ปาล์ม

All posts tagged ปาล์ม

ปลูกตะไคร้แซมปาล์ม-ยาง ผลการศึกษาให้ค่าตอบแทนสูง

Published กุมภาพันธ์ 14, 2013 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/edu/325977

12 กุมภาพันธ์ 2556, 05:00 น.
Pic_325977

นายอภิชาต จงสกุล เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) เผยถึงความคืบหน้าของโครงการศึกษาปลูกพืชที่เหมาะสมเพื่อแซมในสวนปาล์มน้ำมันในช่วงก่อนให้ผลผลิต เพื่อเพิ่มรายได้และช่วยให้เกษตรกรมีแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิต  มีการใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มีประสิทธิภาพสูงสุดว่า ตะไคร้เป็นพืชที่เหมาะที่สุด

ทั้งนี้เป็นผลมาจากการศึกษาทดลองในพื้นที่สวนส้มร้างทุ่งรังสิต มีพื้นที่ปลูกปาล์มประมาณ 12,000 ไร่  โดยวิธีการปลูกยังคงร่องสวนเดิมไว้ และพื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตชลประทาน รวมทั้งอยู่ใกล้ตลาดกลางผักและผลไม้

“รูปแบบการปลูกพืชแซมปาล์มน้ำมันที่นิยมปลูกกันอยู่ในขณะนี้ มีพืชอยู่ 3 ชนิด คือ ปลูกตะไคร้, ปลูกกล้วยหอม และกล้วยน้ำว้า แต่เมื่อวิเคราะห์ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ การปลูกปาล์มน้ำมันมีต้นทุนก่อนให้ผลผลิตเฉลี่ยเท่ากับ 1,073 บาท/ไร่/ปี ส่วนต้นทุนในการปลูกพืชแซมทั้ง 3 รูปแบบ เราพบว่า การปลูกตะไคร้แซมปาล์มน้ำมัน มีต้นทุนต่ำสุด 1,907 บาท/ ไร่/ปี แต่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 11,356 บาท/ไร่/ปี การปลูกกล้วยหอมมีต้นทุนเฉลี่ย 4,903 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 14,280 บาท/ไร่/ปี และกล้วยน้ำว้ามีต้นทุนเฉลี่ย 1,669 บาท/ไร่/ปี ผลตอบแทนเฉลี่ย 7,064 บาท/ไร่/ปี” นายอภิชาตกล่าวซึ่งผลที่ได้จากการศึกษานี้ ยังได้มีการนำไปศึกษาทดลองปลูกตะไคร้ในสวนยางพาราอีกหลายพื้นที่เพื่อนำผลการศึกษามาเปรียบเทียบอีกครั้ง.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ไทยรัฐออนไลน์
  • 12 กุมภาพันธ์ 2556, 05:00 น.

เตือนเกษตรกรระวัง กล้าปาล์มไร้คุณภาพ พ่อค้าฉวยขนเร่ขาย

Published สิงหาคม 18, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/18040

วันจันทร์ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : เตือนเกษตรกรระวังกล้าปาล์มไร้คุณภาพพ่อค้า,

 

นายจิรากร โกศัยเสวี อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า เนื่องจากเกษตรกรมีความตื่นตัวและสนใจที่จะปลูกปาล์มน้ำมันเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการพันธุ์ปาล์มน้ำมันมีแนวโน้มสูงขึ้น และทำให้มีผู้ฉวยโอกาสหลอกขายต้นกล้าปาล์มน้ำมันที่ไม่มีคุณภาพให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือค่อนข้างน่าเป็นห่วง ล่าสุดพบว่ามีขบวนการพ่อค้าเร่นำรถบรรทุกต้นกล้าปาล์มตระเวนขายไปตามหมู่บ้านต่างๆ อีกทั้งยังขายราคาแพงซึ่งราคา ประมาณ 120-400 บาท/ต้น โดยมีการจัดทำเนิร์สเซอรี่ กล้าปาล์มน้ำมันเคลื่อนที่ซึ่งไม่ได้รับการจดทะเบียนแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันกับกรมวิชาการเกษตร จึงไม่สามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของพันธุ์ได้

ทั้งนี้การปลูกปาล์มน้ำมันในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ซึ่งจำเป็นต้องใช้ระบบการจัดการที่ดีกว่าและมีประสิทธิภาพสูงโดยเฉพาะระบบน้ำ ดังนั้น เกษตรกรจึงอย่าหลงเชื่อพ่อค้าที่เร่ขายต้นกล้าปาล์ม เพราะอาจได้รับต้นพันธุ์ปาล์มน้ำมันที่ด้อยคุณภาพและไม่มีที่มาของแหล่งพันธุ์ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงเมื่อนำไปปลูกจะได้ผลผลิตต่ำหรืออาจไม่ได้ผลผลิตเลย ทำให้ไม่คุ้มค่าการลงทุนและยังเสียเวลาอีกด้วย หากเกษตรกรได้พันธุ์ปาล์มที่ให้เปอร์เซ็นต์น้ำมันต่ำและกะลาหนา เป็นปัญหาสำคัญที่อาจกระทบต่ออุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันของไทยในอนาคตได้จึงได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่สารวัตรเกษตรติดตามตรวจสอบแปลงเพาะกล้าปาล์มน้ำมันอย่างใกล้ชิด

ยุทธศาสตร์(ลาม)ปาล์ม (เกษตรสร้างสรรค์)

Published มิถุนายน 9, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/columnist/1620

30 พ.ค. 2555

คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกฯและรมว.คลัง พูดถึงเรื่องปาล์มน้ำมัน ว่าด้วยการปรับปรุงระบบการผลิต เพื่อเพิ่มผลผลิต และลดต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันในเวทีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน 2558 ได้

ฟังแล้วหูห้อยครับ พูดอีกก็ถูกอีก  พูดตั้งแต่รัฐบาลไม่รู้กี่รัฐบาล ทั้งประชาธิปัตย์ รวมทั้งรัฐบาลทักษิณยันรัฐบาลยิ่งลักษณ์  ยังวนอยู่ในอ่าง จนใคร่เรียกรัฐบาลทั้งหลายว่า รัฐบาลอ่างนิยม

นโยบายส่งเสริมปลูกปาล์มล้านไร่ก็เกิดในยุครัฐบาลทักษิณ  เอาแต่กล้าปาล์มอย่างเดียวก็รวยปลิ้นแล้ว   แต่ลองถามความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกปาล์มหน่อยเถอะที่ทุกวันนี้ทะเล่อทะล่าปลูก 53 จังหวัดจาก 78 จังหวัด

                นโยบายประชานิยมนี้  สร้างทุกข์ให้เกษตรกร ระยะยาว  สร้างสุขใส่กระเป๋านักการเมืองระยะสั้น

ปาล์มเป็นพืชต้องการน้ำมากปีละ 1,600 ลูกบาศก์เมตร/ไร่ เทียบกับนาข้าวใช้น้ำ 1,000-1,200 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ฤดู ถือว่าใช้มากกว่า   แต่บังเอิญทำนาปรังด้วย โดยรวมข้าวก็ใช้น้ำ 2,000-2,400 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ปีมากกว่าปาล์ม

อีสานหลายจังหวัดเมินไปเลย  ยกเว้นจังหวัดริมโขง เช่น หนองคายในบางพื้นที่  ภาคเหนือเองก็ใช่ดีนักแทบไม่เหมาะเอาเสียเลย  เว้นภาคใต้ ภาคตะวันออก ที่ฝนชุกและบางส่วนของภาคกลางที่น้ำชลประทานเข้าถึง

เขียนเรื่องปาล์มโดยเตือนเสมอว่า  ประชาธิปัตย์เคยพลาดพลั้งทำพังจนมีส่วนทำให้แพ้เลือกตั้งมาแล้ว  เตือนเท่าไหร่เพื่อไทยก็ไม่ฟัง  เห็นกงจักรเป็นดอกบัว พี่ตู่คะ พี่ตู่ขา ไปตามบท

ประชาธิปัตย์สอบตกเรื่องปาล์มเมื่อครั้งเป็นรัฐบาล   เทื่อเป็นฝ่ายค้านก็ไม่ได้คะแนนเดียว สอบตกยกชั้นด้วยซ้ำ  เพราะปัญหาปาล์มใช่ปากท้องเกษตรกรอย่างเดียว ยังรวมถึงปากท้องคุณสุเทพ  คุณพิเชษฐ คุณอาคม และฯลฯของพลพรรคประชาธิปัตย์            

ข้อสอบรั่วขนาดใหญ่ขนาดนี้ ปากท้องกระเทือนขณะนี้ แต่บรรดาขุนพลฝีปากกล้าของประชาธิปัตย์ยังอมทะลายปาล์ม เมาน้ำมันปาล์มอย่างน่าสมเพช   ถ้ามีตำแหน่งฝ่ายนิ่งแทนฝ่ายค้าน  ป่านนี้คงได้รับไปแล้ว

ครั้นรัฐบาลเพื่อไทย  ทักษิณคิด  ยิ่งลักษณ์ทำ วันนี้ยิ่งลักษณ์ก็พัง เพราะความไม่เข้าใจธรรมชาติของอุตสาหกรรมปาล์มน้ำมัน  เหมาเอาว่า เป็นการเมือง  เมื่อโจทย์ผิด คำตอบก็ผิด

วันนี้เพื่อไทยถลำติดกับน้ำมันปาล์มจังเบ้อเริ่มเสียหายร้ายกาจ  บังเอิญประชาธิปัตย์ตกหล่มไม่ทำการบ้าน ไม่ตรวจงาน  ความวิบัติทั้งหลายจึงตกเป็นของประชาชนทั้งแผ่นดิน

ทั้งเกษตรกรชาวสวนปาล์ม  ทั้งผู้บริโภค ทั้งผู้ประกอบการ และไม่อาจทำให้องคาพยพของอุตสาหกรรมปาล์มเดินเข้าสู่ความท้าทายในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนได้อย่างที่ฝันหวาน

น่าเสียดายที่ปาล์มน้ำมันมาถึงจุดที่ประเทศไทยพึ่งพาตัวเองได้  แถมยังเหลือส่งออกได้อย่างมีอนาคต  โดยไม่ต้องนำเข้าอย่างแต่ก่อน  การณ์กลับว่ารัฐบาลนี้เปิดให้นำเข้าทั้งที่สต็อกมีมากล้นจนต้องส่งออก   ครั้นแก้ปัญหาไม่ได้กลับปิดประตูตีแมวด้วยมาตรการห้ามส่งออก

อำนาจเป็นดาบสองคม ใช้อย่างเป็นธรรม มันจะเกิดผลเป็นกุศลกรรม  ตรงข้าม ผยองในอำนาจ ใช้อำนาจไม่เป็นธรรม ย่อมเป็นอกุศลกรรมยิ่งใหญ่ได้เช่นกัน

ขอจงเป็นสุขๆเถอะ

พอใจ สะพรั่งเนตร

เพื่อไทยติดหล่มปาล์ม (เกษตรสร้างสรรค์)

Published มิถุนายน 9, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/columnist/1391

17 พ.ค. 2555

กลายเป็นผลงานชิ้นโบดำอัปยศสำหรับรัฐบาลเพื่อไทย และกระทรวงพาณิชย์ เมื่อแอบมีมติเก็บภาษีส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ กิโลกรัมละ 10 บาท ในที่ประชุมครม.8 พฤษภาคม 2555 โดยไม่บอกกล่าวให้สาธารณชนได้รับทราบ

ขึ้นภาษีส่งออก เพื่อสกัดกั้นการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ หวังจะมีน้ำมันปาล์มดิบสำหรับผลิตน้ำมันปาล์มสำเร็จรูปเพื่อการบริโภค

เป็นเหตุผลที่ออกจะโง่บัดซบ และทำความเดือดร้อนให้เกษตรกรชาวสวนปาล์มในท้ายที่สุด

รัฐบาลนี้เพียรแก้ปัญหาน้ำมันปาล์มเหมือนลิงแก้แหเข้าทุกที เริ่มต้นก็ด้วยการอนุมัตินำเข้าน้ำมันปาล์มกึ่งสำเร็จรูป 40,000 ตัน โดยนำเข้าล็อตแรก 10,000 ตัน ทั้งที่ประเทศไทยไม่มีปัญหาการขาดแคลน

แต่กระทรวงพาณิชย์ โดยคุณบุญทรง เตริยาภิรมย์ รายงานต่อที่ประชุมครม. 17 เมษายน 2555 ว่า ระดับสต็อกน้ำมันปาล์มของประเทศในเดือนมีนาคม ลดต่ำกว่า 200,000 ตันซึ่งเป็นระดับไม่ปลอดภัย

เป็นตัวเลขสต็อกแหกตาครม.หรือครม.สมรู้ร่วมคิดก็ไม่อาจทราบได้ เพราะเดือนมีนาคมมีการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบไม่ถึง 2,000 ตันจากที่เคยส่งออกถึงกว่า 40,000 ตันในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ก่อนหน้านั้น

กระทรวงพาณิชย์รู้อยู่แก่ใจถึงตัวเลขสต็อกแท้จริง แต่เมื่อนำเสนอต่อครม.กลับเสนอตัวเลขต่ำกว่า 200,000 ตัน เพื่อสร้างความชอบธรรมในการนำเข้า ส่วนจะนำเข้ามาเพื่ออะไรนั้นเป็นเรื่องน่าสงสัยอยู่

ผิดพลาดชั้นนั้นแล้ว ยังไม่พอกระทรวงพาณิชย์ยังขออนุมัติที่ประชุมครม.8พฤษภาคมขออนุมัติเก็บภาษีส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ โดยออกเป็นประกาศกระทรวง ซึ่งปกติกระทรวงพาณิชย์ก็ออกประกาศเองได้ด้วยตัวเองอยู่แล้ว  แต่เอาไปนำเสนอเป็นมติครม.เพื่อเป็นยันต์กันเหนียวหรือตัวประกันก็ไม่อาจทราบได้

คิดแต่เพียงสกัดการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ คิดแต่จะปัดขาไม่ให้โรงงานสกัดส่งออก เพียงเพื่อให้มีสต็อกน้ำมันปาล์มอยู่ในประเทศไทยมากๆ โดยไม่คิดถึงผลกระทบและผลสะเทือนที่ตามมา เฉพาะต่อเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ถึงว่าเป็นมติโง่ๆนโยบายเง่าๆของรัฐบาลนี้

เพราะเมื่อส่งออกไม่ได้เพราะแข่งกับใครไม่ได้ หรืออยากแข่งก็ต้องไปกดต้นทุนให้ต่ำลง ผลักภาระให้เกษตรกรโดยตรง  แทนที่จะรับซื้อผลปาล์มสดกก.ละ 5-6 บาท หากยังทู่ซี้ส่งออกก็ต้องกดราคารับซื้อเหลือกก.ละ 3 บาทประมาณนั้น

รัฐบาลเพื่อไทย หมิ่นน้ำใจ เกษตรกรชาวสวนปาล์มมากเกินพอแล้วละครับ

ทำผิด ทำพลาด มาโดยตลอด มิใยใครจะบอกที่ซ่อนขุมทรัพย์  แต่กลับเฉยเมย แถมยังแสดงความเก่งกล้าอวดดีชนิดรู้ไปถึงไหนอายถึงนั่น

ณ บัดนี้ รัฐบาลพรรคเพื่อไทยได้ก้าวติดหล่มปัญหาน้ำมันปาล์มไม่แพ้รัฐบาลประชาธิปัตย์เมื่อครั้งก่อน  หนักหนากว่านั้น มีบทเรียนให้เห็นแล้ว แต่กลับทะเร่อทะร่า กระทำซ้ำรอยประวัติศาสตร์อีก  แสดงออกถึงความด้อยปัญญาโดยแท้

สุดท้ายคือการโกหกผู้บริโภค เพื่อให้คิดว่ารัฐบาลเอาอยู่กับราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดสำเร็จรูปลิตรละ 42 บาท เพราะโรงกลั่นขายไม่ได้กับราคานี้ ต้องหันไปผลิตขนาดที่น้อยกว่า เช่น 500 ซีซี 750 ซีซี หรือมากกว่า 1 ลิตร หรือเปลี่ยนภาชนะบรรจุ  ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมราคาของกระทรวงพาณิชย์ ทำให้กำหนดราคาได้ตามใจชอบ คำนวณแล้วแพงกว่าลิตรละ 42 บาททั้งสิ้น

รัฐบาลไหนก็ตาม กระทำการมิชอบ โกหกพกลม งุบงิบนำเข้า มุบงิบเก็บภาษีส่งออก และฯลฯสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านและเกษตรกร  เป็นสัญญาณว่า จะเป็นรัฐบาลได้อีกไม่นาน

พอใจ  สะพรั่งเนตร

ปลูกปาล์มระบบ’น้ำหยด’ผลผลิตสูง

Published มิถุนายน 3, 2012 by SoClaimon

ปลูกปาล์มระบบ’น้ำหยด’ผลผลิตสูง

ปลูกปาล์มระบบ ‘น้ำหยด’ ผลผลิตสูง ต่อลมหายใจคนลุ่มน้ำ ‘ตาปี-พุมดวง’ : โดย … สุรัตน์ อัตตะ

          แม้เกษตรกรส่วนใหญ่ใน อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี จะยึดอาชีพทำนา แต่ก็มีจำนวนไม่น้อยได้ไปปลูกปาล์มน้ำมัน เนื่องจากทำรายได้ดีกว่าและไม่มีปัญหาจากการบุกรุกของน้ำเค็มในช่วงหน้าแล้ง และประสบปัญหาน้ำท่วมขังในช่วงฤดูฝน ส่งผลให้ปัจจุบันปาล์มน้ำมันกลายเป็นพืชเศรษฐกิจหลักที่สำคัญของ จ.สุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ปลูกเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ประมาณ 966,180 ไร่ แซงหน้ากระบี่ที่มีพื้นที่ปลูก 930,272 ไร่

ลุงสมนึก บัวจันทร์ ในวัยใกล้ 70 ก็เหมือนเกษตรกรคนอื่นๆ ที่เริ่มต้นด้วยการทำนาตามบรรพบุรุษ แต่เมื่อนาข้าวไม่ใช่ความหวัง ด้วยราคาที่ตกต่ำ จึงหันไปปลูกปาล์มน้ำมันแทนเมื่อ 10 กว่าปีก่อน จนถึงวันนี้ลุงสมนึกนอกจากเป็นชาวสวนปาล์มหัวก้าวหน้าแล้วยังมีตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มคลัสเตอร์ปาล์มน้ำมันของ จ.สุราษฎร์ธานีอีกด้วย

หลังได้ศึกษาและค้นพบธรรมชาติของต้นปาล์มว่าเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากตลอดเวลา โดยเฉลี่ยกว่า 200 ลิตรต่อวัน ทำให้เขามีแนวคิดในการติดตั้งสปริงเกลอร์ไว้กับต้นปาล์มทุกต้น โดยจะฉีดรดต้นปาล์มทุกวันๆ ละ 2 ครั้งเช้าเย็น ตั้งแต่เริ่มปลูกจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ดังนั้นในพื้นที่ 1 ไร่จะปลูกปาล์มได้ 22 ต้น ซึ่งก็เท่ากับใช้น้ำวันละ 4,400 ลิตรต่อไร่ต่อวัน หรือคิดเป็น 1,606 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อปี

บนเนื้อที่กว่า 45 ไร่ ลุงสมนึกได้ปลูกปาล์มประมาณ 1,000 ต้น หรือเฉลี่ย 18-22 ต้นต่อไร่ โดยแบ่งพื้นที่ออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 มีพื้นที่ 28 ไร่ จะเน้นการใช้น้ำบาดาล มีทั้งขุดร่องสวนเก็บกักน้ำและติดตั้งท่อหัวฉีดสปริงเกลอร์ ส่วนที่ 2 อีก 18 ไร่จะใช้น้ำจากคลองตะเคียน โดยการสูบน้ำจากปลายคลองตะเคียนที่อยู่ใกล้สวนเข้ามาใช้ แต่จะมีปัญหาก็คือในช่วงหน้าแล้งน้ำในคลองแห้งขอด ทำให้ต้นปาล์มมีปัญหาจะหยุดให้ผลผลิตและการเจริญเติบโต ทำให้เขาได้รู้ว่าปาล์มต้องการน้ำอย่างมากส่งผลให้ผลผลิตปาล์มจากสวนเขาสามารถให้ผลผลิตได้ถึง 6 ต้นต่อไร่ต่อปี เมื่อเทียบกับผลผลิตเฉลี่ยของทั้งประเทศ 2-2.5 ตันต่อไร่ต่อปี หรือมากกว่า 3 เท่าตัว

“ถ้าไม่มีน้ำทางใบของต้นปาล์มจะค่อยๆ หักพับลง จนเหลือแต่ยอดกว่าจะฟื้นตัวได้ต้องใช้เวลา 1-2 ปี ส่งผลให้ผลผลิตปาล์มไม่มี ถึงแม้ต้นปาล์มจะออกดอก แต่ดอกตัวเมียก็จะแปลงสภาพเป็นดอกตัวผู้ทั้งหมดเพื่อไม่ให้เกิดการผสมพันธุ์เป็นผลปาล์ม เป็นการลดภาระของต้นในยามที่ต้องการความอยู่รอด มาจากเหตุผลเดียวนั่นก็คือมีน้ำไม่เพียงพอ”

แม้ว่าโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จะไม่ครอบคลุมพื้นที่ อ.ไชยา แต่ลุงสมนึกบอกว่าเขารู้สึกเสียดายปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลจากแม่น้ำพุมดวงและแม่น้ำตาปีที่ไหลลงสู่อาวบ้านดอนโดยคนในพื้นที่แทบจะไม่ได้ใช้ประโยชน์ได้เลย นอกจากผลิตกระแสไฟฟ้าของเขื่อนรัชชประภาเท่านั้น แต่หากมีโครงการดังกล่าวจะสามารถนำน้ำมาใช้ประโยชน์กับสวนปาล์มน้ำมันอย่างเต็มที่ เพราะปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำมากเป็นพิเศษ

ขณะที่ สถาพร โรจนหัสดิน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้าง 10 กรมชลประทานกล่าวเสริมว่า ลุงสมนึก บัวจันทร์ ถือเป็นตัวอย่างของเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่ประสบความสำเร็จและเห็นคุณค่าของการนำน้ำมาใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เนื่องจากปาล์มน้ำมันเป็นพืชที่ต้องการน้ำสูงมาก ขณะเดียวกันพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี มีพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมากที่สุดของประเทศ หากมีน้ำไม่เพียงพออาจก่อให้เกิดปัญหาได้ โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จึงเป็นโอกาสของเกษตรกรที่ปลูกปาล์มน้ำมันในการได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว

———-

(หมายเหตุ : ปลูกปาล์มระบบ ‘น้ำหยด’ ผลผลิตสูง ต่อลมหายใจคนลุ่มน้ำ ‘ตาปี-พุมดวง’ : โดย … สุรัตน์ อัตตะ)

———-

ซัดมาตรการรัฐ ทำราคาปาล์มตกต่ำ จี้เลิกนำเข้า

Published พฤษภาคม 30, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/264504

30 พฤษภาคม 2555, 13:23 น.

Pic_264504

เกษตรกรชาวสวนปาล์มเดือดร้อนหนัก แม้ในช่วงผลปาล์มน้อย แต่ราคากลับลดลงวูบสวนทาง เหลือไม่ถึงกิโลละ 6 บาท ซัดมาตรการรัฐนำเข้าน้ำมันปาล์มจากต่างประเทศ และเก็บค่าส่งออก กก.ละ 10 บาท เสนอยกเลิกก่อนราคาตกมากไปกว่านี้…

เมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2555 นายวิศาล จันทร์ทิพย์ ผู้จัดการชุมนุมสหกรณ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันกระบี่ จำกัด ระบุว่า ขณะนี้ ได้มีเกษตรกรจำนวนมาก ร้องเรียนเรื่องของราคาผลปาล์มน้ำมันที่ราคาลดลงอย่างต่อเนื่อง ทั้งๆ ที่ช่วงนี้เป็นช่วงที่ผลปาล์มน้ำมันของเกษตรกรลดจำนวนลงอย่างมาก ซึ่งราคาควรที่จะปรับขึ้นแต่กลับตรงกันข้าม โดยราคาเมื่อช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาอยู่ที่กิโลกรัมละ 6.50 บาท แต่ขณะนี้ลดลงมาอยู่ที่ 5-5.50 บาท โดยลานรับซื้อปาล์มของเอกชนราคาอยู่ที่ 4.50-5.30 บาทเท่านั้น ส่วนสาเหตุมาจากรัฐบาลใช้มาตรการผิด เป็นการช่วยผู้บริโภคเพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้สนใจเกษตรกรและโรงงาน มีการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ 4 หมื่นตัน โดยทยอยเริ่มนำเข้ามาแล้ว 1 หมื่นตัน

นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีมติให้เก็บภาษีการส่งออกกิโลกรัมละ 10 บาท ซึ่งขณะนี้ราคาน้ำมันปาล์มดิบส่งออกอยู่ที่ 30 บาทต่อกิโลกรัม จึงเป็นไปไม่ได้ที่เอกชนจะส่งออก เพราะจะขาดทุนอย่างหนัก ถือเป็นการปิดประตูการส่งออกไปยังต่างประเทศ จะทำให้น้ำมันปาล์มที่ผลิตแล้ว ไม่สามารถระบายออกได้ทันทีหลังมีผลบังคับใช้แล้ว

อย่างไรก็ตาม ได้มีข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ไม่ให้ราคาตกไปมากกว่านี้ คือ 1.ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบส่วนที่เหลืออีก 3 หมื่นตันทันที 2.ยกเลิกการจัดเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมการส่งออกกิโลกรัมละ 10 บาท และ 3.ให้นำน้ำมันปาล์มดิบส่วนที่เหลือมาผลิตเป็นไบโอดีเซลประเภท บี 5 หรือ บี 10 หรือ บี 100 เพื่อเป็นพลังงานทางเลือก สิ่งเหล่านี้จะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ยั่งยืนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันที่จะสามารถอยู่รอดต่อไปได้.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวภูมิภาค
  • 30 พฤษภาคม 2555, 13:23 น.

รายงานพิเศษ : ปราชญ์ชาวสวนปาล์ม “สมนึก บัวอินทร์” ปาล์มเป็นพืชไร้ฤดูกาล

Published พฤษภาคม 29, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/8142

วันจันทร์ ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.

tags : รายงานพิเศษปราชญ์ชาวสวนปาล์มสมนึก บัวอินทร์ปาล์มพืชไร้ฤดูกาล,

 

ในโลกใบนี้มีประเทศปลูกปาล์มเป็นล่ำเป็นสัน เสมือนครัวน้ำมันพืชโลกเพียง 2 ประเทศคืออินโดนีเซีย กับมาเลเซีย   รั้งอันดับ 1 และ 2  ของโลกตามลำดับ

ไทยเพิ่งเตาะแตะเป็นผู้ส่งออกสุทธิเมื่อไม่กี่ปีนี้เอง   หลังจากนำเข้าจากมาเลเซียโดยตลอด เพราะผลิตได้ไม่พอ

เทียบผลผลิตเฉลี่ยต่อไร่แล้ว  ไทยยังห่างไกลกับสองประเทศ ส่วนหนึ่งสภาพภูมิอากาศแตกต่างกัน  ปริมาณน้ำฝนเขามากกว่า แถมส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่  รายละนับหมื่นนับแสนไร่  การบริหารจัดการการผลิต และต้นทุนการผลิต ได้ดีกว่าเกษตรกรไทยที่ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรรายย่อยคนละ 10-20 ไร่

สุราษฎร์ธานีเปรียบไปก็เหมือนอินโดนีเซีย  เดิมทีเป็นรองมาเลเซีย  วันนี้แซงหน้ามาเลเซียไปแล้ว  เช่นเดียวกับสุราษฎร์ธานีแซงหน้ากระบี่ขึ้นแท่นเป็นจังหวัดปลูกปาล์มมากที่สุดของประเทศไทย

สุราษฎร์ธานีมีพื้นที่ปลูกที่ให้ผล 966,180 ไร่  กระบี่มีพื้นที่ปลูกให้ผล 954,730 ไร่ ผลผลิตเฉลี่ยใกล้เคียงกันเฉลี่ย 3 ตัน/ไร่/ปี

สมนึก  บัวอินทร์  ชาวสวนปาล์มวัย 60 ปีจาก ต.ทุ่ง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี  เดิมทีทำนาเหมือนบรรพบุรุษ ไปๆ มาๆ นาไม่ใช่คำตอบ  12 ปีก่อน สมนึกจึงเปลี่ยนจากนามาเป็นสวนปาล์ม  ความเป็นคนใฝ่รู้และขยัน  สมนึกเรียนรู้ว่า ปัจจัยพื้นฐานหลักอยู่ 2 ประการ นอกจากพันธุ์ปาล์มดี

หนึ่ง  น้ำถึง

สอง   ปุ๋ยเคมีถึง

แค่น้ำอย่างเดียว เป็นคนอื่นคงถอยแล้ว  พื้นที่สวนปาล์มของสมนึกมีกว่า 45 ไร่ มีแหล่งน้ำพอพึ่งพาได้ 18 ไร่ ใช้สูบเอาจากคลองเคียนเข้าสวน แล้วปล่อยให้เอ่อไปทั่วแปลงและซึมซับลงดิน  อีก 28 ไร่ ไม่มีแหล่งน้ำ ต้องอาศัยน้ำฝนอย่างเดียว

ปล่อยตามยถากรรม  ปาล์มไม่มีวันตกรางวัลแก่คนที่ยอมแพ้ชะตากรรม  สมนึกฮึดใช้บ่อน้ำบาดาลที่ใช้สำหรับดับไฟลามทุ่งเป็นตัวตั้ง  เขาขุดร่องสวน สูบน้ำจากบ่อบาดาลแล้วปล่อยน้ำลงร่อง  ต้นปาล์มสามารถดูดซับน้ำได้ และได้ความชื้นในดิน  พร้อมทั้งวางระบบท่อและติดตั้งหัวฉีดสปริงเกลอร์ตามต้นปาล์มแต่ละต้นจำนวน 18 ต้น/ไร่ เพื่อให้น้ำโดยตรง

ปาล์มของเขา ให้ผลผลิตทุก 15 วันตลอดปี  ไม่ว่าหน้าฝนหรือหน้าแล้ง ผลผลิตต่อไร่จึงสูงถึง 6 ตัน/ไร่/ปี  ไม่แพ้อินโดนีเซียหรือมาเลเซีย

สมนึกบอกว่า  ปาล์มต้องการน้ำมากถึง 1,600 ลูกบาศก์เมตร/ไร่/ปี มากกว่าความต้องการน้ำของต้นข้าวต่อฤดูที่ 1,000-1,200 ลูกบาศก์เมตร

“ถ้าขาดน้ำหรือกระทบแล้งนานไป  ทางใบปาล์มจะหักเหลือแต่ยอด กว่าจะฟื้นตัวต้องใช้เวลา 1-2 ปี หรือไม่ในกรณีปาล์มออกดอก  มันจะแปลงดอกตัวเมียให้เป็นดอกตัวผู้ทั้งหมด เพื่อหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์เป็นผล เป็นการลดภาระของต้น”  สมนึกบอกเล่า

สวนปาล์มแห่งนี้จึงมีน้ำบริบูรณ์  โดยเฉพาะในหน้าแล้งที่คนอื่นอาจปล่อยสวนตามยถากรรม  สวนของเขากลับมีน้ำส่งให้ต้นปาล์มดูดไปใช้เพื่อการเจริญเติบโต ทำให้ปาล์มออกลูกตลอดเวลา  กลายเป็นพืชไร้ฤดูกาล

น้ำอย่างเดียวก็ไม่พอ  ยังต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี (ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส  โปแตสเซียม-NPK) ในลักษณะแม่ปุ๋ยเดี่ยวแทนปุ๋ยผสมสำเร็จที่ราคาถูกกว่า การให้ปุ๋ยก็ต้องให้แบบรู้ธรรมชาติของต้นปาล์ม ที่มีปัญหาแตกต่างกัน ต้องใช้แม่ปุ๋ยตัวไหนสูง ตัวไหนต่ำ ไม่ใช่แค่สักใส่ๆ ลงไปเท่ากับสูญเปล่า หรือให้ปุ๋ยช่วงเวลาไหนไม่ดูตาม้าตาเรือก็เปล่าประโยชน์เช่นกัน

คนปลูกปาล์มอย่างสมนึก บัวอินทร์  เทียบเกรดแล้ว พอจะเป็นหมอปาล์มได้สบาย

“เวลาเราตัดทะลายปาล์มลงมา เท่ากับเราพรากความอุดมสมบูรณ์ไปจากต้น ดังนั้นเราต้องบำรุงดินด้วยปุ๋ย ซึ่งต้องเน้นปุ๋ยเคมีเป็นหลัก เพราะมีธาตุอาหารสมบูรณ์”

ไพเจน   มากสุวรรณ์  ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทานกล่าวว่า  สวนปาล์มแห่งนี้สะท้อนให้เห็นว่า น้ำเป็นปัจจัยที่สำคัญสำหรับพืชอย่างปาล์มน้ำมัน   โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ซึ่งกำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่นั้น จะตอบโจทย์นี้ได้เป็นอย่างดี  หากโครงการฯ ก่อสร้างแล้วเสร็จก็จะช่วยให้เกษตรกรในพื้นที่ 73,980 ไร่ ได้รับน้ำสนับสนุนอย่างเต็มที่

โดยเฉพาะ การจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ซึ่งจะมีผลในวันที่ 1 มกราคม 2558   แม้ว่าประเทศไทยจะมีระบบป้องกันตัวเองในการนำเข้าในระยะสั้น   แต่ในระยะยาวจำเป็นต้องปรับลดต้นทุนการผลิต  เพื่อการแข่งขันให้ได้

“ถ้ามีน้ำต้นทุนคอยสนับสนุนอย่างสม่ำเสมอ   อย่างน้อยปาล์มก็ให้ผลผลิตตลอดเวลา ถ้าได้ผลผลิตเฉลี่ยเกิน 3 ตัน/ไร่ ก็ลดต้นทุนการผลิตลงกว่าเดิม แถมยังมีรายได้เพิ่มขึ้นด้วย  ในขณะปัจจุบันหลายๆ แห่งมีผลผลิตเฉลี่ยเพียงกว่า 1- 2 ตันกว่า/ไร่ เท่านั้น”

กรณีมีผู้หวั่นเกรงว่า  โครงการนี้จะส่งผลกระทบระบบนิเวศของลุ่มน้ำ และพื้นที่เลี้ยงกุ้งก็เป็นความเข้าใจผิด  เพราะกรมชลประทานสูบใช้น้ำเพียงปีละ 123 ล้านลูกบาศก์เมตรเท่านั้น เทียบกับน้ำที่ปล่อยทิ้งนับพันล้านลูกบาศก์เมตร/ปีถือว่าน้อยมาก  ตรงข้ามยังเปิดพื้นที่ชลประทานใหม่ได้ถึง 73,980 ไร่ ทั้งยังช่วยแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำประปาชุมชนมากกว่า 20 แห่งอีกด้วย

เช่นเดียวกับ สถาพร  โรจนหัสดิน ผู้อำนวยการสำนักงานก่อสร้างที่ 10 สำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน กล่าวว่า  มีความเข้าใจผิดโครงการสูบน้ำแม่น้ำตาปีสำหรับใช้ในโครงการเซาเทิร์น ซี บอร์ด และโยงมาเป็นโครงการเดียวกันกับโครงการลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง  ซึ่ง  เซาเทิร์นซีบอร์ดได้ประกาศยุติโครงการไปแล้ว และเป็นการสูบน้ำจากแม่น้ำตาปี  ในขณะโครงการตาปี-พุมดวง ใช้น้ำจากแม่น้ำพุมดวง

“โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จะช่วยให้การปลูกปาล์มก็ดี หรือพืชผลอื่นๆ ก็ดี ได้รับน้ำต้นทุนอย่างสม่ำเสมอ จะเกิดประโยชน์ต่อพื้นที่ 73,980 ไร่อย่างมากมาย   ขนาดลุงสมนึกไม่มีน้ำ ยังกล้าลงทุนขุดบ่อบาดาล   ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าได้ผลผลิตปาล์มมากถึง 6 ตัน/ไร่/ปี”

ว่าไปแล้ว  โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง คือคำตอบสำหรับพื้นที่ขาดแคลนน้ำ 73,980 ไร่  เมื่อใดที่เป็นความจริง เมื่อนั้นเกษตรกรอาจนึกเสียดายว่า รู้อย่างนี้น่าจะหนุนให้เกิดตั้งนานแล้ว

ชลฯดันโครงการ พัฒนาลุ่มน้ำตาปี ผุดเมืองปลูกปาล์ม รองรับเปิด‘เออีซี’

Published พฤษภาคม 29, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/7790

วันศุกร์ ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 06.00 น.
tags : ชลประทานโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปีปลูกปาล์มเออีซี,

 

ว่าที่ ร.ต.ไพเจน มากสุวรรณ์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาแหล่งน้ำขนาดใหญ่ กรมชลประทาน เปิดเผยว่า การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเตรียมตัวพัฒนาพืชเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้าว ปาล์มน้ำมัน ยางพารา มันสำปะหลัง อ้อย เป็นต้น โดยเฉพาะข้าวกับปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นพืชต้องการน้ำมาก ถ้าอยู่ในเขตชลประทานที่มีน้ำต้นทุนสนับสนุนก็พอเบาใจ แต่ถ้าอยู่นอกเขตชลประทาน อาศัยน้ำฝนอย่างเดียว ผลผลิตจะไม่ดี ต้นทุนการผลิตสูง เป็นจุดอ่อนในการแข่งขันในหมู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนทันที

ว่าที่ ร.ต.ไพเจน กล่าวว่า ผลผลิตข้าวในพื้นที่ชลประทานอยู่ในระดับ 1 ตัน/ไร่ แต่ข้าวนอกพื้นที่ชลประทานจะมีผลผลิตต่ำ ทำให้ฉุดผลผลิตเฉลี่ยทั่วประเทศต่ำลง เช่นเดียวกับการปลูกปาล์มน้ำมัน หากอยู่ในพื้นที่ชลประทานมีน้ำต้นทุนพร้อม และมีการบริหารจัดการที่ดี สามารถให้ผลผลิตได้มากพอที่จะแข่งขันกับอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ที่เป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 1 และ 2 ของโลกได้

ว่าที่ ร.ต.ไพเจน กล่าวอีกว่า โครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างตามมติคณะรัฐมนตรีในกรอบเวลา 8 ปี (2552-2559) จะเปิดพื้นที่ชลประทานในเขต อ.พุนพิน อ.คีรีรัฐนิคม และ อ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี รวมแล้ว 73,980 ไร่ ซึ่งจะเพิ่มโอกาสในการเพาะปลูกข้าว ปาล์มน้ำมัน ไม้ผล และพืชผักสวนครัว

“สุราษฎร์ธานีเป็นจังหวัดที่ปลูกปาล์มมากที่สุดของประเทศไทย 966,130 ไร่ แต่ก็ยังขาดแคลนน้ำ กรมชลประทานจึงจัดทำโครงการพัฒนาลุ่มน้ำตาปี-พุมดวง ขึ้นมารองรับ เพื่อเป็นหลักประกันในการปลูกพืชเศรษฐกิจดังกล่าว โดยเฉพาะข้าวและปาล์มน้ำมัน” ว่าที่ร.ต.ไพเจน กล่าว

เอกชนอัดรัฐบริหารปาล์มมั่ว “กิตติรัตน์” แอ่นอกยอมทบทวนมติ ครม.ทั้งหมด

Published พฤษภาคม 25, 2012 by SoClaimon

http://www.thairath.co.th/content/eco/263187

25 พฤษภาคม 2555, 06:15 น.

Pic_263187

รัฐกลับลำล้มมติ ครม.เตรียมยกเลิกนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ พร้อมยกเลิกประกาศเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกน้ำมันปาล์ม โต้งยอมรับสถานการณ์เปลี่ยน ส่วน “บุญทรง” หนีประชุม กนป. เอกชนอัดเละถูกยกเลิกออเดอร์แต่ไม่มีหน้าไหนรับผิดชอบ

นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกนป.มีความเห็นตรงกันว่า ขณะนี้ไม่มีความจำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบจากต่างประเทศอีก 30,000 ตัน ที่เหลืออยู่ตามที่เสนอขออนุมัติกรอบการนำเข้าจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไว้ 40,000 ตัน โดยก่อนหน้านี้มีการนำเข้าแล้ว 10,000 ตัน ส่วนการเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ 10 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) ไม่น่าจะมีความจำเป็นเช่นเดียวกัน เพราะขณะนี้สถานการณ์เปลี่ยนไป มีผลผลิตปาล์มลอตใหม่ออกสู่ตลาดมากขึ้นและราคาน้ำมันปาล์มดิบในตลาดโลกก็อ่อนตัวลงมา

“ต้องเข้าใจว่าในช่วงเวลาที่ ครม.มีมติให้นำเข้าน้ำมันปาล์มดิบ 40,000 ตัน หรือช่วงที่กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศเก็บค่าธรรมเนียมในการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ ถือว่าเป็นการตัดสินใจที่อยู่บนความจำเป็นในขณะนั้น เนื่องจากข้อมูลบ่งชี้ว่าปริมาณสต๊อกปาล์มอาจจะไม่เพียงพอ แม้ช่วงเวลาจะห่างกันไม่กี่สัปดาห์ แต่สถานการณ์ เปลี่ยนไปจึงต้องทบทวนการดำเนินการใหม่ ซึ่งจะต้องหารือกับกระทรวงพาณิชย์ให้ยกเลิกการนำเข้าน้ำมันปาล์มดิบและการเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกน้ำมันปาล์ม และส่งเรื่องให้ ครม.เป็นผู้ตัดสินใจว่าจะยกเลิกหรือไม่”

นอกจากนี้ ที่ประชุม กนป.ยังเห็นร่วมกันว่า ประสิทธิภาพของการดำเนินการด้านปาล์มน้ำมันของประเทศไทยยังไม่สูงพอ ทั้งด้านผลผลิตต่อไร่ลานเท โรงสกัด ที่จะต้องดูแลคุณภาพ และดำเนินการในแต่ละขั้นตอนให้ดี รวมทั้งกระบวนการขนส่งที่น่าจะลดต้นทุนลงได้อีก จึงได้แต่งตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อจัดทำแผนการดำเนินงานเพิ่มประสิทธิภาพ เรื่องน้ำมันปาล์มทั้งระบบ โดยขอร้องให้คณะทำงานชุดนี้เร่งดำเนินการและหารือกันอย่างจริงจัง ไม่ใช่ประชุมเฉพาะที่มีเวลาว่างเท่านั้น เพื่อให้สามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ โดยเฉพาะในอนาคตจะต้องเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มตัว ถ้าไม่ปรับปรุงจะแข่งขันกับมาเลเซียได้ยาก

ด้านนางวิวรรณ บุณยประทีปรัตน์ เลขาธิการสมาคมปาล์มน้ำมันและน้ำมันปาล์มแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังจากที่รัฐบาลประกาศการเก็บค่าธรรมเนียมส่งออกน้ำมันปาล์มดิบออกมา มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่จะส่งออก เพราะถูกยกเลิกคำสั่งซื้อ และผู้นำเข้ามองว่ารัฐบาลสามารถเข้ามาแทรกแซงได้ ส่งผลให้ผู้นำเข้าไม่มั่นใจ ในส่วนนี้รัฐบาลคงไม่เข้าใจว่ามีผลกระทบอะไรบ้างสำหรับเอกชน และคงจะไม่สามารถส่งออกได้อีกในช่วงเดือนหน้า เพราะราคาในตลาดโลกตกต่ำเนื่องจากผลกระทบจากวิกฤติการเงินของประเทศกรีซ และราคาน้ำมันโลกที่ลดลง โดยประเมินว่าราคาน้ำมันปาล์มจะเริ่มดีขึ้นในเดือน ก.ค. ที่ทางประเทศมุสลิมและประเทศในตะวันออกกลางซื้อเก็บเพื่อใช้ในช่วงถือศีลอด

“ที่ประชุม กนป.ไม่มีใครแสดงความรับผิดชอบ และชี้แจงเรื่องการเก็บค่าธรรมเนียมการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ และรองนายกฯกิตติรัตน์ได้กล่าวว่า ขอรับผิดชอบในเรื่องนี้ แม้ว่าจะไม่อยู่ในที่ประชุม ครม.ก็ตาม และจะเสนอ ครม.เพื่อแก้ไขในเรื่องนี้ ส่วนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ไม่เข้าร่วมประชุมกนป.ในครั้งนี้ โดยแจ้งว่าติดภารกิจสำคัญ และระดับเจ้าหน้าที่ก็มีการเปลี่ยนคนมาประชุม ส่วนคุณยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ก็กล่าวเพียงว่า ครม.มีอำนาจมากกว่า กนป.”

อย่างไรก็ตาม ทางสมาคมฯ และสมาคมเกษตรกรชาวสวนปาล์ม ได้เสนอในที่ประชุม กนป.ด้วยว่าขอให้ กนป.และรัฐบาลเคารพมติของที่ประชุม กนป.ด้วย เพราะ กนป.ตั้งขึ้นมาเพื่อช่วยรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาของอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม โดยมีตัวแทนของรัฐบาล ภาคเอกชน และสมาคมเกษตรกรฯ ซึ่งเวทีของคณะกรรมการฯนี้จะช่วยลดปัญหาความเดือดร้อน และความขัดแย้ง เช่นเกษตรกรก็ไม่ต้องไปประท้วงบนถนน แต่นำปัญหามาเจรจากันบนโต๊ะและกลุ่มสมาคมเกษตรกรก็ให้ความร่วมมือที่ดีมาก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากๆในการแก้ปัญหาของประเทศ เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องเคารพข้อตกลงตรงนี้ด้วย อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมฯ ยืนยันที่จะควบคุมราคาจำหน่ายน้ำมันปาล์มขวดไว้ที่ลิตรละ 42 บาทต่อไป โดยนายกิตติรัตน์ให้เหตุผลว่ารัฐบาลต้องดูแลผู้บริโภค

ขณะเดียวกันได้เสนอ กนป.ด้วยว่าขอให้มีการประกาศใช้โครงสร้างต้นทุนมาตรฐานที่ผ่านการจัดทำร่วมกันระหว่างรัฐบาล เอกชน และเกษตรกร ซึ่งเป็นการปรับปรุงกลไก ให้มีการทำงานคล้ายกับการกำหนดราคาน้ำมัน และมีระบบการจัดการเช่นถ้าผลผลิตออกมามากก็จะมีการนำส่วนเกินไปใช้ในการผลิต ไบโอดีเซล และควรจะให้อุตสาหกรรมนี้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เพราะน้ำมันปาล์มเป็นสินค้าเกษตรที่ขึ้นลงตามราคาในตลาดโลก และราคาน้ำมัน แต่ในขณะนี้ รัฐบาลได้ควบคุมราคาน้ำมันปาล์มที่ปลายทางแต่ระบบการจัดการมีปัญหาทำให้มีผลกระทบเป็นลูกโซ่ และถ้าไม่มีการแก้ปัญหานี้อย่างยั่งยืน ก็จะมีปัญหาเฉพาะหน้าให้ต้องแก้ไขโดยตลอด.

ไทยรัฐออนไลน์

  • โดย ทีมข่าวเศรษฐกิจ
  • 25 พฤษภาคม 2555, 06:15 น.

ปูด“พาณิชย์”หมกสต็อกปาล์ม กดตัวเลขต่ำกว่าระดับปลอดภัย ลักไก่อ้างความชอบธรรมนำเข้า

Published พฤษภาคม 11, 2012 by SoClaimon

http://www.naewna.com/local/6356

วันศุกร์ ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555, 10.19 น.

tags : พาณิชย์พณ.น้ำมันปาล์ม,

แฉกระทรวงพาณิชย์เล่นกล กดตัวเลขสต็อกน้ำมันปาล์มต่ำลงจากระดับปลอดภัย200,000 ตัน เพื่อลักไก่ครม.นำเข้าน้ำมันปาล์ม 10,000 ตันแรก ระบุเดือนมีนาคมไม่มีการส่งออก แต่ตั้งไว้ 44,000 ตัน ขณะที่กรมการค้าภายในชิ่งไม่ยอมสำแดงตัวเลขประมาณการสต็อก ทั้งที่ล่วงเลยนานร่วมเดือนแล้ว

รายงานข่าวจากวงการน้ำมันปาล์ม เปิดเผยกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติให้น้ำเข้าน้ำมันปาล์มจำนวน 10,000 ตันแรกจากที่กำหนดไว้ 40,000 ตัน เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2555ว่า มีเงื่อนงำไม่ชอบมาพากลในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ในฐานะผู้เสนอเรื่องเข้าที่ประชุมครม. โดยนายบุญทรง เตริยาภิรมย์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ อ้างว่า เพื่อป้องกันการขาดแคลนน้ำมันปาล์ม และยังอ้างตัวเลขสต็อกเดือนมีนาคม 2555 ที่ 182,642 ตัน เดือนเมษายนจะลดลงเหลือ 155,579 ตัน ซึ่งถือเป็นสต็อกระดับเตือนภัย ซึ่งเสี่ยงต่อการขาดแคลน จำเป็นต้องเร่งรัดนำเข้าเพื่อให้ปรับขึ้นมาเป็นระดับสต็อกปลอดภัยที่ 200,000 ตัน

ทั้งนี้ ในความเป็นจริงแล้ว สต็อกในเดือนมีนาคม จะมีมากกว่า 200,000 ตัน เนื่องจากไม่มีการส่งออกที่ตั้งไว้ที่ 44,000 ตัน และยังตั้งตัวเลขการนำน้ำมันปาล์มเพื่อผลิตไบโอดีเซลสูงถึง 54,000 ตัน ทั้งที่ในช่วงเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์  การผลิตไบโอดีเซลใช้เพียง 49,717 ตันและ 48,919 ตัน ตามลำดับเท่านั้น

“เป็นการเล่นกลตัวเลข เพื่อกดสต็อกในเดือนมีนาคมและเมษายนให้ต่ำลง เพื่ออ้างความชอบธรรมในการนำเข้า ซึ่งถ้าตัวเลขสต็อกสูงถึง 200,000 ตัน กระทรวงพาณิชย์ไม่สามารถอ้างเหตุนำเข้าได้เลย เพราะเป็นระดับสต็อกปลอดภัยอยู่แล้ว”แหล่งข่าวกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวว่า ปกติกรมการค้าภายในจะทำประมาณการตัวเลขสต็อกไว้ล่วงหน้า โดยเคยทำไว้ถึงเดือนมิถุนายน 2555 ด้วยซ้ำ  แต่ในขณะนี้กลับลบตัวเลขสต็อกออกจากประมาณการทั้งสิ้น ยกเว้นเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ 2555

“จริงๆเคยมีการประชุมร่วมกับภาคเอกชนเรื่องการจัดทำตัวเลขสต็อก เพื่อเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการน้ำมันปาล์ม      ซึ่งกรมการค้าภายในเอง ซึ่งมีหน้าที่รับแจ้งตัวเลขจากโรงสกัดและโรงกลั่นก็รับปากว่า จะรายงานตัวเลขสต็อกในวันที่ 15 ของเดือนถัดไป แต่น่าแปลกที่วันนี้เลยวันที่ 15 เมษายนมาแล้ว 3 สัปดาห์กลับไม่มีตัวเลขสต็อกของเดือนมีนาคม”

ในทางกลับกัน  กระทรวงพลังงานกลับให้ข่าวว่า  เนื่องจากสต็อกน้ำมันปาล์มมีมาก ดังนั้นกระทรวงพลังงานจึงเตรียมผลิตไบโอดีเซล สูตร บี7 ซึ่งหมายความว่า ใช้น้ำมันปาล์ม เป็นส่วนผสมถึง 7% มากกว่าไบโอดีเซล สูตรบี 5 ที่ใช้น้ำมันปาล์มเพียง 5%

“เป็นทั้งตัวเลขสต็อกที่ขัดแย้งกันเอง ถ้าหน่วยงานหนึ่งแสดงตัวเลขจริง   อีกหน่วยงานหนึ่งก็จะเป็นตัวเลขโกหก” แหล่งข่าวกล่าว

%d bloggers like this: