ภูมิบ้านภูมิเมือง

All posts tagged ภูมิบ้านภูมิเมือง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ดอยวาวี ภูมิชาอายุพันปีผลิตชาอู่หลงของประเทศ

Published มกราคม 11, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/196603

วันอาทิตย์ ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
งานชิมชาดอยวาวีกับนักแสดงชนเผ่า

อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ตาม ศ.ดร.อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมและคณะ ไปงาน “ชิมชาดอยวาวี กาแฟรสดีดอยช้าง”ที่ จ.เชียงราย ซึ่งเป็นงานที่จัดประจำในช่วงวันปีใหม่ ที่ทำให้ชาวเขา 8 เผ่า 26 หมู่บ้านมารวมตัวกันแข่งขันกีฬาบนดอยและการละเล่นอย่างสนุกสนานตามประสาคนอยู่บนดอยหนาว เช่นเดียวกับดอยทั่วไปใน จ.เชียงรายที่นิยมมีประเพณีเปิดบ้าน สำหรับดอยวาวีนี้ ตั้งอยู่ หมู่ 1 ต.วาวี อ.แม่สรวย จ.เชียงราย เป็นหมู่บ้านขนาดใหญ่ของชาวจีนฮ่อ ที่ยังมีวัฒนธรรมของตนเป็น เอกลักษณ์ ด้วยความชำนาญและมีอาชีพเฉพาะของการปลูกชาและผลิตชารสดี จึงทำให้ดอยวาวีเป็นที่รู้จักกันทั่วไปเพราะหลงใหลถึงรสชาติชาบนดอยสูงของชาวบ้านบนดอยวาวี ที่พากันปลูกเป็นอาชีพหลักและสามารถผลิตเป็นสินค้าส่งออกที่มีชื่อเสียงไปยังที่อื่น ชาวจีนฮ่อ หรือจีนยูนนานบนดอยวาวีนี้ ได้เข้ามาอาศัยอยู่รุ่นราวคราวเดียวกับกองพล 93 ที่ดอยแม่สลอง ซึ่งก็มีการปลูกชามาด้วยกันและส่งผลให้บนดอยวาวีแห่งนี้พากันปลูกชากันมาก ชาบนดอยวาวีนี้มีชาพันธุ์พื้นเมืองสายพันธุ์ “อัสสัม” ชาสายพันธุ์ไต้หวันอย่างชิงชิง เบอร์ 12, 13 และชาอู่หลง ซึ่งเป็นชาที่มีความโดดเด่น โดยเฉพาะชาอู่หลงนั้นถือว่าดอยวาวี เป็นแหล่งปลูกชาอู่หลงแห่งแรกของเมืองไทย

ชาอู่หลงปลูกขึ้นที่ดอยวาวีนั้น สืบเนื่องจากลุงพังโกหรือลุงพินิจ พิทักษ์วารี ชายอายุค่อนศตวรรษผู้ที่ติดใจในรสชาติชาอู่หลงจนต้องนำต้นชาอู่หลงพันธุ์ดีนั้นเข้ามาปลูกในเมืองไทยเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา แม้จะต้องทดลองปลูกและอดทนอยู่ 8 ปีก็สามารถพัฒนาเป็นชาอู่หลงสายพันธุ์แบบไทยได้ ถือเป็นชาที่มีรสชาติยอดเยี่ยม ไม่แพ้ชาอู่หลงของไต้หวัน แถมยังส่งไปตีตลาดไต้หวันเสียอีกด้วย


การแสดงของชาวเขา

ด้วยความเป็นหนึ่งในชาชั้นดีบนดอยวาวีจึงมีกิจกรรมชมไร่ชาและชิมชาแล้วยังสามารถหาซื้อชาเป็นของฝากได้ด้วย ไร่ชาที่ชาวบ้านปลูกนั้นอยู่เรียงรายลดหลั่นไปตามไหล่เขาในธรรมชาติและอากาศที่หนาวเย็นแล้ว ดอยวาวียังมีต้น “ชาพันปี” ที่บ้านใหม่พัฒนา ชาพันปีต้นนี้ วัดเส้นรอบวงบริเวณโคนต้นได้ 150 เซนติเมตร สูงประมาณ 20 เมตร เป็นชาสายพันธุ์อัสสัม ที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติอยู่บนดอยวาวีมาช้านานแล้ว ชาวบ้านนิยมนำใบมาทำ “เมี่ยง” รับประทาน จากบ้านวาวีไป 4 กม. นั้นเป็นดอยเลาลีที่มีไร่ชาบนดอยเล็กสูงประมาณ 1,300 เมตรจากระดับนํ้าทะเล ซึ่งมีที่พักเพียงแห่งเดียวในละแวกดอยวาวี เลาลีเป็นชื่อของอดีตนายพลทหารสังกัดกองพล 93 ที่มาหักร้าง ถางพงบนที่ดินในหุบเขาและยอดดอยดังกล่าวซึ่งมีทิวทัศน์สวยงามมากและมีดอยกาดผีเป็นชะง่อนผาที่ระดับความสูงประมาณ 1,500 ม. อยู่บนเทือกดอยช้าง ในหน้าหนาวอากาศเย็นจัดมองเห็นสายหมอกที่ก่อตัวจากหุบเขาเบื้องล่าง ทำให้เกิดทิวทัศน์ที่สวยงามตามธรรมชาติ นอกจากบรรยากาศไร่ชากลางหุบเขาในฤดูหนาวแล้ว เส้นทางยังผ่านบ้านชาวเขาเผ่าอาข่า และเผ่าเย้า ที่ยังมีขนบธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่าอยู่บนดอยต่างๆ โดยเฉพาะดอยช้างนั้นเป็นภูเขาที่มีรูปร่างเหมือนช้างแม่ลูกสองเชือกเป็นที่อยู่ของชาวเขาเผ่าอาข่าเป็นแหล่งที่ขึ้นชื่อของไร่กาแฟพันธุ์ดี-อาราบิก้าคุณภาพเกรดเอที่มีชื่อเสียงไปทั่วโลก โดยมีศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรที่สูงเชียงรายคอยดูแลและช่วยเหลือชาวไร่กาแฟ

สำหรับหมู่บ้านดอยวาวีของชาวจีนฮ่อแห่งนี้ถือเป็นศูนย์กลางของการรวมวัฒนธรรมชนเผ่าจากทุกดอยที่อยู่ใกล้เคียงนั้นมาร่วมกิจกรรมสำคัญถวายความจงรักภักดีต่อในหลวงและร่วมกันสร้างสีสันทางวัฒนธรรมที่จุดประกายขึ้นท่ามกลางธรรมชาติและอากาศอันเยือกเย็นที่แสนประทับใจนัก


หมู่บ้านบนดอยวาวีที่เจริญไม่แพ้เมืองที่ราบ


ปลัดกระทรวงฯและคณะจากกระทรวงวัฒนธรรม


ปลัดกระทรวงฯและคณะจากกระทรวงวัฒนธรรม


การรับรองเยือนของชาวดอยวาวี


สาวต่างเผ่าที่อยู่บนดอยวาวี


แขกจากไต้หวันชิมชาชั้้นยอดของดอยวาวี


อาหารจากร้านที่ขายในงานชิมชา


ชาชั้้นดีบนดอยวาวีสินค้าส่งออก

โฆษณา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ชาวจาม ภูมินักเดินเรือทะเลจากหมีเซิน

Published มกราคม 3, 2016 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/195511

วันอาทิตย์ ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.
คณะจากสถาบันอยุธยาศึกษาที่มี่เซิน

สมัยอยุธยานั้นมีเรื่องราวของแขกจามหรือกองอาสาจามปรากฏอยู่ เมื่อสถาบันอยุธยาศึกษา โดย ดร.จงกล เฮงสุวรรณ และคณะได้มีโครงการพาไปศึกษาเรื่องนี้ที่ประเทศเวียดนาม จึงเป็นที่สนใจ อาทิตย์นี้ได้ตามรอยค้นหาชาวจามจากโบราณสถานสำคัญที่ปราสาทหมีเซิน กับโครงการศึกษาด้านประวัติศาสตร์และศิลปวัฒนธรรมอาเซียน ครั้งที่ 3 อาณาจักรจามหรือจามปานั้นเป็นอาณาจักรโบราณที่ตั้งขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 7 อยู่ทางใต้ของจีนและอยู่ทางเหนือของฟูนัน ปัจจุบันคือ เมืองเว้ กว่างนาม ถัวเถียน แผนรัง และ ญาจาง

สมัยก่อนพื้นที่นี้เป็นเขตทุรกันดารที่ทำให้จีนไม่สามารถครอบครองพื้นที่นี้ได้ ชนชาติจามนี้สืบเชื้อสายจากชาว มาลาโย-โพลินีเชียน ที่เชื่อว่ามีวัฒนธรรมซาหินห์ของมนุษย์ก่อนประวัติศาสตร์ ชนชาติจามเป็นชาวทะเลที่มีความสามารถทางการเดินเรือ ต่อมาราว พ.ศ.999 กองทัพจีนได้ยกทัพมาตีเมืองหลวงของชาวจามได้ เมื่อพุทธศตวรรษที่ 10 นั้นมีชาวจีนชื่อ มาตวนหลิน ได้เขียนเรื่องของชาวหลินยี่ หรือ ชาวจามกลุ่มนี้ว่า “ชาวบ้านสร้างบ้านด้วยอิฐแล้วฉาบด้วยปูน หญิงและชายมีผ้าฝ้ายผืนเดียวห่อหุ้มร่างกาย และชอบเจาะหูและห้อยห่วงเล็ก ผู้ดีใส่รองเท้าหนัง พวกไพร่เดินเท้าเปล่า พระราชาทรงพระมาลาทรงสูง ทรงช้าง
และล้อมรอบด้วยบริพารถือธงและกลดกั้น”

คณะจากสถาบันอยุธยาศึกษาที่ศึกษาเรื่องจาม

เมื่อพุทธศตวรรษที่ 17 นั้น  ชาวจามถูกกองทัพของพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 กษัตริย์เขมรตีได้ ต่อมาพ.ศ.1856 พ่อขุนรามคำแหงแห่งแคว้นสุโขทัยได้เข้าตีอีก พ.ศ.2014 ราชวงศ์เลของอาณาจักรไดเวียดได้ยกมาตีกรุงวิชัยเมืองหลวงของจาม ปัจจุบันคือเมืองบิญดิญ ครั้งนั้นชาวจามเสียชีวิต 6 หมื่นคน ตกเป็นเชลย 3 หมื่นคน ทำให้เสียความเป็นชาติไปพร้อมกับยอมสวามิภักดิ์เป็นเมืองขึ้นของญวนหรืออาณาจักรไดเวียด

ครั้งนี้จึงมีชาวจามส่วนหนึ่งอพยพเข้ามาอาณาจักรสยามเมื่อพ.ศ.1991 และเป็นอาสาจามในสมัยอยุธยา ชาวจามกลุ่มแรกในแผ่นดินสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถได้เข้าเป็นทหารชั้นดีในราชสำนักอยุธยาทำการรบ การเดินเรือ และการค้าทางทะเล ที่ขยายอาณานิคมของอาณาจักรอยุธยาลงทางใต้ ชาวจามได้เข้าตีเมืองชุมพรจากนครศรีธรรมราชได้ จึงปกครองดินแดนแถบเมืองชุมพร และเมืองไชยาคอคอดกระและยังกวาดต้อนชาวเมืองพงสาลี และชาวเมืองแถงหรือเดียนเบียนฟู เป็นพลเมือง ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และเป็นเมืองท่าค้าขายสำคัญตั้งแต่นั้นมา

จารึกที่ปราสาทหินจาม

สมัยพระนารายณ์ ตั้งแต่สมัยพระนารายณ์ ได้ทำหน้าที่รับผิดชอบด้านการเดินเรือทะเล โดยเป็นพนักงานกำปั่นหลวง ในรัชกาลที่ 3 ระหว่าง พ.ศ.2330-2394 ช่วงที่ญวนทำสงครามกับเขมรช่วงที่ญวนทำสงครามกับเขมร ชาวจามหรือแขกจามที่นับถือศาสนาอิสลามได้ถูกกวาดต้อนจากกัมพูชาเข้ามาอยู่ครั้งแรกที่ ตำบลนํ้าเชี่ยว แห่งเดียว ต่อมาในรัชกาลที่ 5 ชาวจามได้อพยพหนีจากการบีบบังคับด้านศาสนาจากฝรั่งเศสที่ยึดเมืองเขมร จามกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า แขกจาม หรือจามปา เดินทางด้วยเรือมาเป็นกลุ่มใหญ่ ซึ่งแยกย้ายตั้งถิ่นฐานอยู่แถวแหลมงอบ ปากนํ้าระยองและบ้านครัว

ปราสาทของจามที่หมีเซิน

ชาวจามนั้นเดิมนับถือศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา เมื่อชาวมลายูเผยแพร่ศาสนาอิสลาม ไปถึงชาวจามส่วนหนึ่งจึงหันมานับถือศาสนาอิสลามตาม เรียกกันว่า แขกจาม วัฒนธรรมจามนี้มีความเจริญรุ่งเรืองในหุบเขาหมี่เซินโดยพระเจ้าภัทรวรมันที่ 1 ในคริสตศวรรษที่ 4 ครอบครองพื้นที่ทางตอนใต้ของฮานอยไปถึงเวียดนามใต้และตะวันออกของกัมพูชา มีกษัตริย์ครองอาณาจักร 78 องค์ ใน 14 ราชวงศ์ บรรดาปราสาทที่สร้างขึ้นถวายพระศิวะนั้นมีอยู่มากมายกว่า 70 แห่ง แต่ถูกทำลายจากสงคราม

ที่น่าสนใจก็คือกลุ่มปราสาทที่หมีเซิน ซึ่งได้รับการลงทะเบียนเป็นมรดกโลกในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 23 เมื่อปี พ.ศ.2542 ณ เมืองมาร์ราเกช ประเทศโมร็อกโก ปราสาทแห่งนี้ เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีอิทธิพลมาก ผลักดันให้เกิดการพัฒนาด้านการออกแบบทางสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และภูมิทัศน์ ตลอดจนการพัฒนาศิลปกรรมที่เกี่ยวข้องไปกว้างไกล ปราสาทที่หุบเขาหมีเซินนับเป็นโบราณสถานของศาสนาฮินดูที่เก่าแก่และสมบูรณ์ที่สุดของอินโดจีน

กลุ่มปราสาทหมีเซิน

จารึกของปราสาทจาม

ปราสาทจามที่หมีเซิน

กลุ่มปราสาทหมีเซิน

ศิลปกรรมของเทวสถานจามที่หมีเซิน

โบราณวัตถุดินเผาของจาม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : VERNADOC ภูมิบันทึกสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นไทย

Published ธันวาคม 28, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/194831

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
การรังวัดศาลาการเปรียญวัดใหญ่สุวรรณาราม

สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นนั้นเป็นสถาปัตยกรรมที่เกิดขึ้นจากภูมิปัญญาของชุมชนที่มิได้อยู่ในเมืองหลวง ส่วนใหญ่อยู่ตามชนบทที่ห่างไกลจากความเจริญทางวัตถุธรรมในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งมีสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นแตกต่างรูปแบบกันในภาคเหนือภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออกและภาคใต้การสร้างและฝีมือช่างหรือสถาปนิกพื้นบ้านนั้นจึงมีข้อแตกต่างกันตามสภาพสิ่งแวดล้อมของแต่ละท้องถิ่น ด้วยเหตุนี้การบันทึกงานสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สุดจิต (เศวตจินดา) สนั่นไหว สถาปนิกและอาจารย์ประจำคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต ได้นำวิธี VERNADOC มาขยายผลในสังคมไทยจึงถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ด้วยแนวคิดนี้เรียกชื่อย่อเป็นสากลว่า VERNADOC ย่อมาจาก Vernacular Documentation มีวิธีการทำงานที่เรียบง่าย ข้อมูลทุกอย่างที่ได้จากการรังวัดจะถูกวาดลงบนกระดาษแผ่นเดียวในทันที โดยไม่ต้องจดบันทึกก่อนในกระดาษร่าง ส่วนเครื่องมือที่ใช้นั้นเป็นอุปกรณ์พื้นๆ เช่น กระดาษ ดินสอ ไม้บรรทัดตลับเมตร และเครื่องวัดระดับน้ำเท่านั้น เรียกว่าเป็นวิธี VERNADOC ซึ่ง มาระกุ มัตติลา (Marakku Mattila) สถาปนิกชาวฟินแลนด์ได้จัดค่ายอาสาสมัครนานาชาติครั้งแรกที่ฟินแลนด์ในปี พ.ศ.2548 และ ผศ.สุดจิต สนั่นไหว ได้นำ VERNADOC มาเผยแพร่ในประเทศไทยตั้งแต่ปี พ.ศ.2550 โดยผ่านทางสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ในนามโครงการ ASA VERNADOC เพื่ออบรมเทคนิคดังกล่าวให้แก่อาสาสมัครที่สนใจและจัดแสดงผลการสำรวจรังวัดในรูปแบบนิทรรศการภาพลายเส้นต้นฉบับที่งดงามและสร้างคุณค่าอย่างประทับใจเป็นประจำมาทุกปี

การสำรวจรังวัดมรดกสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นด้วยวิธี VERNADOC นี้ แตกต่างกันจากภาพวาดหรือสเกตช์ภาพที่พบเห็นโดยทั่วไป เป็นการทำงานที่มีการเก็บข้อมูลจริงในพื้นที่ด้วยเทคนิคพื้นฐานแต่ได้คุณภาพของผลงานระดับสูง รูปแบบการทำงานนั้นมีความคาดหวังว่าผลการสำรวจรังวัดเป็นแรงบันดาลใจให้เจ้าของอาคารหรือผู้คนในชุมชนได้เห็นคุณค่าเช่นเดียวกับบุคคลภายนอกที่สนใจมองเห็นและร่วมใจกันอนุรักษ์อาคารเหล่านั้นให้ดำรงอยู่ต่อไป และคณะกรรมการวิชาการนานาชาติว่าด้วยสถาปัตยกรรมพื้นที่ (CIAV) นั้น มุ่งหวังว่าโครงการนานาชาตินี้เป็นกิจกรรมคู่ไปกับการจัดประชุมวิชาการทุกครั้ง เพื่อส่งผ่านความช่วยเหลือจากสากลสู่มรดกท้องถิ่น และสร้างผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่เพื่อสานต่องานของคณะกรรมการนี้ต่อไปด้วย


สถาปนิกอาสาสมัครออกภาคสนาม

จากข้อมูลที่วัดได้ตามขนาดจริงทั้งหมดนั้นได้ถูกเขียนด้วยเส้นหมึกทำให้เป็นภาพวาดที่น่าสนใจ อันเป็นวิธีถ่ายทอดที่ทำให้ผู้คนในท้องถิ่นนั้นสามารถระลึกถึงรูปแบบอาคารจนรู้สึกสนใจและเห็นคุณค่าที่อาคารเหล่านี้เคยมีในอดีต การศึกษาสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นด้วยวิธี VERNADOC แต่ละครั้งจากมีการสำรวจภาคสนามและการเข้าค่ายในรูปงานอาสาสมัครที่ผู้ร่วมงานอาสานี้เป็นผู้จ่ายค่าเดินทางเองไปยังพื้นที่ทำงาน นอกนั้นผู้จัดการการงานจะเป็นผู้ดูแลค่าใช้จ่ายในการทำงานที่ใช้เวลา ประมาณ 2 สัปดาห์ ซึ่งผลงานการสำรวจภาคสนามและงานรังวัดวาดภาพนั้นเสร็จพร้อมกับจัดแสดงให้คนในพื้นที่ได้ชมผลงาน ก่อนที่ผลงานนั้นจะถูกนำเสนอในการประชุมวิชาการในระดับนานาชาติต่อไป อาสาสมัครและการทำงานวิธี VERNADOC นั้นได้ทำงานกันในหลายพื้นที่เช่น ได้สำรวจรังวัดมรดกสถาปัตยกรรมหอพระไตรปิฎกวัดอัปสรสวรรค์ สำรวจรังวัดมรดกสถาปัตยกรรมสถานีรถไฟ และอาคารเก่าในตลาดของจังหวัดต่างๆ ผลงานนี้ผู้คนในท้องถิ่นได้เห็นก่อนคนอื่นรับรู้ตั้งแต่เริ่มงานภาคสนามและการทำงานรังวัดวาดภาพ สุดท้ายได้จัดนิทรรศการให้คนในท้องถิ่นรับรู้ดูแล้วรู้สึกนึกรักถึงคุณค่าในอดีต กิจกรรมนี้ทำให้เกิดมิติของผลงานและสร้างอาสาสมัครออกทำงานเพื่อสังคมให้เกิดขึ้นด้วย


ผลงานแสดงให้ชุมชนได้รับรู้


ภาพวาดผลงานหอไตรวัดอัปสรสวรรค์


ภาพโบสถ์ซางตาครู้ส


การเขียนด้วยเส้นหมึก


หนังสือรวมผลงานนานาชาติ


มาระกุ มัตติลา กับ ผศ.สุดจิต สนั่นไหว


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทอดพระเนตรผลงาน


ผศ.สุดจิต สนั่นไหวออกงานของเครือข่าย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : สมเด็จพระญาณสังวร สังฆราชาของประชาชน

Published ธันวาคม 23, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/193769

วันอาทิตย์ ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
สมเด็จพระสังฆราชฯ องค์ที่ 19

หลังจากพระพุทธศาสนาเผยแพร่มาสู่ดินแดนสุวรรณภูมิเมื่อพุทธศักราช 500 นั้น สยามเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับนับถือพระพุทธศาสนาตลอดมาจนเป็นหลักของแผ่นดิน และกลายเป็นวิถีหลักแห่งวัฒนธรรมให้ประชาชนร่มเย็นเป็นสุขด้วยพุทธธรรมตลอดมา โดยมีพระมหาสวามีเถระในสมัยโบราณ หรือสมเด็จพระสังฆราช ในสมัยปัจจุบันเป็นประมุขแห่งคณะสงฆ์ ครั้นเมื่อมีพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ.2558 ที่ผ่านมานั้น และบรรจุพระสรีรังคารในวันที่ 20 ธันวาคมนี้ ได้ทำให้ชาวพุทธทั่วโลกมีความเศร้าโศกเสียใจอย่างใหญ่หลวงในฐานะที่พระมหาเถรทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราชาของประชาชนโดยแท้

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวัฑฒนมหาเถระ) มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ทรงมีพระชาติภูมิ ณ จังหวัดกาญจนบุรี ประสูติเมื่อวันที่3 ตุลาคม พุทธศักราช 2456 ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อพระชนมายุ 14 พรรษา ณ วัดเทวสังฆาราม กาญจนบุรี แล้วเข้ามาอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จนพระชนมายุครบอุปสมบท และทรงอุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2476 โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ประทับอยู่ศึกษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดมาจนกระทั่งสอบได้เป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่อพุทธศักราช 2484  ทรงดำรงสมณศักดิ์ตามลำดับดังนี้ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นราช และพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่พระโศภณคณาภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวราภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่พระสาสนโสภณ ทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่สมเด็จพระญาณสังวร และทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่21 เมษายน พุทธศักราช 2532 นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์และมีพระชนมายุมากกว่า 100 พรรษา


สมเด็จพระญาณสังวรฯ กับในหลวง

สมเด็จพระสังฆราชทรงเป็นที่เคารพนับถือศรัทธาของชาวพุทธศาสนาในประเทศอื่น ด้วยพระจริยวัตรอันเปี่ยมล้นด้วยพระเมตตาอันเป็นที่ประจักษ์แจ้งโดยทั่วไปนั้น ในการประชุมสุดยอดผู้นำพุทธศาสนิกแห่งโลก ที่มีผู้นำชาวพุทธโลกจาก 32 ประเทศร่วมประชุมกัน ณ ประเทศญี่ปุ่น ได้มีมติทูลถวายตำแหน่งพระเกียรติยศอันสูงสุด “ผู้นำคณะสงฆ์สูงสุดแห่งโลกพระพุทธศาสนา” แด่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แห่งราชอาณาจักรไทย ในฐานะผู้ทรงได้รับการเคารพอย่างสูงสุด และได้รับการไว้วางใจอย่างสุดซึ้งจากพุทธศาสนิกชนชาวไทยที่เต็มเปี่ยมด้วยศรัทธา ว่า ทรงเป็นสมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก แห่งดินแดนแห่งสยามเมืองยิ้ม ทรงเป็นผู้สอนพระธรรมคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทุกคนปฏิบัติธรรมตั้งอยู่ในพระปัญญาธรรมและพระกรุณาธรรม ทั้งทรงเป็นผู้นำราชอาณาจักรไทยไปสู่สันติภาพ และความเจริญรุ่งเรือง จนยอมรับเป็นแบบอย่างของสากลโลก ที่สมเด็จพระสังฆราชทรงแผ่พระเมตตาบารมีธรรมแผ่ไพศาลไปทั่วราชอาณาจักรไทย และประเทศพุทธศาสนาทั่วโลก และมวลมนุษยชาติโดยไม่เลือก

ด้วยพระศรัทธาที่สมเด็จพระสังฆราชที่ทรงเปี่ยมพระทัยในการศึกษาธรรมแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามายาวนานนั้น ทำให้ได้รับการแซ่ซ้องและเทิดทูยจากพุทธศาสนิกชนทั่วโลกในผลงานพระธรรมทูตไทยที่ทรงริเริ่มขึ้น ทรงเป็นพระมหาเถระที่ยอมรับของคณะสงฆ์ทุกนิกาย ไม่ว่าจะเป็น มหายาน เถรวาท และ วชิรยาน จนเป็นที่เทิดทูนของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก แม้แต่องค์ทะไลลามะ ได้ยกย่องเรียกสมเด็จพระสังฆราช ว่า เป็นพี่ชายคนโตของท่าน สมเด็จพระสังฆราชเป็นพระมหาเถระที่ทรงภูมิธรรมทั้งด้านปริยัติ และด้านปฏิบัติ ทรงรอบรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเป็นอย่างดีทรงศึกษาหาความรู้สมัยใหม่ด้วยการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม เป็นเหตุให้ทรงมีทัศนะกว้างขวาง ทันต่อเหตุการณ์บ้านเมือง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสั่งสอนและเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก ซึ่งมีการเรียบเรียงบทพระนิพนธ์และการแปลเป็นภาษาต่างๆ ถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย จีน อังกฤษ เยอรมัน และ ฝรั่งเศส นับเป็นสมเด็จพระสังฆราชที่ทรงเพียบพร้อมด้วยอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติ ทรงคุณในวิปัสสนาธุระและทรงเป็นครุฐานียบุคคลของชาติ ทั้งในด้านพุทธจักรและอาณาจักรอย่างดียิ่ง


สมเด็จพระญาณสังวรฯ กับในหลวง


สมเด็จพระญาณสังวรฯ กับดาไลลามะ


พระจริยวัตรที่เรียบง่าย


ขบวนแห่พระโกศในงานถวายพระราชทานเพลิงพระศพ


ใบยกย่องผู้นำสูงสุดในโลกพุทธศาสนา


ทรงเป็นผู้นำสูงสุดของโลกพุทธศาสนา


สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชฯ


ผู้นำสูงสุดของโลกพุทธศาสนา

ภูมิบ้านภูมิเมือง : รัฐธรรมนูญ ภูมิกฎหมายปกครองแผ่นดินสยาม

Published ธันวาคม 14, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/192705

วันอาทิตย์ ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

วันที่ 10 ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญที่ทุกคนรู้แต่เพียงว่าคือกฎหมายหลักของประเทศใช้ในการปกครองตามแบบประชาธิปไตย อาทิตย์ขอตามการกำเนิดรัฐธรรมนูญที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญ เพื่อเป็นหลักในการปกครองของประเทศให้แก่ประชาชนชาวไทย อันเนื่องจากมีการอภิวัฒน์เปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นการปกครองแบบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 จากสาเหตุหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 นั้น ได้ทำให้เศรษฐกิจตกต่ำไปทั่วโลก อันมีผลกระทบมาถึงสยามประเทศด้วย ทำให้มีการแก้ไขเศรษฐกิจโดยปลดข้าราชการออก จนยังความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการขึ้น ประกอบช่วงเวลานั้นประเทศได้อยู่ในภาวะเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขตจากสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรม เป็นเหตุให้มีการตั้งศาลกงสุลต่างประเทศ ทำให้ชาวยุโรปและอเมริกานั้นมีอำนาจในประเทศมากขึ้น เป็นการยากแก่การปกครอง จึงมีความพยายามยกเลิกอำนาจศาลกงสุลต่างๆ นั้นให้มีการตั้งพิจารณาพิพากษาคดีชนชาติของตนเสีย เพื่อที่ประเทศมีเอกราชทางการศาลอย่างแท้จริง

งานฉลองรัฐธรรมนูญ 2475

จากเหตุภาวะจำยอมที่ทำให้อิทธิพลจากตะวันตกอันเนื่องจากอุดมการณ์ทางการเมืองที่แตกต่างกัน จึงทำให้กลุ่มคนหนุ่มที่จบการศึกษาจากต่างประเทศต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันขึ้น เมื่อรัฐบาลได้ออกกฎหมายเก็บภาษี อาทิ ภาษีโรงเรือน ภาษีที่ดิน จากราษฎรความไม่พอใจในหมู่ข้าราชการทหาร และราษฎรทั่วไปจึงทำให้เกิดการอภิวัฒน์เปลี่ยนแปลงการปกครองจากคณะราษฎร์ในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 โดยมีคณะผู้รักษาการพระนครฝ่ายทหาร ประกอบด้วยพันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเดช และพันเอกพระฤทธิอาคเนย์ เป็นผู้บริหารประเทศ หลังจากนั้น3 วัน คณะราษฎร์จึงเสนอให้มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเป็นฉบับแรกขึ้นเมื่อวันที่ 27มิถุนายน พ.ศ.2475 คือ “พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว” สาระสำคัญของธรรมนูญการปกครองฉบับนี้ได้แก่ การที่กำหนดว่าอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศหรืออำนาจอธิปไตยเป็นของราษฎรทั้งหลาย การใช้อำนาจสูงสุดก็ให้มีคณะบุคคลเป็นผู้ใช้อำนาจแทนราษฎรดังนี้ คือ

รัชกาลที่ 7 พระราชทานรัฐธรรมนูญ

พระมหากษัตริย์ สภาผู้แทนราษฎร คณะกรรมการราษฎรศาล ลักษณะการปกครองแม้จะเปลี่ยนระบอบการปกครองมาเป็นประชาธิปไตยแต่ก็ถือว่าพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศ เป็นสถาบันที่ถาวรและมีการสืบราชสมบัติต่อไปในพระราชวงศ์ การปฏิบัติราชการต่างๆ จะต้องมีกรรมการราษฎรผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ โดยได้รับความยินยอมจากคณะกรรมการราษฎรจึงจะใช้ได้ ส่วนรัฐธรรมนูญนั้นได้มีการร่างให้เป็นฉบับถาวรนั้น พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7พระราชทานเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2475และมีพระยามโนปกรณ์นิติธาดา เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก

สำหรับรัฐธรรมนูญนั้นราชอาณาจักรไทยได้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญมาตามลำดับ ดังนี้ (1) พระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 (2) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรสยาม พุทธศักราช 2475 (3) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2489 (4) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช2490 ที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญตุ่มแดง หรือ รัฐธรรมนูญใต้ตุ่ม (5) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2492 (6) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2475 แก้ไขเพิ่มเติม พุทธศักราช 2495 (7) ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2502 (8) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2511

งานฉลองรัฐธรรมนูญ 2475

(9) ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2515 (10) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2517 (11) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2519 (12) ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2520 (13) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2521 (14) รัฐธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พุทธศักราช 2534 (15) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2534 (16)รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540(17) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว)พุทธศักราช 2549 (18) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 (19) รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับชั่วคราว พุทธศักราช 2557 และฉบับใหม่ที่กำลังร่างกันอยู่ขณะนี้

งานฉลองรัฐธรรมนูญ

การปกครองในรูปแบบประชาธิปไตยที่มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักกฎหมายนั้น ทำให้ความสำคัญของรัฐธรรมนูญนั้นอยู่ในความยินดีของราษฎรและมีการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญให้เห็นความสำคัญของกฎหมายที่ใช้ปกครองประเทศอันเชื่อได้ว่าประเทศนั้นจะมีความเป็นไปตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าบางช่วงจะมีการยึดอำนาจ ปฏิวัติรัฐประหารก็ตามก็ยังต้องมีรัฐธรรมนูญเป็นหลักให้สอดคล้องกับกาลสมัย ดังนั้นทุกปีในวันที่ 10 ธันวาคม จึงมีการจัดพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลฉลอง ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เป็นงานพระราชพิธีและรัฐพิธีร่วมกัน มีพิธีการวางพวงมาลาถวายสักการะ ณ พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 และประดับธงชาติบริเวณอาคารบ้านเรือนพร้อมกัน…ส่วนจะแค่ไหนอย่างไรนั้้นอยู่ที่รัฐนิยมที่แตกต่างกันไปตามเหตุการณ์

สภาผู้แทนราษฎร

งานฉลองรัฐธรรมนูญ-ขบวนรถเชิญรัฐธรรมนูญ

สมาชิกสภาผู้แทนและราษฎรในวันพระราชทานรัฐธรรมนูญ

งานฉลองรัฐธรรมนูญ

 

งานฉลองรัฐธรรมนูญ

ภูมิบ้านภูมิเมือง : เมืองอู่ทอง…ปฐมภูมิอารยธรรมสุวรรณภูมิ

Published ธันวาคม 8, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/191694

วันอาทิตย์ ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.
ศาลเจ้าพ่อพระยาจักร

วันที่ 10-14 ธันวาคม ที่จะถึงนี้มีงานที่น่าสนใจคืองานอู่ทองอู่อารยธรรมสุวรรณภูมิ ณ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี โดยเปิดการเชิญชวนแต่งผ้าไทย ใส่ลูกปัด แล้วเรียนรู้เส้นทางอารยธรรม โดยเริ่มจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ศาลเจ้าพ่อพระยาจักร วัดเขาพระศรีสรรเพชญ์ดูการสลักพระใหญ่ที่เขาทำเทียม และหมู่บ้านอู่ทองอู่อารยธรรมสุวรรณภูมิ  พร้อมด้วยการแสดง แสง สี เสียง ย้อนอดีตอารยธรรมอู่ทอง ให้เข้าใจในวัฒนธรรมทวารวดี อาทิตย์นี้จึงขอตามรอยภูมิอารยธรรมอู่ทองไปที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง ที่คุณเด่นดาว ศิลปานนท์ เป็นผู้อำนวยการดูแลอยู่ พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เดิมจัดแสดงโบราณวัตถุส่วนใหญ่เป็นโบราณวัตถุสมัยทวารวดีที่พบในบริเวณเมืองโบราณอู่ทองและในพื้นที่ของจังหวัดสุพรรณบุรี นครปฐม กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี และโบราณวัตถุที่ย้ายมาจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร โบราณวัตถุทั้งหมดนั้นล้วนมีคุณค่าในการศึกษาค้นคว้าทางด้านโบราณคดีและประวัติศาสตร์เป็นอย่างมาก อันเป็นเหตุให้นักวิชาการเชื่อว่า อู่ทองนั้นมีความสัมพันธ์กับดินแดน “สุวรรณภูมิ” ศูนย์กลางการค้าของโลกในยุคโบราณเมื่อประมาณ 2,500 ปีมาแล้ว และเป็นจุดเริ่มแรกที่พระพุทธศาสนาเข้ามาประดิษฐานในประเทศไทยด้วย จึงทำให้มีการจัดนิทรรศการให้ข้อมูลและแสดงเรื่องภูมิหลังของเมืองอู่ทองให้มีความน่าสนใจเพิ่มขึ้น

การแสดงแสงสีเสียง

เส้นทางอารยธรรมสุวรรณภูมินอกจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่อยู่ในเมืองโบราณอู่ทองของเดิมแล้วยังมีสถานที่สำคัญที่น่าสนใจอีกหลายแห่งที่เสริมการเรียนรู้ เช่น ศาลเจ้าพ่อพระยาจักร คือองค์พระวิษณุ ซึ่งเป็นหินสลักนูนสูง ประทับยืนตรงมีสี่กร พระผู้เป็นเจ้าของศาสนาฮินดู เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 13-14 ที่ชาวอู่ทองอัญเชิญเป็นหลักเมืองในศาลเจ้าที่สร้างเมื่อประมาณ ปีพ.ศ.2400 วัดเขาพระศรีสรรเพชญาราม ที่เรียกกันติดปากว่า วัดเขาพระ เป็นวัดเก่าแก่สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยทวารวดี เชิงเขาพระนี้มีเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส พบพระพิมพ์ดินเผาปางแสดงธรรมด้วยพระหัตถ์ทั้งสองข้างประทับยืนภายในซุ้มจำนวน 2 องค์ และโบราณวัตถุอีกหลายชิ้นและพบพระวิษณุ อยู่ที่ศาลเจ้าด้านหน้าวัดเขาพระ สลักจากเนื้อหิน ขนาดกว้าง 97 เซนติเมตร สูง 175 เซนติเมตร และแผ่นหินสลักนูนสูง เป็นรูปทิพยบุคคลมีสี่กร พระหัตถ์ขวาบนถือจักร พระหัตถ์ขวาล่างถือตรีศูลพระหัตถ์ซ้ายบนไม่ทราบแน่ชัดว่าถือสิ่งใด ส่วนพระหัตถ์ซ้ายล่าง ถือคทา เทพเจ้าดังกล่าวประทับยืนตรง มีประภาวลี อยู่รอบเศียร แผ่นหินดานหลังสลักเป็นรูปพญานาคหลายเศียรคล้ายเป็นกรอบประภามณฑล จากลักษณะของภาพที่ปรากฏ บนยอดเขาพบรอยพระพุทธบาทจำลองแกะสลักด้วยหินทรายสีเขียวสลักลวดลายมงคล 108 ประการ ในกรอบวงกลม นักวิชาการส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า เป็นรอยพระพุทธบาท ศิลปะสมัยทวารวดีตอนปลายที่ได้รับอิทธิพลศิลปะขอม อายุราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 ประดิษฐานไว้ในมณฑปบนยอดเขาสวนหินธรรมชาติพุหางนาค หรือเขาพุหางนาคเป็นพรุที่มีน้ำผุดขึ้นมากลายเป็นลำธารคดเคี้ยวราวกับหางนาค ด้านล่างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมพุหางนาค ส่วนด้านบนเป็นอุทยานหินโบราณมีลักษณะแปลกตามากมาย ใกล้กันเป็นวัดเขาทำเทียม ที่มีชื่อเรียกหลายชื่อเช่น วัดเขาธรรมเธียร วัดเขาคำเทียม วัดเขาถ้ำเทียมสวรรค์ วัดเขาทำเทียม ชื่อเขาธรรมเธียร วัดนี้ได้ขออนุญาตสร้างวัดพร้อมกันกับวัดเขาพระเมื่อปีพุทธศักราช 2460 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2471 บริเวณวัดมีอุโบสถเก่าสร้างในสมัยอยุธยาตอนต้น และเจดีย์สมัยอยุธยา ซึ่งบริเวณนี้พบพระพุทธรูปเก่า ธรรมจักรพร้อมแท่นรองและเสาที่สมบูรณ์ที่สุด ขุดค้นพบในปี พ.ศ.2516 ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง และหมู่บ้านอู่ทอง อู่อารยธรรมสุวรรณภูมิ ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเยาวชนและผู้ที่สนใจในเรื่องราวของเมืองสุวรรณภูมิ เพื่อสร้างความสำนึกให้เกิดความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของบ้านเมืองนี้ อันเป็นแหล่งสำคัญของการเป็นปฐมภูมิแห่งอารยธรรมสุวรรณภูมิที่แท้จริงในอนาคต

พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอู่ทอง


พระพุทธรูปนอนวัดเขาพระ

เขาพุหางนาค

 

วัดเขาพระสร้างสมัยทวารวดี

โบราณวัตถุสมัยทวารวดีของอู่ทอง

ลูกปัดอู่ทองยุคสมัยทวารวดี

การพบธรรมจักรและเสาพร้อมฐานตั้ง

ภูมิบ้านภูมิเมือง : บันทายฉมาร์ ภูมิมหาปราสาทที่สุดในโลก

Published พฤศจิกายน 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/190675

วันอาทิตย์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
ด้วยความสัมพันธ์ของประชาคมอาเซียน คณะทูตานุทูตโดยการนำของกระทรวงวัฒนธรรมไทยและกัมพูชา จึงได้มีโอกาสได้เข้าถึงปราสาทบันทายฉมาร์ ซึ่งเป็นปราสาทหินเขมรที่มีอาณาเขตกว้างใหญ่ที่สุดในโลก อาทิตย์นี้ขอตามหาภูมิมหาปราสาทที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ไปที่ จ.บันเตียเมียนเจย ประเทศกัมพูชา ด้วยปราสาทบันทายฉมาร์แห่งนี้เป็นปราสาทที่ พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงโปรดให้สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เก็บอัฐิของพระโอรสคือ “เจ้าชายศรินทรกุมาร” หรือศรีนทรกุมาร สิ้นพระชนม์จากการทำสงครามในพื้นที่แถบนี้ ชื่อของบันทายฉมาร์หรือ บันเตียฉมาร์” นั้นแปลว่า ป้อมเล็ก” แต่ก็มีมูลอื่นว่า บันทายฉมาร์ หมายถึง ป้อมแมวหรือ ปราสาทแมว” ทั้งที่บริเวณตั้งของปราสาทแห่งนี้มีพื้นที่กว้างใหญ่มาก ด้วยความที่ตัวปราสาทนั้นสร้างขนาดหลังเล็กกว่าปราสาทนครวัด จึงสื่อถึงความเป็น ป้อมเล็กหรือปราสาทเล็ก หากเทียบเป็นสัตว์ก็ขนาดแมวนั่นแหละ

กลุ่มปราสาทประธานที่อยู่ด้านใน

สภาพปราสาทที่รอการบูรณะให้คงเดิม

ซุ้มปราสาทที่โคปุระก่อนเข้าปราสาทประธาน

จากผลของสงครามนั้นทำให้เกิดการพังทลายของปราสาทหลายแห่ง จากความยากจนของชาวบ้านนั้น ปราสาทบันทายฉมาร์จึงไม่พ้นจากการถูกลักลอบหาสมบัติเพื่อนำไปขาย ด้วยความเชื่อว่าปราสาทแต่ละหลังมีการฝังทอง และสิ่งของมีค่าไว้จำนวนมาก ส่วนจะพบอะไรแค่ไหนนั้น คงไม่น่าสนใจเท่ากับการลักลอบขโมยรูปจำหลักภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรบนกำแพงปราสาทที่สามารถยกไปทั้งกำแพงแต่ก็ถูกจับได้ที่เมืองไทย ซึ่งรัฐบาลไทยได้ส่งคืนกลับให้กัมพูชา การลักลอบขโมยโบราณวัตถุชิ้นสำคัญดังกล่าวนั้นทำให้ปราสาทบันทายฉมาร์เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น

อสูรยุดนาคบนสะพานข้ามสระน้ำสู่ปราสาท

กองทัพของเจ้าชายแห่งชัยวรมันที่ ๗

ภาพสลักกองทหารและการสงคราม

ภาพสลักหน้าบันซุ้มประตูภาพฤาษี

ภาพสลักพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

ต่อมากัมพูชาได้เปิดปราสาทบันทายฉมาร์ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมได้ตั้งแต่ปีพ.ศ.2548 แม้ว่าตัวปราสาทกำลังอยู่ในกระบวนการบูรณะด้วยระบบ อนัสติโลซิส” ก็มีความน่าสนใจไม่น้อย บริเวณด้านนอกเป็นสะพานนาคราชรูปจำหลักเทวดากับเหล่าอสูรที่กำลังยุดนาคกวนเกษียรสมุทร ข้ามบารายหรือสระน้ำที่ล้อมรอบบริเวณปราสาท ปัจจุบันเหลือชิ้นส่วนให้เห็นในสภาพเศียรเทวดา อสูร และนาค หายไปหมดสิ้น ส่วนบารายนอกตัวปราสาทนั้นเป็นสระน้ำขนาดใหญ่ทางทิศตะวันออกที่ขุดขึ้นเพื่อเก็บน้ำไว้สำหรับชุมชน ซึ่งแสดงถึงการใช้ระบบชลประทานโบราณของชาวขอม ด้านหน้ามี ธรรมศาลา” หรือที่พักคนเดินทางยังมีสภาพเหมือนสร้างไม่เสร็จ อยู่ก่อนถึงลานด้านหน้าปราสาท ที่วางรูปชิ้นส่วนของรูปจำหลักหัวราวสะพานนาครูปครุฑขี่นาคที่มีความงดงามมาก

บริเวณปราสาทบันทายฉมาร์ที่กว้างใหญ่

บริเวณปราสาทประกอบด้วยระเบียงคดที่พังทลายลงเป็นกองหินและมีกำแพงภาพสลักหินนูนต่ำทั้งเก่าและใหม่ที่มีการบูรณะ ซึ่งโดยรอบนั้นกำแพงด้านนอกของ โคปุระ” นั้น ได้สลักภาพเป็นแนวยาวอยู่ทั้งสี่ด้าน โดยมีซุ้มประตูก่อนเข้าไปตัวปราสาทประธานที่ยังมีบางส่วนเป็นกองหินอยู่และถูกทิ้งร้างมานาน ภาพสลักนั้นเล่าเรื่องราวการสู้รบของเจ้าชายศรินทรกุมาร ภาพการยกทัพที่มีกองกำลัง พาหนะศึกทั้งช้าง ม้า เกวียน เรือ ทหาร รวมไปถึงทัพครัวของขอมสมัยโบราณ ภาพทหารถวายหัวผู้ทรยศหรือข้าศึก ภาพวิถีชีวิต และภาพการเข้าเฝ้าพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่ท้องพระโรง ภาพ พราหมณ์ทำพิธีบูชาศิวลึงค์ เป็นต้น ส่วนภาพสลักหนึ่งเดียว คือ กลุ่มภาพพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรแสดงพลานุภาพท่ามกลางเหล่าทวยเทพ น่าเสียดายที่บางส่วนถูกโจรกรรมเจาะพระพักตร์ไป จึงมีกำแพงบางส่วนก็ถูกขโมยไปทั้งแถบ ตัวปราสาทชั้นในที่ตัวเรือนธาตุนั้นด้านบนสลักเป็นภาพพระพักตร์ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” ทั้ง 4 ทิศ เชื่อกันว่าเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เช่นเดียวกับปราสาทบายน ในนครธม

กลองยาวชาวเขมรต้อนรับผู้มาเยือน

พักตร์พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร

นอกจากนั้นตามทับหลัง หน้าบัน หรือหลืบมุม ต่างๆ ในบริเวณปราสาทชั้นในยังมีภาพแกะสลักหินอันสวยงามอยู่จำนวนมาก เป็นภาพนางอัปสราพระศิวะ พระวิษณุ พระพรหม เทวดา ครุฑ ฤาษี พราหมณ์ เป็นต้น ปราสาทบันทายฉมาร์แม้จะทรุดโทรมตามกาลเวลาก็ยังทิ้งความอลังการให้เห็นไม่แพ้ปราสาทนครวัด-และปราสาทบายนของนครธมทีเดียว เป็นภูมิมหาปราสาทที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดในโลก และสามารถเดินทางเข้าทางจังหวัดสระแก้ว ซึ่งในไม่ช้าจะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เชื่อมต่อปราสาทสด๊กก๊อกธมที่อยู่ในเขตประเทศไทย

ภูมิบ้านภูมิเมือง : สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ทรงวางรากฐานประชาธิปไตยแบบไทย

Published พฤศจิกายน 24, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/189568

วันอาทิตย์ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันที่ 25 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้เป็นวันคล้ายวันเสด็จสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ผู้ทรงวางรากฐานการปกครองท้องถิ่นในระบอบประชาธิปไตย อาทิตย์นี้ขอน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในพระองค์ พระผู้ทรงวางแนวทางการพัฒนาประชาธิปไตยให้คนไทยและสร้างความรักชาติบ้านเมือง เป็นการสานต่อพระราชกรณียกิจแห่งพระบรมราชชนก คือพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ที่ได้ทรงเลิกทาสเป็นไทและวางระบบการศึกษาสำหรับราษฎรโดยใช้วัดเป็นโรงเรียนไว้ก่อนแล้ว

ด้วยเหตุที่พระองค์ทรงสำเร็จการศึกษาจากประเทศอังกฤษที่มีความเจริญในทวีปยุโรป  พระราชกรณียกิจแรกเมื่อพระองค์ขึ้นครองราชย์ใน พ.ศ.2453 นั้นคือ การทรงงานพระราชนิพนธ์หนังสือต่างๆ ทั้งร้อยแก้ว ร้อยกรอง บทกวี และบทละคร ไว้มากมากยจนเรียกว่าเป็นยุคทองของละครพูดและการปลุกใจให้รักชาติ โดยเฉพาะการจัดการศึกษาของประชาชน พระองค์ทรงตั้งโรงเรียนมหาดเล็กหลวง คือ วชิราวุธวิทยาลัย เพื่อเป็นต้นแบบการศึกษา ตั้งกองเสือป่า กองลูกเสือ เพื่อสร้างอุดมการณ์แห่งพลเมืองให้มีความรู้และรักชาติบ้านเมือง ด้วยคำขวัญ คำปฏิญาณจนเป็นที่มาของคำปฏิญาณของลูกเสือ ของทหารรักษาดินแดนและเหล่าทหารหาญจนทุกวันนี้ การศึกษาที่ให้ประชาชนมีความรู้นั้น ทรงตั้งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกเมื่อ พ.ศ.2456 ต่อมาพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดฯให้ตราพระราชบัญญัติ ประถมศึกษาฉบับแรกขึ้นเมื่อ พ.ศ.2464 ทำให้มีการตั้งโรงเรียนประถมขึ้นทั่วประเทศ


สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า

ในการวางรากฐานการปกครองแบบประชาธิปไตยนั้นต้องถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับขุนนางในสมัยนั้น  พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเมืองจำลองประชาธิปไตย “ดุสิตธานี” เมื่อเดือนกรกฎาคมพ.ศ.2461 ที่ริมอ่างหยกภายในพระราชวังดุสิต  ต่อมา พ.ศ.2462 พระองค์โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายเมืองจำลองนี้ไปตั้งที่สนามด้านหลังพระที่นั่งพิมานจักรี ในพระราชวังพญาไท ซึ่งปัจจุบันคือโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าฯ เมืองจำลอง “ดุสิตธานี” นี้ในอดีตตั้งอยู่บนเนื้อที่ 2 ไร่ครึ่ง ประกอบด้วยสถาปัตยกรรมหลากหลายกว่า 300 หลัง ได้แก่พระราชวัง วัด โรงเรียน โรงพยาบาล โรงแรม โรงทหาร ธนาคาร สถานีตำรวจ สวนสาธารณะ และบ้านเรือนของ ทวยนาคร ซึ่งหมายถึง พลเมือง ของ “ดุสิตธานี” อันล้วนเป็นข้าราชการกระทรวงมหาดไทย โดยพระองค์นั้นทรงเป็นทวยนาครคนหนึ่ง ทรงพระนามว่า “นายราม ณ กรุงเทพ” มีอาชีพทนายความ และเป็นผู้นำพรรคแพรแถบสีน้ำเงิน โดยมีพรรคแพรแถบสีแดงเป็นคู่แข่งขัน โดยมีธรรมนูญลักษณะการปกครองคณะนคราภิบาล ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบรัฐธรรมนูญที่ต้องมีการเลือกตั้งและประชุมร่วมแสดงความคิดเห็นร่วมกัน เป็นการสร้างวิถีประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาให้ขุนนางได้เข้าใจ ต่อมาภายหลังพระองค์จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ตราข้อบังคับลักษณะการปกครองหัวเมืองชั่วคราวขึ้น

ในเรื่องเสรีภาพของสื่อและประชาชนนั้น พระองค์ทรงเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นโดยให้สิทธิเสรีภาพในการเขียน การประพันธ์แบบเดียวกับประเทศประชาธิปไตย ทรงออกหนังสือพิมพ์ “พิมพ์ไทย” นิตยสารต่างๆ เช่น “ดุสิตสมิต ดุสิตสมัย สมุทรสาร ทวีปัญญา วิทยาจารย์ เป็นต้น ทรงใช้นามปากกาหรือนามแฝง (PEN NAME) ตามแบบวิชาการหนังสือพิมพ์ตะวันตก โดยพระองค์จะทรงฝึกหัดให้มีการวิพากษ์ วิจารณ์ แสดงความคิดเห็น ล้อเลียนอย่างกว้างขวาง แม้จะมีการโต้ตอบจนเป็นคดีหมิ่นประมาทก็ทรงอภัยโทษ เป็นการสร้างพื้นฐานแห่งเสรีภาพในวิถีประชาธิปไตย ภายหลังพระองค์ทรงวางแนวทางกิจการของหนังสือพิมพ์โดยให้ตราพระราชบัญญัติสมุดเอกสารและหนังสือพิมพ์ขึ้น เพื่อให้เจ้าของและบรรณาธิการมีความรับผิดชอบในวิชาชีพและให้สิทธิอันควรแก่วิสัยของหนังสือพิมพ์ในการแสดงความคิดเห็นตามสมัยของบ้านเมืองต่อไปถือเป็นพ.ร.บ.หนังสือพิมพ์ฉบับแรก พระองค์จึงทรงเป็น “บิดาแห่งการหนังสือพิมพ์ไทย” และสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าผู้ทรงวางต้นแบบวิถีประชาธิปไตยแบบไทยของแผ่นดิน สืบจนทุกวันนี้


วชิราวุธวิทยาลัยสมัย ร.6


ดุสิตธานีมีโรงแรมเมโตรโปล ใช้เลือกตั้ง


ดุสิตธานี-เมืองจำลองประชาธิปไตย


ละครพูดเรื่องพระร่วง


ร.6 กับนายกองเสือป่า


ร.6 กับผู้บังคับบัญชากองเสือป่า


ดุสิตสมิต


พระราชนิพนธ์เทศนาเสือป่า เล่ม 1


ร.6 กับกองเสือป่า


ลายพระหัตถ์ ร.6 ต่อเยาวชนสยาม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : ‘สด๊กก๊อกธม’ภูมิจารึกสำคัญแห่งประวัติศาสตร์ขอม

Published พฤศจิกายน 24, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/188451

วันอาทิตย์ ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
ภาพสลักนาคที่สวยงามของหน้าบัน

ทุกปีนั้นกระทรวงวัฒนธรรมได้นำคณะฑูตานุฑูตเข้าร่วมโครงการวัฒนธรรมสัญจร เพื่อนำชมแหล่งมรดกทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นแหล่งที่มีศักยภาพเพื่อการเสนอชื่อขึ้นบัญชีเป็นแหล่งมรดกโลกในอนาคตให้เป็นที่รับรู้ในสังคมโลก อาทิตย์นี้ ได้ตามรอยไปกับนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม  หลังจากที่โครงการนี้ได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องมา ๘ ครั้งแล้วคือ เมื่อปีพ.ศ.๒๕๕๑นั้นได้จัดชมแหล่งมรดกโลกสุโขทัย ศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ๒ครั้ง พ.ศ.๒๕๕๓จัดชมแหล่งโบราณคดีบ้านเชียงและอุทยานประวัติศาสตร์ภูพระบาท จ.อุดรธานี พ.ศ.๒๕๕๔จัดชมเส้นทางวัฒนธรรมปราสาทพิมาย ปราสาทพนมรุ้ง ปราสาทเมืองต่ำ และแหล่งมรดกโลกเขาใหญ่ จ.นครราชสีมาและจ.บุรีรัมย์ พ.ศ.๒๕๕๕จัดชมนครประวัติศาสตร์ พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา พ.ศ.๒๕๕๖ จัดชมโบราณสถานของนครศรีธรรมราช พ.ศ.๒๕๕๗ จัดชมโบราณสถานที่จ.น่าน และพ.ศ.๒๕๕๘จัดชมโบราณสถานที่ จ.อุดรธานีและนครหลวงเวียงจันทร์ และครั้งนี้โครงการวัฒนธรรมสัญจรสำหรับคณะทูตานุทูตเป็นครั้งที่๙โดยนำคณะทูตานุทูตสัญจร ที่ จ.สระแก้ว และ จ.บันเตียเมียนเจย กัมพูชา วันที่ ๖-๗ พฤศจิกายน ซึ่งมีคณะทูตานุทูตเข้าร่วมกิจกรรม ๑๙ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา เบลเยี่ยม กัมพูชา ชิลี เช็ก เฮลเลนิก (กรีซ) อินโดนีเซีย  อิสราเอล คูเวต ลาว ลิเบีย โอมาน ปานามา สเปน ศรีลังกา สวิส ติมอร์-เลสเต อินเดีย บังคลาเทศและเวียดนาม

คณะฑูตชื่นชมบรรยากาศทางวัฒนธรรม

แหล่งโบราณคดีที่น่าสนใจของมรดกทางวัฒนธรรมครั้งนี้ เนื่องจากจ.สระแก้วมีพื้นที่ชายแดนที่ติดต่อกับจังหวัดบันเตียนเมียนเจย ของกัมพูชา ซึ่งเป็นแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมร่วมสมัยกัน คือมีปราสาทบันทายฉมาร์ และปราสาทบันทายทัพอยู่ในกัมพูชาและมีปราสาทสด๊กก๊อกธม อยู่ในจังหวัดสระแก้ว  ซึ่งแสดงถึงความสัมพันธ์อันยาวนานระหว่างสองประเทศ จึงเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก ดังนั้นการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจในด้านความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์มรดกทางวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ระดับภูมิภาคร่วมกันนั้น  จึงแป็นหนทางที่นำไปสู่ความร่วมมือและการสนับสนุนงานด้านต่างๆ  ทำให้เกิดการบูรณาการความร่วมมือด้านวัฒนธรรมกับประเทศเพื่อนบ้านเพื่อเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่วัฒนธรรมเดียวกันในประชาคมอาเซียนได้

ช่องประตูหลังปราสาทสด๊กก๊อกธม

สำหรับปราสาทสด๊กก๊อกธม นั้นตั้งอยู่ในเขตพื้นที่บ้านหนองเสม็ด หมู่ที่ ๙ ตำบลโคกสูง อำเภอโคกสูง จังหวัดสระแก้ว อยู่ห่างจากอำเภออรัญประเทศไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ ๓๕ กิโลเมตร อยู่ห่างจากอำเภอตาพระยามาทางทิศใต้ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร จัดเป็นปราสาทหินขนาดใหญ่ที่สุดในภาคตะวันออกของประเทศไทย สร้างด้วยหินและศิลาแลง ตามลักษณะศิลปะขอมแบบคลัง-บาปวน ในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑สมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ (Udayadityavarman II)  บริเวณทิศตะวันออกเฉียงเหนือของปราสาทนั้นพบคำจารึกเป็นภาษาสันสกฤต ความยาว ๓๔๐ บรรทัด ระบุความเป็นมาของการก่อสร้างปราสาทแห่งนี้    การพบศิลาจารึกสด๊กก๊อกธมหลักที่๒ นั้นถือว่าเป็นบันทึกสำคัญที่ทำให้รู้เรื่องราว ประวัติศาสตร์ของขอมโบราณ นับจากสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ ๒ (พ.ศ. ๑๓๔๕-๑๓๙๓) ซึ่งเป็นกษัตริย์ผู้สถาปนาอาณาจักรเมืองพระนคร และการสถาปนาการปกครองเป็นแบบเทวราช ซึ่งได้กล่าวถึงกษัตริย์ขอมอีกหลายพระองค์ จนถึงสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ ๒ ซึ่งกล่าวถึงพราหมณ์สทาศิวะหรือศรีชเยนทรวรมัน พราหมณ์ผู้สร้างเทวสถานเมื่อมหาศักราช๙๗๔หรือพ.ศ.๑๕๙๕เพื่อฟื้นฟูดินแดนภัทรปัตนะที่ถูกทำลายลง  เทวสถานนี้ชื่อ ภัทรนิเกตน ที่มาเรียกภายหลังจนติดปากว่า”ปราสาทสด๊กก๊อกธม “ปัจจุบันนักโบราณคดีของกรมศิลปากรได้ทำการบูรณะบริเวณปรางค์ประธานจากสภาพที่พังยับเยินจนเป็นโบราณสถานอันงดงามตามแบบอนัสติโลซิส(ANASTYLOSIS)ที่ใช้เวลาถึง๑๔ปี และปรับบริเวณโดยรอบให้เห็นบารายขนาดใหญ่ ตลอดจนร่องรอยโบราณสถานที่ถือว่ามีบริเวณกว้างใหญ่ที่สุด

หน้าบันภาพศิวะคชาสูรล่างเป็นลายทับหลัง

ฐานโยนีตั้้งศิวลึงค์ที่เหลืออยู่

ทางเข้าปราสาทองค์ประธาน

บรรณาลัยในปราสาทสด๊กก๊อกธม

บารายหน้าปรา่สาทสด๊กก๊อกธม

ปรางค์ประธานของปราสาทสด๊กก๊อกธม

ปราสาทสด๊กก๊อกธมที่ได้รับการบูรณะใหม่

ระบำอักสราต้อนรับคณะฑูตที่สด๊กก๊อกธม

วิทยากรสำนักโบราณคดีกรมศิลปากรให้ข้อมูล

สระน้ำรอบปราสาทสด๊กก๊อกธมทั้้งสี่มุม

ภูมิบ้านภูมิเมือง : อุโมงค์เถรจันทร์ ภูมิอรัญวาสีแห่งพระลังกาวงศ์

Published พฤศจิกายน 18, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/187540

วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558, 06.00 น.
อาทิตย์นี้ขอตามรอยภูมิเมืองไปยังนครเชียงใหม่แห่งอาณาจักรล้านนาเก่า ด้วยมีความสนใจถึงการสถาปนาพระพุทธศาสนาลังกาวงศ์ในอดีตโดยเฉพาะวัดอุโมงค์ หรืออุโมงค์เถรจันทร์อันเป็นวัดเก่าที่ต่อมานั้น “พระเจ้ากือนาธรรมิกราช” ทรงสร้างอุโมงค์ถวายแด่พระมหาเถรจันทร์ พระเถระผู้เชี่ยวชาญพระไตรปิฎกได้ใช้ปฏิบัติธรรม ส่วนความเป็นมานั้นมีความเล่าว่าเมื่อครั้งพญามังรายมหาราช ปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์มังราย ตกลงพระทัยสร้างเมืองใหม่ที่ป่าเลาคา (ต้นเลาคา และต้นหญ้าคา)ซึ่งอยู่ระหว่างแม่น้ำปิงกับดอยสุเทพนั้น ได้แต่งตั้งราชบุรุษถือพระราชสาส์นทูลเชิญพระสหายร่วมนํ้าสาบาน คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช เจ้าผู้ครองนครสุโขทัย และพญางำเมือง เจ้าผู้ครองนครพะเยา มาปรึกษาการสร้างเมืองที่ เวียงเหล็ก คือ บริเวณวัดเชียงมั่น โดยสามกษัตริย์ตกลงกันให้สร้างราชธานีใหม่ กว้าง 800 วา ยาว 1,000 วา เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ายาวจากตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตกแล้วทำพิธีฝังเสาหลักเมืองในวันพฤหัสบดี เดือนแปดเหนือ หรือเดือนหกใต้ ปีวอก พ.ศ.1839 แล้วใช้พลเมือง 5 หมื่นคนสร้างพระราชมณเฑียรสถาน ส่วนอีก 4 หมื่นคนช่วยกันขุดคูเมือง และกำแพงเมือง ก่อสร้างอยู่เป็นเวลา 4 เดือนจึงแล้วเสร็จสมประสงค์พร้อมกับจัดฉลองพระนครใหม่ 7 วัน 7 คืน

กษัตริย์ทั้งสามได้พร้อมใจกันตั้งนามเมืองใหม่ว่า “เมืองนพบุรี ศรีนครพิงค์ เชียงใหม่”หลังจากสร้างพระนครใหม่เรียบร้อยแล้ว พญามังรายมหาราชได้สร้างวัดสำคัญทั้งฝ่ายคามวาสีสำหรับพระภิกษุเรียนพุทธวัจนะไว้ประจำเมืองทั้ง 4 ทิศพร้อมทั้งวัดหลวงอยู่ภายในพระราชวัง และฝ่ายอรัญวาสีสำหรับภิกษุที่เรียนพุทธวัจนะแล้ว ออกไปหาความสงบในป่า บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐานอยู่ที่บริเวณชานพระนครขึ้นหลายวัด เช่น วัดเก้าถ้าน เป็นต้น

พญามังรายมหาราช ทรงทำนุบำรุงพระศาสนาและพระภิกษุสามเณร ทั้งฝ่ายคามวาสี และอรัญวาสีด้วยศรัทธาถวายปัจจัยสี่ ให้ศึกษาและปฏิบัติพระธรรมวินัยตามความสามารถแห่งตนอย่างดียิ่งทั้งสองฝ่าย ครั้นเมื่อพระองค์ทรงทราบว่า พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พระสหายผู้ครองนครสุโขทัย ได้ส่งคนไปนิมนต์พระสงฆ์จากเมืองลังกา ที่อยู่เมืองนครศรีธรรมราช มาสั่งสอนเผยแพร่ธรรมแก่ชาวเมืองสุโขทัยและปรากฏเกียรติคุณว่า พระสงฆ์ลังกานั้นแตกฉานพระไตรปิฎกและเคร่งครัดในพระธรรมวินัยยิ่งกว่าพระภิกษุไทยที่มีอยู่เดิม จึงศรัทธาเลื่อมใส ประสงค์จะได้พระลังกามาเป็นหลักพระพุทธศาสนาในเมืองเชียงใหม่บ้าง จึงได้จัดเจ้าหน้าที่ขอพระสงฆ์ลังกา 5 รูป จากพ่อขุนรามคำแหงมหาราชมา โดยมีพระมหากัสสปะเถระ เป็นหัวหน้าคณะ เมื่อคณะสงฆ์จากลังกามาแล้วพระองค์เกิดลังเลพระทัยไม่ถูกว่าจะนิมนต์พระลังกา 5 รูป นี้ไปจำอยู่วัดใดดีด้วยพระภิกษุฝ่ายคามวาสีก็เกรงว่าพระลังกาจะไม่สบายใจด้วยวัตรปฏิบัติอาจจะไม่เหมือนกัน


จำลองภาพที่หายไปให้เห็น

ในที่สุดพระองค์ได้ตกลงพระทัยสร้างวัดฝ่ายอรัญวาสีเฉพาะพระลังกาขึ้นอีกวัดหนึ่งต่างหาก ณ บริเวณป่าไผ่ 11 กอ ด้วยพระองค์ประสงค์สร้างเป็นอนุสรณ์ในการนำพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์มาประดิษฐานในลานนาไทยเป็นครั้งแรกจึงขอให้พระมหากัสสปะเถระเป็นผู้วางแผนผังวัดตามแบบอย่างลังกา ครั้งนั้นพระมหากัสสปะเถระวางผังวัดออกเป็นเขตพุทธาวาสคือสถานที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า เช่น พระเจดีย์ พระอุโบสถ และเขตสังฆาวาส คือสถานที่เกี่ยวกับพระสงฆ์ เช่น สาลาแสดงธรรม กุฏิพระโรงฉัน โดยพญามังรายมหาราชได้ทรงอุปถัมภ์การสร้างวัดนั้นตามแบบเมืองลังกาทั้งหมดโดยเฉพาะพระเจดีย์ใหญ่ก็สร้างแบบทรงเจดีย์ลังกามีลวดลายสวยงามชัดเจน

ต่อมาพระเจ้ากือนาธรรมิกราช รัชกาลที่ 9ราชวงศ์มังรายได้บูรณะขึ้นใหม่ด้วยการพอกปูนทับของเก่า พร้อมกับการสร้างอุโมงค์ให้พระมหาเถรจันทร์ อยู่ระหว่าง พ.ศ.1910-1930 อุโมงค์หรือถํ้ามีทางเข้า 3 ทาง ตั้งอยู่ตลอดแนววัดด้านตะวันตก และมีศาลาตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากหน้าอุโมงค์ไปประมาณ 1 เส้น ด้านหลังสามารถขึ้นบนฐานพระเจดีย์ทรงลังกาได้  เมื่อสร้างอุโมงค์เสร็จเรียบร้อยจึงได้ทำการฉลอง พร้อมกับทรงตั้งนามวัดว่า วัดเวฬุกัฏฐาราม แปลว่าวัดไผ่ 11 กอ จากนั้นได้นิมนต์คณะสงฆ์จากลังกาเข้าอยู่จำพรรษาเพื่อบำเพ็ญสมณธรรม และเผยแผ่พระพุทธศาสนาต่อไป อุโมงค์แห่งนี้มีการเขียนลวดลายอย่างลังกา นับเป็นภูมิอรัญวาสียุคแรกของพระลังกาวงศ์ที่เกิดขึ้นในอาณาจักรล้านนา


อุโมงค์เถรจันทร์ที่มีภาพเขียนด้านบน


พระเจดีย์ทรงลังกาแห่งแรก


ภาพเขียนภายในอุโมงค์เถรจันทร์


แผ่นอิฐที่สลักภาพสัตว์


เศียรพระพุทธรูปขนาดใหญ่ที่เหลืออยู่


ชิ้นส่วนของพระพุทธรูปจำนวนมาก


เจดีย์วัดอุโมงค์อีกองค์หนึ่ง


ภาพเขียนภายในอุโมงค์ที่เหลืออยู่ ในปัจจุบัน

%d bloggers like this: