พรทิวา นาคาศัย

All posts tagged พรทิวา นาคาศัย

กันชาวนาโดนโกง พาณิชย์จัดอบรมใช้เครื่องวัดความชื้น

Published สิงหาคม 15, 2011 by SoClaimon

26 พฤศจิกายน 2553, 14:21 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/129850.

Pic_129850

“พาณิชย์” หวั่นชาวนาถูกโรงสีโกงความชื้น เตรียมจัดอบรมการใช้เครื่องวัดความชื้นที่ถูกต้อง 27 พ.ย.นี้ ที่จ.ขอนแก่น ป้องกันถูกเอาเปรียบ กดราคารับซื้อ…

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้มอบนโยบายให้กรมการค้าภายในสร้างความเป็นธรรม และความเชื่อมั่นในการซื้อขายข้าวเปลือก ระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ เพื่อเป็นการดูแลไม่ให้เกษตรกรถูกเอารัดเอาเปรียบจากปัญหาความชื้น และการหักลดน้ำหนักข้าวเปลือกที่นำมาจำหน่าย เพราะปัจจุบันเกษตรกรมักจะถูกโรงสีกดราคารับซื้อข้าวเปลือกโดยอ้างความชื้นสูงเกิน

ด้านนางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า ในวันที่ 27 พ.ย.นี้ กรมจะจัดอบรมให้กับเกษตรกรผู้ประกอบการรับซื้อข้าว และโรงสี ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่จ.ขอนแก่น เพื่อให้มีความรู้เกี่ยวกับวิธีการใช้เครื่องวัดความชื้นข้าวที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันการซื้อขายข้าวเปลือกได้คิดคำนวณราคาโดยการชั่งน้ำหนัก และค่าเปอร์เซ็นต์ความชื้นของข้าวเปลือก ทำให้ความชื้นเป็นปัจจัยสำคัญต่อราคาของข้าวเปลือก ซึ่งหากความชื้นสูงราคาซื้อขายจะลดลงไปตามสัดส่วน และมีผลต่อน้ำหนักของข้าวเปลือก ขณะทำการซื้อขายและคุณภาพของข้าวเปลือกในการเก็บรักษา

“การอบรมครั้งนี้จะทำให้เกษตรกร ผู้ประกอบการรับซื้อข้าว และโรงสีมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการใช้เครื่องวัดความชื้นข้าวที่ถูก ต้องมากขึ้น สามารถลดการเอารัดเอาเปรียบจากการใช้เครื่องวัดความชื้นข้าวที่ไมถูกต้อง ทำให้เกษตรกรได้รับความเป็นธรรมในการซื้อขายข้าว และมีรายได้เพิ่มมากขึ้น” นางวัชรี  กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 26 พฤศจิกายน 2553, 14:21 น.
โฆษณา

พาณิชย์เผยพิษบาทแข็งฉุดส่งออก ต.ค.แผ่วลง

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

19 พฤศจิกายน 2553, 17:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128288.

Pic_128288

“พาณิชย์” เผยมูลค่าส่งออกต.ค.53 ยังโตได้ 15.7% แต่แผ่วลงเมื่อเทียบก.ย.53 เหตุโดนพิษบาทแข็งเล่นงานอ่วม ฉุดรายได้เป็นเงินบาทหดเหลือ 5.4% ยอดเกินดุลเป็นเงินบาท 10 เดือนลดฮวบ 45% ลุ้น 2 เดือนที่เหลือยอดทะลัก ดันยอดทั้งปีโต เฉียด 25% มูลค่าทะลุ 1.9 แสนล้านดอลลาร์…

เมื่อวันที่ 19 พ.ย. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย ว่า ในเดือน ต.ค. 53 การส่งออกสินค้าไทยมีมูลค่า 17,132.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 15.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ลดลงเมื่อเทียบกับเดือน ก.ย.53 ที่มีมูลค่า 18,061.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนเมื่อเทียบเป็นเงินบาทมีมูลค่า 522,374.9 ล้านบาท ขยายตัวเหลือเพียง 5.47% จากเดือนก.ย.ที่มีมูลค่า 565,874.2 ล้านบาท

ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 14,810.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 13.5% ทำให้เกินดุลการค้า 2,321.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ส่วนยอดส่งออกรวม 10 เดือนปี 53 (ม.ค.-ต.ค.) มีมูลค่ารวม 160,277 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 29.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน การนำเข้ามีมูลค่ารวม 148,810 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 39.8% ส่งผลให้เกินดุลการค้ารวม 11,467.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่เมื่อคิดเป็นเงินบาท เกินดุลการค้า 307,365.4 ล้านบาท ลดลง 45.56%

“การส่งออกเดือน ต.ค. เติบโตในอัตราที่ชะลอลง เพราะผู้ประกอบการเริ่มได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทแข็งค่า ภาวะเศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงทุกๆ ปลายปีจะมีคำสั่งซื้อสินค้า (ออเดอร์) น้อยลงเป็นประจำอยู่แล้ว จึงทำให้ยอดการส่งออกในเดือนนี้ชะลอตัวลง” นางพรทิวา กล่าว

สำหรับมูลค่าการส่งออกในเดือน ต.ค. 53 ที่เพิ่มขึ้นนั้น เป็นการเพิ่มขึ้นในทุกหมวดสินค้า โดยสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรเพิ่มขึ้น 10.2% สินค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น 17.1% และสินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้น 15.3% ขณะที่ตลาดส่งออกสำคัญยังขยายตัวทุกตลาด โดยตลาดหลักขยายตัว 11.1% ตลาดศักยภาพสูง 19.4% และตลาดศักยภาพระดับรอง 8.3%

นางพรทิวา กล่าวต่อว่า หากการส่งออกใน 2 เดือนที่เหลือ คือ พ.ย.-ธ.ค.ปีนี้ มีมูลค่าเฉลี่ยเดือนละ 14,500-15,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ จะส่งผลให้มูลค่าส่งออกทั้งปีทะลุ 190,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ขยายตัวได้ 24.5% สูงกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ 20% มูลค่า 183,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเชื่อว่าเป็นไปได้แน่นอน เพราะคาดว่าความต้องการซื้อสินค้าจะมีมากขึ้น จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบสองของสหรัฐฯ อังกฤษ และญี่ปุ่น ขณะที่การเกิดภัยพิบัติธรรมชาติจนพื้นที่เพาะปลูกเสียหาย ก็จะทำให้ราคาสินค้าเกษตรสูงตามไปด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 พฤศจิกายน 2553, 17:00 น.

ชาวบ้านร้องหาซื้อน้ำตาลทรายยาก-ราคาแพง

Published สิงหาคม 12, 2011 by SoClaimon

18 พฤศจิกายน 2553, 19:33 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/128017.

Pic_128017

ชาวบ้านร้องหาซื้อน้ำตาลยาก-ราคาแพง “พรทิวา” สั่งกรมการค้าภายในตรวจสอบด่วน พร้อมปูดมีการลักลอบออกขายประเทศเพื่อนบ้านแน่ หลังราคาตลาดโลกพุ่งสูง…

เมื่อวันที่ 18 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ว่า ได้รับการร้องเรียนจากประชาชน และผู้ค้ารายย่อย เช่น ร้านขายขนม ร้านขายชา กาแฟ ว่า ขณะนี้หาซื้อน้ำตาลทรายได้ยาก ในบางพื้นที่แทบหาซื้อไม่ได้เลย และมีราคาสูงเกินกว่าก.ก.ละ 23.50 บาท ซึ่งเป็นราคาเพดานขายปลีกที่กระทรวงพาณิชย์กำหนด ส่งผลให้นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ สั่งการให้กรมการค้าภายใน เร่งตรวจสอบสถานการณ์น้ำตาลทราย ที่เกิดปัญหาตึงตัวอีกครั้งในรอบปีนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาด่วน

ด้านนายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ปัญหาตึงตัวอาจเกิดจากการลักลอบส่งออกน้ำตาลไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เพราะขณะนี้ราคาน้ำตาลตลาดโลกสูงขึ้นอีกครั้ง โดยราคาน้ำตาลประเทศเพื่อนบ้านก.ก.ละ 35-37 บาท แต่น้ำตาลไทย ก.ก.ละ 24-27 บาท อย่างไรก็ตาม กระทรวงจะพยายามแก้ปัญหาการขาดแคลนด้วยการจัดสรรโควตาน้ำตาลที่ได้รับจากคณะ กรรมการอ้อยและน้ำตาลทราย (กอน.) 1 ล้านกระสอบ แต่ได้รับการอนุมัติจริงแค่ 800,000 กระสอบ ซึ่งขณะนี้จัดสรรไปเกือบหมดแล้ว เหลือค้างกระดานเพียง 200,000 กระสอบ โดยน้ำตาลทราย 200,000 กระสอบดังกล่าวอยู่ระหว่างการจัดสรรให้กับยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว นอกเครือข่ายโรงงานน้ำตาล คาดว่า ภายในสิ้นปีนี้จะกระจายออกได้ครบตามจำนวน.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 18 พฤศจิกายน 2553, 19:33 น.

พรทิวาสั่งตั้งศูนย์เฝ้าระวังผักขึ้นราคา ซ้ำเติมเหยื่อน้ำท่วม

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 18:11 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127726.

Pic_127726

“พาณิชย์” ตั้งศูนย์เฝ้าระวังราคาผัก หลังน้ำท่วม ผักเสียหาย ดันราคาพุ่ง หวังเชื่อมโยงแหล่งผลิตกับผู้ซื้อ ให้ซื้อได้ในราคาถูกลง…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ราคาผักขึ้น เพื่อเป็นศูนย์กลางข้อมูลราคาและสถานการณ์ผัก ที่มีการบริหารจัดการเชื่อมโยงระบบตลาดสินค้าเกษตร จากจุดรวบรวมในแหล่งผลิต ไปยังจุดกระจาย ทั้งในระดับค้าส่ง และระดับค้าปลีกอย่างเบ็ดเสร็จ รวมถึงติดตามภาวะราคาและสถานการณ์การค้าผักจากตลาดกลางสินค้าเกษตรที่เป็นแหล่งรวบรวมและกระจายผักในแหล่งผลิต และตลาดสด รายงานราคาซื้อขายและสถานการณ์การค้าทั้งในระดับค้าส่งและค้าปลีกเป็นประจำทุกวัน และหากราคาและปริมาณมีความผิดปกติ ศูนย์จะประสาน เชื่อมโยง จัดการอุปสงค์และอุปทานในระบบตลาด

“ในช่วงน้ำท่วม ทำให้พื้นที่เพาะปลูกผักเสียหายหลายแห่ง ผลผลิตออกสู่ตลาดน้อย ราคาสูงมาก จนกระทบผู้บริโภค จึงได้สั่งการให้ตั้งศูนย์เฝ้าระวังราคาทุกวัน ซึ่งในวิกฤตของราคาผักที่ผ่านมา ศูนย์ฯได้ประสานเชื่อมโยงสินค้าผักเป้าหมายจากเกษตรกร กลุ่มเกษตรผู้ปลูกผักและจุดรวบรวมในแหล่งผลิต (ตลาดกลาง) ไปจำหน่ายโดยตรงยังจุดกระจาย ณ ตลาดสดที่มีผู้บริโภคไปจับจ่ายสินค้า ส่งผลให้ราคาผักโดยทั่วไปลดต่ำลงเกือบทุกชนิด” นางพรทิวา  กล่าว

ทั้งนี้ ราคาผักปัจจุบันเมื่อเทียบกับช่วงเดือน ต.ค. 53 เช่น ถั่วฝักยาว ลดลง 23-25% ผักชี ลดลง 70% ต้นหอม ลดลง 42-50% นอกจากนี้ ยังขอความร่วมมือผู้ค้าในตลาดสดสีฟ้าและตลาดสดดีเด่นในความส่งเสริมของกรม การค้าภายใน จำหน่ายผักในราคายุติธรรม เพื่อเป็นทางเลือกให้กับประชาชนในการบริโภคผักสดจากแหล่งผลิตในราคายุติธรรม.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 18:11 น.

พาณิชย์จ่อปล่อยผีขึ้นราคาสินค้าปีหน้า

Published สิงหาคม 10, 2011 by SoClaimon

17 พฤศจิกายน 2553, 17:49 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127722.

Pic_127722

“พาณิชย์” จ่อปล่อยผีสินค้าขึ้นราคาปีหน้า ทั้งเหล็ก ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย หลังต้นทุนนำเข้าพุ่ง พร้อมกล่อมเหล็กทำกระป๋องลดราคาช่วยผู้ส่งออกตันละ 6,500 บาท…

เมื่อวันที่ 17 พ.ย. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงแนวโน้มราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในปีหน้า ว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายในพิจารณาการปรับขึ้นราคาของสินค้าในปีหน้า ตามต้นทุนที่เป็นจริง โดยสินค้าที่อาจอนุมัติให้ปรับขึ้นราคาได้ในปีหน้า ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าที่มีต้นทุนวัตถุดิบนำเข้าจากต่างประเทศสูงขึ้นตามราคา ตลาดโลก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ ปุ๋ยเคมี ทั้งนี้ มาตรการดูแลราคาสินค้า หลังปีใหม่ อาจมีบางรายการขอปรับราคาเข้ามา ซึ่งก็ต้องพิจารณาให้ตามความเป็นจริง และดูโครงสร้างต้นทุนทั้งหมด เช่น ราคาน้ำมันดิบ ราคาวัตถุดิบตลาดโลก อัตราแลกเปลี่ยน ถ้ารายการไหนยังตรึงราคาได้ก็ขอให้ตรึงไว้ก่อน แต่ถ้าตรึงไม่ได้จริง และจำเป็นต้องปรับราคาก็จะพิจารณาให้ เพราะกระทรวงต้องดูแลผู้ผลิตสินค้าที่ถือเป็นประชาชนคนหนึ่งเช่นกัน

สำหรับปีนี้จะไม่มีสินค้าใดปรับขึ้นราคา เพราะกระทรวงใช้มาตรการขอความร่วมมือตรึงราคาสินค้าถึงสิ้นปี ซึ่งล่าสุด ผู้ผลิตทินเพลต (เหล็กที่ใช้ทำกระป๋อง) ให้ความร่วมมือปรับลดราคาจำหน่ายลงตันละ 6,500 บาท จากตันละ 59,160 บาท เหลือตันละ 52,660 บาท เพื่อช่วยเหลือผู้ผลิตผัก ผลไม้ และอาหารสำเร็จรูปบรรจุกระป๋องเพื่อส่งออก มีผลตั้งแต่เดือนพ.ย.-ธ.ค.นี้ นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้ขอความร่วมมือ บริษัท สังกะสีไทย จำกัด ลดราคาสังกะสีจากราคาปกติ 15% มีผลตั้งแต่วันนี้ถึงสิ้นเดือนธ.ค.นี้ เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ประสบอุทกภัย ส่วนผู้ผลิตปัจจัยการเกษตร เช่น ปุ๋ยเคมีและยาปราบศัตรูพืช ร่วมบริจาคสินค้าช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม 24 ตัน รวม 4 ล้านบาท และจะจำหน่ายปุ๋ยธงฟ้าราคาพิเศษถูกกว่าตลาด 5-10% ให้แก่เกษตรกรรายย่อยในพื้นที่ประสบภัยน้ำท่วมด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 17 พฤศจิกายน 2553, 17:49 น.

ครม.มติคงภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองที่ 2%

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 20:42 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127496.

Pic_127496

ครม.ไฟเขียวคงภาษีนำเข้ากากถั่วเหลือง ผู้มีสิทธิ์นำเข้าทั้ง 8 ราย ในอัตรา 2% ภายใต้เงื่อนไขให้รับซื้อกากถั่วเหลืองที่ผลิตจากผลิตจากเมล็ดถั่วเหลืองใน ประเทศของโรงงานสกัดน้ำมันพืชทั้งหมดในราคาไม่ต่ำกว่าก.ก.ละ 11.25 บาท

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า ที่ประชุมเห็นชอบนโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ ประจำปี 54 โดยเห็นชอบให้คงอัตราภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองสำหรับผู้มีสิทธินำเข้าทั้ง 8 ราย ในอัตรา 2% แต่มีเงื่อนไขให้รับซื้อกากถั่วเหลืองที่ผลิตจากผลิตจากเมล็ดถั่วเหลืองใน ประเทศของโรงงานสกัดน้ำมันพืชทั้งหมดในราคาไม่ต่ำกว่าก.ก.ละ 11.25 บาท ณ หน้าโรงงานสกัดน้ำมันพืชตลาด กทม. โดยยืนยันว่าการคงอัตราภาษีไว้ครั้งนี้เพื่อต้องการดูแลเกษตรกรผู้ปลูกถั่ว เหลืองในประเทศที่มีปริมาณ 200,000 ตันต่อปี และไม่ต้องการให้ผู้บริโภคน้ำมันถั่วเหลืองต้องได้รับผลกระทบแต่อย่างใด ที่สำคัญยังทำให้รัฐบาลไม่ต้องสูญเสียรายได้จากการลดภาษีอีกปีละ 600 ล้านบาท ด้วย

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบกับการปรับลดภาษีนำเข้ากากถั่ว เหลืองเหลือ 0% แล้วถือว่าไม่คุ้มค่ากับการที่ประชาชนจะต้องบริโภคน้ำมันถั่วเหลืองในราคา ที่สูงขึ้น โดยการที่ลดภาษีเหลือ 0% จะทำให้ราคาอาหารสัตว์ลดลงเพียง 0.23-0.35% หรือลดลงถุงละ (30 ก.ก.) 0.9-1.5 บาท แต่จะทำให้ราคาน้ำมันถั่วเหลืองเพิ่มขึ้นขวด (ลิตร) ละ 1.50 บาท หรือสูงขึ้น 3.26 %

ด้าน นายยรรยง พวงราช อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า พืชถั่วเหลืองถือว่าเป็นสินค้าพิเศษที่เป็นทั้งอาหารสัตว์และอาหารคนและเป็น สินค้าชนิดเดียวที่ต้องพึ่งพาจากต่างประเทศมากถึง 75% หากไม่มีภาษีหรือ 0% ก็จะส่งผลให้มีการนำเข้า 100% เท่ากับว่าราคาสินค้าจะขึ้นอยู่กับต่างประเทศทั้งหมดและจะส่งผลกระทบต่อต้น ทุนทั้งอาหารกุ้ง ไก่และหมู ส่วนกรณีของการเป็นอาหารคนหากลดภาษีจะทำให้เพิ่มต้นทุนกับน้ำมันถั่วเหลือง ลิตรละ 1.50 บาท และทำให้ไม่มีเครื่องมือดูแลเพื่อให้มีมูลค่าเพิ่มจากสินค้าถั่วเหลือง

อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวต่อว่า  การนำเข้าปลาป่นและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์นั้น ครม.เห็นชอบให้กำหนดอัตราภาษีตามกรอบข้อตกลงที่เคยกำหนดไว้เช่นเดิม เช่นกรณีข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ หากนำเข้าภายใต้กรอบองค์การการค้าโลกจะเสียภาษี 20% ในโควต้า หากนอกโควต้าเสียภาษี 73% และค่าธรรมเนียมพิเศษตันละ 180 บาท ส่วนการนำเข้าปลาป่นตามข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทย–นิวซีแลนด์ หรือเอฟทีเอ ไทย–ออสเตรเลีย, เอฟทีเอ อาเซียน–จีน, เอฟทีเอ อาเซียน–ออสเตรเลีย–นิวซีแลนด์ จะเสียภาษี 0% เป็นต้น

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 20:42 น.

“พาณิชย์” คลอดแผนนำเข้าอาหารปี54

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

12 พฤศจิกายน 2553, 22:00 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126523.

Pic_126523

“พรทิวา” คลอดนโยบายนำเข้าอาหารปี 54 ระบุ เงื่อนไข-หลักเกณฑ์เหมือนปี 53 แต่ค้านลดภาษีนำเข้ากากถั่วเป็น 0% ตามเอกชนเสนอ

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวภายหลังประชุมคณะกรรมการนโยบายอาหาร เพื่อพิจารณานโยบายและมาตรการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ปี 54 ได้แก่ กากถั่วเหลือง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปลาป่น ว่า ที่ประชุมได้กำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์การนำเข้าเหมือนปี 53 และยังคงภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองที่ 2% เพราะการปรับลดภาษีไม่ได้เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ราคาอาหารสัตว์ และราคาเนื้อสัตว์โดยรวมลดลง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สาเหตุที่กระทรวงพาณิชย์คัดค้านการลดภาษีนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 2% เป็น 0% ตามที่สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์เสนอ เพราะการลดภาษีทำให้ราคาอาหารสัตว์ ลดลงเล็กน้อยเท่านั้น แต่กลับเป็นการเพิ่มภาระผู้บริโภคน้ำมันถั่วเหลืองและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ขณะเดียวกัน รัฐจะสูญเสียรายได้จากการจัดเก็บนำเข้าปีละ 600 ล้านบาท

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 พฤศจิกายน 2553, 22:00 น.

พลังงานเต้นแจง หลังพาณิชย์ถล่มปั๊ม ไร้มาตรการโกง ปชช.

Published สิงหาคม 6, 2011 by SoClaimon

12 พฤศจิกายน 2553, 19:23 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126520.

Pic_126520

“รมว.พลังงาน” โต้ข้อกล่าวหาพาณิชย์ ลั่นปั๊มทั่วประเทศ 19,068 แห่งแต่ละปั๊มมีหลายหัวจ่าย นับรวมทั่วประเทศมีหัวจ่ายกว่า 150,000 เครื่อง พาณิชย์สุ่มตรวจมาตรวัดน้ำมันเชื้อเพลิง (หัวจ่าย) จำนวน 11,683 เครื่องพบหัวจ่ายคลาดเคลื่อน 2,164 เครื่องและเป็นการคลาดเคลื่อนจากการใช้งานปกติ

เมื่อวันที่ 12 พ.ย. นพ.วรรณรัตน์ ชาญนุกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงกรณีที่นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่ามีสถานีบริการน้ำมันที่ไม่ได้มาตรฐานทั่วประเทศประมาณ 2,000 แห่ง เติมน้ำมันไม่เต็มลิตรทำให้ประชาชนสูญเสียเงิน ครั้งละ 1.50 บาทนั้น กระทรวงพลังงานได้ตรวจสอบข้อมูลดังกล่าวจากข่าวของกระทรวงพาณิชย์พบว่ามีการ ตรวจสอบหัวจ่ายรวม 11,683 เครื่อง พบหัวจ่ายที่ไม่ได้มาตรฐาน 2,164 เครื่องคิดเป็น 1.95 %ซึ่งเป็นการคลาดเคลื่อนที่เกิดจากการใช้งานโดยปกติ ไม่ใช่การตรวจพบปั๊มน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน 2,000 แห่งแต่อย่างใดทั้งสิ้น

“ปัจจุบันมีสถานีบริการน้ำมัน 19,068 แห่ง มีมาตรวัดน้ำมัน (หัวจ่าย) 150,000 เครื่องในปีงบประมาณ 2552 (ต.ค. 2551-ก.ย. 2552) กระทรวงพาณิชย์ได้ทำการตรวจสอบหัวจ่ายจำนวน 93,788 เครื่อง ตรวจพบความไม่ได้มาตรฐานและดำเนินคดี 47 เครื่อง คิดเป็น 0.05% และในปีงบประมาณ2553( ก.ย.2552-ต.ค.2553) กระทรวงพาณิชย์ได้ทำการตรวจสอบ หัวจ่าย102,578 เครื่องพบว่า มีการดำเนินคดีเพียง 33 เครื่องคิดเป็น 0.03% ซึ่งลดน้อยลงกว่าปีก่อนหน้านี้” รมว.พลังงาน กล่าว

นพ.วรรณรัตน์  กล่าวต่อว่า กระทรวงพลังงาน คือหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานีบริการน้ำมันในเรื่องความปลอดภัยของสถานี บริการ เรื่องคุณภาพน้ำมันเชื้อเพลิงให้ถูกต้องตามข้อกำหนด และได้จัดโครงการปั๊มคุณภาพ ปลอดภัย น่าใช้บริการขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมีเกณฑ์การตรวจสอบอย่างเข้มข้น 3 เกณฑ์ รวม 60 หัวข้อย่อย เช่น ความปลอดภัย คุณภาพ ความสะอาด ถูกสุขอนามัย และการให้บริการ ซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องที่สถานีบริการจะต้องปฏิบัติ เช่น หัวจ่ายจะต้องผ่านการตรวจสอบรับรองจากสำนักชั่งตวงวัด กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ด้วย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 12 พฤศจิกายน 2553, 19:23 น.

เจ๊วาสั่งนำผักถูกกดราคาไปขายที่หายาก

Published สิงหาคม 4, 2011 by SoClaimon

11 พฤศจิกายน 2553, 16:22 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/126223.

Pic_126223

“พรทิวา” สั่งกรมการค้าภายใน นำผักถูกกดราคาซื้อไปขายยังแหล่งอื่นแทน พร้อมรับมอบวัสดุก่อสร้างจากผู้ประกอบการ แจกฟรีประชาชนน้ำท่วมบ้าน…

วันท่ี่ 11 พ.ย. นางพรทิวา นาคาศัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวถึงกรณีที่เกษตรกรถูกกดราคารับซื้อผักเหลือกิโลกรัมละ 1 บาทว่า ได้สั่งการให้กรมการค้าภายใน นำผักจากพื้นที่ที่ประสบปัญหา มาขายในพื้นที่อื่น ที่ประชาชนหาซื้อผักได้ยาก เป็นการช่วยกระจายผลผลิตไปยังแหล่งที่ขาดแคลน ถือเป็นการช่วยผู้ผลิตให้สามารถขายสินค้าได้ และช่วยประชาชนให้สามารถซื้อหาได้ อย่างไรก็ตาม วันนี้ (11พ.ย.) กระทรวงพาณิชย์ ได้รับความร่วมมือจากผู้ประกอบการวัสดุก่อสร้าง นำสินค้าวัสดุก่อสร้างมาบริจาคให้ประชาชนที่ประสบภัยน้ำท่วม เพื่อนำไปสร้าง และซ่อมแซมบ้านเรือนที่เสียหาย ซึ่งกระทรวงจะกระจายสินค้าให้ถึงมือประชาชนอย่างทั่วถึง

สำหรับวัสดุก่อสร้าง ที่ภาคเอกชนนำมาบริจาค ได้แก่ ปูนซีเมนต์ 100,000 ถุง (ถุงละ 50 ก.ก.) มูลค่า 13 ล้านบาท เหล็กเส้น 50 ตัน มูลค่า 1.2 ล้านบาท สังกะสี 3,000 แผ่น มูลค่า 500,000 บาท กระเบื้องมุงหลังคา 10,000 แผ่น มูลค่า 500,000 บาท รวมทั้งแผ่นยิปซั่ม พร้อมกันนั้น ผู้ประกอบการสินค้าวัสดุก่อสร้างยังให้ความร่วมมือตรึงราคาขายจนถึงสิ้นปี และจะจัดส่งสินค้าไปยังพื้นที่น้ำท่วมก่อน อีกทั้ง ยังกำชับตัวแทนในจังหวัดต่างๆ ห้ามฉวยโอกาสขึ้นราคาขายเอาเปรียบประชาชนอีกด้วย นอกจากนี้ บริษัท โฮมโปรดักส์ เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ผู้จำหน่ายสินค้าวัสดุก่อสร้างโฮมโปร ยังให้ความร่วมมือลดราคาพิเศษสูงสุด 50% และ สามารถผ่อนได้ 0% นาน 10 เดือน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม เริ่ม 11 พ.ย.-31ธ.ค.นี้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 พฤศจิกายน 2553, 16:22 น.

รัฐไล่ทุบพ่อค้าหมูดิ้นพล่าน

Published สิงหาคม 4, 2011 by SoClaimon

4 สิงหาคม 2554, 05:30 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/191377.

Pic_191377

กรมการค้าภายในชง “พรทิวา” ทิ้งระเบิดก่อนจาก งัดมาตรการคุมราคาเพดานสูงสุดเนื้อหมูมาใช้ครั้งแรกในรอบ 30 ปี ห้ามขายเกิน กก.ละ 160 บาท เล็งพ่วงด้วยห้ามส่งออกชั่วคราว 6 เดือน ส่วนไข่ไก่แพงตั้งท่าขู่นำเข้าจากมาเลเซียมาถ่วงดุลตลาด

นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า ในการประชุม คณะกรรมการกลาง ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ที่มีนางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ เป็นประธานวันที่ 5 ส.ค.นี้ กรมจะเสนอให้อนุมัติใช้มาตรการคุมราคาเพดานสูงสุดจำหน่ายสุกรมีชีวิตและสุกรชำแหละ เพื่อลดปัญหาการฉวยโอกาสปรับราคา และลดความเดือดร้อนให้ประชาชน หลังจากพบว่ามีกลุ่มผู้เลี้ยงสุกรยังละเมิดกฎหมาย โดยขายสุกรมีชีวิตและเนื้อหมูเกินราคาแนะนำของกระทรวงพาณิชย์ ซึ่งหากฝ่าฝืนขายเกินราคาเพดานที่กำหนดจะมีความผิดตามกฎหมายว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีสินค้าเพียงชนิดเดียวคือน้ำตาลทราย ที่ กกร.อนุมัติให้กรมการค้าภายในใช้มาตรการคุมราคาขายสูงสุดตามกฎหมาย

นอกจากนี้ ในวันนี้ (4 ส.ค.) จะหารือกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาโครงสร้างราคาหมูที่เหมาะสม โดยจะพิจารณาปรับขึ้นราคาแนะนำหมูมีชีวิตเป็น กก.ละ 80 บาท จากปัจจุบันที่ กก.ละไม่เกิน 79 บาท และหมูชำแหละจะเพิ่มเป็น กก.ละ 160 บาท จากปัจจุบัน 150 บาท

“การใช้มาตรการควบคุมเพดานราคาสูงสุดจะเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี ที่นำมาตรการดังกล่าว มาใช้กับเนื้อหมูอีกครั้ง ซึ่งในช่วงนั้นเกิดโรคระบาดหมูเหมือนตอนนี้ จึงควบคุมราคาไว้ที่ กก.ละ 36 บาท แต่มาตรการที่ใช้จะเป็นระยะสั้นไม่เกิน 6 เดือน เพราะรอบการเติบโตของหมูอยู่ที่ 5-6 เดือน จะพอดีกับปริมาณหมูรอบใหม่ที่ออกสู่ตลาด และมีความเพียงพอจนราคาอ่อนตัวลง”

ส่วนสถานการณ์ราคาไข่ไก่นั้น คาดว่าจะปรับขึ้นราคาไม่เกินฟองละ 3.10 บาท สำหรับไข่คละ หากเกินกว่านี้ คงต้องนำเข้าจากต่างประเทศ เพราะราคาไข่ไก่มาเลเซียถูกกว่า จนกว่าราคาในประเทศจะอ่อนตัว เพื่อให้ราคาไข่ไก่เบอร์ใหญ่ไม่แพงเกินไป จนกระทบต่อผู้บริโภค ส่วนไก่เนื้อราคาอ่อนตัวลงมากแล้ว กรมคงจะไม่มีการใช้มาตรการเพิ่มเติม ซึ่งผู้บริโภคสามารถหันไปพึ่งพาการบริโภคเนื้อไก่ในระยะนี้เพื่อทดแทนโปรตีนชนิดอื่นที่มีราคาแพงได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมการค้าภายในกำลังศึกษาความเป็นไปได้ของมาตรการห้ามส่งสุกรมีชีวิตออกนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว เพื่อแก้ไขปัญหาความตึงตัวจากผลผลิตหมูมีชีวิตลดลง เพราะปัญหาโรคระบาดที่ทำให้ผลผลิตเสียหายกว่า 25-30% โดยพิจารณาว่าหากมีการนำมาตรการดังกล่าวมาใช้จริงจะมีผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน และจะช่วยทำให้ราคาหมูในประเทศอ่อนตัวได้จริงหรือไม่ ซึ่งหากผลการศึกษาเสร็จสิ้นแล้ว จะนำเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ตัดสินใจว่าจะอนุมัติให้ใช้มาตรการดังกล่าวหรือไม่

สำหรับราคาขายปลีกเนื้อหมูในพื้นที่กรุงเทพฯตามการสำรวจของกรมการค้าภายในเมื่อวันที่ 2 ส.ค.2554 พบว่าราคาเนื้อแดง (สะโพก) กก.ละ 150-160 บาท เนื้อแดง (ไหล่) กก.ละ 145-160 บาท ซึ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และสูงกว่าราคาแนะนำที่กรมกำหนด กก.ละไม่เกิน 140-150 บาท รวมถึงยังสูงกว่าราคาเนื้อวัว (ธรรมดา) ที่อยู่ที่ กก.ละ 130-135 บาท เนื้อวัว (สันนอก/สะโพก) กก. 140-150 บาท ส่วนไข่ไก่ (เบอร์ 3) ฟองละ 3.30-3.40 บาท ไก่สดทั้งตัว (ไม่รวมเครื่องใน) กก.ละ 70-75 บาท.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 4 สิงหาคม 2554, 05:30 น.
%d bloggers like this: