ผลไม้

All posts tagged ผลไม้

ผลไม้รถเข็นวันนี้…ปลอดภัย

Published กันยายน 1, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/fromfood/284010

17 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
Pic_284010

วันนี้ มีเรื่องที่น่ายินดีมาแจ้งให้แฟนๆ คอลัมน์ทุกท่านที่ชอบทานผลไม้ตามรถเข็น ที่มีจำหน่ายทั่วทุกสารทิศตามท้องถนน โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ ทั้งตามตรอก ซอก ซอย หรือทุกมุมถนนก็ว่าได้ เพราะวันนี้ผลไม้สดตามรถเข็นอาจไม่อันตรายอย่างที่ทุกคนคิด

แต่ก่อนหลายคนอาจระแวงว่าผลไม้ต่างๆ ที่ตัดแบ่งเป็นชิ้นขายตามรถเข็น ไม่ว่าจะเป็นฝรั่ง แคนตาลูป สับปะรด มันแกว ชมพู่ หรือผลไม้หมักดอง และแช่อิ่มชนิดต่างๆ เนื่องจากกลัวว่าผลไม้เหล่านั้นจะพึ่งพาสารแซ็กคาริน หรือขัณฑสกร เพื่อให้มีรสความหวาน

ผลไม้บางชนิดถ้าไม่ออกผลตรงตามฤดูกาลส่วนใหญ่มักจะมีรสชาติผิดไปจากเดิมค่อนข้างมากอย่างชมพู่และสับปะรดบางชนิดไม่ได้มีรสหวานมาตั้งแต่แรก พ่อค้า แม่ขายบางรายจึงต้องพึ่งขัณฑสกร

ขัณฑสกรเป็นสารที่ให้ความหวานแทนน้ำตาล หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าน้ำตาลเทียม มีความหวานกว่าน้ำตาลทราย 300-400 เท่า และมีราคาถูก จึงเป็นที่นิยมของพ่อค้าแม่ค้าที่อยากขาย แต่ไม่ค่อยลงทุนนำของดีมีคุณภาพมาขาย จึงต้องพึ่งสารชนิดนี้

ทว่า ขัณฑสกรเป็นสารที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าทำให้เกิดโรคมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ และเป็นสารชนิดที่ถูกห้ามใช้ในหลายๆ ประเทศรวมทั้งประเทศไทยอีกด้วย

วันนี้นับเป็นที่น่ายินดีว่าผลการวิเคราะห์ขัณฑสกรในผลไม้สดจากรถเข็นตามย่านต่างๆ ในเขตกรุงเทพฯ จำนวน 5 ตัวอย่าง ของสถาบันอาหารนั้น ไม่พบว่ามีขัณฑสกรตกค้างเลย

แสดงว่าพ่อค้าแม่ค้าผลไม้เริ่มให้ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพของผู้ซื้อมากขึ้น หรืออาจเป็นเพราะต้องการให้ผู้บริโภคชาวไทยได้รับประทานแต่อาหารที่ดี มีประโยชน์ต่อสุขภาพตามธรรมชาติ ไม่ผ่านการแต่งแต้มด้วยสารเคมีที่เป็นโทษต่อร่างกาย.

ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐ+สถาบันอาหารโครงการอาหารปลอดภัย
  • 17 สิงหาคม 2555, 05:00 น.
โฆษณา

ปลุกกระแสบริโภคผลไม้ไทย เกษตรฯรวมผลผลิต‘เหนือ-ใต้’ขึ้นห้างจัดงาน/คาดออกตลาด7แสนตัน

Published สิงหาคม 18, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/18147

วันอังคาร ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : ปลุกกระแสบริโภคผลไม้ไทยเกษตรฯผลผลิต,

 

นายธีระ วงศ์สมุทร รมว.เกษตรและสหกรณ์ แถลงข่าวการจัดงานส่งเสริมการบริโภคลำไยและผลไม้ภาคใต้ในประเทศปี 2555 “จากเหนือจรดใต้ อัศจรรย์ผลไม้ไทย” ว่า ในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน ของทุกปี ผลไม้ทั้งภาคเหนือและภาคใต้จะมีผลผลิตสู่ตลาดเป็นปริมาณมากพร้อมๆ กัน และในปี 2555 นี้ กระทรวงเกษตรฯ ก็คาดว่าผลไม้ทั้งสองแหล่งผลิตจะมีเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากเกษตรกรดูแลเอาใจใส่ดี ทำให้การติดช่อดอกของผลไม้มากขึ้น โดยผลผลิตลำไยในแหล่งผลิตสำคัญ 8 จังหวัดภาคเหนือ จะมีผลผลิตทั้งฤดูกาลประมาณ 467,000 ตัน และผลผลิตกระจุกตัวมากในช่วงเดือนกรกฎาคม-เดือนสิงหาคม คิดเป็นร้อยละ 80.84 ประมาณ 380,520 ตัน ของผลผลิตทั้งหมด ส่วนภาคใต้ คาดว่าผลผลิตผลไม้หลัก 4 ชนิด ได้แก่ ทุเรียน เงาะ มังคุด และลองกอง จะมีปริมาณ 362,224 ตัน เพิ่มขึ้นจากปี 2554 คิดเป็นร้อยละ 45.66 เมื่อรวมแล้วจะมีผลไม้ของทั้ง 2 ภาค มีผลผลิตรวมไม่น้อยกว่า 7 แสนตัน ในขณะที่เกษตรกรประกอบอาชีพทำสวนผลไม้มีไม่น้อยกว่า 2 ล้านครัวเรือน จากเกษตรกรทั้งประเทศ 6.5 ล้านครัวเรือน

ดังนั้น เพื่อให้ผลผลิตที่มีปริมาณมากไม่ส่งผลกระทบต่อเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร จึงจัดให้มีการจัดงานส่งเสริมการบริโภคลำไยและผลไม้ภาคใต้ในประเทศ ปี 2555 ในระหว่างวันที่ 14-16 สิงหาคม ที่ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ภายใต้แนวคิด “จากเหนือจรดใต้ อัศจรรย์ผลไม้ไทย” ซึ่งกรมส่งเสริมการเกษตรได้เชิญชวนเกษตรกรจากภาคเหนือและภาคใต้ กว่า 14 จังหวัด เกษตรกรจำนวนถึง 60 รายเข้าร่วมในงาน เพื่อนำผลไม้จากแหล่งผลิตทั้งสองแห่ง ได้แก่ ลำไย ลองกอง ทุเรียน มังคุด และเงาะ เป็นต้น มาให้รณรงค์ส่งเสริมให้ผู้บริโภคที่อยู่นอกแหล่งผลิตผลไม้ดังกล่าว มีโอกาสได้บริโภคผลไม้คุณภาพดีในราคายุติธรรมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้บริโภค ได้ชม ชิม ช็อป อีกทั้งมีกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการจำหน่าย อาทิ การแข่งขันบริโภคผลไม้ การแข่งขันปอกทุเรียน การแข่งขันทำอาหารจากผลไม้โดย เชฟจากโรงแรมชั้นนำ เป็นต้น และนอกจากนั้นยังจัดให้มีนิทรรศการองค์ความรู้เกี่ยวกับผลไม้ทั้งจากภาคเหนือและภาคใต้ รวมถึงคุณประโยชน์และสารอาหารของผลไม้แต่ละประเภทอีกด้วย

อย.สุ่มตรวจผักผลไม้หลังพบเคมีตกค้างเกินมาตรฐาน

Published สิงหาคม 9, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/282367

9 สิงหาคม 2555, 12:28 น.

Pic_282367

อย.สุ่มตรวจผักผลไม้ในท้องตลาด หลังพบเคมีตกค้างเกินมาตรฐาน พบเคมีตกค้างใน “คะน้า” มากสุด แนะใช้เบกกิ้งโซดา และล้างผักด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง โดยเปิดให้น้ำไหลผ่าน…

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยต่อสื่อมวลชนว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าว พบสารเคมีตกค้างเกินมาตรฐานในผักสดที่วางจำหน่ายในตลาดสด และซุปเปอร์มาร์เก็ตนั้น สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ขอชี้แจงว่า อย. มิได้นิ่งนอนใจ ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้จัดเจ้าหน้าที่หน่วยปฏิบัติการเคลื่อนที่ (Mobile Unit : MU) สำนักอาหารลงพื้นที่ เพื่อดำเนินการเฝ้าระวังตรวจสอบคุณภาพผักผลไม้ที่จำหน่ายในท้องตลาดอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ชุดทดสอบเบื้องต้น (Test Kit) ผลการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างผักผลไม้ทางด้านเคมีและจุลินทรีย์ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งเก็บตัวอย่างระหว่างวันที่ 26 พฤษภาคม-25 มิถุนายน 2555 ทั้งหมด 1,987 ตัวอย่าง มาตรวจวิเคราะห์ พบจำนวนตัวอย่างไม่ผ่านเกณฑ์ 69 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 3.47 แบ่งเป็นตัวอย่างผักผลไม้ที่สุ่มเก็บจากตลาดสดที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 60 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 3.02 โดยตัวอย่างผักสดที่สุ่มตรวจที่มีสารพิษตกค้างมากที่สุด ได้แก่ 1. คะน้า 2. กะหล่ำดอก 3. ต้นหอม และตัวอย่างที่สุ่มเก็บจากซุปเปอร์มาร์เก็ตที่ไม่ผ่านเกณฑ์ จำนวน 9 ตัวอย่าง คิดเป็นร้อยละ 0.45 โดยตัวอย่างผักสดที่สุ่มตรวจที่มีสารพิษตกค้างมากที่สุด ได้แก่ 1. คะน้า 2. มะเขือพวง 3. พริกไทย ซึ่ง อย. ได้ดำเนินการตักเตือนผู้จำหน่ายผักผลไม้ที่ตรวจพบสารพิษตกค้างทุกราย และหากสุ่มตรวจพบสารพิษตกค้างในสถานที่เดิม อย.จะส่งตัวอย่างผักผลไม้ให้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เพื่อตรวจสอบหาสารที่เป็นอันตรายอย่างละเอียด

ทั้งนี้ หากผลการตรวจวิเคราะห์พบสารพิษตกค้างจากวัตถุอันตรายทางการเกษตร เช่น คาร์โบฟูรานเกินกว่ามาตรฐานที่กำหนดตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง อาหารที่มีสารพิษตกค้าง จะจัดเป็นการกระทำฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 มีโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท

รองเลขาธิการ อย. กล่าวว่า ขอให้ผู้บริโภคล้างผักผลไม้ก่อนนำมาบริโภคทุกครั้ง โดยใช้โซเดียม ไบคาร์บอเนต (เบกกิ้งโซดา) และล้างด้วยน้ำสะอาดหลายๆ ครั้ง หรือเปิดน้ำให้ไหลผ่านผักผลไม้ และใช้มือทำความสะอาดนาน 2 นาที หรือใช้ด่างทับทิมแช่ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที รวมทั้งเลือกบริโภคผักผลไม้ตามฤดูกาล หรือผักพื้นบ้าน เพราะปลูกได้ง่ายไม่ค่อยมีแมลงรบกวน เพื่อหลีกเลี่ยงสารเคมีตกค้างในผักผลไม้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวการศึกษา
  • 9 สิงหาคม 2555, 12:28 น.

พณ.ขยายตลาดผลไม้ภาคใต้ จับคู่ค้าถกธุรกิจแก้ปัญหาราคาตก

Published กรกฎาคม 31, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/280024 

30 กรกฎาคม 2555, 20:32 น.

Pic_280024

พณ.ขยายตลาดผลไม้ภาคใต้ เชื่อมโยงการเจรจาระหว่างเกษตรกร และผู้ประกอบการ หวังป้องกันและแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำ  แม้อยู่ในช่วงผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันเป็นจำนวนมากก็ตาม…

เมื่อวันที่ 30 ก.ค.  นายบุญนริศร์ สุวรรณพลู รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ลงพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช ในการเป็นประธานในพิธีเปิดโครงการรักษาเสถียรภาพราคาผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งสำนักงานพาณิชย์ 14 จังหวัดภาคใต้ดำเนินโครงการ โดยมีสถาบันการเกษตร เกษตกร ผู้ประกอบการในนพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ กว่า 500 คน เข้าร่วม เพื่อเชื่อมโยงตลาดผลไม้ระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ ตามโครงการขยายตลาดผลไม้ภาคใต้ และโครงการนครแห่งไม้ผลปี 2555

นายบุญนริศร์ กล่าวว่า การดำเนินโครงการดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงตลาดผลไม้ระหว่างเกษตรกรและผู้ประกอบการ ช่วยระบายผลไม้ของภาคใต้ออกสู่ตลาดนอกแหล่งผลิต ป้องกัน และแก้ไขปัญหาราคาตกต่ำและผลผลิตเสียหาย โดยเฉพาะในช่วงเดือน ส.ค.-ก.ย.ปีนี้ จะมีผลผลิตออกสู่ตลาดพร้อมกันเป็นจำนวนมาก คาดว่าจะมีผลไม้ออกสู่ตลาดมากกว่า 440,000 ตัน เพิ่มจากปีที่ผ่านมาเกือบ 200,000 ตัน ดังนั้นเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว ทางกระทรวงพาณิชย์ จึงได้เชิญผู้ประกอบการส่งออกผลไม้ ทั้งรายใหญ่ รายย่อย จากภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ รวมทั้ง ผู้ประกอบการ ค้าปลีก ค้าส่ง หรือ ห้าง Modern Trade เช่น Tesco Lotus และ Macro มาร่วมเจรจาจับคู่ธุรกิจ และเชื่อมโยงตลาด กับเกษตรกร และสถาบันเกษตรกร จาก 14 จังหวัดภาคใต้

ทั้งนี้ เพื่อรวมกันหาทางออก เจราจาธุรกิจ และแสดงความคิดเห็น เพื่อแก้ปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำ และความเสียหายที่เกิดขึ้นกับผลไม้ ถ้าหากไม่มีกระบวนการกระจายผลไม้ที่เป็นรูปธรรม โดยคาดว่าการจัดโครงการนี้ จะเป็นทางออกที่ดี มีประโยชน์กับเกษตรกรโดยตรง นอกจากนี้ ยังได้จัดเวทีรับฟังการอภิปราย ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) หัวข้อ “โอกาสของผลไม้ภาคใต้ เพื่อส่งออกสร้างรายได้ให้กับประเทศ” อีกด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 30 กรกฎาคม 2555, 20:32 น.

ไทยรุกเจาะตลาดผลไม้จีน เปิดเว็บไซต์ส่งเสริมการค้าใน‘คุนหมิง’/ฟุ้งมูลค่าส่งออกผ่านเส้นR3พุ่งทะลุ100%

Published กรกฎาคม 28, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/15798

วันศุกร์ ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : ส่งเสริมเปิดเว็บไซต์จีนผลไม้เจาะตลาดรุกไทยการค้าคุนหมิง,
นายธรรมรัต หวั่งหลี ที่ปรึกษา รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวประชาสัมพันธ์เว็บไซต์ส่งเสริมการค้าผลไม้ไทยในจีน ที่โรงแรม Golden Eagle Summit นครคุนหมิง ว่านครคุนหมิง มณฑลยูนนาน ถือเป็นเมืองที่ 3 ของประเทศจีน ที่ทางกระทรวงเกษตรฯ ได้จัดการประชาสัมพันธ์แนะนำเว็บไซต์ เนื่องจากในปัจจุบันได้มีการส่งออกผลไม้ไทยมายังสาธารณรัฐประชาชนจีนเพิ่มมากขึ้น โดยทางรถยนต์ตามเส้นทางR3 ซึ่งระยะทางทั้งสิ้น 1,104 กิโลเมตรที่เชื่อมระหว่างจังหวัดเชียราย ประเทศไทย-ห้วยทราย-บ่อเต็น ประเทศลาว เข้าสู่โม่หาน มณฑลยูนนาน ของจีน ดังนั้น เว็บไซต์นี้จะช่วยให้ผู้ค้าและผู้บริโภคผลไม้ไทยในมณฑลยูนนาน สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลในเว็บไซต์ได้อย่างกว้างขวาง เพื่อให้ผู้บริโภคชาวจีนในภูมิภาคอื่นๆ มีโอกาสในการบริโภคผลไม้ไทยได้เพิ่มขึ้น

“จากข้อมูลสถานการณ์การค้าผลไม้ไทยมายังประเทศจีนผ่านเส้นทางR3 หลังจากที่ได้มีการลงนามพิธีสารเรื่องข้อกำหนดในการตรวจสอบและกักกันโรคสำหรับการส่งออกนำเข้าผลไม้ผ่านประเทศที่สามระหว่างประเทศไทยและจีน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงควบคุมคุณภาพ และตรวจสอบกักกันโรค (AQSIQ) สาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อเดือนเมษายน 2554 ที่ผ่านมานั้น ขณะนี้พบว่ามีปริมาณนำเข้าและมูลค่าการค้าผลไม้ไทยในจีนผ่านเส้นทาง R3A เพิ่มขึ้นกว่า 100% เนื่องจากมีระยะทางในการขนส่งสั้นเพียง 2-3 วันทำให้ผลไม้ไทยมีความสดยาวนานขึ้น และกระจายผลไม้ไปยังตลาดเมืองยูนนานมณฑลตะวันตกเฉียงใต้ ของจีน ได้โดยตรง จากเดิมที่ต้องผ่านตลาดเจี้ยงหนาน กวางโจว แล้วจึงกระจายต่อไปยังมณฑลต่างๆ ของจีน โดยปริมาณการส่งออกผลไม้ไทยในปี 2554 มีปริมาณ 51,895 ตัน มูลค่า 722.46 ล้านบาท ซึ่งมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นเพื่อเทียบกับ ปี 2553 ที่ส่งออกเพียง 8,150 ตัน คิดเป็นมูลค่า 90.89 ล้านบาท โดยผลไม้หลักของไทย ที่มีการนำเข้าตามเส้นทางสาย R3 ได้แก่ มังคุด กล้วย ทุเรียน ส้มโอ ลำไย สับปะรด เงาะ ขนุน จากจำนวนทั้งหมดที่จีนอนุญาตให้ไทยส่งออกทั้งสิ้น 23 ชนิด” นายธรรมรัต กล่าว

เกษตรยุคใหม่:การบ่มผลไม้(2)

Published กรกฎาคม 14, 2012 by SoClaimon

เกษตรยุคใหม่:การบ่มผลไม้(2)

คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : การบ่มผลไม้ (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          นอกจากการบ่มผลไม้โดยใช้ถ่านแก๊ส ซึ่งเป็นวิธีการที่ปฏิบัติกันทั่วไปในประเทศไทย ก็ยังมีวิธีการอื่นอีก เช่น การใช้ห้องบ่ม หมายความว่าต้องมีการสร้างห้องขึ้นมาโดยมีลักษณะเป็นห้องอับอากาศ คือเป็นห้องปิดสนิทที่ป้องกันการเคลื่อนที่ของอากาศหรือแก็สต่างๆ ภายในห้อง เมื่อจะบ่มผลไม้ก็นำผลไม้เข้าไปใส่ในห้องบ่มแล้วใช้แก๊สเอทิลีนใส่เข้าไปตามความเข้มข้นที่ต้องการ ทิ้งไว้ระยะหนึ่งก็เอาผลไม้ออกมาวางไว้ข้างนอกเพื่อปล่อยให้สุกตามธรรมชาติ วิธีนี้มีการใช้ทั่วไปในต่างประเทศ

ส่วนในประเทศไทยจะเหมาะสำหรับการบ่มผลไม้ปริมาณมากๆ โดยเฉพาะเพื่อการส่งออก เช่น การทำทุเรียนแช่แข็งเพื่อการส่งออก จำเป็นที่ต้องบ่มให้ทุเรียนสุกพร้อมกัน เพื่อความสะดวกในการแกะเนื้อ ไม่เช่นนั้นก็จะต้องมาเคาะหรือดมทีละลูกว่าสุกหรือยัง แต่การบ่มจะทำให้สุกได้พร้อมกัน จึงสามารถแกะเปลือกพร้อมแช่แข็งได้พร้อมกัน

ยังมีวิธีการอื่นที่สะดวกกว่าและไม่ต้องสร้างห้องบ่ม ก็คือการใช้สารเคมีในการเร่งการสุก สารนั้นก็คือ เอทีฟอน ซึ่งปกติจะเป็นของเหลว เมื่อจะใช้ก็นำมาผสมน้ำให้เจือจางแล้วจุ่มผลหรือทาที่ขั้วผลไม้ก็จะเร่งการสุกได้ หลักการก็คือ สารนี้ถ้าอยู่ในสภาพที่ไม่ใช่กรด จะเกิดการแตกตัวปล่อยแก๊สเอทิลีนออกมา แต่ถ้าอยู่ในสารละลายกรดก็จะคงตัวอยู่อย่างนั้น

ดังนั้นสารเข้มข้นของเอทีฟอนจึงใช้กรดเป็นตัวทำละลาย พอถึงเวลาจะใช้ก็เอามาผสมน้ำทำให้ความเป็นกรดลดลง และเอทีฟอนก็จะเริ่มแตกตัวปล่อยแก๊สเอทิลีน ออกมา และเอทิลีนตัวนี้เองก็คือตัวการที่ทำให้ผลไม้สุกเหมือนการบ่มด้วยแก๊สเอทิลีนโดยตรง

เช่น การบ่มมะม่วง กล้วย หรือทุเรียนครั้งละมากๆ ก็อาจทำได้โดยการละลายเอทีฟอนในน้ำตามความเข้มข้นที่กำหนด แล้วจุ่มผลลงในสารละลายดังกล่าวแล้วยกขึ้นโดยไม่ต้องแช่ไว้ แล้วนำมาผึ่งหรือวางกองเรียงกัน ผลไม้นั้นก็จะเริ่มสุกได้ภายใน 3 วันหลังจากนั้นโดยจะสุกสม่ำเสมอพร้อมกัน

สำหรับความรู้สึกที่ว่าผลไม้บ่มแก๊สแล้วรสชาติไม่ดีนั้น หากเข้าใจกระบวนการสุกอย่างที่กล่าวมาแล้ว ก็จะเห็นได้ว่ารสชาติไม่ได้ขึ้นอยู่กับการบ่ม แต่ขึ้นอยู่กับระดับความแก่ของผลไม้ที่นำมาบ่ม หากบ่มผลไม้อ่อน ก็สามารถเร่งให้สุกได้เหมือนกันแต่รสชาติไม่เป็นที่ต้องการ ดังนั้นการบ่มไม่ว่าด้วยวิธีใดก็ตามจึงไม่ใช่สาเหตุของรสชาติไม่ดีของผลไม้

นอกจากการเร่งให้ผลไม้สุกแล้วหากเรา ต้องการชะลอให้สุกช้าลงก็สามารถทำได้เช่นกัน อย่างที่บอกไว้แล้วว่าการสุกของผลไม้เกิดจากแก๊สเอทิลีนที่ผลไม้สร้างขึ้นเอง และในระหว่างการสุกมีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้น โดยเฉพาะมีการหายใจมากขึ้นเพื่อนำพลังงานมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ

ดังนั้นถ้าไม่ต้องการให้ผลไม้สุกก็ต้องหาทางลดเอทิลีนและลดการหายใจ เช่น เก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งเราทราบอยู่ว่าถ้าอุณหภูมิต่ำจะมีการหายใจน้อยลง หรือ ห่อด้วยถุงพลาสติก เพื่อให้คาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้นออกซิเจนน้อยลงจะได้หายใจลดลงเช่นกัน

ทั้งหมดนี้คือการชะลอการสุกโดยอาศัยความรู้ที่เราทราบกันอยู่เกี่ยวกับกระบวนการสุกครับ มีสารบางชนิดที่สามารถทำลายเอทิลีนได้โดยตรง ก็อาจมีการใช้สารเหล่านี้เข้าร่วมเพื่อดูดซับเอทิลีนให้หมดไป ผลไม้ก็จะสุกช้าลงได้ ความรู้เหล่านี้มีการประยุกต์ใช้แล้วในการส่งออกผลไม้ไปต่างประเทศ ซึ่งต้องการชะลอการสุกครับ

          สำหรับในครัวเรือนก็มีการใช้ถุงพลาสติกห่อผลไม้เก็บไว้ในตู้เย็น ซึ่งก็เป็นการชะลอการสุกได้เช่นกัน

———-

(หมายเหตุ : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : การบ่มผลไม้ (2) : โดย … รศ.ดร.พีรเดช  ทองอำไพ)

———-

พรุน..ยอดผลไม้ ชะลอ..ความเสื่อม

Published กรกฎาคม 7, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/life/smartlife/263283 

26 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

Pic_263283

ผลไม้เป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการ  เพราะอุดมไปด้วยวิตามิน  แร่ธาตุ ใยอาหาร สารต้านอนุมูลอิสระ และสารพฤกษเคมีที่ช่วยส่งเสริมระบบการทำงานของร่างกาย ล่าสุดมีงานวิจัยยืนยันว่า  ผลไม้นอกจากทำหน้าที่อย่างที่กล่าวมาแล้ว  ยังช่วยป้องกันโรคเรื้อรังและชะลอวัยได้อีกด้วย

ในประดาผลไม้หลากหลายชนิด นักวิจัยพบว่า “พรุน” เป็นผลไม้ที่ถูกจัดอยู่ในอันดับต้นๆว่าเป็นยอดผลไม้ที่ให้ประโยชน์ต่อร่างกาย โดยเฉพาะการบำบัดอาการท้องผูก  ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอวัย  และป้องกันโรคเรื้อรังไม่ติดต่อ

เมื่อไม่นานมานี้ มีการวิจัยพบว่า พรุน เป็นหนึ่งในผลไม้ที่เมื่อบริโภคแล้วจะช่วยลดความเสี่ยงโรคมะเร็ง ส่งเสริมสุขภาพหัวใจ กระดูก ระบบย่อย และระบบภูมิคุ้มกันได้

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นคนญี่ปุ่นและคนจีนนิยมบริโภคพรุนเป็นผลไม้ตบท้ายหลังการรับประทานอาหาร จริงๆแล้วพรุนคือ พลัมแห้งที่มาจากพลัมหลายชนิด ที่สำคัญได้แก่ Prunus  domestica, Prunus  salicina และ Prunus americana ผลพลัมมีถิ่นกำเนิดจากบริเวณคอเคซัสในเอเชียตะวันตก

ศัลยา คงสมบูรณ์เวช นักกำหนดอาหารขึ้นทะเบียนวิชาชีพ (สหรัฐอเมริกา) บอกว่า ชาวอินเดียใช้พรุนเป็นยาร่วมกับยาอื่นๆในการรักษาอาการตกขาวจากช่องคลอด (Leukorrhoea) รอบเดือนไม่ปกติ และฟื้นฟูอาการอ่อนแรงหลังจากการแท้งบุตร

มีงานวิจัยในต่างประเทศไม่น้อยกว่า 100 งานวิจัย ที่สรุปตรงกันว่า พรุนเป็นอาหารที่เสริมสร้างสุขภาพ เนื่องจากมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากมาย เช่น โพแทสเซียม  แมกนีเซียม ใยอาหารที่ละลายน้ำได้ และละลายน้ำไม่ได้ นอกจากนี้ ยังมีธาตุเหล็กและวิตามินเอ

ที่สำคัญที่สุด คือ สารต้านอนุมูลอิสระที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง เช่น สารโพลี-ฟีนอล ซึ่งมีอยู่ในปริ-มาณมาก มีการวิจัยในคนไข้ที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็ง และพบว่า สารโพลีฟีนอลที่อยู่ในพรุนสามารถป้องกันดีเอ็นเอถูกทำอันตราย ช่วยลดการอักเสบและป้องกันมะเร็ง โดยยับยั้งการกลายพันธุ์และสารก่อมะเร็ง

นอกจากนี้ คุณลักษณะที่มีในพรุน คือ มีไขมันต่ำและมีสารอาหารสำคัญสูง เช่น คาร์โบไฮเดรต วิตามิน เกลือแร่ สารต้านอนุมูลอิสระ ใยอาหาร ในผู้สูงอายุนิยมบริโภคพรุน เพราะพบว่าเป็นผลไม้ที่มีโพแทสเซียมสูง ช่วยลดความดันโลหิต จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจได้

คนทั่วไปนิยมกินพรุน ทั้งพรุนสดและพรุนสกัด โดยส่วนใหญ่คิดว่ามีคุณสมบัติเพียงอย่างเดียว คือ ช่วยระบายท้อง แต่ในความเป็นจริงก็คือ ผลไม้ชนิดนี้มีใยอาหารสูงมาก นอกจากมีฤทธิ์ในการระบายท้องและบำบัดอาการท้องผูกแล้ว ยังช่วยเพิ่มการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร

ผลวิจัยทั้งในต่างประเทศและในประ-เทศระบุตรงกันว่า พรุนมีคุณสมบัติสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ ช่วยลดการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้

งานวิจัยในระยะหลังรายงานว่าพรุนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัยเสื่อมก่อนเวลาอันควร ช่วยป้องกันมะเร็ง ลดระดับน้ำตาล ลดไขมันในเลือด

งานวิจัยจาก Tufts University in Boston จัดให้พรุนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงเป็นอันดับ 1 มากกว่าบลูเบอร์รี่และลูกเกด โดยเฉพาะสารประกอบโพลีฟีนอลในพรุน มีการทดลองพบว่า ฤทธิ์แอนติออกซิแดนท์ในผลไม้มีความสัมพันธ์กับปริมาณรวมของสารประกอบโพลีฟีนอล ซึ่งมีในผลไม้หลายชนิด เช่น แอปเปิ้ล พลัม แบล็กเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ แคนตาลูป เชอรี่ แครนเบอร์รี่ องุ่น แพร์ ราสเบอร์รี่ และสตรอเบอร์รี่ และในผัก เช่น บรอกโคลี กะหล่ำปลี ซาเลอรี หอม และผักชี นอกจากนี้ ยังพบในไวน์แดง ช็อกโกแลต ชาเขียว น้ำมันมะกอก และเมล็ดพืชต่างๆ

อ.ศัลยา บอกว่า จากการทดลองวิจัยมานานกว่า 20 ปี พบว่า พรุน เป็นแหล่งพลังงานที่ดีของร่างกายโดยเฉพาะฤทธิ์แอนติออกซิแดนท์ของกรดคริปโตคลอโรจีนิค (Cryptochlorogenic acid) ในพรุนที่พบว่า มีสูงกว่าวิตามินซีและอีจึงไม่ทำให้น้ำตาลขึ้นสูงมาก

เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานจึงสามารถกินพรุนได้โดยไม่ต้องกังวลว่าน้ำตาลจะขึ้น ซึ่งงานวิจัยในระยะหลังรายงานตรงกันว่าพรุนมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัยเสื่อมก่อนเวลาอันควร ช่วยป้องกันมะเร็ง ลดระดับน้ำตาล ลดไขมันในเลือดได้ จึงช่วยลดการกินยาละลายไขมัน ยาลดไขมัน ยาความดันโลหิตสูง ยาเบาหวาน และอื่นๆที่เป็นสารเคมีเข้าไปสะสมในร่างกายลงได้มากด้วย.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐฉบับพิมพ์
  • 26 พฤษภาคม 2555, 05:00 น.

‘เอทิลีน’กับการสุกของผลไม้

Published มิถุนายน 25, 2012 by SoClaimon

‘เอทิลีน’กับการสุกของผลไม้

‘เอทิลีน’ กับการสุกของผลไม้ : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ

          เคยสังเกตหรือไม่ว่าผลไม้ไทยที่เราบริโภคกันอยู่นั้น ความจริงแล้วมีความแตกต่างกันเป็นกลุ่มใหญ่ได้ 2 กลุ่มเท่านั้น คือพวกหนึ่งตอนที่เก็บเกี่ยวมา มีรสชาติอย่างไรก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนักแม้จะเก็บไว้นานจนกระทั่งเน่าเสียไป ซึ่งรสชาติของผลไม้เหล่านี้เกิดจากการสะสมของน้ำตาลและอาหารต่างๆ ภายในผลอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ผลเริ่มพัฒนาขึ้นมา

ดังนั้นผลไม้แบบนี้หากเก็บเกี่ยวตอนที่แก่จัดก็จะมีรสชาติดีกว่าตอนที่ยังอ่อนอยู่ เพราะระดับการสะสมอาหารแตกต่างกันนั่นเอง ยกตัวอย่างผลไม้ประเภทนี้ก็ได้แก่ส้ม สับปะรด แตงโม ข้อสังเกตคือผลไม้เหล่านี้บ่มไม่ได้ หรือบ่มไม่สุก เพราะอาจเรียกได้ว่าผลไม้แบบนี้ไม่มีการสุกนั่นเอง เวลาเก็บเกี่ยวผลไม้ประเภทนี้ต้องรอให้แก่จัดเท่านั้น จึงจะได้รสชาติดี

ผลไม้อีกแบบหนึ่ง มีสองสถานะ หมายความว่ามีทั้งผลไม้สุกและดิบ ตอนที่ยังดิบอยู่ก็จะมีแป้งสะสมไว้มาก และบางชนิดยังสะสมกรดไว้มาก ผลไม้พวกนี้มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นในระหว่างกระบวนการสุก อย่างเช่นแป้งจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลเกิดรสหวาน สีเปลี่ยนจากเขียวเป็นเหลืองหรือแดงแล้วแต่กรณี มีกลิ่นของผลไม้สุกเกิดขึ้น กรดลดลง ดังนั้นเมื่อผลไม้เหล่านี้สุกจึงมีรสชาติที่เปลี่ยนไปจากเดิมในขณะที่ยังดิบอยู่อย่างมาก ยกตัวอย่างผลไม้กลุ่มนี้ก็ได้แก่มะม่วง กล้วย ทุเรียน ผลไม้เหล่านี้สามารถควบคุมการสุกได้ทั้งเร่งให้สุกหรือที่เรียกว่าการบ่ม หรือชะลอกการสุกเพื่อทำให้เก็บไว้ได้นานขึ้น

เนื่องจากว่าในระหว่างสุกของผลไม้ มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างเกิดขึ้นภายใน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ต้องการพลังงานอย่างมาก และพลังงานเหล่านี้ได้มาจากการหายใจ ต้องเข้าใจอย่างหนึ่งว่าเมื่อเด็ดผลไม้ออกมาจากต้น ผลนั้นยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกนาน จึงยังมีการหายใจ มีการคายน้ำ ปกติแล้วอัตราการหายใจของผลไม้จะรักษาระดับไว้ค่อนข้างต่ำ แต่เมื่อจะมีการสุกเกิดขึ้น จึงเริ่มมีการหายใจมากขึ้นเพื่อสร้างพลังงานออกมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงต่างๆ อย่างที่บอกไว้

ก่อนที่ผลไม้จะสุก จะมีการสร้างฮอร์โมนตัวหนึ่งขึ้นมาในผลไม้ซึ่งเรียกว่า “เอทิลีน” ความจริงเอทิลีนคือแก็สที่เกิดขึ้นได้ทั่วไปในสิ่งมีชีวิตต่างๆ หรือในสภาพแวดล้อมทั่วไป และเอทิลีนที่ต้นไม้หรือผลไม้สร้างขึ้นก็เป็นตัวเดียวกับเอทิลีนที่พบเห็นทั่วไป การที่เอทิลีนที่สร้างขึ้นในพืชถูกเรียกว่าเป็นฮอร์โมนพืชก็เพราะว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงหลายอย่างในพืชและควบคุมกิจกรรมต่างๆ มากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระบวนการสุก

การสร้างเอทิลีนในผลไม้จะเกิดขึ้นก็เมื่อมีพลังงานจากการหายใจเช่นกัน นั่นก็คือเมื่อมีการหายใจมากก็จะสร้างเอทิลีนได้มาก และเอทิลีนที่สร้างขึ้นมากนี้ก็จะมีผลกระตุ้นการหายใจอีกต่อหนึ่ง เรียกได้ว่าทั้งการหายใจและการสร้างเอทิลีนในผลไม้เป็นกระบวนการส่งเสริมซึ่งกันและกัน ถ้าเข้าในหลักการตรงนี้แล้ว ก็จะสามารถควบคุมการสุกของผลไม้ได้แล้วครับ

          นั่นก็คือถ้าต้องการให้ผลไม้สุกก็ต้องเร่งการหายใจและเร่งการสร้างเอทิลีน แต่ถ้าต้องการชะลอการสุกหรือยับยั้งการสุก ก็ต้องทำตรงกันข้าม นั่นก็คือที่มาว่าทำไมเมื่อเราเอาผลไม้เข้าตู้เย็นแล้วจึงสุกช้ากว่าเมื่อทิ้งไว้ข้างนอก และทำไมเมื่อเราต้องการเร่งให้สุกเร็วขึ้นจึงต้องมีการบ่มโดยใช้แก็สแล้วเก็บไว้ในที่อุณหภูมิค่อนข้างสูง คราวหน้าจะมาเล่าให้ฟังถึงวิธีการบ่มผลไม้ครับ!

———-

(หมายเหตุ : ‘เอทิลีน’ กับการสุกของผลไม้ : คอลัมน์ เกษตรยุคใหม่ : โดย … รศ.ดร.พีรเดช ทองอำไพ)

———-

“น้ำตาลในผลไม้”….มีประโยชน์ต่อร่างกาย

Published มิถุนายน 24, 2012 by SoClaimon

http://www.thaipost.net/node/42407

28 July 2554

โภชนากรซูซาน โบเวอร์แมน ที่ปรึกษาของเฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ลิมิเต็ด กล่าวว่า หลายๆ คนมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของผลไม้ โดยคิดว่าผลไม้มีปริมาณน้ำตาลสูงมากซึ่งไม่เกิดผลดีต่อร่างกาย ทำให้เกิดแนวคิดและมีความเชื่ออย่างแพร่หลายเมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาว่า “การบริโภคผลไม้เป็นเรื่องไม่ดี และควรหันมามุ่งเน้นบริโภคเฉพาะอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำดีกว่า” แต่วันนี้นักโภชนาการออกมาเตือนว่า การหลีกเลี่ยงบริโภคผลไม้ด้วยเหตุผลที่ว่า ผลไม้อุดมด้วยน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องนัก เพราะจริงๆ แล้ว “ผลไม้สด” นั้นจัดเป็นหนึ่งในอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกายมากที่สุดในโลกเลยทีเดียว
ผลไม้สดให้คุณค่าทางอาหารหลากหลายประเภทมากกว่าแค่มีน้ำตาลธรรมชาติ แต่อุดมไปด้วยน้ำ วิตามิน เกลือแร่ ไฟเบอร์ และไฟโตนิวเทรียนท์ หรือสารธรรมชาติจากผักผลไม้ที่มีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย เช่นนี้แล้วลองคิดดูสิว่าจะมีอาหารชนิดไหน ที่ให้สารอาหารหลากหลายประเภทพร้อมๆ กัน โดยมีแคลอรีเพียง 75 แคลอรีต่อการบริโภค 1 ครั้ง ฉะนั้นเมื่อบริโภคผลไม้เราจะได้รับแคลอรีจาก “คาร์โบไฮเดรต” โดยตรง ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในรูปของ “ฟรุกโตส” ซึ่งเป็นน้ำตาลธรรมชาติในผลไม้ แต่คาร์โบไฮเดรตไม่ได้มีเฉพาะในผลไม้เท่านั้น ยังพบในอาหารจำพวกพืช (plant foods) ทุกชนิด ดังนั้นเมื่อเราพูดถึงคาร์โบไฮเดรตจึงไม่ได้หมายถึงเฉพาะน้ำตาลธรรมชาติ แต่ยังครอบคลุมถึงแป้งสตาร์ช (starch) ซึ่งเป็นส่วนผสมเพื่อเพิ่มความหนืดในพุดดิ้ง เค้ก หรือขนมปัง ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งเกิดจากการคัดแยกเอาเฉพาะสารอาหารคาร์โบไฮเดรตออกมา เพื่อให้มีองค์ประกอบอื่นๆ น้อยที่สุด และเซลลูโลสที่เป็นส่วนประกอบของโครงสร้างเซลล์เพื่อสร้างไฟเบอร์อีกด้วย
โภชนากรซูซานระบุอีกว่า เมื่อเรารับประทานผัก แคลอรีที่เราได้รับโดยส่วนใหญ่จึงมาจากคาร์โบไฮเดรต แต่คนส่วนใหญ่มักจะไม่คิดว่าผักอุดมด้วย “คาร์โบไฮเดรต” ดังนั้นก่อนที่คุณจะเลิกบริโภคอาหารที่มีน้ำตาลหรือมีคาร์โบไฮเดรตสูง ขอให้คิดทบทวนถึงรูปแบบและประเภทของคาร์โบไฮเดรตที่คุณบริโภคด้วย เพราะ “คาร์โบไฮเดรต” จากธรรมชาติซึ่งพบมากในผลไม้และอาหารจำพวกพืชชนิดต่างๆ เช่น น้ำตาล ไฟเบอร์ และแป้งสตาร์ช ล้วนแต่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีเยี่ยม แตกต่างอย่างเด่นชัดจากแคลอรีที่ได้รับจากการบริโภคน้ำตาลเพิ่มขึ้นในอาหารประเภทอื่นๆ ตั้งแต่ขนมหวานอย่างบราวนี่จนไปถึงบาร์บีคิวซอส
——
บริโภคผลไม้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด

ลองมองผลไม้ใกล้ตัวอย่างส้ม คุณทราบหรือไม่ว่าส้มเพียง 1 ผลจะให้น้ำตาลธรรมชาติประมาณ 12 กรัม หรือราวๆ 3 ช้อนชา ขณะที่สตรอเบอรี่ 1 ถ้วยมีน้ำตาลเพียง 7 กรัม หรือน้อยกว่า 2 ช้อนชาเสียอีก นอกจากนี้การรับประทานส้มหรือสตรอเบอรี่อย่างใดอย่างหนึ่งยังทำให้เราได้รับ “ไฟเบอร์” ประมาณ 3 กรัม และวิตามินซีในปริมาณพอเหมาะกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน ร่วมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีต่อสุขภาพอย่างกรดโฟลิกซึ่งมีมากในผักโขม บร็อกโคลี กะหล่ำดาว และโปแตสเซียมที่พบได้โดยทั่วไปในแคนตาลูปและกล้วย ซึ่งมีคุณประโยชน์ต่อร่างกาย โดยให้แคลอรีเพียง 50-60 แคลอรีเท่านั้น ดังนั้นผลไม้จึงไม่ได้มีแต่ “น้ำตาล” อย่างเดียวอย่างที่หลายคนเข้าใจ
ขณะที่ ถ้าหากเราดื่มน้ำอัดลมขนาด 20 ออนซ์จะมีแคลอรีสูงถึง 225 แคลอรี โดยเราจะไม่ได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ วิตามิน เกลือแร่ หรือไฟเบอร์เหมือนที่ได้จากการบริโภคผลไม้ ซึ่งเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ปรุงแต่งด้วยสีและรสนั้น มีส่วนผสมของน้ำตาลเพิ่มขึ้นถึงประมาณ 60 กรัม หรือประมาณ 1/3 ถ้วยตวง นับเป็นการบริโภคที่มี “น้ำตาลสูง” อย่างแน่นอน.

เพิ่มคุณค่าข้าวกล้องงอก เสริมธัญพืช-ผักและผลไม้

Published มิถุนายน 20, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/column/eco/capable/268214

15 มิถุนายน 2555, 05:00 น.

Pic_268214

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากผักและผลไม้

ข้าวกล้องงอก…เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ที่มีการแปรรูปออกมาเป็นผลิตภัณฑ์หลากหลาย วางจำหน่ายในท้องตลาด เพื่อให้มีคุณภาพที่ดี ที่สำคัญต้องสะอาดและปลอดภัยแก่ผู้บริโภค

โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าวกล้องงอก G–Rice ข้าวกล้องผ่านกรรมวิธีเพิ่มกรดแกมมาแอมิโนบิวทิริก…เพื่อให้มีปริมาณสารจีเอบีเอ (GA– BA) 15-19 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัมข้าว ซึ่งเป็นอีกหนึ่งผลงานของ…สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิต-ภัณฑ์อาหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยอาจารย์พัชรี ตั้งตระกูล บอกว่า โครงการนี้เป็น แนวทางของ นวัตกรรมอาหารจากข้าวแนวทางหนึ่ง…เพื่อใช้ประโยชน์จากข้าวให้เกิดผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย สร้างมูลค่าเพิ่ม และได้ประโยชน์ทางสุขภาพจากสารจีเอบีเอ (GABA) ด้วย

ข้าวกล้องงอกมี GABAข้าวกล้องงอกมี GABA

เริ่มขั้นตอนการทำให้นำ ข้าวกล้องที่นำมาแช่น้ำนาน 24–60 ชั่วโมง ควบคุมสภาวะแวดล้อมเหมาะสม หลังจากนั้น…เมล็ดข้าวกล้องจะเริ่มงอกประมาณ 0.5–1 มิล-ลิเมตร เพื่อให้เกิดสารจีเอบีเอ (GABA) สูงสุด เมล็ดข้าวที่เริ่มงอกจะมีความชื้นสูง ไม่สะดวกและไม่ปลอดภัยต่อการเก็บรักษา จึงต้องใช้กระบวนการนึ่งและต้มเพื่อทำลายเชื้อจุลินทรีย์การอบแห้งช่วยในการลดความชื้นภายในเมล็ดข้าวกล้องเริ่มงอกให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยต่อการบริโภคข้าว กล้องงอกที่ ผ่านกรรมวิธีการเพิ่มสารจีเอบีเอ (GABA) ให้สูงขึ้นแล้วนี้ สามารถนำมาพัฒนาเป็น ผลิตภัณฑ์อาหารสุขภาพได้หลายชนิด…

พัชรี ตั้งตระกูลพัชรี ตั้งตระกูล

อ.พัชรี บอกอีกว่า ในการผลิตเครื่องดื่มข้าวกล้องงอกเกษตรให้มีปริมาณ ข้าวกล้องงอกที่ผลิตโดยกรรมวิธีเพิ่มปริมาณสารจีเอบีเอ แล้วนำมา เสริมคุณค่าทางอาหารด้วยธัญพืช หรือ ถั่วเมล็ดแห้งงอก เช่น ข้าวเหนียวงอก ถั่วเหลืองงอก ถั่วแดงงอก เป็นต้น หรือผสมกับ สมุนไพร ผัก, ผลไม้ เช่น น้ำสับปะรด น้ำแครอท น้ำดอกอัญชัน ฯลฯ

นอกจากนี้ ยังได้พัฒนา กรรมวิธีการผลิตเครื่องดื่มจากข้าวกล้องงอกที่จะลดข้อจำกัดดังกล่าว โดยใช้ข้าวกล้องงอกในประมาณไม่น้อยกว่า 25% ย่อยด้วยเอนไซม์แอมิเลส เพื่อลดความข้นหนืดของน้ำแป้ง ทำให้ได้ ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มที่มีลักษณะใส และทำให้ได้ สารจีเอบีเอ (GA-BA) มากขึ้น และมีกรรมวิธีผลิตหลัก คือ การจัดเตรียมน้ำข้าวกล้องงอก เป็นส่วนผสมหลักก่อนผสมกับส่วน ผสมอื่นๆ ซึ่งสามารถเลือกได้จากน้ำธัญพืช น้ำผัก ผลไม้ สมุนไพร วิตามิน เกลือแร่ ฯลฯ

…และได้ผลิตภัณฑ์อาหารจากข้าวกล้องงอกในเชิงสุขภาพ เป็นการสร้างทางเลือกของเครื่องดื่มที่มี คุณค่าทางโภชนาการให้กับผู้บริโภค ใครสนใจผลิตภัณฑ์ หรือต้องการชมกระบวนการผลิต กริ๊งกร๊างไปที่  สถาบันค้นคว้าและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร มก. 0-2942-8629-35 ในเวลาราชการ.

ไชยรัตน์  ส้มฉุน

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไชยรัตน์ ส้มฉุน
  • 15 มิถุนายน 2555, 05:00 น.
%d bloggers like this: