ผ่าประเด็นร้อน

All posts tagged ผ่าประเด็นร้อน

วิบากกรรมตระกูลชินน้ำลดตอผุด คดีส่อทุจริต-โกงชาติทยอยเช็คบิล

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/195320

วันพุธ ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
หากไม่พูดถึงนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯนักโทษหนีคุกที่มีคดีทุจริตเป็นชนักปักหลังมากมายคดีอื้อฉาวล่าสุดที่คนของตระกูลชินต้องเผชิญวิบากกรรมเข้าไปมีส่วนพัวพันก็คือคดีดำที่ศาลอาญาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมารับคำฟ้องของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ที่เป็นโจทก์ฟ้อง นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรมช.คลัง ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ และพวก รวมทั้ง น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร อดีตภรรยานายทักษิณ ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการเพื่อให้นายพานทองแท้ ชินวัตร และน.ส.พินทองทาชินวัตร บุตรชายและบุตรสาว นายทักษิณเสียภาษีน้อยกว่าที่ต้องเสียและได้รับประโยชน์โดยมิชอบด้วยกฎหมาย

คดีอื้อฉาวนี้เกิดตั้งแต่เมื่อปี 2549 โดย นายพานทองแท้ และน.ส.พินทองทาน้องสาวซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน) คนละ 164,600,000 หุ้นจาก น.ส.ปราณี ในราคาเพียงหุ้นละ 1 บาทขณะที่ราคาหุ้นในตลาดสูงถึงหุ้นละ 49.25 บาทซึ่งถือว่า นายพายทองแท้ และ น.ส.พินทองทาเป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมินซึ่งมีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้จากส่วนต่างราคาหุ้นคิดเป็นเงินที่ต้องเสียภาษีคนละ 7,941,950,000 บาท แต่กลับไม่มีการเสียภาษีดังกล่าวทำให้กรมสรรพากรซึ่งมี นางเบญจา เป็นอธิบดีกรมสรรพากรขณะนั้น กระทรวงการคลัง และราชการได้รับความเสียหาย

ในคดีนี้ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่ามีมูลจึงรับคำฟ้อง นางเบญจา และพวกซึ่งเป็นข้าราชการกรมสรรพากรเพื่อดำเนินการต่อไป

สำหรับปูมหลังของ นางเบญจา นั้นตกเป็นข่าวมานานโดยถูกตั้งข้อสังเกตว่าใกล้ชิดตระกูลชินมาตลอดจนเติบโตในตำแหน่งราชการอย่างรวดเร็วจากข้าราชการเล็กๆ ได้รับการแต่งตั้งยุครัฐบาลระบอบทักษณจนได้เป็นข้าราชการระดับสูงแบบก้าวกระโดด และล่าสุดได้รับแต่งตั้งเป็นรมช.คลังยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์

คนในตระกูลชินวัตรนั้นตกเป็นข่าวอื้อฉาวพัวพันการทุจริตและถูกกล่าวหาว่าโกงชาติหลายคดีนับไม่ถ้วน อาทิ คดีการเลี่ยงภาษีซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านบาททำให้รัฐเสียประโยชน์ ซึ่ง นายทักษิณ เป็นจำเลยและหลบหนีโทษจำคุกตามคำพิพากษาของศาล กรณีรัฐบาลทักษิณออกพระราชกำหนดลดภาษีแก่ธุรกิจโทรศัทท์มือถือเอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจตระกูลชินทำให้รัฐเสียประโยชน์มูลค่าหลายหมื่นล้านบาทและเป็นฉีกบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญที่บัญญัติว่าการออกพระราชกำหนดจะทำได้ต่อเมื่อประเทศอยู่ในภาวะฉุกเฉินด้านความมั่นคงหรือด้านเศรษฐกิจเท่านั้น กรณีผลประโยชน์ทับซ้อนโดยรัฐบาลทักษิณปล่อยเงินกู้ให้รัฐบาลพม่ากว่า 4,000 ล้านบาท โดยไม่เสียดอกเบี้ยเพื่อนำไปซื้ออุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคมจากบริษัทในเครือตระกูลชิน คดีรัฐบาลทักษิณปล่อยกู้ให้กลุ่มบริษัทกฤษดามหานครทั้งๆ ที่เป็นบริษัทที่อยู่ในบัญชีธุรกิจหนี้เสียทำให้รัฐเสียหายเกือบ 10,000 ล้านบาทซึ่งคดีนี้ นายทักษิณ ตกเป็นจำเลยที่ 1ขณะที่ นายพานทองแท้ มีส่วนพัวพันด้วย

อีกคดีอื้อฉาวร้ายแรงที่พัวพันตระกูลชินก็คือคดีโครงการรับจำนำข้าวตั้งแต่ยุครัฐบาลทักษิณมาจนถึงยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์ซึ่งเกิดการทุจริตโกงชาติปล้นแผ่นดินมโหฬาร และสร้างความเสียหายล่มจมแก่ประเทศมูลค่าหลายแสนล้าน ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ตกเป็นจำเลยทั้งทางแพ่งและทางอาญา

วิบากกรรมจากคดีอื้อฉาวทั้งหลายเหมือนน้ำลดตอผุดกำลังทยอยตามเช็คบิลตระกูลชินมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงล้วนเป็นไปตามเส้นทางของกฎแห่งกรรม

ทีมข่าวการเมือง

ปูหมดเวลาดิ้นเฮือกสุดท้าย นับถอยหลังยึดทรัพย์เซ่นคดีจำนำข้าว

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/195176

วันอังคาร ที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 06.00 น.

ทั้งๆ ที่โครงการรับจำนำข้าวมีการทุจริตมโหฬารและสร้างความวิบัติล่มจมให้ประเทศมูลค่ากว่า 7 แสนล้านบาท แต่เหล่าสาวกขบวนการเพื่อแม้วยังมีหน้าออกมาอ้างว่าโครงการรับจำนำข้าวเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ซึ่งหากยังจำกันได้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทั้งกู้ทั้งผลาญงบประมาณแผ่นมหาศาลไปกับโครงการรับจำนำข้าวเพื่อเปิดช่องทุจริตขณะเดียวกันก็ใช้เป็นเครื่องมือสร้างคะแนนนิยมจากชาวนาโดยไม่คำนึงถึงหายนะด้านการคลังของประเทศที่จะตามมาและผลงานที่สะท้อนความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงของโครงการรับจำนำข้าวก็คือ รัฐบาลยิ่งลักษณ์ขณะนั้นกู้จนเงินหมดหน้าตักรัฐบาลถังแตกไม่มีเงินจ่ายค่าจำนำข้าวให้ชาวนาทำให้ชาวนาฆ่าตัวตายไป 16 คน ซึ่งหากรัฐบาลไม่ถูกยึดอำนาจและบริหารประเทศต่อไปแน่นอนว่าชาติล่มจมล้มละลายแน่นอน

จากความหายนะที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ทำไว้กับชาติบ้านเมืองถึงเวลาต้องใช้กรรมต่อแผ่นดินจากการที่รัฐบาลเตรียมสรุปยื่นฟ้องทางละเมิดเพื่อให้อดีตนายกฯ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินที่คาดว่าเป็นมูลค่านับแสนล้านบาททำให้ล่าสุด น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้ลูกไม้เก่า พยายามยื้อเวลาหลังจากที่ยื้อมาแล้วหลายต่อหลายครั้งโดย ตะแบงขอเพิ่มพยานอีกถึงเกือบ 20 ปาก

แต่ดูเหมือน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. รู้ทันเกมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จึงประกาศชัดเจนว่าจะไม่มีการสอบพยานความผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าวอีกแล้วเพราะที่ผ่านมาให้โอกาสหลายครั้ง แต่ก็ยังพยายามยื้อเรื่องออกไปเรื่อยๆ

คำประกาศของ พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับการตอกย้ำจากคำชี้แจงของ นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดสำนักนายกฯ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าวที่กล่าวว่า ที่จริงการตรวจสอบควรจะสิ้นสุดในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ส่งพยานหลักฐานเข้ามเรื่อยๆ โดยขอเพิ่มพยานอีกเกือบ 20 ปาก แต่คณะกรรมการเห็นว่าจะไม่เชิญพยานมาให้ปากคำอีกแล้ว โดยหากใครจะให้การเพิ่มเติมให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษรมาภายในวันที่ 15 ม.ค. 2559 เพราะไม่อย่างนั้นจะไม่มีที่สิ้นสุดเนื่องจากมีการทยอยขอเพิ่มพยานหลักฐานเข้ามาเรื่อยๆ ซึ่งที่ผ่านมาอนุญาตให้เพิ่มพยานมาหลายครั้งแล้วจนเวลายืดเยื้อมาหลายเดือนตั้งแต่เดือนเม.ย.ที่ผ่านมา

ส่วนที่ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกฯ ยุครัฐบาลยิ่งลักษณ์อ้างว่ารัฐบาลปิดกั้นไม่ให้มีการสอบพยานเพิ่มเติมนั้น นายจิรชัย ยืนยันว่ารัฐบาลให้โอกาสมาตลอด นายกิตติรัตน์ ก็มาให้ปากคำหลายครั้งหรือ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกฯและอดีตรมว.พาณิชย์ ก็มาให้ถ้อยคำถึง 2 ครั้ง พร้อมกับย้ำว่า คณะกรรมการจะสรุปผลการตรวจสอบภายในวันที่ 31 ม.ค. 2559 แน่นอน จากนั้นจะรายงานต่อ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อดำเนินการขั้นต่อไป

เพราะฉะนั้นแผนยื้อเวลาของ น.ส.ยิ่งลักษณ์หมดลงแล้วจากนี้ไปต้องรอลุ้นผลสรุปของคณะกรรมการตรวจสอบความผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าวว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะต้องชดใช้ความเสียหายแผ่นดินเป็นมูลค่าเท่าไหร่ ซึ่งตามกระบวนการหากมีการฟ้องร้องแล้วก็จะเข้าสู่กระบวนการยึดทรัพย์ซึ่งนี่คือสาเหตุที่ทำให้ช่วงนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์และเหล่าสาวกเพื่อแม้วเรียงหน้าออกมาดับเครื่องชนถล่มคสช.และรัฐบาลขั้นแตกหัก

ทีมข่าวการเมือง

แผนร้ายขบวนการบัดซบ สุมไฟขัดแย้งไทย-เมียนมา

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/195011

วันจันทร์ ที่ 28 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

กรณีที่ชาวเมียนมากลุ่มหนึ่งออกมาชุมนุมหน้าสถานทูตไทยประจำเมียนมา และในหลายจุดตามชายแดนไทยเมียนมาเพื่อประท้วงกรณีที่ศาลชั้นต้นของไทยตัดสินประหารชีวิต 2 แรงงานเถื่อนชาวเมียนมาในคดีข่มขืนแล้วฆ่าสองหนุ่มสาวชาวอังกฤษ ที่เกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปีที่แล้วและเหิมเกริมถึงขนาดยื่นคำขาดให้ไทยปล่อยตัว 2 จำเลยชาวเมียนมา และให้ฝ่ายเมียนมารวมทั้งอังกฤษร่วมไต่สวนคดีนี้ภายใน 15 วัน อันเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทยมิฉะนั้นชาวเมียนมาจะออกมาแสดงพลังประท้วงครั้งใหญ่ซึ่งภายใต้สถานการณ์ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นเชื่อว่ามีขบวนการคนไทยขายชาติบางคนบางกลุ่มสมคบกับองค์กรสิทธิมนุษยชนจอมปลอมนอกประเทศและสื่อตะวันตกบางสำนักพยายามสุมไฟให้ปัญหาบานปลายหวังให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยและเมียนมา

องค์กรสิทธิมนุษยชนจอมปลอมทั้งในและนอกประเทศ รวมทั้งสื่อตะวันตกส่อเจตนาไม่สุจริตและมีเป้าหมายทางการเมืองแอบแฝงมุ่งบ่อนทำลายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)และรัฐบาล ซึ่งขบวนการกลุ่มนี้พยายามสุมไฟมาตลอดตั้งแต่หลังการยึดอำนาจเมื่อวันที่ 22 พ.ค.โดยคสช.เมื่อปีที่แล้ว ด้วยการพยายามบิดเบือนคำพิพากษาของศาลโดยตั้งข้อสังเกตตีขลุมว่าจำเลยชาวเมียนมาทั้งสองเป็น“แพะ”และมีการซ้อมผู้ต้องหาให้รับสารภาพ

ทั้งๆ ที่ศาลได้พิเคราะห์หลักฐานและพยานแวดล้อมอย่างละเอียดแล้วเห็นว่าหลักฐานมัดจำเลยจนดิ้นไม่หลุดใน 2 ประเด็นสำคัญคือ 1.ดีเอ็นเอของจำเลยทั้งสองตรงกับคราบดีเอ็นเอคราบอสุจิที่พบในช่องคลอดและทวารหนักของสาวผู้ตายซึ่งการพิสูจน์ด้วยดีเอ็นเอเป็นหลักฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับตามหลักสากล 2.มีการพบโทรศัพท์มือถือของผู้ตายบริเวณที่พักของจำเลย

ความพยายามที่จะตะแบงสุมไฟให้เกิดความตึงเครียดระหว่างไทยกับเมียนมาทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.ทนไม่ไหวออกมาสวนกลับสื่อบางสำนักและองค์กรสิทธิมนุษยชนจอมปลอมว่า เป็นพวกเข้าข้างโจร ทั้งๆ ที่หลักฐานชัดเจน ขณะที่ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกรัฐบาล ชี้ว่าสื่อทั้งไทยและเทศบางสำนักพยายามบิดเบือนรูปคดีทั้งๆ ที่ไม่มีข้อมูลหลักฐานหักล้างคำตัดสินของศาลแม้แต่น้อย ด้วยการตะแบงอ้างความเห็นและข้อสังเกตส่วนตัวแบบลอยๆ แสดงให้เห็นว่ามีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์

เท่าที่สังเกตรัฐบาลเมียนมาแสดงท่าทีย้ำความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเมียนมาและยืนยันจะไม่แทรกแซงกิจการภายในของไทยเด็ดขาด ขณะที่ชาวพม่าส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ออกมาร่วมเคลื่อนไหวประท้วง เพราะฉะนั้นจากนี้เป็นต้นไปขอให้จับตาดูบทบาทขององค์กรด้านสิทธิมนุษยชนจอมปลอม รวมทั้งพวกไทยขายชาติทั้งในและนอกประเทศ ซึ่งมีเครือข่ายเชื่อมโยงกับกลุ่มองค์กรสิทธิมนุษยชนในพม่า รวมทั้งสื่อตะวันตกบางสำนักพยายามที่จะปลุกปั่นบิดเบือนข้อมูลทั้งบนดินและใต้ดินหวังให้ชาวเมียนมาเคียดแค้นลุกฮือให้กลายเป็นปัญหาระหว่างประเทศให้ได้

ทีมข่าวการเมือง

ผลงาน1ปีรัฐบาลบิ๊กตู่ หลายปัญหาใหญ่ยังต้องแก้ไข

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/194863

วันอาทิตย์ ที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.
รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) บริหารประเทศมาเป็นปีที่ 2 โดยจะแถลงผลงานประจำปีของรัฐบาลในวันที่ 23 และ 25 ธ.ค.นี้ โดยผลงานของรัฐบาลตลอดช่วงที่ผ่านมามีทั้งที่ประสบความสำเร็จ และยังไม่ประสบความสำเร็จ ท่ามกลางสารพัดมรสุมที่ถาโถมซึ่งหากไม่ได้รับการแก้ไขอาจบานปลายกลายเป็นวิกฤติศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาล

ปัญหาที่อ่อนไหวท้าทายรัฐบาลมากที่สุดเห็นจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซาและปัญหาปากท้องค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น ส่วนการปฏิรูปประเทศเพื่อขจัดสิ่งเลวร้ายในอดีตก็ยังไม่มีความชัดเจน ขณะที่กลุ่มอำนาจเก่าพยายามเคลื่อนไหวสร้างสถานการณ์บ่อนทำลายความมั่นคงก็ยังดำรงอยู่โดยที่คสช.และรัฐบาลไม่กล้าที่จะใช้มาตรฐานที่เด็ดขาดขุดรากถอนโคนขบวนการตีรวนป่วนเมืองเหล่านี้ที่นับวันจะเหิมเกริมท้าทายไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและอำนาจรัฐมากขึ้นเรื่อยๆ

ผลงานที่เด่นชัดเข้าตามหาชนมากที่สุดของรัฐบาลน่าจะเป็นด้านการท่องเที่ยวที่สามารถพลิกฟื้นสถานการณ์ที่ไม่ปกติของประเทศแต่กลับทำให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกเดินทางมาไทยมากเป็นประวัติการณ์กว่า 30 ล้านคน นำรายได้เข้าประเทศจำนวนมหาศาลและเป็นพระเอกที่ช่วยคลี่คลายวิกฤติเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะซบเซา ในขณะที่ภาคการส่งออกหมดหวัง

อีกหนึ่งผลงานของรัฐบาลก็คือการประมูลเครือข่ายโทรศัพท์ 2 ครั้งที่ผ่านมา ที่มีการแข่งขันอย่างโปร่งใสจนสามารถนำเงินเข้าคลังได้รวมกว่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งสามารถนำมาพัฒนาประเทศและชดเชยภาษีที่รัฐเก็บได้ต่ำกว่าเป้าในปีนี้จากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา

การเร่งโครงการขนาดใหญ่ต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานการคมนาคมขนส่งรัฐบาลชุดนี้ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วโดยเฉพาะรถไฟฟ้าสายต่างๆ รวมทั้งโครงการรถไฟความเร็วสูงและรถไฟรางคู่เพื่อพลิกโฉมระบบการคมนาคมขนส่งเชื่อมต่อทั่วประเทศและเชื่อมไปยังหลายประเทศกลุ่มอาเซียนทำให้ไทยกลายเป็นศูนย์กลางของอาเซียนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ปมอื้อฉาวโครงการอุทยานราชภักดิ์ที่ฝ่ายอำนาจรัฐไม่ตัดไฟแต่ต้นลมปล่อยให้เรื่องคาราคาซังบานปลายจนทำลายภาพลักษณ์ความซื่อสัตย์สุจริตของคสช.และรัฐบาล ซึ่งหากไม่สร้างความชัดเจนในเรื่องนี้โดยเร็วก็อาจก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาในสายตาประชาชนและกลายเป็นเครื่องมือที่กลุ่มอำนาจเก่าจะใช้ขยายแผลจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ในอนาคต

หากประเมินเสียงสะท้อนของประชาชนทั่วประเทศต่อผลงานของรัฐบาลในปีที่ 2 จากผลสำรวจความเห็นประชาชนทั่วประเทศของสวนดุสิตโพลพบว่าจุดเด่นของรัฐบาลในสายตาประชาชนอันดับ 1 คือทำงานรวดเร็ว เด็ดขาด จริงจัง แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ได้ดี รองลงมาคือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการพัฒนาประเทศ เช่น ด้านคมนาคม รถไฟรางคู่ การสื่อสารชี้แจงสร้างความเข้าใจกับประชาชนได้อย่างต่อเนื่อง ทำงานตามโรดแมปอย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา และเน้นการทำงานเพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับส่วนรวม

แต่จุดอ่อนของรัฐบาลในสายตาประชาชนเรียงตามลำดับคือ ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำและปัญหาสังคมเสื่อมโทรม การแก้ปัญหายังไม่ตรงจุด รัฐมนตรีบางคนขาดความรู้ความเชี่ยวชาญ การสร้างความเชื่อมั่นความสัมพันธ์กับต่างประเทศยังมีปัญหา การขาดการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจ ลีลาการพูดของนายกฯดุดันแข็งกร้าวทำให้คนบางกลุ่มไม่ชอบและไม่ให้ความร่วมมือ

สำหรับผลงานของรัฐบาลที่ประชาชนถูกใจเรียงตามลำดับคือ การจัดระเบียบสังคม ปราบปรามยาเสพติด ผู้มีอิทธิพล การจัดกิจกรรมคืนความสุขปั่นเพื่อพ่อและปั่นเพื่อแม่ การจัดการปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง การแก้ไขความเดือดร้อนเรื่องรายได้ เช่น การขึ้นเงินเดือน และมีโครงการจ้างงาน การขจัดทุจริตคอร์รัปชั่นตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ

ขณะที่ผลงานรัฐบาลที่ประชาชนไม่ถูกใจเรียงตามลำดับคือ การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สินค้าแพง ค่าครองชีพสูง พืชผลการเกษตรโดยเฉพาะข้าว ยางพาราราคาตกต่ำ ความไม่ปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ การใช้งบประมาณจำนวนมากในโครงการต่างๆ มีช่องทางให้ทุจริต และการสร้างความสามัคคีปรองดองในสังคม

สรุปแล้วภาพรวมผลงานปีที่ 2 ของรัฐบาลอาจกล่าวได้ว่ามีทั้งที่สำเร็จและและที่สอบตกยังไม่เข้าตาประชาชนซึ่งจะเป็นปัญหาที่ท้าทายในอนาคตและจะชี้วัดการยอมรับหรือจะเกิดวิกฤติศรัทธาที่ประชาชนมีต่อรัฐบาล

ทีมข่าวการเมือง

จับตาแก๊งยาเสพติด-มาเฟียลงขัน หวังล้มรัฐบาลหนุนอำนาจเก่าคืนชีพ

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/194777

วันเสาร์ ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

หลังจากที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เข้ายึดอำนาจการปกครองประเทศตั้งแต่เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ปีที่แล้วได้จัดระเบียบประเทศครั้งใหญ่ด้วยการกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายทั้งหลายทั้งกลุ่มก่อการร้ายใต้ดินของกลุ่มอำนาจเก่า ขบวนการค้ายาเสพติด กลุ่มมาเฟีย ขบวนการค้ามนุษย์และขบวนการธุรกิจมืดชั่วร้ายต่างๆ อย่างหนักส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อขบวนการธุรกิจมืดอันชั่วร้ายเหล่านี้ และล่าสุด พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคงและรมว.กลาโหมประกาศกวาดล้างขบวนการธุรกิจมืดทั่วประเทศรอบใหม่ซึ่งจะเข้มข้นกว่าเดิม โดยขณะนี้หน่วยงานด้านความมั่นคงประกอบด้วยกองทัพ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(สตช.) และกระทรวงมหาดไทยได้ร่วมกันเตรียมปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายบ่อนทำลายชาติขั้นเด็ดขาดโดยหมายหัวขึ้นบัญชีดำตัวการใหญ่ไว้กว่า 100 รายชื่อ

ในแผนปฏิบัติการรุกคืบกวาดล้างขบวนการผิดกฎหมายรอบใหม่นี้ได้วางมาตรการอย่างรัดกุมโดยจะมีการปฏิบัติการด้านการข่าว
คัดกรองเพื่อพิสูจน์ทราบยืนยันรายชื่อบรรดาตัวการใหญ่ขบวนการผิดกฎหมาย ซึ่งเมื่อตรวจสอบ แน่ชัดแล้วว่ามีพฤติการณ์ชั่วร้ายจริงก็จะลงมือใช้มาตรการทางกฎหมายขั้นเด็ดขาด

แต่ประเด็นสำคัญจากรายงานข่าวของหน่วยงานด้านความมั่นคงก็คือ พบเบาะแสความเคลื่อนไหวของบรรดาขบวนการค้ายาเสพติดและขบวนการธุรกิจมืดต่างๆ ซึ่งสูญเสียผลประโยชน์มหาศาลจากการกวาดล้างตามนโยบายของคสช.และรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช. อย่างจริงจัง ได้รวมหัวกันวางแผนและลงขันสนับสนุนการเคลื่อนไหวของเครือข่ายขบวนการกลุ่มอำนาจเก่าทั้งบนดินและใต้ดินเพื่อบ่อนทำลายคสช.และรัฐบาลให้พ้นจากอำนาจไปโดยเร็วที่สุดเพื่อเปิดทางให้กลุ่มอำนาจเก่ากลับมายึดครองประเทศอีกครั้งซึ่งจะทำให้ตัวการใหญ่มาเฟียสิ่งผิดกฎหมายทั้งหลายกลับมาหาผลประโยชน์จากธุรกิจมืดได้อย่างสะดวกเหมือนเดิม

นอกจากนี้ยังมีรายงานข่าวว่าการก่อการร้ายระเบิดป่วนประเทศครั้งใหญ่หลายครั้งที่ผ่านมาซึ่งรวมถึงเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากก็มีเบาะแสเชื่อมโยงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องและได้รับการสนับสนุนจากขบวนการธุรกิจมืดเหล่านี้

ความเคลื่อนไหวที่หน่วยงานค้านความมั่นคงติดตามอย่างใกล้ชิดในขณะนี้ก็คือการข่าวที่ได้เบาะแสกองกำลังก่อการร้ายใต้ดินของกลุ่มอำนาจเก่ามีการสะสมอาวุธสงครามร้ายแรงในพื้นที่ภาคอีสานบางจังหวัด ขณะที่ขบวนการขอนแก่นโมเดลที่ถูกกวาดล้างมาแล้ว 2 ครั้งก่อนหน้านี้ก็ยังไม่ได้ยุติแผนการชั่วร้ายที่คิดก่อวินาศกรรมป่วนประเทศครั้งใหญ่แต่อย่างใด โดยกองกำลังแดงก่อการร้ายใต้ดินที่ได้รับการฝึกมาอย่างดีอีกจำนวนไม่น้อยที่ยังหลบหนีการจับกุมและซ่อนตัวเพื่อรอโอกาสปฏิบัติก่อการร้ายครั้งใหม่

นอกจากนี้ขบวนการธุรกิจมืดยังทุ่มเงินมหาศาลสนับสนุนนักการเมืองรวมทั้งข้าราชการโดยเฉพาะในหน่วยงานด้านความมั่นคง
กลุ่มหนึ่งเพื่อรับใช้ตัวเองและเป็นเครื่องมือบ่อนทำลายคสช.และรัฐบาล

เพราะฉะนั้นนับจากนี้ไปต้องจับตาปฏิบัติการกวาดล้างขบวนการธุรกิจมืดของคสช.และรัฐบาลรอบใหม่ให้ดี เพราะเชื่อว่าเมื่อเป้าหมายถูกหมายหัวชัดเจนเมื่อนั้นปฏิบัติการขั้นเด็ดขาดจะถูกนำมาใช้แบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

ทีมข่าวการเมือง

พวกอันธพาลตีรวน บ่อนทำลายชาติเพื่อตัวเอง

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/194642

วันศุกร์ ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

น่าเห็นใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ต้องบริหารประเทศด้วยความหงุดหงิดเสียสมาธิจากการตีรวนป่วนเมืองของขบวนการที่สูญเสียผลประโยชน์ซึ่งพยายามทำทุกวิถีทางบ่อนทำลายประเทศเพียงเพื่อลบล้างกรรมชั่วที่ตัวเองก่อไว้กับชาติบ้านเมืองและหวังที่จะกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศทำสิ่งชั่วร้ายได้เหมือนเดิม

การเข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศของคสช.เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ปีที่แล้ว แม้จะเป็นแนวทางนอกวิถีทางระบอบประชาธิปไตย แต่ก็ด้วยความจำเป็นตามภาวะที่เป็นจริงของประชาธิปไตยเทียมแบบไทยๆ เพื่อหยุดยั้งการนองเลือดของคนในชาติและภาวะรัฐล้มเหลวสิ้นเชิง รวมทั้งเป็นโอกาสที่ต้องปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่แก้ปัญหาที่ฐานรากเพื่อขจัดกลุ่มธุรกิจการเมืองอันชั่วร้ายซึ่งเป็นต้นเหตุของความแตกแยกทำลายชาติตลอดกว่า 10 ปีที่ผ่านมา โดยคสช.เสี่ยงตายจากข้อหากบฏก็เพื่อกอบกู้ชาติบ้านเมืองให้หลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์อันชั่วร้ายเพื่อให้ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างยั่งยืน

การเข้ามายึดอำนาจของคสช.จึงเป็นการทำเพื่อชาติบ้านเมือง ซึ่งต่างจากขบวนการเพื่อแม้วซึ่งล้วนทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง โดยที่ผ่านมานอกจากโกงชาติปล้นแผ่นดินอย่างมโหฬาร ยังเป็นต้นเหตุสร้างความแตกแยกในชาติลึกซึ้งรุนแรงอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง ทะเยอทะยานคิดผูกขาดอำนาจยึดครองประเทศในทุกด้านและที่สุดชั่วร้ายคือส่อพฤติการณ์เหิมเกริมบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูง และหลังถูกคสช.ยึดอำนาจก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อบ่อนทำลายคสช.และรัฐบาล โดยเป้าหมายเฉพาะหน้าที่สำคัญคือช่วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ให้พ้นโทษความผิดจากโครงการรับจำนำข้าว ส่วนระยะยาวก็เพื่อขวางการปฏิรูปประเทศและกลับมามีอำนาจยึดครองประเทศอีกครั้ง

ขบวนการเพื่อแม้วอันประกอบด้วย พรรคเพื่อแม้ว กลุ่มเสื้อแดง นักวิชาการและนักศึกษาเสื้อแดง และสื่อเสื้อแดงกลุ่มหนึ่ง ร่วมกันเคลื่อนไหวบ่อนทำลายคสช.และรัฐบาลอย่างสอดประสานกันโดยมีมหาอำนาจบางชาติคอยให้ท้ายหนุนหลังตามแผน “โลกล้อมไทย”

การปฏิรูปประเทศครั้งนี้มีความสำคัญซึ่งหากล้มเหลวนั่นหมายถึงอนาคตของประเทศจะกลับไปสู่วังวนของวงจรอุบาทว์อันเลวร้ายโดยพรรคธุรกิจการเมืองในคราบประชาธิปไตยจอมปลอม สิ่งเลวร้ายจากคดีโครงการรับจำนำข้าวที่สร้างความฉิบหายให้ชาติบ้านเมืองมูลค่าหลายแสนล้านบาทจะถูกพลิกจากดำเป็นขาว จากขาวเป็นดำ เหล่าคนทุจริตและสร้างความวิบัติให้ชาติบ้านเมืองจะพ้นผิดลอยนวล การทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร ขบวนการที่เป็นภัยต่อสถาบันเบื้องสูง และสิ่งชั่วร้ายจะกลับมาเฟื่องฟู และโอกาสที่จะมีการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่คงจะไม่มีอีกแล้ว

คสช.อาจไม่ใช่ผู้วิเศษหรือแก้ปัญหาชาติบ้านเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ ย่อมมีข้อบกพร่องผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา แต่ภาพรวมความตั้งใจทำเพื่อชาติบ้านเมืองเป็นประเด็นสำคัญที่สุด เช่นเดียวกันทุกคนในชาติต้องยึดประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้ง ซึ่งหากเป็นเช่นนี้เชื่อแน่ว่า การปฏิรูปประเทศให้พ้นจากสิ่งชั่วร้ายจะสำเร็จอย่างยั่งยืน

เพราะฉะนั้นในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการเปลี่ยนผ่านเพื่อปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ประชาชนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะกำหนดความสำเร็จหรือล้มเหลวโดยต้องเลือกระหว่างสนับสนุนฝ่ายที่ทำเพื่อชาติบ้นเมือง หรือจะหลงเชื่อคล้อยตามเกมบ่อนทำลายชาติของขบวนการที่เคยก่อกรรมทำชั่วร้ายแรงไว้กับประเทศและล้วนทำทุกอย่างเพื่อตัวเองซึ่งจนบัดนี้ก็ยังเหิมเกริมไม่สำนึกแม้แต่น้อย

ฝังแนวคิดรัฐบาลแห่งชาติ ดับฝันเพื่อแม้วหวังช่วยปู

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/194443

วันพฤหัสบดี ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

ในที่สุดก็เป็นอันปิดฉากกลบฝังแนวคิดเรื่องตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่ร่ำลือ มานานเสียทีเมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ย้ำชัดเจนจะไม่ขอเป็นนายกฯรัฐบาลแห่งชาติตามข้อเสนอพรรคเพื่อแม้วอย่างเด็ดขาด พร้อมดักทางอย่างรู้ทันว่า การปรองดองไม่ใช่ยกโทษให้ทั้งหมด คดีสำคัญต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม

คนที่ออกมาจุดประเด็นโยนหินถามทางแนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติโดยให้ พล.อ.ประยุทธ์ นั่งนายกฯก็คือนายปรีชา เร่งสมบูรณ์สุข แกนนำพรรคเพื่อแม้ว ซึ่งแม้ล่าสุด นายภูมิธรรม เวชชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อแม้ว จะออกตัวว่าพรรคเพื่อแม้วไม่มีแนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติหลัง พล.อ.ประยุทธ์ประกาศปิดประตูสนิท แต่หลายฝ่ายเชื่อว่าเป็นแค่การแก้เกี้ยวหลังแผนหยั่งเชิงล้มเหลว

การที่พรรคเพื่อแม้วหยั่งเชิงเรื่องรัฐบาลแห่งชาติแน่นอนว่าย่อมเป็นการบงการจาก นักโทษชายแม้วผู้เป็นนายใหญ่ ซึ่งการที่นายใหญ่หยั่งเชิงหวังประนีประนอมเพราะคงประเมินแล้วว่า หนทางที่จะกลับคืนสู่อำนาจและความยิ่งใหญ่ของกระบวนการเพื่อแม้วนับวันจะริบหรี่ลงเรื่อยๆ

ภายใต้อำนาจของคสช. แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือชะตากรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ชินวัตร อดีตนายกฯ ผู้เป็นน้องสาวซึ่งเป็นจำเลยในคดีโครงการรับจำนำข้าวกำลังนับถอยหลังไปสู่การชดใช้กรรมอย่างน่าอนาถโดยเดือนหน้าคณะกรรมการฟ้องร้องทางปกครองเพื่อให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชดใช้ความเสียหายแก่แผ่นดินก็จะสรุปและเดินหน้าฟ้องนั่นหมายถึงการยึดทรัพย์ที่จะตามมา ขณะที่คดีทางอาญาโดยศาลฏีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็นับถอยหลังเปิดประตูคุกรอ น.ส.ยิ่งลักษณ์เขยิบใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

จากแนวโน้มชะตากรรมของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ผู้เป็นน้องสาวเป็นปัญหาเครียดและบาดใจนักโทษชายแม้วมากที่สุดเพราะยอมไม่ได้เด็ดขาดที่น้องสาวจะถูกยึดทรัพย์และต้องติดคุกเพราะตัวเอง ขณะที่การคิดสู้กับคสช.และรัฐบาลด้วยการเคลื่อนไหวป่วนประเทศเหมือนที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าไม่มีทางชนะ และหากจะรอกลับมายิ่งใหญ่หลังการเลือกตั้งทั่วไปกลางปี 2560 ก็คงไม่ทันเวลาที่จะช่วยน้องสาว

ดังนั้นหนทางเดียวที่จะช่วย น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ทันเวลาก็คือประนีประนอมกับฝ่ายตรงข้ามด้วยการโยนหินถางทางแนวคิดตั้งรัฐบาลแห่งชาติโดยยอมให้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้นำ ซึ่งหากแนวคิดนี้สำเร็จโดยพรรคเพื่อแม้วเป็นส่วนหนึ่งของรัฐบาลย่อมเป็นไปไม่ได้ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะต้องประสบชะตากรรมอย่างอนาถ

แต่แนวคิดหยั่งเชิงตั้งรัฐบาลแห่งชาติของพรรคเพื่อแม้วก็ถูก พล.อ.ประยุทธ์ ดักคอปิดประตูอย่างรู้ทัน พร้อมกับจุดยืนของคสช.ที่ชัดเจนว่า ใครที่ทำร้ายประเทศสร้างความล่มจมให้ชาติบ้านเมืองอย่างร้ายแรงต้องไม่ลอยนวลและชดใช้กรรมตามกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น พรรคเพื่อแม้วจึงต้องฝันสลายพร้อมกับแผนตั้งรัฐบาลแห่งชาติที่ถูกกลบฝังแล้วอย่างสิ้นเชิง

ทีมข่าวการเมือง

กรธ.ต้องหนักแน่นอย่าเขว รธน.ใหม่ต้องไม่ทำปฏิรูปเสียของ

Published ธันวาคม 30, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/194290

วันพุธ ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

ไม่ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) จะมีแนวคิดร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในประเด็นไหนเหล่านักลากตั้งทั้งหลายโดยเฉพาะสองพรรคใหญ่คือเพื่อแม้วและประชาธิกัดต่างตั้งหน้าตั้งตาจ้องจับผิดค้านหัวชนฝาและถึงกับขู่ว่าจะรณรงค์คว่ำร่างรัฐธรรมนูญในขั้นทำประชามติจน นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.ถึงกับเปรยว่าเหมือนถูกโยนหินใส่หัว

แนวคิดของกรธ.ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีสาระอย่างไรบ้างก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดซึ่งจะตกหล่นไม่ได้เด็ดขาดมิฉะนั้นเท่ากับการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อขจัดสิ่งชั่วร้ายในบ้านเมืองให้หมดไปต้องเสียของซึ่งจะทำให้บ้านเมืองกลับไปสู่วงจรอุบาทว์อันเลวร้ายอีกหลังการเลือกตั้งก็คือ ต้องขจัดนักการเมืองเลวที่เป็นต้นเหตุของวิกฤติชาติตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา ไม่ให้มีโอกาสกลับมามีอำนาจทำร้ายชาติบ้านเมืองอีก

รวมทั้งต้องขจัดธุรกิจการเมืองทุนสามานย์ในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ซื้อพรรค ซื้อ สส.และซื้อเสียงเพื่อให้ได้อำนาจรัฐไม่ต่างจากซื้อประชาธิปไตยซื้อประเทศ แล้วถอนทุนบวกกำไรโกงชาติปล้นแผ่นดินจนล่มจม รวมทั้งขจัดการโกงเลือกตั้งทุกรูปแบบให้หมดสิ้นไปไม่ได้ผุดได้เกิดด้วยการวางกติกาบทลงโทษที่เด็ดขาดรุนแรงทั้งโทษทางการเมือง รวมทั้งโทษทางอาญาและแพ่งเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่แท้จริงและยั่งยืน

หนึ่งในแนวคิดขจัดธุรกิจการเมืองอันชั่วร้ายคือความเห็นของ นายวันชัย สอนศิริ กรรมาธิการการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่เสนอว่า ควรกำหนดบทลงโทษนักการเมืองรวมทั้งพรรคการเมืองที่ทุจริตเลือกตั้งทุกรูปแบบไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมด้วยการตัดสิทธิ์ทางการเมืองตลอดชีวิตและกำหนดโทษทางอาญา 1-10 ปี โดยไม่รอลงอาญาและไม่มีอายุความ เพื่อให้นักลากตั้งเกิดความเกรงกลัว และผู้สมัครรวมทั้งพรรคการเมืองที่ทุจริตต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการเลือกตั้งที่สกปรกด้วย

นอกจากนี้บทลงโทษการทุจริตเลือกตั้งยังให้ครอบคลุมถึงกลุ่มทุนที่แอบลงทุนหนุนพรรคการเมืองโดยไม่ถูกต้องตามกฎหมายเพื่อผลประโยชน์แอบแฝงต้องถูกจำคุก 1-10 ปี และปรับไม่น้อยกว่า 50 ล้านบาท

การที่บรรดานักลากตั้งทั้งหลายออกมาต่อต้านหรือขู่คว่ำร่างรัฐธรรมนูญขั้นทำประชามติถือเป็นธรรมชาติของนักลากตั้งที่คิดแต่จะทำเพื่อประโยชน์ของตัวเองโดยเฉพาะพรรคเพื่อแม้วที่มีเป้าหมายแอบแฝงมุ่งขวางการปฏิรูปประเทศอย่างเอาเป็นเอาตายเพราะจะทำให้ตัวเองหมดอนาคตไม่มีโอกาสทำสิ่งชั่วร้ายเหมือนที่ผ่านมาได้อีก

เพราะนั้น กรธ.ต้องหนักแน่นโดยยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นที่ตั้งแล้วเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปประเทศให้สำเร็จให้จงได้เพราะเมื่อคสช.ลงทุนยึดอำนาจทั้งทีต้องไม่เสียของปล่อยให้วงจรอุบาทว์อันชั่วร้ายกลับมาทำลายชาติบ้านเมืองอีก

ส่วนที่ขู่คว่ำร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ขอให้รอดูมติมหาชน และถึงแม้รัฐธรรมนูญถูกคว่ำจากการทำประชามติ คนที่จะเดือดร้อนน่าจะเป็นบรรดานักลากตั้งมากกว่า อย่างที่ พล.อ.ประยุทธ์ เคยส่งสัญญาณไว้แล้วว่า ถ้าคว่ำรัฐธรรมนูญก็ต้องมาเริ่มนับหนึ่งใหม่จนกว่าร่างจะผ่านประชามติ ซึ่งนั่นหมายถึงการเลือกตั้งต้องเลื่อนออกไปเรื่อยๆ

ทำไมไม่เอาจริงกับนช.แม้วเสียที ยังปล่อยให้เคลื่อนไหวลอยนวล

Published ธันวาคม 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/194108

วันอังคาร ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

นักโทษชายแม้วออกอาการดิ้นพล่านด้วยการมอบอำนาจให้ทนายพรรคเพื่อแม้วยื่นคำร้องต่อศาลปกครองฟ้องอธิบดีกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศและพวกฐานออกคำสั่งถอนพาสปอร์ต 2 เล่ม ของตัวเองโดยมิชอบและขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งดังกล่าว ซึ่งศาลปกครองนัดไต่สวนคำร้องวันที่ 23 ธ.ค.นี้

คดีนี้สืบเนื่องจากก่อนหน้านี้ นักโทษชายแม้ว ให้สัมภาษณ์สื่อต่างชาติที่ประเทศเกาหลีใต้โดยมีสาระโจมตีคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ หัวหน้าคสช. และที่สำคัญคือส่อเจตนาจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูง อันเป็นความผิดตามกฎหมายด้านความมั่นคงและความผิดตามมาตรา 112 ของประมวลกฎหมายอาญาฐานหมิ่นสถาบันเบื้องสูงจนมีการแจ้งความดำเนินคดีกับ นักโทษชายแม้ว ทำให้เข้าหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการต่างประเทศต้องยกเลิกพาสปอร์ตของ นักโทษชายแม้ว

ข้อน่าสังเกตคือ ที่ผ่านมา นักโทษชายแม้ว และเหล่าสาวกขบวนการเพื่อแม้วโจมตีกระบวนการยุติธรรมทั้งศาลรวมทั้งองค์กรอิสระอ้างว่า 2 มาตรฐานมาตลอด แต่ทุกครั้งที่ นักโทษชายแม้ว และเหล่าสาวกเข้าตาจนกลับโร่มาฟ้องร้องพึ่งอำนาจศาลสะท้อนให้เห็นธาตุแท้ โดยเมื่อศาลหรือองค์กรอิสระตัดสินให้ตัวเองได้ประโยชน์ถึงยอมรับ แต่หากตัดสินให้ตัวเองเสียประโยชน์ก็จะโจมตีบ่อนทำลายทันที

การที่ นักโทษชายแม้ว ออกอาการเดือดร้อนจากการถูกยกเลิกพาสปอร์ตถูกตั้งข้อสังเกตจาก พล.ต.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกรัฐบาล ว่า ขณะนี้ นักโทษชายแม้ว ยังมีพาสปอร์ตของประเทศมอนเตเนโกรและนิการากัว ที่สามารถขอวีซ่าเดินทางเข้า-ออกต่างประเทศได้ แต่พาสปอร์ตของ 2 ประเทศดังกล่าวมีข้อจำกัดในการเดินทางเข้า-ออกประเทศในเอเชียและอาเซียนมากกว่าพาสปอร์ตของไทยทำให้ นักโทษชายแม้ว เดินทางในต่างประเทศได้ยากขึ้น

ยิ่งล่าสุดการมาเยือนไทยของ สมเด็จฮุนเซ็น นายกฯกัมพูชา ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นเพื่อนซี้ของ นักโทษชายแม้ว ที่จับมือกับ พล.อ.ประยุทธ์ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเบิกบานพร้อมประกาศความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างไทยและกัมพูชาคงทำให้ นักโทษชายแม้ว ต้องหนาว โดยก่อนหน้านี้หลังจากที่คสช.ยึดอำนาจเมื่อเดือนพ.ค.ปีที่แล้ว สมเด็จฮุนเซ็น ประกาศชัดเจนว่าพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลคสช. เต็มที่ และที่สำคัญตัดหาง นักโทษชายแม้ว และกลุ่มเสื้อแดงโดยจะไม่ยอมให้ใช้กัมพูชาเป็นแหล่งเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกอย่างเด็ดขาด

ตลอดช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมาขบวนการเพื่อแม้ว ก่อกรรมทำลายชาติบ้านเมืองอย่างร้ายแรงทั้งเป็นเผด็จการธุรกิจการเมืองเสียงข้างมากในคราบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ทะเยอทะยานคิดยึดครองประเทศอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างมโหฬาร เป็นต้นเหตุสำคัญที่สร้างความแตกแยกในชาติลึกซึ้งรุนแรงอย่างไม่เคยมีมาก่อน ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมือง และที่สำคัญบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงอย่างต่อเนื่อง

เพราะฉะนั้นไม่เพียงยกเลิกพาสปอร์ต แต่ต้องติดตามจับตัวนักโทษชายแม้วที่มีคดีสำคัญเป็นชนักปักหลังมากมายมารับกรรมที่ก่อไว้ แต่น่าแปลกที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับไม่กระตือรือร้นในการตามประกบแล้วชี้เป้าประสานกับตำรวจสากลเพื่อจับตัวนักโทษหนีคดี ทั้งๆ ที่ผ่านมาเดินสายปรากฏตัวเคลื่อนไหวบ่อนทำลายชาติในประเทศใกล้ๆ ไทยนี่เอง

ทีมข่าวการเมือง

ตู่-เต้นไม่ควรคิดดึงฟ้าลงต่ำ ช่วยแดงมือเผาศาลากลาง

Published ธันวาคม 22, 2015 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/creative/193900

วันจันทร์ ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2558, 02.00 น.

บรรดาแกนนำเสื้อแดงที่เคยบงการปลุกระดมจุดไฟก่อการร้ายเผาประเทศเมื่อปี 2553 อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกหลังจากที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกตลอดชีวิต นายพิเชษฐ์ ทาบุดดา หรือ “ดีเจต้อย” แกนนำเสื้อแดงอุบลราชธานี ฐานเป็นผู้บงการสั่งเผาศาลากลางจังหวัด โดยเฉพาะนายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานคนเสื้อแดง และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการคนเสื้อแดง พยายามแก้เกี้ยวลบข้อครหาลอยแพเสื้อแดงมือเผาที่กลายเป็นแพะรับบาป ด้วยการเสนอแนวคิดขอพระราชทานอภัยโทษ

การขอพระราชทานอภัยโทษนั้นมีขั้นตอน คือ เจ้าทุกข์ต้องร้องต่อผู้บัญชาการเรือนจำเพื่อส่งเรื่องไปยังรมว.ยุติธรรม ซึ่งรมว.ยุติธรรม จะส่งเรื่องต่อไปยังพระมหากษัตริย์พร้อมทั้งถวายความเห็นว่าควรจะพระราชทานอภัยโทษหรือไม่ ทั้งนี้ การพระราชทานอภัยโทษถือเป็นพระราชอำนาจ

สำหรับเหตุการณ์ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองเมื่อปี 2553 เป็นเรื่องร้ายแรงโดยเป็นการสร้างสถานการณ์ของขบวนการเพื่อแม้วโดยอาศัยกลุ่มเสื้อแดงและกองกำลังเสื้อดำติดอาวุธก่อการร้ายทั่วกทม. และก่อจลาจลในหลายจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะการจงใจเผาศาลากลางจังหวัด 4 แห่ง คือ ขอนแก่น อุดรธานี อุบลราชธานี และมุกดาหาร จนราบเป็นหน้ากลอง โดยได้รับการบงการและปลุกระดมจากตัวการใหญ่และบรรดาแกนนำเสื้อแดง

พฤติการณ์อันเลวร้ายของขบวนการเพื่อแม้วสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชนจำนวนมากที่เห็นว่าขบวนการที่ก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองควรชดใช้กรรมชั่วที่ตัวเองก่อไว้ให้สาสมกับความผิด เพราะฉะนั้นหากจะมีการขอพระราชทานอภัยโทษแก่บรรดากลุ่มก่อการร้ายมือเผาศาลากลางจังหวัด จึงเป็นประเด็นการเมืองที่อ่อนไหวซึ่งจะส่งผลตามมามากมายทั้งเรื่องความมั่นคงและความแตกแยกของคนในชาติ

ที่สำคัญการที่บรรดาแกนนำคนเสื้อแดงคิดจะขอพระราชทานอภัยโทษเท่ากับเป็นการดึงฟ้าลงต่ำ โยนเผือกร้อนซึ่งเป็นเรื่องอ่อนไหวทางการเมืองไปให้สถาบันเบื้องสูง ซึ่งไม่สมควรอย่างยิ่งเพราะไม่ว่าจะทรงมีพระราชวินิจฉัยในทางใดทางหนึ่งล้วนไม่เป็นผลดีทั้งสิ้น

โดยหากมีพระราชวินิจฉัยให้อภัยโทษแก่บรรดากลุ่มก่อการร้ายเผาศาลากลางจังหวัด ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกในหมู่ประชาชนที่ต้องการให้สร้างบรรทัดฐานรักษาหลักนิติรัฐโดยเฉพาะกับผู้ที่ทำผิดร้ายแรงต่อชาติบ้านเมือง

ในทางกลับกันหากมีพระราชวินิจฉัยไม่สมควรอภัยโทษก็อาจถูกขบวนการเพื่อแม้วและกลุ่มเสื้อแดงใช้เป็นเงื่อนไขเคลื่อนไหวใต้ดินปลุกระดมมวลชนว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

เพราะฉะนั้นเหล่าแกนนำเสื้อแดงควรเลิกแนวคิดดึงฟ้าลงต่ำ และในเมื่อเหล่าสาวกเพื่อแม้วกล้าก่อการร้ายเผาบ้านทำลายเมืองก็ควรกล้ารับกรรมที่ก่อไว้ อีกทั้งเป็นการรักษาความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายและความสงบของประเทศ

ทีมข่าวการเมือง

%d bloggers like this: