Tag Archives: พันธุ์ไผ่

แนะนำพันธุ์ไผ่ ตอนที่ 11 ไผ่สีสุก : ไผ่มงคลประจำบ้าน สุขใจเมื่อปลูก

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 469

คนรักไผ่

ภัทรพล จังสถิตย์กุล

แนะนำพันธุ์ไผ่ ตอนที่ 11 ไผ่สีสุก : ไผ่มงคลประจำบ้าน สุขใจเมื่อปลูก 

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้าน ที่น่ารักทุกท่าน ฉบับนี้ก็คงเข้าใกล้ปีใหม่พอดี สิ่งที่ไม่ดีในปีนี้ก็ปล่อยมันไป เริ่มต้นปีใหม่ที่สดใสกันดีกว่า ผู้เขียนขอให้ท่านผู้อ่านมีความสุขมากๆ และสมหวังตามที่ปรารถนาทุกประการ ส่วนเรื่องราวของไม้ไผ่ก็ยังมีอีกมากครับ ยังงัยแล้วก็อย่าพึ่งเบื่อกันไปก่อนครับ เพราะว่าผู้เขียนจะพยายามหาข้อมูลใหม่ๆ ในทุกๆ เรื่องที่เกี่ยวกับไผ่ ไม่ใช่เรื่องของพันธุ์ไผ่อย่างเดียวเท่านั้น แต่จะเป็นเรื่องการใช้ประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ด้วย ทั้งการใช้ประโยชน์จากหน่อและลำ การแปรรูปและการเพิ่มมูลค่า และประโยชน์ที่คาดไม่ถึงว่าไผ่จะทำได้ เช่น การนำไม้ไผ่ไปทำน้ำมัน เป็นต้น เพื่อมาอธิบายให้ท่านผู้อ่านได้มองเห็นภาพและเข้าใจได้มากขึ้น ว่าไผ่นั้นมีประโยชน์มากมายหลายประการ ซึ่งในต่างประเทศได้ใช้ประโยชน์จากไม้ไผ่กันมานักต่อนักแล้ว ผู้เขียนก็ขอโอกาสและเวลาในการสืบค้นข้อมูลใหม่ เพื่อให้เป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านทุกท่านและนำไปทดลองใช้กันได้จริง โดยในปีหน้าผู้เขียนรับรองครับว่า เรื่องราวของไผ่ที่จะนำเสนอต่อๆ ไปนั้น จะเข้มข้นมากกว่าเดิม ผู้เขียนขอเข้าเรื่องไผ่สีสุกก่อนครับ

ไผ่สีสุก เชื่อกันว่าเป็นไม้ดั้งเดิมในหมู่เกาะอินเดียตะวันออก ในประเทศไทยมักขึ้นอยู่ตามที่ราบลุ่มริมห้วย แม่น้ำ และมักปลูกรอบๆ บ้านตามแถบชนบท โดยไผ่สีสุกมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bambusa blumeana เป็นไผ่ประเภทมีหนาม กอมีขนาดใหญ่และหนาแน่นกว่าไผ่ป่า ลำต้นมีความสูงประมาณ 10-20 เมตร เส้นผ่านศูนย์กลางลำต้น ประมาณ 8-12 เซนติเมตร (3-5 นิ้ว) เนื้อไม้หนา ประมาณ 0.5-1 เซนติเมตร ส่วนโคนจะมีเนื้อหนา ประมาณ 1.5 เซนติเมตร (ประมาณ 0.7 นิ้ว) ลำต้นมีสีเขียวสด ผิวเป็นมัน ข้อไม่พองออกมา (ไม่ค่อยโปน) ปล้องยาวประมาณ 25-60 เซนติเมตร บริเวณข้อ จะมีกิ่งแขนงแตกออกมาตั้งฉากกับลำโดยที่จะแตกออกมาหนาแน่นมากบริเวณโคน และบริเวณข้อของกิ่งแขนงมีหนาม โดยมีกลุ่มละ 3 หนาม โดยหนามตรงกลางจะยาวที่สุดเป็นหนามหลัก และมีหนามข้างๆ 2 หนาม และมีลักษณะโค้งงอ สีของกิ่งไผ่สีสุกจางกว่าสีลำหรือมีสีปนเหลือง เนื่องจากไผ่สีสุกกับไผ่ป่าหากดูผิวเผินจะคล้ายกันมาก แต่สามารถสังเกตได้จากลักษณะของกอ โดยไผ่สีสุกกอจะแน่นกว่า กิ่งแขนงสีออกเหลือง และหนามที่โค้งงอโดยที่หนามของไผ่ป่าจะตรง กาบหุ้มลำหนาลักษณะเหมือนหนัง ด้านนอกมีขนสีน้ำตาลเข้ม ยาวประมาณ 12-15 เซนติเมตร กว้างประมาณ 7-10 เซนติเมตร มีแถบสีน้ำตาลม่วงและเหลืองเมื่อยังอ่อน ตามขอบมีขนยาว กระจังกาบแคบมาก หยักลึกประมาณ 0.2 มิลลิเมตร ใบมีขนาดเล็ก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเป็นรูปลิ่ม ใบยาว 10-20 เซนติเมตร กว้าง 0.8-2 เซนติเมตร ใต้ใบมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อมองทรงพุ่มรวมๆ แล้วกอจะออกเป็นสีเหลืองๆ จึงเป็นที่มาของคำว่า สีสุก เส้นลายใบมี 5-9 คู่ ขอบใบคายและสาก ก้านใบสั้น หน่อมีขนาดใหญ่ หนักประมาณ 3-5 กิโลกรัม มีกาบหุ้มสีเหลือง ขนที่หน่อมีสีน้ำตาล ส่วนการใช้ประโยชน์นั้นในสมัยก่อนมักปลูกไว้รอบบ้านเป็นรั้วกันขโมย กันลม และยังเชื่อกันว่าสามารถกันผีได้อีกด้วย โดยเฉพาะผีกระสือ เพราะหากเข้าใกล้อาจถูกหนามเกี่ยวไส้ได้ (ผู้เขียนได้ยินมาแบบนั้นนะครับ)

หน่อ ใช้ประกอบอาหารในรูปของหน่อไม้สด และรูปหน่อไม้ดอง โดยหน่อเมื่ออยู่ใต้ดินทำอาหารได้ มีรสดี หวานอร่อย เมื่อโผล่พ้นดินประมาณ 20-30 เซนติเมตร มักเอาไปทำหน่อไม้ดอง จะให้รสเปรี้ยว สีขาว และเก็บได้นาน โดยไม่เปื่อยเหมือนหน่อไม้ชนิดอื่นๆ เนื้อไม้หนาแข็งแรง ใช้สร้างบ้านได้ทนทาน ทำเครื่องจักสาน เครื่องใช้ในการประมง ใช้ในการทำนั่งร้านก่อสร้าง ส่วนโคนนิยมใช้ทำไม้คานหาบหาม เพราะมีแรงสปริงตัวที่ดี นอกจากนี้ เนื้อไม้สีสุกให้เนื้อเยื่อสูง สามารถใช้ทำกระดาษได้ และยังใช้ทำเป็นสมุนไพรได้อีกด้วย เช่น ยอดอ่อน ที่มีใบม้วนอยู่ 3 ยอด หรือใช้ราก (rhizome) ต้มน้ำดื่ม จะช่วยขับปัสสาวะ หน่อไม้ตาเต่า (เป็นหน่อที่เกิดจากตาไม้ไผ่หรือที่แขนง) รสขื่นขมแก้ตับหย่อน แก้กระษัย เป็นต้น นอกจากนี้ ไผ่สีสุกยังเป็นชนิดไผ่นิยมใช้ในการจักสาน โดยเฉพาะบริเวณแถวอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ซึ่งเป็นแหล่งใหญ่ของเครื่องจักสานที่มีลวดลายสวยงามเฉพาะตัว และสืบทอดทั้งลวดลายและฝีมือต่อๆ กันมา ซึ่งผู้เขียนยังไม่มีข้อมูลครับว่าแถวนั้นต้องการมากน้อยและเพียงพอหรือไม่ หากไม่พอแล้วนำมาจากไหน ซึ่งจะสืบหาข้อมูลมาให้อีกทีครับ

เนื่องจากชื่อที่เป็นมงคลนั้นเอง คนโบราณจึงนิยมปลูกไผ่สีสุกไว้ทางตะวันออกหรือทิศบูรพา เพราะชื่อ สีสุก อันเป็นมงคลนาม ถือเป็นเคล็ดจากชื่อเรียกเอาเป็นสิริมงคล เพื่อให้เกิดความสุข ความเจริญ อยู่เย็นเป็นสุขนั้นเอง นอกจากไผ่สีสุกจะเป็นต้นไม้ตามทิศแล้ว ยังเป็น 1 ในไม้มงคล 9 ชนิด ที่จะต้องหาไว้เพื่อความเป็นสิริมงคลในการก่อสร้างอาคาร โดยก่อนก่อสร้างนิยมทำพิธีวางศิลาฤกษ์ โดยใช้ไม้มงคล 9 ชนิด ปักหรือปลูกลงพื้นดินเสียก่อน ไม้มงคล 9 ชนิด ที่ว่าไปนั้น ได้แก่ ไม้กันเกรา (ป้องกันอันตราย) ไม้พะยูง (พยุงฐานะให้ดีขึ้น) ไม้สัก (ศักดิ์ศรี มีเกียรติ อำนาจบารมี) ไม้ทรงบาดาล (ความมั่นคง) ไผ่สีสุก (สุขกาย สบายใจ) ไม้ทองหลาง (มีทรัพย์สินเงินทอง) ไม้ชัยพฤกษ์ (การมีโชคชัย) ไม้ขนุน (หนุนให้ดีขึ้น ร่ำรวยขึ้น) ไม้ราชพฤกษ์ (ความเป็นใหญ่และมีอำนาจวาสนา)

จากคุณประโยชน์และการใช้เป็นปริมาณมากดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ย่อมถือได้ว่าไผ่สีสุกนั้นก็สามารถนับได้ว่าเป็นไผ่เศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง แต่ในการปลูกเพื่อทำเป็นธุรกิจนั้น ก็ต้องมีการจัดการที่ดี ซึ่งในเรื่องของดินและน้ำนั้น ผู้เขียนคงจะไม่ลงรายละเอียดมาก เพียงมีหลักการอยู่ว่า ไผ่ส่วนมากชอบดินร่วนปนทราย ไม่ชอบดินเหนียว ชอบอากาศชื้น มีน้ำเพียงพอ ยิ่งถ้าเป็นไผ่สีสุกแล้วจะมีความทนทานต่อน้ำท่วมได้มากกว่าไผ่ชนิดอื่นๆ ซึ่งสังเกตได้จากถิ่นกำเนิด และพบมากตามที่ราบลุ่มใกล้แหล่งน้ำ แต่การจัดการอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญเลยก็คือเรื่องของหนาม สามารถทำได้โดยตัดกิ่งแขนงที่แตกออกมา ซึ่งต้องตัดในช่วงที่กิ่งยังอ่อนอยู่ และต้องตัดให้ชิดกับลำต้น ไม่ควรปล่อยให้เลยเวลาที่ควรตัด เนื่องจากมีการแตกกิ่งแขนงหนาแน่นของไผ่ชนิดนี้ และเมื่อกิ่งแก่จะแข็ง ทำให้ยากต่อการเข้าไปตัด ส่วนการขยายพันธุ์ไผ่สีสุกนั้น วิธีที่นิยมใช้คือ ใช้ปล้องกิ่งตัด การขยายพันธุ์วิธีนี้นิยมใช้กับไม้ไผ่ชนิดที่ไม่ค่อยออกเมล็ด หรือไม้ไผ่ที่มีลำต้นค่อนข้างใหญ่ ทำได้ง่ายและให้จำนวนมาก โดยนำลำไผ่อายุประมาณ 1-3 ปี (ยิ่งอ่อนยิ่งดี แต่ไม่ควรต่ำกว่า 1 ปี) ตัดทอนเป็นท่อนๆ แต่ละท่อนให้มีข้อติดอยู่ (อาจมี 1 หรือ 2 ข้อ ก็ได้ เพราะตรงข้อจะเป็นตัวออกรากแตกกิ่ง) นำไปวางหรือชำไว้ในแปลงชำหรือในถุง ที่เป็นดินร่วนปนทรายระบายน้ำดี เอาดินกลบตรงข้อให้มิด ระวังอย่าให้ตาตรงข้อเป็นอันตรายได้ หมั่นดูน้ำในปล้องให้เต็มอยู่เสมอ ประมาณ 10-15 วัน ตาที่ข้อของปล้องก็จะเริ่มแทงหน่ออ่อนเจริญเติบโตขึ้นมา ระยะนี้ต้องคอยระวังแมลงหรือเพลี้ยจะทำอันตรายหน่ออ่อนนี้ ต้องคอยจำกัดด้วยยาฆ่าเชื้อราและแมลงบ้าง หลังจากหน่อเจริญเติบโตแข็งแรงแล้วก็จะเริ่มแตกรากลงในดินต่อไป และจะสามารถนำไปปลูกได้เมื่อชำไว้ได้ 6-12 เดือน ซึ่งหน่อและรากจะแข็งแกร่งเต็มที่แล้ว (สังเกตได้จากใบที่แตกและกางออกมาเต็มที่และดึงออกจากวัสดุเพาะยาก เพราะมีรากติดอยู่) จึงนำไปย้ายปลูกลงแปลงต่อไป

สุดท้ายนี้ ทางชมรมคนรักไผ่ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝากมาประชาสัมพันธ์ว่า งานสัมมนาจะจัดขึ้นใน วันที่ 29 พฤษภาคม 2553 หากท่านใดสนใจ สามารถโทรศัพท์สอบถามรายละเอียดได้ที่ ชมรมคนรักไผ่ครับ โทร. (02) 564-4440-79 ต่อ 2350-1 โดยเรื่องที่จะนำเสนอนั้นเป็นเรื่องใหม่ๆ แปลกๆ เกี่ยวกับไผ่ครับ ที่ท่านไม่เคยได้ฟังที่ไหนมาก่อน อย่างไรแล้ว ผู้เขียนจะบอกความคืบหน้ามาให้ท่านผู้อ่านเรื่อยๆ สำหรับเรื่องของไผ่สีสุกก็ขอจบเพียงเท่านี้ ไผ่ดีที่น่าสนใจยังมีอีกเยอะ พบกันฉบับหน้า สวัสดีครับ

แนะนำพันธุ์ไผ่ ตอนที่ 9 ไผ่เลี้ยง : ไผ่แสนดี ที่ควรปลูก (3)

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 467

คนรักไผ่

ภัทรพล จังสถิตย์กุล

แนะนำพันธุ์ไผ่ ตอนที่ 9 ไผ่เลี้ยง : ไผ่แสนดี ที่ควรปลูก (3)

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านนิตยสารเทคโนโลยีชาวบ้านทุกท่าน ฉบับนี้ผมขอนำเสนอในเรื่องของไผ่เลี้ยงต่อครับ ซึ่งในตอนนี้จะเอาเรื่องของ “ไผ่เลี้ยงใหญ่” มาเล่าให้ฟัง โดยจากเมื่อ 2 ฉบับ ที่ผ่านมานั้น ผู้เขียนยังไม่ค่อยได้กล่าวถึงประโยชน์ของไผ่เลี้ยงสักเท่าไรนัก เลยถือโอกาสในตอนนี้นำเสนอในเรื่องของประโยชน์มากหน่อย

เป็นที่ทราบกันดีครับว่า เรื่องของการใช้ประโยชน์จากไผ่นั้น หลักๆ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของหน่อและลำเพื่อนำมาใช้ในการอุปโภคและบริโภค แต่มีอีกอย่างหนึ่งที่นอกเหนือจากลำและหน่อ และในบางที่ใช้ประโยชน์จากส่วนนี้เป็นหลักก็คือ “ใบ” ซึ่งไผ่ต่างชนิดกัน ลักษณะใบก็อาจจะต่างกัน ทั้งรูปร่างและขนาดของใบ เช่น ไผ่หม่าจู (Dendrocalamus latiflorus) ที่มีใบขนาดใหญ่ (ใหญ่กว่าฝ่ามือ) ก็สามารถนำไปใช้ห่อขนมได้ โดยเฉพาะขนมบ๊ะจ่าง แต่ก็ยังมีไผ่อีกหลายชนิดที่มีใบขนาดใหญ่เช่นกันและสามารถนำไปห่อขนมได้ อย่างเช่น ไผ่เม่งซุ้น (หรือไผ่ปักกิ่ง) เป็นต้น พูดถึงเรื่องของใบไผ่ที่มีขนาดใหญ่ ท่านอาจารย์ธัญพิสิษฐ์เคยเล่าให้ผู้เขียนฟังครับว่า ในประเทศจีนมีไผ่เยอะ ส่วนมากก็จะเป็นไผ่ที่มีใบขนาดใหญ่ เวลาส่งของไปขาย ไม่รู้จะหาอะไรที่มีอยู่ในสวนมารองเพื่อกันกระแทกไม่ให้สินค้าช้ำ ก็คว้าใบไผ่นี้แหละมารองแทน แล้วก็แพ็กส่งออก อย่างที่เยาวราชพอได้รับของที่ส่งมา เขาก็จะแยกสินค้ากับใบไผ่ไว้ต่างหากเลย แล้วก็เอาใบไผ่มามัดรวมกัน ขายเป็นมัดๆ ราคาก็จะตกอยู่ที่ใบละ 50 สตางค์ และยังมีการไปบอกกับแหล่งที่ซื้อมาด้วยครับว่า ต่อไปให้เอาใบไผ่รองสินค้าให้มากๆ หน่อย ของจะได้ไม่กระทบกระเทือนมาก (หรือว่าอยากได้ใบไผ่มาขายเยอะๆ กันแน่) แต่ใช่ว่าใบไผ่ขนาดใหญ่จะมีประโยชน์เท่านั้น ใบไผ่ขนาดเล็กก็มีประโยชน์เหมือนกันครับ โดยมีประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อม เช่น ประโยชน์ในด้านการปรับปรุงดิน คือเพิ่มธาตุอาหาร อากาศ และอินทรียวัตถุให้กับดิน โดยลักษณะทางกายภาพของใบไผ่ที่มีขนาดเล็กจะทำหน้าที่ได้ดีกว่าใบไผ่ที่มีขนาดใหญ่ครับ ผู้เขียนเคยอ่านงานวิจัยของประเทศอินโดนีเซีย เขาได้ศึกษาระบบปลูกพืชที่มีชื่อว่า bamboo talun-kebun โดยระบบนี้มีการสืบทอดมายาวนานในแถบจาวา ประเทศอินโดนีเซีย โดย 1 รอบ จะใช้เวลา 6 ปี ดังนี้

– ในปีที่ 1 ปลูกไผ่ + ผักหลายชนิด

– ในปีที่ 2 ไผ่ (คงเดิม) + มันสำปะหลัง

– ในปีที่ 3-6 ปล่อยให้ไผ่โต (จนขึ้นปีที่ 7 ขุดไผ่ออกแล้วทำแปลงต่อ วนไปเรื่อยๆ)

เก็บข้อมูลที่เป็นมวลชีวภาพ ธาตุอาหารหลัก N P K Ca Mg โดยนำเนื้อเยื่อพืช ดิน น้ำ ชั้นใบไม้ทับถม การสูญหายของธาตุ การตรึงไนโตรเจน ไปวิเคราะห์ เพื่อหาค่าของทั้งระบบ เพื่อดูว่ามีการหมุนเวียนหรือไม่ จากผลการทดลองพบว่า มีการหมุนเวียนธาตุอาหาร มีการสะสมและเคลื่อนย้ายออกไป แต่สุดท้ายเมื่อครบ 1 รอบ (6 ปี) ธาตุอาหารก็ไม่แตกต่างกับปีแรกตอนเริ่มปลูก แสดงให้เห็นว่า ไผ่นั้นมีส่วนร่วมในระบบ ซึ่งเกษตรกรชาวจาวา บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “ไม่มีไผ่พื้นที่ตาย” จึงสรุปได้ว่าหากมีไผ่ร่วมอยู่ด้วยในระบบการปลูกพืช ธาตุอาหารในดินจะมีเท่าเดิม สามารถหมุนเวียนกลับมาใหม่ได้ และยังช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยด้วยครับ

นอกจากนี้ ใบไผ่เมื่อแห้งและร่วงลงดิน เมื่อร่วงมากขึ้นก็จะทำให้ดินบริเวณนั้นๆ เกิดการทับถมใบไผ่มากขึ้น ทำให้แสงแดดไม่สามารถส่องถึงดินได้ วัชพืชจึงไม่งอก และเมื่อใบไผ่สามารถร่วงทับถมจนเต็มพื้นที่ปลูก ก็แทบจะไม่เห็นวัชพืชงอกเลย สามารถสังเกตได้จากสวนไผ่ ซึ่งถ้าปลูกไผ่ในปีแรกๆ ต้องมีการกำจัดวัชพืช แต่เมื่อเวลาผ่านไปสัก 3 ปี จะไม่เห็นวัชพืชในสวนไผ่ เพราะมีใบไผ่คลุมดินและทรงพุ่มของไผ่เจริญเติบโตชนกันจนแสงแดดส่องถึงพื้นล่างๆ ได้น้อย และยังรักษาความชื้นผิวดิน นอกจากนั้น การทับถมของใบไผ่ทำให้สภาพบริเวณพื้นดินนั้นทำให้เกิดสภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ มีงานวิจัยของ คุณอรรถกร พรหมวี ซึ่งเป็นเพื่อนผู้เขียนเองได้ศึกษาโดยนำดินใต้โคนกอไผ่แต่ละชนิดแต่ละพื้นที่มาวิเคราะห์หาเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าที่เป็นเชื้อราปฏิปักษ์กับเชื้อราโรครากเน่าโคนเน่า พบว่า ดินตรงโคนกอไผ่พบเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าหมดทุกที่ ซึ่งจะสังเกตได้ว่าไผ่หรือพืชที่ปลูกบริเวณกอไผ่มักไม่ค่อยพบโรคเน่าสักเท่าไร นอกจากเชื้อราไตรโคเดอร์ม่าที่พบแล้วก็ยังมีจุลินทรีย์อีกหลายประเภท เช่น Aspergillus ที่สามารถช่วยในการตรึงไนโตรเจน เป็นต้น

จากการที่เรานำดินใต้กอไผ่มาใช้ปลูกพืชนั้น จะเห็นได้ว่า มีลักษณะร่วนซุยและสีคล้ำ พอจะประมาณได้ว่าน่าจะเป็นดินที่มีลักษณะที่ดี และถ้านำใบไผ่ขนาดเล็กที่แห้งแล้วมาผสมคลุกเคล้ากับดินเพื่อเป็นวัสดุปลูก ก็จะยิ่งเพิ่มความร่วนซุยให้กับดิน เพิ่มช่องว่างให้กับดินปลูก ตามลักษณะกลไกที่กล่าวไปแล้วในข้างต้นครับ อันนี้ก็คือที่มาที่ไปครับว่า ทำไมดินขุยไผ่จึงเป็นดินที่ดี สามารถปลูกพืชให้เจริญงอกงามได้ คราวนี้ผมขอเข้าเรื่องไผ่เลี้ยงใหญ่ครับ

ไผ่เลี้ยงใหญ่ จัดเป็นไผ่เลี้ยงอีกสายพันธุ์หนึ่ง โดยลักษณะทั่วๆ ไปคือ มีใบเล็กเรียวยาว กว้างประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 8-10 เซนติเมตร ซึ่งใบที่มีขนาดเล็กนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยในการวิเคราะห์ชนิดของไผ่ได้ ลำต้นเกือบตัน ตั้งตรง ยอดไม่โค้งงอ (ซึ่งไม่เหมือนกับไผ่เลี้ยงหวานที่ยอดโค้งเอน) กอไม่แน่น ไม่มีหนาม ลำเกลี้ยง มีสีเขียวเข้มกว่าไผ่เลี้ยงหวาน บริเวณข้อล่างๆ ถึงข้อกลางๆ มักไม่แตกแขนง จะไปแตกแขนงบริเวณยอด บริเวณข้อมีขนสีขาวๆ ปกคลุม มองแล้วเหมือนวงแหวน ลำสูงตั้งแต่ 10 เมตรขึ้นไป ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำประมาณ 7.5-10 เซนติเมตร (3-4 นิ้ว) ซึ่งขนาดและความสูงที่มากที่สุดในบรรดาสายพันธุ์ของไผ่เลี้ยง จึงถูกเรียกว่า ไผ่เลี้ยงใหญ่ หรือไผ่เลี้ยงบ้าน หรือไผ่บ้าน นั่นเอง และไผ่เลี้ยงใหญ่สามารถพบได้มากบริเวณตามป่า ริมทาง ของจังหวัดนครนายก-ปราจีนบุรี นอกจากนี้ ยังมีสวนไผ่เลี้ยงใหญ่อีกหลายสวนในละแวก 2 จังหวัดแถบนั้น จังหวัดแถบทางภาคตะวันออกก็น่าจะมีครับ ตั้งแต่ผู้เขียนได้ศึกษาเรื่องไผ่มา พอไปถึงนครนายกซึ่งที่นั่นมีสวนไผ่ตงเยอะมาก มีป่าไผ่บนเขา ไหนจะเขาใหญ่ เขาในเขื่อนขุนด่านปราการชล ป่าชุมชนข้างๆ ทาง แล้วไปดูที่ทัณฑสถานเปิดปราจีนบุรี (ที่นั่นมีกิ่งพันธุ์ไผ่ขายด้วย) เพียงเท่านี้มีพันธุ์ไผ่ให้ผู้เขียนได้ศึกษาไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด แค่นี้ก็มีให้ศึกษากันไม่หวาดไม่ไหวแล้วครับ อันนี้ยังไม่รวมไผ่จากภายนอกที่ชาวบ้านเอามาปลูกด้วยนะ

ประโยชน์จากลำของไผ่เลี้ยงทั้งสายพันธุ์ลำเล็กและลำใหญ่ ส่วนมากแล้วมักนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ เช่น ซุ้มขายน้ำ แคร่นั่ง เตียง และเปล เป็นต้น โดยส่วนประกอบที่ใช้ไม้ขนาดเล็กๆ จะต้องใช้ไผ่เลี้ยงในการทำ เช่น ตรงที่นั่ง อาจจะนำลำไผ่มาผ่าครึ่ง คว่ำรอยผ่าลงเอาด้านผิวลำขึ้น นำมาเรียงต่อๆ กัน ส่วนประกอบที่ใหญ่หน่อยก็จะเลือกใช้ลำไม้ไผ่สีสุก (หรือนิยมเรียกกันไผ่บ้าน) ก็จะนำมาทำขาแคร่ แต่เวลานั่งแคร่ไม้ไผ่ต้องระวังให้ดีครับ เดี๋ยวจะโดนไม้หนีบก้นได้ เมื่อต้นปีผู้เขียนได้มีโอกาสไปตามหาพันธุ์ไผ่แถวๆ จังหวัดอุบลราชธานี ก็พบร้านขายเฟอร์นิเจอร์และของใช้ที่ทำจากไม้ไผ่ขายอยู่ข้างทางแถวนั้น ผมถามราคาแคร่ เขาบอกว่าตัวละ 800 บาท (ถูกจัง) เท่าที่ลองนั่งดูก็แข็งแรงดีครับ (ไม่โดนไม้หนีบก้นด้วย เพราะระวัง) แต่ปัญหามีอยู่ว่า เขาไม่ได้ถนอมเนื้อไม้ก่อนเอามาทำครับ จึงใช้ได้ไม่นาน ไม่กี่ปีก็พัง ผุ เพราะโดนมอดกิน แมลงเจาะ ซึ่งในเรื่องของการถนอมเนื้อไม้ ผู้เขียนจะมาแนะนำให้ในตอนต่อๆ ไปครับ และของใช้อีกอย่างหนึ่งที่นิยมใช้ไผ่เลี้ยงทำ โดยเฉพาะไผ่เลี้ยงใหญ่ก็คือ บันไดไผ่ ซึ่งก็สวยงามแข็งแรง และสมส่วนพอเหมาะ ส่วนหน่อของไผ่เลี้ยงก็เอามาทำเป็นอาหาร ก็จัดว่าเป็นหน่อไม้ที่มีรสชาติดี ที่เห็นบ่อยก็นำหน่อไปต้มรับประทานเป็นผักเคียงน้ำพริกก็อร่อยดี นำไปต้มกับกระดูกหมูก็เยี่ยม แต่มีเมนูหนึ่งที่ผู้เขียนอยากนำเสนอและประทับใจก็คือ หน่อไม้ไผ่เลี้ยงหวานต้มใบย่านางจิ้มน้ำพริกเผา ขายถุงละ 20 บาท ก็อร่อยและเข้ากันดี

สุดท้ายนี้ ทางชมรมคนรักไผ่ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝากมาประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมว่า งานสัมมนาที่จะจัดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 2553 จะมีเรื่องประโยชน์ของไม้ไผ่ในประเด็นที่ว่า ไม้ไผ่สามารถเป็นพลังงานทดแทนได้จริงหรือ? อย่างไรแล้วทางชมรมคนรักไผ่คงจะฝากผู้เขียนมาประชาสัมพันธ์เรื่อยๆ ครับ สำหรับเรื่องของไผ่เลี้ยงก็ขอจบเพียงเท่านี้ ฉบับหน้า เป้ บ้านโป่ง ขออาสานำไผ่ดีมีประโยชน์มานำเสนอต่อ สวัสดีครับ

แนะนำพันธุ์ไผ่ ตอนที่ 8 ไผ่เลี้ยง : ไผ่แสนดี ที่ควรปลูก (2)

มติชนกรุ๊ป : หนังสือพิมพ์และนิตยสารในเครือมติชน.

วันที่ 01 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 ปีที่ 22 ฉบับที่ 466

คนรักไผ่

ภัทรพล จังสถิตย์กุล

แนะนำพันธุ์ไผ่ ตอนที่ 8 ไผ่เลี้ยง : ไผ่แสนดี ที่ควรปลูก (2)

สวัสดีครับ ท่านผู้อ่านนิตยสารเทคโนชาวบ้านทุกท่าน ความเดิมจากตอนที่แล้วที่ผมได้นำเสนอในเรื่องไผ่เลี้ยงไปแล้วบ้างบางส่วน และพอสรุปได้ว่าไผ่เลี้ยงนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ไผ่เลี้ยงหวาน (ไผ่เลี้ยงลำเล็ก) และไผ่เลี้ยงใหญ่ (ไผ่เลี้ยงลำใหญ่หรือไผ่เลี้ยงบ้าน) โดยในฉบับนี้ผู้เขียนขอนำเสนอไผ่เลี้ยงหวานต่อครับ ในปัจจุบันนี้ พันธุ์ไผ่เลี้ยงที่เป็นไผ่เลี้ยงลำเล็กนั้นมีอยู่มากมายหลายสายพันธุ์ เพราะว่าไผ่เลี้ยงมีการออกดอกเร็วกว่าไผ่ชนิดอื่นๆ เนื่องจากไผ่เลี้ยงมีช่วงการออกดอกหรือที่เรียกกันว่า ระยะตายขุยประมาณ 10-20 ปี ซึ่งถือว่าออกดอกสั้นกว่าไผ่อื่นหลายชนิด เช่น ไผ่ตง จะออกดอกทุก 30-60 ปี ไผ่ป่า มีการออกดอกทุก 32 ปี ไผ่ซางนวล มีการออกดอกทุก 32 ปี และไผ่บงมีการออกดอกทุก 35-40 ปี เป็นต้น ซึ่งพูดถึงเรื่องของดอกไผ่ จะคล้ายกับรวงข้าว ซึ่งไผ่ก็จัดเป็นพืชตระกูลหญ้า (Gramineae) เช่นเดียวกับข้าว ผู้เขียนเคยได้ยินเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งครับว่า ในอดีตประเทศอินเดียประสบกับภัยพิบัติน้ำท่วมอย่างรุนแรง ทำให้ต้นข้าวที่ใช้บริโภคตายหมด พอดีช่วงนั้นต้นไผ่มีการออกดอกพร้อมกันทั่วประเทศ ซึ่งผู้เขียนก็ไม่แน่ใจเหมือนกันครับว่าเป็นไผ่ชนิดอะไร รู้เพียงว่าจำนวนต้นไผ่ที่มีอยู่ในประเทศอินเดียนั้นมีจำนวนเยอะมากครับ ในเมื่อข้าวตายหมดก็หันมาบริโภคเมล็ดไผ่แทน ซึ่งก็สามารถผ่านพ้นภัยพิบัตินั้นมาได้ ผู้เขียนเลยคิดครับว่า ถ้าเจอไผ่ที่ไหนออกดอกจะลองเก็บมา เอามาสีเปลือกออก และเอามาหุงกิน ว่ารสชาติจะเป็นอย่างไร น่าจะอร่อยดี แต่ไม่มีให้รับประทานบ่อย เพราะกว่าจะออกดอกแต่ละครั้งก็ต้องรอไปนานเลย

เมื่อไผ่เลี้ยงออกดอกก็สามารถนำเมล็ดที่แก่มาเพาะได้ และต้องควรรีบเพาะ เนื่องจากเมล็ดไผ่เสื่อมสภาพเร็ว เมื่อเพาะแล้วก็จะมีการคัดเลือกต้นที่มีลักษณะที่ดีเอาไว้ อาจจะพิจารณาจากขนาดของลำ การเจริญเติบโต ขนาด และรสชาติของหน่อ เป็นต้น ซึ่งไผ่เลี้ยงมีการเจริญเติบโตรวดเร็วครับ จึงใช้เวลาในการคัดเลือกไม่นาน เมื่อได้ต้นที่ลักษณะดีมาแล้ว ก็นำมาขยายพันธุ์ด้วยวิธีแบบไม่อาศัยเพศต่อไป เพื่อจะได้ต้นใหม่ที่เหมือนกับต้นแม่ โดยการขยายพันธุ์ไผ่เลี้ยงโดยไม่อาศัยเพศ นิยมใช้วิธีการแยกเหง้า ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด เนื่องจากถ้าหากเพาะเมล็ดไผ่เลี้ยงขายก็จะได้ต้นใหม่ที่มีโอกาสกลายพันธุ์ได้โดยอาจจะเป็นสายพันธุ์ใหม่ที่ดีกว่าเดิมหรือแย่กว่าเก่าก็ได้ แต่วิธีการเพาะเมล็ดเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน ได้จำนวนต้นเยอะกว่ามาก และที่สำคัญก็เป็นการเริ่มอายุการออกดอกตั้งแต่ศูนย์ แต่ถ้าขยายพันธุ์โดยการแยกเหง้าอายุการออกดอกก็จะเท่ากับต้นแม่ครับ ซึ่งถ้านำต้นที่ขยายพันธุ์โดยวิธีขุดเหง้ามาปลูกก็จะเจริญเติบโตเร็วกว่าต้นที่ได้มาจากการเพาะเมล็ดในช่วงแรกครับ เนื่องจากต้นที่มาจากการขุดเหง้ามีเหง้าและลำแม่คอยเลี้ยงทำให้แตกหน่อใหม่ได้เร็วกว่า แต่ถ้าต้นที่นำมาปลูกมาจากการเพาะเมล็ดนั้น ต้องมีการสร้างลำต้นก่อนแล้วต้นก็มีการสร้างอาหารส่งลงไปที่ราก เกิดการฟอร์มเหง้าเสียก่อน จึงทำให้เจริญเติบโตช้ากว่าต้นที่มาจากการขุดเหง้าครับ เอาเป็นว่าชอบแบบไหนก็เลือกกันเองครับว่าอยากเป็นนักพัฒนา ก็เลือกการเพาะเมล็ดเผื่อจะได้พันธุ์ใหม่ๆ หรือเป็นนักอนุรักษ์ก็เลือกขุดเหง้า อันนี้ผู้เขียนคิดเล่นๆ เข้าเรื่องดีกว่าครับ สายพันธุ์ไผ่เลี้ยงหวานมีหลายสายพันธุ์หลายชื่อ เหตุที่มีชื่อต่างๆ นั้น มาจากสถานที่ที่คัดเลือกพันธุ์ ส่วนมากแล้วก็จะตั้งตามอำเภอบ้าง จังหวัดบ้าง ซึ่งเท่าที่ผู้เขียนศึกษาได้พบว่า มีอยู่ 4 สายพันธุ์ ดังนี้

1. ไผ่เลี้ยง บางทีก็เรียกกันไผ่เลี้ยงธรรมดา ซึ่งก็คือไผ่เลี้ยงทั่วๆ ไป แต่ไม่รู้ว่าเป็นไผ่เลี้ยงหวานหรือไม่ โดยไผ่เลี้ยงสายพันธุ์นี้ มีลำใหญ่ที่สุดในบรรดาสายพันธุ์ไผ่เลี้ยงลำเล็ก และก็ไม่ทราบแหล่งที่มาแน่ชัด สามารถพบเห็นได้ทั่วประเทศ มีขนาดลำ ประมาณ 2-5 เซนติเมตร ขนาดลำเล็กกว่าไผ่เลี้ยงบ้าน (ใหญ่) ลำยาว ประมาณ 7 เมตร ระยะห่างระหว่างข้อประมาณ 25 เซนติเมตร ใบมีขนาดเล็กกว้าง 1-1.5 เซนติเมตร ยาว 8-10 เซนติเมตร ไม่มีหนาม กอไม่แน่น หน่อมีสีเขียวเข้มแถบเขียวอ่อน น้ำหนักหน่อประมาณ 3-6 ขีด หน่อรับประทานได้ แต่ต้องต้มน้ำทิ้งอย่างน้อย 1 ครั้ง สำหรับสายพันธุ์นี้ หาซื้อได้ตามร้านขายพันธุ์ไม้ทั่วๆ ไป

2. ไผ่เลี้ยงหวานหนองคู สายพันธุ์นี้คัดเลือกพันธุ์ที่ตำบลนาเชือก อำเภอหนองคู จังหวัดมหาสารคาม ไผ่เลี้ยงหวานสายพันธุ์นี้ผู้เขียนยังหาจุดแตกต่างที่แน่ชัดไม่ได้ ว่าลักษณะประจำของสายพันธุ์นี้เป็นเช่นไร คือถ้ามองอย่างผิวเผินแล้วสายพันธุ์นี้ก็คล้ายๆ กับไผ่เลี้ยงทั่วๆ ไป แต่มีความรู้สึกว่า ลำไผ่สายพันธุ์นี้จะเล็กกว่าไผ่เลี้ยงธรรมดา สีของลำอ่อนกว่า คือมีสีเขียวอ่อนกว่า ทำให้หน่อที่ได้มีขนาดเล็กประมาณ 2-4 ขีด แต่มีความหวานมากกว่าไผ่เลี้ยงธรรมดา และข้อสำคัญอีกประการหนึ่งก็คือสายพันธุ์นี้สามารถทนแล้งได้ดี เพราะแปลงปลูกที่เป็นจุดกำเนิดของสายพันธุ์นี้อยู่ในบริเวณวัดป่าหนองคู ตำบลนาเชือก ซึ่งผู้เขียนก็ไปที่นั้นมาแล้วครับ และมีความรู้สึกว่าสภาพภูมิศาสตร์แถวนั้นนับว่าเป็นดินทรายและแห้งแล้ง การใช้น้ำก็ต้องใช้อย่างจำกัด แต่ไผ่เลี้ยงหวานหนองคูนี้ก็ยังสามารถให้ผลผลิตได้ เท่าที่ทราบผู้คัดเลือกสายพันธุ์นี้เป็นพระภิกษุ เรียกกัน หลวงพี่ศศิธร แต่ตอนนี้ให้ คุณเมฆ โทร. (083) 344-9327 ดูแลอยู่ หากท่านใดสนใจสามารถติดต่อไปได้ครับ

3. ไผ่เลี้ยงหวานหนองโดน สายพันธุ์นี้คัดเลือกพันธุ์ที่ตำบลหนองโดน อำเภอโนนสังข์ จังหวัดหนองบัวลำภู ลักษณะเด่นของไผ่เลี้ยงสายพันธุ์นี้ก็คือ มีลำที่บิดเบี้ยวคดงอ หน่อเล็กกว่าไผ่เลี้ยงพันธุ์อื่นๆ แต่ด้วยหน่อที่เล็กนี้เองจึงมีความหวานของหน่อมากขึ้น นอกจากนั้น ก็มีลักษณะคล้ายไผ่เลี้ยงทั่วๆ ไป ทั้งใบและลำ การแตกกิ่ง หน่อเล็ก และน่าจะเล็กที่สุดในบรรดาสายพันธุ์ไผ่เลี้ยงที่มีทั้งหมด (เท่าที่รู้จัก) น้ำหนักหน่อยู่ที่ประมาณ 1-3 ขีด เท่าที่ทราบสายพันธุ์นี้มี คุณเกรียงไกร ไทยอ่อน โทร. (081) 984-6526 เป็นผู้คัดเลือกสายพันธุ์และส่งเสริมครับ ที่สำคัญเมนูอาหารประจำไผ่เลี้ยงหวานหนองโดน ก็คือ ไผ่เลี้ยงหวานหนองโดนผัดกุ้ง ประมาณว่าใช้หน่อไม้ไผ่เลี้ยงหนองโดนแทนหน่อไม้ฝรั่ง อร่อยขนาดที่ว่าหน่อไม้หมดแต่กุ้งเหลือในจาน

4. ไผ่เลี้ยงหวานเพชรบูรณ์ หรือไผ่เลี้ยงหวานสีทอง สายพันธุ์นี้คัดเลือกพันธุ์ที่ตำบลวังพิกุล อำเภอบึงสามพัน จังหวัดเพชรบูรณ์ นับว่าเป็นสายพันธุ์ไผ่เลี้ยงหวานที่มีปริมาณการปลูกมากที่สุด และได้รับความนิยม ลักษณะของสายพันธุ์นี้ก็เหมือนกับไผ่เลี้ยงหวานทั่วๆ ไป แต่สามารถทนแล้งได้ดี และหากพื้นที่ปลูกนั้นมีความอุดมสมบูรณ์ก็จะมีการเจริญเติบโตที่รวดเร็ว สายพันธุ์นี้ผู้เขียนรู้จักดีครับ เนื่องจากผู้เขียนได้ทดลองเกี่ยวกับเรื่องของการจัดสวนไผ่เลี้ยง โดยใช้สายพันธุ์นี้ในการทดลองครับ โดยทดลองอยู่ที่ศูนย์พัฒนาชนบทผสมผสานไทรโยค อำเภอไทรโยค จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี คุณณัฐพล เทศนานัย โทร. (081) 944-4258 เป็นผู้อำนวยการอยู่ที่ศูนย์ และต้นไผ่เลี้ยงที่นำมาปลูกเพื่อทดลองนั้นได้มาจาก ผอ. สมศักดิ์ พงษ์แก้ว โทร. (084) 815-6577 ท่านเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านวังพิกุล ที่อำเภอบึงสามพัน และเป็นผู้ส่งเสริมไผ่เลี้ยงหวานเพชรบูรณ์หรือสีทอง จนเป็นที่รู้จักทั่วประเทศ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรในจังหวัดเพชรบูรณ์เป็นกอบเป็นกำ นอกจากนี้รายได้ที่ได้ยังนำไปสร้างสาธารณประโยชน์ครับ เช่น อาคารเรียน ห้องสมุด และสุขา เป็นต้น นอกจากนี้ ท่าน ผอ.สมศักดิ์ ยังบอกกับผมอีกว่า แม้แต่นักเรียนของท่านสามารถขยายพันธุ์ไผ่เองได้ เป็นการหาค่าขนม ค่าเล่าเรียน เป็นการปลูกฝังอาชีพเกษตรกรรมให้กับนักเรียนได้อีกทางด้วยครับ เห็นมั้ยครับว่า ไผ่ให้อะไรได้มากกว่าที่คิดครับ

จากการศึกษาไผ่เลี้ยงหวานเพชรบูรณ์ของท่านอาจารย์ธัญพิสิษฐ์และผู้เขียนพบว่า การเจริญเติบโตของไผ่เลี้ยงสายพันธุ์นี้ สามารถให้ลำได้ประมาณ 10 ลำ ต่อกอ ภายใน 1 ปี โดยขนาดของลำที่ให้ในปีแรก มีความยาวเฉลี่ยประมาณ 5-6 เมตร ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางลำประมาณ 3-4 เซนติเมตร (1-2 นิ้ว) ต่อมาในปีที่ 2 ขนาดของลำก็จะใหญ่ขึ้น โดยในขณะนี้ความยาวที่สูงที่สุดที่บันทึกได้ เท่ากับ 7 เมตร และมีขนาดลำประมาณ 4-6 เซนติเมตร (1.5-2.5 นิ้ว) เหตุผลที่ขนาดลำใหญ่ขึ้นในปีถัดมาเนื่องจากเหง้าใต้ดินมีขนาดใหญ่ขึ้น รวมถึงมีลำแม่ที่ขึ้นในปีที่แล้ว สร้างอาหารมาให้เหง้า ทำให้ลำใหม่มีขนาดใหญ่กว่าลำที่ออกมาในปีแรกๆ อย่างไรก็ตาม ขนาดของลำก็จะมีขนาดใหญ่ได้เต็มที่ในปีที่ 3 (นั้นคือ โตเต็มที่แล้ว) แต่ถ้าหากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น แห้งแล้ง ก็จะได้ลำเล็กครับ

สายพันธุ์ไผ่เลี้ยงหวานที่ผู้เขียนทราบก็ยกตัวอย่างไปหมดแล้วครับ สำหรับเรื่องราคาของกิ่งพันธุ์ไผ่เลี้ยงหวานหากท่านใดสนใจก็หาซื้อได้ทั่วไปครับ ราคาไม่น่าจะเกินต้นละ 30 บาท หากท่านผู้อ่านท่านใดสนใจหรืออยู่แถวจังหวัดสุรินทร์ อาจโทร.ไปถามเรื่องไผ่เลี้ยงได้ที่ คุณสุนทร ฤทธิเดช โทร. (086) 174-3139 หรือถ้าอยู่แถวจังหวัดสระแก้วแล้วอยากปลูกไผ่เลี้ยงหวานก็สามารถติดต่อได้ที่ คุณประสาน สุขสุทธิ์ โทร. (089) 666-3203 ท่านเป็นนักวิชาการเกษตรอยู่ที่จังหวัดสระแก้ว และนำร่องส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์โดยใช้ชีวภาพในจังหวัดสระแก้ว ซื้อไผ่ไปด้วยถามเทคนิคการทำชีวภาพไปด้วยก็ได้ครับ หากท่านใดมีสายพันธุ์ไผ่เลี้ยงหวานอื่นๆ ที่ไม่ได้กล่าวมาในที่นี้ ฝากผู้เขียนประชาสัมพันธ์ได้ครับ

สุดท้ายนี้ ทางชมรมคนรักไผ่ ภาควิชาเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ฝากมาประชาสัมพันธ์ เรื่องการสัมมนาไผ่ที่จะจัดกันในปลายเดือนพฤษภาคม 2553 ซึ่งประเด็นในการสัมมนาจะเน้นเรื่องประโยชน์ของไผ่ ที่ไม่ใช่แค่เฟอร์นิเจอร์ และหน่อไม้ แต่มันทำอะไรได้มากกว่านั้น ไว้ในฉบับหน้าผมจะมาเกริ่นให้ฟังครับ

สำหรับเรื่องของไผ่เลี้ยงหวานขอจบเพียงเท่านี้ครับ เรื่องไผ่เลี้ยงยังไม่จบครับ ฉบับหน้าพบกับไผ่เลี้ยงใหญ่และประโยชน์ของไผ่เลี้ยง สวัสดีครับ

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.

Join 4,081 other followers

%d bloggers like this: