ผู้บริโภค

All posts tagged ผู้บริโภค

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์แป้งชุบทอดของผู้บริโภค

Published กุมภาพันธ์ 25, 2012 by SoClaimon

http://kucon.lib.ku.ac.th/cgi-bin/KUCON.exe?rec_id=009558&database=KUCON&search_type=link&table=mona&back_path=/KUCON/mona&lang=thai&format_name=TFMON

ผู้แต่ง: ธงชัย สุวรรณสิชณน์; ปิยวรรณ ฉ่ำมิ่งขวัญ; วิชัย หฤทัยธนาสันติ์; สุมนรัตน์ ชื่นพุฒิ
ชื่อเรื่อง: ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์แป้งชุบทอดของผู้บริโภค
Article title: Factors affecting consumer buying decision of mixed flour for deep-fry product
ชื่อเอกสาร : เรื่องเต็มการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 44 : สาขาอุตสาหกรรมเกษตร สาขาเศรษฐศาสตร์ สาขาบริหารธุรกิจ
Source title : Proceedings of 44th Kasetsart University Annual Conference : Agro-Industry, Economics and Business Administration
หน่วยงานจัดพิมพ์: มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์; สำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา; กระทรวงศึกษาธิการ; กระทรวงเกษตรและสหกรณ์; กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี; กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม; กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร; สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ; สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย
ชื่อการประชุม: การประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 44
สถานที่ประชุม: กรุงเทพฯ
วันที่ประชุม: 30 ม.ค.-2 ก.พ. 2549
สถานที่พิมพ์: กรุงเทพฯ
ปีพิมพ์: 2549
หน้า: หน้า 98-105
จำนวนหน้า: 766 หน้า
ภาษา: ไทย
สาระสังเขป: สาระสังเขป (ไทย, อังกฤษ)
แหล่งติดตามเอกสาร: สำนักหอสมุด ม.เกษตรศาสตร์
หมวดหลัก: E73-Consumer economics
อรรถาภิธาน-อังกฤษ: FOODS, CONSUMER BEHAVIOUR, DECISION MAKING, CONSUMER SURVEYS
อรรถาภิธาน-ไทย: อาหาร; พฤติกรรมผู้บริโภค; การตัดสินใจ; การสำรวจผู้บริโภค
ดรรชนี-ไทย: ผลิตภัณฑ์แป้งชุบทอด, ผู้บริโภค, การตัดสินใจซื้อ, ทัศนคติ, การสำรวจ
บทคัดย่อ: การสำรวจผู้บริโภคจำนวน 200 คน ในเขตกรุงเทพ ฯ โดยกลุ่มตัวอย่าง ทำการให้ระดับความสำคัญของตัวแปรทั้งสิ้น 17 ตัวแปรที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์แป้งชุบทอด พบว่า ตัวแปรที่มีคะแนนความสำคัญอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อ ได้แก่ 1) ความกรอบของแป้งทอด 2) คงความกรอบได้นาน 3) การเกาะติดชิ้นอาหารหลังทอด 4) รสชาติ 5) ความง่ายในการชุบติดของแป้งเหลว และ 6) การผสมน้ำทอดได้ทันทีไม่ต้องปรุงเพิ่ม ในขณะที่เทคนิคการวิเคราะห์ปัจจัย(Factor AnalysisFA) สามารถจัดกลุ่ม 17 ตัวแปรเหล่านี้ได้เป็น 5 ปัจจัย ซึ่งสามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรทั้งหมดได้ ร้อยละ 70.87 โดยปัจจัยทั้ง 5 นี้ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านเนื้อสัมผัส ประกอบด้วยตัวแปร การเกาะติดชิ้นอาหารหลังทอด ความกรอบของแป้งทอด การคงความกรอบได้นาน ความง่ายในการชุบติด และการพองตัวของแป้งทอด 2) ปัจจัยด้านส่วนผสมของวัตถุดิบ ประกอบด้วยตัวแปร รสชาติ การผสมน้ำทอดได้ทันทีไม่ต้องปรุงเพิ่ม ปริมาณเครื่องเทศ และชนิดของแป้งที่นำมาทำแป้งชุบทอด 3) ปัจจัยด้านบรรจุภัณฑ์ และลักษณะผิวหน้าอาหาร ประกอบด้วยตัวแปร รูปแบบของภาชนะบรรจุ ขนาด และลักษณะผิวหน้าอาหาร 4) ปัจจัยด้านสุขภาพ ประกอบด้วยตัวแปร การอมน้ำมัน และปริมาณผงชูรส และ 5) ปัจจัยด้านยี่ห้อและลักษณะปรากฏ ประกอบด้วยตัวแปร ยี่ห้อ ความขาวของผงแป้ง และสีของแป้งหลังทอด
หมายเลข: 009558 KC4406012
เอกสารฉบับเต็ม: [Download Fulltext]
ค้นข้อมูลใกล้เคียง: มีคำสำคัญเหมือนกัน   ผู้แต่งคนเดียวกัน

ส.ผู้เลี้ยงสุกรฯยันราคาหมูไม่พุ่งถึงโลละ200แน่

Published สิงหาคม 14, 2011 by SoClaimon

14 สิงหาคม 2554, 09:59 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/193880.

Pic_193880

สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติยืนยัน ราคาเนื้อสุกรไม่ปรับถึง 200 บาทต่อกิโลกรัมแน่นอน เชื่อหลังสารทจีนราคาอาจปรับลงเล็กน้อย …

วันที่ 14 ส.ค. นายกิตติวงศ์ สมบูรณ์ธรรม เลขาธิการสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ  ระบุช่วงเทศกาลสารทจีน ประชาชนมีความต้องการบริโภคเนื้อสุกรเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ 5-10% แต่กลุ่มผู้เลี้ยงสุกร ยังคงจำหน่ายหมูหน้าฟาร์มไม่เกิน 81 บาทต่อกิโลกรัม  ตามเพดานที่กระทรวงพาณิชย์ได้กำหนด พร้อมระบุว่า ราคาเนื้อหมูที่กิโลกรัมละ 200 บาท อย่างที่มีการคาดการณ์นั้น ไม่่น่าจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้ นอกจากนี้ยังระบุด้วยว่า หลังเทศกาลสารทจีนแล่้ว ความต้องการบริโภคเนื้อสุกรจะลดลง ซึ่งจะมีผลให้ราคาปรับลดลงตามไปได้เล็กน้อย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวไทยรัฐออนไลน์
  • 14 สิงหาคม 2554, 09:59 น.

หวั่นคาร์ฟูร์-บิ๊กซีควบกิจการ ทำผู้บริโภคถูกเอาเปรียบ

Published สิงหาคม 9, 2011 by SoClaimon

16 พฤศจิกายน 2553, 20:08 น.

http://www.thairath.co.th/content/eco/127480.

Pic_127480

นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย หวั่น บิ๊กซีซื้อคาร์ฟูร์ทำให้เกิดผูกขาดทางการค้า ผู้บริโภคไม่มีอำนาจต่อรองวอน รัฐหามาตรการดูแลไม่ให้ฉวยโอกาสและเอาเปรียบ…

เมื่อวันที่ 16 พ.ย. นายสมชาย พรรัตนเจริญ นายกสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย เปิดเผยถึงการที่กลุ่มบิ๊กซีเข้าไปซื้อกิจการห้างคาร์ฟูร์ ประเทศไทย ว่า ถือเป็นการสร้างความเข้มแข็งให้กับกลุ่มภาคธุรกิจค้าปลีกของบิ๊กซี ที่สำคัญจะทำให้ประเทศไทยมีห้างค้าปลีกขนาดใหญ่เพียง 2 ราย ได้แก่ โลตัส และ บิ๊กซี อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการแข่งขันอำนาจการต่อรองของผู้ผลิตสินค้า (ซัพพลายเออร์) ของไทย จะน้อยลง อีกทั้งผู้บริโภคจะไม่มีอำนาจในการต่อรองสินค้า ซึ่งในระบบการแข่งขันหากมีห้างค้าปลีกมาก อำนาจการต่อรองของผู้ผลิตสินค้าและผู้ซื้อสินค้าก็จะมีมาก จึงต้องจับตาหลังจากนี้ไปห้างค้าปลีกขนาดใหญ่ทั้ง 2 ราย จะไม่เน้นด้านการแข่งขันราคาเหมือนที่ผ่านมา รวมถึงด้านการบริการและความสะดวกก็จะได้รับบริการน้อยลง

นายสมชาย กล่าวต่อว่า รัฐบาลจะต้องหามาตรการดูแลไม่ให้มีการฉวยโอกาส การเอารัดเอาเปรียบ เนื่องจากที่ผ่านมาประเทศไทยมีความล้าหลัง ไม่มีกฎหมายค้าส่ง ค้าปลีก เข้ามาควบคุมภาคธุรกิจ ซึ่งแตกต่างจากประเทศอื่นที่มีกฎหมายเข้ามาควบคุมดูแลภาคธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีกให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมต่อภาคธุรกิจและผู้บริโภค ซึ่งเห็นว่าแม้รัฐบาลจะพิจารณาร่างกฎหมาย แต่ยังไม่มีการพิจารณากฎหมายออกมาควบคุม ดังนั้น หากไทยยังไม่มีกฎหมายใด ๆ เข้ามาควบคุมผู้ผลิตสินค้าไทย และผู้บริโภคจะต้องถูกเอารัดเอาเปรียบจากห้างใหญ่ทั้งทางตรง และทางอ้อม

“รัฐบาลจะต้องเตรียมตัวและตื่นตัว อย่ามองธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว ควรมองภาคธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งรายย่อยของไทยที่มีอยู่จำนวนมาก และเห็นด้วยหากรัฐบาลจะเร่งส่งเสริมให้ภาคธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของไทยเร่ง ปรับตัว เพื่อสร้างอำนาจการต่อรอง เพราะธุรกิจค้าส่งค้าปลีกของไทยปิดกิจการไปมาก ดังนั้นหากยังไม่มีกฎหมายเข้ามาควบคุม ก็จะต้องสร้างกฎกติกา และสร้างอำนาจการต่อรองให้กับภาคธุรกิจของไทย”  นายสมชาย กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 16 พฤศจิกายน 2553, 20:08 น.

ธปท.เตรียมกดดันธนาคารพาณิชย์ให้คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคมากขึ้น

Published กรกฎาคม 19, 2011 by SoClaimon

19 กรกฎาคม 2554, 20:14 น.

ธปท.เตรียมกดดันธนาคารพาณิชย์ให้คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคมากขึ้น.

Pic_187570

ธปท.เตรียมกดดันธนาคารพาณิชย์ให้คุ้มครองสิทธิผู้บริโภคมากขึ้น เล็งเอาอย่างมาเลเซีย สร้างกลไกลในการแก้ไขปัญหาให้ลูกค้าได้รับการเยียวยาเร็วขึ้นกว่าใช้ กระบวนการศาลตัดสิน …

เมื่อวันที่ 19 ก.ค. นายเกริก วณิกกุล รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า หลังจาก ธปท.กำกับดูแลให้ระบบธนาคารพาณิชย์ในไทยมีเสถียรภาพมากขึ้นจากเดิม ที่ในช่วงวิกฤตปี 2540 ที่ระบบธนาคารมักจะมีปัญหาเรื่องหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้(เอ็นพีแอล) ทำให้ขาดเสถียรภาพเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงต่ำ แต่ที่ผ่านมาก็สามารถปรับปรุงให้มีความแข็งแกร่งและเงินกองทุนที่เพียงพอสร้างความเชื่อถือให้ประชาชนได้แล้ว ทำให้จากนี้ไป ธปท.จะทำให้ธนาคารมีการให้การคุ้มครองผู้บริโภคมากขึ้น

“ที่ผ่านมาระบบแบงก์ของเราแข็งแกร่งขึ้นมาก ในช่วงปี 2550 – 2551 มีกำไรถึง 20,000 กว่าล้านบาท ฉะนั้น ต่อไปนี้จะหันมาดูการคุ้มครองผู้บริดภคมากขึ้น แต่คงไม่ใช่การไปบังคับอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ และดอกเบี้ยเงินฝากที่ธนาคารพาณิชย์คิดกับประชาชนว่าจะต้องอยู่ในอัตราเท่าใด เพราะถ้าดูกันจริงๆ ส่วนต่างดอกเบี้ยเงินกู้กับเงินฝากหรือสเปรดของไทยนั้น ก็ไม่ได้ต่างจากประเทศอื่นๆในภูมิภาคมากนัก เช่น กรณีประเทศมาเลเซียที่ทำเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคได้ดี เขาก็มีสเปรดอยู่ที่ 2.2% ต่างจากไทยซึ่งอยู่ที่ 2.4% เล็กน้อยเท่านั้น ดังนั้น การดูแลในระบบกลไกลการแข่งขันเสรีจะไม่บังคับ ยกเว้นเรื่องที่ไม่ดีจริงๆมีผลกระทบต่อผู้บริโภคมากค่อยพิจารณาเรื่องการคุม ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” นายเกริก กล่าว

นายเกริก กล่าวว่า การดูแลคุ้มครองสิทธิ์ผู้บริโภค ธปท.จะเน้นทำตามแบบอย่างของมาเลเซียที่ค่อนข้างทำได้ดี โดยมาเลเซียมีการจัดองค์กร กระบวนการทำงาน และบุคคลลากรที่ดี และค่อนข้างพร้อมในการดูแลคุ้มครองผู้บริโภคมากกว่าไทย ซึ่งธปท. จะดูแนวทางการทำงานของธนาคารกลางมาเลเซียเป็นตัวอย่างในการดำเนินการ

ทั้งนี้ หลักการทำงานในการดูแลสิทธิผู้บริโภคในระบบการให้บริการและการทำธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ที่ ธปท.จะทำเบื้องต้น จะยึดหลักการ 3 ข้อ คือ 1.ธนาคารต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง 2.ให้ผู้บริโภคมีการเปรียบเทียบตัดสินใจได้ 3.มีช่องทางในการร้องทุกข์กล่าวโทษเมื่อได้รับบริการที่ไม่เป็นธรรม และ 4.ได้รับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนซึ่งเท่าที่มองในขณะนี้ อาจจะไม่ควรผ่านทางระบบศาลยุติธรรมที่อาจจะมีกระบวนการที่ล่าช้า แต่ ธปท.จะทำให้มีช่องทางที่แก้ไขเบื้องต้นได้เร็วกว่านั้น ซึ่งส่วนนี้จะเป็นส่วนที่เร่งดำเนินการให้เกิดขึ้นต่อไป

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 19 กรกฎาคม 2554, 20:14 น.

‘พาณิชย์’ผุดเว็บไซต์ไก่-ไข่-หมู ทางเลือกผู้บริโภค

Published กรกฎาคม 11, 2011 by SoClaimon

10 กรกฎาคม 2554, 12:49 น.

‘พาณิชย์’ผุดเว็บไซต์ไก่-ไข่-หมู ทางเลือกผู้บริโภค.

Pic_185276

“พาณิชย์” ผุดเว็บไซต์ ไก่-ไข่-หมู เป็นทางเลือกให้ผู้บริโภคตัดสินใจเลือกซื้อสินค้า และให้ผู้ผลิตใช้วางแผนผลิตสินค้า คาดเริ่มเผยแพร่ข้อมูลได้ ก.ย.นี้ …

วันที่ 10 ก.ค. นางเบญจวรรณ รัตนประยูร ที่ปรึกษาการพาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การพาณิชย์ เปิดเผยว่า นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ได้มอบหมายให้สำนักงานฯ จัดทำเว็บไซต์ ไก่ ไข่ หมู ตลอดจนห่วงโซ่การตลาด เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้ข่าวสารความเป็นไปของสินค้า และสามารถเลือกซื้อสินค้าได้อย่างมีเหตุผล จากการเปรียบเทียบราคาสินค้า สถานที่จับจ่ายซื้อสินค้า จากเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้น โดยคาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จและสามารถใช้ข้อมูลได้ประมาณเดือน ก.ย.54

ทั้งนี้ แนวทางการดำเนินการ สำนักงานฯ ได้จัดฝึกอบรมให้กับเจ้าหน้าที่ทั้งประเทศรวม 355 คน โดยกำหนดแหล่งจัดเก็บในทุกจังหวัดทั้ง 76 จังหวัดๆ ละ 2-3 อำเภอๆ ละ 2-4 ร้านค้าหรือบริษัท และข้อมูลที่จัดเก็บ ได้แก่ ข้อมูลราคาขายปลีก ราคาผู้ผลิต สินค้าไข่ไก่ ไก่เนื้อ ไก่มีชีวิต เนื้อไก่ เนื้อหมู รวมถึงข้อมูลราคาวัตถุดิบ อาหารสัตว์สำเร็จรูปของไก่และหมู

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้จัดทำข้อมูลปริมาณการผลิต และการเคลื่อนย้ายสัตว์อีกด้วย โดยข้อมูลปริมาณการผลิต ได้แก่ ปริมาณการผลิตของไข่ไก่ ไก่เนื้อ ไก่ไข่ สุกร และพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์สุกร ข้อมูลการเคลื่อนย้ายสัตว์ ได้แก่ ไก่ และสุกร โดยข้อมูลปริมาณการผลิตและการเคลื่อนย้ายสัตว์นี้ จะรวบรวมจากเว็บไซต์ที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน

“การจัดทำเว็บไซต์ ไก่ ไข่ หมู ต้องการให้เกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภค และผู้ประกอบการ ได้มีข้อมูลประกอบการตัดสินใจบริโภคและผลิตสินค้า มีความรู้ความเข้าใจกลไกการตลาดเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลให้มีความถูกต้อง และนำมาซึ่งประโยชน์ในการนำข้อมูลไปใช้ต่อยอด ในการประกอบธุรกิจต่อไปได้อีกทางหนึ่ง” นางเบญจวรรณ กล่าว.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 10 กรกฎาคม 2554, 12:49 น.

พาณิชย์ติวเข้ม จับพฤติกรรมฮั้ว ทำหมู-ไข่แพง

Published มิถุนายน 26, 2011 by SoClaimon

24 มิถุนายน 2554, 20:30 น.
พาณิชย์ติวเข้ม จับพฤติกรรมฮั้ว ทำหมู-ไข่แพง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_181501

กรมการค้าภายใน ติวเข้ม 3 หน่วยงาน ได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมปศุสัตว์ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค  สอบเชิงลึก จับตัวใหญ่มีพฤติกรรมฮั้ว ทำหมู-ไข่ไก่แพง…

24 มิ.ย. นางวัชรี วิมุกตายน อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้เปิดอบรมการบังคับใช้กฎหมายให้มีการแข่งขันที่เป็นธรรม สำหรับธุรกิจไข่ไก่ ไก่เนื้อ และสุกร โดยใช้พ.ร.บ.การแข่งขันทางการค้า พ.ศ.2542 เพื่อให้ธุรกิจแข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่มีการผูกขาด ฮั้วราคา และเอาเปรียบผู้บริโภค พร้อมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างการผลิตการตลาด และวิธีการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกให้แก่บุคลากร 3 หน่วยงานได้แก่ กรมการค้าภายใน กรมปศุสัตว์ และกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งหลังจากการอบรมแล้ว จะร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการตรวจสอบพฤติกรรมทางการค้าของผู้ประกอบการ เพื่อให้ทราบว่ารายใดอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนกฎหมาย รวมถึงให้ได้พยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดต่อไป

“หากพบว่ารายใดมีพฤติกรรมทางการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น ร่วมกันกำหนดราคาซึ่งเป็นการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคต้องระวางโทษจำคุกไม่ เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือหากมีการจำหน่ายไข่ไก่ ไก่เนื้อ และสุกรราคาสูงเกินสมควรต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งประชาชน ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในการซื้อสินค้าและบริการ แจ้งที่สายด่วน กรมการค้าภายใน 1569 หรือสำนักงานการค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ” นางวัชรี กล่าว

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 24 มิถุนายน 2554, 20:30 น.

“พรทิวา” ยอมแพ้ปัญหาน้ำมันพืช

Published กุมภาพันธ์ 11, 2011 by SoClaimon

11 กุมภาพันธ์ 2554, 05:15 น.

ผ่านทาง\”พรทิวา\” ยอมแพ้ปัญหาน้ำมันพืช – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_148125

 

ผู้บริโภคมึนจ่ายเกินขวดละ 50 บาท “พรทิวา” ยอมแพ้ปัญหาน้ำมันพืช แบไต๋ขึ้นราคาปาล์ม-ถั่วเหลือง แต่จะขึ้นอีกเท่าไร เตรียมหารือคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาน้ำมันพืชบริโภคเร็วๆนี้ …

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการหาแนวทางบริหารจัดการให้น้ำมันปาล์ม ที่จะนำเข้ารอบสอง 120,000 ตัน ให้สามารถขายปลีกได้ที่ขวดละ 47 บาทตามราคาควบคุม แม้ต้นทุนการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศ อยู่ที่ กก.ละ 44-45 บาท เมื่อรวมกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่ากลั่น ค่าบรรจุขวด อีกกว่า 10 บาท จะไม่สามารถขายที่ 47 บาท ได้เลย ซึ่งอาจต้องหามาตรการอุดหนุนผู้ประกอบการ แต่หากใช้ไม่ได้ผลคงต้องปรับขึ้นราคาขายปลีกอีกครั้ง จากที่ก่อนหน้านี้ได้ปรับขึ้นราคาจากขวดละ 38 บาทเป็น 47 บาท แต่จะขึ้นอีกเท่าไรคณะอนุกรรมการพิจารณาราคาน้ำมันพืชบริโภค จะประชุมในเร็วๆนี้  โดยมีเงื่อนไขว่า โรงกลั่นน้ำมันปาล์มที่ได้โควตานำเข้า จะต้องรับซื้อผลปาล์มสดจากเกษตรกรในประเทศในราคาไม่ต่ำกว่า กก.ละ 6 บาท

พร้อมกันนั้น คณะอนุกรรมการฯจะพิจารณาปัญหาน้ำมันถั่วเหลืองที่มีการขายราคาสูงถึงขวด (ลิตร) ละ 60-65 บาท จากราคาควบคุมที่ 46 บาท ให้ปรับขึ้นราคาเช่นกัน  เพราะราคาเมล็ดถั่วเหลืองปรับตัวสูงขึ้นมาอยู่ที่  กก.ละกว่า  10  บาท  จากปีก่อนเพียง 7 บาทเท่านั้น ซึ่งโดยปกติแล้วราคาน้ำมันถั่วเหลืองจะสูงกว่าราคาน้ำมันปาล์มขวดละ 10 บาท ทั้งนี้ หากให้ปรับขึ้นราคาแล้วจะทำให้มีราคาขายปลีกน้ำมันพืชทั้ง 2 ชนิด สูงขึ้นเกินกว่าขวดละ 50 บาทแน่นอน

ทั้งนี้ กรมการค้าภายในได้ประเมินสถานการณ์ ไว้ 3 กรณี ได้แก่ กรณีที่ 1 หากราคาผลปาล์มเฉลี่ย กก.ละ 6 บาท ราคาน้ำมันพืชปาล์มจะอยู่ที่ขวดละ 48 บาท กรณีที่ 2 หากราคาผลปาล์มเฉลี่ย กก.ละ 6.50 บาท ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 51 บาท และกรณีที่ 3 หากราคาผลปาล์มเฉลี่ย กก.ละ 7 บาท ราคาน้ำมันจะอยู่ที่ 54 บาท

นางพรทิวา นาคาศัย รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า อาจให้  อคส.ผลิตน้ำมันปาล์มขวดขายตามราคาควบคุม แต่หากถึงที่สุดแล้ว ราคาวัตถุดิบยังไม่ปรับตัวลดลง ก็คงต้องให้ขึ้นราคาน้ำมันพืชบรรจุขวด กระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นคนกลางดูแลผลประโยชน์ ทั้งของเกษตรกร ประชาชน และผู้ประกอบการ ก็ต้องปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน   ซึ่งถือเป็นงานที่ยากที่สุด

ผู้สื่อข่าวรายงานถึงสถานการณ์จำหน่ายน้ำมันปาล์ม และน้ำมันพืชในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เมื่อวันที่ 10 ก.พ.ว่า ยังขาดแคลน และราคาแพงเกือบทุกพื้นที่ โดยขณะนี้ตลาดสด และร้านค้าปลีกทั่วไปขายสูงถึงขวดละ 65-80 บาท สูงกว่าราคาควบคุมที่ 47 บาท.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 11 กุมภาพันธ์ 2554, 05:15 น.

 

“มาร์ค” การันตีซื้อไข่เป็นกิโลถูกจริง

Published มกราคม 20, 2011 by SoClaimon

19 มกราคม 2554, 19:56 น.

ผ่านทาง\”มาร์ค\” การันตีซื้อไข่เป็นกิโลถูกจริง – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_142613

 

นายกฯ การันตีซื้อ “ไข่ไก่” เป็นกิโลถูกจริง นำร่องมีนบุรี-รังสิต ชี้หากไม่ถูกจริงก็คงไม่เกิดประโยชน์ เข้มงวดการขึ้นราคาไม่สมเหตุสมผล สกัดเอารัดเอาเปรียบ…

เมื่อเวลา 16.30 น. วันที่ 19 ม.ค. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่กระทรวงพาณิชย์เห็นชอบให้มีการขายไข่ไก่ด้วยวิธีการชั่งกิโลขาย แทนการแยกขายเป็นฟองว่า ที่เราได้คุยกันในกรอบของแผนการปฏิรูปเป็นเรื่องของการที่จะเพิ่มทางเลือกให้กับผู้บริโภค ซึ่งในการจะดำเนินการเรื่องนี้คงต้องมีการให้กระทรวงพาณิชย์เชิญผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพูดคุย ตนเข้าใจว่าเป็นการทำได้ในบางพื้นที่ก่อน คงไม่ได้หมายความว่าทำเป็นการทั่วไปทั้งหมด

ผู้สื่อถามว่า ประชาชนไม่เข้าใจว่าการขายไข่เป็นกิโลหรือเป็นฟองจะราคาถูกกว่ากัน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตอนที่เรามีการทดลองนำร่องที่มีนบุรีกับที่รังสิต คือ จะราคาถูกกว่า เพราะวัตถุประสงค์คือจะทำให้ถูกกว่า ถ้าไม่ถูกกว่าก็คงไม่มีประโยชน์อะไร เมื่อถามว่ามีการประกาศไข่ไก่เป็นสินค้าควบคุมจะมีส่วนช่วยด้วยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ตามแนวของเราคือจะต้องมีการเข้มงวดกวดขันกันมากขึ้น ไม่ให้มีการเอารัดเอาเปรียบ หรือขึ้นราคาโดยไม่สมเหตุสมผล เมื่อกระทรวงพาณิชย์ประกาศแล้วก็มีหน้าที่ติดตามกำกับดูแล ส่วนที่มีการปรับราคาขึ้นก็กำลังมีการตรวจสอบ

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการเมือง
  • 19 มกราคม 2554, 19:56 น.

 

ปศุสัตว์ติวเข้ม HACCP ขั้นพื้นฐาน สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค

Published มกราคม 13, 2011 by SoClaimon

13 มกราคม 2554, 05:15 น.

ผ่านทางปศุสัตว์ติวเข้ม HACCP ขั้นพื้นฐาน สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค – ข่าวไทยรัฐออนไลน์.

Pic_140865

 

นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ เปิดเผยว่า เพื่อให้ผู้ประกอบการผลิตอาหารสัตว์ภาคเอกชน และเจ้าหน้าที่หน่วยงานภาครัฐมีความรู้ ความเข้าใจ และสามารถนำระบบการวิเคราะห์อันตรายและจุดวิกฤติที่ต้องควบคุม (HACCP) ในการผลิตอาหารสัตว์ ไปใช้ให้ได้คุณภาพ มีความปลอดภัยตรงตามความต้องการของประเทศคู่ค้า และผู้ใช้สินค้าอาหารสัตว์ ที่สอดคล้องกับนโยบายของกรมปศุสัตว์ ด้านความปลอดภัย

“การนำระบบวิเคราะห์ ดังกล่าวมาเพื่อควบคุมคุณภาพอาหารสัตว์นั้นมีความสำคัญและจำเป็น เนื่องจากส่วนหนึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ลูกค้ากำหนดไว้ในการซื้อขายอาหารสัตว์ และเป็นระบบประกันคุณภาพที่นิยมใช้อย่างแพร่หลายในอุตสาหกรรมอาหาร”

ในปี 2554 สำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ได้รับอนุมัติให้จัดการฝึกอบรม HACCP ขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้ประกอบการอาหารสัตว์ขึ้น ซึ่งการฝึกอบรมประกอบด้วย บรรยายภาคทฤษฎีและปฏิบัติการ จัดทำคู่มือต่างๆเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ที่ดีในการผลิตอาหารสัตว์ อาทิ การจัดโครงสร้างอาคารการผลิต เครื่องจักร การควบคุมกระบวนการผลิต การซ่อมบำรุง การสุขาภิบาล โรงงานสุขลักษณะส่วนบุคคล ตลอดจนการทวนสอบระบบสุขลักษณะโรงงาน รวมทั้งการประยุกต์ใช้ระบบ HACCP โดยมีวิทยากรจากสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ เป็นผู้ดำเนินการฝึกอบรมให้บรรลุตามวัตถุประสงค์

นอกจากนี้ ยังได้สนับสนุนผู้ประกอบการให้การจัดทำระบบความปลอดภัยอาหาร-อาหารสัตว์ โดยการให้คำแนะนำวิชาการ และการตรวจรับรองระบบคุณภาพระบบ GMP และ HACCP ตั้งแต่ปี 2545 โดยมีโรงงานที่ได้รับการรับรองระบบ GMP จำนวน 163 โรงงาน และระบบ HACCP จำนวน 98 โรงงาน.

 

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 13 มกราคม 2554, 05:15 น.

 

17 ปี “ฉลาดซื้อ” พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค

Published กันยายน 27, 2010 by SoClaimon

23 กันยายน 2553 เวลา 18:53 น.

ผ่านทาง17 ปี “ฉลาดซื้อ” พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค.

ย้อนกลับไปเดือนมิถุนายน พ.ศ.2537 บนชายขอบแผงหนังสือแห่งหนึ่ง ปรากฏนิตยสารฉบับปฐมฤกษ์รูปร่างอ่อนด้อยศิลปะชื่อ “ฉลาดซื้อ”….

โดย…ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ย้อนกลับไปเดือนมิถุนายน พ.ศ.2537 บนชายขอบแผงหนังสือแห่งหนึ่ง ปรากฏนิตยสารฉบับปฐมฤกษ์รูปร่างอ่อนด้อยศิลปะชื่อ “ฉลาดซื้อ” คำถามเกิดขึ้นทันที “คนฉลาดควรซื้อจริงหรือ?”

เปิดหนังสือผ่านปลายนิ้วเรื่อยมาถึงแกนกลาง พบเรื่องเด่นประจำเล่มที่เสนอผลสำรวจ “ขนมเด็กกับการโฆษณา” แรกเห็นรู้สึกธรรมดา แอบปรามาสขึ้นในใจว่าไม่มีสิ่งใดแตกต่างและแปลกใหม่

ลงลึกในรายละเอียดด้วยเวลาพิเคราะห์เพียงครู่ สัมผัสถึงความละเมียดสร้างของกองบรรณาธิการ ด้วยความกล้าในการตีแผ่ความจริงโดยไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม ซึ่งช่วยตอบคำถามที่ยังคาใจในข้างต้น

“ในเวลานั้น ไม่มีกลไกอะไรที่ควบคุมการโฆษณาขนมเด็กและฉลาก การบริโภคขนมของเด็กเป็นไปอย่างไร้การควบคุม …” ผลสำรวจยังให้ตระหนักถึงอุบัติการณ์อันน่าวิตก

สิ่งเล็กๆ ในวันนั้น ถูกหลอมจากเบ้าประสบการณ์อย่างต่อเนื่องถึง 16 ปี บ่มเพาะจนนิตยสารฉลาดซื้อ กลายเป็น “เข็มทิศ” ของผู้บริโภคในปัจจุบัน

“นิตยสารฉบับนี้จะช่วยตอบคำถามที่สงสัยกันว่าของแพงๆ มันดีจริงหรือ” สารี อ๋องสมหวัง ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค และบรรณาธิการนิตยสารฉลาดซื้อ เร้าความสนใจให้เห็นถึงความสำคัญ

บทเรียนจากการทำงานตลอด 16 ปีที่ผ่านมาทำให้เธอพบว่า มีสินค้าที่ทั้งได้มาตรฐานและตกมาตรฐานจำหน่ายอยู่จำนวนมาก และของแพงก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดเสมอไป

สารี เล่าว่า ต้นทุนการซื้อผลิตภัณฑ์ตามท้องตลาดมาทดลองสูงถึง 2 แสนบาท ต่อ 1 เล่ม ทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้า โทรศัพท์มือถือ กล้องถ่ายรูปดิจิตอล ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม น้ำดื่ม เครื่องครัว โดยจะสุ่มซื้อทุกยี่ห้อที่มีอยู่มาผ่าทดลองในทุกแง่มุม แล้วสรุปผลให้เห็นถึงความคุ้มค่ากับเงินที่ต้องเสียไป

“เรามีการเปิดเผย ยี่ห้อ คุณภาพ ราคา การใช้งาน อย่างละเอียด”เธอระบุ

บรรณาธิการฉลาดซื้อ บอกอีกว่า นิตยสารฉบับนี้ได้สร้างการตื่นตัวแก่เจ้าของผลิตภัณฑ์เป็นอย่างมาก เมื่อเราจัดอันดับคุณภาพและเปิดเผยจุดด้อยของผลิตภัณฑ์ ส่งผลให้เกิดการเก็บสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานขึ้นจากตลาด นอกจากนี้บทบาทสำคัญของนิตยสาร คือช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภค สามารถช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าได้อีกมาก

“เช่นกล้องดิจิตอล ลงทุนซื้อฉลาดซื้อ 80 บาท เมื่อเขารูปข้อมูลความคุ้มค่า เดิมจะซื้อกล้องราคา 6 หมื่นบาท ก็ซื้อแค่เพียง 1.5 หมื่นบาทเท่านั้น”สารี ยกตัวอย่าง

ประธานมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค อธิบายต่อว่า ปัจจุบันมีสมาชิกประมาณ 1.3 หมื่นคน เป้าหมายต่อไปคือการทำการตลาดเพื่อเพิ่มจำนวนและสร้างการรับรู้ เพราะจะทำให้เกิดอำนาจในการต่อรองกับผู้ประกอบการ เช่น หากสมาชิก 1 แสนคน ประกาศว่าจะบอยคอตสินค้าชนิดใดชนิดหนึ่ง คาดว่าผู้ประกอบการก็คงต้องหนาวๆ ร้อนๆ เช่นกัน

“มันเป็นหน้าที่ของนิตยสารฉลาดซื้อที่จะเพิ่มพลังสำหรับคุ้มครองผู้ บริโภค ในอนาคตหากสมาชิกมีความเข้มแข็งและจำนวนมาก ก็จะสะดวกหากจะเคลื่อนไหวอย่างใดอย่างหนึ่ง” เธอคาดการณ์

สำหรับการทดลองผลิตภัณฑ์ต่างๆ วีระพันธ์ รังสีวิจิตรประภา เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค แจงว่า เน้นทดสอบสินค้าตามท้องตลาดในมุมมองของผู้บริโภค ไม่ได้มองเพียงแต่ว่าสินค้าเหล่านั้นได้มาตรฐานอุตสาหกรรมหรือไม่ เพราะบางชิ้นอาจได้ตรงตามมาตรฐานแต่ไม่พึงพอใจผู้บริโภค

คำอธิบายเพิ่มเติมจาก ไพบูลย์ ช่วงทอง เครือข่ายนักวิชาการเพื่อผู้บริโภค ช่วยสร้างความเข้าใจมากขึ้น เขา บอกว่า นักวิชาการจะให้ความเห็นเชิงวิชาการจากผลการทดสอบจริง เช่น การทดสอบความคงทนของเตารีด คุณภาพของกะทะเชฟรอน ครีมหรือโลชั่นทีโฆษณาตามท้องตลาด ฯลฯ

“อย่างกะทะ เราก็จะไปสุ่มซื้อมาทุกยี่ห้อ จากนั้นก็นำมาทดสอบ ด้วยการตัดชิ้นส่วนของกะทะออกมาวัดความหนาของสารเคลือบ และนำนมสดเทใส่กะทะแล้วปล่อยค้างคืนหนึ่งจนแห้ง จากนั้นก็มาลอกคราบนมออกดูว่า ยี่ห้อไหนใช้ได้ดีกว่ากัน ซึ่งผลการทดสอบก็จะระบุในนิตยสารอย่างชัดเจน”ไพบูลย์ระบุ

%d bloggers like this: