พรบ.ร่วมทุน

All posts tagged พรบ.ร่วมทุน

‘ไทยไทเกอร์’เจอโรคเลื่อนเปิดบริการเป็นพ.ค.54

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 22:28 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128328.

Pic_128328

บอร์ดการบินไทยเผย “ไทยไทเกอร์” เจอโรคเลื่อนเปิดบริการในไทยเป็นเดือน พ.ค.54 ยันไม่ขัด พรบ.ร่วมทุนฯ …

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในฐานะประธานคณะกรรมการ บริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน) เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดว่า ที่ประชุมได้มีมติเห็นชอบแผนการจัดตั้งสายการบินไทย “ไทยไทเกอร์ แอร์เวย์ส” รวมทั้งได้ประเมินระยะเวลาในการดำเนินการเตรียมการ และขออนุมัติตามขั้นตอนต่างๆ แล้วพบว่า การเปิดให้บริการสายการบินไทยไทเกอร์นั้นพบว่าจะต้องเลื่อนเปิดการให้บริการออกไปจากเดิมในเดือน เม.ย.54 ไปเป็น พ.ค.54

ส่วนกรณีที่มีหลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการจัดตั้งดังกล่าวเข้าข่ายว่า จะต้องดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2553 (พรบ.ร่วมทุน 2535) หรือไม่นั้น นายอำพน กล่าวต่อว่า ในเรื่องนี้ตนพร้อมด้วยนายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย ได้ชี้แจงรายละเอียดความชัดเจนต่อนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดกระทรวงคมนาคม ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณาด้านกฎหมาย ฝ่ายกฎหมายของการบินไทย ตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุดที่อยู่ในบอร์ด ได้หารือเห็นตรงกันว่าการบินไทยไม่ต้องดำเนินการตาม พรบ.ร่วมทุน 2535

สำหรับสัดส่วนหุ้นที่ชัดเจนการบินไทยจะต้องเป็นผู้ถือหุ้นข้างมาก 51% แบ่งเป็นบริษัทการบินไทย 49.9% พนักงานของสายการบินไทยไทเกอร์ที่มีสัญชาติไทยถือหุ้น 1.1% ส่วนอีก 49% แบ่งเป็นบริษัทไทเกอร์ แอร์เวย์ส โอลดิ้ง ลิมิเต็ด ถือหุ้น 39% และไรอัน เอเชีย ลิมิเต็ด ถือหุ้นร้อยละ 10% และมีการปรับโครงสร้างคณะกรรมการไทยไทเกอร์ฯ จาก 5 คนเป็น 7 คน แบ่งเป็นผู้แทนการบินไทย 4 คน ผู้แทนไรอัน เอเชียฯ 1 คน และไทเกอร์แอร์เวย์ส 2 คน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 22:28 น.

อสส.ยันสัญญา3 จี “กสท-ทรู” ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน

Published กรกฎาคม 13, 2011 by SoClaimon

12 กรกฎาคม 2554, 23:00 น.

อสส.ยันสัญญา3 จี “กสท-ทรู” ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน.

Pic_185861

“อัยการสูงสุด” ยันสัญญา3 จี “กสท-ทรู” ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน ไม่ขัด พ.ร.บ.กสทช. ขณะที่ “ไอซีที” ยังกังขา ขอส่งให้สำนักงานกฤษฎีกาตีความอีกรอบ และรอผลตัดสินศาลปกครอง เพื่อความชัดเจน …

วันที่ 12 ก.ค. นางจีราวรรณ บุญเพิ่ม ปลัดกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร(ไอซีที) เปิดเผยว่า จากที่กระทรวงไอซีที ได้ขอหารือสำนักงานอัยการสูงสุด เมื่อวันที่ 11 ก.พ. 54 กรณีการทำสัญญาธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่เพื่อให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม ระหว่างบริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) กับบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นไปตามขั้นตอน ถูกต้อง ครบถ้วน ครอบคลุมกฎหมาย ของกฎหมายหรือไม่ โดยเฉพาะ พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมการงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุน)  และต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2553 (พ.ร.บ.กสทช.)

ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 ก.ค. ที่ผ่านมา สำนักงานอัยการสูงสุดได้ทำหนังสือตอบกลับมายังกระทรวงไอซีทีแล้ว โดยระบุว่า การทำสัญญาดังกล่าวไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน เพราะเป็นการเช่าเครื่องและอุปกรณ์โทรคมนาคมตามระเบียบของ กสท ว่าด้วยการพัสดุ โดยวิธีตกลงราคากัน อีกทั้ง กสท มีสถานภาพเป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด เป็นเพียงผู้รับใบอนุญาตการประกอบกิจการโทรคมนาคมซึ่งเทียบเท่ากับเอกชนรายอื่น ๆ ที่ต้องปฏิบัติตามประกาศของคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ซึ่งแตกต่างจากเดิมที่ กสท นำคลื่นความถี่ไปจัดสรรให้สัมปทานกับเอกชน และเมื่อ กสทช.ได้กำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมแล้ว การอนุญาตและการประกอบกิจการ จึงไม่ใช่เป็นการใช้ทรัพย์สินของส่วนราชการหรือของหน่วยงานรัฐ ตามพ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 แต่เป็นการดำเนินการภายใต้ พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ.2544 และพ.ร.บ.กสทช.2553

สำหรับการให้ความเห็นเกี่ยวกับการแผนการลงทุนรองรับการทำสัญญาโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ของ กสท วงเงิน 12,000 ล้านบาทนั้น นางจีราวรรณ กล่าวว่า กระทรวงไอซีทีทำหนังสือถึงกระทรวงการคลัง ในฐานะผู้ถือหุ้น 100% เพื่อสอบถามความเห็นในเรื่องของการลงทุน ซึ่งขณะนี้ยังคงรอคำตอบจากกระทรวงการคลัง ก่อนที่จะเสนอความเห็นให้ รมว.ไอซีทีพิจารณา เพื่อนำเสนอต่อไปยังสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.)

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า แม้กระทรวงไอซีทีจะได้รับหนังสือตอบกลับจากอัยการสูงสุด ที่ลงนามโดยนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด แล้วก็ตาม แต่ยังคงมีข้อกังขาว่า ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน ตามบทนิยามว่า “ร่วมงานหรือดำเนินการ” ตามมาตรา 4 พ.ร.บ.ร่วมทุน 2535 อย่างไร เนื่องจากการดำเนินการให้บริการ 3 จี ถ้าจะให้สำเร็จผลเปิดให้บริการได้ กสท จะต้องยื่นเรื่องขออนุญาตการนำเข้าและติดตั้งอุปกรณ์ จาก กสทช. แล้วนำใบอนุญาตนั้น มาให้กลุ่มบริษัททรู นำเข้าอุปกรณ์ แล้วมาติดตั้ง เพื่อให้ กสท เช่าใช้เครื่องและอุปกรณ์อีกทอดหนึ่ง ฉะนั้น จึงเตรียมที่จะนำเรื่องดังกล่าวหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา รวมถึงรอผลการตัดสินชี้ขาดของศาลปกครองด้วย จากที่บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) ได้ยื่นฟ้องร้อง กสท ว่า สัญญาดังกล่าวไม่เป็นตามกฎหมาย พ.ร.บ.ร่วมทุนปี 2535 เพื่อให้เกิดความชัดเจนและเป็นที่สิ้นสุดของการตรวจสอบสัญญาฉบับดังกล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 กรกฎาคม 2554, 23:00 น.

“จิรายุทธ” ยันสัญญา 3 จีแจงได้ทุกขั้นตอน ยกเครื่องเพื่อ “กสท” อยู่รอด

Published มีนาคม 4, 2011 by SoClaimon

4 มีนาคม 2554, 06:00 น.

ผ่านทาง\”จิรายุทธ\” ยันสัญญา 3 จีแจงได้ทุกขั้นตอน ยกเครื่องเพื่อ \”กสท\” อยู่รอด – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_153293

 

เปิดใจ “จิรายุทธ” ยันสัญญาโทรศัพท์มือถือ 3 จี “กสท-ทรู” ทำเพื่อความอยู่รอดขององค์กร และสร้างโอกาสทางธุรกิจ ยันทำทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย มั่นใจ “จุติ” ชี้แจงฝ่ายค้านได้ทุกประเด็น ย้ำเลือก “ทรู” เพราะซื้อฮัทช์สำเร็จ …

นายจิรายุทธ รุ่งศรีทอง กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การดำเนินการในธุรกิจโทรศัพท์มือถือ รูปแบบใหม่เพื่อบริการ 3 จี กับริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เพื่อให้บริการ 3 จี บนคลื่นความถี่เดิม ด้วยเทคโนโลยีเอชเอสพีเอ เป็นการดำเนินการเพื่อความอยู่รอดของ กสท เพราะในอีก 3 ปีข้างหน้า กสท จะไม่มีรายได้จากสัมปทานโทรศัพท์มือถืออีกแล้ว “หมดยุคเสือ นอนกินแล้ว เพราะ พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) กำหนดให้ กสท นำรายได้จากสัมปทานส่งเข้ารัฐทั้งหมด”

ดังนั้น ถ้า กสทไม่เตรียมความพร้อม ไม่สร้างโอกาสทางธุรกิจตั้งแต่บัดนี้ กสท ก็จะประสบปัญหาขาดทุนและเกิดวิกฤติการเงินแน่นอน จากปัจจุบันมีรายได้รวม 50,000 ล้านบาท แบ่งเป็นรายได้จากสัมปทาน 30,000 ล้านบาท และรายได้จากการให้บริการของ กสท 20,000 ล้านบาท ถ้าหักรายได้จากสัมปทานออกไป กสท จะขาดทุนทันที 2,000 ล้านบาท และจะขาดทุนเพิ่มขึ้นอีก เพราะมีรายจ่ายเกินตัว

สาเหตุที่เลือกกลุ่มทรูเป็นพันธมิตรด้วยการลงนามในสัญญาการทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ 7 ฉบับนั้น เป็นเพราะกลุ่มทรูได้เข้าซื้อกิจการและทรัพย์สินโครงข่ายโทรศัพท์มือถือระบบซีดีเอ็มเอในส่วนกลาง 25 จังหวัด จากบริษัท ฮัทชิสัน จำกัด ฮ่องกง สำเร็จ และมีการเจรจาการทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่ร่วมกัน โดยการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีจากระบบซีดีเอ็มเอ เป็นเอชเอสพีเอ (ระบบเทคโนโลยีที่ให้ประสิทธิภาพสูง) ทั้ง 3,000 สถานี และจะขยายเป็น 4,500 สถานี เพื่อให้บริการ 3 จี ครอบคลุมทั่วประเทศ ในอีก 3 ปีข้างหน้า

“กสท ไม่สามารถควบคุมฮัทช์ได้ ว่าจะขายกิจการให้ใคร เพราะเป็นเรื่องที่เอกชนตกลงซื้อขายกันเอง ไม่ว่าเอไอเอส หรือดีแทค ถ้าซื้อฮัทช์ได้สำเร็จ กสท ก็ต้องทำธุรกิจกับรายนั้น”

ส่วนกรณีที่ กสท ไม่นำคลื่นความถี่มาเปิดประมูลให้เอกชนรายอื่นๆมีส่วนร่วมด้วยนั้น ก็เนื่องจาก กสท มีสิทธิ์ใช้คลื่นความถี่ แต่ไม่มีสิทธิ์นำคลื่นความถี่ที่ได้รับจัดสรรมาเปิดประมูลได้ เพราะหน้าที่เปิดประมูลคลื่นความถี่เป็นของ กสทช. ซึ่งขณะนี้ กสทช.ยังไม่สามารถเปิดประมูลคลื่นความถี่ได้ เพราะศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว

ทั้งนี้ การทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่จะช่วยหยุดการขาดทุนและหยุดเลือดไหลทุกวัน จากการให้บริการโทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอในส่วนภูมิภาค 51 จังหวัด ที่ กสท เปิดบริการมา 3 ปีแล้ว มีลูกค้า 300,000 ราย แต่ขาดทุนทุกปี ปีละ 2,000 ล้านบาท และถ้าปล่อยให้บริการโทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอนี้เดินหน้าต่อไปอีก 5 ปี หรือเปิดให้บริการไปจนกว่าสัญญาฮัทช์จะสิ้นสุดในปี 2558 กสท ก็จะขาดทุนสะสมมากกว่า 10,000 ล้านบาท

สำหรับการดำเนินการธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่นั้น กสทได้ศึกษาอย่างละเอียด  ทั้งในแง่มุมของกฎหมายและระเบียบต่างๆ  โดยใน ส่วนของกฎหมาย  ยืนยันได้ว่าไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้า ร่วมการงาน หรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ) เพราะเป็นการดำเนินการตามระเบียบของพัสดุว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างของ กสท เอง และดำเนินการตามประกาศของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ (กทช.) ว่าด้วยการขายส่งและขายปลีก (Wholesale-Reseller) ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความแล้วว่าการดำเนินการตามประกาศ กทช.ว่าด้วยการทำธุรกิจค้าส่งและค้าปลีกนั้น  ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุนฯปี 2535

ฉะนั้น เมื่อมีระเบียบที่รองรับและถูกต้องอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีลักษณะคล้ายกับการเช่าโครงข่ายเคเบิ้ลใต้น้ำ เพื่อให้บริการอินเตอร์เน็ต (ไอเอสพี) จึงไม่ต้องเข้าสู่ขั้นตอน พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ซึ่งจะทำให้มีความคล่องตัวใน การทำธุรกิจโทรศัพท์ มือถือที่มีการแข่งขันสูงสุด และมีการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ นอกจากจะหยุดการขาดทุนจากธุรกิจโทรศัพท์มือถือซีดีเอ็มเอระบบเก่า ยังทำให้ กสท กลายเป็นผู้ให้บริการการให้เช่าเสาโทรคมนาคมและระบบส่งสัญญาณ ซึ่งถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานของกิจการโทรคมนาคม และเป็นผู้ให้บริการขายส่งโครงข่าย หรือ Wholesale รวมถึงเป็นผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือด้วย โดย กสท จะมีรายได้จากการทำธุรกิจโทรศัพท์มือถือรูปแบบใหม่นี้ตลอดอายุสัญญา 14 ปี กับ 5 เดือน คิดเป็นมูลค่า 32,000 ล้านบาท

“ถ้าจะถามว่าเหตุใด กสท ไม่ทำธุรกิจด้วยตัวเอง ก็ต้องยอมรับความจริงว่า กสท ไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ด้วยตัวเอง ไม่สามารถแข่งขันกับเอกชนได้ ทั้งคุณภาพโครงข่ายก็ไม่ครอบคลุม เครื่องโทรศัพท์ก็ตกรุ่น เพราะกว่าจะจัดซื้อได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย 6 เดือน แม้จะให้ บริการโทรศัพท์มือถือซีดีอีเอ็มมานานแล้ว แต่มีผู้ใช้บริการแค่ 300,000 ราย จึงเป็นที่ชัดเจนแล้วว่า กสท ให้บริการโทรศัพท์มือถือด้วยตัวเองไม่ได้”.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 มีนาคม 2554, 06:00 น.

 

%d bloggers like this: