ผู้หญิงท่องโลก

All posts tagged ผู้หญิงท่องโลก

ผู้หญิงท่องโลก

Published พฤศจิกายน 24, 2014 by SoClaimon

ขอบคุณแหล่งข้อมูล : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/261014/98071

สาระน่ารู้
Sunday, 26 October, 2014 – 00:00
.
ละเลียดทัวร์…ชิมทั่วโอตารุ

เราค้างคืนที่ซัปโปโรท่ามกลางความหนาวเย็นและท่ามกลางทิวทัศน์ใบไม้เปลี่ยนสีที่สวยงามสุดๆ
ถัดมาอีกวัน ฝนที่พรำแต่เมื่อวานขาดเม็ดไปแบบไม่เหลือเค้า ท้องฟ้าแจ่ม มีแสงจัดจ้าของแดดสวยเข้ามาแทนที่ เราเลยคิดวางแผนไปเที่ยวที่โอตารุด้วยกัน
โอตารุ เป็นเมืองเก่าเล็กๆ ที่อยู่ชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของฮอกไกโด อยู่ห่างจากซับโปโรไปเพียง 30 กิโลเมตร วิธีการเดินทางทำโดยการนั่งรถไฟ เลียบทะเล ใช้เวลาแค่ 40 นาที ชมวิวไปเรื่อยๆ มองเห็นบ้านเรือนสองข้างทาง มีขนาดเล็กๆ เหมือนบ้านตุ๊กตา ทรงสี่เหลี่ยม วางไว้เป็นระเบียบ
ที่น่าชื่นชมคือ บ้านเรือนของญี่ปุ่นที่เห็นมีความสะอาดเป็นเลิศ ไม่ว่าจะเป็นบ้านเล็กบ้านน้อยขนาดไหนก็มีการตกแต่งบริเวณรอบบ้านด้วยต้นไม้ ทำให้เกิดความสบายตาเวลามอง แต่ละบ้านไม่มีรั้วกั้น เวลาเดินถนนก็เดินได้เต็มเท้า ไม่ต้องระแวงระวังกับดักต่างๆ
มาถึงเมืองโอตารุ ท้องเริ่มส่งเสียงร้องทักทาย พวกเราเปิดแผนที่ในหนังสือทันที ตามหาถนนสายชูซิที่เลื่องชื่อเพื่อหาของกิน แล้วก็ไม่ผิดหวัง มีร้านขายซูชิมากมาย เราเลือกร้านนึงที่เป็นร้านแนะนำจากหนังสือท่องเที่ยว
เสน่ห์ของร้านค้า หรือร้านอาหารในญี่ปุ่นคือ เป็นร้านเล็กๆ แต่สะอาดสะอ้านมาก เราเลือกร้านตามที่หนังสือท่องเที่ยวแนะนำมา เจอคนไทยครอบครัวหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว เราทักทายกันเล็กน้อย เป็นเสียงเดียวที่ดังท่ามกลางความเงียบ ส่วนพ่อครัวอาวุโสยังทำอาหารตามที่ลูกค้าสั่งแบบเงียบๆ ดูเหมือนว่าความสนใจของเขาพุ่งไปที่จานอาหารที่กำลังปรุงให้พวกเรานั่นเอง
ซูชิมื้อนั้นอร่อยจริงตามที่หนังสือแนะนำไว้ เข้าใจว่าเพราะที่นี่เป็นเมืองติดทะเล อาหารเลยเน้นความสด ไม่เน้นการปรุงแต่ง สังเกตดูว่าคนที่นี่จะกินอาหารที่ไม่ต้องพึ่งพาเครื่องปรุงเป็นส่วนใหญ่ คือกินด้วยรสชาติดั้งเดิมแท้ เป็นความอร่อยตามธรรมชาติ
อาหารไม่ปรุงแต่ง อากาศดี นี่อาจเป็นเหตุผลให้คนญี่ปุ่นอายุยืน
นอกจากร้านที่เรากินแล้ว พอออกมาด้านหน้า ปรากฏว่า ถนนทั้งเส้นมีแต่ร้านซูชิทั้งนั้น ร้านไหนดูท่าทางจะอร่อยก็มีคนไปยืนเข้าคิวรอ
การมาที่โอตารุทำให้ดิฉันเข้าใจถึงคำว่าละลียดทัวร์ตัวจริง เพราะการเดินเที่ยวนั้น เราใช้วิธีเดินไปตามถนน เริ่มตั้งแต่ถนนช็อปปิ้งมิยาโกะ เป็นถนนเพื่อการช็อปปิ้งสายสำคัญ มีทั้งเสื้อผ้า รองเท้า ร่ม ร้านอาหาร ร้านกาแฟ แต่อยู่ใต้หลังคาโค้ง เดินสบายไม่ต้องกลัวแดดหรือฝน ตอนที่เราไปเป็นช่วงเช้า ร้านยังเปิดไม่มากนัก จะมีพวกเกษตรกรเอาสินค้าเกษตรเป็นผักสดจากสวน และผลไม้มาขาย ตั้งตรงกลางถนนเหมือนบ้านเรา มีบรรดาคุณแม่บ้านที่ชอบทำกับข้าวมาซื้อ
นอกจากถนนช็อปปิ้งมิยาโกะแล้ว ต้องถือว่าโอตารุเป็นเมืองที่มีถนนคนเดินแล้วน่าสบายใจ เพราะมีร้านรวงและสินค้าขึ้นชื่อหลายอย่างให้แวะชม เช่น ร้านผลิตภัณฑ์จากเครื่องแก้ว และโรงงานเครื่องแก้ว พิพิธภัณฑ์กล่องดนตรี ผลไม้หวานฉ่ำอย่างแตงเมลอน คนซื้อแล้วนั่งกินกันริมถนน ขนมร้าน Le Tao ที่แสนอร่อย
ขนมค่อนข้างแพง แต่กินแล้วอร่อยจริง นั่งกินแล้วคุยกัน ดูวิว เพลินดี ส่วนคนขายนอกจากขายขนมแล้ว ก็ยังขายชา ขายกาแฟ โดยเฉพาะชา หอมมาก บรรจุในแพ็กเกจจิ้งน่ารัก สามารถนำมาใช้เป็นของฝากได้ทีเดียว
กินไปก็คิดไป คนเราไม่ต้องทำอะไรมากมาย แค่ทำขนมให้อร่อยอย่างเดียว อร่อยจริงจัง คนก็วิ่งมาซื้อ มากิน แต่ย้ำว่าขอให้อร่อยจริง
ในส่วนของวิวทิวทัศน์ เนื่องจากตอนนี้เป็นช่วงใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้เหล่านั้นจึงกลายมาเป็นฉากหลังให้นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะคนไทยมายืนถ่ายรูปกันดิบดี ยิ่งร้านขายของบางแห่งเป็นบ้านเก่า ปลูกต้นไม้ประดับผนัง พอใบไม้เปลี่ยนสีก็สวยมาก บ้านเก่าคลาสสิกอยู่แล้ว เจอสีสันจากธรรมชาติแต้มเข้าไป ก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก
ส่วนไฮไลต์ของโอตารุก็คือ คลองโอตารุ เป็นลักษณะคลองย่อยที่แยกสายหักออกมาจากคลองหลัก ผ่านเมืองมาเชื่อมถนนชูซิ ด้านข้างฝั่งคลองเป็นถนนเล็กๆ ขนาบคลองไว้ สามารถเดินได้ มีร้านรวงเล็กๆ ให้เดินดู ส่วนใครชอบนั่งเรือเที่ยวก็ได้เช่นกัน
จุดนี้ดูเหมือนเป็นสัญลักษณ์ของเมือง ที่นักท่องเที่ยว โดยเฉพาะคนไทย เพราะเจอมากที่สุด ต้องมาถ่ายภาพเก็บไว้ แต่ก็ถือว่าเป็นมุมที่สวยดีจริงๆ
เดินผ่านทางรถไฟเก่า เลิกใช้งานไปแล้ว แต่ยังมีบริเวณรางเก่าที่ไม่ได้รื้อออกไป เขานำมาทำเป็นสวนสาธารณะ บางช่วงมีเก้าอี้นั่ง บางช่วงเป็นสวนเล็กๆ มีม้านั่งทำเป็นรูปรถไฟประดับไว้ บางช่วงทำเป็นป้ายประวัติบอกความเป็นมา
ตอนที่ไปยืนถ่ายรูป ปรากฏว่าเจอหนุ่มสาวมากกว่าหนึ่งคู่จูงมือกัน ชายเดินด้านหนึ่ง ผู้หญิงเดินด้านหนึ่ง ยื่นมือออกมาจับกัน ค่อยๆ เดินมา บางทีก็ทำท่าท่าซวนเซดูเหมือนจะตก แต่เขาก็ช่วยประคับประคองกันมาก จนท้ายที่สุด เดินมาถึงปลายทาง
คนดูก็ดีใจ เพราะช่วยลุ้น คนเดินก็ดีใจ เพราะลุ้นยิ่งกว่า คงดีไม่น้อย หากหนุ่มสาวทุกคู่จะพากันมาเดินบนรางรถไฟ แล้วฝึกฝนเรียนรู้ที่จะอดทน ช่วยประคับประคองกันไปตลอดชีวิต
ดิฉันกลับจากโอตารุมาถึงซัปโปโรก็ค่ำแล้ว แต่เข็มนาฬิกาบอกเวลาแค่ หกโมงเย็น ประเทศไทยก็แค่สี่โมงเย็น แต่อากาศดูขมุกขมัวแบบอากาศหน้าหนาว ที่กลับมาช้า เพราะเดินไป กินไป ชิมไป ถ่ายรูปไป ตามคอนเซ็ปต์ ละเลียดทัวร์ ทั่วโอตารุนั่นแหละ
กลับมาแล้วก็ยังนึกถึงเมืองเล็กๆ น่ารักแห่งนี้ในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นอากาศเย็นสบาย ใบไม้เปลี่ยนสีที่กลายเป็นเครื่องประดับตกแต่งเมืองให้มีสีสันสวยงาม ทั้งสองสิ่งนี้คือต้นทุนทางธรรมชาติที่สร้างไม่ได้ แต่เมืองไทยเราก็ใช่ว่าจะไม่มีแบบนี้ ขณะเดินไป ดิฉันยังนึกถึงอากาศที่วังน้ำเขียว โคราช เลยเหมือนกัน
เหตุที่นึกถึงโอตารุอีกก็คือ ที่นี่ให้ความคิดหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของการทำมาหากินแบบพอเพียง ร้านค้าที่นี่เป็นร้านเล็กๆ ต้องบอกว่าเล็กมากด้วยซ้ำ แต่สะอาดเรียบ น่านั่ง เจ้าของร้านใส่ใจในการปรุงอาหาร ลูกค้ามารอมากกว่านั้นก็ให้รอก่อน คนทำก็ยังค่อยๆ ทำ คนกินรอได้ก็รอ ติดธุระที่ไหนหรือรีบเร่งก็ไปก่อน วันหลังมากินใหม่
ยังมีร้านกาแฟเล็กๆ ร้านขายของที่ระลึกเล็กๆ แต่จัดเรียงไว้ดูน่าซื้อ บรรยากาศในร้านดี ดิฉันเองคิดว่าวันหนึ่งจะขายได้สักกี่บาท แต่ก็ประเมินได้ว่าคงพออยู่พอกิน เพราะดูจากหน้าตาเจ้าของร้าน ดูเขาพออกพอใจกับอาชีพการงานที่อยู่ตรงหน้า เตรียมสินค้าไว้รอผู้คนที่ผ่านมาผ่านไป
การนำของที่มีอยู่มาทำให้เป็นประโยชน์ทางการท่องเที่ยว หรือการสร้างความสุขให้กับคนในเมืองนั้นและนักท่องเที่ยวก็เป็นเรื่องน่าคิด ทางรถไฟเก่ากลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว เป็นสวนสาธารณะเล็กๆ ขึ้นมาได้
ดิฉันชอบการเดินทาง ไม่ใช่เพราะมาต่างประเทศ มาโอตารุ หรือมาซับโปโรแล้วได้ดูโก้หรูกว่าคนอื่น แต่ดิฉันชอบการเดินทาง เพราะเดินทางแล้วทำให้เราได้เห็น ได้คิด ได้ไตร่ตรองเปรียบเทียบ แตกยอดเป็นเรื่องใหม่ๆมากมาย
ความสำคัญของเรื่องนี้ ไม่ได้อยู่ตรงที่ต้องมาต่างประเทศเท่านั้น
ที่ไหนไม่สำคัญ สำคัญสุดอยู่ตรงที่ว่า เห็นแล้วคิดเป็นหรือรู้จักคิดหรือไม่ต่างหาก.

ผู้หญิงท่องโลก

Published สิงหาคม 13, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/100814/94423

สาระน่ารู้
Sunday, 10 August, 2014 – 00:00
.
พาแม่เที่ยวพม่า
พระธาตุอินทร์แขวน (จบ)
รายการทัวร์พาแม่ไปพม่าครั้งนี้ จะว่าไปก็สุดคุ้ม เพราะสถานที่ที่อยากไปมานานหลายสิบปีนั้น ได้ไปแบบครบครันในเที่ยวเดียวนี่เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่เป็นมหาศรัทธาของชาวมอญ ชาวพม่า อย่างพระมหาธาตุเจดีย์ ชเวดีย์กอง พระธาตุมุเตา และพระธาตุอินทร์แขวน พระธาตุมุเตา หรือพระเจดีย์ชเวมอดอร์ ในเมืองหงสาวดี
ในรายละเอียดของการเดินทาง เรายังได้ดูสิ่งที่เป็นสถานที่ในประวัติศาสตร์อื่นๆ เช่น สะพานข้ามแม่น้ำสะโตง พระราชวังพระเจ้าบุเรงนอง ดูแต่ละสถานที่แล้วก็ยิ่งรู้สึกว่าไทยกับพม่านี่ใกล้ชิดกัน เพราะไม่ว่าชื่อเมือง ชื่อกษัตริย์ของมอญ ของพม่า เรารู้จักและคุ้นเคยดีกว่าไปบ้านอื่นเมืองอื่น และได้เห็นตั้งแต่เรื่องในอดีตจนกระทั่งมาถึงบ้านนางอองซาน ซูจี
ผ่านย่านหนึ่ง วิรัช ไกด์ท้องถิ่นของเราบอกว่า ที่นี่มีพระนอนเยอะมาก เป็นพันๆ องค์ มาคราวหน้าจะพามาทำบุญ บรรดาลูกทัวร์งงงัน ว่าเอ๊ะ พระนอนนี่ไม่เห็นมีในหนังสือท่องเที่ยว ซักไซ้กันไปมาได้ความว่า อ๋อ ที่แท้พระนอนที่ว่านั่นคือพระสงฆ์ พระสงฆ์ท่านป่วย ท่านเลยนอน สถานที่ที่วิรัชว่านั่นคือโรงพยาบาลสงฆ์นั่นเอง
ในบรรดาสถานที่แต่ละแห่งที่ไปกันนั้น ดูเหมือนว่าพระธาตุอินทร์แขวนจะเป็นสถานที่ที่ไปแล้วเชื่อว่าลูกทัวร์ สว.คณะนี้ไม่มีวันลืมเป็นแน่
ดิฉันเองคุ้นเคยกับชื่อของพระธาตุอินทร์แขวนมาตั้งแต่อ่านเรื่องราวของเจ้าจันทร์ผมหอม เรื่องสั้นที่ได้รับรางวัลซีไรต์ของมาลา คำจันทร์ ตอนอ่านก็สุดแสนจะซาบซึ้ง กับเรื่องราวความรักของเข้าจันทร์ ผมหอม ที่เดินทางไปไหว้พระธาตุอินทร์แขวน ครั้นพอได้ไปเห็นก็ยิ่งประทับใจ
พระธาตุอินทร์แขวน อยู่สูงจากระดับน้ำทะเล 3 พันกว่าฟุต อยู่บนยอดเขาไจ๊โถว่ เป็นพื้นที่ของรัฐมอญ ชาวบ้านเรียกกันว่าไจ๊ทิโย ตามความเชื่อของชาวมอญบอกว่า เป็นสถานที่บรรจุพระเกศาของพระพุทธเจ้า เป็นพระธาตุประจำปีของคนที่เกิดปีจอซึ่งต้องหาโอกาสไปสักการะให้ได้
ตอนที่อ่านหนังสือเรื่องเจ้าจันทร์ผมหอมนั้น นานมากแล้ว รู้ว่าการเดินทางกว่าจะขึ้นไปถึงนั้นยากลำบากเหลือเกิน ครั้นมาถึงยุคนี้ ก็ต้องบอกว่า การเดินทางก็ยังถือว่าลำบากอยู่พอสมควรก่อนเดินทาง คุณโอ๋บอกลูกทัวร์ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าท่านใดที่ยกกระบังไว้ ให้อัดสเปรย์ให้แน่น ป้องกันการถูกลมตี ไม่งั้นกระบังจะล้มได้ ก่อนขึ้นรถ คนที่มีกระบังจึงคลุมผมกันมาแบบแน่นหนาทีเดียวเชียว
ให้นึกภาพตามว่า พวกเราบรรดาสาวน้อย อันหมายถึงพวกที่มีความสาวเหลืออยู่น้อย และวัยใกล้เฉียดร้อยแล้วทั้งนั้น ต้องปีนขึ้นไปนั่งอยู่บนรถบรรทุกหกล้อ ไม่มีหลังคา ถ้าบอกว่าประมาณรถคอกหมูน่าจะนึกภาพออก มีเบาะวาง พาด เป็นแถว วิรัชบอกว่า นี่เราโชคดีแล้ว เพราะก่อนหน้านี้ไม่มีเบาะ มีแต่กระดานไม้พาดไว้ล้วนๆ
คุณป้า คุณย่า คุณยายทั้งหลายก้าวขึ้นไปนั่งเสร็จสรรพ วันนั้นบังเอิญมีฝนลงมานิดหน่อยไม่มาก ทุกคนเลยใส่เสื้อกันฝนไว้ ส่วนคนที่ทำทรงกระบังก็ดึงพลาสติกไปคลุมเพิ่ม จากนั้นก็เอาสองมือนั่งเกาะเบาะที่นั่งไว้ พวกเรามาด้วยกันประมาณ 20 กว่าคน แรกๆ ก็ดูรถโล่งดี แต่กว่าจะออกเดินทางได้ก็ต้องแวะรับเด็กๆ ที่ขอติดสอยห้อยตามมา เพราะบ้านอยู่ที่ภูเขาที่เราจะไป ครั้นจะไม่ให้ไปเขาก็ว่า ให้สงสารเถอะ ไม่งั้นเด็กๆ กว่าจะถึงบ้านก็มืดค่ำ เพราะต้องเดินไป แล้วรออาศัยรถนักท่องเที่ยวแบบนี้แหละ รถคันที่เรานั่งเลยกลายเป็นรถบรรทุกหมูอัดแน่นไปโดยพลัน
ได้ฤกษ์รถออก พลขับทำหน้าที่เร่งเครื่องไปเต็มที่แบบคนรู้จังหวะ ว่าทางไหนเลี้ยว ทางไหนคด ทางไหนเอียงกะเท่เร่ พวกเรานั่งกันเงียบ แบบเครียดๆ เข้าใจว่าต่างคนต่างสวดมนต์ ระหว่างทางต้องหยุดพักเพื่อรอรถอื่นสวนทาง คุณลุงวัย 85 บอกว่า เจ้าคนขับนี่ ถ้าเอามันไปแข่งเฟอร์รารี มันต้องชนะแน่ คิดดูก็แล้วกันว่าฝีมือการขับรถขึ้นยอดดอยของเขาร้ายกาจซะขนาดไหน
ที่เป็นเช่นนั้น เพราะหนทางยังยากลำบากอยู่มาก แต่ก็ไม่ยากเกินใจศรัทธา ดิฉันนึกถึงเจ้าจันทร์ผมหอมอยู่เรื่อย หลายปีผ่านไป การเดินทางจากยุคเจ้าจันทร์ถึงพวกเราก็มิได้ต่างกันนักในความรู้สึก
การเดินทางครั้งนี้เองที่สอนให้ดิฉันเข้าใจคำว่า พร้อมอยู่ พร้อมไป และปล่อยได้ วางได้ เพราะเป็นการเดินทางที่เราต้องปล่อยให้ชีวิตอยู่ในความควบคุมของคนอื่น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับโชคชะตา แต่ท้ายที่สุดเราก็มาถึงกันจนได้อย่างปลอดภัย สรุปว่าเรามิใช่คนกลุ่มแรกที่มา และก็ไม่ใช่คนกลุ่มสุดท้ายที่จะมา เราเพียงตามรอยคนอื่นก่อนหน้านี้นั่นเอง
พอถึงที่จอดรถ เราต้องเดินต่อไปยังโรงแรมที่พัก ระหว่างนี้เองก็มีบรรดาเด็กที่อาสามาช่วยเหลือ
“แม่ แม่ โก้โก้ บอดี้การ์ดคิดแค่ 20 บาท“ เด็กตัวดำหน้าตาคล้ายพม่าปนแขก อาสาเดินตามพวกเราไปติดๆ กระจายเลือกจับคู่กับคนที่ถูกชะตา ภารกิจที่อาสาเหมือนกันหมดคือเป็นบอดี้การ์ดให้ ราคาเดียวกัน คือ 20 บาทตลอดทริป แต่ที่ต่างกันคือบางคนบอกว่า ชื่อรัชชานนท์ บางคนว่าชื่อรณพีร์ ตามคลื่นทีวีช่อง 3 ที่ส่งขึ้นไปถึง ฟังชื่อแล้วพวกผู้ใหญ่อย่างเราก็อดเอ็นดูไม่ได้ ต้องยอมมีบอดี้การ์ดกันเป็นแถว
เราค้างคืนกันที่นั่น 1 คืน เดินทางไปไหว้พระธาตุกันเสร็จสรรพด้วยความอิ่มเอมใจ พระธาตุอินทร์แขวนมีลักษณะเป็นก้อนสีทองขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันอย่างหมิ่นเหม่ เหมือนพร้อมจะตกลงมาได้ตลอดเวลา สร้างความมหัศจรรย์ให้เรายิ่งนัก ตามความเชื่อบอกว่า ใครมาไหว้เท่ากับได้ไหว้พระธาตุเกศแก้วจุฬามณีบนสวรรค์ และจะได้สั่งสมบุญบารมีไปเกิดร่วมกับพระศรีอาริยเมตตรัยทีเดียว
ก่อนเข้าที่พัก โกโก้หนุ่มน้อยมากระซิบบอก พรุ่งนี้ขอเป็นเงินไทยนะแม่นะ ดิฉันตั้งใจว่าจะให้สัก 100 บาท เพราะเจ้าตัวบอกว่าขอรับค่าจ้างแค่ 20 บาท
ฝนตกทั้งคืน แต่เราก็ไม่ท้อใจ เพราะได้ทำบุญกันเต็มที่แล้ว เช้าวันรุ่งขึ้นจึงเตรียมเดินทางกลับ บรรดาบอดี้การ์ดมายืนถือร่มรออยู่หน้าโรงแรม ก่อนส่งขึ้นรถ พวกเราเตรียมเงินไว้ให้ พอเห็นแบงก์ร้อยไทย โกโก้ปราดเข้ามายกมือไหว้ แล้วพูดว่า ขอสองร้อยนะแม่นะ โกโก้ดูแลแม่ตลอดเลย แถมยังดูย่าให้อีกด้วย ย่าที่ว่าคือแม่ดิฉัน
ดิฉันมองดูโกโก้ รณพีร์ และรัชชานนท์ที่ยืนกันหน้าสลอน ตัดใจควักแบงก์ร้อยเพิ่มอีกใบ
ทำบุญแล้วต้องทำทานด้วย คิดแบบปลงๆ แล้วสั่งสอนคุณชายทั้งสามไปว่า อย่าไปเที่ยวใช้วิธีโก่งราคาค่าตัวกับนักท่องเที่ยวอื่นๆ เขาจะเกลียดคุณชายทั้งหลายเอา ไอ้ตัวน้อยพยักหน้ารับปากไปงั้นๆ
ดูเหมือนพระธาตุอินทร์แขวนมีสตอรี่ให้จดจำได้ทุกโมเมนต์ทีเดียว ทั้งรัก ทั้งชัง ในเวลาเดียวกัน.

ผู้หญิงท่องโลก

Published สิงหาคม 13, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/030814/94056

สาระน่ารู้
Sunday, 3 August, 2014 – 00:00
.
พาแม่ไปพม่า (3)
พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากอง
สิ่งที่ถือเป็นไฮไลต์ของทัวร์ทำบุญในพม่าคือ พระมหาเจดีย์ชเวดากอง ซึ่งคนไทยเราค่อนข้างคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี และเป็นเป้าหมายที่เราจะไปกันในบ่ายวันนี้
เหตุผลที่เราคุ้นเคยกับพระมหาเจดีย์แห่งนี้เพราะในฐานะชาวพุทธ ชเวดากองเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า ซึ่งใครๆ ก็อยากมีโอกาสมากราบไหว้สักครั้งในชีวิต
ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เรารู้จักพระมหาเจดีย์องค์นี้ก็คือ เราถูกปลูกฝังให้เชื่อกันว่า ทองคำที่หุ้มเจดีย์ชเวดากองนั้น เป็นทองที่พม่าเอาไฟเผาลนไปจากอยุธยา เมื่อคราวทำสงครามกัน
พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองตั้งอยู่บริเวณเนินเขาเชียงกุตระ เมืองย่างกุ้งประเทศพม่า โดยชื่อ “ชเว” หมายถึงทอง “ดากอง” นั้นเป็นชื่อเดิมของเมืองย่างกุ้ง เชื่อกันว่าเป็นมหาเจดีย์ที่บรรจุพระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้าจำนวน 8 เส้น บนยอดสุดของพระเจดีย์ มีเพชรอยู่ 5,448 เม็ด ชั้นข้างบนสุดมีเพชรเม็ดใหญ่อยู่ 76 กะรัต และทับทิม 2,317 เม็ด มีมรกตเม็ดใหญ่อยู่ตรงกลาง และทั้งองค์เหลืองอร่ามงดงามเรืองรอง
ด้วยเหตุผลที่คนไทยส่วนหนึ่งเชื่อในมุมของความชิงชัง คุณโอ๋หัวหน้าทริปของชัยทัวร์จึงใช้เวลาระหว่างทางที่เราเดินทางอธิบายถึงเรื่องราวความเข้าใจนั้น โดยสรุปก็คือว่า ให้เราหันกลับมามองพม่าด้วยสายตาใหม่ และก้าวพ้นไปจากคำว่าศัตรูในอดีต เพราะนั่นเป็นเรื่องของอดีต ซึ่งมีวัฒนธรรมของสงครามอันว่าด้วยผู้ชนะก็กวาดต้อนทุกอย่าง ส่วนผู้แพ้ก็สูญเสียทุกอย่างที่เป็นทรัพย์สิน เป็นอย่างนี้เรื่อยไป ขึ้นอยู่กับว่า ใครรบกับใคร และใครเป็นผู้ชนะ ใครเป็นผู้แพ้
ยามที่ไทยแพ้ ก็แน่นอนว่าเวลานั้นมีสถานะเป็นผู้ถูกกระทำ ส่วนยามที่เราเป็นผู้ชนะ ดินแดนของอาณาจักรอื่นก็เป็นผู้ถูกกระทำ เรื่องราวในประวัติศาสตร์นั้นบางอย่างมิใช่ว่าจะถูกต้องหรือเป็นข้อเท็จจริงทั้งหมด เพราะประวัติศาสตร์นั้นขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นผู้เขียนมากกว่า
สรุปคือ คุณโอ๋กำลังจะบอกลูกทัวร์ว่า อย่าไปมัวแต่เคียดแค้นหาว่าพม่าเอาทองมาจากอยุธยาเลย เดี่ยวเวลาไหว้พระก็จะไม่ได้บุญเสียเปล่าๆ
ดิฉันเองเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ ร่ำเรียนมาทางด้านนี้โดยตรง ค่อนข้างจะเห็นด้วย และขอชื่นชมกับทัศนคติเรื่องการให้ความรู้ของหัวหน้าทัวร์จากชัยทัวร์เป็นอย่างยิ่ง สังเกตมาสองทริปแล้วว่า ชัยทัวร์ค่อนข้างให้ความสำคัญกับการให้ความรู้กับลูกทัวร์ ทั้งด้านการจัดทำเอกสาร และการให้ข้อมูลมากกว่าให้ความขบขันแบบไม่ประเทืองปัญญาแบบที่พบในทริปอื่นๆ
ที่สำคัญคือการเป็นนักเรียนประวัติศาสตร์ทำให้ดิฉันฟังแล้วรู้เลยว่า ข้อมูลเหล่านี้เป็นของจริงไม่ใช่ประเภทมั่วซั่วเอาตัวรอดเป็นคราวๆ ไป พูดเอาขำ เอาฮาแล้วก็ลากันไปแบบไม่รับผิดชอบ
นอกจากนี้ พวกเรายังได้ข้อมูลและเกิดความเข้าใจในเรื่องเศรษฐกิจ การเมือง สังคม ของสหภาพเมียนมาร์ ซึ่งประกอบด้วยชนหลากเชื้อชาติจากไกด์ท้องถิ่นอย่างวิรัช เหมือนมีคนมาบรรยายสรุปแบบง่ายๆ ไม่ต้องไปนั่งอ่านเอง
ใช้เวลาสักพักหนึ่งเราก็มาถึงพระมหาเจดีย์ชเวดากอง เป็นโมงยามที่แดดเริ่มอ่อนแสง ความร้อนจากแสงอาทิตย์ก่อนหน้านี้ถูกกระแสลมพัดพาไป คงเหลือแต่แสงสว่างที่อ่อนโยนไม่ทำร้ายผู้คน
พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองตั้งอยู่เบื้องหน้า แม่และเพื่อนร่วมทางยกมือไหว้กันท่วมหัว สีทองที่มองเห็นขององค์มหาเจดีย์ให้ความสว่างไสวแก่สายตาและสาดส่องเข้าไปในใจของผู้มาเยือน เหมือนภาพแห่งความฝัน แต่พลันมาอยู่ตรงหน้า
“ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้มา” แม่ดิฉันพูดซ้ำไปซ้ำมาจนจำได้ แถมเพื่อนร่วมทางของแม่ก็พูดเหมือนๆ กัน
ความยิ่งใหญ่จากมหาเจดีย์ในฐานะที่เป็นศาสนสถานเกินคำบรรยาย แต่ดิฉันว่าสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า คือพลังมหาศรัทธาของผู้คน ไม่เพียงแต่ผู้คนจากต่างถิ่นต่างแดนเท่านั้นที่พากันเดินทางมาดู มาสักการะ มาบูชา แต่สำคัญสุดคือคนท้องถิ่นทั้งหญิง ชาย เด็ก คนแก่พากันมากันอย่างเนื่องแน่น
วันที่ดิฉันไป เป็นวันธรรมดาไม่มีเทศกาล คนไม่ได้แน่นจนแออัด แต่ต้องใช้คำว่ามากันอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย พระมหาเจดีย์เชวดากองแห่งนี้เป็นพระธาตุประจำปีมะเมีย และมีจุดให้คนได้คารวะมากมาย ไม่ว่าจะเป็นพระประจำวันเกิด หรือเทวดาอารักษ์ต่างๆ
ดิฉันเชื่อว่าสิ่งที่ทำให้พระมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองเป็นที่ศรัทธาของผู้คนได้มากมายขนาดนี้ คงจะเป็นเพราะความเก่าแก่อันมีเรื่องราวที่ล้วนสร้างศรัทธา ไม่ว่าจะเป็นเหตุอัศจรรย์ตั้งแต่การขุดพบเครื่องบริโภคเจดีย์ เช่นธารพระกร สบง และขันน้ำ ที่เชื่อกันว่าเป็นของอดีตพระพุทธเจ้า 3 พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธโกนาคมนะและกัสสปะ
นอกจากนี้ พระเจ้าแผ่นดินทั้งของมอญและพม่าหลายพระองค์ได้เสด็จมาไหว้และบูรณะต่อเติมพระเจดีย์มาโดยตลอด ซึ่งเท่ากับช่วยตอกย้ำความศรัทธาที่มีต่อพระมหาเจดีย์ชเวดากองให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อาทิ พระเจ้าพินยะอุแห่งเมืองหงสาวดี บิดาพระเจ้าราชาธิราชพระยาเกียรติจากเมืองหงสาวดี พระนางชินส่อบู่พระเจ้าบุเรงนอง ก็ได้มาสักการะพระเจดีย์หลายครั้งพระเจ้ามังระพระเจ้ามินดง
นอกจากความศรัทธาที่มีมาแต่เดิมแล้ว ดิฉันเชื่อในพลังแห่งความเรียบง่ายในการเข้าถึงที่มีส่วนช่วยค้ำจุนให้ผู้คนยังอยากเดินทางมาที่นี่
ผู้มาสักการะต้องถอดรองเท้าอันเป็นกติกาพื้นฐานของบ้านนี้เมืองนี้ การกราบไหว้ ใช้เพียงดอกไม้พื้นบ้านมาที่ลานอธิษฐาน แล้วขอพร ส่วนการไหว้พระประจำวันเกิดก็ใช้น้ำสรง ไม่มีภาคบังคับที่มากมายเกินเหตุ แต่ความสะอาดในการรักษาสถานที่ การดูแลต้นไม้ให้เรียบร้อยสวยงาม จัดทำทางเดินป้องกันการลื่นสำหรับผู้สูงวัย การบริหารจัดการเรื่องการรับฝากรองเท้า ความสะดวกในขึ้นลิฟต์ สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยเสริมทำให้คนมาไหว้พระแล้วไม่ระคายเคืองใจ
ย่ำค่ำพอดี ที่ลูกทัวร์เสร็จจากไหว้พระขอพรกันทุกมุมแล้ว ไฟฟ้าที่ประดับรอบพระมหาเจดีย์ค่อยๆ สว่างขึ้นทีละดวง ยังมีผู้คนที่นั่งรอชมความงามของพระมหาธาตุยามค่ำคืนอีกจำนวนไม่น้อย
“ไม่นึกเลยว่าจะได้มา เคยดูแต่ในโทรทัศน์ เคยได้ยินแต่ชื่อ” แม่และเพื่อนร่วมทางยังคงพูดกันซ้ำๆ ในเรื่องเดิม
เป็นเรื่องเดิมที่ทั้งคนฟังและคนพูดต่างก็ไม่เบื่อหน่ายซึ่งกันและกัน
กลับมาบ้านจนถึงบัดนี้ แม่เจอใครก็ยังเล่าถึงความยิ่งใหญ่ของพระมหาเจดีย์เชวดากอง ด้วยความสบายใจว่า ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสไปทำบุญในสถานที่ที่แม่เชื่อมั่นเรื่องความศักดิ์สิทธิ์
เป็นการเดินทางแม้ว่าเพียงครั้งเดียว แต่ก็เก็บเกี่ยวความสุขกลับมาได้คุ้มค่า
เรื่องราวของพระมหาธาตุชเวดากองเป็นจริงตามที่เล่ากันมาหรือไม่ ไม่ใช่ปัญหา แค่รู้ว่าที่นี่ทำให้แม่มีความสุขได้ ก็คุ้มค่าแก่การคารวะแล้ว.

ผู้หญิงท่องโลก

Published พฤษภาคม 26, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/180514/90620

ท่องเที่ยว
Sunday, 18 May, 2014 – 00:00
.
พาแม่ทัวร์ (1)
แม่ดูแก่ลงไปทุกที ครั้นหลานๆ ถามว่ายายอยากไปที่ไหนมากที่สุด แม่บอกว่า อยากขึ้นเครื่องบินสักครั้งในชีวิต และอยากไปเที่ยววัดร่องขุ่น พวกเราก็เลยนัดแนะกันว่าจะจองตั๋วเครื่องบินพาแม่ไปสักที ตกลงกันได้ไม่เกินสองวัน เชียงรายแผ่นดินไหวเสียนี่ วัดร่องขุ่นเสียหาย จนบัดนี้อาฟเตอร์ช็อกยังไม่เลิก แผนการพาแม่ไปเที่ยวเชียงรายเลยต้องล้มพับ
ตอนที่แม่ยังแข็งแรง พวกเราก็ไม่มีเวลาจะพาไปไหน ด้วยแต่ละคนภารกิจวุ่นวายอยู่กับเรื่องของตัวเอง ไปไหนอย่างมากก็ได้ปีละครั้ง ครั้นพอถึงตอนนี้ ความแข็งแรงของแม่เริ่มลดลง เลยต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ว่าการพาแม่ไปเที่ยวต้องกลายมาเป็นความสำคัญในลำดับต้นๆ เสียแล้ว
จะว่าไป เวลาพาแม่ไปไหน พวกเรามักจะผิดคาดทุกที ปีก่อนโน้นพาไปอันดามัน หลานๆ ทุกคนเป็นห่วงยายมาก กลัวเมาเรือ พูดกันเสร็จก็ลงเรือไปเกาะสิมิลัน ใช้เวลานานพอสมควร ระหว่างทางหลานๆ แต่ละคนหน้ามืด โก่งคอให้อาหารปลากันเป็นแถว พอถึงเกาะ หันมาดูแม่ ปรากฏว่าแม่เป็นคนเดียวที่ไม่เมาเรือ
“อยู่กับแม่น้ำมาตั้งแต่เด็ก จะเมาได้ยังไง” แม่พูดด้วยความสะใจ
ปีก่อนถัดมาอีกหน่อย คราวนี้ยกครัวไปทัวร์เกาะกูดกัน ปรากฏว่า หลานๆ เวียนหัว คลื่นไส้กันเป็นแถว พอถึงฝั่งพนักงานกรูกันเข้ามาดูแม่ ปรากฏว่าแม่ไม่ได้เป็นอะไรสักนิด สบายดี คนในเรือทั้งลำยกนิ้วให้
วันก่อนพี่สาวพาแม่ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ที่พัทยา ไปตั้งท่าถ่ายรูปกันยกใหญ่ กลับมามีภาพแม่ดึงหางเสือ นั่งบนโบราณสถาน ลูกๆ ให้ทำท่าไหน แม่ก็ทำตาม เข้ากับบรรยากาศ ไม่ขัดใจใคร
เมื่อคราวไปเกาะล้าน แม่ลงเรือได้ไปถ่ายรูปคู่กับคนขับเสียเนี่ย แถมยังว่าเรือแบบนี้ขับไม่ยาก เพราะแม่โตมากับเรือกับแม่น้ำ ขับเรือมาตลอดชีวิต แม่เคยบอกว่าไปไหนมา ถ้าได้เห็นน้ำที่หน้าบ้าน ซึ่งหมายถึงแม่น้ำเจ้าพระยา หรือแม่น้ำน่าน จะมีความสุขมาก แม่ว่ามองแล้วชื่นใจ ไปที่ไหนเห็นน้ำแล้วชื่นใจ
ครั้งแรกๆ ของชีวิตที่แม่มาเที่ยวทะเล ตอนนั้นพวกลูกๆ ยังเด็ก ขากลับแม่เอาขวดใส่น้ำทะเลกลับบ้านไปฝากลูกด้วยเหตุผลที่ว่า สีมันเขียวดี แม้ชอบเรียกสีน้ำเงินว่าสีเขียว ครั้นกลับมาถึงบ้าน ยกขวดออกมาอวดลูก ปรากฏว่าน้ำทะเลกลายเป็นน้ำสีขาวธรรมดาเสียนี่ แม่บ่นเสียดายอยู่หลายวัน และทุกครั้งที่มีโอกาสไปทะเล ถ้าอยู่ใกล้ชายหาด แม่ก็จะต้องนุ่งผ้าถุงลงมาอาบน้ำทะเล แม่ว่าน้ำทะเลมันมีเกลือ มีความเค็ม มันช่วยรักษาโรคได้
สรุปว่า หลังจากอกหักจากการนั่งเครื่องบินไปเที่ยวเชียงรายแล้ว ดิฉันเลยคิดว่าต้องพาแม่ไปเที่ยวจริงจัง เลยมานั่งดูว่าจะไปที่ไหนอย่างไรดี
ความที่แม่อายุมากแล้ว เราก็ต้องเตรียมการมากกว่าแต่ก่อน ต้องเลือกสถานที่ที่ไม่ต้องเดินมาก และที่พักต้องค่อนข้างสบายตามสมควร ยิ่งช่วงนี้ร้อนจัด ต้องหาที่ร่มรื่นให้ยืนพัก และต้องเลือกสถานที่ที่ไม่แออัดเกินเหตุ เพราะมีอยู่คราวหนึ่ง พาแม่ไปเดินตลาดน้ำอัมพวา แม่บอกว่า คราวหลังอย่าพามา ไม่เห็นอะไรเลย มีแต่หัวคนดำไปหมด จะหยุดซื้ออะไรก็ไม่ได้ เลยกลับมาแบบไม่ได้อะไร แต่ครั้นถามว่าอัมพวามีอะไร แม่เล่าได้เป็นฉากๆ ไม่ใช่เห็นจากของจริง แต่แม่ดูมาจากโทรทัศน์ แม่ว่านั่งดูแบบนั้นชัดแจ๋วเลย แถมไม่ต้องเบียดกับใคร ไม่ร้อนด้วย
ตอนนี้ดิฉันตัดสินใจซื้อทัวร์ พาแม่ไปเที่ยว ยังไม่รู้จะออกหัวออกก้อยยังไง เพราะยังไม่ได้ไป แต่เลือกสถานที่ไปใกล้ๆ กรุงเทพฯ ก่อน ไปเขาใหญ่ค้างหนึ่งคืน ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวก็มีจุดสำคัญๆ ที่แม่อยากไปอยู่คือ วัดบ้านไร่ของหลวงพ่อคูณ ฟาร์มโคนม อสค. แม่แอบถามว่าเขาจะผ่านไร่สุวรรณไหม อยากกินข้าวโพดต้ม อร่อยดี
ยังไม่ถึงวันเดินทาง แต่แม่เก็บข้าวเก็บของพร้อมเดินทางเสียแล้ว ไปค้างแค่คืนเดียว แม่ว่ากำลังพอดี ไม่ต้องนานมาก คิดถึงหลาน คิดถึงหมาที่อยู่บ้าน กลัวไม่มีใครจะดู
อย่างที่บอก ยังไม่รู้ว่าการพาแม่ทัวร์ครั้งนี้จะเป็นอย่างไร แต่ดิฉันคิดว่า เรื่องพาแม่ทัวร์ มั่วไม่ได้ เพราะถ้าเราเป็นคนหนุ่มคนสาวคงไม่มีปัญหามาก แต่สำหรับคนแก่ที่มีโรคประจำตัวนั้น เราต้องเตรียมการมากกว่าปกติ ได้เรื่องอย่างไร ดิฉันจะมาเล่าให้ฟังต่อ เพื่อเป็นประสบการณ์สำหรับคนที่อยากจะพา พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ยาย ไปเที่ยว
ตอนที่บริษัททัวร์โทร.มาถามอายุแม่ ดิฉันบอกไปว่า 80 ปี แม่ได้ยินเข้าโวยวายลั่น บอกให้ดิฉันโทร.ไปบอกใหม่ว่าแจ้งอายุผิด ดิฉันงง ถามแม่ว่า อายุแม่ไม่ใช่ 80 หรือ แม่ว่า ปั๊ดโธ่ …เพิ่งจะ 79 ยังไม่ถึง 80
ฟังแล้วต้องยอมแพ้ จริงของแม่
สรุปว่า ทุกเรื่องราว ถ้าจะพาแม่ไปทัวร์นี่ เรามั่วไม่ได้จริงๆ.

ผู้หญิงท่องโลก

Published พฤษภาคม 26, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/110514/90289

ท่องเที่ยว
Sunday, 11 May, 2014 – 00:00
.
เสียงจากเด็กถึงผู้ใหญ่
ถึงเวลา “เปลี่ยน” ระบบการศึกษาไทย
สัปดาห์นี้ขอเปลี่ยนบรรยากาศจากเรื่องชวนกันเที่ยวอย่างเดียวมาสู่ปัญหาสำคัญกันบ้าง นั่นคือเรื่องของการศึกษา ซึ่งเก็บมาจากเวทีวิชาการเรื่อง “อภิวัฒน์การเรียนรู้สู่จุดเปลี่ยนประเทศไทย” จัดโดยสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่ 6-8 พฤษภาคม ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ซึ่งมีความเห็นของเด็กๆ ที่น่าสนใจไม่น้อยโดยมี ภมรศรี แดงชัย นักวิชาการสื่อสาร สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) ทำหน้าที่รายงาน
เรื่องเริ่มต้นจากคำถามที่เราได้ยินกันบ่อยครั้งว่า ทุกวันนี้เรามาถูกทางแล้วหรือยัง ในเมื่อประเทศไทยลงทุนกับประมาณการศึกษาอย่างก้าวกระโดดในระยะเวลา 10 ปี โดยมีอัตราส่วนงบประมาณที่เพิ่มขึ้นปีละ 7% หรือ 20,000 ล้านบาท แต่ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กและเยาวชนกลับสวนทาง จากการทดสอบ PISA ในปี 2012 พบว่ามีนักเรียนไทยเกือบครึ่ง หรือ 49.7% ที่ได้คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์อยู่ในระดับ 1 หรือต่ำกว่า ในขณะที่คะแนนมาตรฐานที่ผ่านเกณฑ์ควรอยู่ในระดับ 2 ขึ้นไป รวมถึงปัญหาทักษะการอ่านที่ยังอยู่ในระดับที่ต่ำซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ในวิชาอื่นทั้งหมด
เริ่มจากเด็กในระบบการศึกษาที่มีเส้นทางเดินเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย “อาร์ต” น.ส.ธิดารัตน์ กุลแก้ว รร.รัตนโกสินทร์สมโภช บางขุนเทียน สะท้อนว่า การเรียนในระบบสายสามัญทุกวันนี้มีการแข่งขันที่สูงมาก นำมาซึ่งวงจรอุบาทว์ และค่านิยมเรียนพิเศษ ตรงนี้ไม่ใช่เด็กที่กดดัน แต่พ่อแม่ก็คอยเป็นกังวล โดยเฉพาะค่าเรียนพิเศษที่ต้องเสียเดือนละไม่ต่ำกว่า 2,000-3,000 บาท พ่อแม่ก็ยอมจ่ายเพื่อให้ลูกมีโอกาสเข้ามหาวิทยาลัยที่ดี เพราะเชื่อว่าจะได้งานทำที่ดี แต่การเรียนที่เป็นอยู่เป็นการเรียนเพื่อสอบ เหมือนกับจัดการศึกษาแบบรองเท้าเบอร์เดียวที่บังคับให้ต้องเรียนในกรอบ ไม่สามารถให้คำตอบได้ว่า ใช่สิ่งที่ต้องการหรือไม่ หรือถ้าเดินออกจากเส้นทางแล้วก็ต้องหลุดออกจากนอกระบบ จึงเสมือนกรอบที่ปิดกั้นเด็กว่า หากคุณเดินออกนอกกรอบก็เหมือนกับคุณได้เดินออกจากเส้นทางชีวิตไปเลย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก
อาร์มปราชญ์ ปราดเปรื่อง นักเรียนสายกีฬา รร.บางละมุง จ.ชลบุรี เล่าว่า “ผมเป็นเด็กเรียนไม่เก่งและไม่ชอบกีฬา แต่พอเรียนทั้งสองอย่างควบคู่กันทำให้พบว่าผมเรียนกีฬาได้ดีกว่า จึงไม่เลือกเรียนสายสามัญ ถ้าถามว่าอยากได้การศึกษาแบบไหน ขอบอกเลยว่าอยากได้การศึกษาที่เยาวชนต้องการ สามารถตอบสนองตามความถนัดในแต่ละบุคคล เพราะคนเรามีความถนัดต่างกัน ไม่ใช่ถูกยัดเยียดให้เรียนเหมือนกัน ทั้งที่เราแตกต่างกัน”
ขณะที่ “เบียร์” ชิดดนัย ศรีเที่ยงตรง เด็กนอกระบบ จ.ขอนแก่น เล่าถึงแง่มุมที่น่าสนใจว่า ไม่อยากให้มองว่าเด็กแว้นนั้นไม่ดี การที่เราแว้นไปวันๆ ก็เนื่องจากต้องการรวมกลุ่มกันเพื่อปรึกษาปัญหาในครอบครัวก็เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาครอบครัวไม่สามารถให้คำปรึกษาอะไรพวกเราได้เลย ถ้าหากสังคมให้โอกาสได้มีกิจกรรมทำ เช่น ซ่อมรถ ทำร้านขนม คงไม่คิดที่จะแว้นซิ่งรถอย่างเดียวแน่นอน
“ที่บอกว่า พวกผมไม่รู้จักร่ำเรียน ผมอยากบอกว่าเราถูกปิดกั้นจากสังคมที่มองว่าเป็นเด็กไม่ดี อยากขอสังคมให้โอกาส และการเรียนฟรี 15 ปี มันฟรีเฉพาะหนังสือ แต่ค่าเทอมก็ต้องออกเอง เมื่อไม่มีเงิน สุดท้ายก็ไม่ได้เรียน กลับไปสู่วังวนแบบเดิมๆ อีก”
รศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวสะท้อนมุมมองที่ได้จากเสียงเด็กและเยาวชน ว่า จากการทำโพลที่ สสค.ร่วมกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญในเดือนเมษายนที่ผ่านมา พบว่าเด็กและเยาวชน 53% สะท้อนการเรียนการสอนในปัจจุบันว่า เป็นการสอนที่เริ่มต้นจากความรู้ในหนังสือและจบลงที่ข้อสอบ เด็กไทยเรียนหนักมากที่สุดในโลก แต่ไม่สามารถนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ และที่น่าสนใจเด็กอยากตั้งคำถามถึงครูยุคนี้ว่า ทำไมสอนในห้องเรียนไม่รู้เรื่อง แต่สอนพิเศษกลับรู้เรื่อง หรือทำไมครูไม่หาวิธีการสอนที่สนุกไม่น่าเบื่อ หรือทำไมสอนต้องอ่านตามหนังสือ การเรียนรู้ของเด็กไทยจึงไม่มีความสุขกับการเรียน และยังมีปัญหา โอกาสและมาตรฐานการศึกษาของไทยไม่เท่าเทียมกัน
เสียงสะท้อนของเด็กและเยาวชนไทยที่มีต่อระบบการศึกษา จึงเป็น “คำถาม” ถึงระบบการจัดการศึกษาที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร รองประธานกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน กล่าวไว้ในช่วงท้ายของเวทีวิชาการนี้ว่า มีตัวชี้วัดสำคัญเพื่อสะท้อนประสิทธิภาพการจัดการศึกษาที่ทั่วโลกให้การยอมรับอยู่ 4 ด้าน ซึ่งพบว่าประเทศไทยยังมีปัญหาทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1.ทรัพยากรด้านการศึกษา ไทยลงทุนด้านการศึกษาเป็นอันดับ 2 ของโลก แต่กลับลงทุนพัฒนาผู้เรียนเพียง 4.5% 2.ปัญหาเด็กด้อยโอกาสที่ทำให้ไทยติดอันดับรั้งท้ายทางการศึกษา เพราะมีเด็กที่ยังไม่เข้าถึงการศึกษาภาคบังคับถึง 10% และเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษา 3-5 ล้านคน ซึ่ง กระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศไทยสูงถึง 3% ต่อปี 3.ผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาของเด็กไทยเกือบครึ่งของประเทศก็อยู่ในระดับต่ำกว่ามาตรฐาน และ 4.ผลลัพธ์ด้านสังคมและเศรษฐกิจ ที่คุณภาพแรงงานไทย 80% ยังเป็นแรงงานไร้ฝีมือ
สำหรับข้อเสนอถึงระบบบริหารจัดการใหม่ซึ่งได้จากการสังเคราะห์ความรู้จากประเทศที่ประสบผลสำเร็จทางการศึกษา และจากเวทีระดมความเห็นของทุกภาคส่วนในสังคมเพื่อเป็นคานงัดสำคัญในการยกระดับคุณภาพการศึกษา ประกอบด้วย 1.การยกระดับคุณภาพครู เพื่อสร้างจุดเปลี่ยนเรียนรู้ในห้องเรียน กระบวนการผลิตครูต้องมีการควบคุมคุณภาพและการพัฒนาครูที่ต้องมีมาตรการสนับสนุน 2.การลดช่องว่างคุณภาพโรงเรียน เพื่อสร้างโอกาสให้เด็กในทุกพื้นที่เข้าถึงโรงเรียนดีมีคุณภาพ ด้วยการปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อทำให้เกิดการกระจายอำนาจให้อิสระการบริหารจัดการโรงเรียนบนความรับผิดชอบต่อการตรวจสอบผลงาน 3.ขยายผลระบบดูแลช่วยเหลือเด็กด้อยโอกาส ผ่านระบบประกบตัวดูแลเด็กด้อยโอกาสในโรงเรียน และระบบฐานข้อมูลเด็กด้อยโอกาสเพื่อวางทิศทางการดูแลในทุกพื้นที่
4.สวัสดิการหนังสือสำหรับเด็กแรกเกิดและส่งเสริมให้วัฒนธรรมการอ่าน 5.ปรับปรุงหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนเพื่อปลูกฝังทัศนคติและทักษะการทำงานที่ดี การศึกษาที่แท้จริงต้องนำไปสู่การมีงานทำ จึงต้องสร้างกำลังคนรุ่นใหม่ที่พร้อมต่อโลกการทำงาน ซึ่งยุทธศาสตร์สำคัญที่จะสำเร็จได้ต้องเริ่มจากการปฏิรูปการเรียนรู้ในระดับพื้นที่เพื่อให้ ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในลักษณะ“จังหวัดจัดการตนเอง” ขณะนี้มี 10 จังหวัดต้นแบบจาก สสค.ที่ลุกขึ้นมาปฏิรูปการศึกษาแล้ว 10 จังหวัด ซึ่งจะเป็นการพัฒนาที่ตอบโจทย์ความต้องการในพื้นที่และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงระบบบริหารจัดการในภาพรวม
สิ่งสำคัญคือ การปฏิรูประบบการศึกษาไทยครั้งใหม่ต้องไม่ผลักภาระให้เป็นหน้าที่ของใครฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ควรเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่ต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ถึง “จุดเปลี่ยน” จากที่เคยเป็นมา.

ผู้หญิงท่องโลก

Published พฤษภาคม 4, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/270414/89550

ท่องเที่ยว
Sunday, 27 April, 2014 – 00:00
.
อินเดีย ครบรส
จากประสบการณ์ที่ได้มีโอกาสเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ มาค่อนข้างหลากหลาย ประเทศหนึ่งที่ไม่อาจลืมได้เลยคืออินเดีย
ไปอินเดียครั้งแรกเมื่อปี 2550 มาบัดนี้ล่าสุดปี 2557 เวลาผ่านมา 7 ปีแล้ว ระหว่าง 7 ปีดิฉันก็ยังไปอินเดียแบบซ้ำแล้วซ้ำอีก ไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ ระหว่างช่วงเวลาเหล่านั้น แม้ว่าโลกภายนอกจะเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่สภาพพื้นฐานที่สามารถพบเห็นในอินเดียไม่เปลี่ยนไปจากเดิมมากนัก
ทุกครั้งที่จะต้องไปอินเดีย ความรู้สึกแรกคือไม่อยากไป ในใจมีแต่ความรู้สึกหดหู่ เศร้าหมอง แต่ครั้นไปแล้วความรู้สึกกลับหมุนมาอยู่ด้านตรงข้าม คือ เหมือนได้มาเยือนเพื่อนเก่าที่พบกันแล้วเกิดความสบายใจ
สภาพทางกายภาพของอินเดียดูหมองหม่นในม่านฝุ่น ทำให้นึกไปถึงประเทศไทยยุคหลายสิบปีก่อน เป็นยุคสมัยที่ถนนหนทางยังไม่ดี บนท้องถนนในชนบทของบ้านนี้เมืองนี้เราพบเห็นสิ่งแปลกตาไปจากบ้านเรามากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องสัตว์
เมืองนี้สามารถพบเห็นสัตว์สารพัดสารพันได้ในท้องถนน ตั้งแต่วัวตัวโตที่เดินไปเรื่อยๆ และหยุดนอนเมื่อเกิดความพอใจอยากผ่อนพัก โดยไม่จำเป็นต้องสนใจเรื่องสถานที่แต่อย่างใด เพราะที่นี่ถือว่า วัวเป็นเทพเจ้า เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ที่นับถือของมนุษย์ วัวที่นี่จึงสามารถเลือกมีชีวิตและเลือกใช้ชีวิตได้ตามความพอใจ
ครั้งหนึ่ง ในการเดินทาง พวกเราอยู่บนเส้นทางที่จะมุ่งหน้าสู่เมืองกุสินารา พอดีค่ำเสียก่อน รถแล่นมาตามถนน การจราจรเริ่มคับคั่ง แน่นหนา รถติดเป็นระยะ ทำให้เราเริ่มหงุดหงิด ถามคนขับว่าหยุดรถทำไม และรถติดอะไร คนขับบอกแบบใจเย็นว่า วัวนอนอยู่กลางถนน รถต้องค่อยๆ ชะลอเพื่อหลีกไปให้พ้น คำตอบที่ได้รับทำเอาพวกเราถึงกับอึ้ง เพราะเขาตอบด้วยน้ำเสียงธรรมดา ไม่ได้มีความอนาทรร้อนใจ และไม่ได้โกรธเคืองหงุดหงิดเหมือนพวกเราที่เป็นคนถามสักนิด
บนท้องถนนของอินเดียยังมีสัตว์อื่นๆ เช่น แพะ แมว ไก่ หมา ตามแต่ว่าเราไปในย่านไหน สัตว์พวกนี้สามารถเดินไปไหนมาไหนได้ตามความพอใจ ผู้คนที่ผ่านไปผ่านมาก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจแต่อย่างใด
นอกจากสัตว์แล้ว สิ่งมีชีวิตที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ มนุษย์ หรือคน นั่นเอง
คนอินเดียที่เราพบพานนั้นมีส่วนที่ห่อหุ้มกายหลากหลายแบบ มีทั้งเสื้อผ้าที่หมองหม่น มีทั้งส่าหรีหลากสีสัน ไม่ว่าคนสวมจะผิวคล้ำหรือขาว ใส่ได้หมด
หากเราเดินไปตามท้องถนน เราจะพบสิ่งที่เราไม่ค่อยเห็นในเมืองไทยอีกหลายอย่าง เช่น คนนั่งอาบน้ำ หุงข้าว ทำมาหากิน และปิดฉากในยามค่ำคืนด้วยการนอนกันอยู่บนฟุตบาทริมทางเดิน ชีวิตตั้งแต่เช้ายันค่ำวนเวียนอยู่บนทางเท้าที่เห็นเป็นส่วนใหญ่
อินเดียมีชื่อทางการ สาธารณรัฐอินเดีย อยู่ในทวีปเอเชียใต้ มีประชากรมากกว่า 1 พันล้าน ถือว่ามากเป็นอันดับ 2 ของโลก มีภาษาพูดกว่า 8 ร้อยภาษา มีอำนาจการซื้อเป็นอันดับ 4 ของโลก ส่วนพื้นที่ใหญ่เป็นอันดับ 7 ของโลก
การเดินทางไปอินเดียนั้นคนไปต้องยึดหลักการทำใจ ซึ่งใครทำใจได้ก็ถือว่าเป็นคนมีบุญอย่างหนึ่ง เพราะแม้พวกเราจะมองว่าคนอินเดียดูยากจนข้นแค้น ทำให้เกิดความสลดใจเมื่อเห็นภาพ หากแต่ในประเทศนี้ก็มีความทันสมัยสไตล์อังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นตึกสวย สวนสาธารณะเขียวชอุ่ม พิพิธภัณฑ์ที่น่าเดิน มีระบบขนส่งมวลชนให้ใช้อีกต่างหาก
สิ่งที่ได้รับจากการเดินทางไปอินเดียนั้น เกี่ยวพันกับเรื่องความคิดและจิตใจเสียมากกว่า อย่างน้อยสภาพที่เห็นความยากลำบากในการดำเนินชีวิตของเขา ก็ทำให้เรารู้สึกว่าโชคดีที่ได้เกิดมาในเมืองไทยซึ่งความเป็นอยู่ที่ไม่ต้องอัตคัดขัดสนจนเกินเหตุ
การมองเห็นสิ่งที่ด้อยกว่า ทำให้เรามีสิ่งเปรียบเทียบระหว่างบ้านเขา บ้านเรา ชีวิตเขา ชีวิตเราได้ลึกซึ้งมากขึ้น
ความสุขกับความทุกข์มีที่มาจากจุดเดียวกัน เพียงแต่อยู่คนละด้าน
ทุกอย่างที่รวมกันแล้วเรียกว่า ชีวิต มีให้เห็นที่อินเดียแบบครบรส.

ผู้หญิงท่องโลก

Published พฤษภาคม 4, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/200414/89178

ท่องเที่ยว
Sunday, 20 April, 2014 – 00:00
.
ปัญญา…ภาษาดอกไม้
สงกรานต์มีวันหยุดยาวหลายวันติดต่อกัน นานพอที่จะทำให้มีเวลาจัดการเรื่องราวส่วนตัวที่ค้างคาได้เสร็จสิ้น บางคนเลือกเดินทางไปท่องเที่ยว ไปทำบุญ หรือทำภารกิจที่พอใจ แต่ดิฉันขี้เกียจจะออกไปฝ่าฟันกับมวลมหาประชาชนที่มากมายตามสถานที่ต่างๆ เลยยึดบ้านเป็นที่อาศัย นั่งดูแดดและดูฝนที่กระหน่ำลงมาในบรรยากาศร้อนสลับเย็นไปเรื่อยๆ
มองผ่านบานกระจก เห็นดอกบัวในอ่างใหญ่หน้าบ้านบานล้อแสง ตั้งใจจะถ่ายรูปไว้หลายวันแล้ว ยังไม่ได้ลงมือสักที เป็นบัวที่ปลูกง่ายๆ ไม่ต้องดูแล ตายยาก และที่สำคัญคือมีดอกสวยออกมาให้ชมทุกวัน
จำได้ว่าตอนปลูกซื้อมาสามสี ม่วง บานเย็น ขาว ใส่อ่างรวมกันไว้ ใช้เวลาไม่นาน ทุกเช้าหน้าบ้านเราจะมีดอกบัวสามสีตั้งตรง ยืดตัวโผล่พ้นน้ำออกมา บานรับแสงตะวัน และยืนอยู่อย่างนั้นจนแดดเบี่ยงไปทางอื่นนั่นแหละ จึงจะค่อยๆ หุบลงมา ส่วนกระถางข้างๆ วางคู่กันเป็นบัวหลวงขนาดใหญ่ ออกดอกน้อยกว่า แต่ดอกใหญ่กว่า หล่นง่ายกว่า
เลือกปลูกบัวเสียกระถางใหญ่เพราะไปอ่านหนังสือแล้วเขาว่า ปลูกบัวแล้วจะดี มีเงินใช้ไม่ขาดมือ เพราะบัวอยู่ในน้ำ น้ำเป็นตัวแทนของเงิน เลยเลือกกระถางใหญ่สุด หวังรวยเละกันไปข้างนึง
ในบ้านดิฉันยังมีดอกไม้ต้นไม้อีกหลายชนิด เน้นที่ปลูกง่ายๆ ไม่ต้องดูแลเยอะ อย่างมะลิ คุณนายตื่นสาย ต้นจำปี กระดิ่งนางฟ้า และอื่นๆ รวมไปถึงต้นกะเพรา โหระพา พริก ผักชีใบยาว มะยม มะขาม มะม่วง ขึ้นอยู่กับว่าโยนอะไรไปแล้วขึ้น รดน้ำทุกวัน นอกจากนั้นไม่ว่าจะเป็นการออกดอกผลิใบให้ผลส่งต่อให้ เป็นเรื่องของเทวดาฟ้าดิน
นอกจากเชื่อว่าจะรวยแล้ว โดยส่วนตัวดิฉันเป็นคนชอบดอกไม้ แม้ว่าหน้าตาอาจจะไม่เข้ากับสิ่งที่ชอบเข้าทำนองหุ่นไม่ให้แต่ใจรักนั่นแหละ เวลาเดินทางไปไหน ในกล้องจะมีรูปดอกไม้ติดมาด้วยเสมอ อย่างที่บอกสงกรานต์วันหยุดเยอะ มีเวลาละเลียดกับชีวิตมากกว่าปกติ ดังนั้นนอกจากจะนั่งมองดอกบัวหน้าบ้านแล้ว ดิฉันก็เริ่มลงมือค้นรูปเก่าๆ ที่เคยถ่ายเก็บไว้ ปรากฏว่ามีสารพัดสารพันดอกไม้หลากหลายชนิด
ส่วนมากถ่ายมาเพราะเห็นแล้วชอบ ชอบสี ชอบทรง บางทีไม่รู้เรียกว่าดอกอะไรด้วยซ้ำ เวลาเห็นภาพดอกไม้ความรู้สึกบอกไม่ถูกมันอิ่มใจ ชื่นใจ แต่ที่ลึกไปกว่านั้นดิฉันเคยไปนั่งดูดอกไม้นานๆ โดยไม่เบื่อ
ช่วงหน้าร้อนแบบนี้เวลาขับรถไปตามถนนสายเอเชีย สองข้างทางจะมองเห็นต้นหางนกยูงสีส้มปนแดงมาแต่ไกล สลับกับดอกตะแบกสีม่วง และดอกคูนสีเหลืองห้อยย้อยเป็นพวง ทั้งหมดมีสีเขียวของใบผสมโดยมือของธรรมชาติ ออกมาสวยเป๊ะ
ใครจะไปคิดว่าส้มเขียว แดงเขียว ของดอกหางนกยูง เหลืองเขียวของดอกคูน ม่วงเขียวของดอกตะแบกจะไปด้วยกันได้อย่างลงตัวขนาดนี้ เพราะถ้าให้เราใส่เสื้อเขียวนุ่งกางเกงแดงก็เห็นท่าจะไม่ไหว แต่ไม่รู้ทำไม เมื่อกลายเป็นดอกไม้และใบไม้จึงสวยมากมายขนาดนี้ได้
เป็นความสวยแบบดิบๆ เพราะไม่ได้มีใครไปจัดแต่ง ขึ้นกันอยู่กลางทาง ข้างถนน กลางท้องนาโน่น ว่ากันว่าดีไซเนอร์ นักออกแบบ ใครจะเก่งได้ต้องมานั่งศึกษาเอาจากธรรมชาตินี่เอง
เห็นดอกไม้แล้วก็คิดถึงผู้หญิง เพราะดอกไม้ก็ต้องคู่กับผู้หญิง น่าแปลกว่าดอกไม้ไม่ว่าจะเป็นดอกอะไรก็สวยทั้งนั้น เรียกว่าเป็นความสวยความงามตามแบบเฉพาะตัว ดอกบัวก็สวยสงบงามแบบดอกบัว กุหลาบก็สวยแบบสง่า ดอกเบญจมาศก็ดูสวยแบบเบิกบาน เฟื่องฟ้าก็สวยสะพรั่ง แม้กระทั่งดอกหญ้าก็สวยแบบอ่อนน้อมถ่อมตน
เคยไปญี่ปุ่น เขาปลูกต้นที่หน้าตาเหมือนดอกอ้อไว้เป็นหลายไร่ อยู่บนอุทยานแห่งชาติ มีคนเดินทางมาดู มาถ่ายรูปกันมากมาย ถ่ายกับต้นไม้ที่เรารู้สึกว่ามันไม่มีค่าอะไรนี่แหละเป็นความงดงามที่ไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่าจะอยู่ตรงไหนก็สวย ส่วนคนจะเอามาจัดดัดแต่งให้สวยเพิ่มขึ้นไปอีกก็เป็นอีกเรื่อง
มองดอกไม้แล้วย้อนมาดูผู้หญิง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ผู้หญิงยุคนี้ส่วนใหญ่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการที่จะทำให้ตัวเองสวยขึ้น ดูดีขึ้นมากมายเหลือเกิน ผู้หญิงจึงเป็นตลาดกลุ่มเป้าหมายที่ใครๆ ก็อยากผลิตสินค้าออกมาขายทั้งนั้น จะหาคนที่ยอมสวยตามสภาพเดิมได้ยาก เรามักพยายามเปลี่ยนตัวเราให้เป็นคนที่เราอยากจะเป็นเสมอ อยากสวยเหมือนคนนั้น อยากทำผมอย่างคนนี้ อยากผอมอย่างคนโน้น ในใจเราจึงรุ่มร้อน ไขว่คว้า เปรียบเทียบอยู่ตลอดเวลา ความสุขที่หาได้ง่ายๆ จึงกลายเป็นเรื่องยากเย็นแสนเข็ญ
ต่างกับดอกไม้ ดอกไม้มันเป็นยังไง มันก็เป็นอย่างนั้น แต่มันก็สวยดีเมื่ออยู่ในที่ในทางที่ควรจะเป็น
แต่ไม่ว่าเราจะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสักขนาดไหน แต่ท้ายที่สุด ผู้หญิงเรากับดอกไม้ก็ไม่ต่างกัน เพราะทั้งผู้หญิงและดอกไม้ เมื่อเต่งตึงเต็มที่ตามวัยแล้วก็จะค่อยๆ โรยรา จากนั้นก็เหี่ยวแห้งไปเรื่อยๆ จำสภาพเดิมแทบไม่ได้
สรุปว่า ปรุงยังไง แต่งยังไง ท้ายที่สุดก็หนีกฎแห่งธรรมชาติไปไม่ได้
แค่เห็นดอกไม้ก็คิดต่อไปได้เป็นเรื่องเป็นราว ตอนปลูกบัวก็หวังจะเสริมโชคให้ร่ำรวย ปลูกมาหลายปีก็ยังไม่รวยไปกว่าเดิม แต่อย่างน้อยถึงตอนนี้แล้วดิฉันก็มีข้อสรุปกับตัวเองว่า ไม่ได้เงินก็ได้ปัญญา แถมดีกว่าด้วยซ้ำ
เพราะถ้ามีปัญญาอย่างอื่นก็หามาได้เอง.

ผู้หญิงท่องโลก

Published พฤษภาคม 4, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/060414/88588

ท่องเที่ยว
Sunday, 6 April, 2014 – 00:00
.
งานเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่
มหกรรมหนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ช่วยทำให้คนที่ชอบอ่านหนังสือ และเติบโตมาได้เพราะมีหนังสือเป็นที่พึ่ง เป็นเพื่อนทั้งยามสุข ยามทุกข์อย่างดิฉันรู้สึกเบิกบานสำราญใจเป็นยิ่งนัก เพราะเหลียวซ้ายแลขวาแล้วก็ดูเหมือนว่า สิ่งที่ถือเป็นสมบัติล้ำค่าในชีวิตของดิฉันก็คงมีหนังสือนี่เอง
การรู้หนังสืออีกเช่นกัน ที่ทำให้ดิฉันมีอุปกรณ์สำคัญเป็นเครื่องมือสามารถเลี้ยงชีพมาได้ถึงทุกวันนี้ แม้ว่าโลกจะเปลี่ยนไปสู่ยุคดิจิตอล หรือโลกแห่งเทคโนโลยี แต่สำหรับดิฉันนั้น ตัดสินใจแล้วว่าจะยอมตายคากองกระดาษอยู่ตรงนี้ เพราะยังรักการเขียน รักการอ่านจากกระดาษอยู่เหมือนเดิม
เห็นหนังสือแต่ละเล่ม ไม่ว่าจะเขียนแล้วออกมาดีหรือไม่ ดิฉันชื่นชมคารวะทุกคนที่สร้างงานออกมา ด้วยรู้ว่ากว่าหนังสือจะสำเร็จออกมาเป็นเล่ม กว่าคนเขียนจะกลั่นตัวอักษรร้อยเรียงมาวางได้แต่ละบรรทัดนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย หากต้องอาศัยความเพียรพยายามที่สูงส่ง ใช้เวลาที่มากมาย และใช้พลังศรัทธาที่ยิ่งยวดยิ่งนัก มีคนเคยถามว่า เขียนหนังสือนั้นพอกินหรือ ดิฉันยังตอบไม่ถูกจนทุกวันนี้ หากเป็นนักเขียนชื่อดังคงร่ำรวย แต่คนฝีมือเขียนธรรมดานี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
กระนั้น ดิฉันก็ถือว่างานที่ทำจากใจ จากความศรัทธานั้น ไม่ว่าจะเป็นงานใด ย่อมยิ่งใหญ่เสมอ
ปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ดิฉันมีโอกาสขึ้นไปที่ดอยสูงของอำเภอปัว จังหวัดน่าน อากาศบนพื้นราบร้อนหมดแล้ว แต่อากาศตอนเช้าบนดอยยังหนาวเย็น มองเห็นดอกเสี้ยวบานเต็มต้น สีขาวผสมชมพูสะพรั่งสวย พวกเราขึ้นไปเยี่ยมโรงเรียนที่นั่น
เด็กๆ นักเรียนที่นี่มาจากหลายเชื้อชาติ ส่วนใหญ่เป็นชาวไทยภูเขา แต่งกายในชุดประจำเผ่าสวยงามยืนต้อนรับเราอยู่ มีการแสดงรำประจำเผ่าใช้ชม แล้วหลังจากนั้นก็พาไปดูวิธีการเรียนการสอนของเด็กๆ
ในห้องเรียนของชมรมเย็บปักถักร้อย มีการเชิญผู้เฒ่า ผู้แก่ประจำหมู่บ้านที่เคยปักลวดลายเสื้อ ปักลายสำหรับตกแต่งกระโปรงมาถ่ายทอดวิชาให้กับเด็กๆ ที่สนใจ
เห็นลวดลายที่ผู้อาวุโสทำออกมาแล้ว คิดในใจว่าเป็นเรื่องของสุดยอดฝีมือและผู้มีความเพียรจริงๆ เท่านั้นที่จะสามารถทำออกมาได้
พวกเราถามอาม่าที่มาสอนเด็กว่า งานพวกนี้ยากไหม อาม่าบอกไม่ยาก แต่ใช้เวลานาน ถามว่าเสื้อแต่ละตัว กระโปรงแต่ละตัวที่ทำขึ้นใช้เวลาประมาณเท่าไหร่ อาม่าว่าเป็นปี ครั้นถามต่อว่าใช้เวลานานขนาดนี้ทำไมไม่ซื้อใส่ อาม่าบอกว่า อันนี้ทำนานกว่าจะได้ แต่ได้มาแล้วใส่ได้ตลอดชีวิต และมีตัวเดียวไม่เหมือนใคร
ทุกอย่างที่มาอาม่าตอบ ทำเอาพวกเรา พวกที่มาจากเมือง พวกที่เน้นความรวดเร็ว สะดวกสบายถึงกับอึ้ง จริงอย่างอาม่าว่า ชุดสวยเหล่านี้ใช้ในวาระพิเศษ ปักนาน แต่ใช้ได้ตลอด และมีตัวเดียวไม่เหมือนใคร
การใช้ชีวิตของคนเมืองนั้น ถูกเร่งรัดและตัดสินกันด้วยเวลาเป็นที่ตั้ง คนเลือกเดินทางด้วยเครื่องบิน เพราะรู้สึกว่าช่วยประหยัดเวลา เอาเวลาไปทำมาหากินอย่างอื่น คนเลือกซื้อเสื้อผ้า สำเร็จรูป ซื้ออาหารสำเร็จรูปกิน เพราะเห็นว่า สะดวก ประหยัดเวลา ถูกกว่า แล้วก็จบลงด้วยคำว่ามีใส่เหมือนกัน กินอิ่มเหมือนกัน
ต่างคนต่างใจ ต่างความชอบกันไป แล้วแต่ใจใครใจมัน ดิฉันตั้งข้อสังเกตว่า เวลาเราใช้ชีวิตในเมือง เรามักจะคุ้นชินกับความเร่งรีบของผู้คน พูดเร็ว คิดเร็ว ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็ว และท้ายที่สุดก็จบลงก็รวดเร็วเช่นกัน ผู้คนคบกันในเวลาอันรวดเร็ว เลิกคบกันก็ภายในเวลาอันรวดเร็วเช่นกัน
ตรงกันข้าม ในโลกนี้ก็ยังมีการดำเนินชีวิตของคนอีกประเภทหนึ่ง ที่ไม่ได้วิ่งตามเวลา คนพวกนี้ทำงานตามเป้าหมาย เป็นงานที่ต้องใช้เวลา ใช้ความพากเพียร และใช้พลังศรัทธา ทำจนกว่าจะสำเร็จ และเป็นความสำเร็จเพื่อฉลองความตั้งใจของผู้ทำเป็นหลัก งานพวกนี้คืองานศิลปะทั้งหลาย เนิบช้า แต่รุ่มรวยพลังที่ทุ่มเท เป็นพลังที่ไม่หมด ไม่จบไม่สิ้น
ตื่นเช้ามาหยิบจับงานเดิม ทำเรื่อยไป ตามความว่าง ไม่มีใครบังคับ เป็นงานที่ทำด้วยความเต็มใจ งานเสร็จเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น เสร็จเมื่อผู้ทำพอใจ งานเหล่านี้บางทีไม่ใช่เป็นงานที่ยิ่งใหญ่อะไรนัก อย่างงานปักเสื้อ ปักผ้าที่เห็นนั่นเอง
แต่น่าสังเกตว่า งานทุกชิ้นที่ว่านั้นเป็นงานเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่เสมอ
ลงมือทำทีละนิด ลงมือต่อทีละน้อย
และทำจนถึงที่สุด ด้วยใจที่มั่นคง เป็นงานเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่จริงๆ.

ผู้หญิงท่องโลก

Published พฤษภาคม 3, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/130414/88899

สาระน่ารู้
Sunday, 13 April, 2014 – 00:00
.
สว่างใจเมื่อดูผ้าไหม..บ้านท่าสว่าง
ดิฉันเป็นคนชอบดูเรื่องผ้า และการทอผ้าสารพัดชนิด แต่ไม่ได้ถือว่าตัวเองเป็นคนที่มีความรู้หรือเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้แต่อย่างใด
กลับมาจากหมู่บ้านท่าสว่าง จังหวัดสุรินทร์หลายวันแล้ว
แต่ใจยังนึกถึงเรื่องราวของหมู่บ้านนี้อยู่ตลอด
ท่าสว่าง เป็นชื่อหมู่บ้านเล็กๆ ในจังหวัดสุรินทร์ที่มีชื่อเสียงในเรื่องของการทอผ้าไหม และที่โด่งดังมากก็คือ การทอผ้าไหมยกทองของกลุ่มจันทร์โสมา ซึ่งมีอาจารย์วีรธรรม ตระกูลเงินไทย เป็นผู้ฟื้นฟูขึ้นมาจนทำให้พวกเราโชคดีให้เห็นสิ่งที่เป็นภูมิปัญญาอันมีคุณค่าอีกครั้ง
ไอร้อนผ่อนคลาย กลายมาเป็นความเย็นเมื่อเดินเข้ามาในเขตบ้านจันทร์โสมาที่แวดล้อมไปด้วยต้นไม้ใหญ่น้อย มองเห็นลานดินโล่ง อ่างดินสำหรับใส่น้ำครามย้อมผ้าวางเรียงรายอยู่เป็นแถว คุณป้าสองสามคนกำลังนั่งตำครั่ง เตรียมการสาธิตกระบวนการทำและทอผ้าให้คณะผู้มาเยือนดู
พวกเราใช้เวลากันที่นี่นานพอสมควร เพราะการทอผ้านั้น มีหลายขั้นตอน กว่าจะย้อมสี กว่าจะทอ โดยแต่ละขั้นนั้นมีรายละเอียดมากมาย ใครที่เคยไปดูชาวบ้านทอผ้าคงจะเข้าใจ และด้วยความเนิ่นนาน ถ้าภาษาการตลาดก็เรียกว่าทำไม่ทันกินนี่เอง ก็เลยทำให้คนส่วนใหญ่นิยมหันไปใช้ผ้าที่ทอจากเครื่องจักร หรือผ้าทอจากระบบอุตสาหกรรมแทน เพราะแน่นอนว่าราคาก็ถูกกว่าเลือกซื้อได้ทันใจมากกว่า
ความต่างระหว่างการใช้เครื่องจักรกับคนก็คือ เครื่องจักรนั้นอึด ทำได้ทั้งวันทั้งคืน การผลิตจึงออกมาตรงตามเวลา ถ้ามันไม่เจ๊งเสียก่อน สั่งให้ทำแบบไหนมันก็ทำทื่อๆ ไม่มีความคิดเห็นใดๆ ทั้งสิ้น แต่ผ้าที่ใช้คนทอ ใช้มือทอนี่สิ กว่าจะได้ขึ้นมาสักเซ็น สักนิ้วหนึ่ง นั่งทอกันทั้งวัน เพราะคนมีเหนื่อย มีหิว ต้องมีเวลาพัก แต่สิ่งที่ทดแทนกันก็คือ คนใส่หัวใจ เทความรัก เติมความรู้สึกลงไปในงานที่ทำได้ ยิ่งผ้าไหมยกทองที่บ้านจันทร์โสมาด้วยแล้ว ความพิถีพิถัน ความยาก ความละเอียดในการทอออกมาตามลวดลายนั้น พยัญชนะไทยที่มีอยู่ 44 ตัวไม่พออธิบาย ต้องให้มาเห็นมาดูกันด้วยตาตัวเอง
แอบถามคุณป้าที่ทอว่า ไม่เบื่อหรือนั่งทำทั้งวัน คุณป้าหัวเราะ เพราะดิฉันคงไม่ใช่คนแรกที่มาถามแบบนี้ ป้าบอกว่าไม่เบื่อหรอก ทำไปเรื่อยๆ เดี๋ยวก็เสร็จ วันนี้ถ้ายังไม่เสร็จ เดี๋ยววันหลังก็เสร็จ
ฟังแล้วเราอึ้ง รู้สึกว่างานเขียนหนังสือของเรามันง่ายกว่างานของคุณป้าเยอะเลย คราวนี้ถ้าขี้เกียจทำงานจะนึกถึงคุณป้าที่ทอผ้า
ดูกระบวนการเสร็จ พวกเรามาชมผ้าผืนที่เสร็จแล้ว ที่โชว์ไว้ให้ดู หรือไว้ให้คนซื้อหากสนใจ สวยมากเสียจนไม่เชื่อว่านี่คือฝีมือคน ฝีมือมนุษย์สร้าง
ส่วนราคาแน่นอนไม่ต้องพูดถึง ถ้านับเป็นจำนวนเงินก็ถือว่าสูงมาก แต่มองในเชิงคุณค่าแล้ว หากใครมีเงินก็ควรซื้อไปเลยโดยไม่ต้องต่อรอง
เพราะเบื้องหลังผ้าที่เห็นตรงหน้านั้น กว่าจะได้มาสักผืนนั้นยากเย็นเหลือเกินจะพรรณนา
ดูเสร็จออกจากบ้านจันทร์โสมา ถนนด้านหน้าเป็นร้านขายผ้าไหมเต็มไปหมด ยิ่งทำให้รู้สึกว่าหมู่บ้านนี้น่ารัก เป็นเหมือนช็อปปิ้งสตรีทของผ้าไหมอย่างแท้จริง บรรดาสื่อมวลชนที่มาด้วยกันวงแตกเลยคราวนี้ แยกตัวกระจัดกระจายไปอยู่ตามร้านรวงต่างๆ สองข้างทาง
ปกติเราเคยเห็นย่านช็อปปิ้งตามถิ่นการค้าใหญ่ๆ อย่างพาหุรัด ประตูน้ำ หรือตลาดที่เวียดนาม ญี่ปุ่น ส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าอุตสาหกรรมเป็นหลัก แต่พอมาเจอตลาดผ้าไหมในหมู่บ้านแบบนี้ มันให้ความรู้สึกอิ่มเอม สะใจบอกไม่ถูก ซื้อไม่ไหวก็ได้ชม ได้ช็อปให้อารมณ์และบรรยากาศแบบบ้านๆ แบบไทยๆ อารมณ์ซาบซึ้งกับผ้าไหมที่เห็นเมื่อสักครู่ยังกรุ่นอยู่ในใจ ดิฉันคิดในใจว่าคราวนี้ต้องซื้อแน่ เพราะรู้สึกว่าผ้าเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีค่ามาก เราเสียเงินซื้ออย่างอื่นได้มากมาย ทำไมไม่อุดหนุนคนไทยด้วยกันตามกำลังทรัพย์ที่มีอยู่บ้างเล่า
คนอื่นๆ ก็คงคิดกันแบบนี้นี่เอง สื่อมวลชนทั้งหลายจึงสลายตัวไปทำภารกิจส่วนตัวกันอย่างขมีขมันเป็นนานสองนาน จนถึงเวลาต้องลากลับเพื่อไปที่อื่นต่อ คราวนี้เป็นช่วงเวลาของความสุขที่ได้อวดของที่ซื้อมา
ดิฉันเองได้เสื้อผ้าไหมมาหนึ่งตัว เป็นเสื้อที่คิดว่าเราคงจะไม่มีทางใส่ ด้วยโยงใยผูกพันไว้ว่า คนใส่ผ้าไหมนี่ต้องอายุมากได้ที่แล้วนั่นเอง แต่คราวนี้ต้องบอกว่า เสื้อตัวที่ซื้อมานี่สวยจริง และราคาไม่แพงมาก เหมาะแก่กำลังทรัพย์เป็นที่ยิ่ง
ดิฉันหอบเสื้อจากหมู่บ้านท่าสว่าง วางเรียงไว้ในกระเป๋าเดินทางอย่างดี รอนแรมไปทำงานในอีกหลายพื้นที่ ทุกคืนค่ำจะเอาออกมาชื่นชมอยู่ไม่ขาดเป็นอารมณ์แห่งความภูมิใจที่บอกไม่ถูก เหมือนภูมิใจที่ได้ของที่ทำจากงานมือ ของไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน….ประมาณนั้น
กลับถึงกรุงเทพฯ อาบน้ำอาบท่าเสร็จ สิ่งแรกที่ทำคือลองเสื้อไหมตัวสวยจากบ้านท่าสว่างทันที ดูอีกครั้งก็ยังสวยเหมือนที่ดูครั้งแรก ผ้าก็เนื้อดี เนียนมือ สีก็สวยถูกใจ แบบก็เข้าท่า รวมความว่าดีหมด สมกับที่ตัดใจควักกระเป๋าซื้อ
ใช้เวลาลองไม่นานเท่าเวลาที่ควักกระเป๋าตัดใจซื้อ
ดิฉันค่อยๆ บรรจงเอาเสื้อสวยออกแขวนไว้ ทุกอย่างของเสื้อเหมาะเจาะ แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า ใส่ส่วนหัวได้ แต่เอวเสื้อมันเล็กกว่าเอวคนใส่ไปนิด เสื้อเลยติดใส่ไม่เข้าซะงั้น ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่เสื้อ แต่มันอยู่ที่ตัวคนซื้อ แรกๆ ก็นึกโมโห เจ็บใจไม่ดูให้ดี คิดไปคิดมาก็นึกถึงคุณป้าที่เป็นตัวแทนของช่างทอผ้า กว่าเขาจะทอผ้าขึ้นมาได้ต้องใช้เวลาเนิ่นนาน
ดิฉันเลยคิดเสียใหม่ว่า ใส่ไม่ได้ไม่เป็นไร เอาไว้ดู เสื้อตัวนี้เป็นผลงานแห่งความเพียรของมนุษย์อย่างแท้จริง จากเส้นไหมบางๆ ใช้เวลาเดินทางผ่านหลากกระบวนการกลายมาเป็นตัวเสื้อได้
คิดได้แบบนี้ เสื้อผ้าไหมจากบ้านท่าสว่าง ก็ทำให้ใจดิฉันสว่างพลันจนถึงทุกวันนี้
เสื้อตัวนี้สมราคาและมีคุณค่าอย่างแท้จริง เอาไว้ดูเวลาเราขี้เกียจเขียนหนังสือ จะได้รู้ว่าคนอื่นเขาทำงานยากกว่าเรา เยอะ……

ผู้หญิงท่องโลก

Published มีนาคม 25, 2014 by SoClaimon

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย-ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

http://www.thaipost.net/tabloid/230314/87896

ท่องเที่ยว
Sunday, 23 March, 2014 – 00:00

“ไชยวัฒนาโมเดล”
ต้องบอกว่าไปน่านเที่ยวนี้คุ้มค่า เพราะทุกครั้งจะไปเก็บเกี่ยวเรื่องของการท่องเที่ยว แต่คราวนี้ไปดูเรื่องราวของการศึกษา ครั้งที่แล้วเราขึ้นดอยที่อำเภอปัวไปดูเด็กๆ ชงกาแฟมณีพฤกษ์ให้ชิมกันมาแล้ว คราวนี้พอลงจากดอยมาก็ได้ไปนั่งฟังเรื่องการจัดการศึกษาที่เรียกว่า “ไชยวัฒนาโมเดล”
ไชยวัฒนาเป็นชื่อตำบล ที่สังกัดอยู่ในอำเภอปัวเช่นกัน ส่วนคำว่าไชยวัฒนาโมเดลนั้น คือการรวมกลุ่มกันของโรงเรียนขนาดเล็กจำนวน 5 แห่ง ซึ่งโรงเรียนแต่ละแห่งมีนักเรียนจำนวนน้อยกว่า 60 คน รวมทั้งประสบปัญหาครูไม่พอเพียง สอนได้ไม่ครบชั้น จึงได้มาร่วมกันคิดและหาทางแก้ปัญหาจนเกิดเป็นไชยวัฒนาโมเดลขึ้นมา
วิธีการแก้ปัญหาดังกล่าวก็ทำโดยการที่นำนักเรียนของทั้ง 5 โรงเรียน ประกอบด้วยโรงเรียนบ้านเสี้ยว โรงเรียนบ้านหนาด โรงเรียนศรีสะวงศ์ โรงเรียนบ้านแดนพนา จำนวน 165 คน มาจัดแบ่งเป็นแต่ละกลุ่มช่วงชั้นเพื่อเรียนร่วมกัน และมีการจัดรถรับ-ส่งเด็กนักเรียนไปเรียนยังโรงเรียนต่างๆ ตัวอย่างเช่น นักเรียนชั้น ป.1 และ ป.3 ก็จะไปเรียนที่โรงเรียนบ้านเสี้ยว นักเรียนชั้น ป.2 และ ป.4 ก็จะไปเรียนที่โรงเรียนบ้านหนาด ส่วน ป.5 ไปเรียนที่โรงเรียนบ้านแดนพนา และ ป.6 ไปเรียนที่โรงเรียนศรีสระวงค์ ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาส ดังนั้นเด็กจะได้เรียนจนจบ ม.3 โดยทุกๆ เช้าเด็กๆ จะไปรออยู่ที่โรงเรียนต้นสังกัดของตนเอง และทาง อบต.ก็จะจัดรถรับ-ส่งไปยังศูนย์การเรียนยังโรงเรียนต่างๆ ทั้งไปและกลับ
โรงเรียนแต่ละแห่งมีความถนัดและมีศักยภาพ เช่น ด้านวิชาการ วัฒนธรรม การกีฬา ด้วยเหตุนี้วันที่ไปเราจึงได้เห็นน้องๆ ทั้งชาย-หญิงนั่งร้อยพวงมาลัย แกะสลักแตงโม เล่นดนตรีไทย ตีกลองสะบัดไชยโชว์พวกเรา ซึ่งแต่ละโรงเรียนจะมีการตั้งศูนย์คณิตศาสตร์ ภาษาอังกฤษ หรือคณิตศาสตร์ ตามความถนัดของโรงเรียน ทำให้เด็กได้ความรู้เสริมจากจุดเด่นของแต่ละโรงเรียน ส่วน อบต.ร่วมจัดทำศูนย์ไอซีที เพื่อสอนในกลุ่ม ป.5-6 ทำให้เกิดการยอมรับและเป็นที่พอใจของคนในชุมชน
ผ.อ.ลำใย หานิพัฒน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนศรีสระวงศ์ และคณะกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ตำบลไชยวัฒนา บอกกว่า วิธีการแก้ปัญหาของไชยวัฒนาโมเดลนี้ทำให้แต่ละชั้นมีครูผู้สอนเพิ่มขึ้นถึง 2 คนต่อชั้นเรียน ทำให้สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง จึงมั่นใจได้ว่าคุณภาพและผลการเรียนของเด็กๆ จะดีขึ้นอย่างแน่นอน
นอกจากนั้นเด็กๆ ยังได้รับความสุขและสนุกจากการเรียน ได้พบเพื่อนใหม่ๆ มีความรัก ความสามัคคี และยังทำให้ในตำบลของเรามีความรู้สึกว่าเป็น 1 โรงเรียนเดียวกัน
ไชยวัฒนาโมเดล คือตัวอย่างการร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละท้องถิ่นโดยอาศัยความร่วมมือกันของคนในพื้นที่
ไม่เพียงแต่เรื่องของกรณีของโรงเรียนขนาดเล็กเท่านั้น จังหวัดน่านยังมีโจทย์ที่ท้าทายกว่านั้น การก้าวเข้าสู่จังหวัดแห่งการท่องเที่ยว คือการที่จังหวัดน่านจะยังคงรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่หลากหลาย และความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่ต่อไปหรือไม่ เพื่อไม่ซ้ำรอยกับการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเมืองท่องเที่ยวแหล่งอื่นๆ ที่วัฒนธรรมประเพณีดั้งเดิมเริ่มจางหายไป
สิ่งสำคัญที่จะทำให้ “ความเป็นเมืองน่าน” คงอยู่ท่ามกลางการเปิดรับต่อกระแสการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและธรรมชาติให้คงอยู่คือการปลูกฝังเด็กและเยาวชน เนื่องด้วยจังหวัดน่านมีจุดแข็งที่สาคัญ โดยเฉพาะความเป็นเอกลักษณ์ล้านนาด้านประเพณี วัฒนธรรม ศิลปกรรมและโบราณสถานที่งดงาม และเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม โดยพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นป่าและภูเขา จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พบว่า รายได้ส่วนใหญ่ของคนในจังหวัดจึงมาจากรายได้นอกภาคการเกษตร ถึง 73% ขณะที่ภาคการเกษตรมีสัดส่วนอยู่ที่ 29% ประชากรในจังหวัดน่านมีรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 42,803 บาท / คน / ปี (ลำดับที่ 59 ของประเทศ)
“เด็กน่านรักดี รักษ์ถิ่นเกิด เรียนรู้สู่สากล” จึงถือเป็นเป้าหมายการทำงานร่วมกันของ คณะกรรมการปฏิรูปจังหวัดน่าน ที่มาจากความร่วมมือของหลากหลายภาคส่วนในจังหวัด ทั้งส่วนราชการ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการและบุคลากรทางการศึกษา และภาคประชาสังคม
ทั้งหมดนี้สอดคล้องกับคำกล่าวของ นรินทร์ เหล่าอารยะ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดน่าน ที่ว่า โครงการนี้เป็นโครงการนำร่องที่ส่วนกลางเป็นคนจุดประกายให้ท้องถิ่นลุกขึ้นมาทำ ทำให้ท้องถิ่นเกิดความมั่นใจมากขึ้นว่ามาถูกทางแล้ว แต่เดิมเราคิดว่าเรื่องพัฒนาคนเป็นเรื่องของส่วนกลาง แต่ตอนนี้ท้องถิ่นเขาเริ่มมาทำงานเรื่องคนกันมากขึ้น
“สิ่งที่เห็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับเด็กและเยาวชนในจังหวัดคือ จากเดิมเด็กมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ใหญ่น้อย แต่ตอนนี้กล้าแสดงออกมากขึ้น และอยากจะเสนออะไรต่างๆ มากขึ้น เพราะได้รับการกระตุ้นจากโครงการนี้ ผู้ปกครองก็เล็งเห็นว่า ท้องถิ่นเข้ามาพัฒนาลูกหลานได้ดีขึ้น
ผมมองว่าสิ่งที่ทำให้ประสบผลสำเร็จคือเราให้ชาวบ้านเป็นคนตัดสิน เพราะคนในพื้นที่เป็นคนที่รู้ปัญหาดีที่สุด และความยั่งยืนเกิดจากคนที่ทำงานร่วมกัน แม้ในช่วงแรกคิดว่าเหมือนเราไม่มีอำนาจตามกฎหมาย แต่ที่จริงแล้วอำนาจเกิดจากความยอมรับในการทำงานร่วมกันถือเป็นหุ้นส่วนร่วมกัน”
มาเมืองน่านคราวนี้จึงได้เห็นและได้พกพาเรื่องราวดีๆ ที่น่าชื่นใจกลับมาเล่าสู่กันฟัง.

%d bloggers like this: