พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

All posts tagged พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ

พลิกปูม 36 รัฐมนตรีครม.สมชาย 1

Published ตุลาคม 5, 2010 by SoClaimon

วันที่ 25/9/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
(พปช.)นายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อ 31 สิงหาคม 2490 จบนิติศาสตรบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย (นบท.) สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา เข้ารับราชการสังกัดกระทรวงยุติธรรมตั้งแต่ปี 2517 ไต่เต้ามาจนถึงปลัดกระทรวงยุติธรรม สมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นิสัยส่วนตัว สุภาพ เรียบร้อย ค่อนข้างเก็บตัว แต่เมื่อภรรยานางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ทำให้ นายสมชาย จำใจเข้าสู่เส้นทางการเมือง โดยมีพี่เขยเป็นแบ๊คอัพ ก่อนจะได้เป็นรองนายกฯควบรมว.ศึกษาธิการ สมัยรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช และก้าวขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทยในที่สุด


พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ (คนนอก)
รองนายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2475 ที่ จังหวัดนนทบุรี สำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า เมื่อ พ.ศ. 2496 และ โรงเรียนเสนาธิการทหารบก เมื่อ พ.ศ. 2507 เคยเป็นอดีตผบ.ทบ. รักษาการผบ.สส. ก่อนจะลาออกจากราชการหันมาก่อตั้งพรรคความหวังใหม่ เคยเป็นทั้งอดีตนายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รมว.กลาโหม รมว.มหาดไทย รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม


ดร.โอฬาร ไชยประวัติ (คนนอก)
รองนายกรัฐมนตรี

จบปริญญาตรีทางเศรษฐศาสตร์จาก U Penn จบเอกจาก MIT เจ้าของฉายาโหรเศรษฐกิจอันโด่งดังในอดีต ขนาดที่ว่าทุกครั้งที่มีการแต่งตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะต้องมีชื่อ ดร โอ ติดโผด้วยทุกครั้ง แต่จนแล้วจนรอดเจ้าตัวก็ยังไม่มีโอกาสได้นั่งเก้าอี้เสนาบดีใดๆ เพิ่งจะได้มีโอกาสเข้ามานั่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการในรัฐบาลชุด นี้ รวมทั้งยังเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจด้วย


พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ (ชท.)
รองนายกรัฐมนตรี

เกิดเมื่อ 7 กันยายน 2478 เป็นชาวพิจิตร เคยรับราชการเป็นทหารบก ก่อนถูกให้ออกจากราชการ เมื่อร่วมก่อการกบฏ 26 มีนาคม 2520 ถูกจำคุกที่ เรือนจำลาดยาว จากข้อหากบฏ เมื่อได้เข้าทำงานการเมืองเคยเป็นอดีตเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แต่ไม่นานก็ติดบ่วงกรรม เมื่อถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต้องถูกเว้นวรรคทางการเมือง

ปี 2548 ออกมาก่อตั้งพรรคมหาชน แต่ไม่ประสบความสำเร็จ การเลือกตั้งปี 2550 จึงต้องหอบลูก-หลานมาอยู่ชายคาพรรคชาติไทย ได้รับตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรีทั้งสมัยรัฐบาลสมัครและรัฐบาลสมชาย


นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล (พปช.)
รองนายกรัฐมนตรี

อดีต รมว.สาธารณสุข สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี อายุ 72 จบการศึกษาปริญญาตรีเศรษฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เติบโตมาในสายธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง ก่อนจะขยายอาณาจักรรับงานระดับ เมกะโปรเจ็คต์ ของรัฐบาลหลายยุคหลายสมัยงานใหญ่ที่สร้างชื่อ อาทิ งานก่อสร้างโครงการสนามบินสุวรรณภูมิ

เคยเป็น รมช.คลัง สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในปี 2539


นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ (พปช.)
รองนายกฯควบ รมว.ต่างประเทศ

อดีต รมว.ยุติธรรม สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 3 กรกฎาคม 2484 ปริญญาโทคณะรัฐศาสตร์ สาขาการเมืองและการปกครอง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เข้าสู่วงการเมือง ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ชลบุรี ครั้งแรกปี 2529 ก่อนย้ายไปลงสมัคร ส.ส.เชียงใหม่ เมื่อปี 2531

ผ่านงานบริหารมาโชกโชน ทั้ง รมช.เกษตรและสหกรณ์ รมช.คมนาคม และ รมว.แรงงานและสวัสดิการสังคม


นายสุพล ฟองงาม (พปช.)
รัฐมนตรีประจำสำนักงานนายกรัฐมนตรี

อดีต รมช.มหาดไทย สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 5 กรกฎาคม 2505 จบระดับปริญญาโท พัฒนาสังคม ที่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

เป็น ส.ส. อุบลราชธานี ตั้งแต่ปี 2539-2543 ประกอบธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อยู่ในสังกัดกลุ่มของนายเนวิน ชิดชอบ เคยออกโรงอัดพ.ต.ท.ทักษิณ กลางที่ประชุมพรรคไทยรักไทยสมัย ด้วยสำนวนที่ว่า ส.ส.ไม่ใช่ลูกจ้างบริษัทชินวัตร

ปัจจุบันอ้างว่า แยกตัวออกมาจากกลุ่มของนายเนวินแล้ว แต่ยังมีเก้าอี้รมต.สำนักนายกฯรองรับอยู่


นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ (พปช.)
รัฐมนตรีประจำนักงานนายกรัฐมนตรี

เกิดวันที่ 30 มกราคม 2496จบการศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตร์บัณฑิต(เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย สำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา

เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขต 1 กาฬสินธุ์ พรรคไทยรักไทย 2544 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบัญชีรายชื่อไทยรักไทย 2548 เคยเป็นรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย นายกรัฐมนตรี มีตำแหน่งเป็นรองเลขาธิการพรรคพลังประชาชน

มีความเชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย จนสามารถเบียดนายชูศักดิ์ ศิรินิล กระเด็นจนตกเก้าอี้ไปได้


นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช (พปช.)
รมว.คลัง

เกิดวันที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2495 จบการศึกษาเศรษฐศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมดี) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปริญญาโทเศรษฐศาสตร์ The London School of Economics and Political Science สหราชอาณาจักร ปริญญาเอกเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมคมาสเตอร์ ประเทศแคนาดา ร่วมก่อตั้งพรรคไทยรักไทย มีส่วนร่วมในการวางแผนนโยบายประชานิยม เคยเป็นรมช.คลัง ก่อนจะเขยิบขึ้นเป็นรมว.คลังในที่สุด นอกจากนี้ นายสุชาติยังเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ซึ่งเตรียมเอาไว้รองรับสมาชิกหากพรรคพลังประชาชนถูกยุบอีกด้วย


นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ (รช.)
รมช.คลัง

เกิดเมื่อ 25 ธันวาคม 2498 ที่ จ.พิจิตร จบปริญญาโท พัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิต จากสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ทำธุรกิจโรงแรมและเครื่องครัวอะลูมิเนียม ถูก พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ ชักชวนเข้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงสมัคร ส.ส.พิจิตร และได้รับเลือกครั้งแรก ปี 2538 จากนั้นเพียง 2 ปี เขาขึ้นเป็น รมช.คมนาคม สมัยรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ในปี 2540

เคยเป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนจะออกมาก่อตั้งพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา รับเป็นเลขาธิการพรรค


ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี (พผ.)
รมช.คลัง

เป็นศรีภริยาของ ว่าที่ ร.ต.ไพโรจน์ สุวรรณฉวี อดีต รมช.พาณิชย์ เกิดเมื่อ 23 มิถุนายน 2499 เข้ารับราชหลังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ม.เกริก และคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เคยเป็นผู้อำนวยการสาธารณสุข องค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา ก่อนจะลาออกมารับตำแหน่งทางการเมือง โควต้าของสามี จากพรรคเพื่อแผ่นดิน


นายมั่น พัธโนทัย (พผ.)
รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร

เกิด 21 มกราคม 2484 จบปริญญาโท-เอก สาขารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยแมริแลนด์ สหรัฐอเมริกาเป็น เด็กสร้าง ของเจ้าพ่อปากน้ำ วัฒนา อัศวเหม ประธานพรรคเพื่อแผ่นดิน ก่อนหน้านี้ไม่ว่าวัฒนา จะย้ายไปนั่งกระทรวงใด ก็จะตามไปเป็นเลขานุการทุกครั้ง ก่อนจะเติบใหญ่ได้เป็นรมว.ไอซีที เมื่อวัฒนา นายทุนของพรรคเพื่อแผ่นดินติดคดีคลองด่านไม่สามารถจะรับตำแหน่งเองได้


นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล (รช.)
รมว.พลังงาน

เกิดวันที่ 8 มี.ค. 2492 การศึกษาจบ วิทยาศาสตร์บัณฑิต สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แพทยศาสตร์บัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา 5 สมัย เป็นคู่เขยของสุวัจน์ ลิปตพัลลภ เมื่อพล.ท.หญิงพูนภิรมย์ ลิปตพัลภ อดีตรมว.พลังางาน วางมือทางการเมืองจึงถูกสุวัจน์ เลือกมารับตำแหน่งแทนในที่สุด


นายไชยา สะสมทรัพย์ (พปช.)
รมว.พาณิชย์

อดีต รมว.สาธารณสุข หลังจากนั้นจึงถูกย้ายไปดำรงตำแหน่ง รมว.พาณิชย์ สมัยนายสมัคร สุนทรเวช ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เกิดเมื่อ 18 กันยายน 2495 จบการศึกษาโรงเรียนเทคโนโลยีนครปฐม ปี 2523-2533 เป็นสมาชิกสภาจังหวัดนครปฐม ปี 2538 เป็น ส.ส.นครปฐมหลายสมัย ถือเป็นครอบครัวการเมือง ที่ยึดครองนครปฐมมายาวนาน สมัยเมื่อเข้าไปเป็นรมว.สาธารณสุขถูกกลุ่มแพทย์ต่อต้านอย่างหนักจนถึงขั้น ล่ารายชื่อถอดถอน


พ.ต.ท.บรรยิน ตั้งภากรณ์(มณ)
รมช.พาณิชย์

เกิดเมื่อ 26 กรกฎาคม 2506 จบปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ จากมหาวิทยาลัยนเรศวร รับราชการตำรวจ และลาออกปี 2543 เป็น อดีต ส.ส.นครสวรรค์ 2 สมัย ปี 2544 และ 2548 ในนามพรรคไทยรักไทย ส่วนในการเลือกตั้ง 23 ธันวาคมที่ผ่านมา ลงสมัคร ส.ส.แบบสัดส่วน กลุ่มที่ 2 สังกัดพรรคมัชฌิมาธิปไตย ลำดับที่ 1 แม้สอบตก แต่ดีกรีมือทำงานชั้นเยี่ยมย่อมไม่พลาดการปูนบำเหน็จครั้งนี้ ถือเป็นเด็กในคาถาของ สมศักดิ์ เทพสุทิน ทั้งพูดและทำแทนนายหมดทุกอย่าง จึงถือว่าเป็นนักการเมืองคนสนิทคนหนึ่งของเจ้าพ่อวังน้ำยม


นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ (พปช.)
รมช.พาณิชย์

เกิดวันที่ 15 มีนาคม 2487 จบปริญญาโท-รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เคยเป็นอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดสมุทรปราการ อดีตเลขานุการกรรมาธิการสวัสดิการสังคม อดีตที่ปรึกษาประธานรัฐสภา (ดร.โภคิน พลกุล) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (พลเอกชวลิต ยงใจยุทธ) อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (ดร.โภคิน พลกุล)


พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ (คนนอก)
รมว.มหาดไทย

เกิดเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2490 เป็นชาวอำเภอผักไห่ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เข้าศึกษาโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และจบจากโรงเรียนเตรียมทหาร รุ่น 6 โรงเรียนนายร้อยตำรวจ รุ่น 22 รับราชการเป็นตำรวจตระเวนชายแดนมาตลอด เป็นเวลากว่า 27 ปี ก่อนจะดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

หลังเกษียณอายุราชการ ได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แทน ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ในรัฐบาล นายสมัคร และรัฐบาลสมชาย ก็ยังมีเก้าอี้ แต่เหลือเพียงตำแหน่งรมว.มหาดไทยเท่านั้น


นายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข (พปช.)
รมช.มหาดไทย

วันเดือนปีเกิด 2 พฤศจิกายน 2500 วุฒิการศึกษา วิศวกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาโยธา MAPUA INSTITUTE OF TECH.ประเทศฟิลิปปินส์ ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาการศึกษาเพื่อการพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย

เคยดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.มหาดไทย ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เลขานุการ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขานุการ รมว.กระทรวงสาธารณสุข, เลขานุการ รมว.กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี


นายประสงค์ โฆษิตานนท์ (พผ.)
รมช.มหาดไทย

เกิด 15 ธันวาคม 2486 จบปริญญาตรี สาขาการเงินและการธนาคาร(สถาบัน Far Eastern : ฟิลิปปินส์) ปริญญาโท สาขาการตลาด (สถาบัน Dallas : สหรัฐ) เป็นเจ้าของบ.อาณาจักรสุโขทัยหินอ่อนและแกรนิตผู้กว้างขวางในหมู่นักการ เมือง สนิทกับพล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์มาก แต่มาเป็นรมต.ในโควต้านายทุนพรรคเพื่อแผ่นดิน ส่วนตำแหน่งการเมืองในอดีตเคยเป็นส.ว.เพชรบูรณ์ ปี 2535-2539


นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ (พปช.)
รมว.ยุติธรรม

เกิด 27 มิถุนายน 2497 จบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร สาขาโยธา ม.ขอนแก่น วิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต สาขาแหล่งน้ำ จุฬาฯ มีฉายา”ขุนค้อน”จากการทำหน้าที่ขึงขังสมัยเป็นรองประธานสภาผู้แทนฯเมื่อปี 2539 เดิมเป็นแกนนำกลุ่มอีสานพัฒนาพรรคพลังประชาชน แต่ต้องถอนมาตั้งกลุ่มขุนค้อน เพราะถูกเพื่อนในกลุ่มหาว่า”หักหลัง” เพราะดันเสนอชื่อตัวเองจนได้รับเลือกเป็นรมว.วัฒนธรรมในช่วงท้ายรัฐบาลสมัคร ก่อนมาใหญ่ขึ้นอีกในยุคสมชายนี้


นางอุไรวรรณ เทียนทอง (ปชร.)
รมว.แรงงาน

ภริยาหัวหน้าพรรคประชาราช-เสนาะ เทียนทอง มากินโค้วตาแทนสามี ที่กระทรวงนี้ตั้งแต่รัฐบาลสมัคร1 เรื่อยมาจนถึงตอนนี้ โดยยุครัฐบาลทักษิณก็เคยเป็นมาแล้วทั้งรมว.แรงงานและรมว.วัฒนธรรม ป้าอุ เกิด 9 กรกฎาคม 2485 จบปริญญาตรีพาณิชยศาสตร์และบัญชี ธรรมศาสตร์ เคยรับราชการที่มหาดไทยจนเกษียณที่ซี 9 ผู้อำนวยการสำนักบริหารการศึกษาท้องถิ่น กรมการปกครอง ก่อนตามรอยสามีเข้าสู่วงการเมือง


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล (พปช.)
รมว.วัฒนธรรม

เกิด 2 พฤศจิกายน 2502 จบปริญญาตรี วิทยาศาสตร์บัณฑิต ม.เกษตรศาสตร์ ปริญญาโท รัฐประศาสนศาสตร์ นิด้า เป็นส.ส.แพร่หลายสมัย ขั้วตำแหน่งรัฐมนตรีโควต้าภาคเหนือก็หลายหน แต่ก็แห้วตลอด เพิ่งได้เก้าอี้สมใจคราวนี้ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ได้ดีเพราะเป็นคนใกล้ชิดเจ๊แดง-เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ภริยานายกฯสมชาย ที่ผู้คนสงสัยเป็นช้างเท้าหน้าหรือเท้าหลังกันแน่


นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล (ชท.)
รมว.เกษตรและสหกรณ์

เกิด27เมษายน2494 จบปริญญาตรีรัฐศาสตร์รามคำแหง ปริญญาโท รัฐศาสตรมหาบัณฑิต ธรรมศาสตร์ เป็น ส.ส.อ่างทอง ตั้งแต่ปี 2529 จนปัจจุบัน เคยเป็น รมว.ศึกษาธิการ ปี 2542 และรองประธานสภาผู้แทนฯปี 2544 เป็นอดีตคนเดือนตุลา ที่โตทางการเมืองกับพรรคชาติไทยมายาวนานด้วยบุคคลิกว่านอนสอนง่ายในสายตาหลง จู้หัวหน้าพรรค จึงมีตำแหน่งแทบทุกครั้งที่เป็นรัฐบาล


นายสมพัฒน์ แก้วพิจิตร (ชท.)
รมช.เกษตรและสหกรณ์

เกิด 22 พฤศจิกายน 2504 ยังคงเก้าอี้เดิมไว้ได้ต่อจากช่วงรัฐบาลสมัคร ที่เคยส้มหล่น ได้รับเก้าอี้มาแทนโควต้าของนายกมล จิระพันธ์วาณิช ส.ส.ลพบุรี ที่ติดปัญหาคุณสมบัติเพราะครอบครัวมีสัมปทานกับรัฐ แต่ก็ถือเป็นลูกรักอีกคนของหัวหน้าพรรค-บรรหาร ที่เข้าไปทำงานในกระทรวงเกษตรฯชนิดเป็นตัวแทนรับใบสั่งหลงจู้ มาจัดการให้ทุกรูปแบบ


นายธีระชัย แสนแก้ว (พปช.)
รมช.เกษตรและสหกรณ์

เกิดปี 2510 จบปริญญาโท สาขาสังคมสงเคราะห์ ธรรมศาสตร์ เป็นส.ส.อุดรธานีหลายสมัย ถนัดบทบู๊จนได้ฉายา”อีโต้อีสาน” มีบทบาทสำคัญในกลุ่มเพื่อนเนวินที่คอยปกป้องทักษิณมาตลอดโดยเฉพาะช่วงหลัง รัฐประหาร 19 ก.ย.49 ที่เป็นแกนนำกลุ่มคนรักทักษิณไม่เอาเผด็จการ แม้เที่ยวนี้กลุ่มเพื่อนเนวินจะโดนเด็ดเขี้ยวลดโควต้า แต่ฐานะของธีระชัยก็ยังมั่นคงในตำแหน่งเดิม


นายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ (ชท.)
รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา

เกิด 23 ตุลาคม 2508 จบนิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จุฬาฯ นิติศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐฯ เป็นมือวิชาการของพรรคชาติไทยมาตลอด และถือเป็น”ยังบลัด”ที่พรรคภูมิใจนำเสนอ ด้วยภาพพจน์ที่ไม่เคยเสียหาย แต่ขณะเดียวกันก็เป็นคนรู้ใจของหัวหน้าบรรหารเช่นกัน จึงเหนียวแน่นอยู่ในเก้าอี้รมว.ท่องเที่ยวฯได้ตั้งแต่สมัคร 1 จนถึงปัจจุบัน


นายสันติ พร้อมพัฒน์ (พปช.)
รมว.คมนาคม

เกิด 20 กันยายน 2495 จบปริญญาโทศิลปศาสตร์ รามคำแหง แต่ปริญญาตรีที่รามฯยังมีปัญหาเพราะถูกแฉกลางสภาว่า ทุจริตการสอบจนถูกลบชื่อไปแล้ว เป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ เจ้าของบริษัท นวพัฒนาธานี เคยเป็นนายทุนพรรคความหวังใหม่ เมื่อยุบมารวมกับไทยรักไทย ก็ใกล้ชิดทักษิณ จนได้รับการผลักดันเป็นรมว.คมนาคมในฐานะตัวแทนเฮียเพ้ง ตอนตั้งรัฐบาลสมัคร แต่เที่ยวนี้หวิดเสียเก้าอี้เพราะใกล้ชิดกลุ่มเพื่อนเนวินเกินไป ดีแต่รีบไปเคลียร์กับนายใหญ่ทัน ถึงรักษาเก้าใหญ่ตัวนี้ไว้ได้


นายโสภณ ซารัมย์ (พปช.)
รมช.คมนาคม

เกิด 31 มีนาคม 2502 จบปริญญาตรี ครุศาสตร วิทยาลัยครูบุรีรัมย์ สังกัดกลุ่มเพื่อนเนวินขนานแท้ เพราะเป็นส.ส.บุรีรัมย์ในสังกัดยี้ห้อยมาตั้งแต่ปี 2544 บทบาทไม่ถึงกับโดดเด่น แต่เที่ยวนี้กลับส้มหล่นได้เข้ามาแทนที่”ทรงศักดิ์ ทองศรี”ลูกพี่ลูกน้องของเนวิน ที่ต้องตกกระป๋องไปอย่างไม่คาดฝัน จนเป็นที่ฮือฮามากว่า นี่เป็น 1 ในเกมเชือด เพื่อสยบอหังการ์พ่อมดเขมร


นายวราวุธ ศิลปอาชา (ชท.)
รมช.คมนาคม

ลูกคนสุดท้องของหัวหน้าพรรคชาติไทย จบปริญญาโท MBA FINANCE จากยูนิเวอร์ซิตี้ ออฟ วิสคอนซิล สหรัฐอเมริกา เป็นส.ส.สุพรรณบุรีตามรอยพ่อ เกิด 11 กรกฎาคม 2516 เพิ่งอายุเต็ม 35 ปีตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้เป็นรัฐมนตรีได้ จึงได้รับการผลักดันจากเตี๋ยบรรหาร ให้ขึ้นแท่นรมต.แทนอนุรักษ์ จุรีมาศ ที่มีปัญหาติดร่างแหจำเลยคดีทุจริตหวยบนดินด้วย


นายศรีเมือง เจริญศิริ (พปช.)
รมว.ศึกษาธิการ

เกิด 9 กรกฎาคม 2485 จบการศึกษา ปริญญาโท มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เคยเป็นสว.มหาสารคามปี 2543-2549 ที่มีบทบาทในการสนับสนุนอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร อย่างเต็มที่ จนเป็นหัวหอกในการชนกับกลุ่มสว.ฝ่ายจรงกันข้าม จากนั้นจึงเข้ามาสังกัดพรรคพลังประชาชน และถือเป็นรัฐมนตรีสายตรงคนหนึ่งของตระกูลชินวัตร


นายวุฒิพงศ์ ฉายแสง (พปช.)
รมว.วิทยาศาสตร์

น้องชายนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่เข้ามารับตำแหน่งแทนพี่ชายซึ่งติดห้องขังบ้านเลขที่ 111 อยู่ โดยคงเก้าอี้เดิมอย่างเหนียวแน่นมาตั้งแต่สมัคร 1 จนถึงตอนนี้ เกิด 13 สิงหาคม 2502 การศึกษาปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกอบธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์


ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง (พปช.)
รมว.สาธารณสุข

เกิด 10 มิถุนายน 2491 การศึกษาสูงสุดตอนนี้คือ ปริญญาเอกนิติศาสตร์ รามคำแหง เป็น อดีตรมว.มหาดไทย สมัยรัฐบาลสมัคร ที่ถูกปรับออกในช่วงท้ายอย่างเจ็บปวด ด้วยข้อหาที่เป็นรมต.สายล่อฟ้าคนหนึ่ง เป็นนักการเมืองฝืปากกล้าที่มีบทบาทโลดโผนยาวเหยียด ตั้งแต่รับราชการเป็นตำรวจจนมาเล่นการเมือง ได้เป็นรัฐมนตรีก็หลายรัฐบาล ตกอับถูกคณะปฏิวัติยึดอำนาจช่วงรัฐบาลชาติชาติ ชุณหะวัณ ไล่ล่าจนต้องลี้ภัยออกนอกประเทศก็เคย เล่นบทฝ่ายค้านไล่รัฐบาลประชาธิปัตย์ก็ทำมาแล้ว ทั้งเคยเป็นหัวหน้าพรรคมวลชน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันให้อดีตนายกฯทักษิณ ถึงทุกวันนี้ จนได้ดีกลับมาเป็นรมต.อีกหน


นายวิชาญ มีนชัยนันท์ (พปช.)
รมช.สาธารณสุข

เกิด 24 กรกฎาคม 2503 จบปริญญาตรีคณะวิทยาการจัดการ ม.ราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา ปริญญาโทรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เล่นการเมืองท้องถิ่นเป็นสก.เขตมีนบุรีอยู่หลายสมัย จนบารมีแก่กล้า จึงโดดลงสนามใหญ่เป็นส.ส.กทม.ตั้งแต่ปี 2544 อยู่ในสังกัดกลุ่มเจ๊หน่อย-สุดารัตน์ เกยุราพันธ์


นายอุดมเดช รัตนเสถียร (พปช.)
รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

เกิดเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2502 จบการศึกษาบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาการเงิน มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรีหลายสมัย เคยเป็นผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงคมนาคม

ผู้ช่วยเลขานุการ รมว.กระทรวงมหาดไทย และเลขานุการ รมว.กระทรวงสาธารณสุข ถือเป็นคนสนิทคนสำคัญของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จึงได้รับการทั้งผลักทั้งดันอย่างเต็มที่จนได้เป็นรัฐมนตรีในที่สุด


พล.ต.อ. ประชา พรหมนอก (พผ.)
รมว.อุตสาหกรรม

เกิด 18 พฤษภาคม 2485 อดีตอธิบดีกรมตำรวจคนสุดท้าย และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ คนแรก จากนั้นก็ลาออกก่อนเกษียณมาเล่นการเมืองเคยสังกัดพรรคชาติพัฒนา เมื่อพรรคยุบไปรวมกับพรรคไทยรักไทย จึงหยุดพักการเมืองไป ก่อนกลับมาเป็นประธานที่ปรึกษาพรรคเพื่อแผ่นดินในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด และเที่ยวนี้ส้มหล่นได้เป็นรมต.แทนหัวหน้าพรรค-สุวิทย์ คุณกิตติ ที่เจอคำสั่งห้ามจากลอนดอน ไม่ยอมให้ขึ้นเป็นรมต.


นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน (มฌ.)
รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เป็นอีกคนที่รับตำแหน่งแทนสามี คือนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ที่โดนดอง 5 ปี อยู่ในบ้านเลขที่ 111 เกิด 21 กันยายน พ.ศ.2501 จบปริญญาตรี ม.ศรีนครินทรวิโรฒ พิษณุโลก และปริญญาโท ม.เกษตรศาสตร์ เดิมรับราชการครูตั้งแต่ปี 2524 แต่พลิกผันชีวิตมาเป็นนักการเมืองเพื่อสืบทอดแทนสามี จนรั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย และนั่งเก้าอี้รมต.ตีวนี้เหนียวแน่นมาตั้งแต่สมัคร 1

มุมมอง 2 อดีตนายกฯ ชูสมานฉันท์แก้วิกฤติชาติ

Published ตุลาคม 1, 2010 by SoClaimon

วันที่ 7/8/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ:ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่นับวันยิ่ง เลวร้ายขึ้นจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ขณะที่นายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีนำรัฐมนตรีใหม่เข้าเฝ้าถวายสัตย์ และกราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอพึ่งพระบารมีในการสร้างความสามัคคี โดยลั่นวาจาว่า รัฐบาลจะไม่ใช้ความรุนแรงเข้าปะทะก่อนนั้น ได้มีมุมมองจาก 2 อดีตนายกรัฐมนตรีคือพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธไปพูดบรรยายพิเศษให้นิสิตสงฆ์จุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัยฟัง ส่วนพล.อ.สุจินดา คราประยูรให้สัมภาษณ์ในโอกาสครบรอบวันเกิดที่บ้านพัก ล้วนมีมุมมองต่อสถานการณ์เวลานี้อย่างน่าสนใจยิ่ง


พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
“วันนี้บ้านเมืองมีปัญหาสำคัญที่สุด คือ ปัญหาสังคมที่เกิดความแตกแยก ทุกคนกลุ้มใจหมดว่า จะทำอย่างไร

ปัญหาเรื่องเดียวกันคือ การปกครอง หลายประเทศเช่นจีน รัฐบาลไม่ได้มาจากประชาชน แต่เขาปกครองเพื่อผลประโยชน์ของประชาชนได้ คำว่า การปกครองถ้ามาโดยประชาชนไม่ได้ ก็ต้องทำเพื่อประชาชนให้ได้ ที่ผ่านมาตั้งแต่ 2475 จนถึงวันนี้เราเข้าใจผิดว่า รัฐธรรมนูญเป็นตัวสร้างความเจริญในระบอบประชาธิปไตย เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมามีการยึดอำนาจและฉีกรัฐธรรมนูญ แล้วสร้างรัฐธรรมนูญ ก็หวังว่า รัฐธรรมนูญจะเป็นฐานสร้างชาติบ้านเมือง จนวันนี้มีรัฐธรรมนูญูมา 18 ฉบับ มากที่สุดในโลก แต่รัฐธรรมนูญก็ไม่ใช่แก้วสารพัดนึก

ที่ผ่านมาประเทศไทยมีคนปกครองที่ดีทั้งนั้น แต่ทำไมประเทศเป็นเช่นนี้ ซึ่งระบบต้องมาก่อน ต้องสร้างกติกาที่ดี เมื่อ 20 ปีก่อนคนในชาติเกิดความขัดแย้งรุนแรง ฝ่ายหนึ่งอยู่ป่า ฝ่ายหนึ่งอยู่บ้าน ใช้ปืนเป็นอาวุธ เพราะการปกครองไม่เป็นธรรม ไม่เป็นประชาธิปไตย ทำให้สังคมแตกแยก มาวันนี้สังคมเกิดความขัดแย้ง ใช้คมแฝก ไม้หน้าสามใส่กัน แต่ก็ไม่เป็นไร แก้ได้ เมื่อ 20 ปีก่อนก็ให้สิทธิเสรีภาพ ทุกคนทำความเข้าใจกัน ก็ยอมวางอาวุธ

ปัญหาอยู่ที่ความไม่เป็นธรรม การแก้ปัญหาหลักคือ การเมืองการปกครองต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม วันนี้หน่วยงานที่มีอำนาจแก้ไขได้เร็วมีอยู่ 3 หน่วยคือ 1.รัฐบาล ที่แม้จะพยายามแก้ แต่ก็แก้ไม่ได้ ทุกคนก็ต่อว่านายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรีว่า เป็นตัวการ แต่เท่าที่ผมรู้จักกับท่าน ก็เห็นว่า เป็นคนตรงไปตรงมา อยากให้ทุกคนช่วยท่าน 2.สถาบันกษัตริย์ด้วยพระบารมี พระองค์ท่านก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวโดยตรง แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องทรงลงมาทุกที แต่ทุกวันนี้เราพยายามช่วยกันแก้ก่อน ขณะนี้สถาบันกษัตริย์ยังไม่ได้ลงมาแก้ 3.ทหาร เข้ามาแก้เมื่อปี 2549 แล้วก็แก้ไม่ได้ เมื่อแก้ไม่ได้ ก็อยู่ที่ประชาชนว่า จะเอาแบบมัฆวานหรือแบบใด

ภารกิจที่รัฐบาลต้องไปแก้คือ การสร้างความสมานฉันท์ แต่รัฐบาลหน้าบูดๆแก้ไขความสมานฉันท์ไม่ได้ ควรเป็นรัฐบาลพิเศษ ซึ่งรัฐบาลมี 3 ประเภทคือ 1.รัฐบาลประจำการ คือ รัฐบาลปกติที่มีการแย่งชิงกัน ทำให้ประชาชนเบื่อหน่าย 2.รัฐบาลแคร์เทคเกอร์คือ เกิดชั่วคราวเพื่อมาดูแลปัญหา เพื่อให้รัฐบาลประจำการกลับมาอีกเช่น รัฐบาลขิงแก่ที่ผ่านมา ซึ่งรัฐบาลประเภทนี้ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ 3.รัฐบาลพิเศษคือ รัฐบาลเฉพาะกาล ไม่ใช่รัฐบาลที่มาด้วยการยึดอำนาจ สร้างมาเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าใช้ได้เลย และต้องมีรูปร่างที่จะแก้ไขปัญหาและแสดงความสมานฉันท์

นายกรัฐมนตรีก็พยายามทำอยู่และพยายามทำให้ถึงที่สุด เอาคนดีเข้ามา ไม่เอาโค้วตา บอกทุกคนว่า เราต้องมาช่วยกันแก้ปัญหา ขอแค่ 2ปี มาแก้ตรงนี้ เอาคนดีๆเข้ามา ประชาธิปัตย์มาช่วยกันหน่อยไหม ถ้าไม่มาก็ช่วยไม่ได้ คุณเติ้ง(นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย)มาช่วยกัน ครม.มี 36 ที่นั่ง เอาแค่ 10 ที่ก็พอ ส่วนที่เหลือเอาคนดีคนนอกมาช่วย กฎหมายไม่ได้บอกว่าฝ่ายค้านต้องมี 10 คน 100 คน ลีกวนยู ประธานาธิบดีสิงคโปร์ปกครองมากว่า 10 ปี มีฝ่ายค้านคนเดียว ขณะนี้นายกรัฐมนตรีพยายามแก้ด้วยการตั้งที่ปรึกษามาช่วยได้ แต่ก็ไม่สะท้อนปัญหาแท้จริง

การเมืองที่ผ่านมาพรรคการเมืองเสนอนโยบายให้ประชาชนเลือก ประชาชนก็เลือก แต่ความจริง ไม่มีนโยบายที่มาจากความต้องการประชาชนแท้จริง เหมือนกับบริษัทขายมือถือให้ประชาชนเป็นผู้เลือก ซึ่งพรรคพลังประชาชาเป็นซัมซุง ประชาธิปัตย์เหมือนโนเกีย มีโปรโมชั่นไปแล้ว อยู่ที่ประชาชนเลือกเองว่า จะเอาแบบไหน”


พล.อ.สุจินดา คราประยูร
“ผมเป็นห่วงบ้านเมืองเหมือนคนไทยทุกคน เพราะมีการแตกแยกทางความคิด ปัญหานอกประเทศ ปัญหาชายแดนภาคใต้ ซึ่งรุนแรงกว่าทุกยุคทุกสมัย ก็ได้เคยพูดคุยกับน้องๆทหารว่า งานทหารในสมัยนี้ หนักกว่าในสมัยของผมมากมายนัก

ทั้งนี้เป็นน่ายินดีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ให้โอวาทเมื่อวานนี้ โดยนายกรัฐมนตรี ได้พูดด้วยเสียงนุ่มนวลว่า จะแก้ไขปัญหาด้วยความนุ่มนวล และเป็นความหวังว่า เมื่อรัฐบาลแสดงกริยาที่นุ่มนวล ฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาลก็น่าจะเห็นแก่ประเทศชาติ พยายามทำอะไรด้วยความนุ่มนวล อย่าใช้ความแข็งกร้าวเข้าหากัน ก็คงไปได้ เพราะคนไทยทุกคนควรยึคความรักชาติเป็นหลัก ให้ถือความเจริญของชาติ มีเศรษฐกิจที่มั่นคงเป็นหลัก

ขณะนี้ที่เราเห็น แม้แต่กัมพูชาที่เป็นประเทศเล็กๆก็ยังตอแยเรา ซึ่งในภูมิภาคนี้ไทยถือว่าเป็นประเทศที่ใหญ่อยู่ แต่ต้องมาแตกแยกกัน ทำให้เกิดความล้าหลัง เป็นเรื่องน่าเสียดายและน่าเสียใจ ที่ไม่ได้รักษาสิ่งที่บรรพบุรุษรักษาไว้ ใครก็ไม่อยากเห็นคนไทยแตกแยก ถามใคร ใครก็ไม่อยากเห็น เพราะฉะนั้น เรื่องความคิดรุนแรง น่าจะเลิกเสียที เจรจา ค่อยๆผ่อน ก็หาย ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าดำเนินไปตามกติกา ก็ไม่มีอะไร คดีที่ขึ้นศาล มีคำพิพากษาออกมาแล้ว ยอมรับซะ ก็ไม่มีอะไร”

ถาม-อยากวิงวอนให้คนไทย และกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยฟังพระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวใช่หรือไม่

พล.อ.สุจินดา-ใช่ ซึ่งพระองค์ท่านมีพระราชดำรัสหลายครั้ง หลายหน อยากให้เกิดความสงบในบ้านเมือง พวกที่ชอบอ้างว่ารักพระเจ้าอยู่หัวฯ ก็ขอให้การทำอย่างที่พูดด้วย ส่วนที่มีการเผชิญหน้ากันในสังคมมากขึ้นนั้น ผมก็อยากให้มองว่า ทุกคนมีความเห็นแตกต่างกันได้ แต่การแตกแยกเกิดจากการยุแหย่ ปลุกระดม ซึ่งผมไม่ได้ว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งผิด แต่ถ้าไม่มีการปลุกระดม ก็จะไม่เกิดการเผชิญหน้า ดังนั้นขอให้ ลด เลิก การปลุกระดม เช่นการ ออกทีวี วิทยุ โจมตีกันและกัน สิ่งต่างๆจะทำให้ความแตกแยกที่มีอยู่เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น เหมือนสามี ภริยาที่อยู่ที่บ้าน เมื่อทะเลาะกัน ก็คืนดีกันได้ เพราะถ้าเราเห็นแก่ความสุข เห็นแก่ลูก ก็เหมือนกับทั้งสองฝ่ายถ้าเห็นแก่ประเทศชาติก็ปรองดองกันได้

ถาม-ประเทศไทยจะไปรอดหรือไม่

พล.อ.สุจินดา-ประเทศไทยต้องมีรัฐบาล จะเป็นอย่างไรก็ต้องมีรัฐบาล และบางทีคนที่หวังอะไรต้องมีวิสัยทัศน์ค่อนข้างไกล ว่าถ้าเอารัฐบาลลงไปแล้ว จะเอาใครขึ้นมา อยากถามว่า มองเห็นหรือไม่ว่า จะเอาใครขึ้นมา ตามรัฐธรรมนูญมีใครจะขึ้นมาได้ จะตั้งรัฐบาลได้ ในขณะที่ปัจจุบันนี้ ในกติกานี้ เมื่อเขาเป็นนายกฯ เขาตั้งได้แค่นี้ ก็แค่นี้ ถ้าไม่ดี ก็ออกไป ซึ่งช่วงที่ผ่านมาก็ออกไปหลายคนแล้ว แสดงให้เห็นว่า กติกาใช้ได้ ส่วนที่พันธมิตรฯมองว่า เป็นรัฐบาลเถื่อนนั้น ผมอยากถามว่า จะเถื่อนได้อย่างไร เขาตั้งถูกต้องตามกฎหมายหมด โดยส่วนตัวไม่ชอบการเล่นการเมืองนอกกติกาเพราะมันมีสภาฯ แล้ว การเล่นนอกกกติกาไม่ถูก

ถาม-ประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นปัจจัยหลักในการทำให้เกิดการเผชิญหน้าหรือไม่

พล.อ.สุจินดา-ท่านนายกฯก็พูดว่า จะอ่อนในเรื่องนี้ให้ ผมก็ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญที่เอื้อให้ออกมาชุมนุมกันข้างนอก โดยกระทบสิทธิเสรีภาพของคนอื่น คิดว่าประชาชนทั่วไปก็คงไม่เห็นด้วย ถ้าหากรัฐธรรมนูญกำหนดไว้แบบนั้น ก็น่าจะมีกฎหมายอื่นออกมาควบคุมเรื่องนี้เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิเสรีภาพของคน อื่น ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมด้วยการตั้งเวที ในนานาประเทศที่เป็นอารยะ การชุมนุมของเขาก็เดินตลอด ไม่หยุด เพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนคนอื่น

ถาม-การชุมนุมในขณะนี้จะซ้ำรอยเหตุการณ์พฤษภาทมิฬหรือไม่

พล.อ.สุจินดา-ฝ่ายรัฐบาลเขาก็รู้ตัว เขาระวังมากขึ้น คงจะไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนั้นขึ้น

ถาม-ในสถานการณ์ขณะนี้ที่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา เป็น ผบ.ทบ.จะมีโอกาสจะเกิดเหตุรัฐประหารเช่นเมื่อ19 ก.ย.49 หรือไม่

พล.อ.สุจินดา-ทหารก็เข็ดจะแย่อยู่แล้ว ไม่มีใครคิดอยากจะทำ แต่ก็รับรองไม่ได้ แต่คิดว่าไม่น่าจะมี เพราะไม่ใช่เฉพาะในประเทศเท่านั้น แม้กระทั่งต่างประเทศที่เราเกี่ยวข้องด้วย เขาก็ต่อต้าน ซึ่งก็ต้องมีทางออกที่ดีจนได้

ขอเป็น”เติ้งเสี่ยวจิ๋ว”

Published กันยายน 28, 2010 by SoClaimon

25 กันยายน 2553 เวลา 06:18 น.

ผ่านทางขอเป็น”เติ้งเสี่ยวจิ๋ว”.

สัมภาษณ์พิเศษ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้อาสาเป็นโซ่ข้อกลางดับไฟขัดแย้งทางการเมือง พร้อมเสนอแนวทางปรองดองด้วยการตั้งรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นแก้วิกฤต…

โดย…ชัยฤทธิ์ ยนเปี่ยม / ภาพ ทวีชัย ธวัชปกรณ์

“เรื่องปรองดองเป็นเรื่องที่ทุกคนต้องสนับสนุน แต่เจ็บใจเตือนรัฐบาลมาตั้งแต่ต้นแล้ว เขาไม่ฟัง เอาล่ะวันนี้ยังมีช่องทางอยู่ เราก็ต้องเสนอไปเพื่อแก้วิกฤต”

“บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้อาสาเป็น “โซ่ข้อกลาง” ตั้งแต่เกิดวิกฤตเหลืองแดงใหม่ๆ แม้วันนี้ไฟความขัดแย้งยังลุกโชนจากเหตุการณ์พฤษภา 2553 แต่เจ้าตัวยังยืนยันว่า ต้องปรองดองถึงจะแก้ปัญหาขณะนี้ ทว่า สูตรของบิ๊กจิ๋วต่างจากพรรคอื่นไม่ใช่ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่เป็น “รัฐบาลเฉพาะกาล” ให้ทุกฝ่ายมาทำหน้าที่แก้วิกฤตชั่วขณะ

นัดสนทนากันที่ชั้น 8 พรรคเพื่อไทย ห้องประธานพรรคเพื่อไทย ติดกับห้องทำงาน สส.ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง “พ่อใหญ่จิ๋ว” ในมาดกระฉับกระเฉงอวดห้องทันที “นี่ขนาดไม่ได้เป็นหัวหน้าพรรคนะ ห้องยังใหญ่ขนาดนี้เลย”

“บิ๊กจิ๋ว” พูดเสียงเข้มถึงเหตุผลที่ทุกขั้วต้องปรองดองว่า ทุกอย่างต้องรีบทำเพราะถ้าปล่อยเวลาเนิ่นนาน คู่ขัดแย้งก็จะปะทะกันไม่เลิก อีก 10 ปีก็ไม่จบ สร้างความเสียหายกับประเทศ กระบวนการปรองดองที่จะเกิดขึ้น ได้พูดหลายครั้งแล้วต้องมี 3 สถาบัน 1.สถาบันพระมหากษัตริย์ ถ้าพระองค์ท่านเสด็จลงมาทุกอย่างก็จบ 2.กองทัพ วันนี้ทหารไปไม่ได้แล้ว เพราะทำเรื่องไม่เป็นเรื่อง และ 3.ที่หลายคนตั้งความหวัง คือ รัฐบาล มีหน้าที่แก้โดยตรง แต่ถ้ายังไม่ทำอีก ประชาชนก็จะลุกขึ้นมาทำเองแล้วมันจะเสียหาย

พล.อ.ชวลิต เล่าว่า ได้เตือนรัฐบาลมาตลอดตั้งแต่ก่อนช่วงเสื้อแดงชุมนุมใหม่ๆ ว่า นายกรัฐมนตรีต้องมีจิตใจที่จะเริ่มปรองดองก่อน ถ้ายังมองฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ก่อการร้าย หรือรัฐบาลไปไล่ล่าคนฝั่งตรงข้าม กล่าวหาล้มสถาบัน ก็ปรองดองไม่ได้

“ที่รัฐบาลตั้งคณะกรรมการชุดต่างๆ ขึ้นมา แล้วกี่ปีจะเสร็จ อย่าง นพ.ประเวศ กับท่านอานันท์ แล้วท่านจะพูดกับใคร เพราะความขัดแย้งมันเกิดระหว่างรัฐบาลที่ต้องเป็นผู้แก้ปัญหากับคู่กรณี”

การทำสงครามกับคอมมิวนิสต์ที่ พล.อ.ชวลิต มีบทบาทในการออกนโยบาย 66/23 เอานักศึกษาออกจากป่าสำเร็จ เป็นตัวอย่างที่บิ๊กจิ๋วนำมาเทียบเคียงกับการแก้วิกฤตหลัง “พฤษภามหาโหด” ครั้งนี้ ว่า ไม่ต่างกัน ครั้งนั้น 1.คู่กรณีฟัดกันมา 20 ปีแล้วเสียหายทั้งคู่ 2.พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน สปอนเซอร์ของนักศึกษาได้ยุติบทบาทและเปลี่ยนนโยบาย 3.สภาพแวดล้อมต่างๆ ของโลก เริ่มเปลี่ยนแปลง

“รัฐบาลเฉพาะกาล คือ เอาทั้งสองฝ่ายมาอยู่ร่วมกันแก้ไข เฮ้ย ใครดี ประชาธิปัตย์ คนนี้เก่งมานี่นะ ไอ้เสื้อเหลือง เสื้อแดง มาอยู่ที่นี่นะ มีเป้าหมายอันเดียว ร่วมกันแก้ไขความขัดแย้ง คนคู่กรณีมาอยู่ร่วมกัน บนความรับผิดชอบร่วมกันภายใต้พระปรมาภิไธย อย่างนี้ถึงจะเดินได้ เราคนไทยต่างเป็นพี่น้องกันนะ ไม่มีใครชนะ แต่มีคนแพ้ทั้งคู่”

พล.อ.ชวลิต เปรียบว่า “รัฐบาลเฉพาะกาล” ไม่ต่างจากรูปแบบ “เขมรสามฝ่าย” ที่ดึงคู่กรณีมาร่วมกันทำงานจนแก้ปัญหาความขัดแย้งสำเร็จหลังเกิดสงครามล้างเผ่าพันธุ์

“ของเขาไม่ใช่สองฝ่าย แต่เป็นสามฝ่าย มันตีกันจะตาย เข้ามาอยู่ร่วมกันเป็นเขมรสามฝ่าย เมื่อทำงานเสร็จ ก็ปรับตัวเองออกมา นี่เป็นวิธีแก้ปัญหา (เสียงเข้ม) ตอนนั้นเราแก้สำเร็จที่กัมพูชา เราก็ไปบอกพม่าให้แก้อย่างนี้เหมือนกัน สมัยที่โซหม่อง เป็นผู้นำอยู่ แต่เขาก็ไม่ยอมรับ มันเลยมีปัญหาจนถึงทุกวันนี้” ทว่า รัฐบาลเฉพาะกาลดูท่าจะล้ม เมื่อฝ่ายรัฐบาลไม่มีสัญญาณตอบรับ แต่ พล.อ.ชวลิต ย้ำว่า ถ้าทิ้งความขัดแย้งไว้นานจนถึงการเลือกตั้ง ก็จะปะทุมากขึ้น มันเหนื่อยนะ

ฟันธงได้ไหม พรรคเพื่อไทยไม่ค้านเรื่องนี้?

“บิ๊กจิ๋ว” ทำท่างง “เพื่อไทยที่ไหน ยังไม่เห็นมีเลย เขาพร้อมเดินแนวนี้กันหมด”

“มันยังไม่มีข้อเสนออย่างเป็นทางการจากรัฐบาล ผมเป็นแค่ส่วนหนึ่งที่เสนอเป็นกรอบ ก็บอกแล้ว เลือกตั้งใหม่ก็ไม่เอา ไอ้นี่ก็ไม่เอา แล้วจะเอาอย่างไรดี อย่างน้อยที่สุดเราเปิดช่องให้เดิน สำคัญคือ คนถืออำนาจ คือ รัฐบาล ต้องเป็นคนรับผิดชอบ” พล.อ.ชวลิต พูดขึงขัง

ทีมงานยิงคำถามไม่เลิก เสียงต้านในเพื่อไทย กลายเป็นว่าทะเลาะกันเอง อดีตนายกฯ หัวเราะในลำคอ

“นั่นมันเป็นเรื่องที่ควรขัดแย้ง แต่ขอให้เรายืนบนหลักการที่ถูกต้อง มันก็เท่านั้นเอง คุณอภิสิทธิ์ ไม่ได้เสนอแนวทางอะไรเลย ปล่อยให้ฆ่ากันตาย เมื่อ 20 กว่าปีแล้ว มันยิ่งกว่านี้ ฆ่ากัน เขายังอโหสิกรรมกันได้ จนวันนี้ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทยได้กี่ตังค์ นี่คือสิ่งที่ได้เห็นใจกัน แต่นายกฯ ไม่มีอะไรในลักษณะนี้ออกมา มันก็ยุ่ง ยิ่งอารมณ์ขณะนี้มันเลยโกรธกันตาย”

พล.อ.ชวลิต ย้ำว่า ถ้านายกฯ อภิสิทธิ์จุดพลุปรองดองก่อน ก็เหมือนกับลูกบอลที่ถูกเขี่ยออก ทุกอย่างจะเริ่มวิ่ง ปัญหาก็จบง่าย แต่เรื่องเหล่านี้ถูกพิสูจน์ในประวัติศาสตร์มามากแล้ว ส่วนการเสนอร่างกฎหมายนิรโทษกรรมของพรรคภูมิใจไทยที่เปรี้ยงปร้างขณะนี้ เป็นเรื่องที่นายเนวิน ชิดชอบ กำลังหาช่องออกเล่นธรรมดา อย่าคิดอะไรมาก

ก่อนจะร่ายยาวว่า ปัญหาบ้านเราที่มันเกิดขึ้นมีประเด็นเดียว คือ การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่เป็นจริง โครงสร้างของสังคมยังเป็นรูปสามเหลี่ยม คนรวยอยู่ข้างบน คนจนอยู่ฐานล่างจำนวนมาก มีความแตกต่างเยอะ สังคมไหนที่เป็นอย่างนี้ สังคมนั้นต้องแตกแยกแน่นอน หากไม่เร่งแก้ เชื่อว่า การเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นแน่ไม่ใกล้ไม่ไกล

“สังคมอยู่กับที่ไม่ได้ มันได้เวลาแล้วสำหรับการเปลี่ยนแปลง วันนี้จังหวะเวลาต่างๆ มันให้ โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น ข้อมูลข่าวสารที่แพร่หลายไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ฉะนั้น สถานการณ์มันชี้ว่า มันจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่เราอยากเห็นเปลี่ยนแบบสันติวิธีและพาไปสู่ความเจริญก้าวหน้า”

บิ๊กจิ๋ว บอกว่า สิ่งสำคัญที่สุด คือ การเปลี่ยนแปลงมีกระบวนการที่ใหญ่โตมโหฬารมาก อย่างพลังเสื้อแดงเราอยากให้ไปสู่เป้าหมายที่สร้างการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยที่เป็นจริงให้ได้ นี่คือ หัวใจ เพราะถ้าพลาดตรงนี้แล้ว ยังไม่แน่ใจว่า …มันจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไร

ลับลวงจิ๋ว- “เป็นนายกฯให้โง่”

คำถามที่หลายคนสงสัยมาอยู่พรรคเพื่อไทยเพราะหวังเป็นนายกรัฐมนตรีอีกรอบ “บิ๊กจิ๋ว”ตอบสั้นๆ  พลางหัวเราะ“เป็นให้โง่”

ทำไม? อ้าว…ก็เป็นมาแล้ว ไม่เอาแล้ว  ยุ่งจะตาย…  (เน้นเสียง) ไม่ดีหรอก  เพราะท่านยงยุทธ วิชัยดิษฐ กรุณาทำมาให้ ยามพรรคยากลำบาก แล้วอยู่ดีๆ ก็เอาท่าน ยงยุทธ ออกไป และพอท่านจะกลับมาเป็น  ก็จะไม่ให้ท่านเป็นแล้ว…น่าเกลียด

กับกระแสข่าวว่า บิ๊กจิ๋วสนับสนุน “มิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์” เป็นนายกรัฐมนตรี เพราะเน้นแนวปรองดองด้วยกัน เจ้าตัวพูดกว้างๆ ก็สนับสนุนกันทั้งนั้นเพราะอยากให้คนรุ่นใหม่ขึ้นมา เดี๋ยวนี้เมืองไทยใช้แต่คนแก่ๆ  อย่างเมืองจีนเขาเอาคนรุ่นใหม่มาทำงานแล้ว

“ตอนนี้เราอายุก็น้อยแค่ 21 ก็ถึงร้อย (หัวเราะ) เราทำอย่างประเทศอื่นที่เขาทำดีกว่า  ให้เจนเนเรชั่นใหม่ทำ เราไปเป็น เติ้ง
เสี่ยว ผิง แห่งเมืองไทยดีกว่า ใช่ไหม กุมความคิด กุมแนวทางอะไรต่างๆ มีประสบการณ์ ก็มาตักเตือนเขา ช่วยเหลือลูกหลานไม่ดีกว่าหรือ”

อดีตนายกรัฐมนตรี ยอมรับการที่แกนนำพรรคหลายคนประกาศอยากเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะอย่างน้อยก็แสดงว่า พรรคนี้มีคนเจ๋ง

“พรรคมันใหญ่ก็อย่างนี้แหละ  คนนั้นก็มาดึง คนนี้ก็จะมาดึง ปุทโธ่… ทำได้อย่างนี้ ก็น่าชมเชยแล้ว”

ถามตรงๆหลายคนว่า ท่านคิดผิดมาอยู่กับเพื่อไทย? บิ๊กจิ๋วอุทานทันที “ห่วย … ไปเชื่อเขา สบายจะตาย โอ้โห.. ห้องนี่ก็ใหญ่ฉิบเป๋ง”

ประธานพรรคเพื่อไทย บอกว่า ตอนนี้กำลังปรับระบบในพรรคให้กระชับ เป็นองค์กรนำที่ดีที่ถูกต้อง  การประสานงานจะให้ สส.เป็นใหญ่ ทุกอย่างต้องจากล่างขึ้นบน ขึ้นกับมวลชนไม่ใช่บนลงล่าง

“เราต้องการให้สส.เป็นใหญ่ บางคนบอกต้อง ชินวัตรไม่จริง  ชินวัตรเขาก็พยายามดีลูท (dilute เจือจาง) อะไรต่างๆ ออกไป ที่จริงเขาก็อยู่เพื่อจะช่วย แต่เมื่อมีเสียงอย่างนั้นก็ไม่เอา ก็ดี”

แต่ถ้าชินวัตรมาดูเองก็ย้ำแบรนด์ทักษิณดั้งเดิมไม่ดีกว่าหรือ

“ก็ๆๆ … ก็แล้วแต่นะ…ก็ช่วยกันนะ ไม่ใช่เอาคนนู้น คนนี้ แต่พรรคการเมืองมันต้อง สำหรับทุกฝ่าย”

อย่างไรก็ตาม บิ๊กจิ๋ว ปฏิเสธเสียงแข็งว่า ไม่ได้เป็นไพ่ในสำรับของทักษิณที่ใช้ให้เดินเกมต่างๆ  เพราะถ้าเป็นเช่นนั้น สมัคร สุนทรเวช  สมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกรัฐมนตรีรุ่นพลังประชาชน ก็คงเลิกระแวงไปนานแล้ว

“เราเข้ามาตั้งแต่สมัยคุณสมัครแล้วไง   น้าหมักก็ไม่ยอม น้าหมักกลัวว่า เราเข้ามาเดี๋ยวเรา… (หัวเราะ)  น้าหมัก บอกให้เราลง สส.เบอร์ 6 ที่อีสานเหนือ บอกว่า ของผมจะได้ปาร์ตี้ลิสต์ 10 คน  ส่วนท่านขอลงเบอร์1 ที่กรุงเทพ เพราะบอกว่าจะได้แค่ 3 คน”

“น้าหมักกับผมมีเรื่องดีกันเยอะ แต่แกมากลัวตอนหลัง ไม่รู้กลัวเรื่องอะไร ่ท่านสมชายก็พยายามมาช่วย แต่ท่านสมชายก็เกิดมีความเข้าใจอะไรไม่รู้  ครั้งแรกก็ให้เราไปดูแลฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหม ก็อาจมีคนห่วงว่าเราจะไปอยู่กลาโหม เลยมีข่าวจะเปลี่ยนเราเป็นรมว.ศึกษาธิการ (หัวเราะ) เราก็ไม่ได้ว่าอะไร จนกระทั่งมีเรื่องปราบปรามวันที่ 7  ตุลา แล้วผมก็ลาออกก็เพื่อช่วยท่านสมชายโทรศัพท์บอกเองว่า  ‘ท่านนายกฯผมออกเอง เราต้องเสียแขนเสียขา รักษาชีวิต  ผมจะเป็นแขนขาให้ท่านบริหารไป’บอกอย่างนั้น  ไม่ใช่ว่า เราหนีออก แต่เป็นการออกเพื่อช่วย (หัวเราะ)  คนมันคิดว่า หนี โด่เอ้ย…  ช่วยเขาทั้งนั้นตลอดชีวิต”

ก่อนที่พล.อ.ชวลิต ยอมรับตรงๆถึงภาพที่ทำให้คนนอกและคนในพรรค สับสน  ก็เพราะไม่เข้าใจในบทบาทเขา ที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคู่ขัดแย้งเพื่อแก้วิกฤต พร้อมยืนยัน ที่สุด หากพ.ต.ท.ทักษิณ อยากเห็นบ้านเมืองสงบจริง   ก็ต้องฟังเขา  ถ้าไม่ฟังก็จะไม่ทำให้

“นี่นะ…เมีย (ลากเสียง) เขาอยากจะให้พักได้แล้ว  ไปเที่ยวบ้าง ไอ้เรา ไม่ยุ่งก็ไม่ได้ มันไม่เห็นทางออก เรามีส่วนสร้างความมั่นคงให้กับประเทศนี้มากับมือ พูดแล้วอะไรก็แล้ว  ก็ยังถูกว่า  โซ่ข้อกลางมันก็ว่าโซ่สนิม  เราอธิบายก็ไม่เข้าใจ จึงกระโดดเข้ามาและก็จำกัดภาระหน้าที่ตัวเอง” พล.อ.ชวลิต ทิ้งท้ายด้วยอาการ

จม.น้อยคืนดีป๋า

ก่อนเข้าพรรคเพื่อไทยเมื่อปีก่อน พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ แถลงจุดยืน 5 ข้อ หนึ่งในนั้นคือจะปกป้องพิทักษ์ราช|บัลลังก์ แต่นับวันการพาดพิงโจมตีสถาบันก็ยังเกิดขึ้นต่อเนื่อง แม้กระทั่งพรรคเพื่อไทยต้องแก้ภาพด้วยความพยายามดึง พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตรองนายกรัฐมนตรี มาเป็นหัวหน้าพรรคเพื่อดึงภาพความจงรักภักดีให้เด่นขึ้น

พล.อ.ชวลิต ย้ำว่า สถาบันกษัตริย์เป็นสิ่งคู่บ้านคู่เมืองและเป็นองค์ประกอบของประเทศ ไม่เหมือนต่างประเทศที่สถาบันเป็นแค่สัญลักษณ์

ส่วนกรณีที่เสื้อแดงบางกลุ่ม เช่น แดงสยาม ต้องการให้สถาบันเป็นสัญลักษณ์เหมือนประเทศญี่ปุ่น อังกฤษนั้น บิ๊กจิ๋วเห็นว่าอาจเป็นความรู้สึกที่เขาศึกษามาอย่างนั้น ความจริงเรื่องนี้คนไทยควรต้องช่วยกันเสริมสร้างพระเกียรติยศ แต่ไม่ใช่ว่าช่วยกันร้องเพลงชาติ หรือเดินขบวนปั่นจักรยาน มันต้องทำด้วยการประพฤติในสิ่งที่พระองค์ได้ชี้ หรือบางทีใครเข้าใจผิด ก็ต้องช่วยกันชี้แจง

“คนก็พูดกันไป มันจะไม่จงรักภักดีอย่างไร ที่นี่ (เพื่อไทย) มีอดีต ผบ.ทบ. 3 คน อดีตนายกฯ อีก 3 นะ (เน้นเสียง) อดีตนายพลเป็นร้อย อดีตข้าราชการผู้ใหญ่ก็เป็นหมื่นในพรรคนี้”

สนทนาไปซักพัก “บิ๊กจิ๋ว” บอกให้ถามเรื่องดุๆ บ้าง จึงซักถึงความสัมพันธ์กับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่เหินห่างไปนานนับแต่ลูกป๋าคนนี้เข้าพรรคเพื่อไทย

พล.อ.ชวลิต บอกว่า ที่ผ่านมาคุณหญิงพันธุ์เครือ ยงใจยุทธ ภริยา เคยส่งผลไม้ไปให้ “ป๋าเปรม” แต่ช่วงนั้น “ป๋าเปรม” ปฏิเสธเพราะงดรับของทุกคน ล่าสุดเมื่อ 2 วันก่อนส่งการ์ดไปให้ “ป๋าเปรม” ในการ์ดเขียนว่า “ปีก่อนๆ นั้นมีโอกาส มีโชค มีวาสนาได้มาขอพรป๋าครั้งหนึ่ง แต่ปีนี้มีปัญหาทำได้แต่เพียงว่า ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย สิ่ง|ศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย พระบารมีปกเกล้าของพระเจ้าอยู่หัว คุ้มครองท่านด้วย”

บิ๊กจิ๋ว เล่าว่า หลังจากส่งการ์ดไป ก็ได้ข่าวว่า พล.อ.เปรม เขียนข้อความว่า “จิ๋ว?” ทำนองว่า ใช่จิ๋วเปล่าวะ

“คือท่านน่ารักล่ะ ท่านเตือนเราด้วยความรักห่วงใย เพราะเราทำงานให้ท่านมาและท่านก็อบรมสั่งสอนมาตลอด ท่านจะว่าอะไร เราก็โกรธไม่ลง ท่านอาจห่วงว่าเราคิดผิดที่เข้าพรรคนี้ ซึ่งเราก็บอกว่าไม่ใช่ เราอยู่ตรงไหนก็ได้ที่ทำงานให้บ้านเมืองมีสันติสุข และที่วันนี้ไม่ได้ไปเจอท่าน เพราะเราถูกแยกแยะแล้วว่า เป็นนักการเมือง แล้วท่านเองก็ไม่อยากยุ่งกับนักการเมือง ฉะนั้นเราต้องเข้าใจท่าน”

อดีตนายทหารคนสนิทป๋า รำลึกอดีตว่า สมัยก่อนเราทำงาน เข้าออกสนามด้วยกัน กระทั่งขึ้น ฮ. จะชนภูเขาตาย ช่วงหนึ่งบรรดา “ลูกป๋า” จะไปหาอาหารดีๆ ฟังเพลงเพราะๆ ที่ห้องข้างล่างบ้านสี่เสาเทเวศร์ประจำทุก 5 เดือน เป็นบรรยากาศที่ชื่นมื่น สรุปได้ว่า บ้านเมืองเราอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้เพราะ พล.อ.เปรม ที่เป็นปูชนียบุคคลคนหนึ่งที่เราให้เกียรติและเคารพ

ถามถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าที่ ผบ.ทบ.คนใหม่ ที่หลายคนเป็นห่วงถึงความเบ็ดเสร็จเด็ดขาด พล.อ.ชวลิต บอกว่า น้องๆ ทหารทุกคนควรตระหนักในหน้าที่ที่ต้องระมัดระวังเพราะกองทัพเป็นของประชาชน และเป็นของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ส่วนการยึดอำนาจแม้ว่าจะพูดกันตลอดว่า ไม่มีอีกแล้ว แต่ทุกอย่างเป็นเรื่องอนาคต ตอบไม่ได้ว่าจะมีอีกหรือไม่ เพราะทหารออกมาทีไร ก็มักบอกว่า “ครั้งสุดท้าย” ทุกที จนวันนี้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญถึง 18 ฉบับแล้ว มากกว่ารัฐธรรมนูญในประเทศยุโรปรวมกันเสียอีก

บ๊ายบายพระปราโมทย์

เคล็ดลับในการรักษาสุขภาพให้กระฉับกระเฉง หน้าใส ของอดีตนายกรัฐมนตรีในวัยย่าง 79  บิ๊กจิ๋ว บอกไม่ยาก พร้อมคอนเฟริม์ ฟิตยิ่งกว่าฟิต เหลือเรื่องเดียวที่ยังไม่ได้ทำในชีวิต คือ ยังไม่ได้ว่ายข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา!!

บิ๊กจิ๋วบอกเทคนิคที่หลายคนอาจไม่เชื่อว่า  ในทางกายภาพก็เล่นกอล์ฟ เดินสายพานออกกำลังเป็นประจำ  แต่ทางจิตใจสำคัญ คือ  นอน2ทุ่ม ตื่นตี2 มานั่งวิปัสสนา ก่อนหน้านี้มี พระปราโมทย์ เจ้าสำนักสันติธรรมเป็นต้นแบบท่องจิตดูจิต แต่หลังมีเรื่องอื้อฉาวก็เลยบ๊ายบายไม่เอาด้วย!!

“เราไม่เคยไปวัด  เขาแจกซีดีฟรีก็เลยเอามา  พระปราโมทย์ เขาเทศน์ง่ายดี เทศน์อยู่เรื่องเดียว ให้ยึดสติ  กินข้าว เคี้ยวก็ต้องนับว่า กี่คำ ก่อนจะหลับเนี่ย หายใจเข้าหายใจออก ยังต้องรู้เลยนะ แกนี่ทางเอก วิมุติมรรค มีเยอะ แต่เผลอแพบเดียว เราต้องเปลี่ยนอาจารย์เลย… (หัวเราะ) สงสัยต้องไปวัดสังฆทาน ไปเปิดฟังมั้งซิ  89.25 FMทั้งวัน แล้ว AMเราฟังหลายคลื่น แต่ฟังคลื่น  963  กิโลไซเคิลของกองพลทหารม้าที่สอง ฟังสลับไปสลับมา หลับจนตื่น ตื่นจนหลับ เมียบ่นเลย” พ่อใหญ่จิ๋วเล่าอารมณ์ดี บางช่วงหัวเราะจนน้ำหูน้ำตาแทบไหล

ระหว่างพูดคุยในบรรยากาศกันเอง บิ๊กจิ๋ว หยอดมุกย้อนถามแบบทีเล่นทีจริง เอาบ้างไหม นั่งวิปัสสนา พลางเล่าอีกว่า เชื่อไหมครั้งหนึ่งเคยหลงใหลในพระยันตระเหมือนกัน

“อาจารย์ยันตระนี่แต่ก่อนเราโอ้โห.. เคารพเลยนะ แกบอกแกนั่งต่อต้านพายุที่จะเข้ามาที่ปักษ์ใต้ ไอ้เราก็เชื่อ โหไปกราบเอาๆ เผลอแผบเดียวหนีไปอยู่เมืองนอก  อู๊ย…แย่นะ ไว้ใจไม่ได้”

ก่อนที่พ่อใหญ่จิ๋วตบท้ายชนิดตกผลึกทางธรรมทางโลกมากกว่าหลวงพี่องค์ใด

“นี่นะ พระเสร็จที่ราคะทั้งนั้น แต่ถ้าผู้หญิงนะ ราคะเรื่องเล็ก โลภะเรื่องใหญ่ ส่วนผู้ชายเรื่องโลภเรื่องเล็ก แต่เรื่องราคะ เผลอไม่ได้ เบื่อๆ อยากๆไปทุกที”

สัญญาณอันตรายปฏิบัติการใต้ดิน แผนวินาศกรรม-ลอบสังหาร!

Published กันยายน 27, 2010 by SoClaimon

วันที่ 19/9/2010

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.


ในที่สุดก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าข้อเสนอเจรจาเพื่อสร้างความปรองดองในชาติ ของพรรคเพื่อไทยภายใต้การบงการชักใยของนักโทษชายแม้วก็เป็นเพียงเหลี่ยมคู ทางการเมืองเพื่อสร้างภาพล้างภาพพจน์เผาบ้านทำลายเมือง ขณะเดียวกันก็เพื่อแก้ปัญหาสกัดโรคเลือดไหลไม่หยุดภายในพรรคเพื่อไทยเองจาก การที่ส.ส.ทะยอยแปรพักตร์ผละหนีหันไปซบพรรคซีกรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทย มากขึ้นเรื่อยๆ

หลังสร้างภาพเปิดประเด็นชิงพื้นที่ข่าวเรื่องการเจรจาเพื่อสร้างความปรองดอง โดย นายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ไม่กี่วันพรรคเพื่อไทยก็ประกาศยุติแผนเจรจากับฝ่ายรัฐบาลเอาดื้อๆ โดยตั้งแง่อ้างว่า รัฐบาลไม่มีความจริงใจ และตั้งเงื่อนไขให้ฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ เริ่มต้นกระบวนการเจรจาก่อน ทั้งๆที่รัฐบาลดำเนินแผนสร้างความปรองดอง 5 ประการมาก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อแผนสร้างความปรองดองที่เป็นเกมจัดฉากทางการเมืองล่มลงแต่ไก่โห่เท่ากับ เป็นช่องให้พรรคเพื่อไทยสามารถใช้เป็นข้ออ้างความชอบธรรมที่จะดำเนินกิจกรรม ทางการเมืองตามแนวทางที่พรรคเห็นสมควรนั่นคือ เคลื่อนไหวคู่ขนานไปกับเครือข่ายคนเสื้อแดงเหมือนเช่นที่ผ่านมา

ทั้งนี้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าพรรคเพื่อไทยกับม็อบเสื้อแดงนั้นล้วนเป็นเครือ ข่ายขบวนการ เนื้อเดียวกันที่มี นักโทษชายแม้ว เป็นผู้บงการใหญ่ และต่างก็ต้องพึ่งพาซึ่งกันและกันชนิดที่ขาดกันไม่ได้เป็นอันขาด เพราะเป้าหมายที่จะโค่นล้มรัฐบาลเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐแล้วฟื้นระบอบทักษิณ ขึ้นมาอีกครั้งนั้นจำเป็นต้องอาศัยหลักแก้ว 3 ประการนั่นคือต้องมีพรรคการเมืองคือพรรคเพื่อไทย มีมวลชนคือม็อบคนเสื้อแดง และมีกองกำลังติดอาวุธ ที่เคลื่อนไหวอย่างสอดประสานกันทั้งเกมบนดินและใต้ดิน

ความไม่จริงใจที่จะสร้างความปรองดองของพรรคเพื่อไทยสะท้อนให้เห็นอย่าง ชัดเจนจากคำประกาศของ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ประธานพรรคเพื่อไทย ที่ปลุกเร้าให้เหล่าสมาชิกพรรคเพื่อไทยดำเนินยุทธศาสตร์ยุทธวิธีเพื่อโค่น ล้มรัฐบาลภายใต้การนำของ นายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เพื่อให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวให้จงได้ โดยจะต้องฟื้นบทบาทของเครือข่ายคนเสื้อแดงและประชาชนรากหญ้าทั่วประเทศกลับ มาอีกครั้ง พร้อมทั้งขยายแนวร่วมไปสู่ประชาชนทุกสาขาอาชีพ ภายใต้ยุทธวิธี “สะเก็ดไฟลามทุ่ง” ด้วยการปลุกระดมให้ประชาชนไม่พอใจรัฐบาลปะทุเป็นจุดๆไปทั่วประเทศ

สัญญาณจาก “บิ๊กจิ๋ว” สอดคล้องกับท่าทีของบรรดา ส.ส.สายฮาร์ดคอร์ในพรรคเพื่อไทยจำนวนไม่น้อยโดยเฉพาะ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.แบบสัดส่วน แกนนำคนเสื้อแดง ซึ่งเป้นผู้ต้องหาฐานก่อการร้าย ออกมาประกาศคัดค้านแผนสร้างความปรองดอง พร้อมทั้งย้ำว่าพรรรเพื่อไทยจะต้องไม่ทรยศต่อมวลชนคนเสื้อแดง มิฉะนั้นก็คงต้องแยกทางกันเดิน

ข้อสังเกตอีกประการหนึ่งก็คือ ขณะที่พรรคเพื่อไทยและ นักโทษชายแม้ว พยายามสร้างภาพเรื่องการสร้างความปรองดอง ขณะเดียวกันในช่วงที่ผ่านมาก็เกิดการลอบก่อวินาศกรรมป่วนเมืองท้าทายอำนาจ รัฐและกองทำพอย่างต่อเนื่องและเข้มข้นขึ้นทุกขณะ โดยล่าสุดมีการยิงกระสุนระเบิดเอ็ม 79 หลายนัด ใส่ค่ายทหารกรมรบพิเศษที่ 5 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ตามด้วยการยิงกระสุนระเบิดเอ็ม 79 ใส่บริษัทเชียงใหม่คอนสตรั๊คชั่นซึ่งตั้งอยู่กลางเมืองจ.เชียงใหม่ และเป็นของ นายคะแนน สุภา พ่อตาของ นายเนวิน ชิดชอบ ผู้นำเงาพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้นายตำรวจระดับสูงของจังหวัดเชียงใหม่ยอมรับว่า การลอบก่อเหตุร้ายทั้งหมดเป็นฝีมือของกองกำลังนักรบชุดดำซึ่งเป็นคนนอก พื้นที่เข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายังมีกลุ่มก่อการร้ายในคราบนักรบชุดดำที่เผาบ้านทำลาย เมืองในเหตุการณ์ช่วงเดือนมี.ค.ถึงพ.ค.ที่ผ่านมาหลงเหลืออยู่และพยายามที่จะ สร้างสถานการณ์ให้เกิดวิกฤติเผาบ้านป่วนเมืองรอบใหม่

ก่อนหน้านี้ก็มีความพยายามลอบก่อวินาศกรรมด้วยการวางระเบิดแบบถังดับเพลิง ซึ่งมีอานุภาพร้ายแรง 3 จุดทั่วกรุงคือบริเวณหน้าโรงเรียนสันติราษฏร์ เขตพญาไท ห้างเดอะมอลล์ งามวงศ์วาน และลานจอดรถสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แต่โชคดีมีผู้พบเห็นและแจ้งเจ้าหน้าที่มาเก็บกู้ไว้ได้ทัน

จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้นักสังเกตุการณ์ทางการเมืองมองว่าเป็นเล่ห์ เหลี่ยมของ นักโทษชายแม้ว ภายใต้กลยุทธ์ รบไปเจรจาไป โดยขณะที่เล่นบทตีสองหน้าโดยขณะที่สร้างภาพเจรจาเพื่อสร้างความปรองดอง แต่ก็บงการให้ม็อบเสื้อแดงออกมาเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องคู่ขนานไปกับ ปฏิบัติการลอบก่อวินาศกรรมป่วนเมืองของขบวนการใต้ดิน

จากข่าวกรองของบรรดาหน่วยงานด้านความมั่นคงบ่งชี้สัญญาณอันตรายจากความ พยายามลอบก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ รวมทั้งแผนที่จะลอบสังหารบุคคลสำคัญโดยบุคคลที่ตกเป็นเป้าหมายในอันดับต้นๆ คือ นายกฯอภิสิทธิ์ นายสุเทพ เทือกสุงรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงนายเนวิน และ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ)

นายกฯอภิสิทธิ์ เองก็ยอมรับว่าได้รับรายงานจากหน่วยงานด้านความมั่นคงว่าสถานการณ์ในช่วง 2 สัปดาห์นี้น่าเป็นห่วงมาก เพราะมีผู้ที่ไม่อยากเห็นบ้านเมืองเกิดความสงบและเดินไปข้างหน้า โดยต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงทั้งในรูปแบบการก่อวินาศกรรมและ การลอบสังหารบุคคลสำคัญ

แนวโน้มสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อมีการ ประชุมศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอฉ.) ถี่ผิดปกติ และมีการประเมินว่า วางแผนรับมือการลอบก่อวินาศกรรมครั้งใหญ่ทั่วกรุง รวมทั้งการลอบสังหารบุคคลสำคัญ และเป็นที่น่าสังเกตุว่า พล.ต.อ.วิเชียร พจน์โพธิ์ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ได้สั่งให้ตำรวจนครบาล(บชน.)จัดเตรียมกำลังไว้รับมือสถานการณ์ที่ไม่น่าไว้ วางใจ และมีการจัดฝึกซ้อมแผนการปราบจลาจลและสลายฝูงชนเพื่อรับมือกับสถานการณ์ที่ อาจเกิดขึ้น

ดร.ปาณิธาน วัฒนายากร ผู้ทำหน้าที่โฆษกรัฐบาล ชี้ว่า สิ่งที่น่าวิตกความเคลื่อนไหวของกลุ่มผุ้ไม่หวังดีที่มีการลำเลียงอาวุธเข้า มาซุกซ่อนอยู่ในจังหวัดปริมณฑลรอบกทม. เพื่อรอปฏิบัติการ รวมทั้งการก่อหวอดของคนเสื้อแดงในจังหวัดที่ไม่มีการประกาศใช้ พ.ร.ก.บริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวบางกระแสระบุว่า มีการลักลอบนำอาวุธสงครามนานาชนิดเข้าประเทศอย่างผิดปกติในช่วงที่ผ่านมาและ มีการลำเลียงมาพักไว้ในบ้านของนักการเมืองและแกนนำคนเสื้อแดงบางคนในจังหวัด รอบกทม.ทำให้เชื่อว่าเป็นการเตรียมที่จะลงมือก่อเหตุร้ายครั้งใหญ่

พล.ต.ต.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) ยอมรับว่าสถานการณ์ช่วงนี้น่าเป็นห่วงเพราะมีรายงานข่าวความเคลื่อนไหวของ กลุ่มที่ต้องการสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงในวันที่ 19 ก.ย.นี้ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 4 ปีการรัฐประหารโค่นล้มระบอบทักษิณเมื่อวันที่ 19 ก.ย.2549 และครบรอบ 4 เดือนเหตุการณ์กลียุคนองเลือดจนนำมาสู่การสลายตัวของม็อบคนเสื้อแดงที่ย่าน ราชประสงค์เมื่อวันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา

ที่สำคัญ พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล กล่าวภายหลังการประชุมนายตำรวจทั่วนครบาลเมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมาเกี่ยว กับข่าวกองกำลังชุดดำที่เข้ามาปฏิบัติการป่วนเมืองในช่วงนี้ โดยยอมรับว่ามีรายงานด้านการข่าวชี้ว่า คนกลุ่มนี้ได้รับการฝึกจากประเทศกัมพูชาเพื่อมาปฏิบัติการอย่างใดอย่างหนึ่ง ในกทม. โดยมีหลักฐานการเช่าคอนโดมิเนียมแห่งหนึ่งซี่งอยู่ใกล้กับบ้านพักของ นายกฯอภิสิทธิ์ ซึ่งล่าสุดกองกำลังชุดดำกลุ่มหนี้อาจรู้ตัวว่าเจ้าหน้าที่กำลังรู้เบาะแสจึง หลบหนีไปเสียก่อน

ข้อมูลของ พล.ต.ท.สัณฐาน สอดคล้องกับข้อมูลความเคลื่อนไหวของกองกำลังชุดดำที่จ.เชียงใหม่และอาจจะสอด คล้องใกล้เคียงกับ น.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และอดีตรมว.ต่างประเทศ ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการข่าวกรองมานาน เตือนให้ระมัดระวังการลอบสังหารบุคคลสำคัญในช่วงนี้ เพราะทราบข้อมูลที่น่าเชื่อถือว่านักโทษจอมบงการได้ว่าจ้างทีมลอบสังหารมือ อาชีพจากนอกประเทศเพื่อรอโอกาสปฏิบัติการครั้งสำคัญ ซึ่งทีมสังหารมืออาชีพจากนอกประเทศเหล่านี้เมื่อทำงานเสร็จแล้วจะออกนอก ประเทศอย่างเงียบเชียบในทันที ซึ่งทำให้ยากในการติดตาม

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจึงไม่แปลกในช่วงนี้ศอฉ.จะตื่นตัวประชุมถี่เป็น พิเศษและกำชับให้หน่วยงานด้านความมั่นคงทุกหน่วยเตรียมรับมือกับสถานการณ์ ที่ไม่น่าไว้วางใจในช่วงนี้อย่างเข้มงวด อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า เครือข่ายขบวนการที่จ้องเผาบ้านป่วนเมืองยังไม่ละความพยายามที่จะสร้าง สถานการณ์รุนแรงโดยหวังที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐมา เป็นของฝ่ายตัวเองอีกครั้ง ดังนั้นการสร้างความปรองดองจึงเป็นเพียงเกมสร้างภาพลวงตา ขณะที่หลังฉากเบื้องหลังสถานการณ์ที่เป็นจริงก็คือ ปฏิบัติการใต้ดินทั้งการลอบก่อวินาศกรรมและแผนลอบสังหารบุคคลสำคัญที่กำลัง เข้มข้นแหลมคมขึ้นทุกขณะเพราะนี่คือหนทางเดียวที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงทาง การเมืองได้อย่างฉับพลัน

ทีมข่าวการเมือง

%d bloggers like this: