะทำงานของจังหวัดในฐานะผู้ประสานงานโครงการ ได้ยึดถือปฏิบัติตามแนวพระราชดำริ คือ เพื่อพัฒนาและเตรียมความพร้อมของราษฎรในการที่จะเข้ารับการฝึกอบรมในด้านต่างๆ รวมทั้งการปรับปรุงโครงสร้างความเป็นอยู่ขั้นพื้นฐาน

อีกทั้งเพื่ออนุรักษ์และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติทั้งแหล่งน้ำป่าไม้ และสัตว์ป่าให้อุดมสมบูรณ์ตลอดไป ตลอดจนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร การเสริมสร้างและพัฒนาอาชีพให้แก่ราษฎรในพื้นที่จ.แม่ฮ่องสอน ให้มีรายได้และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ผู้อำนวยการสำนักงานประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และความมั่นคง กองทัพบก กล่าวว่า ขอให้มีการปรับเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์สินค้าศิลปาชีพ ให้มีความทันสมัยขึ้น จึงเป็นที่นิยมของผู้บริโภค และต้องการให้มีผู้สืบทอดงานของศูนย์ศิลปาชีพต่อไป

%d bloggers like this: