พรรคเพื่อไทย

All posts tagged พรรคเพื่อไทย

เตรียมงดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมัน รมว.พลังงาน ยันทำตามสัญญา

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

10 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193067.

Pic_193067

รมว.พลังงานคนใหม่ ยืนยันทำตามที่พรรคเพื่อไทย หาเสียงไว้ ทั้งเรื่องการงดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันชั่วคราว บัตร เครดิตพลังงานสำหรับแท๊กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้างและรถตู้โดยสาร พร้อมร่วมมือกัมพูชาจัดหาแหล่งปิโตรเลียมใหม่เชื่อมีมูลค่ามหาศาล

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. นายพิชัย นริทพันธุ์ รมว.พลังงาน เปิดเผยถึงการดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ว่าใน ระยะสั้นจะต้องเข้ามาช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนตลอด 1ปีที่ผ่านมาก่อน โดยจะดำเนินการทุกอย่างตามนโยบายที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตรนายกรัฐมนตรี ได้ประกาศไว้เมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้ง โดยเฉพาะเรื่องของการงดการเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นการ ชั่วคราวเพื่อทำให้ราคาน้ำมันดีเซลและน้ำมันเบนซินถูกลงมา ขณะเดียวกันต้องจัดทำบัตรเครดิตพลังงานสำหรับผู้ให้บริการรถโดยสารสาธารณะ ได้แก่ แท็กซี่ มอเตอรไซค์รับจ้าง และรถตู้โดยสารนอกจากนี้ มีแนวคิดที่จะร่วมมือกับประเทศกัมพูชาเพื่อจัดหาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ คาบเกี่ยวทางไทย-กัมพูชาซึ่งเชื่อว่ามีมูลค่ามหาศาลและจะเกิดประโยชน์ทาง เศรษฐกิจของประเทศอย่างแน่นอน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 สิงหาคม 2554, 19:00 น.

ขัดอารมณ์คาดหวัง?

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 05:03 น.

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/192289.

Pic_192289

หมายกำหนดการอย่างเป็นทางการ สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้รับแจ้งจากสำนักราชเลขาธิการว่า ทรงโปรดเกล้าฯให้นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาฯ เข้าเฝ้าฯ เพื่อรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 8 สิงหาคม เวลา 17.30 น. ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ โรงพยาบาลศิริราช

ชัดเจน วัน เวลา นาทีประวัติศาสตร์ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย

นัด ส.ส.ลูกทีม และตัวแทนพรรคร่วมรัฐบาลใส่ชุดขาวเข้าร่วมพิธีได้

และตามข่าววงในจะเดินหน้าทำเร็วกันเลย หลังพิธีรับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี “ยิ่งลักษณ์” จะเดินขั้นตอนเพื่อนำรายชื่อคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ขึ้นทูลเกล้าฯทันที

เพื่อให้ทันกับภารกิจสำคัญเร่งด่วน ทั้งปัญหาวิกฤติอุทกภัย และปัญหาปากท้อง ราคาสินค้า ไก่ หมู แห่ขึ้นราคา

แต่นั่นไม่เท่ากับต้องรีบปิดเกม “สยบแรงกระเพื่อม” จากบรรดานักวิ่งทีมชาติ

นั่นก็หมายถึงว่า “นาทีทอง” เหลืออีกไม่กี่ชั่วโมง ตามปรากฏการณ์ฝุ่นตลบ โผ ครม.พลิกไปพลิกมาแบบรายชั่วโมง ไม่มีการรับประกันความชัวร์ จนกว่าจะถึงนาทีสุดท้ายที่รายชื่อถูกส่งให้สำนักราชเลขาธิการ

ยิ่งใกล้ปิดกล่องก็ยิ่งแกว่งแรง

โดยเฉพาะการโผล่มาของ “บิ๊กโอ๋” พล.อ.อ.สุกำพล สุวรรณทัต อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ เพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 10 ของอดีตนายกฯทักษิณ

เบียดแทรกเข้ายึดโควตา รมว.คมนาคม แทน พล.อ.อ.สุเมธ โพธิ์มณี แคนดิเดตที่ปักหลักยาวอยู่ในโพยรายวันมาตั้งแต่ต้น

แซงพรวดเดียวเข้าป้าย ตามความเห็นชอบของทั้งสาย “เฮียเพ้ง” นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล มือขวาคนสำคัญของนายใหญ่ และนายสันติ พร้อมพัฒน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายทุนหลักของพรรค ที่ยื้อยุดฉุดกระชากโควตากันจนหยดสุดท้าย

จบลงตรงที่ลากมา “พบกันครึ่งทาง”

แต่ทั้งหมดทั้งปวง โดยไฟต์บังคับของเก้าอี้ รมว.คมนาคม ยังคงปักธงไว้ที่ภารกิจสำคัญ “นายใหญ่ “ตั้งใจส่ง “มวยพันธุ์ดุ” เข้ามาลุยทลายอภิมหาขุมทรัพย์

ทั้งในส่วนของการล้างบางกลุ่มธุรกิจที่ผูกขาดในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปจนถึงการไล่เบี้ยรายการประมูลบิ๊กโปรเจกต์ ที่เครือข่าย “เพื่อนเนวิน” ยึดกุมผลประโยชน์มหาศาลไว้

เกมไล่บี้เอาคืนพวกแปรพักตร์

ขณะเดียวกัน โดยรายการปูนบำเหน็จพวกภักดี ก็มีแรงเคลื่อนของคนเสื้อแดงทุบโต๊ะขอโควตาให้ “เดอะเต้น” นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ส.ส.บัญชีรายชื่อ นั่งเก้าอี้ รมต.ประจำสำนักนายกฯ

และที่ฟัดกันมันเลย ตัวแปรที่มีผลต่อการจัดโผ ครม. “ยิ่งลักษณ์ 1” ไฮไลต์ยังไปอยู่ที่ “ศึก 2 เจ๊” รายการ “แย่งชามข้าว” กัน ระหว่างเด็กในคาถาของ “เจ๊แดง” นางเยาวภา วงศ์สวัสดิ์ น้องสาวอดีตนายกฯทักษิณ พี่สาวว่าที่นายกฯยิ่งลักษณ์ กับเด็กปั้นของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม.พรรคเพื่อไทย

ตามข่าวไม่พอใจกระทรวงเกรดซีที่ไม่มี “แหล่งอาหาร”

ถึงขั้นปล่อยข่าวแซะโควตาของพรรคร่วมรัฐบาลที่นายใหญ่รับปากให้เพื่อนไปแล้ว

โดยแวว ครม. “ยิ่งลักษณ์ 1” ป่วนหนักตั้งแต่ยังไม่เริ่มเดินหน้าทำงาน และนั่นก็ถือว่า “เข้าทาง” ตามจังหวะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ประกาศเสียงดังฟังชัดภายหลังการประชุม “ยกเครื่องใหม่” ทีมประชาธิปัตย์

จะตั้ง “ครม.เงา” ตามประกบรัฐบาลแน่นอน

และนั่นก็ยังไม่กดดันเท่ากับตัวเลขล่าสุดที่สะท้อนผ่านผลการสำรวจความคิดเห็น

“เอแบคโพล” ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 41 ระบุว่า อยากให้โอกาสรัฐบาลใหม่ของ “ยิ่งลักษณ์” อยู่ทำงานจนครบวาระ 4 ปี ขณะที่ “สวนดุสิตโพล” ประชาชนร้อยละ 52.38 อยากให้เวลา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำงานมากกว่า 6 เดือน และร้อยละ 48.04 ยังเชื่อว่าจะสมหวังกับ น.ส.ยิ่งลักษณ์

หักมุมกันอย่างแรงกับภาพรุมแย่งชามข้าวเลย.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 8 สิงหาคม 2554, 05:03 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 33 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง

รถไฟฟ้าเพื่อไทยมาไว!

Published สิงหาคม 8, 2011 by SoClaimon

8 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/192307.

Pic_192307

ระบบขนส่งมวลชนทางรางของกระทรวงคมนาคม เทียบกับนโยบายสร้างรถไฟฟ้าของเพื่อไทย มีความสอดคล้องกันมาก ซึ่งโครงการรถไฟฟ้าจะเสร็จเร็วกว่าแผนแม่บทของกระทรวงฯ…

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงคมนาคมว่า กระทรวงได้ศึกษาแผนแม่บท ระบบขนส่งมวลชนทางรางของกระทรวง เปรียบเทียบกับนโยบายโครงการสร้างรถไฟฟ้าของพรรคเพื่อไทย พบว่ามีความสอดคล้องกันมาก โดยแผนแม่บทของกระทรวงมีมากกว่านโยบายของพรรคเพื่อไทย 2 สายคือ รถไฟฟ้าสายสีเทา (วัชรพล-สะพานพระราม 9) และรถไฟฟ้าสายสีฟ้า (ดินแดง-สาทร) โดยเชื่อว่าโครงการรถไฟฟ้าจะเสร็จเร็วกว่าแผนแม่บทของกระทรวง จากเดิมแผนทั้งหมดจะแล้วเสร็จในปี 72  เนื่องจากพรรคเพื่อไทยได้ประกาศนโยบายเร่งสร้างรถไฟฟ้า 10 สาย

ด้านนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ผอ.สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) กล่าวว่า โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวเข้ม ช่วงหมอชิต-สะพานใหม่ระยะทาง 12 กม. วงเงินก่อสร้าง 33,000 ล้านบาท และโครงการสายสีเขียวเข้มส่วนต่อขยายสะพานใหม่-คูคต-ลำลูกกา 13.5 กม. ได้ผ่านการพิจารณาเห็นชอบด้านผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว ซึ่งหลังจากนี้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ในฐานะเจ้าของโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว จะต้องเสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณา หากครม.อนุมัติ ก็สามารถประกวดราคาได้ทันที ส่วนเส้นทางสะพานใหม่-คูคต-ลำลูกกานั้น ต้องเสนอเรื่องให้ ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการก่อนที่จะประกวดราคาต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 8 สิงหาคม 2554, 05:15 น.

เจ้าแม่เจ้าพ่อออกฤทธิ์

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

6 สิงหาคม 2554, 05:03 น.

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/191879.

Pic_191879

ไม่มีเซอร์ไพรส์ 296 เสียงเต็มถังพรรคร่วมรัฐบาล เห็นชอบให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ของประเทศไทย

จะมีก็แค่รายการผิดคิว โดยอาการประหม่าของ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นเสนอชื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เผลอพูดผิดเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย เล่นเอาฮากันทั้งห้องประชุม

ในจังหวะสมาธิหลุด อาจเพราะกำลังหมกมุ่นกับโพย ครม.ที่กำลังเข้าด้ายเข้าเข็ม

โผพลิกไปพลิกมา ขนาดชื่อที่นิ่งมาตลอดอย่างนายวิชิต สุรพงษ์ชัย ซีอีโอของ ธนาคารไทยพาณิชย์ แคนดิเดตกัปตันทีมเศรษฐกิจรัฐบาล แต่ที่สุดก็ได้ตัดสินใจบอกปัดนาทีสุดท้าย ทำให้โพยรายวันเปลี่ยนไปที่ชื่อของนายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ที่เพิ่งร่อน อีเมล์ลาออกจากตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.)

แต่นั่นก็ยังเหลืออีกหลายวัน โพยยังพลิกได้อีกหลายตลบ

อย่างไรก็ตาม ในท่ามกลางความคาดหวัง โดยโฟกัสพุ่งไปที่เก้าอี้รองนายกฯ ด้านเศรษฐกิจ และ รมว.คลังของ ครม. “ยิ่งลักษณ์ 1” กระแสจับตาจ้องไปที่มือระดับ “ซีอีโอแถวหน้าของเมืองไทย”

โดยลืมกันไปเลยว่า “จุดขาย” และเป็น “จุดแข็ง” ของพรรคเพื่อไทย อยู่ที่ชั้นเชิงด้านเศรษฐกิจของโคตรเซียนการตลาดยี่ห้อ “ทักษิณ ชินวัตร” ตามสโลแกนหาเสียง “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ” ที่โกยคะแนนให้ “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ได้เป็นกอบเป็นกำ

ว่ากันตามมุมนี้ มันจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับจอมยุทธ์ยอดฝีมือของคนนอกแต่อย่างใด กระทรวงด้านเศรษฐกิจ ทั้งกระทรวงการคลัง กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงคมนาคม กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงไอซีที

ทั้งหมดมันขึ้นอยู่ที่กึ๋นของยี่ห้อ “ทักษิณ” ที่วันนี้ขึ้นชั้นไปสู่ระดับโลกแล้ว

โดยความเชื่อมั่นในตัวของ “ห้องเครื่อง” ไม่ว่าจะจัดใครมานั่งเป็นรัฐมนตรีก็แค่ฟันเฟืองตัวหนึ่ง ที่ตามสเปกอดีตนายกฯทักษิณอาจจะเฟ้นคนที่กึ๋นทันกัน ที่สำคัญต้องความคิดไปในแนวทางเดียวกัน และรับมุกนำไปปฏิบัติได้เร็ว มานั่งเป็นมือเป็นไม้

ไม่จำเป็นต้องได้ “ซีอีโอ” มือปืนรับจ้างระดับแถวหน้าของเมืองไทยแต่อย่างใด

เว้นแต่เป้าหมายเป็นเรื่องของการ “สร้างภาพ” ลดดีกรีความเบ็ดเสร็จ ก็เท่านั้น

ในอารมณ์เดียวกับงานด้านความมั่นคง โฟกัสไปที่เก้าอี้ รมว. กลาโหม ประเมินน้ำเสียงของ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก ที่แบะท่าพร้อมเปิดห้องต้อนรับ “ยิ่งลักษณ์” เข้าพูดจาปรึกษาหารือ โดยเฉพาะถ้าถามหรือให้เกียรติก็พร้อมจะให้คำแนะนำ
ตามสเปกต้อง “ปรองดอง สมาร์ท มีวิสัยทัศน์”

ซึ่งนั่นก็ทำให้ไม่ต้องถอนหมุดจากชื่อของ “บิ๊กอ๊อด” พล.อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะมือประสานสิบทิศ “มิสเตอร์คอนเนกชัน” ต่อได้ทุกสาย แม้จะโดน แรงต้านกะปริดกะปรอยจากเตรียมทหารรุ่น 10 ในพรรคเพื่อไทย ก็ไม่มีผลแต่อย่างใด

นั่นก็เพราะ “บิ๊กอ๊อด” เป็น 1 ใน 5–6 ตัวเลือกในบัญชี “บิ๊กทหารเฒ่า” ที่ฝ่ายนายใหญ่เปิดดีลกับบิ๊กกองทัพแล้วพยักหน้าตรงกัน ในฐานะคนที่แรงเสียดทานน้อยสุด

สรุปมาถึงตรงนี้ ปมมันติดอยู่ตรงโควตาของเจ้าแม่ เจ้าพ่อ ในพรรคเพื่อไทยเอง

ล่าสุดชื่อของ พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ อดีตรองนายกฯ โผล่เข้ามาติดโพยเป็นรองนายกฯ คุมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และโดยแรงสั่นสะเทือนไปถึงชื่อของ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ที่ชื่อกำลังแกว่งไปแกว่งมา ล่าสุดไปโผล่ที่เก้าอี้ รมว.สาธารณสุข

และนั่นก็ก่อให้เกิดแรงตกกระทบไปถึงโควตาของ “เจ๊หน่อย” คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เจ้าแม่ กทม.พรรคเพื่อไทย ที่จอง โควตาไว้ให้ลูกทีมอย่างนายวิชาญ มีนชัยนันท์ ส.ส. กทม.พรรคเพื่อไทย

โดยปฏิกิริยาก็อย่างที่ทีมหมอของกระทรวงสาธารณสุขรีบออกมาต้านชื่อ “สารวัตรเหลิม”

ตามข่าวความเคลื่อนไหวที่ “เจ๊หน่อย” ซึ่งเก็บเนื้อเก็บตัวซุ่มอยู่ในมุมคุมเชิงอยู่นาน ต้องไปปรากฏตัว ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย เปิดลิฟต์มาเห็นนักข่าวตกอกตกใจไปตามๆกัน

ถึงจังหวะต้องออกแรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์กันแล้ว.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 6 สิงหาคม 2554, 05:03 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 9 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง

แล้วแต่จะ ‘จัดให้’ เลย

Published สิงหาคม 4, 2011 by SoClaimon

4 สิงหาคม 2554, 05:03 น.

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/191351.

Pic_191351

ครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองไทย จึงต้องเน้นเป็นพิเศษ

ตามคิวที่นายภราดา เณรบำรุง รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายบริหาร (ข้าราชการ-ประจำ) พร้อมด้วย ผอ.กองพิธีการ และเจ้าหน้าที่กองพิธีการ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางเข้าหารือกับนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่าที่เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เพื่อซักซ้อมความพร้อมตามขั้นตอน ตลอดจนเตรียมการจัดสถานที่ซึ่งสรุปจะใช้ห้องประชุมใหญ่ชั้น 7 อาคารที่ทำการพรรคเพื่อไทย เป็นที่รับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯนายกรัฐมนตรีให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทย

ที่แน่ๆที่จะต้องแปลกไปก็คือเรื่องการแต่งกายของนายกรัฐมนตรีหญิง โดยนายภราดาได้แจ้งว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะใช้ชุดปกติขาว แต่ยังไม่ได้หารือเรื่องชุดครุยเสนาบดีว่าจะต้องมีหรือไม่

ขณะที่การลงนามในเอกสารต่างๆ ก็จะเหมือนกับนายกรัฐมนตรีชาย ไม่มีอะไรที่แตกต่าง

เรื่องของเรื่อง ยังไงก็ต้องให้อารมณ์ความรู้สึกที่น่าตื่นตาตื่นใจ กับภาพนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศไทย

ตามคิวที่วางกันไว้ คนที่จะทำหน้าที่เปิดบันทึกหน้าใหม่ก็คือ “ป๋าเหนาะ” นายเสนาะ เทียนทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดของพรรคเพื่อไทย จะเป็นผู้ลุกขึ้นเสนอชื่อ “ยิ่งลักษณ์” เป็นนายกรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันโหวตเลือกนายกฯ

เอาเป็นว่า “ยิ่งลักษณ์” กำลังสร้างตำนานใหม่ นายกฯหน้าใหม่ ผู้แทนฯมือใหม่ แต่ที่ยังหนีไม่พ้นมุมเก่าๆ อารมณ์เดิมๆของการเมืองแบบไทยๆ

ล่าสุดเริ่มออกฤทธิ์ออกเดชกันแล้ว

กับเพลง “เผลอใจรัก” ท่อนที่คุ้นหู “เผลอใจใฝ่ปอง จึงหมองหม่น เพราะเรามัน เกิดมาจน” ในลีลาเก๋าๆของ “สารวัตรเหลิม” ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย แกล้งร้องดังๆ ตั้งใจให้ได้ยินไปถึงนายใหญ่ที่ต่างแดน หลังจากช็อตก่อนหน้าเพิ่งบ่นระบายความในใจเป็นนัยตั้งข้อสังเกต ไม่มีผู้ใหญ่ในพรรคเพื่อไทยมาทักทาย

ไม่มีสัญญาณใดๆที่จะทาบทามเข้าร่วมเป็นคณะรัฐมนตรี

พวกเก๋าเกมอ่านออกว่า มีสิทธิแห้วสูง

และในอารมณ์ลึกๆก็อย่างที่สะท้อนผ่านนายอนันต์ ศรีพันธุ์ ส.ส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย เด็กในคาถา “สารวัตรเหลิม” ขู่ออกอากาศเลยว่า ถ้า ร.ต.อ.เฉลิมไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี จะเกิดแรงกระเพื่อมขึ้น แน่นอน เพราะที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิมทุ่มเทให้พรรคมาโดยตลอดจนสามารถกวาด ส.ส.อีสานได้ถึง 104 ที่นั่ง ก็ควรจะพิจารณาความดีความชอบด้วย ผู้บริหารพรรคจะมางี่เง่าไม่ได้

และก็ถือว่าได้ผล เพราะล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ รีบปฏิเสธที่มีกระแสข่าวชื่อของ “สารวัตรเหลิม” หลุดโผ ครม.ไม่เป็นความจริง เนื่องจากขณะนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปในการจัดตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี

“ร.ต.อ.เฉลิม เป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ และทำงานร่วม กับพรรคมานาน ซึ่งแน่นอนว่าเป็นบุคคลหนึ่งที่เราไม่ลืมท่านอยู่แล้ว”

ชื่อของ “สารวัตรเหลิม” กลับมาการันตีอยู่ในบัญชี

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ถ้าจะมองเป็นเชิงการต่อรอง ที่โดยเหลี่ยมจะต้องยื่นเงื่อนไขสุดโต่งไว้ก่อน เผื่อต่อรองให้ได้ในจุดที่ต้องการ งานนี้ ต้องยอมรับว่า จากสถานะของ ร.ต.อ.เฉลิม ที่ก่อนหน้านี้ถูกมองเป็นแกนนำเบอร์ต้นๆของพรรคเพื่อไทย ที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร จำเป็นต้องล็อกไว้ใช้เป็นม้างาน ทั้งในเวทีสภา และเวทีนอกสภา ยังไงก็ต้องติดโผรัฐมนตรีแน่ ชนิดที่ยื้อเลือกเก้าอี้เกรดเอได้

แต่เมื่อชื่อหลุดจากโพยไป จนต้องออกมาร้องเพลงดังๆไปถึงหูคนที่อยู่แดนไกล มันก็เป็นอะไรที่บ่งบอกภาวะของ “สารวัตรเหลิม” อยู่ในสถานะจวนตัว จำเป็นต้องคว้าโควตาตามที่นายใหญ่ “จัดให้”

ไม่มีสิทธิเลือกตามใจ ได้เป็นรัฐมนตรีดีกว่าไม่มีเก้าอี้รองนั่ง

ในอารมณ์เดียวกันที่ “ทักษิณ”กำลังดึงเกมยื้อกับพรรคร่วมรัฐบาล ตามลีลาที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ออกตัวเลยว่า ไม่จำเป็นจะต้องจบก่อนวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนและต้องรอให้มีการโหวตนายกรัฐมนตรีให้เรียบร้อยเสียก่อน ถึงจะมีการคุยกันเรื่องโผ ครม.

ตามกระแสข่าวจนถึงวันนี้ก็ยังไม่ชัดเจนว่า พรรคชาติไทยพัฒนาของ “หลงจู๊” บรรหาร ศิลปอาชา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดินของ “บอสใหญ่” สุวัจน์ ลิปตพัลลภ พรรคพลังชลของ “พี่ใหญ่” สนธยา คุณปลื้ม จะได้โควตากระทรวงอะไร ตรงตามที่ขอไปหรือไม่

ไม่ใช่แค่ต่อรอง “นายใหญ่” ไม่เปิดโอกาสแม้แต่ร่วมรู้ข่าววงใน ต้องเช็กจากแกนนำพรรคเพื่อไทย

ตามอารมณ์ “กุมสภาพเบ็ดเสร็จ” แล้วแต่จะ “กรุณาจัดให้”

ได้อะไรก็ต้องรับแต่โดยดี

“ทักษิณ” คนเดิมเป็นยังไง วันนี้ก็ยังเป็นอย่างนั้น.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 4 สิงหาคม 2554, 05:03 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 78 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง

อคส.เด้งรับโครงการรับจำนำข้าวรัฐบาลใหม่

Published สิงหาคม 3, 2011 by SoClaimon

3 สิงหาคม 2554, 14:53 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191264.

Pic_191264

อคส.ลั่นพร้อมเดินหน้ารับจำนำข้าว ตามนโยบายรัฐบาลใหม่ ยันทุจริตลดลงแน่ พร้อมหารายได้เพิ่ม หันขายข้าวสารถุงให้ชาวมุสลิมช่วงถือศีลอด

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. นายอนุกูล แต้มประเสริฐ ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) เปิดเผยถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทย แกนนำจัดตั้งรัฐบาลใหม่ มีแนวคิดที่จะใช้นโยบายรับจำนำข้าวแทนการประกันรายได้เกษตรกรว่า อคส.มีความพร้อมในการรับจำนำข้าวเปลือกตามนโยบายรัฐบาลใหม่ โดยช่วงที่ผ่านมาได้ปรับระบบการทำงาน ทั้งบุคลากรและระบบไอทีเพื่อให้การทำงานเกิดประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนข้อครหาการทุจริตที่ผ่านมานั้น มั่นใจว่า จะลดน้อยลงและสามารถชี้แจงได้

สำหรับการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่นั้น อคส.หันมาทำธุรกิจขายตรงมากขึ้น เน้นสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพ เช่น ข้าวสาร น้ำตาลทราย น้ำมันพืช ซึ่งที่ผ่านมามีการนำข้าวสารบรรจุถุงตรา อคส.ถุงละ 5 กิโลกรัมวางขายในเทสโก้ โลตัส ทำรายได้ปีละประมาณ 100 ล้านบาท แต่ขณะนี้กำลังเจรจาหาเครือข่ายร้านค้า อคส.เพิ่มขึ้น เบื้องต้นตั้งเป้าหมายเปิดให้ได้ 200 แห่งภายในปีนี้

นอกจากนี้ อคส.ได้จัดทำข้าวสารสำหรับทำทานซะกาตฟิฏเราะฮฺ เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนในการปฏิบัติตามหลักศาสนาของชาวมุสลิม มีให้เลือก 2 ชนิด ได้แก่ ข้าวหอมมะลิ 100% ชั้น 2 ถุงสีเขียว ปริมาณ2.5 กิโลกรัม ถุงละ 85 บาท และข้าวขาว ถุงสีน้ำเงิน 2.5 กิโลกรัม ถุงละ 60 บาท ซึ่งจะวางจำหน่ายเฉพาะช่วงถือศีลอดในเดือนส.ค.นี้ ตั้งเป้ายอดจำหน่าย 100,000 ถุง สามารถหาซื้อได้ตามมัสยิด หรือที่อคส. โทร 02-507-5218 และ 02-507-5756

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 3 สิงหาคม 2554, 14:53 น.

ต้อง ‘ตั้งไข่’ ให้นิ่งก่อน

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

2 สิงหาคม 2554, 05:03 น.

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/190806.

Pic_190806

ไหลตามเกมอำนาจโดยอัตโนมัติ

ล่าสุดโดยปรากฏการณ์ความเปลี่ยนแปลงที่ “ทีมข่าวประจำ สร.1” ของสื่อแขนงต่างๆได้เปลี่ยนจากการติดตามคณะของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี มาเฝ้าติดตามขบวนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะว่าที่นายกรัฐมนตรีคนใหม่

สื่อมวลชนส่วนใหญ่ปรับภารกิจกันล่วงหน้าแล้ว

และก็เป็นอะไรที่กดดันกันเป็นนัย ตามจังหวะบทบาทของว่าที่นายกรัฐมนตรี ที่มาก่อนกระบวนการขั้นตอนแต่งตั้งอย่างเป็นทางการ น่าจะทำให้ “ยิ่งลักษณ์” ต้องปรับสภาพรับสถานะใหม่ให้เร็วกว่าปกติ

แต่ก็ถือว่า “เชิงดี” เมื่อเทียบกับพวก “มือใหม่หัดขับ” แค่ 3–4 เดือน

เอาเป็นว่า ตั้งแต่ประทับสถานะผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 1 ของพรรคเพื่อไทย อย่างเป็นทางการ จนถึงวันนี้จ่อเข้าใกล้เก้าอี้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของเมืองไทย

“ยิ่งลักษณ์” ยังไม่พลาดหลุดสะดุด “เสียฟอร์ม”

โดยเฉพาะกับบทประคองแรงกระเพื่อม “ยิ่งลักษณ์” ก็ทำได้เนียนเหมือนพวกชั่วโมงบินสูง ประเมินจากลีลาโอ้โลมปฏิโลม ออกตัวกรณีที่ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ประกาศถอนตัวไม่ชิงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้เกิดจากการกดดัน

แต่เป็นความประสงค์ของ พ.อ.อภิวันท์เอง ซึ่งก็รู้สึกเสียดาย เพราะ พ.อ.อภิวันท์ เป็นหนึ่งในผู้ที่มีความรู้ความสามารถ อย่างไรก็ตาม พ.อ.อภิวันท์ก็สามารถช่วยงานพรรคในทุกบทบาทได้อยู่แล้ว

ส่วนกับคำถามที่ว่า จะปรับให้ พ.อ.อภิวันท์ไปเป็นรัฐมนตรีหรือไม่ “ยิ่งลักษณ์” ก็กั๊กจังหวะเป็นนัย ตำแหน่งมันไม่สามารถแทนกันได้ เพราะทุกอย่างจะเอาลักษณะงานเป็นตัวตั้ง งานบริหารในแต่ละกระทรวงเป็นส่วนหนึ่ง งานของสภาฯก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง แต่ยอมรับว่าอาจจะมีบางคนที่มีคุณสมบัติเป็นได้ทั้งงานฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ

ไม่ผูกมัด แต่ก็ไม่ตัดบทซะทีเดียว นี่แหละ “ลูกเขี้ยว” ของมือบริหารเชิงสูง

เอาเป็นว่ามาถึงตรงนี้ “ยิ่งลักษณ์” ผ่านไปอีกหนึ่งด่านแบบนิ่มๆ เมื่อที่ประชุมพรรคเพื่อไทยได้เคาะโต๊ะชื่อของ “ขุนค้อน” นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ส.ส.ขอนแก่น ให้ดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร โดยมีนายเจริญ จรรย์โกมล ส.ส.ชัยภูมิ เป็นรองประธานสภาฯคนที่ 1 และนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ส.ส.พะเยา เป็นรองประธานสภาฯคนที่ 2

ปิดกล่องการชิงโควตาฝ่ายนิติบัญญัติ จังหวะต่อไปก็ต้องไหลไปที่เกมแย่งเก้าอี้ฝ่ายบริหาร เสียบโพยรัฐมนตรี ตามคิวที่ พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แฉเองเลยว่า ช่วงนี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บ่นว่าปวดหัวกับพวกวิ่งเต้นขอตำแหน่ง เลยปิดโทรศัพท์มือถือหนีแล้ว

สัญญาณ “แห้ว” ของบรรดา “นักวิ่งทีมชาติ”

ทั้งหมดทั้งปวง โยงแกะรอยตามมุมที่ พ.อ.อภิวันท์ พูดเปิดใจหลังถอนตัวจากการชิงแคนดิเดตประธานสภาฯเพื่อเป็นจุดเริ่มของความปรอง ไม่ให้ภาพของการเป็นแกนนำเสื้อแดง นปช.ก่อความขัดแย้ง

“ล็อกสเปก” คนที่จะทำให้บ้านเมืองพัฒนาไปสู่ความปรองดองได้ มี 3 ส่วนที่สำคัญคือประธานสภาฯ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง และรมว.กลาโหม โดยผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวจะต้องเป็นคนที่รับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างได้ ถูกด่าได้ ไม่ใช่ว่าถูกด่าแล้วไปตอบโต้

จะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้เพื่อที่จะนำพาความปรองดองไปสู่ความสำเร็จ

จากมุมของ พ.อ.อภิวันท์เทียบกับโพยที่ออกมาเบื้องต้น ตามคิวประธานสภาผู้แทนราษฎร ปักหมุดที่ “ขุนค้อน” โดยภาพของนายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ก็ไม่เคยมีคิวยั่วบาทาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด

บุคลิกไม่แข็งกร้าว เข้าได้กับทุกฝ่าย

ขณะที่รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงที่ปรากฏในแคนดิเดตทั้งนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย หรือ “บิ๊กผิว” พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก ก็ไม่ใช่ประเภทฮาร์ดคอร์

โดยการวางตัวเป็นผู้ใหญ่ที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของ “ความนิ่ง” ประสานได้ทุกฝ่าย

หันไปที่เก้าอี้ รมว.กลาโหม ตามโผ “บิ๊กอ๊อด” พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ก็การันตีคุณสมบัติมือประสานผู้มีเครือข่ายโยงใยในทุกระดับ สามารถต่อสายในเส้นที่ “ทักษิณ” ต่อไม่ติด

ตามรูปการณ์ แสวงมิตรมากกว่ายั่วท้าทายฝ่ายต้าน ล้อ “สัญญาณพิเศษปรองดอง”

ครม. “ยิ่งลักษณ์ 1” ต้องเน้น “ตั้งไข่” ยืนให้นิ่งก่อน.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 2 สิงหาคม 2554, 05:03 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 34 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง

เดิมพันที่กึ๋นเศรษฐกิจ

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

26 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

http://www.thairath.co.th/column/pol/wikroh/189074.

Pic_189074

ก็ยังได้แค่สนุกกับการแกะรอยปริศนาเกม 10 คำถามรายวัน

ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ว่าที่นายกรัฐมนตรี บอกใบ้ งานด้านการต่างประเทศถือว่าสำคัญ บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่ง รมว.ต่าง-ประเทศ ต้องเป็นผู้ที่สร้างความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับนานาประเทศได้ เข้าใจพื้นฐานทางการทูตเป็นอย่างดี เพราะพรรคเพื่อไทยมีความต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับนานาประเทศ

โดยไม่จำกัดว่าจะเป็นคนนอกหรือคนใน ขอเพียงเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถ

เป็นอะไรที่ “กว้างมาก” จากสเปกที่กำหนดไว้ลอยๆ เดาทางได้เลย แม้แต่คนจัดโพยเองก็ยังไม่รู้คำตอบสุดท้าย รมว.ต่างประเทศของ ครม. “ยิ่งลักษณ์ 1” จะลงตัวที่ใคร

“โดยพฤตินัย” ก็อย่างที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ คนที่มีสิทธิ์ขาด “ตามนิตินัย” ต้องบอกปัดคำถามกรณีคนต่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมจัดตั้ง ครม. ปฏิเสธคนในครอบครัวไม่ได้มีส่วนเข้ามาเกี่ยวข้องกับการจัดโผรัฐมนตรี ยืนกรานเสียงแข็ง ทั้งหมดอยู่ที่คณะกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยที่จะตัดสินใจ

มะรุมมะตุ้ม “ใบสั่ง” ว่อนจากหลายสาย

สารพัดเงื่อนไขสรุปได้ว่า การจัดเก้าอี้รัฐมนตรี ยังปิดกล่องไม่ได้ง่ายๆ

ที่แน่ๆเช็กสัญญาณตรงกัน ทางหนึ่ง นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กุนซือพรรคชาติไทยพัฒนา แพลมเป็นนัย มีข้อตกลงกันแล้วว่า การจะหารือเรื่องตั้งคณะรัฐมนตรีต้องให้มี ส.ส.ที่ได้รับการรับรองจาก กกต.ร้อยละ 95 หรือ 475 คนก่อน ถึงจะมีการนัดพูดคุย กันอีกครั้งหนึ่ง

สอดคล้องทำนองเดียวกับ นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ยืนยันเช่นกันว่า ขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าเรื่องการหารือจัดตั้งคณะรัฐมนตรี เนื่องจากทุกอย่างยังเดินไปตามที่วางไว้ก่อนหน้านี้ คือ ต้องรอให้ได้ ส.ส. 475 คน และมีการเปิดสภาผู้แทนราษฎร รวมถึงการหาตัวประธานสภาฯ รองประธานสภาฯ กระทั่งโหวตเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี เสร็จสิ้น จึงจะสามารถ ให้ความชัดเจนเรื่องสัดส่วนการจัดคณะรัฐมนตรี

กั๊กคิวเกลี่ยโควตาพรรคร่วมรัฐบาล เบรกแรงกระเพื่อมเกมแย่งชามข้าวในพรรคเพื่อไทย ตามจังหวะ “ยิ่งลักษณ์” ก็มีปมเหตุให้อ้างรอ กกต.รับรอง ลากเกมออกไปได้อีกระยะ

และทั้งนี้ทั้งนั้นดูเหมือนว่า โจทย์สำคัญจะให้น้ำหนักไปที่เชิงบริหารเศรษฐกิจมากกว่า ตามโปรแกรมที่ “ยิ่งลักษณ์” มีคิวเข้าร่วมประชุมกับทีมเศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยแทบทุกวัน

ล่าสุดจับทางจากคิวว่าที่นายกฯหญิง โชว์กึ๋นถึงการจัดทำร่างนโยบายเศรษฐกิจ ขณะนี้กำลังศึกษารายละเอียดจากผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงดูแหล่งที่มาของรายได้ก่อนทำงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งต้องศึกษาประเด็นย่อยก่อน จากนั้นจะศึกษาภาพรวมเศรษฐกิจ เพื่อให้เกิดวงจรเศรษฐกิจที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด คือ สมดุลทั้งรายได้และรายจ่าย รวมถึงเกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพ

ขณะเดียวกันเห็นว่า ไม่จำเป็นต้องรื้องบประมาณรายจ่ายมาศึกษาใหม่ โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจกต์ต่างๆ เนื่องจากทุกอย่างเป็นแผนงานที่ดี เพียงแต่นำมาปรับปรุงให้เกิดประโยชน์เท่านั้น อย่างไรก็ตาม ยืนยันจะหารือกับข้าราชการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานเศรษฐกิจ เนื่องจากเชื่อว่า เจ้าหน้าที่มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงาน และมั่นใจนโยบายของพรรคที่ประกาศไว้ตอนหาเสียง สามารถขับเคลื่อนได้

ไล่เรียงให้เห็นภาพได้เป็นฉากๆ อธิบายความเป็นไปได้ ได้อย่างเป็นระบบ

โดยฟอร์มแล้ว “ยิ่งลักษณ์” ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี

ขณะที่นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก็เปิดเผยว่า ได้จัดส่งข้อมูลโครงสร้างต้นทุนสินค้าที่จำเป็นต่อการครองชีพของประชาชน จำนวน 10 รายการ ได้แก่ หมู ไก่ ไข่ไก่ เนื้อวัว กุ้ง น้ำมันปาล์ม น้ำตาล ข้าวสารบรรจุถุง อาหารจานเดียว และผักผลไม้ พร้อมทั้งมาตรการและแนวทางในการกำกับดูแล ไปยังทีม เศรษฐกิจของพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตามที่ได้มีการร้องขอมา

ตั้งท่าแก้ปัญหาปากท้อง ตีธงไปที่เรื่องค่าครองชีพของประชาชนเป็นวาระด่วนอันดับแรก

ทีมเศรษฐกิจ “ห้องเครื่อง” รัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ 1” เดินเครื่องล่วงหน้าไปก่อนแล้ว

เพราะรู้ตัวดีว่า ไม่มีเวลาให้แม้แต่จะไหว้ครู.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 26 กรกฎาคม 2554, 05:03 น.

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

  • 209 ข่าว
  • ไม่มีรูปภาพที่เกี่ยวข้อง
  • ไม่มีข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้อง

แนะผ่าทางตันค่าแรง 300!

Published สิงหาคม 2, 2011 by SoClaimon

2 สิงหาคม 2554, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/190835.

Pic_190835

“ปานปรีย์” อดีตผู้แทนการค้าไทย แนะทางออก ให้ทุกฝ่ายตั้งโต๊ะหาข้อสรุปค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน ชี้อาจเป็นหนทางสู่การลดความเหลื่อมล้ำระหว่างคนจนกับคนรวย และไทยจำเป็นต้องปรับทักษะแรงงาน ให้ยืนได้บนเวทีอาเซียนที่จะเป็นตลาดเดียวกันในปี 2558 ด้านเอกชน “เอ็มแรป” นำร่องขึ้นค่าแรงแล้ว

นายปานปรีย์ พหิทธานุกร อดีตผู้แทนการค้าไทย ให้ความเห็นกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับนโยบายการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทของรัฐบาลชุดใหม่จากพรรคเพื่อไทยว่า นโยบายนี้ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายที่จะนำมาเป็นเหตุให้คนไทยต้องเอามาเป็นข้อพิพาท หรือสร้างความขัดแย้งกันในทางการเมืองอีก

แต่เป็นเรื่องที่น่าจะมีการนั่งโต๊ะเพื่อหารือร่วมกันในทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับทำให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันว่า ภาครัฐและเอกชนจะร่วมมือกันอย่างไร เพื่อให้นโยบายที่ว่านี้เกิดประโยชน์ร่วมกัน “ย้อนหลังดูจะพบว่าค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำนั้น เกิดจากสาเหตุที่เรามีผู้ใช้แรงงานล้นอยู่ในระบบจำนวนมาก แรงงานเหล่านี้มาจากภาคเกษตรกรรมที่ว่างเว้นจากฤดูกาลเพาะปลูก และเก็บเกี่ยว การกำหนดค่าจ้างในยุคแรกๆจึงเป็นเรื่องของฝ่ายนายจ้าง”

นายปานปรีย์กล่าวด้วยว่า ฐานค่าจ้างในระยะแรกจึงมีตัวเลขที่ต่ำกว่าสภาพความเป็นจริง ด้วยเหตุนี้เองฝ่ายการเมืองจึงได้เข้ามาทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพ และผู้กำหนดค่าจ้างขั้นต่ำให้ ทุกครั้งที่มีการถกเถียงกันเรื่องนี้ จะเห็นว่าฝ่ายการเมืองจะเป็นผู้ทุบโต๊ะตัดสินให้ตลอด จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกที่ฝ่ายการเมืองจะลุกขึ้นมาเคาะอัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำจะถูกกำหนดให้เป็นเท่าไหร่ สิ่งที่รัฐบาลควรนำไปใช้เป็นเหตุผลหลักในการพิจารณาคือ มันได้ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตเพิ่มขึ้นหรือไม่

“ถ้านโยบายนี้ทำให้ประสิทธิภาพการผลิตปรับตัวดีขึ้น หรือมีผลผลิตออกจากโรงงานมากขึ้น ผู้ประกอบการก็น่าจะสามารถตอบรับกับค่าจ้างขั้นต่ำนี้ได้” นายปานปรีย์กล่าวและว่า ความต้องการของหลายฝ่ายที่อยากจะแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำ และช่องว่างระหว่างรายได้ของคนจนกับคนรวย อาจจะแก้ได้ด้วยนโยบายนี้ กระนั้นก็ตาม ก็ยังเห็นว่า นายจ้างกับลูกจ้างน่าจะมีโอกาสได้หารือกันแทนที่จะโต้เถียงกันไปมา

นายปานปรีย์กล่าวด้วยว่า ประเทศไทยซึ่งจะต้องเข้าร่วมเป็นประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า จำเป็นจะต้องปรับโครงสร้างด้านอัตราค่าจ้างแรงงานใหม่เพื่อเพิ่มทักษะ และความชำนาญการให้แก่แรงงานไทยในการรองรับการเคลื่อนย้ายของแรงงานจากประเทศในภูมิภาคได้

ขณะเดียวกันก็จำเป็นจะต้องหามาตรการปกป้อง และพัฒนาแรงงานไทยให้สามารถเข้าสู่โหมดของการแข่งขันในด้านการผลิตสู้กับสินค้า และบริการที่ต้องเปิดเสรีในกลุ่มประเทศประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้ได้ ซึ่งรัฐบาลจะต้องเป็นเจ้าภาพวางแผนรับมือกับเรื่องเหล่านี้เอง

“ผมคิดว่า เราคงต้องแยกเรื่องต่างๆออกจากกันให้ดี แยกแรงงานที่มีทักษะ หรือแรงงานฝีมือให้ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม และสูงขึ้น พร้อมกับตัดสินการกำหนดอัตราค่าจ้างขั้นต่ำบนฐานของการผลิต หรือ Productivity เป็นสำคัญ ส่วนธุรกิจขนาดกลาง และขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี รัฐบาลจะต้องหามาตรการช่วยเหลือ หรือให้สิทธิประโยชน์เพื่อให้เขาสามารถจ้างแรงงานที่มีฝีมือ และจ่ายค่าจ้างในอัตราที่สูงได้ อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ จำเป็นจะต้องรอความชัดเจนจากนโยบายของรัฐบาลซึ่งจะแถลงต่อรัฐสภาในเร็วๆนี้ต่อไป” นายปานปรีย์กล่าว

ด้านนายเอนก จงเสถียร กรรมการผู้จัดการบริษัท เอ็ม เอ็ม พี จำกัด ผู้ผลิตฟิล์มถนอมอาหารรายใหญ่ภายใต้แบรนด์ดัง เอ็มแรป เปิดเผยว่าเขาได้เรียกประชุมพนักงานเพื่อปรับเพิ่มอัตราค่าจ้างขั้นต่ำแก่พนักงาน และลูกจ้างของบริษัทจำนวนกว่า 500 คน รวมถึงพนักงานในเครืออีกเท่าๆกันแล้ว ตั้งแต่เมื่อวันที่ 1 ส.ค.เป็นต้นมา

ทั้งนี้ นายเอนกกล่าวว่า พนักงาน-ลูกจ้างตั้งแต่ระดับล่างจนถึงผู้บริหารทุกรายที่ทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร จะได้รับค่าจ้างเพิ่มขึ้นประมาณ คนละ 2,125 บาทต่อเดือน โดยคิดจากฐานค่าจ้างขั้นต่ำเดิมที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 215 บาท/คน/วัน เพิ่มอีก 85 บาท (คูณกับวันทำงานจริง 25 วัน) ก็จะได้ครบ 300 บาทต่อวัน ส่วนพนักงานที่ทำงานยังโรงงานในพื้นที่ต่างจังหวัดนอกเขตกรุงเทพมหานคร จะได้เพิ่มขึ้นเป็น 300 บาทจากอัตราค่าจ้างขั้นต่ำปัจจุบันที่กำหนดไว้ในพื้นที่นั้นๆ “เราจ่ายให้ทันที ก่อนกำหนดการที่รัฐบาลให้คำมั่นสัญญาไว้ เพราะเห็นด้วยว่า ค่าจ้างขั้นต่ำในปัจจุบันนั้น ไม่เพียงพอจะทำให้ลูกจ้างหรือคนงานอยู่ได้ สำหรับเงินที่จ่ายแก่พนักงาน-ลูกจ้างครั้งนี้ให้ถือเป็นการปรับฐานเงินเดือนพิเศษตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งไม่เกี่ยวกับการปรับขึ้นเงินเดือนประจำปีที่พนักงานจะต้องได้รับช่วงสิ้นปี ผมยังยืนยันว่า การทำเช่นนี้ช่วยให้คุณภาพชีวิตของพนักงานและลูกจ้างดีขึ้น เพื่อให้คุณภาพของสังคมดีขึ้นตามมา” นายเอนกกล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 2 สิงหาคม 2554, 05:30 น.

คมนาคมจ่อเสนอแผนยุทธศาสตร์ลงทุน 1.5 ล้านล้านบาท

Published กรกฎาคม 25, 2011 by SoClaimon

25 กรกฎาคม 2554, 00:10 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/188816.

Pic_188816

กระทรวงคมนาคม เตรียมเสนอสรุปรายละเอียดแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของกระทรวงคมนาคม ในช่วง 5 ปี เพื่อพิจารณาวงเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท ให้กับรัฐบาลใหม่…

มีรายงานว่าในช่วงสัปดาห์นี้ ทุกหน่วยงานของกระทรวงคมนาคม จะมีการสรุปรายละเอียดแผนยุทธศาสตร์การดำเนินงานของกระทรวงคมนาคม ในช่วง 5 ปี ระหว่างปี 54 – 58 เพื่อเตรียมเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา คิดเป็นวงเงินลงทุนเบื้องต้นประมาณ 1.5 ล้านล้านบาท

โดยจะครอบคลุมทั้งการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาระบบรางรถไฟ ซึ่งจะรวมถึงโครงการตามแผนปฏิรูปการรถไฟวงเงิน 1.76 แสนล้านบาท ในส่วนที่ยังไม่ได้รับการอนุมัติวงเงิน

นอกจากนี้ยังมีแผนการพัฒนาระบบรถไฟฟ้าตามแผนแม่บทที่จะก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลรวม 12 เส้นทาง การพัฒนารถไฟความเร็วสูงรวม 5 เส้นทาง งานก่อสร้างท่าเรือ งานก่อสร้างและซ่อมบำรุงถนน โดยจะจัดกลุ่มโครงการไว้ภายใต้ยุทธศาสตร์ 5 ด้าน คือ เชื่อมโยงโครงข่ายระบบขนส่งภายในประเทศและพัฒนาจุดเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน , การพัฒนาระบบโลจิสติกส์การขนส่ง , การพัฒนาระบบขนส่งให้ได้มาตรฐานความปลอดภัย , การพัฒนาการให้บริการระบบขนส่งเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต และบริหารจัดการระบบขนส่งและการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพ

“ รมว.คมนาคมคนใหม่จะพิจารณาจัดลำดับความสำคัญของแต่ละโครงการ เพื่อให้แผนงานสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล มั่นใจว่าจะไม่มีโครงการใหม่ที่อยู่นอกเหนือจากแผนที่กระทรวงคมนาคมเสนอ เพราะส่วนใหญ่นโยบายของพรรคเพื่อไทยสอดคล้องกับแผนงานของกระทรวงคมนาคมอยู่แล้ว ”

สำหรับนโยบายของพรรคเพื่อไทย ที่มีความสอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ ของกระทรวงคมนาคม คือ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมภูมิภาค ซึ่งอยู่ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาการให้บริการระบบขนส่งเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต โดยปัจจุบันกระทรวงคมนาคมอยู่ระหว่างการเจรจากับรัฐบาลจีน เพื่อดำเนินโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง 5 สายทาง โดยเส้นทางที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ เส้นทาง กรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 615 กม. ส่วนเส้นทางอื่นๆ ได้แก่ เส้นทางกรุงเทพฯ-ระยอง ระยะทาง 221 กม. , เส้นทางกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ ระยะทาง 982 กม. , เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ และเส้นทางกรุงเทพฯ-อุบลราชธานี

นอกจากนั้นยังมีโครงการก่อสร้างรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล โดยกระทรวงคมนาคม จะเสนอตามแผนแม่บทที่มีอยู่ 12 สายทาง ส่วนแนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ การเพิ่มบทบาทการขนส่งทางรางเพื่อขึ้น และลดการขนส่งทางถนนลง ซึ่งกระทรวงคมนาคมตั้งเป้าลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ในส่วนต้นทุนการคมนาคมลง 2% ของจีดีพี จากปัจจุบันต้นทุนการคมนาคมอยู่ที่ประมาณ 8.7% ของจีดีพี ซึ่งข้อแตกต่างของยุทธศาสตร์กระทรวงคมนาคมกับแนวทางการหาเสียงของพรรคเพื่อไทยคือ ระยะเวลาดำเนินงาน โดยแผนของกระทรวงคมนาคมใช้เวลาดำเนินงาน 20 ปี ขณะที่แผนของพรรคเพื่อไทยใช้เวลาดำเนินการ 10 ปี

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 กรกฎาคม 2554, 00:10 น.
%d bloggers like this: