พจมาน ชินวัตร

All posts tagged พจมาน ชินวัตร

สรรพากรเมินเผือกร้อน’กรณ์’ ยันไม่เก็บภาษี’โอ๊ค-เอม’

Published สิงหาคม 11, 2011 by SoClaimon

11 สิงหาคม 2554, 16:27 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193285.

Pic_193285

อธิบดีกรมสรรพากร ยัน ไม่เก็บภาษี โอ๊ค-เอม ชี้ ที่ผ่านมาทำหนังสือหารือกระทรวงการคลังตลอด  ส่วนการซื้อขายหุ้นของชินคอร์ปให้เทมาเส็ก ขณะนี้อยู่ระหว่างพิจารณากฎหมายแต่เบื้องต้นประเมินว่าการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่มีภาระภาษี

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรไม่สามารถเก็บภาษีจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในกรณีการโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ป ให้กับนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร บุตรชายและบุตรสาวได้ เนื่องจากคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และศาลภาษีอากรกลาง ระบุว่ากรณีดังกล่าวเป็นการทำนิติกรรมอำพรางที่ไม่ได้เกิดขึ้นจริง และอัยการก็มีความเห็นไม่อุทธรณ์คดีดังกล่าว

“ที่ผ่านมา กรมสรรพากรทำหนังสือหารือกระทรวงการคลังมาโดยตลอด จนมีความเห็นว่า ไม่มีการประเมินภาษีกรณีดังกล่าว ทำให้กรมสรรพากรคืนเงินที่อายัดไว้ ส่วนกรณีที่มีการซื้อขายหุ้นของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ระหว่างนายพานทองแท้ และ น.ส.พิณทองทา กับบริษัท เทมาเส็ก กองทุนจากประเทศสิงคโปร์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยนั้น กรมสรรพากรกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของฝ่ายกฎหมาย แต่ในเบื้องต้นประมาณว่า การซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่มีภาระภาษี” อธิบดีกรมสรรพากร กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงการคลัง กรณีที่กรมสรรพากรไม่อุทธรณ์ต่อศาลภาษีกลาง เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำตัดสินว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร เป็นเจ้าของหุ้นตัวจริงในการคดีโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ป ผ่านทางบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสเมนต์ นอกตลาดหลักทรัพย์เพื่อเลี่ยงการเสียภาษี โดยถูกศาลฎีกาฯ สั่งยึดทรัพย์ไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งต่อมาศาลภาษีอากรกลางได้นำเรื่องดังกล่าวมาพิจารณา เพื่อประเมินภาษีนายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทาตามกระบวนการของกฎหมาย

โดยศาลภาษีอากรกลาง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 29 ธ.ค. 2553 ว่านายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทา มิใช่บุคคลที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 164.6 ล้านหุ้น เงินได้ที่เกิดขึ้นจากการขายหุ้นจึงเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณและคุณหญิงพจมาน ซึ่งได้ถูกยึดทรัพย์ไปแล้ว ดังนั้นบุตรทั้งสองคนจึงมิใช่ผู้ที่ได้รับประโยชน์ที่อาจคิดคำนวณเป็นเงินอันเป็นเงินได้พึงประเมินตามมาตรา 39 และมิใช่ผู้มีเงินได้พึงประเมินที่จะมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดาตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร

นอกจากนี้ศาลภาษีอากรกลางยังระบุว่า กรมสรรพากรจะอุทธรณ์หรือไม่ยื่นอุทธรณ์ก็ได้ แต่หากจะยื่นอุทธรณ์จะมีค่าธรรมเนียม 23 ล้านบาท เป็นค่าใช้จ่าย ดังนั้นกรมสรรพากรจึงได้หนังสือหารือไปยังกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาว่าจะยื่นอุทธรณ์หรือไม่ ปรากฏว่า กระทรวงการคลังไม่ยื่นอุทธรณ์ ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลังได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊ก เพื่อให้กรมสรรพากรเร่งดำเนินคดีการซื้อหุ้นดังกล่าว โดยยืนยันว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีภาระภาษีที่กรมสรรพากรจะต้องเรียกเก็บ.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 สิงหาคม 2554, 16:27 น.

จ่อเปิดประมูลที่ดินรัชดา คาดราคาพุ่งกว่าพันล้าน

Published พฤษภาคม 26, 2011 by SoClaimon

25 พฤษภาคม 2554, 20:22 น.
จ่อเปิดประมูลที่ดินรัชดา คาดราคาพุ่งกว่าพันล้าน – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_174109

คลัง เตรียมเปิดประมูลที่ดินรัชดา ที่ได้คืนจากคุณหญิงอ้อ อีกรอบ คาดราคาพุ่งมากกว่า 1,000 ล้านบาท เพราะกฏหมายยอมให้สร้างตึกสูงได้แล้ว ขณะที่ไฟเขียว BAM เดินหน้าเข้าตลาดหุ้น

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สายจัดการกองทุน ในฐานะผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน กล่าวว่า ในการประชุมคณะกรรมการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ในช่วงสิ้นเดือนนี้ จะเสนอขออนุมัติ เปิดประมูลขายที่ดินย่านรัชดาฯ ซึ่งได้รับคืนมาจากคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อีกครั้ง หลังจากที่ได้จ้างบริษัทประเมินราคากลาง และเตรียมการเพื่อเปิดประมูลใหม่เรียบร้อยแล้ว

“ในขณะที่ยังไม่สามารถปิด กองทุนเพื่อการฟื้นฟูก่อนกำหนดเดิม เพื่อโอนสินทรัพย์ทั้งหมดไปให้กระทรวงการคลังบริหารได้ ตามที่ตกลงกันไว้ก่อนหน้านี้ เนื่องจากในช่วงนี้ไม่สามารถแก้ไขกฎหมายได้ เพราะต้องรอรัฐบาลใหม่ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ก็ต้องเดินหน้าดูแลและจัดการทรัพย์สินที่เหลือต่อไปก่อน เพื่อไม่ให้ขาดช่วง โดยในส่วนของที่ดินรัชดาฯ ซึ่งได้คืนจากคุณหญิงพจมานเรียบร้อยแล้วนั้น หากคณะกรรมการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ อนุมัติ ก็สามารถประกาศให้สาธารณะทราบว่าจะมีการประมูลใหม่ ภายในต้นเดือนหน้านี้”ผู้ช่วยผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าว

นางทองอุไร กล่าวต่อว่า ข้อแตกต่างของการขายที่ดินรัชดาในครั้งกับครั้งก่อน คือเงื่อนไขการสร้างตึกสูง ซึ่งในปัจจุบันกทม.อนุญาตให้ที่ดินย่านนั้น สามารถปลูกตึกสูงได้ จากเดิมที่ไม่อนุญาตให้ก่อสร้างตึกสูง ทำให้ศักยภาพของที่ดินในขณะนี้มีมากขึ้น และยอมรับว่าราคาที่ดินก็เพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งในขณะนี้มีราคาประเมิน และราคากลางที่จะประมูลแล้ว แต่ยังไม่สามารถบอกได้ โดยการประมูลขายนั้น ขายให้กับทุกคนไม่มียกเว้น ใครสนใจก็มาซื้อได้ถ้าไม่มีปัญหาในเรื่องกฎหมาย

ผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ กล่าวต่อว่า สินทรัพย์อีกส่วนหนึ่งที่จะเดินหน้าจัดการต่อไป น่าจะเป็นบรรษัทบริหารสินทรัพย์กรุงเทพพาณิชย์ (BAM) ซึ่งอยู่ในกระบวนการบริหารจัดการสินทรัพย์ เพื่อขอเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ก็เห็นว่า ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเป็นเรื่องทางธุรกิจ ไม่ต้องรอให้มีการโอนสินทรัพย์จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไปกระทรวงการคลังก่อน ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า เท่าที่บริษัทประเมินราคาประเมินราคาขณะนี้ อยู่ที่สูงกว่า 1,000 ล้านบาท จากราคาเดิม ซึ่งขายให้กับคุณหญิงพจมาน ในช่วงปี 2546 ในราคา 772 ล้านบาท เนื่องจากราคาที่ดินในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มีการปรับกฎหมายให้สามารถสร้างตึกสูงได้

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 พฤษภาคม 2554, 20:22 น.

ไม่อุทธรณ์ที่ดินรัชดา คืนเงินหญิงอ้อพร้อมดบ.

Published ตุลาคม 11, 2010 by SoClaimon

7 ตุลาคม 2553, 15:00 น.

ผ่านทางไม่อุทธรณ์ที่ดินรัชดา คืนเงินหญิงอ้อพร้อมดบ. – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_117065

คุณหญิงพจมาน ชินวัตร

กองทุนเพื่อการ ฟื้นฟูฯ ไม่อุทธรณ์คดีที่ดินรัชดา พร้อมจ่ายเงินต้นบวกดอกเบี้ย 823 ล้านบาทเศษ ยันกองทุนฟื้นฟูฯ ไม่มีเสียมีแต่ได้ เพราะที่ดินขณะนี้ราคาประเมินขึ้นเป็นกว่า 900 ล้านบาท และกทม.ยังให้สร้างตึกสูงได้เพิ่มขึ้น ทำให้คาดว่าจะขายได้ราคาดีกว่าที่คืนมาก

เมื่อวันที่ 7 ต.ค. นางทองอุไร ลิ้มปิติ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายจัดการกองทุน ในฐานะผู้จัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน เปิดเผยว่า ตามที่ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา ให้สัญญาซื้อขายที่ดินสี่แปลง (ที่ดินรัชดาฯ)จำนวน 33 ไร่ ระหว่างกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ กับคุณหญิงพจมาน ชินวัตร หรือ ดามาพงศ์ ตกเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดินดังกล่าว โดยให้คุณหญิงพจมาน ส่งมอบการครอบครองที่ดินทั้งสี่แปลงคืนฯ และให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ คืนเงินค่าซื้อที่ดินจำนวน 772 ล้านบาท ให้แก่คุณหญิงพจมานฯ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.50 ต่อปี โดยให้คิดดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 25 พฤศจิกายน 2552 ซึ่งเป็นวันฟ้องแย้ง

ทั้ง นี้ ในช่วงที่ผ่านมา กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้ขอความเห็นจากสำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อประกอบการพิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งสำนักงานคดีแพ่ง สำนักงานอัยการสูงสุดตอบข้อหารือว่าคำพิพากษาของศาลแพ่งดังกล่าวเป็นไปตาม ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย จึงไม่ควรอุทธรณ์ ซึ่งฝ่ายกฎหมายและคดี ของ ธปท.มีความเห็นสอดคล้องกับสำนักงานอัยการสูงสุด คณะกรรมการจัดการกองทุนเพื่อการฟื้นฟู ควรปฏิบัติตามคำพิพากษาของศาลแพ่ง โดยไม่มีการอุทธรณ์ เนื่องจากคำฟ้องของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ขอให้การซื้อขายที่ดินตกเป็นโมฆะ ให้เพิกถอนรายการจดทะเบียนนิติกรรมการซื้อขายที่ดิน และให้คุณหญิงพจมาน ส่งมอบที่ดินคืนแก่กองทุนฯ ซึ่งเป็นไปตามคำฟ้องของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯแล้ว

นางทองอุไร กล่าวต่อว่า ส่วนคำสั่งให้ชำระเงินค่าที่ดินคืนพร้อมดอกเบี้ยนั้น เป็นไปตามกฎหมายที่เมื่อสัญญาเป็นโมฆะ ต่างฝ่ายก็ต้องคืนที่ดิน และเงินที่ชำระค่าที่ดินคืน สำหรับดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ศาลแพ่งได้พิพากษาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 224 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดเจนว่า

“หนี้เงินนั้น ท่านให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดร้อยละเจ็ดกึ่งต่อปี” นางทองอุไร กล่าว

นาง ทองอุไร กล่าวด้วยว่า ภาระดอกเบี้ยดังกล่าวที่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ จะต้องจ่ายคืนคำนวณเป็นเงินประมาณ 57 ล้านบาทต่อปี เมื่อรวมกับเงินที่ต้องชำระคืน 772 ล้านบาท รวมเป็นเงินประมาณ 823 ล้านบาทเศษ อย่างไรก็ตาม วงเงินที่จ่ายคืนดังกล่าว ยังต่ำกว่ามูลค่าที่ดินที่ได้รับคืน ซึ่งปัจจุบันมีราคาประเมินราชการของกรมที่ดินอยู่ที่ประมาณ 900 ล้านบาทเศษ นอกจากนั้น เงินจำนวน 772 ล้านบาทดังกล่าว กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ได้รับมาตั้งแต่เดือนธ.ค. ซึ่งกองทุนฯ ได้ประโยชน์จากเงินดังกล่าวมาเป็นระยะเวลาเกือบ 8 ปีแล้ว ด้วยการนำเงินก้อนนี้ไปชำระหนี้และลงทุน รวมทั้งเมื่อได้ที่ดินกลับคืนมาก็สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น เนื่องจากตามประกาศผังเมืองรวมกรุงเทพมหานคร พ.ศ.2549 ให้ที่ดินในบริเวณดังกล่าวสามารถสร้างตึกสูงและอาคารขนาดใหญ่ได้ จึงทำให้มีมูลค่าเพิ่มขึ้น คณะกรรมการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจึงเห็นควรปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 7 ตุลาคม 2553, 15:00 น.

tags:
ทองอุไร ล้ิมปิิติ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ที่ดินรัชดา พจมาน ชินวัตร พจมาน ดามาพงศ์

เปิดคำพิพากษาคดีประวัติศาสตร์ จำคุก”หญิงอ้อ-บรรณพจน์”โกงภาษี

Published กันยายน 27, 2010 by SoClaimon

วันที่ 1/8/2008

ผ่านทางแนวหน้า มั่นคง ตรงไป ตรงมา.

หมายเหตุ:ที่ห้อง พิจารณาคดี 704 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 31 ก.ค. 51 ศาลโดยนายปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์ ผู้พิพากษาอาวุโสเจ้าของสำนวน พร้อมองค์คณะ ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดี”เลี่ยงภาษีหุ้นชินคอร์ปฯ” คดีหมายเลขดำที่ อ.1149/2550 ที่อัยการสูงสุด เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ อายุ 59 ปี อดีตประธานกรรมการบริหารชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พี่ชายบุญธรรมคุณหญิงพจมาน, คุณหญิงพจมาน ชินวัตร อายุ 51 ปี ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนางกาญจนาภา หงษ์เหิน อายุ 51 ปี เลขานุการ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดทำนองเดียวกัน หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร และ โดยรู้อยู่แล้ว หรือโดยจงใจ ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ หรือให้ถ้อยคำเท็จ หรือตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐานเท็จมาแสดง เพื่อหลีกเลี่ยงการชำระภาษีอากรหุ้นบริษัทชินวัตรคอมพิวเตอร์ แอนด์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) มูลค่าหุ้น 738 ล้านบาท และภาษีที่หลีกเลี่ยงจำนวน 546 ล้านบาท อันเป็นความผิดตามประมวลรัษฎากร มาตรา 37 (1) (2) และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 และ 91โดยศาลอ่านคำพิพากษาความยาว 48 หน้า ใช้เวลาอ่านประมาณ 1ชั่วโมง 45 นาที

จำเลยที่ 1 เป็นพี่ชายบุญธรรมของจำเลยที่ 2 ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และจำเลยที่ 3 เป็นเลขานุการส่วนตัวของจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 มีหุ้นในบริษัท ชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ชินคอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และจำเลยที่ 2 ให้ น.ส.ดวงตา วงศ์ภักดี สาวรับใช้ถือครองหุ้นแทน ซึ่งจำเลยที่ 2 มีเจตนาจะยกหุ้นให้จำเลยที่ 1 จำนวน 4.5 ล้านหุ้น แต่จำเลยที่ 1 และ 2 ได้ทำเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ให้บริษัทหลักทรัพย์ภัทร จำกัด (มหาชน) ดำเนินการซื้อหุ้นดังกล่าว เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2540 ในราคาหุ้นละ 164 บาท รวมเป็นเงิน 738 ล้านบาท โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าหุ้นแทนจำเลยที่ 1 ด้วยการสั่งจ่ายเช็คธนาคารไทยพาณิชย์จำกัด (มหาชน) ผ่านบริษัทหลักทรัพย์ภัทร และบริษัทได้สั่งจ่ายเช็คชำระค่าหุ้นให้กับ น.ส.ดวงตา แต่เช็คดังกล่าวก็ถูกนำเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 ที่ธนาคารเดิม ส่วนจำเลยที่ 3 ก็ได้เป็นผู้ดำเนินการซื้อขายทุกขั้นตอนแทนจำเลยที่ 1 และ 2 รวมทั้ง น.ส.ดวงตา

ต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2540 ซึ่งไม่ได้นำมูลค่าหุ้นจำนวน 738 ล้านบาท ไปรวมคำนวณเพื่อประเมินภาษีเงินได้ ส่วนจำเลยที่ 2 ก็ไม่ได้นำค่าหุ้นดังกล่าวที่ได้รับจากบริษัทหลักทรัพย์ภัทรไปรวมคำนวณเพื่อ เสียภาษีเงินได้เช่นกัน เนื่องจากเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ได้รับการยกเว้นตามประมวลรัษฎากร ม.42 (17) และกฎกระทรวงฉบับที่ 126 (พ.ศ.2509) ที่ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าการข้อยกเว้นรัษฎากรข้อ 2 (23) หลังจากนั้นปี 2543 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ตรวจสอบความถูกต้องของทรัพย์สินและหนี้สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งจำเลยที่ 1 และ ที่ 3 เคยให้ถ้อยคำต่อ อนุ ป.ป.ช.ว่า หุ้น 4.5 ล้านหุ้น จำเลยที่ 2 แบ่งให้จำเลยที่ 1 โดยไม่ได้มีการซื้อขายแต่อย่างใด ต่อมา ป.ป.ช.จึงมีคำวินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ กรมสรรพากรจึงมีหนังสือขอข้อมูลจาก ป.ป.ช. ไปพิจารณาจัดเก็บภาษีให้ถูกต้อง ซึ่งจำเลยที่ 1 เคยเข้าให้การต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 9 กรมสรรพากรเมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2544 ว่า ความจริงเป็นเรื่องที่จำเลยที่ 2 ยกหุ้นให้จำเลยที่ 1 ซึ่งมีบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นเอกสารประกอบ นอกจากนี้เมื่อวันที่ 16 และ 30 กรกฎาคม 2544 จำเลยที่ 1 และ 2 ยังได้ให้การต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี 9 กรมสรรพากรมีสาระสำคัญทำนองเดียวกันว่า จำเลยที่ 2 ประสงค์จะให้จำเลยที่ 1 มีครอบครัว และมีฐานะมั่นคงทัดเทียมกับพี่น้อง จึงสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 แต่งงานโดยจะให้หุ้นคดีนี้เป็นของขวัญ แต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าทำงานทางการเมือง จำเป็นต้องจัดการเรื่องการบริหารให้เสร็จเสียก่อนแล้วจะมาให้หุ้นภายหลัง เมื่อจำเลยที่ 1 มีบุตรและบุตรจะมีอายุครบ 1 ปี ซึ่งเป็นการให้เป็นของขวัญแก่ครอบครัวและบุตรของจำเลยที่ 1 ในที่สุดกรมสรรพากรก็พิจารณาแล้วสรุปว่าการรับโอนหุ้นเมื่อวันที่ 7 พ.ย. 2540 จำนวน 4.5 ล้าน มูลค่า 738 ล้านบาท เป็นการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธี หรือตามโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นเงินได้พึงประเมินประเภทที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสีย ภาษีเงินได้ตาม ม.42 (10) แห่งประมวลรัษฎากร แล้วให้ยุติเรื่อง

ต่อมาเมื่อมีการปฏิรูปการปกครองแผ่นดินในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหา กษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.) เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549 และได้มีประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ให้มีคณะกรรมการตรวจสอบหรือ คตส. มีอำนาจหน้าที่ตรวจสอบการกระทำที่มิชอบด้วยกฎหมายหรือกระทำที่ทุจริต หรือประพฤติมิชอบ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร อันเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ซึ่งคณะกรรมการตรวจสอบพิจารณาการโอนหุ้นดังกล่าวแล้วเห็นว่าหุ้นที่จำเลยที่ 2 โอนให้จำเลยที่ 1 ถือเป็นเงินได้พึงประเมินตาม ม.40 (2) ซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องนำมูลค่าหุ้นที่ได้รับไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ไม่ใช่การให้โดยเสน่หา จึงแจ้งให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีเงินได้จากจำเลยที่ 1 และเงินเพิ่มรวมเป็นเงิน 546,120,000 บาท ส่วนคดีอาญาคณะกรรมการตรวจสอบมีมติให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการ ฟ้องจำเลยทั้งสาม โดยถือเอาผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นการสอบสวนตามประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา ตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ข้อ 9 วรรค 2

คดีมีปัญหาข้อกฎหมายที่จำเลยทั้งสาม ต่อสู้ว่าประกาศ คปค.บับที่ 30 เป็นบทบัญญัติที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ที่จะใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมฯ ม.6 และ ม.29 เพราะเป็นบทบัญญัติให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเป็นองค์กรทำหน้าที่ตรวจสอบ เฉพาะรัฐบาลชุดที่ผ่านมาเพียงชุดเดียว ไม่ได้มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป เห็นว่าระหว่างพิจารณาคดีนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยที่ 5/2551 ว่าประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 เป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับเป็นการทั่วไป ไม่ได้มุ่งหมายให้ใช้บังคับแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือกรณีใดกรณีหนึ่งเป็นการเจาะจงจึงไม่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ว่าจะ เป็นบทมาตราใด ซึ่งคำวินิจฉัยดังกล่าวใช้ได้ในคดีทั้งปวง ปัญหาข้อกฎหมายต่อไปที่จำเลยทั้งสามต่อสู้ว่า การที่คณะกรรมการตรวจสอบส่งเรื่องนี้ให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องขัดต่อ ประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ข้อ 9 วรรค 2 ซึ่งกำหนดให้คณะกรรมการตรวจสอบส่งเรื่องให้กรมสรรพากรก่อน เพื่อเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรจะได้ดำเนินการมีคำขอให้เจ้าพนักงานตำรวจ ดำเนินคดีอาญาต่อไป ตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 8 แต่คณะกรรมการตรวจสอบไม่ได้ดำเนินการให้ถูกต้องตามขั้นตอนดังกล่าว การสอบสวนจึงไม่ชอบ พนักงานอัยการไม่มีอำนาจฟ้อง

เห็นว่าประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ได้บัญญัติให้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบขึ้นโดยเฉพาะและในข้อ 5 (4) ให้คณะกรรมการตรวจสอบมีอำนาจตรวจสอบการกระทำของบุคคลใดๆที่เห็นว่าเป็นไปโดย ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือหลีกเลี่ยงกฎหมายว่าด้วยภาษีอากร เช่นเดียวกับเจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากรด้วย และในข้อ 9 วรรค 2 ของประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ยังให้อำนาจและรับรองอำนาจของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นพิเศษต่างไปจากอำนาจของ เจ้าพนักงานตามประมวลรัษฎากร ว่าเมื่อคณะกรรมการตรวจสอบมีมติว่าบุคคลใดทำผิดกฎหมายให้ส่งเรื่องไปยัง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงาน นั้นต่อไป โดยถือผลการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบเป็นการสอบสวนตามกฎหมายนั้นซึ่งมีผล เท่ากับว่าหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการสอบสวนไม่จำต้องสอบสวนในเรื่องที่ คณะกรรมการตรวจสอบได้ตรวจสอบแล้ว ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่คณะกรรมการตรวจสอบต้องส่งเรื่องไปให้ดำเนิน การตามกฎหมายที่ระบุไว้ในข้อ 9 วรรค 2 นั้น จึงหมายถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่นั้นจะต้องดำเนินการตามมติและผลตรวจสอบของ คณะกรรมการตรวจสอบในขั้นตอนต่อไป เมื่อคดีนี้คณะกรรมการตรวจสอบมีมติว่าจำเลยที่ 1 หลีกเลี่ยงการเสียภาษีแล้วส่งเรื่องให้กรมสรรพกรดำเนินการเรียกเก็บภาษีจาก จำนวนที่ 1 ให้ครบถ้วนตามกฎหมาย ส่วนคดีอาญา เมื่อเห็นว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำผิดตามประมวลรัษฎากร ม.37 แล้วส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการฟ้องคดีจึงชอบแล้วและโจทก์มีอำนาจ ฟ้อง

ส่วนปัญหาว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันกระทำโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงหรืออุบาย หรือโดยวิธีการอื่นใดฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือไม่ เห็นว่าตามที่ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นที่ยุติว่าจำเลยที่ 2 เจตนาจะยกหุ้นให้จำเลยที่ 1 แต่ได้ทำเป็นการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าหุ้นทั้งหมดแทนจำเลยที่ 1 และในที่สุดเงินค่าหุ้นจำนวนนั้นก็กลับไปเข้าบัญชีของจำเลยที่ 2 โดยมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯแทนจำเลยที่ 1 -2 และ น.ส.ดวงตา ในเบื้องต้นแม้การให้ผู้อื่นเป็นผู้ถือครองหุ้นแทนในตลาดหลักทรัพย์จะกระทำ ได้ แต่คดีนี้เห็นได้ชัดแจ้งว่าพฤติการณ์การซื้อขายหุ้นตามฟ้องระหว่างจำเลยที่ 1 และ 2 ไม่ได้ซื้อขายกันจริงแต่เป็นการกระทำโดยลวงเพื่ออำพรางการให้ จึงเป็นการกระทำโดยความเท็จ

ปัญหาจึงมีต่อว่าการกระทำโดยความเท็จนั้นเป็นการหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือไม่ เห็นว่าการซื้อขายหุ้นระหว่างจำเลยที่ 1 และ 2 เป็นการกระทำโดยความเท็จซึ่งได้กระทำในตลาดหลักทรัพย์จึงมีผลทำให้จำเลยที่ 2 ผู้ขายได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำมูลหุ้นที่ได้รับไปรวมคำนวณเสียภาษีเงินได้ ประจำปีภาษี 2540 ส่วนมูลค่าหุ้น 738 ล้านบาท ที่จำเลยที่ 1 ได้รับจากจำเลยที่ 2 โจทก์และจำเลยทั้งสามนำสืบรับว่า เป็นเงินได้พึงประเมินตามประมวลรัษฎากร จำเลยที่ 1 จึงต้องนำมูลค่าหุ้นดังกล่าวไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ประจำปี 2540 และด้วยเหตุนี้จำเลยทั้งสามจึงได้อำพรางการให้ที่เป็นเจตนาที่แท้จริงของ จำเลยที่ 2 ด้วยการทำเป็นซื้อขายซึ่งเป็นความเท็จแทน เป็นอุบายเพื่อจะไม่มีภาระภาษีจากการซื้อขาย และเพื่อไม่ต้องนำมูลค่าหุ้นที่ได้รับนั้นไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีอีกด้วย จึงเป็นการร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษี ส่วนจำเลยทั้งสามต่อสู้ว่ามูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 รับมานั้นเป็นเงินได้ตาม ม.40 (8) และเป็นเงินได้ประเภทที่เข้าข้อยกเว้นไม่ต้องคำนวณเสียภาษีตาม ม.42 (10) โดยเป็นเงินที่ได้รับจากการอุปการะ โดยหน้าที่ธรรมจรรยา หรือจากการให้โดยเสน่หา จำเลยที่ 1 จึงไม่ต้องนำมูลค่าหุ้นไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษี จึงไม่เป็นการหลีกเลี่ยงการเสียภาษี

โดยศาลเห็นสมควรวินิจฉัยก่อนว่ามูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับนั้นเป็นเงินได้ประเภทที่จำเลยที่ 1 จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องนำไปรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีหรือไม่ โจทก์มีนายกล้าณรงค์ จันทิก อนุ ป.ป.ช. การตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สินของ พ.ต.ท.ทักษิณ มาเบิกความยืนยันว่าในการตรวจสอบทรัพย์สินได้สอบปากคำจำเลยที่ 1 ในส่วนที่เกี่ยวกับหุ้นตามฟ้อง จำเลยที่ 1 ให้การว่าจำเลยที่ 2 แบ่งหุ้นให้กับจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้มีการซื้อมาแต่อย่างใดและจำเลยที่ 1 ได้ช่วยเหลือและร่วมดำเนินธุรกิจของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับจำเลยที่ 2 มาตลอด รวมทั้งเป็นผู้กู้และผู้คำประกันให้ด้วย โดยได้มีบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 มาเป็นหลักฐานสนับสนุนด้วย ซึ่งเอกสารดังกล่าวมีสาระสำคัญสอดคล้องกับคำเบิกความ เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกตรวจสอบทรัพย์สินตาม ม. 295 ตามรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งอาจมีผลทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องพ้นจากตำแหน่งและห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยจำเลยที่ 1 ซึ่งมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างมาก ต้องเตรียมการและระมัดระวังในเรื่องที่จะให้การ อีกทั้งเป็นการ ให้การในครั้งแรกๆขณะที่ยังไม่ได้มีปัญหาการตรวจสอบเรื่องภาระภาษีและการ ดำเนินคดีนี้ จึงเชื่อว่าจำเลยที่ 1 น่าจะให้การไปตามความจริง ประกอบกับคำให้การดังกล่าวมีข้อเท็จจริงโดยละเอียดตั้งแต่ประวัติความ สัมพันธ์ระหว่างครอบครัวของจำเลยที่ 1 กับครอบครัวของจำเลยที่ 2 ซึ่งมีการช่วยเหลืออุปการะกันมาโดยตลอด ตั้งแต่ ยังเป็นเด็กๆ เมื่อจำเลยที่ 2 กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ไปศึกษาที่ต่างประเทศ จำเลยที่ 1 ก็ลางานตามไปดูแลช่วยเหลือและเมื่อกลับมาก็ช่วยเหลือสนับสนุนในทุกเรื่องที่ เกี่ยวกับการดำเนินกิจการค้าขายของจำเลยที่ 2 และ พ.ต.ท.ทักษิณ จนมีฐานะมั่นคง โดยในส่วนที่เกี่ยวกับการได้มาของหุ้นต่างๆ จำเลยที่ 1 ก็ให้การไว้โดยละเอียดและได้ระบุอย่างชัดเจนว่าจำเลยที่ 2 แบ่งให้โดยไม่ได้มีการซื้อมา และแม้ว่าการสอบถามจะไม่มีประเด็นเกี่ยวกับการให้หุ้นในคดีนี้ แต่หากเป็นการรับเนื่องในโอกาสสำคัญของจำเลยที่ 1 โดยหุ้นมีมูลค่าจำนวนมากและเป็นการรับจากจำเลยที่ 2 ที่เป็นภริยาของ พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังถูกต้องข้อระแวงสงสัยและถูกตรวจสอบเกี่ยวกับการถือครองหุ้น จำเลยที่ 1 ก็น่าจะให้การถึงเหตุผลที่จำเลยที่ 2 ให้ไว้เป็นหลักฐานด้วย ทั้งจำเลยที่ 1 ยังให้การชัดเจนด้วยว่าเป็นการแบ่งหุ้นให้ เชื่อว่าที่จำเลยที่ 2 ให้หุ้นกับจำเลยที่ 1 ไม่ใช่เป็นการให้เนื่องในพิธี หรือตามโอกาส

ส่วนที่จำเลยที่ 1 และ 2 เคยให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญและเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีกรมสรรพากร ต่างไปจากคำให้การของจำเลยที่ 1 ดังกล่าว ว่าจำเลยที่ 2 ยกหุ้นให้ตามธรรมจรรยาในฐานะที่ได้ร่วมก่อการ และดำเนินธุรกิจร่วมกัน และเป็นของขวัญที่จำเลยที่ 1 มีภรรยาและบุตรก็เป็นคำให้การที่จำเลยที่ 1 และ 2 ให้ภายหลังจากที่ ป.ป.ช.มีคำวินิจฉัยว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จงใจยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ โดยคำให้การที่จำเลยที่ 1 และ 2 พูดถึงเหตุผลการให้หุ้นนั้นน่าจะเป็นการยกข้ออ้างขึ้นใหม่เพื่อให้เข้าข้อยก เว้นตาม ม.42 (10) ที่จะไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ ส่วนที่จำเลยที่ 1 และ 2 อ้างว่าการให้หุ้นเพื่อให้พี่น้องมีฐานะทัดเทียมกัน โดยจำเลยที่ 2 มีเจตนาจะยกหุ้นให้โอกาสที่จำเลยที่ 1 แต่งงานแต่ช่วงนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กำลังยุ่ง เนื่องจากจะเข้าสู่การเมืองและตั้งพรรคการเมืองใหม่จึงมายกให้ในภายหลังขณะ บุตรของจำเลยที่ 1 จะมีอายุครบ 1 ปี

ศาลเห็นว่าการอ้างดังกล่าวเป็นข้อเท็จจริงที่ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยการอ้างว่าไม่สามารถโอนหุ้นให้ได้เพราะมีเหตุจำเป็นเกี่ยวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ เห็นว่า การนำสืบจำเลยที่ 2 และ 3 ได้ความว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของจำเลยที่ 2 ที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ในนามของ น.ส.ดวงตา โดยจำเลยที่ 2 มีจำเลยที่ 3 เป็นผู้ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของจำเลยที่ 2 โดยตลอด ดังนั้นการโอนหุ้นของจำเลยที่ 2 ที่มีชื่อ น.ส.ดวงตา จึงสามารถทำได้โดยจำเลยที่ 3 เพียงคนเดียว ซึ่งหากจำเลยที่ 2 จะโอนหุ้นให้จำเลยที่ 1 ในโอกาสการแต่งงานจริงก็สามารถทำได้ในโอกาสนั้นโดยจำเลยที่ 2 เพียงแจ้งให้จำเลยที่ 3 ดำเนินการก็ ไม่ได้เป็นภาระหรือเกี่ยวข้องกับ พ.ต.ท.ทักษิณ และการจัดการเรื่องการบริหารงานตามที่อ้างแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าเรื่องนี้จำเลยที่ 1 และ 2 จะมี พล.ต.อ.เพรียวพันธุ์ดามาพงศ์ พี่ชายของจำเลยที่ 2 นางสมทรง เครือไชย อาของจำเลยที่ 2 และนางบุษบา ดามาพงศ์ ภริยาของจำเลยที่ 1 มาเบิกความเป็นประจักษ์พยานสนับสนุนว่า ร่วมรู้เห็นและได้ยินจำเลยที่ 2 พูดกับจำเลยที่ 1 และนางบุษบา ว่าจะให้หุ้นเป็นของขวัญแต่งงานก็ตาม แต่คำเบิกความนอกจากจะขัดกับข้อเท็จจริงตามคำให้การของจำเลยที่ 1 แล้ว พยานซึ่งเป็นพี่และญาติ มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจำเลยที่ 1 และ 2 อย่างมาก คำเบิกความจึงน่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของจำเลยที่ 1 และ 2 มีน้ำหนักน้อย พยานหลักฐานของจำเลยเรื่องนี้จึงไม่สามารถหักล้างพยานหลักฐานโจทก์ได้ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยที่ 2 ให้หุ้นตามฟ้องแก่จำเลยที่ 1 โดยการแบ่งให้ ไม่ได้เป็นการให้โดยเสน่หาเนื่องในพิธีหรือโอกาสแห่งขนบธรรมเนียมประเพณีตาม ม. 42 (10)

ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยมีอยู่ว่าการที่จำเลยที่ 1 รับแบ่งหุ้นจากจำเลยที่ 2 ตามข้อเท็จจริงที่รับฟังได้นั้น จะถือว่าเป็นเงินได้ซึ่งได้รับจากการอุปการะโดยหน้าที่ ธรรมจรรยา ตาม ม. 42 (10) หรือไม่ ศาลเห็นว่าแม้ประมวลรัษฎากรไม่ได้ให้คำนิยามของคำว่า “อุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา” ไว้ แต่เมื่อพิจารณาความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 คำว่า “อุปการะโดยหน้าที่ธรรมจรรยา” มีความหมายตามตัวอักษรว่า การช่วยเหลือเกื้อกูลอุดหนุนที่พึงกระทำโดยธรรม และแม้บทบัญญัติของกฎหมายจะไม่ได้มีความหมายที่จะจำกัดความสัมพันธ์ระหว่าง ผู้ให้กับผู้รับรวมทั้งจำนวนที่ให้ก็ตาม แต่ตามถ้อยคำแล้วผู้รับการให้ก็จะต้องเป็นผู้ที่อยู่ในสภาพหรือสถานะที่ควร ได้รับการช่วยเหลือเกื้อกูลอุดหนุนอยู่ด้วย แต่จำเลยที่ 1 นอกจากจะไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าตนอยู่ในสภาพหรือสถานะดังกล่าวแล้วยังปรากฏ จากบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ว่าขณะที่ได้รับหุ้นนั้นจำเลยที่ 1 มีตำแหน่งเป็นประธานกรรมการ บมจ.ชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯ และเป็นกรรมการในบริษัทกลุ่มชินฯ ที่เป็นกลุ่มบริษัทที่มีกิจการและฐานะมั่นคง นอกจากนี้ตามแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี 2540 ของจำเลยที่ 1 ก็แจ้งว่ามีเงินได้พึงประเมินจำนวน 23,554,503.53 บาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนเงินที่สูง โดยยังปรากฏจากบันทึกคำให้การของจำเลยที่ 1 ที่ให้ต่ออนุ ป.ป.ช.ด้วยว่า ในปี 2540 ก่อนรับโอนหุ้นคดีนี้จำเลยที่ 1 มีหุ้นใน บมจ.ชินวัตรคอมพิวเตอร์ฯ จำนวน 2,347,395 หุ้น บริษัทเอสซีแอสเสท จำกัด จำนวน 23 ล้านหุ้น และในบริษัทชินวัตรอินเตอร์เนชั่นแนล บรอดคาสติ้ง จำนวน 6,000,001 หุ้น และหลังจากได้รับหุ้นจำเลยที่ 1 ยังมีหุ้นเพิ่มในบริษัทต่างๆอีกจำนวนมาก สภานะภาพดังกล่าวจึงเห็นได้ชัดแจ้งว่าจำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นผู้ที่อยู่ในสถานะที่ต้องการความช่วยเหลือเกื้อกูล และแม้ฐานะจะไม่ทัดเทียมกับพี่น้องจำเลยที่ 2 ก็ไม่มีหน้าที่ธรรมจรรยาที่จะต้องอุปการะไม่ว่าจำเลยที่ 2 จะมีทรัพย์สินมากเพียงใด คดีจึงฟังไม่ได้ว่ามูลค่าหุ้นที่จำเลยที่ 1 ได้รับเป็นเงินได้ที่จะได้รับการเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้ ตาม ม.42 (10)

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อว่าจำเลยทั้งสามร่วมกันหลีกเลี่ยงภาษีอากรหรือไม่ ศาลเห็นว่า การโอนหุ้นตามฟ้องมีจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายรวมทั้งค่าภาษีอากรแทนจำเลยที่ 1 ทั้งสิ้น โดยเมื่อเปรียบเทียบจำนวนเงินค่านายหน้าและภาษีมูลค่าเพิ่มที่จำเลยที่ 2 เสียไปกับจำนวนเงินค่าภาษีอากรที่มีการรับโอนหุ้นให้ด้วยการทำเป็นการซื้อ ขายอำพราง กรรมเป็นเครื่องชี้เจตนาของจำเลยที่ 2 ว่าจงใจหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรเงินได้จากการที่จำเลยที่ 1 รับหุ้นไปจากจำเลยที่ 2 ที่มีมูลค่าจำนวนมาก โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ชำระแทน ขณะที่จำเลยที่ 3 ซึ่งเป็นเลขานุการส่วนตัวของจำเลยที่ 2 ที่เป็นผู้ดำเนินการโอนหุ้น ได้มีหน้าที่ดูแลแนะนำและดำเนินการเกี่ยวกับหุ้นของจำเลยที่ 2 กับบุตรมานาน 10 ปีก่อนเกิดเหตุ อีกทั้งสามีของจำเลยที่ 3 ยังเป็นพนักงาน บมจ.หลักทรัพย์ภัทร ที่ทำการโอนหุ้นคดีนี้ด้วย ดังนั้นจำเลยที่ 3 ย่อมต้องมีความรู้ในเรื่องหุ้นและการโอนหุ้นเป็นอย่างดี ประกอบกับจำเลยที่ 2 และ 3 เคยเบิกความรับว่า ก่อนโอนหุ้นตามฟ้องได้ปรึกษาและให้คำแนะนำกันก่อนแล้ว ข้อเท็จจริงจึงเชื่อว่าจำเลยที่ 3 รู้กันกับจำเลยที่ 2 และร่วมกันหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ส่วนจำเลยที่ 1 ก็ทราบมาตั้งแต่แรกแล้วว่าจำเลยที่ 2 จะให้หุ้นตามฟ้อง และเมื่อจำเลยที่ 3 มาขอเลขที่บัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ เพื่อจะไปทำการซื้อขายหุ้นดังกล่าวซึ่งไม่ตรงกับที่จำเลยที่ 2 เคยบอกจำเลยที่ 1 ไว้ แต่จำเลยที่ 1 ก็ยังให้ไปโดยไม่ทักท้วงหรือสอบถามถึงเหตุผลรวมทั้งการชำระค่าหุ้นจำนวนมาก ด้วย จึงผิดวิสัยของผู้กระทำการโดยสุจริต

ส่วนที่จำเลยทั้งสามนำสืบว่าคณะกรรมการตรวจสอบใช้อำนาจของ ป.ป.ช. จะต้องเป็นบุคคลที่เป็นกลางเช่นเดียวกับ ป.ป.ช. แต่กรรมการตรวจสอบบางคนไม่มีความเป็นกลางเคยมีพฤติกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ มาก่อน เห็นว่าเนื่องจากไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดคุณสมบัติคณะกรรมการตรวจสอบ ไว้เช่นเดียวกับคุณสมบัติของ ป.ป.ช.ทั้งการทำหน้าที่ของคณะกรรมการตรวจสอบ ก็ไม่ได้ความว่าคณะกรรมการตรวจสอบคนใดกระทำการอย่างใดที่ส่อไปในทางที่ไม่ เป็นกลาง หรือกลั่นแกล้งปรักปรำจำเลยทั้งสาม โดยคณะกรรมการตรวจสอบมีจำนวนมาถึง 12 คน ล้วนแต่มีคุณวุฒิ วัยวุฒิ ประสบการณ์ และตำแหน่งหน้าที่การงานสูง ไม่น่าจะสามารถโน้มน้าว ครอบงำให้คณะกรรมการตรวจสอบทั้งหมดมาร่วมกระทำการใดที่ไม่เป็นกลางต่อการ ตรวจสอบคดีนี้ เพราะจะกระทบต่อตำแหน่งหน้าที่การงาน ความน่าเชื่อถือ และเสี่ยงต่อการมีความผิดตามกฎหมาย คดีจึงฟังไม่ได้ว่าคณะกรรมการตรวจสอบทำหน้าที่ในคดีนี้โดยไม่เป็นกลาง

ปัญหาวินิจฉัยข้อสุดท้ายมีว่าจำเลยที่ 1 และที่2 ร่วมกันแจ้งข้อความเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ ฯ เพื่อหลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากรหรือไม่ ศาลเห็นว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 เข้าให้การต่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษี กรมสรรพากร มีสาระสำคัญทำนองเดียวกันว่าจำเลยที่ 2 ต้องการให้จำเลยที่ 1 มีครอบครัวและมีฐานะมั่นคงทัดเทียมพี่น้องจึงสนับสนุนให้จำเลยที่ 1 แต่งงานและจะให้หุ้นเป็นของขวัญวันแต่งงานแต่เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้าทำงานทางการเมือง จึงมาให้ภายหลัง ซึ่งปรากฏว่าคำให้การนั้นไม่เป็นความจริงดังที่ศาลวินิจฉัยมาแล้วข้างต้น

การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 จึงเป็นการร่วมกันยกข้อที่ไม่เป็นจริงขึ้นมาอ้างเพื่อให้เข้าข้อยกเว้นเพื่อ ไม่ต้องเสียภาษี ข้อเท็จจริงจึงรับฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 จงใจแจ้งข้อความเท็จหรือให้ถ้อยคำเท็จฯเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีตามฟ้อง

จำเลยทั้งสามเป็นผู้มีฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะกระทำผิดฐานให้ถ้อยคำการเป็นเท็จเพื่อหลีกเลี่ยงการ เสียภาษีจำเลยที่ 2 เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ ซึ่งจำเลยทั้งสามนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วๆไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย แต่กลับร่วมกันทำการหลีกเลี่ยงภาษีอันเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนต่อกฎหมาย ไม่เป็นธรรมต่อสังคมและระบบภาษี ทั้งที่จำนวนค่าภาษีที่จำเลยที่ 1 จะต้องชำระตามกฎหมายเทียบไม่ได้กับจำนวนทรัพย์สินที่จำเลยที่ 2 และครอบครัวมีอยู่ในขณะนั้น การที่จำเลยที่ 1 จะชำระภาษีอากรไปตามกฎหมายเช่นพลเมืองทุกคนจึงไม่ได้มีผลกระทบต่อฐานะจำเลย ที่ 2 แต่อย่างใด การกระทำความผิดของจำเลยทั้งสามจึงร้ายแรง

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตามประมวลรัษฎากร ม.37 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา ม.83 และจำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตาม ม.37 (1) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา ม.83 การกระทำของจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นความผิดหลายกรรมต่างกันให้เรียงกระทงลงโทษฐานร่วมกันโดยความเท็จ โดยฉ้อโกงฯ หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ให้จำคุกจำเลยทั้งสามคนละ 2 ปี ฐานโดยรู้อยู่แล้ว หรือโดยจงใจร่วมกันแจ้งข้อความเท็จฯ หลีกเลี่ยงการเสียภาษีอากร ให้จำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 1 ปี รวมจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 3 จำคุก 2 ปี

%d bloggers like this: