ภาษีสรรพสามิต

All posts tagged ภาษีสรรพสามิต

ทีโอทีเตรียมยื่นฟ้องศาลปกครอง เรียกค่าสัมปทานคืน

Published กรกฎาคม 23, 2011 by SoClaimon

22 กรกฎาคม 2554, 17:53 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188350.

Pic_188350

ทีโอที เตรียมยื่นฟ้องศาลปกครองเรียกค่าภาษีสรรพสามิตคืน พร้อมแจงสตง.ทุกประเด็นทั้งเดินทางไปต่างประเทศ และใช้อุปกรณ์อัลคาเทล ในโครงการสร้างโครงข่าย 3 จี

เมื่อวันที่ 22 ก.ค. นายประพันธ์ บุณยเกียรติ โฆษกคณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าหลังจากประชุมหารือกับฝ่ายบริหารและทีมกฎหมายเป็นกรณีพิเศษ หลังจากที่ได้รับทราบอย่างไม่เป็นทางการว่า กระทรวงการคลัง ไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอของทีโอที ที่จะฟ้องคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี มีมติจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม สำหรับโทรศัพท์มือถือ 10% โดยให้หักจ่ายจากส่วนแบ่งรายได้ตามสัญญาสัมปทาน ทำให้ทีโอทีขาดรายได้จากสัญญาสัมปทานคิดเป็นมูลค่า 36,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ จากการหารือกันแล้ว บอร์ดได้มีความเห็นว่าควรจะยึดมติบอร์ดครั้งที่นายอารีพงศ์ ภู่ชะอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ที่ขอให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการเรียกค่าเสียหายจากการหักค่าภาษี สรรพสามิตโทรศัพท์มือถือออกจากรายได้สัญญาสัมปทานกลับคืนมาด้วย เพราะหากไม่ดำเนินการอาจถูกฟ้องร้องว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามกฎหมายอาญามาตรา 157 เมื่อกระทรวงการคลังไม่ดำเนินการ ทีโอทีที่มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐ จำเป็นต้องไปยื่นฟ้องศาลปกครอง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากการหักค่าภาษีสรรพสามิตออกจากรายได้ส่วนแบ่งจากสัญญาสัมปทาน โดยบอร์ดได้มอบให้ฝ่ายกฎหมายของทีโอทีไปดำเนินการ

“ตอนนี้ไม่มีใครรู้ว่าการยื่นฟ้องร้องไปถูกทางหรือว่าผิดทาง เพราะศาลยังไม่ได้ตัดสิน เนื่องจากที่ผ่านมาเป็นเพียงความเห็นของฝ่ายกฏหมายแต่ละหน่วยงาน ฉะนั้นก็ต้องให้ศาลเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด เพี่อความชัดเจน” โฆษกบอร์ดทีโอที กล่าว

ส่วนกรณีที่สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทำหนังสือมายังทีโอที ให้ตรวจสอบโครงการสร้างโครงข่าย 3จี มูลค่า 15,999 ล้านบาทว่าเป็นอย่างถูกต้องหรือไม่ และการเดินทางไปต่างประเทศของบอร์ดในช่วงวันที่ 11-20 ก.ค.ที่ผ่านมา เกี่ยวข้องกับการสร้างโครงข่าย 3 จี หรือไม่นั้น ทางทีโอที ก็จะทำหนังสือชี้แจงไปยัง สตง.ตามประเด็นที่ สตง.ต้องการรับทราบ โดยเฉพาะ ประเด็นการใช้อุปกรณ์ 3 จี ของบริษัท อัลคาเทล ลูเซ่น จำกัด ซึ่งเป็น 1 ใน ผู้เข้าร่วมประมูล 3 จีนั้น ทีโอทีเคยชี้แจงไปแล้วครั้งหนึ่ง โดยทีโอที ใช้อุปกรณ์อัลคาเทล ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับโครงข่าย 3 จี คิดเป็นมูลค่า 1,400 ล้านบาท

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สตง.ให้ตรวจสอบโครงสร้างโครงข่าย 3จี กรณีกลุ่มบริษัท เอสแอล คอนอเตียม ผู้ชนะประมูลโครงการ 3 จี ใช้อุปกรณ์ของบริษัท อัลคาเทล ลูเซ่น จำกัดด้วยนั้น จะขัดกับเงื่อนไขและข้อกำหนดด้านพาณิชย์ ข้อ 6 ค. ที่ระบุว่า ในกรณีบริษัทเจ้าของอุปกรณ์เป็นผู้เสนอราคาทั้งในรูปของนิติบุคคลรายเดียว หรือในรูปของผู้ร่วมค้านั้น บริษัทดังกล่าวห้ามนำอุปกรณ์ยี่ห้อของตนมายื่นอยู่ในข้อเสนอของผู้เสนอราคารายอื่นหรือไม่ ซึ่งก่อนหน้าที่จะมีประมูล นายจุติ ไกรฤกษ์ รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ได้เคยให้นโยบายว่า ผู้เข้าร่วมประมูลจะต้องไม่ใช้อุปกรณ์ที่ซ้ำซ้อนกัน เพื่อมิให้เกิดปัญหาฮั้วประมูล เพราะจะไม่เกิดผลดีต่อทีโอทีแต่อย่างใด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 22 กรกฎาคม 2554, 17:53 น.

อนุญาโตชี้ขาด ทีโอทีแพ้เอไอเอส ไม่ต้องจ่าย3.1หมื่นล้าน

Published มิถุนายน 2, 2011 by SoClaimon

30 พฤษภาคม 2554, 05:30 น.
อนุญาโตชี้ขาด ทีโอทีแพ้เอไอเอส ไม่ต้องจ่าย3.1หมื่นล้าน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_175092

เอไอเอส ชนะ “ทีโอที” คณะอนุญาโตตุลการชี้ขาดไม่ต้องจ่าย 31,462.51 ล้านบาท เพราะจ่ายเข้ารัฐเหมือนกัน และไม่ต้องนำไปโยงกับคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ เพราะคนละคู่กรณี ขณะที”ทีโอที”มีสิทธิยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองภายใน 90 วัน…

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะอนุญาโตตุลาการ ได้ชี้ขาดกรณีข้อพิพาทระหว่างบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) กับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส โดยให้เอไอเอสชนะ ไม่ต้องชำระค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือเพิ่มเติม เป็นเงิน 31,462.51 ล้านบาท ตามที่ทีโอทีเรียกร้อง เนื่องจากเอไอเอส ได้นำเงินจำนวนดังกล่าวไปชำระภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมแล้ว เป็นการดำเนินการตามมติครม.เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2546 ซึ่งไม่ได้สร้างความเสียหายให้แก่ทีโอที เพราะเมื่อทีโอทีได้รับเงินส่วนแบ่งรายได้นั้นแล้ว ก็ต้องนำเงินส่งเป็นรายได้ของกระทรวงการคลังเช่นเดียวกัน อีกทั้งเอไอเอสไม่ได้ผิดชำระเงินให้ทีโอทีแต่อย่างใด

ฉะนั้นทีโอทีจึงไม่มีสิทธิเรียกให้เอไอเอสชำระหนี้ซ้ำอีกส่วนกรณีที่ทีโอที อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ที่ อม.1/2553 ที่วินิจฉัยว่าการออกกฎหมายการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต เป็นการเอื้อประโยชน์ให้เอกชน ทำให้รัฐเสียหายนั้น ไม่สามารถนำเอามาผูกผันกับเอไอเอสได้เนื่องจาก ผู้ถูกกล่าวหาในคดีอาญาของศาลฎีกา คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นคนละคนกับเอไอเอส ,ข้อกล่าวหาและข้อเท็จจริงเป็นคนละเรื่องกัน ,ทั้งทีโอทีและเอไอเอส ต่างไม่ใช่คู่ความในคดีอาญาดังกล่าว

ทั้งนี้การที่เอไอเอส นำเงินส่วนแบ่งรายได้ 10% ไปชำระภาษีสรรพสามิตนั้น เป็นการดำเนินการตามมติครม.เมื่อวันที่ 11 ก.พ.2546 ซึ่งเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย แม้ต่อมาในวันที่ 23 ม.ค.2550 ครม.จะมีมติให้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคมนั้น ก็ไม่ได้มีผลย้อนหลังให้เอไอเอสต้องชำระเงินค่าสัมปทานเพิ่ม เพราะเป็นการยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตเท่านั้น นอกจากนี้คณะอนุญาโตตุลาการ ยังมีคำสั่งให้ทีโอที ส่งคืนหนังสือค้ำประกันผลประโยชน์ตอบแทนขั้นต่ำปีที่ 17 ให้เอไอเอสด้วย เพราะเอไอเอสไม่ได้ผิดสัญญาและชำระค่าสัมปทานครบถ้วนแล้ว ขณะที่เอไอเอสก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากค่าธรรมเนียมหนังสือค้ำ ประกันที่ธนาคารเรียกเก็บในระหว่างที่ทีโอที ยังไม่คืนหนังสือค้ำประกันให้

อย่างไรก็ตามหากทีโอที ไม่เห็นด้วยกับคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลการ ทีโอที สามารถยื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลางให้มีคำสั่งเพิกถอดคำชี้ขาดได้ ภายใน 90 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับสำเนาคำชี้ขาด แต่ต้องอยู่ในขอบเขตกรณีดังต่อไปนี้เท่านั้น 1.คู่พิพาทฝ่ายที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดสามารถพิสูจน์ได้ว่า คู่สัญญาฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิดสัญญาไม่ได้ดำเนินตามกฎหมาย ,สัญญาอนุญาโตตุลการไม่มีผลผูกผันตามกฎหมายแห่งประเทศที่คู่พิพาทได้ตกลงกัน ไว้, ไม่มีการแจ้งให้คู่พิพาทที่ขอให้เพิกถอนคำชี้ขาดรู้ล่วงหน้า หรือคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการเกินขอบเขตแห่งสัญญาหรือข้อตกลงระหว่างกัน ,องค์ประกอบของคณะอนุญาโตตุลาการไม่ได้เป็นตามที่คู่พิพาทได้ตกลงกันไว้ 2.มีกรณีปรากฏต่อศาลว่า คำชี้ขาดนั้นเกี่ยวกับข้อพิพาทที่ไม่สามารถจะระงับโดยการอนุญาโตตุลาการได้ ตามกฎหมาย และการยอมรับหรือการบังคับตามคำชี้ขาดนั้น จะเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังจากที่ครม.เมื่อวันที่ 23 ม.ค.2550 ได้ยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตโทรคมนาคม และต่อมาเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2553 ศาลฎีกาแผนคดีอาญา ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ตัดสินคดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าการออกมติดังกล่าวเป็นการเอื้อประโยชน์แก่เอกชนนั้น ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมาทีโอที ได้เรียกร้องให้เอไอเอส ชำระค่าสัมปทานเพิ่มเติม เพราะทีโอทีขาดรายได้ในช่วงที่เอไอเอส นำส่วนแบ่งรายได้ 10% ไปจ่ายภาษีสรรพสามิต แต่เอไอเอสไม่ยินยอม จึงนำเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลการดังกล่าว

ก่อนหน้านี้คณะอนุญาโตตุลาการ ได้ชี้ขาดให้บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด (ดีพีซี) ในเครือเอไอเอส ชนะบริษัท กสทโทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ที่เรียกร้องให้ดีพีซี ชำระค่าสัมปทานเพิ่มเติมหลังจากที่ดีพีซีนำรายจากสัญญาสัมปทานส่วนหนึ่งไป จ่ายภาษีสรรพสามิตในช่วงปี 2546-50 คิดเป็นเงิน 3,400 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้กสทได้ยื่นฟ้องร้องต่อศาลปกครองแล้ว และในกรณีเดียวกันกสทก็ได้เรียกร้องให้ดีแทรและทรูมูฟ ชำระค่าสัมปทานเพิ่มอีก โดยดีแทค คิดเป็นเงิน 21,000ล้านบาท ทรูมูฟ 8,500 ล้านบาท ซึ่งอยู่ในระหว่างการพิจารณาข้อพิพาทของคณะอนุญาตโตตุลาการ

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 30 พฤษภาคม 2554, 05:30 น.

ต้นทุนสินค้าไม่ขยับ

Published เมษายน 22, 2011 by SoClaimon

19 เมษายน 2554, 03:46 น.
ต้นทุนสินค้าไม่ขยับ – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_164991

พาณิชย์ เผยเว้นเก็บภาษีสรรพสามิตดีเซล หวังตรึงราคาขายปลีกไม่เกินลิตรละ 30 บาท ส่งผลดีให้ต้นทุนสินค้าไม่ขยับมากนัก…

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ถึงการที่รัฐบาลจะงดเว้นการเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล ที่จัดเก็บในปัจจุบันลิตรละ 5.70 บาท เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาทว่า ต้นทุนราคาสินค้าจากน้ำมันดีเซล ส่วนใหญ่เป็นต้นทุนด้านการขนส่ง โดยสินค้าที่จะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลที่สูงขึ้นจะเป็นสินค้าที่มีน้ำหนักมาก เช่น ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง ขณะที่ต้นทุนอื่นยังทรงตัวสูง ได้แก่ค่าบริหารจัดการ ทำให้การตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละไม่เกิน 30 บาทสามารถช่วยดูแลราคาสินค้าได้ระดับหนึ่ง

ด้านนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ยืนยันว่า จนถึงขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังไม่อนุมัติให้ผู้ประกอบการสินค้าอื่นๆ ขึ้นราคาขายได้ นอกจากสินค้า 3 รายการ ที่เพิ่งอนุมัติให้ปรับขึ้นไปก่อนหน้านี้คือปุ๋ย น้ำมันถั่วเหลือง นมสดพร้อมดื่ม ส่วนเหล็ก อยู่ระหว่างพิจารณาและตรวจสต๊อก คาดว่า อาจพิจารณาให้ปรับขึ้นได้
เพราะราคาเหล็กในตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นจริง

อย่างไรก็ตาม แม้กระทรวงจะอนุมัติให้มีการขึ้นราคาสินค้าไปแล้ว แต่จะพยายามดูแลอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ให้อยู่ในกรอบเป้าหมายที่ 3.2-3.7% ได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 เมษายน 2554, 03:46 น.

รัฐตรึงดีเซลต่อ ลดภาษีน้ำมัน ลิตรละ5.70บาท

Published เมษายน 22, 2011 by SoClaimon

18 เมษายน 2554, 17:21 น.

ผ่านทางรัฐตรึงดีเซลต่อ ลดภาษีน้ำมัน ลิตรละ5.70บาท – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_164889

“มาร์ค” หารือ คลัง-พลังงาน ใช้วิธีลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและภาษีมูลค่าเพิ่มรวม 5.70 บาท เพื่อตรึงราคาน้ำมันดีเซลต่อ ไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท  อ้างไม่ให้กระทบสินค้าตัวอื่น ด้านคลังระบุรัฐจะเสียรายได้ 4.5 หมื่นล้านบาท แต่ไม่กระทบฐานะคลัง..

เมื่อวันที่ 18 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้หารือร่วมกับนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ถึงแนวทางการดูแลราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ก่อนให้สัมภาษณ์ภายหลังว่า กระทรวงพลังงานและกระทรวงการคลังได้เห็นชอบร่วมกันที่จะใช้เงินจากภาษีสรรพสามิต เข้ามาดูแลราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท โดยเรียกเก็บภาษีเพียงลิตรละ 0.005 บาท จากปัจจุบันที่เรียกเก็บลิตรละ 5.30 บาท เมื่อรวมกับภาษีมูลค่าเพิ่มอีกลิตรละ 40 สตางค์ รวมเป็นลิตรละ 5.70 บาท แทนการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ขณะนี้เหลือเงินสดเพียง 4 พันล้านบาท ซึ่งจะสามารถดูแลราคาน้ำมันดีเซลได้ไปจนถึงสิ้นเดือน เม.ย.นี้เท่านั้น โดยขณะนี้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกอยู่ที่ 115 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อบาร์เรล หากไม่ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันและเงินกองทุนน้ำมันฯ ไม่มีชดเชย จะทำให้ผู้บริโภคต้องแบกรับราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 36 บาท  ซึ่งทั้งหมดจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบในวันพุธที่ 20 เม.ย.นี้

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้กองทุนน้ำมันฯจะชดเชยราคาน้ำมันดีเซลให้ลิตรละ 6.40 บาท แต่เชื่อว่าราคาน้ำมันคงไม่ได้คงอยู่ในราคาเช่นนี้ตลอดไป ขณะเดียวกันสงครามในตะวันออกกลางก็ไม่ได้มีอยู่ตลอดไปเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องทบทวนมาตรการเพื่อยันให้ราคาน้ำมันดีเซลไม่เกินลิตรละ 30 บาทให้ได้ เพื่อประคับประคองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้เดินหน้าได้ต่อไป  เพราะหากปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลสูงกว่านี้จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ ทั้งราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้น จนทำให้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ขณะเดียวกันวิกฤติเศรษฐกิจโลกและวิกฤตินิวเคลียร์ในญี่ปุ่น รวมถึงปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น อาจทำให้เศรษฐกิจไทยไม่สามารถฟื้นตัวได้เร็ว จนสุดท้ายอาจซ้ำเติมกับเศรษฐกิจทั้ง 2 ด้าน คือ ทั้งปัญหาเงินเฟ้อและเงินฝืด ซึ่งไม่ได้เป็นประโยชน์กับใครเลย

“ยืนยันว่าการใช้มาตรการภาษีเข้ามาดูแลราคาน้ำมันดีเซลครั้งนี้ จะไม่มีผลต่อฐานะการเงินการคลังและไม่ได้ส่งผลต่อการจัดทำนโยบายของรัฐบาลด้วย รวมถึงประชาชน เพราะยังเติมน้ำมันดีเซลเท่าเดิม เพราะหากปล่อยให้ราคาน้ำมันดีเซลแพงกว่าลิตรละ 30 บาท เชื่อว่าผู้ประกอบการทั้งการขนส่งและสินค้าจะเข้ามาขอปรับราคาสินค้าและบริการขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลชุดนี้ไม่ต้องการสร้างภาระให้กับรัฐบาลที่จะเข้ามาใหม่ในการบริหาร เศรษฐกิจเหมือนกับที่ผ่านมา ที่สร้างภาระให้กองทุนฯจนติดลบเป็นแสนล้านบาทจาก การกู้เงินมาดูแลราคาน้ำมัน แต่รัฐบาลชุดนี้จะบริหารด้วยความรับผิดชอบ ส่วนจากนี้ไปเมื่อราคาน้ำมันลดลงแล้วก็ขึ้นอยู่กับรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามาที่จะเป็นผู้ตัดสินใจต่อไป

ด้าน นายกรณ์ กล่าวว่า การตัดสินใจยกเว้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลครั้งนี้จะทำให้รัฐบาลสูญเสียราย ได้จากนี้ไปจนถึงสิ้นปีงบประมาณ 54 (ก.ย.54) ประมาณ 45,000 ล้านบาท โดยเป็นผลกระทบต่อภาษีสรรพสามิต 42,480 ล้านบาท และภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 1,900 ล้านบาท แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังใด ๆ และเชื่อว่าจะทำให้การขาดดุลงบประมาณในปี 54 ต่ำกว่าที่เคยประมาณการไว้ที่ 420,000 ล้านบาทด้วย

ขณะที่ นพ.วรรณรัตน์ กล่าวว่า วันพรุ่งนี้ (19 เม.ย.) จะเรียกประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อปรับลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลลงลิตรละ 40 สต. เหลือเพียงลิตรละ 6 บาท เนื่องจากสถานการณ์ราคาน้ำมันมีแนวโน้มลดลง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 18 เมษายน 2554, 17:21 น.

‘กรณ์’หวั่นน้ำมันพุ่งไม่หยุด ดีเซลจะทะลุ30บาท

Published เมษายน 11, 2011 by SoClaimon

11 เมษายน 2554, 16:20 น.

‘กรณ์’หวั่นน้ำมันพุ่งไม่หยุด ดีเซลจะทะลุ30บาท.

Pic_163070

 

“กรณ์” เตรียมถก “มาร์ค”หาแนวทางดูแลราคาน้ำมันกระฉูด รับ รัฐบาลแบกภาระพยุงดีเซลไม่ได้ตลอด หากตลาดโลกยังพุ่งไม่หยุด ลั่นต้องรักษาวินัยการคลังไม่ทำให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ ระบุ ยังไม่เร่งสรุปใช้ภาษีน้ำมันอุ้ม เพราะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

เมื่อวันที่ 11 เม.ย. นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งขึ้นอยู่ที่ระดับ 140 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลว่า ภายใน 1-2 วันนี้ จะเข้าหารือกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงภาระที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องแบกรับในการตรึงราคาขายปลีก น้ำมันดีเซลไม่ให้เกินลิตรละ 30 บาท ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเตรียมมาตรการเอาไว้เพื่อดูแลประชาชน  อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าหากรัฐบาลยังคงมีกำลังในการที่จะตรึงราคาขายปลีกน้ำมัน รัฐบาลก็พร้อมจะดำเนินการต่อไป แต่ก็ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงอย่างหนึ่งคือ ไทยเป็นประเทศที่ต้องนำเข้าน้ำมัน ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงอย่างต่อเนื่อง ไทยเองก็ไม่สามารถแบกรับภาระได้ตลอดไป ประกอบกับรัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายโดยคำนึงถึงวินัยการคลังของประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม เห็นว่าเมื่อถึงจุดที่รัฐบาลจะต้องปล่อยให้มีการลอยตัวน้ำมันดีเซล ก็จะเป็นไปในลักษณะทยอยปรับขึ้น เพื่อให้ประชาชนไม่ได้รับผลกระทบมากเกินไปในระยะสั้น

“เมื่อราคาน้ำมัน ดิบในตลาดโลกสูงขึ้นต่อเนื่อง ไทยซึ่งเป็นประเทศนำเข้าน้ำมันก็คงไม่สามารถแบกรับภาระได้ตลอด ไป ซึ่งก็จะไม่มีคำว่า หนีความจริง เพราะรัฐบาลต้องรักษาวินัยทางการคลังของประเทศเอาไว้ ยืนยันว่าเราไม่มีนโยบายบริหารให้กองทุนน้ำมันฯ ติดลบเหมือนเช่นในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งภายใน 1-2 วันนี้ ก่อนที่จะหยุดยาวช่วงสงกรานต์ก็จะมีการหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีในราย ละเอียด ซึ่งหลักๆ แล้ว แนวทางปฏิบัตินั้น หากมีการลอยตัวราคาน้ำมันดีเซลจริง ก็คงจะทำในลักษณะทยอยปรับขึ้น เพื่อไม่ให้ประชาชนผู้ใช้น้ำมันได้รับผลกระทบ” รมว.คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลนั้น ต้องมีการทบทวนรายละเอียดต่างๆ ว่า หากปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันฯลง ทำให้รายได้ที่สูญเสียไปมีผลอย่างไรหรือไม่กับการที่รัฐบาลจะนำไปดูแล ประชาชนในด้านอื่นๆ ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องพิจารณาให้รอบคอบ เพราะหากปรับลดภาษีก็มีทั้งผู้ที่ได้ประโยชน์และผู้ที่เสียประโยชน์

“ ภาษีหากจะมองว่า สูงก็มีมุมที่สูง จะมองว่าต่ำก็ต่ำได้ เพราะสัดส่วนภาษีต่อราคาน้ำปัจจุบันค่อนข้างต่ำ ขณะเดียวดันก็ต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า รายได้ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลถือเป็นรายได้ที่สำคัญของรัฐบาล ถ้าปรับลดผู้ได้ประโยชน์ก็มีส่วนหนึ่ง ผู้เสียประโยชน์ในส่วนของความสามารถในการดูแลประชาชนในมุมกว้างก็มีอยู่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเร่งสรุปในส่วนของการใช้ภาษีสรรพสามิต น้ำมันดีเซล เพราะต้องพิจารณาให้รอบคอบ” รมว.คลัง กล่าว

นายกรณ์ กล่าวถึงสถานการณ์ของค่าเงินบาทที่แข็งในขณะนี้ ว่า ภายหลังจากที่กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการดูแลไปเมื่อช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลทำให้ค่าเงินบาทค่อนข้างนิ่ง ขณะที่สกุลเงินของประเทศเพื่อนบ้านแข็งค่าขึ้นกว่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้การแข็งค่าของเงินบาทในช่วงนี้ไม่ได้ทำให้รัฐบาลมีความกังวลใจมากนักใน ระยะสั้น ขณะที่แนวโน้มของค่าเงินบาทในระยะยาวนั้นก็ยังคงไม่เหมือนเดิมไม่มีอะไรน่า เป็นห่วง เพราะข้อมูลพื้นฐานทางเศรษฐกิจไทยค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับเศรษฐกิจประเทศอื่นๆ

ทั้งนี้ เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นปัจจุบันก็ถือว่ามีส่วนช่วยไม่ให้ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคปรับขึ้นมากเกินไป เนื่องจาก กำลังซื้อของประชาชนสูงขึ้นในการซื้อสินค้าทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในเรื่องของการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ เพราะถ้าเงินบาทอ่อนค่าขณะนี้ ประกอบกับราคาน้ำมันดิบก็ปรับสูงขึ้น จะทำให้ไทยต้องแบกรับภาระและประสบปัญหาหนักขึ้น แต่เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้นจึงทำให้ภาระในการนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะน้ำมันอยู่ในราคาที่ต่ำ ซึ่งก็ถือเป็นผลดีที่เงินบาทแข็งค่าช่วยกดไม่ให้ราคาสินค้าที่ประชาชนปรับ สูงขึ้นมาก จนสร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชน สำหรับในส่วนของผู้ส่งออกเองก็ถือว่าสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้ โดยเฉพาะการแข็งค่าของประเทศคู่แข่ง ก็ไม่ทำให้ผู้ส่งออกไทยเสียเปรียบแต่อย่างใด

สำหรับการประชุมรัฐมนตรี อาเซียน ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมานั้น ประเด็นหลักที่หารือกันในที่ประชุมฯ คือ แนวโน้มการหาความร่วมมือเพิ่มเติมทางด้านการเงินการคลัง การหาแนวร่วมในวิธีการกำหนดอัตราภาษีโดยเฉพาะภาษีทีเกี่ยวข้องกับการลงทุน เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่า ไม่อยากให้ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียนแข่งกันลดภาษี เพื่อจูงในนักลงทุนประเทศอื่นๆ ทำให้ประเทศอาเซียนโดยรวมเสียประโยชน์ และหารือถึงความจำเป็นในการเร่งรัดหาความร่วมมือที่จับต้องได้มากขึ้น ระหว่างตลาดทุนต่างๆ ในภูมิภาคอาเซียน เพราะหากแยกกันมีตลาดทุนก็ทำให้ขาดประ สิทธิภาพในแต่ละตลาด นอกจากนั้น ที่ประชุมได้หารือถึงข้อสรุปที่จะร่วมกันจัดตั้งกองทุนสาธารณูปโภคของ อาเซียน ในวงเงินประเดิม 500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งแนวทางการบริหารจัดการและลักษณะของโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ แต่คาดว่าจะจัดตั้งแล้วเสร็จภายในปีนี้ โดยไทยจะเสนอขออนุมัติจากที่ประชุมรัฐสภาในการนำงบประมาณเป็นทุนประเดิม วงเงิน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 เมษายน 2554, 16:20 น.

 

สรรพสามิตหน้าบานเก็บภาษีปี53เกินเป้า1.14แสนล้าน

Published ตุลาคม 7, 2010 by SoClaimon

5 ตุลาคม 2553, 18:08 น.

ผ่านทางสรรพสามิตหน้าบานเก็บภาษีปี53เกินเป้า1.14แสนล้าน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_116539

กรมสรรพสามิต เผย รายได้ในปีงบประมาณ 2553 จัดเก็บได้กว่า 4.05 แสนล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 114,862.09 ล้านบาท หรือ 39.47% ภาษีน้ำมัน ภาษีรถยนต์ และภาษีเบียร์ จัดเก็บสูงสุดสามลำดับแรก…

เมื่อ วันที่ 5 ต.ค. นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยว่าในปีงบประมาณ 2553 กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บภาษีได้รวม 405,862.09 ล้านบาท สูงกว่ารายได้ภาษีในปีงบประมาณ 2552 จำนวน 114,640.88 ล้านบาท หรือ 39.37% และสูงกว่าประมาณการจำนวน 114,862.09 ล้านบาท หรือ 39.47%

สำหรับรายได้ภาษีสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2553 ที่กรมสรรพสามิตจัดเก็บได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จัดเก็บได้สูงสุด จำนวน 152,825.12 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการจำนวน 53,825.12 ล้านบาท หรือ 54.37% 2. ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้จำนวน 77,202.15 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการจำนวน 35,002.15 ล้านบาท หรือ 82.94% 3. ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้จำนวน 58,830.81 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการจำนวน 8,430.81 ล้านบาท หรือ 16.73% 4. ภาษียาสูบ จัดเก็บได้จำนวน 53,381.26 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการจำนวน 13,581.26 ล้านบาท หรือ 34.12% และ 5. ภาษีสุรา จัดเก็บได้จำนวน 42,398.01 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการจำนวน 3,058.01 ล้านบาท หรือ 7.77%

ทั้งนี้ ในปีงบประมาณ 2553 กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีได้เกินกว่าเป้าหมายถึง 114,862.09 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลจากการปรับโครงสร้างองค์กรพัฒนาบุคลากรให้ทันสมัยและมี ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างความเข้าใจแก่ผู้เสียภาษีอย่างต่อเนื่อง

สำหรับ เดือน ก.ย. 2553 กรมสรรพสามิตจัดเก็บภาษีได้รวม 32,259.62 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการจำนวน 8,340.31 ล้านบาท หรือ 34.87% สูงกว่ารายได้ภาษีในเดือน ก.ย. 2552 จำนวน 3,706.45 ล้านบาท หรือ 12.98%

นาย พงษ์ภาณุ กล่าวด้วยว่า กรมสรรพสามิตจะเน้นการบริหารการจัดเก็บภาษีในเชิงรุกให้มากขึ้น พัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ทันสมัยมาปรับใช้ในการจัดเก็บภาษีและบริการประชาชนให้มากขึ้น.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 5 ตุลาคม 2553, 18:08 น.

tags:
พงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ กรมสรรพสามิต ภาษีสรรพสามิต

สรรพสามิตโอ่!พ.ค.เก็บภาษีเกินเป้า5.8พันล้าน

Published มิถุนายน 10, 2010 by SoClaimon

9 มิถุนายน 2553, 17:15 น.

ผ่านทางสรรพสามิตโอ่!พ.ค.เก็บภาษีเกินเป้า5.8พันล้าน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_88425

อารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม

กรม สรรพสามิตจัดเก็บรายได้ภาษีประจำเดือนพ.ค.53 กว่า 30,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 5,800 ล้านบาท ส่งผลให้ในรอบ 8 เดือน ของปีงบประมาณ 2553 จัดเก็บได้กว่า 272,000 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมาย 76,700 ล้านบาท หรือ 39.15%

เมื่อวันที่ 9 มิ.ย. นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม อธิบดีกรมสรรพสามิต เปิดเผยถึงผลการจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตประจำเดือนพ.ค.53 ว่า กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บภาษีได้รวม 30,488.86 ล้านบาทสูงกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน 3,935.54 ล้านบาท หรือ 14.82% และสูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 5,806.53 ล้านบาท หรือ 23.53%

สำหรับ รายได้ภาษีสรรพสามิตในเดือนพ.ค.53 ที่กรมสรรพสามิตสามารถจัดเก็บได้สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1.ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จัดเก็บได้ 11,939.30 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 3,189.75 ล้านบาท หรือ 36.46%2.ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้ 5,248.68 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าประมาณการ 1,733.57 ล้านบาทหรือ 49.32% 3.ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 4,204.67 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการเล็กน้อย 9.83 ล้านบาท หรือ 0.23% 4.ภาษียาสูบ จัดเก็บได้ 4,160.03 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการ 828.51 ล้านบาท หรือ 24.87% และ 5.ภาษีสุรา จัดเก็บได้ 3,202.63 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการ 17.23 ล้านบาท หรือ 0.54%

“สาเหตุ ที่ภาษีเบียร์ และภาษีสุรา จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ เนื่องจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีเบียร์จาก 55% ของมูลค่าเป็น 60% ของมูลค่า ส่วนภาษีสุราเกิดจากการกักตุนสุราผสมจำนวนมากก่อนปรับเพิ่มภาษี รวมถึงเหตุการณ์ความไม่สงบในเขตพื้นที่กรุงเทพฯและจังหวัดอื่นๆ ที่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของประเทศ จึงเป็นผลให้การจัดเก็บรายได้ของภาษีทั้งสองประเภทที่กล่าวมาข้างต้นต่ำกว่า ประมาณการที่กำหนดไว้” อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าว

นายอารีพงศ์ กล่าวต่อว่า จากผลการจัดเก็บรายได้เดือนพ.ค.53 ที่สูงกว่าเป้าหมายส่งผลให้รายได้ภาษีสรรพสามิตในรอบ 8 เดือนปีงบประมาณ 2553 จัดเก็บได้จำนวน 272,691.12ล้านบาท สูงกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน 92,988.97 ล้านบาท และสูงกว่าประมาณการจำนวน 76,717.29 ล้านบาท หรือ 39.15% โดยภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จัด เก็บได้สูงสุด 102,985.71 ล้านบาท รองลงมาได้แก่ ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้ 48,603.13 ล้านบาท อันดับ3ได้แก่ ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 41,636.25 ล้านบาท อันดับ4.ได้แก่ ภาษียาสูบ จัดเก็บได้ 35,251.42 ล้านบาท และอันดับที่5.ได้แก่ ภาษีสุรา จัดเก็บได้จำนวน 29,670.78 ล้านบาท

“กรมสรรพสามิตคาดการณ์ว่าในปีงบ ประมาณ 2553 การจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตจะเป็นไปตามประมาณการที่กระทรวงการคลังกำหนด คือ 366,000 ล้านบาท เนื่องจากการขยายตัวของเศรษฐกิจในประเทศมีแนวโน้มที่ดีขึ้น” อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าว

คลังเพิ่มเป้าเก็บรายได้สรรพสามิตหวังลดกู้ยืมปี53

Published พฤษภาคม 7, 2010 by SoClaimon

7 พฤษภาคม 2553, 14:00 น.

ผ่านทางคลังเพิ่มเป้าเก็บรายได้สรรพสามิตหวังลดกู้ยืมปี53 – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_81490

นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์

รม ช.คลัง สั่ง กรมสรรพสามิตเก็บรายได้ปี 53 ให้ได้ 75,000 ล้านบาท หวังลดการกู้ยืมของรัฐบาล ระบุแนวโน้มจัดเก็บรายได้สรรพสามิตปรับตัวดีขึ้นหลังเพิ่มอัตราภาษีเบียร์ สุรา-ยาสูบ-น้ำมัน

เมื่อวันที่ 7 พ.ค. นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าได้มอบนโยบายให้กรมสรรพสามิตจัดเก็บรายได้ปีงบประมาณ 2553 เพิ่ม 75,000 ล้านบาท เพื่อเป็นการช่วยลดภาระการกู้ยืมเงินของรัฐบาลในปี 2553 และเป็นส่วนช่วยในการเพิ่มงบประ มาณสำหรับปีงบประมาณ 2554 เพื่อสนับสนุนโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาล

จากการที่ได้ทำการเร่งรัด ติดตามผลการจัดเก็บรายได้อย่างใกล้ชิด การวางแผนเตรียมตัวที่ดีของกรมสรรพสามิตการปรับตัวดีขึ้นของเศรษฐกิจ ตลอดจนการปรับเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตทั้งเบียร์ สุรา ยาสูบและน้ำมันในเดือนพ.ค. 52 ส่งผลให้ในระยะ 6 เดือนของปีงบประมาณ 2553 (ตุลาคม 2552 – มีนาคม 2553) จัดเก็บภาษีได้รวม 207,396 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 61,255 ล้านบาท หรือ 41.92% โดยเฉพาะเดือนมี.ค.53 ว่าสามารถจัดเก็บได้รวมทั้งสิ้น 39,745 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 13,988 ล้านบาท หรือ 54.31%

ทั้ง นี้ในเดือนมี.ค.53 ภาษีน้ำมันและผลิตภัณฑ์น้ำมัน จัดเก็บได้สูงสุดอันดับแรกจำนวน 14,602 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 6,254 ล้านบาท หรือ 74.93% เป็นผลมาจากการปรับเพิ่มอัตราภาษีน้ำมันเมื่อวันที่ 14 พ.ค.52 จึงส่งผลให้มีรายได้ภาษีน้ำมันสูงขึ้น รองลงมาได้แก่ ภาษีรถยนต์ จัดเก็บได้ 5,754 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 2,497 ล้านบาท หรือ 76.71% เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในประเทศ ฟื้นตัวและขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจและหันมาซื้อรถยนต์กันเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ภาษีเบียร์ จัดเก็บได้ 6,736 ล้านบาท สูงกว่าประมาณตามเอกสารงบประมาณ 2,037 ล้านบาท หรือ 43.35% เป็นผลมาจากการเพิ่มอัตราภาษีเบียร์เมื่อวันที่ 7 พ.ค.52 จาก 55% ของมูลค่าเป็น 60% ของมูลค่า และภาพรวมปริมาณการผลิตเบียร์ในเดือนมี.ค. ที่เพิ่มขึ้น 0.15%

นพ.พฤฒิชัย กล่าวด้วยว่า เพื่อเป็นการช่วยด้านการคลังและงบประมาณของรัฐบาล และให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศจึงได้มอบนโยบายให้กรมสรรพ สามิตจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิต เพิ่มเป็น 366,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 75,000 ล้านบาท หรือ 25.8% จากเป้าหมายเดิมที่เป็นจำนวน 291,000 ล้านบาท และเชื่อว่ากรมสรรพสา มิตจะสามารถจัดเก็บรายได้ภาษีได้ตามเป้าหมายใหม่

%d bloggers like this: