ผักกาดหอม

All posts tagged ผักกาดหอม

ผลของสาร quercetin และ curcumin ในการปกป้องการทำลาย ตับ ไต และเลือด ของยาพาราเซตามอลในหนูแรท

Published มีนาคม 15, 2012 by SoClaimon

http://www.medplant.mahidol.ac.th/active/shownews.asp?id=664

ย่อยข่าวงานวิจัย

ผลของสาร quercetin และ curcumin ในการปกป้องการทำลาย ตับ ไต และเลือด ของยาพาราเซตามอลในหนูแรท

การศึกษาผลของการได้รับสาร quercetin (พบได้ในพืชหลายชนิด เช่น บร็อคโคลี่ ผักกาดหอม แอ๊ปเปิ้ล มะเขือเทศ หัวหอม ชา และกาแฟ) และสาร curcumin (พบได้ในขมิ้น) ในหนูแรทเพศผู้ที่ถูกเหนี่ยวนำให้เกิดความผิดปกติจากภาวะออกซิชั่น ตับถูกทำลาย ไตทำหน้าที่ผิดปกติ และเลือดเป็นพิษ จากการได้รับยาพาราเซตามอลขนาด 650 มก./กก. ซึ่งทำให้หนูมีระดับของ thiobarbituric acid-reactive substances (TBARS) เพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณของ glutathione ในปอด ตับ ไต และระดับของเอนไซม์ glutathione peroxidase, glutathione S-transferase, superoxide dismutase และ catalase (เป็นเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระ) ในเลือด สมอง ปอด หัวใจ ตับ ไต และอวัยวะสืบพันธุ์ของหนูลดลง นอกจากนี้ยังทำให้เนื้อเยื่อตับเกิดการตาย ระดับของเอนไซม์ transmainases, alkaline phosphatase และ lactate dehydrogenase ในเลือดเพิ่มขึ้น ระดับ protein, albumin และ globulin ในเลือดลดลง ในขณะที่ระดับ bilirubin, urea และ creatinine เพิ่มขึ้น รวมทั้งทำให้เลือดเป็นพิษ จากผลการทดลองพบว่าหนูที่ได้รับยาพาราเซตามอลขนาด 650 มก./กก.ร่วมกับสาร quercetin ขนาด 50 มก./กก. หรือร่วมกับสาร curcumin 20 มก./กก. ระดับของ TBARS จะไม่เพิ่มขึ้น ระดับของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการต้านอนุมูลอิสระกลับสู่ภาวะปกติ เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาพาราเซตามอล และยา N-acetylcysteine (ยาต้านพิษของยาพาราเซตามอล) นอกจากนี้สาร quercetin และสาร curcumin ยังช่วยในการปกป้องเนื้อเยื่อตับ และทำให้การทำงานของตับและไตเป็นปกติด้วย โดยที่สาร curcumin จะมีฤทธิ์มากกว่า ดังนั้นจึงอาจสามารถสรุปได้ว่าการได้รับสาร quercetin หรือสาร curcumin ร่วมกับยาพาราเซตามอลสามารถยับยั้งการเกิดพิษจากยาดังกล่าวได้เทียบเท่ากับยา N-acetylcysteine

Food Chem Toxicol 2010;48(11):3246-61


หน่วยบริการฐานข้อมูลสมุนไพร สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
ถนนศรีอยุธยา พญาไท กทม. 10400 Tel. 0-2644-8677-91 ต่อ 5305, 5316

การจัดการปุ๋ยเคมีในการปลูกผักกาดหอมห่อบนพื้นที่สูงของภาคเหนือ

Published มีนาคม 18, 2010 by SoClaimon

ผ่านทางTHAI AGRICULTURE RESEARCH JOURNAL Database.

บทคัดย่อวารสารวิชาการเกษตร
กรมวิชาการเกษตร Department of Agriculture
ชื่อเรื่อง การจัดการปุ๋ยเคมีในการปลูกผักกาดหอมห่อบนพื้นที่สูงของภาคเหนือ
(ภาษาอังกฤษ) Chemical Fertilizer Management for Head Lettuce in the Northern Highland
ผู้เขียน ปวีณา เกียรติตระกลกาล, อำพรรณ พรมศิริ
ปีที่พิมพ์ 2551 ปีที่ 26 ฉบับที่ 3
บทคัดย่อ การวิจัยเพื่อศึกษาสภาพความอุดมสมบุรณ์ของดิน และการจัดการใส่ปุ๋ยเคมีที่เหมาะสมในการปลูกผักกาดหอมห่อบนพื้นที่สูงของศูนย์พัฒนาโครงการหลวงทุ่งหลวง และพื้นที่เกษตรกรภายใต้ความดูแลของศูนย์ ในช่วงฤดูฝนในระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม พ.ศ. 2548 โดยการตรวจสอบคุณภาพดินจากชุดตรวจดินแบบง่าย พบว่าสภาพความอุดมสมบูรณ์ของดินที่ใช้ศึกษามี pH ในช่วง 4.4-7.2 มีปริมาณอินทรียวัตถุอยู่ในระดับสูง (>2.5%) ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ได้และโพแทสเซียมที่สามารถแลกเปลี่ยนได้อยู่ใระดับสูง (> 40 มก. P/กก. > 100 มก. K/กก.) ถึงสูงมาก (>100 P/กก. >300 มก. K/กก.) สำหรับศึกษาการจัดการใส่ปุ๋ยเคมีที่ใช้ในการปลูกผักกาดหอมห่อแบ่งเป็น 2 การทดลอง โดยที่การทดลองแรกเป็นการทดลองในแปลงปลูกผักของศูนย์ ซึ่งใช้แผนการทดลองแบบ RCB มี 4 ซ้ำ และ 5 กรรมวิธี คือ (1) ใส่ปุ๋ย NPK ตามอัตราที่ศูนย์ใช้ในการปลูกผักกาดหอมห่อ (NPK) (2 3 และ 4) งดกมาใส่ปุ๋ย P K และทั้ง P และ K ตามลำดับ (NK NP และN ตามลำดับ) และ (5) ใส่ปุ๋ยโดยพิจารณาจากผลการวิเคราะห์ดินและความต้องการธาตุอาหารของพืช และเพิ่มการใส่ปุ๋ยเพื่อชดยการสูญเสียธาตุอาหารจากการชะล้างอีก 30% (SPA) สำหรับการทดลองที่สองเป็นการทดลองในพื้นที่ปลูกผักของเกษตรกร โดยใช้แผนการทดลองและกรรมวิธีการทดลอง เช่นเดียวกับศูนย์ฯ พบว่าทั้งพื้นที่ทดสอบทั้งในศูนย์ฯ และของเกษตรกรทั้ง 2 แห่ง การใส่ปุ๋ยอัตรา SPA เป็นอัตราที่เหมาะสมในการปลูกผักกาดหอมห่อ โดยให้ปริมาณผลผลิต ความเข้มข้นและการสะสมธาตุอาหารหลักในการผลิตผักกาดหอมห่อไม่แตกต่างจากการใส่ปุ๋ยในอัตรา NPK ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ย พร้อมทั้งลดปัญหาดินเสื่อมโทรมได้อีกด้วย
ABSTRACT The research was conducted in order to evaluate the basic fertility status of the soils in vegetable cultivated areas on the highland of northern Thailand and to find out the proper chemical fertilizer management for vegetable cultivation. The studied sites were the Royal Project Development Centre at Tung Loung (TL) and farmers’ fields in June-July 2005. simple soil test kit was used for soil quality study. The results indicated that the soils had pH within the range of 4.4-7.2. The levels of organic matter content in those soils were high (>2.5%) while the levels of available P and exchangeable K were high (>40 mgP/kg, > 100 mgK/kg) to very high (>100 mgP/kg, >300 mgK/kg). Two field experiments were conducted to study the response of head lettuce at Tung Loung Centre and in the farmers’ fields during wet season. In each experiment, the experimental design was RCB with 4 replications and 5 treatments. In the first treatment, chemical fertilizers containing N, P and K were applied at the rates commonly used at the centre or by farmers. In the second, third and forth treatments, no P, K and both P and K were applied (NK, NP and N) respectively. In the fifth treatments, the fertilizer was applied according to soil analysis data and crop removal of N, P and K plus N, P and K lost by leaching about 30% of crop removal (SPA). For on –farm trial, the vegetable cultivated area in each farmer’s field was the same design as the centre. The results from both experiments indicated that SPA rate was the suitable rate for head lettuce cultivation because this rate was not different from NPK rate in terms of fresh weight yield, concentration and the total amount of N, P and K accumulated in harvested yield. The use of SPA rate could reduce the cost of input on fertilizer. Furthermore, by the SPA rate, P and K fertilizers were not applied while the amount of N fertilizer was also reduced resulting in prolonging soil degradation.
%d bloggers like this: